“จงว่ายน้ำในทะเลลึกอย่างมีความสุขทุกวัน”


…ณ ท่าเทียบเรือแห่งหนึ่ง มีเรือลำใหญ่หลายลำพร้อมที่จะพานักเดินทางออกไปกลางทะเล

กลุ่มนักเดินทาง ประกอบด้วยอาจารย์ที่ปรึกษา และนักศึกษาปริญญาเอกที่กำลังขนสัมภาระลงเรือ

เป้าหมายของเรือ คือ การพากลุ่มนักศึกษาปริญญาเอกไปค้นหาวัตถุมหัศจรรย์ใต้ท้องทะเลลึก และเมื่อนักศึกษาคนใดสามารถค้นพบวัตถุมหัศจรรย์ที่มีคุณค่าเพียงพอ เรือจะพานักศึกษาคนนั้นกลับเข้าฝั่ง

ก่อนที่จะได้มาร่วมทริป เหล่าบรรดานักศึกษาผ่านกระบวนการคัดเลือกโดยดูจากองค์ประกอบหลายๆด้าน และพวกเขาได้ผ่านการฝึกฝน อบรม และชี้แนะแนวทางในการออกค้นหาวัตถุมหัศจรรย์ที่ว่า อีกทั้งกลุ่มอาจารย์ได้ลงความเห็นร่วมกันแล้วว่านักศึกษากลุ่มนี้มีความพร้อมและเหมาะสมที่จะลงเรือ

ในวันแรกที่ก้าวลงเรือ สิ่งหนึ่งที่นักศึกษาทุกคนมีเหมือนกัน คือ ความตื่นเต้นและความกระตือรือร้น ทุกอย่างรอบตัวดูใหม่ น่าสนใจ ไฟในการออกไปค้นหาบางสิ่งนั้นต่างลุกโชนขึ้นพร้อมๆกัน ทุกคนมีความตั้งใจ มุ่งมั่น และมีความหวังที่เต็มเปี่ยมว่าจะได้พบ “สิ่งนั้น” ที่ต้องการ….

…ในคืนที่มืดมิด ณ กลางทะเลลึกที่มองไม่เห็นฝั่ง อาจารย์ที่ปรึกษาตะโกนบอกนักศึกษาว่า “เอ้า! ทุกคน ได้เวลาแล้ว กระโดดลงไปในทะเล”

นักศึกษาทุกคนรับทราบดีว่า สิ่งที่ต้องทำคือการลงไปค้นหาวัตถุมหัศจรรย์ใต้ทะเล หากพบและพิจารณาแล้วว่าเป็นสิ่งที่ “ใช่” จะต้องรีบนำขึ้นมาบนเรือ มาวางเรียงร้อยประกอบกันให้เป็นภาพหนึ่งภาพที่สวยงาม

เมื่อใดที่อาจารย์ทุกคนพอใจและลงความเห็นร่วมกันว่า ภาพนี้เป็นชิ้นงานสร้างสรรค์และมีคุณภาพเพียงพอ เมื่อนั้นเรือจะพาผู้ค้นพบกลับเข้าฝั่ง เพื่อไปรับรางวัลอันสูงสุด นั่นคือ..ใบปริญญา

แต่ถ้าชิ้นส่วนต่างๆที่นำขึ้นมาประกอบกันเป็นภาพที่ยังไม่ใช่และไม่เป็นที่พอใจของอาจารย์ นักศึกษาจะต้องกลับลงไปค้นหาใหม่จนกว่าจะเจอสิ่งที่ “ใช่”

ระหว่างการดำผุดดำว่ายของนักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาจะคอยอยู่บนเรือ มีหน้าที่ให้คำแนะนำในฐานะผู้ที่เคยมีประสบการณ์ในการค้นพบวัตถุมหัศจรรย์มาแล้ว ตลอดทริปการเดินทาง นักศึกษาจะได้รับการดูแลความปลอดภัยโดยทีมช่วยเหลือ แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า นักศึกษาต้องเป็นผู้ออกตามหาวัตถุใต้ทะเลด้วยตัวเอง และ นักศึกษาจะไม่ได้ขึ้นฝั่งหากค้นหาวัตถุนั้นไม่เจอ

ระหว่างการค้นหา นักศึกษาทุกคนต้องพึงระลึกเสมอว่า ปัญหาและอุปสรรคต่างๆกลางทะเลลึกเกิดขึ้นได้ บางคนโชคดีว่ายไปเจอคลื่นลมที่สงบ ในขณะที่บางคนต้องเผชิญกับลมพายุ มรสุม กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก หรือ ฝูงฉลามที่ดุร้าย และนอกจากความท้าทายภายนอกเหล่านั้นแล้ว สิ่งที่นักศึกษาทุกคนต้องเผชิญ ก็คือ ลมมรสุมภายในใจของตัวเอง ได้แก่ ความเบื่อหน่าย ผิดหวัง กลัว เหนื่อย และท้อแท้

เสียงตะโกนคุยกันระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ดังขึ้น:

นักศึกษา: “อาจารย์ ไม่เห็นเจออะไรเลย ว่ายมาสามเดือนเต็มๆแล้วนะ”/ “หยิบอะไรขึ้นมา อาจารย์ก็บอกว่าไม่ใช่ๆๆ ทั้งเหนื่อยและท้อ”/ “อาจารย์ ผมจะไม่ไหวแล้วนะ เป็นตะคริวแล้ว ไม่หาแล้วได้ไหม เอาแบบนี้เลยได้ไหม” / “หนูไม่ไหวแล้ว..ฮือ ฮือ..มีทางลัดแบบง่ายๆไหม?”

อาจารย์ที่ปรึกษา: “ลองดำลงไปให้ลึกกว่านี้สิ ออกไปให้ไกลกว่านั้นสิ”/ “อยู่ใกล้เรือ จะเจออะไร แถวนี้คนอื่นเขาเอาไปหมดแล้ว”/ “ดี ดี ดี ดี..แต่ยังดีไม่พอ”/ “จากประสบการณ์คิดว่าต้องลงไปอีกสามรอบนะ ถึงจะใช้ได้”/ “ทางลัดไม่มี อยากได้ต้องใจเย็นๆ”

แน่นอนว่าการกระโดดลงไปในทะเลลึกเพื่อหาวัตถุมหัศจรรย์ที่ว่านี้เป็นความท้าทายหนึ่งในชีวิต ผู้ที่จะออกเดินทางต้องเตรียมตัวและใจให้พร้อม ต้องอาศัยความกล้าหาญ ความเชื่อและศรัทธาในตัวเอง ตลอดจน ความมุมานะอุตสาหะอย่างที่สุด

แต่จงรู้ไว้เถิดว่า ทุกวันที่ได้แหวกว่ายอยู่กลางทะเลลึกนั้น กล้ามเนื้อทุกมัดจะได้รับการพัฒนาให้แข็งแรงขึ้น จิตใจจะได้รับการฝึกฝนให้แข็งแกร่ง ยิ่งยากเท่าไหร่ ความกล้าแกร่งยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น และเมื่อถึงวันที่ผู้เรียนค้นพบวัตถุมหัศจรรย์และได้เดินทางถึงฝั่งฝัน เขาและเธอจะตระหนักรู้ว่า ความสำเร็จตรงหน้านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าปราศจากความมุมานะในทุกวัน

…ณ จุดสิ้นสุดการเดินทาง นักศึกษาค้นพบว่า “สิ่งนั้น” (ความจริงแท้อันหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งใจออกตามหาในตอนแรก แต่กลับเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสุขที่อิ่มเต็มและจะถูกจารึกไว้ในใจของผู้เรียนตลอดไป) กลับไม่ใช่วัตถุมหัศจรรย์ตรงหน้า (หรือใบปริญญาที่ได้รับ) แต่ “สิ่งนั้น” กลับกลายเป็น ประสบการณ์ที่ได้ดำผุดดำว่าย ต่อสู้กับอุปสรรคภายนอกและภายในใจ และการดื่มดำกับความรื่นรมย์ในบางช่วงบางตอนระหว่างการค้นหาต่างหาก

เมื่อผู้ค้นพบเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความจริงข้อนี้แล้ว เขาและเธอรีบหันกลับไปตะโกนกู่ร้องก้องทะเล บอกคนรุ่นหลังที่กำลังแหวกว่ายอยู่ว่า “จงว่ายน้ำในทะเลลึกอย่างมีความสุขทุกวัน”

ท่ามกลางความมืดมิดในท้องทะเล เส้นขอบฟ้าและฝั่งฝันยังดูยาวไกล นักศึกษาปริญญาเอกหลายคนยังคงดำผุดดำว่ายอยู่กลางทะเลลึก เรืออีกหลายลำกำลังมุ่งหน้าสู่ท้องทะเลแห่งนี้ ในขณะที่เรืออีกหลายลำกำลังพาผู้สำเร็จเข้าฝั่ง…

ณ ที่ตรงนี้ คุณเลือกที่จะทำอะไรอยู่?

ถ้าหากคุณกำลังแหวกว่ายอยู่กลางทะเลอย่างทรมาน…จงฮึดสู้ เปิดตา เปิดหู และเปิดใจ เพื่อฟังเสียงตะโกนจากฝั่งไกลๆโน้น ที่กำลังบอกว่า…

“จงว่ายน้ำในทะเลลึกอย่างมีความสุขทุกวัน”

#เพจก็แค่ปริญญาเอก  #JustaPhD
Credit photo: from http://www.travelzip.co.uk

คำถาม-คำตอบ ::: หากจะเปลี่ยนสายการเรียน

1798688_1582565835333486_8131660547585100005_nคำถาม: ตอนนี้กำลังจะเรียนต่อ ป.เอก โดยเปลี่ยนสายเรียนค่ะ เนื่องจากมีความสนใจในงานวิจัยด้านนี้ค่ะ เข้าไปคุยเรื่องงานวิจัยคร่าวๆกับอาจารย์แล้ว รู้สึกท้อมากเลยค่ะ อาจารย์ถามอะไรมาก็ตอบไม่ได้ ควรล้มเลิกความตั้งใจ กลับไปเรียนสายเดิมดีมั้ยคะ?

ก็แค่ปริญญาเอก: ถ้าสนใจในงานวิจัยด้านนี้จริงๆ น่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีให้ผู้เรียนมุ่งมั่น ค้นคว้า ค้นหา ในสิ่งที่สนใจและหลงใหล แรงขับจากผู้วิจัยเป็นปัจจัยหลักส่งผลให้ทำวิจัยสำเร็จ

เรื่องของความไม่รู้ เป็น อีกประเด็นหนึ่ง ไม่รู้ก็ไปอ่านให้รู้ให้จนได้ คนที่เรียนจบด้านนี้มาโดยตรง บางคำถามก็อาจยังตอบไม่ได้เช่นกัน

ไม่มีอะไรสายเกินไปที่จะเรียนรู้ การเรียนปริญญาเอกเป็นการวิจัยเรื่องใหม่ ประเด็นใหม่ ทุกคนต้องค้นคว้าหาองค์ความรู้ใหม่ที่เฉพาะเจาะจงในเรื่องที่วิจัยให้มาก อย่างไรก็ตามความรู้พืนฐานในสาขาวิชาสำคัญแน่นอน คนที่จบตรี/โท ตรงมาอาจได้เปรียบกว่าเรา…

ถามตัวเองว่าใจสู้พอไหมที่ต้องทำงานหนักขึ้น อ่านให้เยอะ ให้กว้างในช่วงแรกในสาขาใหม่นี้ เพื่อรอบรู้ รอบด้าน ถามตัวเองเรามี passion พอเพียงในเรื่องที่จะวิจัยไหม ถ้ามีพอ ลุยเลยค่ะ!

อะไรที่ตอบอาจารย์ยังไม่ได้ กลับมาทำการบ้านอย่างหนัก ลองชั่งน้ำหนักดู ระหว่าง (1) เรียนสาขาใหม่ที่ใจรัก ตั้งใจ กับ (2) เรียนสาขาเดิม (ที่ไม่ค่อยอิน) ความรู้เดิมที่มีในสาขาเดิมจะช่วยผู้เรียนในงานวิจัยป.เอกได้มากน้อยแค่ไหน? จะเลือกทางใดดี? แน่นอน ความเหนื่อยและยาก มีอยู่แล้ว ไม่ว่าเลือกทางใด มองให้ขาด ตีโจทย์ให้แตก ว่าท้ายสุดผู้เรียนต้องการรู้อะไร และจะนำสิ่งที่ได้รับ ไปใช้ในชีวิตอย่างไร?

มีคำถามที่ส่งมาหาเราเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอก ใครมีคำแนะนำเกี่ยวกับประเด็นข้างต้น เชิญแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ขอบคุณมากค่ะ

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬
Credit photo: from www.runningrachel.com

ความฝันของนศ.ป.เอก

 ผู้สัมภาษณ์: จบปริญญาเอกแล้วคิดจะทำอะไรต่อคะ?

นักศึกษาปริญญาเอก:

ปี 1 ฉันตั้งใจสร้างทฤษฎีใหม่ (ที่ไม่เคยมีใครกล่าวถึงมาก่อน) เพื่อให้องค์การระหว่างประเทศยอมรับและนำไปแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของโลก

ปี 2 ฉันจะนำเสนอแนวคิด โมเดล และนโยบายใหม่ๆให้กับรัฐบาลชุดนี้

ปี 3 ฉันอยากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ

ปี 4 บางทีการได้เปิดร้านกาแฟน่ารักๆสักที่หนึ่งก็น่าสนใจนะ

ปี 5 ฉันอยากกินกะเพราไก่ไข่ดาวสักจาน

ปี 6 ณ จุดนี้…ฉะ ฉะ ฉัน ขะ ขอ แค่ ดะ ดะ ได้ ส่ง เล่ม นี้ ก็ พะ พะ พอ…

อะ อะ อะ… โอ เค นะ  #@!+*(??!!

จะ จะ จะ…จบ ป่ะ…  #@!+*(??!!

ปล. เพราะที่สุดทางเดินของปริญญาเอก ยังไม่ใช่ จุดสิ้นสุดที่ยิ่งใหญ่ที่ต้องฉลอง แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางตามความฝันอันสูงสุด แต่เราเชื่อแน่ว่า เมื่อคุณได้รับการฝึกฝนให้พร้อม ในด้านจิตใจ อารมณ์และสติปัญญาแล้ว ฝันที่ยิ่งใหญ่นั้นจะไม่ไกลเกิน
#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD
Credit Photo: from http://www.etsy.com

ชีวิตนักศึกษาปริญญาเอก 6 เดือนสุดท้ายก่อนส่งเล่มธีสิส

 โปรดอย่าถามว่า…ฤดูนี้คือฤดูอะไร?

โปรดอย่าถามว่า…วันหยุดยาวนี้จะไปไหน?

โปรดอย่าถามว่า…วันนี้ทานข้าวหรือยัง?

โปรดอย่าถามว่า…ในตู้เย็นมีอะไรบ้าง?

โปรดอย่าถามว่า…ได้นอนกี่ชั่วโมงเมื่อคืนนี้?

โปรดอย่าถามว่า…ทำไมใส่เสื้อกลับข้าง?

โปรดอย่าถามว่า…ฉันส่องกระจกดูตัวเองครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

และขอย้ำอีกที……

โปรดอย่าถามว่า…เมื่อไรจะเรียนจบ? และเมื่อไรจะเป็นดร.?

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD
Credit photo: from http://www.theguardian.com

ทำไมถึงมาเรียนปริญญาเอก?

1610910_1571981976391872_5136069419000061583_nในห้องสอบสัมภาษณ์ของผู้สมัครเรียนปริญญาเอก คำถามแรกที่นักศึกษามักจะเจอคือ “ทำไมถึงมาเรียนปริญญาเอก?”

คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้ยิน คือ ต้องการที่จะเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ พัฒนาทักษะในการวิจัย การวิเคราะห์และการแก้ปัญหา เพิ่มความมั่นใจในอาชีพการงาน หรือแม้แต่ต้องการที่จะเผชิญกับความท้าทายโดยทำในสิ่งที่ยากเพื่อหวังจะค้นพบศักยภาพใหม่ๆในตัวเอง

คำตอบเหล่านี้สะท้อนถึงแรงจูงใจที่เกิดขึ้นจากภายในของผู้สมัครเรียน ที่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น และความเอาจริงเอาจัง

การตัดสินใจเรียนปริญญาเอกด้วยแรงจูงใจเช่นนี้เป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้ผู้สมัครผู้นั้นมีโอกาสประสบความสำเร็จในการเรียน เพราะแรงจูงใจที่เกิดขึ้นจาก ความเชื่อ ความหวัง ความฝัน และความต้องการของตัวเองอย่างแท้จริงเท่านั้น ที่จะสามารถผลักดันและขับเคลื่อนให้ผู้เรียนมีความพยายามในการเดินไปสู่เป้าหมายอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ยากเข็ญเพียงใดก็ตาม

แต่หากเหตุผลของการเรียนต่อปริญญาเอกเกิดขึ้นจากแรงจูงใจภายนอกหรือแรงจูงใจแบบผิวเผิน เช่น เห็นเพื่อนเรียนเลยเรียนตามเพื่อน พ่อแม่บังคับให้มาเรียน หรืออยากแค่มีคำนำหน้าว่า ดร. แรงจูงใจเช่นนี้มักเป็นแรงขับเคลื่อนที่ไม่เพียงพอและไม่คงทนถาวรที่จะทำให้ผู้เรียนอดทนต่ออุปสรรคและความยากลำบากในระหว่างทาง และมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้เรียนล้มเลิกความพยายามก่อนจะบรรลุซึ่งเป้าหมายได้

ณ วันนี้ ก่อนจะตัดสินใจสมัครเรียน ลองถามตัวเองดูว่า เพราะเหตุผลใดถึงอยากเรียนปริญญาเอก?

และสำหรับผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ เมื่อใดที่รู้สึกท้อแท้ เหนื่อยล้า มืดมน หรือแม้แต่จะถอนตัว ขอให้ย้อนทบทวนถึงสิ่งที่ได้ตอบไว้กับตัวเอง ณ วันที่ตัดสินใจก้าวมาสู่เส้นทางนี้ว่า

“ทำไมถึงมาเรียนปริญญาเอก?”

Credit photo: from www.organicrunnermom.com