“จงว่ายน้ำในทะเลลึกอย่างมีความสุขทุกวัน”


…ณ ท่าเทียบเรือแห่งหนึ่ง มีเรือลำใหญ่หลายลำพร้อมที่จะพานักเดินทางออกไปกลางทะเล

กลุ่มนักเดินทาง ประกอบด้วยอาจารย์ที่ปรึกษา และนักศึกษาปริญญาเอกที่กำลังขนสัมภาระลงเรือ

เป้าหมายของเรือ คือ การพากลุ่มนักศึกษาปริญญาเอกไปค้นหาวัตถุมหัศจรรย์ใต้ท้องทะเลลึก และเมื่อนักศึกษาคนใดสามารถค้นพบวัตถุมหัศจรรย์ที่มีคุณค่าเพียงพอ เรือจะพานักศึกษาคนนั้นกลับเข้าฝั่ง

ก่อนที่จะได้มาร่วมทริป เหล่าบรรดานักศึกษาผ่านกระบวนการคัดเลือกโดยดูจากองค์ประกอบหลายๆด้าน และพวกเขาได้ผ่านการฝึกฝน อบรม และชี้แนะแนวทางในการออกค้นหาวัตถุมหัศจรรย์ที่ว่า อีกทั้งกลุ่มอาจารย์ได้ลงความเห็นร่วมกันแล้วว่านักศึกษากลุ่มนี้มีความพร้อมและเหมาะสมที่จะลงเรือ

ในวันแรกที่ก้าวลงเรือ สิ่งหนึ่งที่นักศึกษาทุกคนมีเหมือนกัน คือ ความตื่นเต้นและความกระตือรือร้น ทุกอย่างรอบตัวดูใหม่ น่าสนใจ ไฟในการออกไปค้นหาบางสิ่งนั้นต่างลุกโชนขึ้นพร้อมๆกัน ทุกคนมีความตั้งใจ มุ่งมั่น และมีความหวังที่เต็มเปี่ยมว่าจะได้พบ “สิ่งนั้น” ที่ต้องการ….

…ในคืนที่มืดมิด ณ กลางทะเลลึกที่มองไม่เห็นฝั่ง อาจารย์ที่ปรึกษาตะโกนบอกนักศึกษาว่า “เอ้า! ทุกคน ได้เวลาแล้ว กระโดดลงไปในทะเล”

นักศึกษาทุกคนรับทราบดีว่า สิ่งที่ต้องทำคือการลงไปค้นหาวัตถุมหัศจรรย์ใต้ทะเล หากพบและพิจารณาแล้วว่าเป็นสิ่งที่ “ใช่” จะต้องรีบนำขึ้นมาบนเรือ มาวางเรียงร้อยประกอบกันให้เป็นภาพหนึ่งภาพที่สวยงาม

เมื่อใดที่อาจารย์ทุกคนพอใจและลงความเห็นร่วมกันว่า ภาพนี้เป็นชิ้นงานสร้างสรรค์และมีคุณภาพเพียงพอ เมื่อนั้นเรือจะพาผู้ค้นพบกลับเข้าฝั่ง เพื่อไปรับรางวัลอันสูงสุด นั่นคือ..ใบปริญญา

แต่ถ้าชิ้นส่วนต่างๆที่นำขึ้นมาประกอบกันเป็นภาพที่ยังไม่ใช่และไม่เป็นที่พอใจของอาจารย์ นักศึกษาจะต้องกลับลงไปค้นหาใหม่จนกว่าจะเจอสิ่งที่ “ใช่”

ระหว่างการดำผุดดำว่ายของนักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาจะคอยอยู่บนเรือ มีหน้าที่ให้คำแนะนำในฐานะผู้ที่เคยมีประสบการณ์ในการค้นพบวัตถุมหัศจรรย์มาแล้ว ตลอดทริปการเดินทาง นักศึกษาจะได้รับการดูแลความปลอดภัยโดยทีมช่วยเหลือ แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า นักศึกษาต้องเป็นผู้ออกตามหาวัตถุใต้ทะเลด้วยตัวเอง และ นักศึกษาจะไม่ได้ขึ้นฝั่งหากค้นหาวัตถุนั้นไม่เจอ

ระหว่างการค้นหา นักศึกษาทุกคนต้องพึงระลึกเสมอว่า ปัญหาและอุปสรรคต่างๆกลางทะเลลึกเกิดขึ้นได้ บางคนโชคดีว่ายไปเจอคลื่นลมที่สงบ ในขณะที่บางคนต้องเผชิญกับลมพายุ มรสุม กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก หรือ ฝูงฉลามที่ดุร้าย และนอกจากความท้าทายภายนอกเหล่านั้นแล้ว สิ่งที่นักศึกษาทุกคนต้องเผชิญ ก็คือ ลมมรสุมภายในใจของตัวเอง ได้แก่ ความเบื่อหน่าย ผิดหวัง กลัว เหนื่อย และท้อแท้

เสียงตะโกนคุยกันระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ดังขึ้น:

นักศึกษา: “อาจารย์ ไม่เห็นเจออะไรเลย ว่ายมาสามเดือนเต็มๆแล้วนะ”/ “หยิบอะไรขึ้นมา อาจารย์ก็บอกว่าไม่ใช่ๆๆ ทั้งเหนื่อยและท้อ”/ “อาจารย์ ผมจะไม่ไหวแล้วนะ เป็นตะคริวแล้ว ไม่หาแล้วได้ไหม เอาแบบนี้เลยได้ไหม” / “หนูไม่ไหวแล้ว..ฮือ ฮือ..มีทางลัดแบบง่ายๆไหม?”

อาจารย์ที่ปรึกษา: “ลองดำลงไปให้ลึกกว่านี้สิ ออกไปให้ไกลกว่านั้นสิ”/ “อยู่ใกล้เรือ จะเจออะไร แถวนี้คนอื่นเขาเอาไปหมดแล้ว”/ “ดี ดี ดี ดี..แต่ยังดีไม่พอ”/ “จากประสบการณ์คิดว่าต้องลงไปอีกสามรอบนะ ถึงจะใช้ได้”/ “ทางลัดไม่มี อยากได้ต้องใจเย็นๆ”

แน่นอนว่าการกระโดดลงไปในทะเลลึกเพื่อหาวัตถุมหัศจรรย์ที่ว่านี้เป็นความท้าทายหนึ่งในชีวิต ผู้ที่จะออกเดินทางต้องเตรียมตัวและใจให้พร้อม ต้องอาศัยความกล้าหาญ ความเชื่อและศรัทธาในตัวเอง ตลอดจน ความมุมานะอุตสาหะอย่างที่สุด

แต่จงรู้ไว้เถิดว่า ทุกวันที่ได้แหวกว่ายอยู่กลางทะเลลึกนั้น กล้ามเนื้อทุกมัดจะได้รับการพัฒนาให้แข็งแรงขึ้น จิตใจจะได้รับการฝึกฝนให้แข็งแกร่ง ยิ่งยากเท่าไหร่ ความกล้าแกร่งยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น และเมื่อถึงวันที่ผู้เรียนค้นพบวัตถุมหัศจรรย์และได้เดินทางถึงฝั่งฝัน เขาและเธอจะตระหนักรู้ว่า ความสำเร็จตรงหน้านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าปราศจากความมุมานะในทุกวัน

…ณ จุดสิ้นสุดการเดินทาง นักศึกษาค้นพบว่า “สิ่งนั้น” (ความจริงแท้อันหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งใจออกตามหาในตอนแรก แต่กลับเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสุขที่อิ่มเต็มและจะถูกจารึกไว้ในใจของผู้เรียนตลอดไป) กลับไม่ใช่วัตถุมหัศจรรย์ตรงหน้า (หรือใบปริญญาที่ได้รับ) แต่ “สิ่งนั้น” กลับกลายเป็น ประสบการณ์ที่ได้ดำผุดดำว่าย ต่อสู้กับอุปสรรคภายนอกและภายในใจ และการดื่มดำกับความรื่นรมย์ในบางช่วงบางตอนระหว่างการค้นหาต่างหาก

เมื่อผู้ค้นพบเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความจริงข้อนี้แล้ว เขาและเธอรีบหันกลับไปตะโกนกู่ร้องก้องทะเล บอกคนรุ่นหลังที่กำลังแหวกว่ายอยู่ว่า “จงว่ายน้ำในทะเลลึกอย่างมีความสุขทุกวัน”

ท่ามกลางความมืดมิดในท้องทะเล เส้นขอบฟ้าและฝั่งฝันยังดูยาวไกล นักศึกษาปริญญาเอกหลายคนยังคงดำผุดดำว่ายอยู่กลางทะเลลึก เรืออีกหลายลำกำลังมุ่งหน้าสู่ท้องทะเลแห่งนี้ ในขณะที่เรืออีกหลายลำกำลังพาผู้สำเร็จเข้าฝั่ง…

ณ ที่ตรงนี้ คุณเลือกที่จะทำอะไรอยู่?

ถ้าหากคุณกำลังแหวกว่ายอยู่กลางทะเลอย่างทรมาน…จงฮึดสู้ เปิดตา เปิดหู และเปิดใจ เพื่อฟังเสียงตะโกนจากฝั่งไกลๆโน้น ที่กำลังบอกว่า…

“จงว่ายน้ำในทะเลลึกอย่างมีความสุขทุกวัน”

#เพจก็แค่ปริญญาเอก  #JustaPhD
Credit photo: from http://www.travelzip.co.uk

คำถาม-คำตอบ ::: หากจะเปลี่ยนสายการเรียน

1798688_1582565835333486_8131660547585100005_nคำถาม: ตอนนี้กำลังจะเรียนต่อ ป.เอก โดยเปลี่ยนสายเรียนค่ะ เนื่องจากมีความสนใจในงานวิจัยด้านนี้ค่ะ เข้าไปคุยเรื่องงานวิจัยคร่าวๆกับอาจารย์แล้ว รู้สึกท้อมากเลยค่ะ อาจารย์ถามอะไรมาก็ตอบไม่ได้ ควรล้มเลิกความตั้งใจ กลับไปเรียนสายเดิมดีมั้ยคะ?

ก็แค่ปริญญาเอก: ถ้าสนใจในงานวิจัยด้านนี้จริงๆ น่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีให้ผู้เรียนมุ่งมั่น ค้นคว้า ค้นหา ในสิ่งที่สนใจและหลงใหล แรงขับจากผู้วิจัยเป็นปัจจัยหลักส่งผลให้ทำวิจัยสำเร็จ

เรื่องของความไม่รู้ เป็น อีกประเด็นหนึ่ง ไม่รู้ก็ไปอ่านให้รู้ให้จนได้ คนที่เรียนจบด้านนี้มาโดยตรง บางคำถามก็อาจยังตอบไม่ได้เช่นกัน

ไม่มีอะไรสายเกินไปที่จะเรียนรู้ การเรียนปริญญาเอกเป็นการวิจัยเรื่องใหม่ ประเด็นใหม่ ทุกคนต้องค้นคว้าหาองค์ความรู้ใหม่ที่เฉพาะเจาะจงในเรื่องที่วิจัยให้มาก อย่างไรก็ตามความรู้พืนฐานในสาขาวิชาสำคัญแน่นอน คนที่จบตรี/โท ตรงมาอาจได้เปรียบกว่าเรา…

ถามตัวเองว่าใจสู้พอไหมที่ต้องทำงานหนักขึ้น อ่านให้เยอะ ให้กว้างในช่วงแรกในสาขาใหม่นี้ เพื่อรอบรู้ รอบด้าน ถามตัวเองเรามี passion พอเพียงในเรื่องที่จะวิจัยไหม ถ้ามีพอ ลุยเลยค่ะ!

อะไรที่ตอบอาจารย์ยังไม่ได้ กลับมาทำการบ้านอย่างหนัก ลองชั่งน้ำหนักดู ระหว่าง (1) เรียนสาขาใหม่ที่ใจรัก ตั้งใจ กับ (2) เรียนสาขาเดิม (ที่ไม่ค่อยอิน) ความรู้เดิมที่มีในสาขาเดิมจะช่วยผู้เรียนในงานวิจัยป.เอกได้มากน้อยแค่ไหน? จะเลือกทางใดดี? แน่นอน ความเหนื่อยและยาก มีอยู่แล้ว ไม่ว่าเลือกทางใด มองให้ขาด ตีโจทย์ให้แตก ว่าท้ายสุดผู้เรียนต้องการรู้อะไร และจะนำสิ่งที่ได้รับ ไปใช้ในชีวิตอย่างไร?

มีคำถามที่ส่งมาหาเราเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอก ใครมีคำแนะนำเกี่ยวกับประเด็นข้างต้น เชิญแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ขอบคุณมากค่ะ

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬
Credit photo: from www.runningrachel.com

ความฝันของนศ.ป.เอก

 ผู้สัมภาษณ์: จบปริญญาเอกแล้วคิดจะทำอะไรต่อคะ?

นักศึกษาปริญญาเอก:

ปี 1 ฉันตั้งใจสร้างทฤษฎีใหม่ (ที่ไม่เคยมีใครกล่าวถึงมาก่อน) เพื่อให้องค์การระหว่างประเทศยอมรับและนำไปแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของโลก

ปี 2 ฉันจะนำเสนอแนวคิด โมเดล และนโยบายใหม่ๆให้กับรัฐบาลชุดนี้

ปี 3 ฉันอยากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ

ปี 4 บางทีการได้เปิดร้านกาแฟน่ารักๆสักที่หนึ่งก็น่าสนใจนะ

ปี 5 ฉันอยากกินกะเพราไก่ไข่ดาวสักจาน

ปี 6 ณ จุดนี้…ฉะ ฉะ ฉัน ขะ ขอ แค่ ดะ ดะ ได้ ส่ง เล่ม นี้ ก็ พะ พะ พอ…

อะ อะ อะ… โอ เค นะ  #@!+*(??!!

จะ จะ จะ…จบ ป่ะ…  #@!+*(??!!

ปล. เพราะที่สุดทางเดินของปริญญาเอก ยังไม่ใช่ จุดสิ้นสุดที่ยิ่งใหญ่ที่ต้องฉลอง แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางตามความฝันอันสูงสุด แต่เราเชื่อแน่ว่า เมื่อคุณได้รับการฝึกฝนให้พร้อม ในด้านจิตใจ อารมณ์และสติปัญญาแล้ว ฝันที่ยิ่งใหญ่นั้นจะไม่ไกลเกิน
#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD
Credit Photo: from http://www.etsy.com

ชีวิตนักศึกษาปริญญาเอก 6 เดือนสุดท้ายก่อนส่งเล่มธีสิส

 โปรดอย่าถามว่า…ฤดูนี้คือฤดูอะไร?

โปรดอย่าถามว่า…วันหยุดยาวนี้จะไปไหน?

โปรดอย่าถามว่า…วันนี้ทานข้าวหรือยัง?

โปรดอย่าถามว่า…ในตู้เย็นมีอะไรบ้าง?

โปรดอย่าถามว่า…ได้นอนกี่ชั่วโมงเมื่อคืนนี้?

โปรดอย่าถามว่า…ทำไมใส่เสื้อกลับข้าง?

โปรดอย่าถามว่า…ฉันส่องกระจกดูตัวเองครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

และขอย้ำอีกที……

โปรดอย่าถามว่า…เมื่อไรจะเรียนจบ? และเมื่อไรจะเป็นดร.?

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD
Credit photo: from http://www.theguardian.com

ทำไมถึงมาเรียนปริญญาเอก?

1610910_1571981976391872_5136069419000061583_nในห้องสอบสัมภาษณ์ของผู้สมัครเรียนปริญญาเอก คำถามแรกที่นักศึกษามักจะเจอคือ “ทำไมถึงมาเรียนปริญญาเอก?”

คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้ยิน คือ ต้องการที่จะเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ พัฒนาทักษะในการวิจัย การวิเคราะห์และการแก้ปัญหา เพิ่มความมั่นใจในอาชีพการงาน หรือแม้แต่ต้องการที่จะเผชิญกับความท้าทายโดยทำในสิ่งที่ยากเพื่อหวังจะค้นพบศักยภาพใหม่ๆในตัวเอง

คำตอบเหล่านี้สะท้อนถึงแรงจูงใจที่เกิดขึ้นจากภายในของผู้สมัครเรียน ที่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น และความเอาจริงเอาจัง

การตัดสินใจเรียนปริญญาเอกด้วยแรงจูงใจเช่นนี้เป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้ผู้สมัครผู้นั้นมีโอกาสประสบความสำเร็จในการเรียน เพราะแรงจูงใจที่เกิดขึ้นจาก ความเชื่อ ความหวัง ความฝัน และความต้องการของตัวเองอย่างแท้จริงเท่านั้น ที่จะสามารถผลักดันและขับเคลื่อนให้ผู้เรียนมีความพยายามในการเดินไปสู่เป้าหมายอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ยากเข็ญเพียงใดก็ตาม

แต่หากเหตุผลของการเรียนต่อปริญญาเอกเกิดขึ้นจากแรงจูงใจภายนอกหรือแรงจูงใจแบบผิวเผิน เช่น เห็นเพื่อนเรียนเลยเรียนตามเพื่อน พ่อแม่บังคับให้มาเรียน หรืออยากแค่มีคำนำหน้าว่า ดร. แรงจูงใจเช่นนี้มักเป็นแรงขับเคลื่อนที่ไม่เพียงพอและไม่คงทนถาวรที่จะทำให้ผู้เรียนอดทนต่ออุปสรรคและความยากลำบากในระหว่างทาง และมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้เรียนล้มเลิกความพยายามก่อนจะบรรลุซึ่งเป้าหมายได้

ณ วันนี้ ก่อนจะตัดสินใจสมัครเรียน ลองถามตัวเองดูว่า เพราะเหตุผลใดถึงอยากเรียนปริญญาเอก?

และสำหรับผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ เมื่อใดที่รู้สึกท้อแท้ เหนื่อยล้า มืดมน หรือแม้แต่จะถอนตัว ขอให้ย้อนทบทวนถึงสิ่งที่ได้ตอบไว้กับตัวเอง ณ วันที่ตัดสินใจก้าวมาสู่เส้นทางนี้ว่า

“ทำไมถึงมาเรียนปริญญาเอก?”

Credit photo: from www.organicrunnermom.com

คำถามที่ผู้เรียนปริญญาเอกไม่อยากได้ยิน

11174991_1578360935753976_7999812272358902976_nเมื่อไหร่จะเรียนจบ? / เมื่อไรจะเป็นดร.? / เมื่อไรจะได้ไปงานรับปริญญา? / เป็นยังไงบ้าง ว่าที่ดร.คนใหม่? / งานวิจัยเป็นอย่างไรบ้าง?/ จบดร.แล้วจะมีข่าวดีเลยไหม (หมายถึงแต่งงานน่ะ)????

คำตอบที่มักจะได้ยินจากผู้เรียน:

ก็ดี/ โอเคอยู่ (พึมพำๆ แล้วตามด้วยยิ้มเจื่อนๆ)

สิ่งที่ผู้เรียนคิดอยู่ในใจ (และอยากจะตอบไปว่า):

เบื่อมากคำถามนี้/ เพิ่งเจอคำถามแบบเดียวกันนี้เมื่อ 2 นาทีที่แล้ว / มาเรียนด้วยกันไหม จะได้ไม่ต้องถาม/ เรื่องมันยาวและซับซ้อนนะ พอมีเวลาซัก 3 วันนั่งฟังไหม?

ความในใจที่ลึกที่สุด:

ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะจบ/ มันยากกว่าที่คิด/ ยังไปไม่ถึงไหนเลย/ เพิ่งโดนถล่มเละออกจากห้องสอบ/ หมดเวลาแล้ว/ ต้องต่ออายุอีก 6 เดือน/ อีก 6 เดือนก็ไม่รู้ว่าจะจบหรือเปล่าเลย/ อยากร้องไห้/ ขอซบไหล่ร้องไห้หน่อยเหอะ…

สาเหตุที่ผู้เรียนไม่อยากได้ยินและไม่อยากตอบคำถามพวกนี้:

เป็นเพราะผู้เรียนก็ไม่รู้คำตอบที่แน่ชัดว่าเมื่อไหร่จะเรียนจบ ยิ่งถูกถามยิ่งกลัว ยิ่งถูกถามยิ่งท้อถอย เป็นคำถามที่ตอกย้ำผู้เรียนให้เครียดหนักกว่าเดิม เพราะผู้เรียนเองก็ตั้งใจอยู่ เต็มที่อยู่ แต่ถึงเต็มที่แค่ไหน ก็ไม่มีใครตอบได้ว่าวันนั้นจะมาถึงหรือไม่

คำถามเหล่านี้ น่าจะเหมือนกับ คนที่ยังไม่มีแฟน ถูกถามว่า เมื่อไรจะมีแฟน? คนตกงาน ถูกถามว่า เมื่อไรจะได้งาน? หรือ คนที่แต่งงานแล้ว ถูกถามว่า เมื่อไรจะมีน้อง?

เพราะการเรียนปริญญาเอกไม่ใช่การเรียนแบบจบ 60 ชั่วโมงคอร์สเวิร์ค แล้วสอบผ่านก็สำเร็จการศึกษา แต่กินระยะเวลายาวนาน โดยต้องอาศัยความมุมานะและอุตสาหะอย่างต่อเนื่อง ว่าไปแล้ว การเรียนปริญญาเอกเป็นการทดสอบทางด้านจิตใจและอารมณ์ มากกว่าทางปัญญา

สิ่งที่จะมาตัดสินว่าผู้เรียนจะเรียนจบหรือไม่ ก็คือการที่กรรมการสอบและอาจารย์ที่ปรึกษาเห็นพ้องต้องกันว่านักศึกษาได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มีคุณูปการเพียงพอให้กับสาขาวิชาที่ตนศึกษาอยู่ ด้วยเกณฑ์ที่กว้างเช่นนี้ ผู้เรียนจึงต้องดำรงชีวิตอยู่กับความไม่รู้ ความสงสัย และความไม่แน่นอนตลอดเวลาอยู่แล้ว การถูกกดดันจากผู้คนรอบข้างด้วยคำถามชุดเดียวกันกับที่ผู้เรียนก็แอบถามกับตัวเองอยู่คนเดียวลึกๆ จึงกลายเป็นความท้าทายยกกำลังสองสำหรับผู้เรียน

สิ่งที่ผู้เรียนควรทำ:

จริงๆ แล้ว เป็นเรื่องปกติที่ผู้เรียนจะถูกถามด้วยคำถามที่กล่าวมาข้างต้น ด้วยความอยากรู้ ห่วงใย และ ปรารถนาดีของคนรอบข้าง ผู้เรียนคงจะหลีกหนีคำถามเหล่านี้ไม่พ้นเป็นแน่

ถ้าเมื่อใดที่ผู้เรียนเจอคำถามข้างต้น แทนที่จะเลี่ยง เบี่ยง หลบ หรือ รำคาญ ผู้เรียนน่าจะได้พูดความในใจลึกๆออกไปบ้าง บอกไปเลยว่าตอนนี้คุณรู้สึกอะไรอยู่ เช่น แย่ ไม่มั่นใจ กังวลใจ กระวนกระวาย ฟุ้งซ่าน ว้าวุ่น หรือ ท้อแท้

เพราะการพูดความจริงคือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะแท้จริงแล้วคุณไม่อยากหลอกคนอื่น และคุณก็ไม่อยากหลอกตัวเองด้วย การต้องพูดบิดเบือนความเป็นจริงเป็นการทำเรื่องที่ดูจะยากอยู่แล้ว (ในความรู้สึกของคุณ) ให้ซับซ้อนไปกว่าเดิม

ซื่อตรงต่อผู้อื่นและต่อตัวเอง บอกความจริงไปเลยว่า “ตอนนี้ฉันยังไม่โอเคนะ มีอาการฟุ้งซ่าน และกระวนกระวายอยู่” เชื่อว่าคนฟังจะเข้าใจได้ รับทราบและยอมรับกับข้อเท็จจริงนั้น

ถ้าคุณได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปบ้าง คุณจะรู้สึกโล่งใจ เบาสบายสมอง คุณจะชอบตัวเองมากขึ้น ไม่หงุดหงิด ไม่รำคาญ และ สามารถไปทำงานต่อได้
แต่อย่าลืมจับความหวังไว้เบาๆ นะว่า จะมีวันหนึ่งวันนั้นที่คุณจะได้เป็นฝ่ายรุกที่จะเดินไปบอกคนรอบข้างเหล่านั้นเองว่า “ฉันทำสำเร็จแล้ว”

ท้ายสุด เราคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือควบคุมผู้อื่นได้ แต่ สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ คือ เราสามารถควบคุมและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้ทุกวัน

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬
Credit photo: from http://www.zazzle.ca/phd+student+tshirts

ศัพท์ปริญญาเอกวันละคำ ::: Self-doubt

11139775_1577683739155029_4569824832115715239_n

ศัพท์ปริญญาเอกวันละคำ

Self-doubt หมายถึง การสงสัยและไม่แน่ใจในความสามารถของตัวเอง การสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง ผู้เรียนปริญญาเอกเกือบทุกคนต้องประสบกับความรู้สึกเช่นนี้ ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งของการเรียน ความรู้สึกเช่นนี้อาจมีผลกระทบกับแต่ละคนมากหรือน้อยแตกต่างกัน

เมื่อตกอยู่ในภาวะดังกล่าว ผู้เรียนมักจะเกิดความสงสัยว่า งานวิจัยที่ตนทำอยู่ ถูกต้องแล้วหรือไม่? มาถูกทางหรือยัง? และ มีคุณค่าเพียงพอหรือเปล่า? บ่อยครั้งที่ผู้เรียนมักจะด่วนประเมินและตัดสินงานของตนเอง ว่าผิดพลาด ล้มเหลว ไม่น่าสนใจ และไม่สำคัญเพียงพอ นอกจากวิพากษ์งานของตนแล้ว ผู้เรียนก็มักจะเลยมาวิจารณ์ตัวเองด้วยว่า ตัวเองไม่เก่งและไม่ดีพอสำหรับการเรียนปริญญาเอก

ภาวะ self-doubt นี้ทำให้ผู้เรียนลังเล ถดถอย ขาดพลังในการก้าวต่อ ภาวะ self-doubt นี้ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมต่างๆ (ไล่ระดับจากขั้นเบาสุดไปถึงขั้นร้ายแรง) ได้แก่ เวิ่นเว้อ เลี่ยง หลบ กลบเกลื่อน เก็บตัว ซึมเศร้า จนอาจถึงขั้นถอนตัวจากการเรียนก็เป็นได้

ณ จุดนี้ หากผู้เรียนได้ถอยออกมาพิจารณาปัญหาของตัวเองจากมุมที่กว้างขึ้น จะมองเห็น
ความจริง 5 ประการ อันเป็นที่มาของความรู้สึก self-doubt ดังนี้

1 เป็นเรื่องปกติ ที่การทำวิจัยระดับปริญญาเอกจะต้องเกี่ยวข้องอยู่กับความสงสัย (doubt) การตั้งคำถาม และการมุ่งที่จะหาคำตอบ ด้วยคำตอบที่ตายตัวและถูกต้องไม่มีอยู่ตรงหน้า ผู้วิจัยจึงต้องค้นหาความรู้ (อย่างเอาเป็นเอาตาย) เพื่อรังสรรค์งานใหม่ในแบบฉบับของตนเอง (originality) ที่ก่อให้เกิดคุณูปการ (contribution) ต่อแวดวงวิชาการ ซึ่งความสงสัยนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำงานวิจัย ของกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาตนเอง

2 เป็นเรื่องปกติ ที่ผู้เรียนต้องเริ่มต้นทำงานวิจัยจากความสงสัย ความไม่รู้ อีกทั้งต้องทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้วอยู่ตลอดเวลา เพราะความไม่รู้นี่แหละจะเปิดโอกาสให้ผู้วิจัยได้พินิจพิเคราะห์ประเด็นต่างๆ และนำมาสู่การสร้างองค์ความรู้และมุมมองใหม่ๆในงานของตนเอง หากผู้วิจัยวางตัวเป็นผู้รู้ หรือ ไม่หมั่นตั้งคำถามใดๆ ก็หมายถึงการยอมรับกับกระบวนทัศน์เดิมๆอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาความรู้ใหม่

3 เป็นเรื่องปกติ ที่ผู้เรียนจะพบความผิดพลาดและล้มเหลว พบข้อบกพร่องหรือปัญหาของงานวิจัยที่ต้องแก้ไข ในกระบวนการทำวิจัยที่ประกอบไปด้วยขั้นตอนต่างๆมากมาย และก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องเจอการวิพากษ์วิจารณ์จากอาจารย์ที่ปรึกษา (บ้างจัดเบา และบ้างจัดหนัก!) ด้วยหวังว่าการ “ติเพื่อก่อ” นั้น จะช่วยปรับปรุงและพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น

4 เป็นเรื่องปกติ ที่ผู้เรียนจะผูกพันกับงานที่ตัวเองทำจนอยู่ในระดับที่รู้สึกว่า งานเป็นส่วนหนึ่งของเราและเราเป็นส่วนหนึ่งของงาน และคุณค่าของงานคือคุณค่าของตัวเรา และเมื่องานถูกตั้งคำถาม สงสัย หรือถูกวิพากษ์วิจารณ์ (ไม่ว่าจะโดยตัวเอง หรือ โดยอาจารย์ที่ปรึกษา) ก็เป็นเรื่องปกติที่ผู้เรียนจะหันกลับมาสงสัยและไม่แน่ใจในความสามารถของตัวเอง

5 เป็นเรื่องปกติ ที่นักศึกษาปริญญาเอกที่ยังไม่เคยเดินผ่านเส้นทางในลักษณะนี้ จะมองว่า เรื่องปกติสี่ประการข้างต้น เป็นเรื่องไม่ปกติและวิตกกังวลกับภาวะที่ตนเองเผชิญอยู่ เราอยากบอกคุณว่า ความสงสัยในตัวเองและในงานของคุณนี้ จะยังอยู่กับคุณไปจนกว่าวันที่คณะกรรมการสอบจะตัดสินผลงานของคุณ ดังนั้น หน้าที่ของผู้เรียนจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่และจัดการกับภาวะ self-doubt นี้ให้ได้โดยตลอด

ทางออกสำหรับผู้ที่กำลังตกอยู่ในภาวะ self-doubt ก็คือ เข้าใจให้ได้ก่อนว่าสิ่งที่เป็นอยู่คือเรื่องปกติธรรมดา ต่อจากนั้นพยายามเรียกความศรัทธาและความเชื่อมั่นในตัวเองกลับคืนมา คิดดูสิว่าคุณเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว และที่ผ่านมาคุณเคยทำได้ยอดเยี่ยมอย่างไร จงยืนหยัดอยู่ข้างตัวคุณเอง อย่าเอาความรู้สึกด้านลบมาทำร้ายตัวเอง บอกตัวเองว่า ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าที่เจอไม่ได้หมายถึงว่าคุณจะไม่สำเร็จ ลองเข้มแข็งและฮึดสู้อย่างสุดกำลังความสามารถ เพราะการลุกขึ้นครั้งนี้หมายถึงการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อตัวเองและเป้าหมายที่วางไว้ในชีวิต

อดทน รอคอย และเดินไปให้ถึงวันส่งเล่มธีสิส

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬
Credit photo: from https://www.flickr.com/photos/108976733@N05/11673061885/