ดร. บุญทวี เลิศปัญญาพรชัย ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก มีอีกหนึ่งแรงบันดาลใจดีๆ ที่ยินดีจะมาแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก ไปพบกับเขากัน

แนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ผมชื่อ ดร. บุญทวี เลิศปัญญาพรชัย ชื่อเล่น กอฟ บางคน เรียก บุญ ครับ จบ ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชา ปิโตรเคมีและวัสดุพอลิเมอร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สาขา วิทยาการและวิศวกรรมพอลิเมอร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปริญญาเอก คณะวิทยาศาสตร์ สาขาปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครับ

รูปที่ 7 รูปที่ถ่ายในแลปที่ประเทศ ญี่ปุ่นครับ
ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ก่อนหน้าที่ผมจะเรียนต่อปริญญาเอก ผมทำงานเป็นอาจารย์ สาขาวิชาเคมีอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เป็นเวลา 4 ปี ครับ โดยตอนที่ตัดสินใจว่าจะเรียนต่อเนื่องจากตอนเขียนขอทุนวิจัยแล้วรู้สึกว่า ตัวเองยังมีความรู้และทักษะด้านวิจัยไม่เพียงพอ ยังเหมือนขาดมุมมองในการหา research gab ที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของหน่วยงานที่ชัดเจน ดังนั้น ผมเลยตัดสินใจมาเรียนต่อเพื่อมาพัฒนาในจุดที่ผมขาดไป

รูปที่ 1 เป็นรูปวันสุดท้ายที่ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ครับ .jpg
ทำ thesis เรื่องเกี่ยวกับอะไร

ผมทำวิจัยเรื่องการสังเคราะห์ และวิเคราะห์ โลหะออกไซด์ผสมชนิด SrTiO3 ที่มีรูพรุนสูง เพื่อใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับการผลิตเมทิลเอสเทอร์ของกรดไขมัน หรือ ไบโอดีเซล ครับ โดยงานวิจัยนี้ มีความท้าทายตรงจะทำอย่างไรให้ได้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีรูพรุน และพื้นที่ผิวสูง แต่ยังคงมีความเป็นผลึกที่สูงด้วย ซึ่งมันเป็นอะไรที่ดูตรงข้ามกัน นอกจากนี้ งานวิจัยผมลงไปลึกถึงการใช้เทคนิควิเคราะห์ทางเคมีขั้นสูง เพื่อหาสมบัติทางเคมี และกลไกการเกิดปฏิกิริยาบนพื้นผิวของตัวเร่งปฏิกิริยาที่เตรียมได้ครับ ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 4 ปี ครับ

รูปที่ 13 เสพติดการเที่ยวครับแม้ไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่น .jpg

ระหว่างเรียน เวลามีเวลาว่างชอบทำอะไร

ผมเป็นคนเสพติดการเที่ยวครับ เมื่อมีเวลาว่างผมจะวางแผนว่าจะเที่ยวที่ไหน เมื่อไรโดยปกติจะให้เวลาตรงนี้อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ผมมองว่าการเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ ทั้งที่เคยไปและไม่เคยไปมันให้อะไรมากกว่าการพักผ่อนนะครับ มันเหมือนมีเวลาได้ตกผลึกความคิดตัวเอง ได้มีเวลาปรับความคิด อารมณ์ เพื่อที่จะไปเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อีกด้านหนึ่งที่ผมชอบทำเวลาว่างคือ การไปทำบุญที่ วัด และมูลนิธิต่าง ๆ เวลาว่างผมชอบที่จะรวมตัวกับ ครอบครัว และเพื่อน ๆ เดินทางไปมอบสิ่งของต่าง ๆ ผมมองว่าความสุขที่เกิดจากการให้คนอื่นมันมีค่ามาก ๆ การเห็นรอยยิ้มจากคนที่รับของจากเรามันสร้างพลังบวกให้กับตัวผมมาก ๆ ครับ

รูปที่ 3 กิจกรรมยามว่าง ที่ชอบไปทำบุญมอบสิ่งของ ไปถวายนำปานะ ที่ รพ จุฬา ครับ.jpg
ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ปัญหาที่หนักที่สุดในช่วงเรียนคือ ในช่วงแรกของการวิจัยครับที่ผมต้องหาวิธีวิเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพที่ดี สำหรับปฏิกิริยาที่ผมศึกษา ผมใช้เวลาหาวิธีในจุดนี้มาเกือบครึ่งปีครับ คือจำได้เลยว่า เอาตัวเร่งปฏิกิริยาที่สังเคราะห์ตอนนั้นไปเร่งปฏิกิริยาแล้วไม่เกิดผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเลย ซึ่งผมก็เคยมาถึงจุดที่ท้อสุดๆ จนแทบอยากไปเปลี่ยนหัวข้อวิจัยเลยครับ

รูปที่ 12 ได้มีโอกาสจับเหรียญรางวัลโนเบลของนักวิจัยรางวัลโนเบล ในงาน GYSS.jpg
ผ่านช่วงเวลาที่ยากเหล่านั้นมาได้อย่างไร

ผมเริ่มแก้ปัญหาจากตัวเองก่อนครับ ผมพยายามเปิดมุมมองความคิดในการศึกษาวิจัยให้กว้างขึ้น พยายามไม่ไปยึดติดกับการสังเคราะห์ตามงานวิจัยคนอื่นมากเกินไป และพยายามเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีค่อย ๆ ปรับ ค่อยหาทางออกครับ

นอกจากนี้ ผมขอยกเครดิตส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา ณ เวลานั้น ให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาครับ คือ รศ.ดร. ชวลิต งามจรัสศรีวิชัย ช่วงนั้น ผมมีโอกาสได้คุยกับอาจารย์ท่านบ่อยมาก ๆ พยายาม brain storm กันเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

ซึ่งสำหรับผมนั้นมองว่า สิ่งที่สำคัญสิ่งหนึ่งของการเรียนในระดับปริญญาเอกคือ การเลือกที่ปรึกษาครับ โดยดูว่าเขาจะมีเคมีตรงกับเราไหม มีเวลาให้กับเราขนาดไหน ที่สำคัญเขาจะรับฟังแนวคิดของเราแล้วช่วยผลักดันความคิดเราให้ออกมามีรูปธรรมมากขึ้นแค่ไหน ซึ่งผมคิดว่าผมโชคดีที่เลือกอาจารย์ที่ปรึกษาที่ตอบโจทย์ผมครับ

รูปที่ 8 วันรับปริญญา
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะพูดกับตัวเองว่าอย่างไร

อยากพูดว่า… ขอบคุณในความดื้อของตัวเอง ที่ไม่ยอมแพ้ ต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น และ ขอบคุณที่ตัดสินใจถูกที่มาเรียนต่อปริญญาเอก เพราะปริญญาใบนี้ทำให้ผมได้มีความรู้และทักษะในการวิจัยมากขึ้น รวมทั้งผมยังได้รับโอกาสดี ๆ เข้ามาในชีวิตในหลาย ๆ ด้าน เช่น การได้รับเลือกจากสมเด็จพระเทพ ฯ รัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมงานประชุม Global Young Scientist Summit  นอกจากนี้ ปริญญาเอกทำให้ผมได้มีมุมมองทั้งการทำงานและการดำเนินชีวิตที่มีแบบแผนและมีระบบมากขึ้นครับ

รูปที่ 11 ผมได้รับเลือกเป็นตัวแทนนักวิจัยไทยไปงาน GYSS ที่สิงคโปร์ จาก สมเด็จพระเทพ ฯ .jpg
อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้คุณเรียนจบ

ผมมองว่า ปริญญาเอก ไม่ได้ถูกจำกัดแค่คนที่ฉลาด ผมเองเคยเรียนเกือบได้ที่โหล่ของห้องมาก่อน เกรด 1.90 ครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ผมเรียนจบ ไม่ใช่แค่ปริญญาเอกนะครับ คือความพยายาม คำนี้อาจจะพูดแล้วอาจดูจับต้องได้ยาก แต่สำหรับผมแล้ว คนที่จะจบปริญญาเอก ต้องมีสิ่งนี้เป็นสิ่งแรก

ซึ่งบางทีคนที่กำลังเรียนอยู่อาจจะคิดว่า ฉันพยายามแล้ว แต่ทำไมยังเรียนไม่จบ แต่ผมขอบอกเลยว่า เชื่อเถอะครับ หากคุณยังมีคำนี้ และขยายคำว่าพยายามให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ สักวันเมื่อคุณจบ คุณจะนึกถึงคำนี้เป็นคำแรกเลยครับว่า คุณจบมาเพราะว่า ความพยายาม

รูปที่ 9 วันรับปริญญา.jpg

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้าง  

ผมได้ใช้ความรู้ด้านการสังเคราะห์และวิเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ได้มาระหว่างเรียนปริญญาเอก มาใช้ในการทำงาน ที่ บริษัท SCG chemicals ครับ โดยสิ่งที่ได้รับมาจากปริญญาเอกนั้นทำให้ผมสามารถที่จะประยุกต์และแก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของทางบริษัท รวมถึงทักษะหนึ่งที่ได้คือ การทำงานอย่างเป็นแบบแผนและคิดอย่างเป็นระบบครับ

รูปที่ 10 วันรับปริญญา

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่

ผมชอบคำนี้ของ Thomas A. Edison ที่บอกว่า “Our greatest weakness lies in giving up. The most certain way to succeed is always to try just one more time” หรือ “จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของคนเรา คือ การยอมแพ้ไปก่อน วิธีการบางอย่าง ที่ในท้ายที่สุดนั้นจะประสบความสำเร็จเสมอ เพียงใช้เวลาอีกสักครั้งหนึ่ง”

ผมว่า ประโยคนี้น่าจะตรงใจกับน้อง ๆ เพื่อน ๆ ที่เรียนปริญญาเอกอยู่ครับ สุดท้ายผมขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ เพื่อน ๆ ทุกคนที่เรียน ปริญญาเอกนะครับ

รูปที่ 5 กิจกรรมยามว่างตอนเรียนครับ คือ เสพติดการไปเที่ยว.jpg………….

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณแรงบันดาลใจและการถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของ ดร.บุญทวี มากค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

ดร.โอ๊ต ภูวนารถ เหมวิจิตร ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้ เพจก็แค่ปริญญาเอก ได้รับเกียรติจาก ดร.โอ๊ต ภูวนารถ เหมวิจิตร มาบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอก รับรองว่ามีข้อคิดและคำแนะนำดีๆ มากมายในบทสัมภาษณ์นี้ ไปทำความรู้จักกับดร.โอ๊ตกัน

แนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ผมชื่อ ดร.ภูวนารถ เหมวิจิตร ชื่อเล่นว่า โอ๊ต จบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท MSc International Business Management, University of Kent ปริญญาโทอีกใบด้าน MSc Finance, University of St. Andrews และ ปริญญาเอก (Doctor of Philosophy) ด้าน Business Administration (Finance) หลักสูตรนานาชาติ ที่ National Institute of Development Administration (NIDA) ปัจจุบันทำงานตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจใหม่และนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท All Inspire Development จำกัด (มหาชน) ครับ

2

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ตอนแรกที่ตัดสินใจเรียนปริญญาเอก เพราะคิดว่า รู้สึกอิ่มตัวกับการทำงาน เลยอยากหาประสบการณ์ความรู้เพิ่มเติม เลยเรียนต่อปริญญาเอก เพราะเราเองก็อยากนำเอาความรู้ไปใช้ในการพัฒนาองค์กรด้วยเหมือนกัน ซึ่งอาจจะต่างจากท่านอื่นๆ ตรงที่อยากจะเป็นอาจารย์ แต่ของผม อยากทำงานในบริษัทเอกชนครับ แต่อาจจะเป็นอาจารย์พาร์ทไทม์ วันหยุด เสาร์อาทิตย์แทน

ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไป ถ้าตอนนี้คิดแค่ว่าอยากเรียน เพราะเท่ห์ เก๋ ก็คงเรียนไม่จบแน่ๆ เพราะการเรียนปริญญาเอก อาจจะดูเจ๋ง ในช่วงแรกๆ เท่านั้น แต่พอเรียนๆไป ความเท่ห์ ความเจ๋งนั้น มันกลับกลายมาเป็นความท้อแท้ และความสิ้นหวังในทันทีครับ แรงผลักดันตรงนี้อาจจะไม่เพียงพอ ที่จะทำให้เราไปถึงจุดหมายได้

เพราะวันธรรมดาก็จะต้องทำงาน จันทร์ถึงศุกร์ ส่วนเสาร์อาทิตย์ บางช่วงเวลา เริ่มเรียน 8 โมงเลิก 3 ทุ่ม ซึ่งเราจะต้องมาให้เวลากับการอ่าน การค้นคว้าข้อมูล การเตรียมตัวสอบ การทำข้อมูลนำเสนอ (Presentation) รวมถึงการหาความรู้เพิ่มเติมต่างๆ และก็จะเจออุปสรรคระหว่างทางมากพอสมควรครับ

1.jpg

ทำ thesis เรื่องเกี่ยวกับอะไร

ผมเลือกที่จะทำในหัวข้อวิทยานิพนธ์ด้าน Bargaining Power in Mergers and Acquisitions and Its Linkage to Premiums เนื่องจากต้องการเป็นผู้เชี่ยวชาญ และมีความเข้าใจในด้านการควบรวมกิจการ (M&A) เพราะธุรกิจในปัจจุบัน หากต้องการขยายธุรกิจให้ได้เร็วที่สุด ก็จะเป็นวิธีการไปซื้อกิจการ หรือควบรวมมาบริหารเอา ซึ่งจะง่ายและเร็วกว่า แต่ต้องแลกกับการที่ต้องจ่าย Premium ซึ่งจะมีความเชื่อมโยงกับอำนาจในการต่อรอง (Bargaining Power) ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในการกำหนดเป็นราคาซื้อขายในทันที เช่น บริษัทใหญ่ไปซื้อบริษัทเล็ก ทางบริษัทใหญ่อาจจะมีอำนาจในการต่อรองมากกว่าบริษัทเล็กก็เป็นได้

แต่ในทางกลับกัน หากบริษัทเล็กนั้น มีแต่คนสนใจที่จะเข้ามาซื้อ บริษัทเล็ก ก็อาจจะเรียกราคาแพงๆ หรือมีคนเสนอซื้อ แย่งชิงเพื่อให้ได้มา ก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน ดังนั้น ผมจึงมีความสนใจ อยากจะรู้ว่าอะไรเป็นตัวแปร หรือปัจจัยสำคัญในการพิจารณาราคาซื้อขาย โดยอาศัยตัวแปรจากอำนาจในการต่อรองนั้นๆ

ผมใช้เวลาเรียนทั้งสิ้น 4 ปี กับอีก 9 เดือนครับ ในช่วง 1 ปีครึ่ง จะเป็นช่วง Coursework ที่จะต้องเรียนรู้วิชาใหม่ๆ ให้ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนอีกครึ่งปีหลัง จะเป็นช่วงที่จะต้องเตรียมตัวสอบทุกวิชา ที่เขาเรียกกันว่า Qualifying Examination (QE) ซึ่งตรงนี้แหละ จะเป็นตัวด่านแรกที่จะผ่านไปให้ได้ เพื่อไปสู่ Stage ต่อไปคือ การทำ Proposal Defense เพื่อดูว่า วัตถุประสงค์ของงานวิจัยเรา ทำไปเพื่ออะไร มี Contribution อะไรให้กับงานวิจัยและสังคมบ้าง หรือพูดง่ายๆ ก็คือว่า คนอื่นจะสามารถนำงานเราไปพัฒนาต่อยอดอะไรได้บ้าง หลังจากผ่าน Stage นี้เสร็จ ก็เป็น Stage ระยะยาวคือ การเขียนวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นระยะที่สำคัญที่สุดของการเรียนปริญญาเอก

3.jpg

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด 

ปัญหาที่ใหญ่และหนักที่สุด สำหรับคนที่ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย คงจะเป็นเรื่องของการแบ่งเวลา (Time Management) เพราะทุกช่วงเวลาที่เรียน จะเหนื่อย และหนักมากๆ ต้องต่อสู้กับจิตใจ และสภาวะที่ต้องรับแรงกัดดันสูงอยู่ตลอดเวลา เพราะตลอดระยะเวลาที่เรียนปริญญาเอก จะมีอุปสรรคมาบั่นทอนจิตใจเราเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องสอบ เรื่องแบ่งเวลาเรียน การอ่าน Paper และ Journal ต่างๆ รวมถึงต้องเตรียมตัวสอบ Quiz, Midterm และปลายภาค ในแต่ละรายวิชา พร้อมๆ กัน

นอกจากนี้ ยังมีการทำ Presentation นำเสนออาจารย์ในแต่ละวิชา เพื่อเก็บคะแนน นอกจากนี้ ยังต้องสอบวัดผลอีก และที่สำคัญ บางคนจะไม่ยอมเขียนวิทยานิพนธ์ต่อ และทิ้งไปดื้อๆ เลยก็มี เพราะไม่มีใครมาบังคับ นอกจากตัวเราเอง อาจารย์ที่ปรึกษา ก็อาจจะมีทั้งแบบที่เอาใจใส่อย่างละเอียด เนื่องจากอาจารย์สนใจในหัวข้อนี้ ซึ่งเราต้องวิ่งตามอาจารย์ให้ทัน อาจารย์สั่งให้อ่านเปเปอร์ ก็ต้องอ่าน และต้องขวนขวายหาคำตอบมาให้อาจารย์เสมอๆ ส่วนอาจารย์บางท่าน อาจจะยุ่งมาก เลยไม่ค่อยมีเวลาให้ เนื่องจากอาจารย์ไม่ค่อยสนใจในหัวข้อนี้ แต่นักศึกษาเลือกที่จะทำในหัวข้อนี้เอง ซึ่งอันนี้ก็จะเหนื่อยอีกแบบนึง ตรงที่เราต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเองตลอดเวลา

5.jpg

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะบอกตัวเองว่าอย่างไร

หากย้อนเวลากลับไปได้ ก็คงอยากจะบอกกับตัวเองว่า ถ้าเจอปัญหาและอุปสรรค ให้สู้ต่อ วิ่งไปเรื่อยๆ อย่าหยุด ถ้าเหนื่อยก็พัก แล้วค่อยกลับมาวิ่งต่อ อย่าท้อถอย และหยุดวิ่งเด็ดขาด เพราะระยะเวลาและอุปสรรคที่เจอในระหว่างเรียน หรือทำวิทยานิพนธ์ รวมถึงการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลนั้น ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวบั่นทอนความมั่นใจและกำลังใจมากๆ

เพราะฉะนั้นต้องพยายามสู้ต่อ ระยะเวลาตรงจุดนั้น คือ เราไม่รู้ตัวเองเลย ว่าเราวิ่งมาไกลแค่ไหนแล้ว และเหลือระยะทางอีกเท่าไรกว่าจะถึงเส้นชัย เพราะถ้าหากยังไม่เจอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เราก็ต้องวิ่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอแสงสว่างนั้น

เพราะการเรียนปริญญาเอก มีแค่ 1 กับ 0 คือ จบกับไม่จบ เท่านั้น ในช่วงปีแรกๆ ที่เรียนปริญญาเอก จำความรู้สึกได้ว่า รู้สึกภูมิใจมากเวลาคนอื่นถามแล้วเราบอกว่า กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เข้าปีที่ 3 ปีที่ 4 ตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะจบเมื่อไร ก็เริ่มรู้สึกว่า ไม่อยากบอกใครว่ากำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ เพราะว่าเรียนนานมาก กลัวเขาจะรู้ว่าโง่ ไม่เอาไหน ป่านนี้ยังเรียนไม่จบอีก (หัวเราะ)

9.jpg

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

มีหลายปัจจัยเลยทีเดียวครับ แต่ปัจจัยหลักๆ คือ ความพยายาม ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ความทุ่มเท ความอึด ถึกและอดทน ที่สำคัญคือ กำลังใจจากครอบครัว ตรงนี้มีส่วนสำคัญมากๆ ตอนช่วงที่กำลังเขียนวิทยานิพนธ์อยู่ ก็ได้คุณพ่อคุณแม่ คอยช่วยผลักดัน ถามไถ่อยู่เสมอ ว่าตอนนี้ทำไปถึงไหนแล้ว ตอนนั้นรู้สึกแอบกดดันเล็กๆ แต่ตอนนี้ต้องบอกว่า ขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มาก ที่ช่วยกดดันผม ไม่งั้นป่านนี้ก็คงไม่จบแน่นอน

ผมเคยมีความคิดว่าอยากจะเลิกเรียน นับร้อยๆครั้ง จริงๆ นะ แทบจะทุกครั้งที่เข้านอน และตื่นนอน หรือแม้กระทั่งเวลาขับรถ เพราะว่ามันเหนื่อย มันท้อ รู้สึกว่าเรียนไปแล้วก็อาจจะไม่ได้อะไร สู้ไปเที่ยวกับเพื่อนดีกว่า วันเสาร์อาทิตย์ แต่นี่เราต้องมานั่งอ่านเปเปอร์ แทนที่จะได้ไปเที่ยวต่างจังหวัด และได้ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ

4

ช่วงเวลาที่เขียนวิทยานิพนธ์อยู่นั้น เคยมีช่วงนึงที่คิดค้นโมเดลมา ใช้เวลาอยู่เกือบปี เก็บข้อมูลมาทั้งหมดเกี่ยวกับตัวแปรในโมเดลทั้งหมด แต่ปรากฎว่า พอมารันข้อมูล ไม่มีตัวแปรไหนเลยที่มีนัยสำคัญ (Significance) ทีนี้ล่ะงานเข้าเลย ต้องขยำโมเดลทิ้งไปประมาณ 50 หน้า และก็รู้สึกท้อ จึงหยุดทำต่อไปดื้อๆเลยอีกประมาณครึ่งปี

แต่ว่ามีจุดเปลี่ยนตรงที่ ตอนนั้นได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราอยากจะเป็นคนขี้แพ้หรอ หรือว่าเราอยากจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ที่จะสามารถเอาชนะอุปสรรคได้ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจลุยต่อ ไม่สนใจว่าจะเจอตัวแปรที่ส่งผลต่อโมเดลหรือไม่ แต่ก็ดั้นด้นคิดค้นโมเดลต่อไปเรื่อยๆ และเก็บข้อมูลมารัน

จนกระทั่งในที่สุด ก็เจอตัวแปรที่มีนัยสำคัญเข้าจนได้ ตอนนั้นดีใจมาก เพราะเหมือนเห็นแสงสว่างแล้วจริงๆ นั่นคือความรู้สึกในตอนนั้น แต่ถ้าในทางกลับกัน ในช่วงที่เราล้มลงไป แล้วเราท้อ เราอยากจะล้มเลิกกลางคัน ป่านนี้เราคงจะเป็นอีกคนนึงที่ไม่สามารถผ่านอุปสรรคนี้ไปได้ ต้องขอบคุณกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่ ที่ช่วยผลักดันตลอด ขอบคุณมากครับที่ทำให้ผมมีวันนี้

7.jpg

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้าง

ข้อดีอย่างหนึ่งเลยที่เห็นได้ชัด คือ จะสามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และตกผลึก ได้ดีกว่า ถ้าเทียบกับตัวเองตอนที่ยังไม่ได้เรียน ความรู้จากการเรียน ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้เป็นอย่างดี เนื่องจากว่า เราเคยเจออะไรยากๆมาแล้ว แต่พอมาเจอเรื่องทั่วไป ก็มองว่าเป็นเรื่องง่าย

แต่ก่อนอาจจะ Derive สูตร โมเดล หรือสมการ เยอะมากๆ จนผมมีความเชื่อว่า ทุกอย่างบนโลกใบนี้สามารถเขียนเป็นโมเดล หรือสมการออกมาได้ มันเลยสามารถสรุปความคิด และเข้าใจได้ดีกว่าตอนที่ยังไม่ได้เรียน

นอกจากนี้แล้ว ข้อดีอีกอย่างหนึ่งเลยคือ คนอื่นๆ จะรับฟังในสิ่งที่เราพูด แม้ว่าเราอายุยังน้อยกว่าก็ตาม ทำให้เราได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ แต่ก็มีเรื่องที่จะต้องระวังอยู่อย่างหนึ่งคือ คนอื่นจะมองว่าเราเก่ง ทั้งๆที่เราอาจจะไม่ได้เก่งที่เรียนจนจบ เพียงแต่เราแค่พยายามมากกว่าคนอื่น ทำให้มี Expectation สูงมากๆ หากเราพูดอะไรที่มันฟังแล้วไม่ Make sense จะโดนมองว่าไม่รู้เรื่องได้ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะพูดอะไรออกไป จะต้องคิดให้ดีๆ ต้องตกผลึกทางความคิดก่อน และต้องระมัดระวังในการวิจารณ์งานคนอื่นมากๆ เพราะคนที่เรียนปริญญาเอก จะถูกสอนให้กล้าแสดงความคิด กล้าเห็นต่าง กล้าวิพากษ์ วิจารณ์ผลงานคนอื่นอยู่เสมอ

10.jpg

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ 

การเรียนปริญญาเอกนั้น ไม่ต้องไปคิดว่าจะสู้กับใครเลย สู้กับตัวเองล้วนๆ ถ้าหากเจออุปสรรค ขอให้คิดว่าเป็นบททดสอบหนึ่งในชีวิต ที่สุดท้ายแล้ว ยังไงเราก็จะผ่านไปได้อยู่ดี บางครั้ง ในสภาวะกดดันที่เราเจอ มันอาจจะเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิต อยากให้มองอุปสรรคเปรียบเสมือนบันได ที่จะต้องค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้น อย่ามองว่า เราจะก้าวทีเดียวเลยไปสู่จุดหมายเลย เพราะหากเราคิดว่าจะก้าวทีเดียวให้ผ่านพ้นไป เราก็จะไม่มีทางผ่านมันไปแน่ๆ เพราะเวลาที่เราล้ม แล้วเราจะท้อหนักมาก แต่ให้มองว่า ทุกๆขั้นบันไดที่เราก้าว ระยะทางไปสู่จุดหมายปลายทางมันค่อยๆลดลงเรื่อยๆ แต่ตอนนั้นคุณเอง ก็คงยังไม่รู้หรอก ว่าระยะทางมันเหลืออีกเท่าไร ขอให้วิ่งต่อไปเรื่อยๆ เหมือนวิ่งมาราธอน หากเปรียบกับการวิ่ง 10 กิโลเมตร ในช่วงระยะทาง 6-7 กิโลเมตร เราจะเหนื่อยและอ่อนล้ามาก แต่เราจะกลับมามีพลังฮึดสู้ต่ออีกทีนึง ในช่วงระยะทางที่ 9 กิโลเมตร

ในช่วงการทำวิทยานิพนธ์ของผม ผมใช้ระยะเวลาเขียนจริงๆจังๆ อยู่เพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น นับหลังจากที่เจอตัวแปรที่มีนัยสำคัญ เก็บข้อมูล และเขียนบทวิเคราะห์ บทสรุป จนกระทั่งจบการศึกษา แต่ก่อนหน้าที่จะเจอ ก็ใช้เวลาไปประมาณ 2 ปีกว่า ที่ไม่เจออะไรเลย ดังนั้น ผมเลยอยากจะให้กำลังใจทุกๆคน ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ ว่าอยากให้เชื่อมั่นใจตัวเองว่า ยังไงถ้าคุณยังพยายามอย่างต่อเนื่อง ยังไงก็ต้องประสบความสำเร็จแน่นอนครับ

ท้ายสุดท้ายนี้ อยากฝากนิดนึงว่า “If you fail to plan, you are planning to fail” เพราะฉะนั้น การทำอะไรบางอย่าง ต้องวางแผนให้ดีๆ คิดให้รอบคอบ แล้วลงมือทำเลย แล้วคุณจะประสบความสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอนครับ

11.jpg

It’s always seems impossible until it’s done.

ก่อนความสำเร็จใดๆ จะมาถึง สิ่งนั้นดูยากเสมอ
สิ่งสำคัญคือ การไม่เสื่อมศรัทธากับความหวัง
การไม่ยอมละความพยายาม
จนกว่าจะถึง…วันแห่งความสำเร็จ

36905994_2125946927662038_2186811070096605184_n.jpgCredit pic: https://pin.it/xstuojxm6u6g4l

ดร.พรชนก เรืองวีรยุทธ ::: PhD in Educational Research and Evaluation, Ohio University, USA ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

FullSizeRender.JPG

แนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ชื่อพรชนกเรืองวีรยุทธชื่อเล่นไทยหนูอ้อนชื่อเล่นอังกฤษ Porsche (พอร์ช) มาจากชื่อจริง Pornchanok เลยเอาชื่อเล่นสั้นเวลานักเรียนถามจะได้เรียกง่ายเป็น Stats Lab GA หมายถึง Graduate Associate ที่ทำทั้ง TA or Teaching Assistant คือสอนด้วยและทำหน้าที่ RA or Research Assistant ด้วยอาจารย์กลัวว่าง

เรียนจบปริญญาตรี รัฐศาสตร์ (การปกครอง) ม.เกษตรศาสตร์ ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ (วาทวิทยา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Communication Studies (Health Communication), Ohio University, USA

ส่วนปริญญาเอก PhD in Educational Research and Evaluation, Ohio University, USA 4 ใบไม่เหมือนกันเลยค่ะ เป็นความกล้าที่บ้าบิ่นมาก จากเด็กรัฐศาสตร์มาจบเอกสถิติ ปัจจุบัน เป็น Research Analyst (Title III HSI STEM Grant) at the University of La Verne, CA, USA

IMG_0743.JPG

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ก่อนมาเรียนปริญญาเอก เป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ค่ะ ควบคู่กับเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สอนด้านนิเทศศาสตร์ ก็ทำมาหลายช่องเริ่มต้นจากช่อง T-Channel จากนั้นได้มาทำ รายการด้วยลำแข้ง ทางช่อง 7 กับคุณคำรณ หว่างหวังศรี และ Entertainment Update ของ Acts channel เป็นช่อง cable ของ Exact

36563316_10156448123578249_4477803899171897344_n.jpg

ก่อนได้งานอาจารย์มหาลัย เคยสอนพัฒนาบุคลิกภาพที่ John Robert Powers ด้วยแป๊บนึง ได้งานนี้เพราะ thesis ตรงมาก เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพเด็ก งานสายนี้ทั้งนั้น

แต่จุดนึงก็คิดว่า career path มันก็เท่านี้แหละ เลยกลับมาพิจารณาจุดแข็ง จุดอ่อนของตัวเอง เราเก่งด้าน academic นะ ทำไรดี เรียนโทก็แล้ว เคยไปเรียนภาษาอังกฤษที่แคนาดามาก็แล้ว ไปต่อเอกที่อเมริกาละกัน ชอบหนัง Hollywood และ การ์ตูน Disney มาก นี่เหตุผลทางด้าน entertain

จุดเปลี่ยนคือวันนึงไปร่วมงานแถลงข่าวละครของ Exact ในฐานะพิธีกรพอเค้าแบ่งให้สัมภาษณ์ พวกดารามีพิธีกรมาสัมภาษณ์ แต่พิธีกรมีหน้าที่สัมภาษณ์คนอื่น ไม่มีใครมาสัมภาษณ์เรา เลยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เออ เราสัมภาษณ์คนอื่นมาตลอดชีวิต รู้สึกอยากถูกสัมภาษณ์ อยู่อีกปลายนึงของไมโครโฟน ในฐานะ content expert บ้าง และนี่คือเหตุผลด้าน academic อยากเป็น content expert แฟนก็ไม่มี ไม่มีห่วงอะไร มีแต่หมาน้อย ก็ไม่เป็นไร Line คุยกันได้ ทุกเหตุผลบอกว่า PhD student in America เป็นสถานีต่อไป จัดไปค่ะ

IMG_6433.JPG

ทำthesisเรื่องอะไร

Dissertation เรื่อง A Monte Carlo Study of Parallel Analysis with Binary Variables in Test Data นี่ชื่อย่อค่ะ ของจริง 3 บรรทัด ต้องจัด template หน้า cover ใหม่เลย ขอ delay ในการลง online 2 ปี เพราะกำลังทำอีก paper นึงร่วมกับ advisor เป็น extension ของ dissertation ค่ะ คุยกับ advisor ไว้ว่ายังไม่อยากเปิดเผยหมดก่อนที่จะตีพิมพ์ค่ะ

ขอบอกชื่อ Thesis ที่นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เรื่อง “การพัฒนาบุคลิกภาพการสื่อสารเชิงวัจนะและอวัจนะของเด็กไทยอายุ 16 – 18 ปี” เป็นคนที่ Master’s thesis and PhD’s dissertation คนละทางเลย แต่การทำงานเราเอามารวมกันได้ นี่แหละ ความ unique ของเรา (หัวเราะ)

เฉพาะ PhD อย่างเดียวใช้เวลา 4 ปีครึ่งค่ะ จากจุดเริ่มต้นทั้งหมดจนถึงรับปริญญา คือ 7 ปี summer แรกไปเรียนภาษาอังกฤษก่อน TOEFL คะแนนเกิน ไม่ได้ required แต่เราอยากไปเที่ยวก่อน จากใจ ขอเที่ยวก่อนเพราะรู้ว่าหลังจากนี้ชีวิตจะโหดร้ายแล้วนะ

IMG_5538.JPG

สรุปแล้วไปเรียนทั้งโทและเอก 7 ปี

เรางกค่ะเราเลยลงเรียนวิชาอื่นไปเรื่อย 2 ปีแรกเป็นปริญญาโทใบที่ 2 หลังจากนั้น coursework ของ PhD คือ 4 ปี จริง ๆ แล้ว พอสอบผ่าน comps ตอนปี 3 แล้วก็ไม่ได้ require ว่าจะต้องลงวิชาอะไร แต่เราเป็น GA ทำงานในคณะ 20 ชั่วโมง ก็แล้วแต่จะตกลงกับอาจารย์ เราเป็น GA ใน Stats Lab ยืนพื้น เทอมที่สอนปริญญาโท เวลาใน Lab ก็น้อยหน่อย เราได้ tuition waiver and stipend เรางกค่ะ เราเลยลงเรียนวิชาอื่นๆ ไปเรื่อย และดีใจที่ลง เพราะได้เรียนโปรแกรมใหม่ในเทอมสุดท้าย แล้วได้เอามาใช้งานเยอะมาก

และจากการที่เรียนฟรี เราลง Teaching English to Speakers of Other Languages (TESOL) เป็น Minor กลายเป็นเรียนเอกแต่ มี minor ด้วยนะ และระหว่างทางได้ certificate ด้านสอนภาษาอังกฤษมาอีกใบ ทั้งหมดสายสอนภาษาอังกฤษนี่ลงเพิ่ม 19 หน่วยกิต กะเอาคุ้ม

พอจบปี 4 ปุ๊บ GAship หมด เลยสมัครงาน ทำงาน full time กลางคืนทำ dissertation มา finalize dissertation ตอนทำงานเทอมนึง แล้วเทอมสุดท้ายแค่รอรับปริญญา ไม่ต้องลงทะเบียน ประหยัดไปเป็นพันเหรียญเลยนะ ทั้งหมดนี่ 7 ปีพอดี ในที่สุด เพิ่งรับปริญญาไปเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมาค่ะ ดีใจมาก ภูมิใจที่ได้เป็นด๊อกเตอร์ในทางของเราเองที่บ้านคุณพ่อและน้องชายเป็นหมอคุณแม่เป็นพยาบาลเราเป็น outlier ของบ้านค่ะ (หัวเราะ)

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ปัญหาระดับโลก คือ เวลาหิวกับง่วงพร้อม ๆ กัน คือ ถ้าจะกินข้างนอกตลอด นอกจากจะล้มละลายแล้วคงอ้วนด้วย เลยทำเองเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าง่วงมันจะไม่มีแรงทำ จะนอนท้องว่าง ๆ ร้อง ๆ มันก็นอนไม่ได้ ถ้าจะลุกมากินมาม่า แล้วไปนอนซะ ตื่นมาจะหน้าบวมมาก ก็จะรับตัวเองไม่ได้

เงินจากการเป็น GA มันจะพอดีเป๊ะเลย จะฟุ่มเฟือยไม่ได้ ถ้ากิน เที่ยว ช้อปเยอะไป เทอมหน้าจะไม่มีเงินลงทะเบียน

IMG_4019

ช่วงหน้าหนาว หิมะตก ขับรถไปซื้อของมาทำกับข้าวจะยากมากถึงเป็นไปไม่ได้ ในสมองแต่ละวัน คิดอยู่ 2 อย่างตอนนั่ง shuttle bus กลับ apartment เย็นนี้จะกินอะไร คืนนี้ต้องทำการบ้านอะไร ชีวิตเราจะวน ๆ อยู่กะ เขียน code เตรียมสอน run stats เขียน paper เตรียม present conference วนลูปประมาณนี้

จุดที่หนักเกือบที่สุด คือ เทอมท้าย ๆ ต้องคำนวณดี ๆ เงินจะพอค่าเทอมต่อไปมั้ย ต้องลิมิตงบประมาณการกิน เหลือเดือนละ $150 ซึ่งคือวันละ $5 ไม่งั้นเรียนไม่จบแน่ ก็ถือว่าลดน้ำหนักก็แล้วกัน ได้หุ่นดีแถมมาด้วย คิดงี้จะได้ไม่เสียใจมาก แต่ครบ 5 หมู่นะ คำนวณตลอด Whey Protein ไข่ต้ม ต้มกะหล่ำ ผลไม้เป็นหลัก กิจกรรมไหนมีกินฟรีเราไปหมด งานคณะถ้า pizza เหลือ อาจารย์จะเตรียมไว้ให้เอากลับทั้งถาด ยังไงมันก็เหลือเยอะอยู่แล้ว พวกอาจารย์จะเข้าใจว่า grad students เท่ากับ poor พวกยูอดทนไว้นะ พอจบแล้ว จัดเต็ม

IMG_8023

จุดที่หนักที่สุด คือ คำนวณจำนวนเทอม GAship ผิด คิดว่ายังไงก็มีจ่ายยันจบ วันนั้น advisor รีบมาบอก พวกเราคำนวณกันผิดนะ program coordinator เพิ่งบอกมาว่า มหาลัยบอกมาอีกทีว่ามันนับตั้งแต่ตอนเรียนโทนะ ไม่ใช่ตั้งแต่เอก ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมา – – – – – ละ (คำนี้ไม่สามารถออกอากาศได้) แบบแทบล้มทั้งยืน แม่เจ้า คิดคำนวณอย่างรวดเร็วแล้ว เงินที่มีตอนนั้นไม่ถึงจนจบแน่ เอาไงดีวะ advisor บอกสมัครงานด่วนเลย ถ้าได้งาน แล้วไปเลย รีบออกจากเมือง แล้วเราอีเมล ไลน์คุยกันเรื่อง dissertation ได้ เพราะผ่าน proposal defense แล้ว coursework ก็ไม่ต้องลงแล้ว เหลือ finalize dissertation อย่างเดียว แล้วค่อยบินกลับมา defend dissertation

ระหว่างนั้น ก็โฆษณาค่า ใครอยากให้ช่วย run statistics ของ dissertation หรือ thesis รับจ้างทั่วราชอาณาจักรจ้า แล้วก็บอกกะพวกอาจารย์ว่านอกเหนือจากนั้น เรายังเป็น tennis partner ได้ สอนเปียโนได้ ขุดทุก skill ที่มีออกมา นึกในใจ ชีวิตเรา มันต้องขนาดนี้เลยเหรอวะ แต่ก็ได้งานจากการสัมภาษณ์งานครั้งแรก amazing Thailand มาก รีบเก็บข้าวเก็บของไปทำงานเลย

IMG_7322.JPG

มีวิธีคลายเครียดอย่างไร

เคยได้รับเชิญไปพูดใน panel กะพวกอาจารย์ให้รุ่นน้องฟัง ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่และเป็น Stats Lab Captain คำถามนึง คือ How do you have fun? ตอบว่า เล่นเทนนิสค่ะ เพราะในชีวิตจริงเราหวดใครหรือหวดอะไรไม่ได้ เอาเพลิงรักแรงแค้นที่มีไปหวดลูกเทนนิส work มากค่ะ

และอีกอย่างคือ ดูซีรีส์เกาหลีค่ะ น่าจะดูหมดปฐพีละ เปิดไปเรื่อย ๆ ทำ dissertation ไปเรื่อย ๆ ดูหนังฝรั่งที่ชอบๆ ค่ะ เวลาทีวีเอา Harry Potter Marathon มาฉาย เราก็ดูตั้งแต่ภาคแรกคืนวันศุกร์ยันคืนวันอาทิตย์จนจบเลย แฟนพันธุ์แท้มาก ๆ ชอบ Titanic บางทีมันเอามาฉาย 2 รอบติด รอบละ 4 ชั่วโมงครึ่ง เราก็เขียน code ไปเรื่อย ๆ เรือล่มไป 2 รอบแล้ว code ยังไม่เสร็จ 9 ชั่วโมงผ่านไป นอนก่อนละกัน พรุ่งนี้ว่ากันใหม่ Sometimes you need to roll with the punches, and tomorrow is another day.

เวลารู้สึกแย่ ๆ ปิดคอม แล้วนั่งร้องไห้ค่ะ ช่วยได้มาก ร้องให้มันสาแก่ใจ ปาดน้ำตา แล้วดูซีรีส์เกาหลีซัก 2 ตอน ขอดูหน้าหล่อ ๆ ของอุปป้าหน่อย ลุกไปต้มรามยอนเลย เพื่อความอินและสะใจแก่ชีวิต หน้าจะบวมไม่เป็นไร ถือเป็นรางวัลชีวิต แล้วกลับมาเขียน code ต่อ อย่ายอมแพ้ สู้ ๆ สู้ตาย คุณแม่เคยบอกว่าถ้าตายในหน้าที่ ระหว่างเรียน จะทำโล่กล้าหาญให้

img_2536-e1530861733745.jpg
ผ่านช่วงเวลาที่ยากของปริญญาเอกมาได้อย่างไร

เรายึดหลัก The Secret – Law of Attraction ค่ะ นึกถึงภาพเป้าหมายเข้าไว้ เพื่อความชัด เราโหลด California map มาเป็น desktop คือ อยากมาทำงานใน California มากกกก ดู The Heirs หลายรอบมาก พระเอกมาเรียนที่ California นึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุ่มเทและแลกมา เงิน เวลา และเวลาของชีวิต งานก็ยังไม่ได้แต่ง อะไรที่คุ้มค่าแก่การแลกช่วงวัยเจริญพันธุ์ของเราได้ มันควรจะเป็นคุณค่าที่คุณคู่ควรเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ PhD ค่ะ

อยากเป็น 2% ของคนบนโลกใบนี้ที่มี PhD เราไม่ใช่แค่มีความรู้ ที่เรียนจากของคนอื่นมา แต่เราสร้างความรู้ และ present ความรู้ของเราเอง และแล้วในที่สุด ก็ได้อยู่อีกปลายนึงของไมโครโฟนละ เวลาไป present ที่ conferences ภูมิใจในตัวเองมาก

IMG_6487.JPG

เพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

ความพยายาม ขยัน และอดทน เป็นหนทางสู่ความสำเร็จ ระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่สำคัญสูงยิ่ง ความมุ่งมั่น ไม่เคยคิดว่าจะไม่จบค่ะ เราเริ่มมาแล้ว ลงทุนมาขนาดนี้ ยังไงมันก็ต้องจบค่ะ และในชั้นปีของเรา เราไม่มี cohort ค่ะ มีเราคนเดียว เรียนแบบข้ามาคนเดียวเลยได้รับความสนใจจากคณาจารย์เต็มที่ อยากสอนอะไรก็ได้สอนหมด เลยจัดเต็มค่ะ มีประมาณช่วงนึงที่เป็น GA คนเดียวทั้ง Stats Lab เลยได้เรียนรู้ในการทำอะไรหลายอย่างและตั้งแต่ต้นจนจบ ถือว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสียค่ะ โดยเฉพาะสนิทกับ advisor มาก ทุกวันนี้ ยังคุยกัน ทำ paper ด้วยกันเรื่อย ๆ ค่ะ

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไร

ได้ใช้เต็ม ๆ ตรง ๆ ค่ะ ถึงแม้ว่า dissertation จะยากกว่ามาก และเอาสายนิเทศที่เรียนมามาประยุกต์ใช้ด้วย เลยเป็น statistician สายเฮฮาค่ะ เป็นคนที่มุกเยอะ แพรวพราว เวลาสอน present เล่นมุกคนจะขำตลอด ถือเป็นความ unique ของเราเองมาก ค้นพบตัวเองว่าเก่ง 2 อย่างที่คนส่วนใหญ่จะกลัวมาก คือ สถิติกับการพูดในที่ชุมชน และโดยปรกติแล้ว 2 skills นี้ มักไม่อยู่ในคนคนเดียวกัน เลยเป็นจุดขายของเราค่ะ อาจารย์บอกว่า ที่เคยเป็นพิธีกร 5 ปีไม่ต้องเอาออกจาก CV หรอก เท่ดี statistician ที่เคยเป็นพิธีกรทีวีมาก่อนนี่ไม่น่ามีเยอะ (หัวเราะ)

IMG_6524.JPG

และปัจจัยสำคัญที่ทำให้ได้งาน คิดว่ามาจากการสมัครเข้าแข่งขัน 3-minute thesisที่มหาวิทยาลัยค่ะ supervisor ซึ่งเป็น search committee chair บอกว่า เค้าสัมภาษณ์กันหลายคนนะ แต่กลับมาดูคลิปของยูบ่อยมาก มันทำให้เค้าได้เห็น personality เห็นว่า เราไม่ได้ present น่าเบื่อ ๆ engage คนฟังได้ และในฐานะที่เป็นผู้หญิงเอเชีย เค้าคิดว่าเราจะแบบเงียบๆ เรียบร้อยๆ แต่ยูไม่ใช่ บุคลิกยูมัน outstanding มาก สรุปคือ คิดถูกมากที่ตั้งใจแข่งงานนี้มากๆ รู้ว่าถ้าได้ซักรางวัล มหาลัยจะอัดคลิปลง YouTube นี่คือคิด strategy มาอย่างดีว่า ต้องเอาให้ได้ซักรางวัล แล้วเอาคลิปไปเป็นส่วนนึงใน materials ในการสมัครงาน เพื่อลบจุดอ่อนของเราว่าเราเป็นต่างชาติ ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแรก

IMG_0871.JPGสุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้างThings happen for a reason. ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันมีเหตุผลของมันDon’t be positive until you have things taken care of. อย่าคิดบวกจนกว่าจะจัดการกะทุกอย่างเป็นอย่างดีแล้วสองคำ ที่ใช้ได้ในหลาย ๆ สถานการณ์ ช่างแม่ง เอาวะ ของบางอย่างก็ต้องช่างแม่งไปซะ และเวลาเจออะไรยาก ๆ ก็บอกกับตัวเอง เอาวะ สู้กะมันซักตั้ง Quitters never win. Winners never quit.IMG_0884บอกกับตัวเองเสมอ เราก็หนึ่งในตองอู ขอบอกคนที่เรียนเอกในต่างประเทศ พอภาษาไม่เป็นอุปสรรคแล้ว เด็กไทยเราเก่งกว่าฝรั่งทั่วไป คือฝรั่งเก่ง ๆ ก็มี แต่อย่าไปกลัวฝรั่ง เราเจ๋งกว่าเยอะ เราเป็นเจ๊คุม Stats Lab มาแล้วค่ะ (หัวเราะ)รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง นี่จริงมาก ๆ หาตัวเองให้เจอ รู้จักประเมินสถานการณ์ว่า เราต้องไปเจอกับอะไรบ้าง แล้วลุยสู้ตาย สู้ยิบตา หม้อข้าวเราได้ทุบทิ้งไปแล้ว เราจะแพ้ศึกครั้งนี้ไม่ได้ ต้องได้ไปกินข้าวที่เมืองข้าศึกเป็นแน่แท้สุดท้ายนี้ ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจค่ะ แสงที่ปลายอุโมงค์มันมีอยู่จริง เราได้เห็นมาแล้ว เราได้เลือกเดินทางเข้าอุโมงค์นี้มาแล้ว ต้องเดินต่อไปให้มันสุดทาง ทุกอย่างจะยากขึ้นเรื่อย ๆ จะไม่มีอะไรง่ายลง แต่เราจะเก่งและแกร่งขึ้น และจะชินไปเองIMG_0767#เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันประสบการณ์จาก ดร.พรชนก เรืองวีรยุทธ เป็นอย่างมากค่ะ

คลิกฟัง 3-minute thesis YouTube clip ของ ดร.พรชนก ตามลิ้งค์นี้ค่ะ  https://youtu.be/-u66l0oPKt8

Facebook Group

เพจก็แค่ปริญญาเอก ได้อยู่เป็นกำลังใจของนักศึกษาปริญญาเอกมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว จากชุมชนเล็กๆ ในวันนี้ได้ขยายตัวเป็นชุมชนที่ใหญ่ขึ้น โดยมีสมาชิกที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ทั้งปริญญาตรี โท และเอก จากหลากหลายสาขาวิชา และหลากหลายประเทศทั่วโลก

ด้วยเสียงเรียกร้องของสมาชิกในเพจให้เปิดพื้นที่เฉพาะกลุ่มเพื่อติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน วันนี้ แอดมินจัดให้แล้วค่ะ

ก็แค่ปริญญาเอกgroup เป็นพื้นที่ในการเชื่อมโยงกลุ่มคนที่กำลังศึกษาและเดินอยู่บนเส้นทางแห่งการเรียนรู้ให้ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

มาร่วมสร้างชุมชนดีๆ พูดคุย และแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ให้กำลังใจกันและกัน ตลอดเส้นทางปริญญาเอกนี้กันค่ะ

มา Join กัน!

https://www.facebook.com/groups/221771661962749
cover02.jpg

ดร. ยุทธนา เครือหาญชาญพงค์::: ปริญญาเอก วิศวกรรมเกษตร University of Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

…วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอกได้รับเกียรติจาก ดร. ยุทธนา เครือหาญชาญพงค์ วิศวกรการเกษตรชำนาญการพิเศษ จากสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2560 และได้รับรางวัลมากมายด้านผลงานวิจัยและนวัตกรรม

ดร.ยุทธนา สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมเกษตร (Doctor of Philosophy in Agricultural Science) University of Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น

…กว่าจะมาถึงวันนี้ ดร.ยุทธนา ไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง และประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของเขานั้น ใช้เวลาถึง 9 ปี ทำอย่างไรเขาจึงประสบความสำเร็จเช่นในทุกวันนี้ ไปพูดคุยกับเขากัน

85 นายยุทธนา เครือหาญชาญพงศ์ 10x12=1

ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

ก่อนอื่นขอบอกว่าไม่ใช่เป็นเด็กเรียนครับ ค่อนข้างเป็นเด็กไม่เอาไหนเสียด้วยซ้ำไป เรียนจบ ม.ปลาย เกรดเฉลี่ย 1.59 พอสอบ entrance เป็นที่งงในโรงเรียนครับ เพราะติดคณะวิศวะ ม.เกษตร พอเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยจริงๆ เกรดเฉลี่ยน่าช้ำใจมากๆ 2.14 ติดโปรต่ำตั้งแต่เทอมแรก มหาวิทยาลัยส่งจดหมายไปที่บ้านว่า รอพินิจ ความหมายคือมีสิทธิ์ถูกคัดชื่อออกในภาคการศึกษาต่อไป แม่ร้องไห้เลย ว่าไม่ดีแล้วมั้งลูก ก็เลยพยายามขึ้น จนเรียนจบภายใน 4 ปีครับ

หลังจากนั้น ผมได้เข้าทำงานที่สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม งานที่ทำเป็นงานวิจัยล้วนๆ วิจัยออกแบบเครื่องจักรกลการเกษตร ตอนนั้นรู้สึกว่า ความรู้ไม่ค่อยมี แต่ก็ตั้งใจทำงาน อยากเรียนต่อปริญญาโท แต่ก็ไม่สามารถเรียนได้ เพราะเกรดไม่ถึง 2.5 ต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำงาน 2 ปีก่อนจึงจะเรียนได้

17264944_1689957307687607_1762690309052846844_n

ตอนเรียนโท ด้วยความที่ทำงานด้านการออกแบบเครื่องจักรกลการเกษตร แล้วไปเรียนโททางด้านสาขาที่ทำงาน น้องๆ ก็เลยเข้าใจว่าเป็นคนเก่ง จะบอกว่า ไม่รู้เรื่องอะไรก็กลัวเสีย ก็เลยต้องอาศัยวิกฤตให้เป็นโอกาส เป็นติวเตอร์น้องๆ โดยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องสมุดอ่านหนังสือ เกรดตอนจบโทดีมากๆ 3.7 ได้

หลังจากเรียนจบโท กลับมาทำงานวิจัย ปีแรกที่ทำงานวิจัย ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้น จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นความภูมิใจอย่างมากเลย ชีวิตช่วงนั้นดี้ดี ทำอะไรก็ดีงาม ย่ามใจ ปีหน้าทำงานวิจัยตัวใหม่ ประกวดรางวัลกับ วช. อีก ปรากฏว่า ตกรอบแรก

ก็เลยคิดว่า เราเก่งจริงหรือเปล่า เผอิญมีทุน สวก. ให้เรียนปริญญาเอก ภรรยาก็เลยบอกว่าจะต้องพิสูจน์ตัวเองแล้วนะว่าเราของจริงหรือของปลอม จริงๆ ไม่อยากเรียน แต่ภรรยาทั้งปลอบทั้งขู่ก็เลยไปเรียน

มีเรื่องตลกก็คือ ก่อนไปเรียน เพื่อนชวนไปดูหมอดู หมอดูทายว่า เรียนจบปริญญาเอกแน่นอน แต่จะจบแบบเลือดตาแทบกระเด็น นึกไม่ออกเลยตอนนั้น จบยังไงนะ เลือดตาแทบกระเด็น

Japan 2018 7-21 Jan #1_๑๘๐๑๒๗_0051.jpg

ทำ Thesis เกี่ยวกับอะไร

หัวข้อวิทยานิพนธ์เรื่องนี้เลยครับ “Agricultural Mechanization in Thailand:  Design and Development of Machinery Implements for Small-Scale Farmers” โดยเน้นที่เครื่องจักรกลขนาดเล็กสำหรับ เครื่องมือเตรียมดินในพื้นที่นาหล่ม จอบหมุนสับกลบใบอ้อยและเครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมัน ครับ

ทุนที่ผมได้รับ เป็นทุน Ronpaku (Dissertation Ph.D) เป็นทุนที่ไม่ต้องลงเรียน แต่ต้องตีพิมพ์เปเปอร์ให้ได้ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ที่ University of Tsukuba ต้องตีพิมพ์ 5 เปเปอร์ถึงจะจบได้

ใช้เวลาทั้งหมด 9 ปีครับ เป็น 9 ปี ที่ต้องเจออะไรเยอะแยะมากๆ ที่ย่ำแย่ที่สุดคือ ปีที่ 4 อาจารย์ของผมเริ่มป่วยครับ เราเลยเหมือนต้องหยุดไปเหมือนกัน จนปีที่ 7 เปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาไปเป็นอาจารย์ที่ปรึกษารอง ก็เหมือนเริ่มใหม่อีกครั้ง เริ่มเขียนเปเปอร์ใหม่ทั้งหมด จนได้รับการตีพิมพ์และสอบจบในปีที่ 9 ครับ

1522019745678.jpg

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ทุนแบบที่ผมเรียน ปีแรกและปีที่สองต้องไปเขียนเปเปอร์ที่ญี่ปุ่นปีละ 3 เดือน ด้วยความที่เราต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ทำให้รู้สึกกังวลกับการเรียนมากๆ อาจารย์เป็นคณบดีด้วยไม่ค่อยมีเวลาให้เรามากนัก

เวลาไปที่โน่น ต้องเขียนๆๆ อย่างเดียวเลย เขียนไปแก้ไป อาจารย์ด่าไป จนวันหนึ่งรู้สึกเครียด เป็นเหมือนอาการเริ่มแรกของภาวะซึมเศร้า รู้สึกแย่เลยครับ แต่ก็พยายามคุยกับภรรยา แม่ให้กำลังใจ น้องๆ ในแลปให้กำลังใจ ทำอาหารให้ทาน ไม่ปล่อยให้เราอยู่คนเดียว แทบจะจัดเวรมาเฝ้า ให้เราผ่านภาวะวิกฤตไปให้ได้ จนสุดท้ายเราก็ตั้งหลักได้

เรื่องหนักสุดในชีวิตเรียน คือเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาเพราะอาจารย์ป่วย แต่ไม่รู้สึกเสียใจเลย ถือเป็นแรงบันดาลใจด้วยซ้ำว่า เราต้องทำให้สำเร็จ อาจารย์จะได้ดีใจ

การตีพิมพ์เปเปอร์ต้องวางแผนกันใหม่ กับ อาจารย์ที่ปรึกษารอง เขียนเปเปอร์ใหม่หมด ในขณะที่ผมต้องทำงานที่เมืองไทยไปด้วย เขียนเปเปอร์ไปด้วย เป็นอะไรที่ยาก และ กดดัน สุดๆ โชคดี ที่ได้รับการช่วยเหลือหลายฝ่าย ทั้งให้กำลังใจ ทั้งช่วยอ่านเปเปอร์ก่อนส่งไปให้อาจารย์ที่ปรึกษารองที่ญี่ปุ่นตรวจก่อนการตีพิมพ์ ต้องพยายามแก้ไขปัญหาทุกอย่าง เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ ต้องเรียนให้จบปริญญาเอกให้ได้ครับ

S__32129061.jpg

ตอนนั้นก็บอกตัวเองเสมอว่า เราต้องมีเมตตาให้ตัวเองครับ เมตตาให้ตัวเองคืออะไร ผมมองจุดหมายแห่งความสำเร็จไปแบบใกล้ๆ ความที่ต้องตีพิมพ์เปเปอร์ให้ได้ 5 เปเปอร์เพื่อจบ ถ้าเรามองความสำเร็จไปที่ปลายทางคือจบการศึกษา มันจะทำให้ชีวิตเราเครียด

ผมมองความสำเร็จเป็นวันๆ ครับ วันนี้ทำได้เท่านี้ ก็ชมตัวเอง ว่าเราทำได้ดีแล้วนะ พรุ่งนี้มาเพิ่มอีกนิดนึง ก็จะได้เปเปอร์แล้วนะ ผมมองใกล้ๆ แบบนี้มาตลอด พยายามไม่เครียด แต่จริงๆ แล้วมันเครียด แต่ก็พยายามฝึก เพื่อให้ตัวเองผ่านจุดนั้นให้ได้

ช่วงที่ชีวิตแย่สุดๆ โชคดีเจอสัจธรรม วันหนึ่งผมไปปล่อยปลาในแม่น้ำครับ ซื้อปลามาเยอะมากๆ ปลาที่ถูกปล่อย บางตัวลงน้ำปุ๊ปว่ายน้ำไปเลย บางตัวอีกสักสองสามนาทีกว่าจะว่ายได้ บางตัวประมาณ 5 นาที ถึงจะว่ายน้ำได้ แต่บางตัวเป็น 10 นาทีเหมือนกัน เหมือนมึนน้ำ ได้แง่คิดเลยว่า เราก็เหมือนปลาเมาน้ำ ถ้าเราตั้งหลักได้ สักพักมันก็จะว่ายน้ำได้ คิดแบบนั้น คลายเครียดไปเยอะครับ

S__32129058.jpg

อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

ปัจจัยที่ทำให้สำเร็จในท้ายที่สุดคือ การที่เราไม่ยอมแพ้ ล้มแล้วลุก ลุกแล้วเดิน เดินแล้วทำ ทำแล้วชนะครับ

ปีแรกที่ผมไปเขียนเปเปอร์ที่ญี่ปุ่น ผมซื้อไทด์ของมหาวิทยาลัยมาเส้นหนึ่งครับ ผมบอกกับตัวเองว่า ผมจะใส่ไทด์เส้นนั้นในวันรับปริญญา โดยที่จะไม่เอามาใส่ตราบใดที่ยังเรียนไม่จบ ผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย แม้กระทั่งภรรยา

ผมได้บอกอาจารย์ที่ปรึกษาของผมในวันก่อนสอบ defend ครั้งสุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษารองจึงบอกว่า พรุ่งนี้ให้ใส่มาสอบ ผมรอการใส่ไทด์เส้นนี้มา 9 ปีครับ สุดท้ายผมก็ได้ใช้มันจริงๆ อาจารย์ที่ปรึกษาของผมที่ป่วย มองผมด้วยสายตาขอบคุณที่ทำให้แกหมดห่วงว่า ในท้ายที่สุด ผมก็สามารถเรียนจบได้

ส่วนปัจจัยที่ผมเรียนสำเร็จนั้น ผมมองไปที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ครับ ผมรับทุนกาญจนาภิเษก เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ผมรับทุนในหลวงมา ผมเป็นข้าราชการของพระองค์ท่าน ผมต้องทำอะไรสักอย่างถวายพระองค์ท่าน พระองค์ท่านต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถมาพัฒนาวงการเกษตรไทย ผมไม่เคยคิดว่าเรียนจบแล้วจะหนีทุนเลย ผมอยากเรียนให้จบ เพื่อใช้ความรู้ที่เรียนมาเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เพื่อให้เกิดประโยชน่ต่อเกษตรกรไทย ผมต้องพยายามพัฒนาตัวเอง ต้องสู้ เพื่อให้สำเร็จให้ได้ อันนี้เป็นแรงผลักดันอย่างเต็มที่ ให้ผมสำเร็จการศึกษาเลยครับ

20180326_212254.jpg

คิดว่าการเรียนปริญญาเอก ยากตรงไหน

สิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนปริญญาเอกก็คือ การชนะใจตัวเอง ถ้าชนะใจตัวเองได้แล้ว ไม่มีอะไรยากกว่านี้อีกแล้วครับ  การชนะใจ ก็เช่น ท้อหรือสู้  นอนหรือตื่น ค้นคว้า แบบนี้แหละครับ ความยากของปริญญาเอก

ได้ใช้ทักษะที่ได้จากการเรียนปริญญาเอกมาใช้กับงานปัจจุบันอย่างไร

ได้ใช้แนวทางในการคิดที่เป็นระบบในการเรียนปริญญาเอกมาใช้ได้เยอะทีเดียวเลยครับ การคิดที่เป็นระบบ ทำอะไรก็ง่ายขึ้นเยอะครับ นับว่า ประสบการณ์ 9 ปีสำหรับการเรียนปริญญาเอกไม่เสียเปล่าครับ

มีข้อคิดอะไรที่อยากฝากกับผู้ที่เรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

ข้อคิดง่ายๆ ครับ อะไรที่ผ่านมาในชีวิต สิ่งนั้นดีเสมอ 9ปีที่ผมเรียนปริญญาเอก ในเวลาที่มีเรื่องราวแย่ๆ เกิดขึ้น ในเวลานั้น อะไรมันก็แย่ แต่พอจบเอกแล้ว มองย้อนกลับไป ในความแย่ๆ นั้นก็ยังมีความดีนะ ขอให้คิดไว้นะครับ อะไรที่ผ่านมาในชีวิต สิ่งนั้นดีเสมอ แล้วจะประสบความสำเร็จครับ

1521778644909.jpg
————————-

ดร. ยุทธนา เครือหาญชาญพงค์

รางวัลผลงานวิจัยที่ได้รับระหว่างการเรียนปริญญาเอก 9 ปี

  1. รางวัลผลงานวิจัยดีเด่น ประจำปี 2549 ขลุบหมุนติดพ่วงท้ายรถไถเดินตาม งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น จาก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  2. รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลชมเชย ประจำปี 2551 ผลงาน ขลุบหมุนติดพ่วงท้ายรถไถเดินตาม จาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
  3. รางวัลรองขนะเลิศอันดับ 1 ด้านสังคม รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2551 จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลงาน ขลุบหมุนติดพ่วงท้ายรถไถเดินตาม
  4. รางวัลผลงานเด่น เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 36 ปี กรมวิชาการเกษตร 2552 จาก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลงาน ขลุบหมุนติดพ่วงท้ายรถไถเดินตาม
  5. เครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันระบบสปริง ได้รับรางวัลผลงานวิจัย ระดับ ชมเชย สาขาวิศวกรรมเกษตร ในการประชุมวิชาการการอารักขาพืชแห่งชาติ ครั้งที่ 9 ปี 2552
  6. เครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมัน  ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2555 รางวัลประกาศเกียรติคุณ จาก สภาวิจัยแห่งชาติ
  7. เครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันแบบสปริง ได้รับรางวัลผลงานวิจัยที่กลุ่มเป้าหมายนำไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาการเกษตร ประจำปี 2556 จาก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  8. ผู้มีผลงานวิจัยดีเด่น ของสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม ประจำปี 2555 ประเภท งานวิจัยประดิษฐ์คิดค้น จาก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  9. รางวัลผลงานวิจัยดีเด่น อันดับ 2 สาขาวิชาวิทยาการวัชพืช ประจำปี 2556 จาก คณะกรรมการจัดการประชุมวิชาการอารักชาพืชแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  10. รางวัลชมเชย ด้านเศรษฐกิจ ในการประกวดผลงานรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2556 จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  11. รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้นประจำปี 2557 รางวัลระดับดี จาก สภาวิจัยแห่งชาติ  ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  12. รางวัลประกาศเกียรติคุณ สิ่งประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2557 ระดับดี จาก สภาวิจัยแห่งชาติ มอบโดย กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  13. รางวัลผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2557 ผลงาน ไถระเบิดดินดานสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  14. รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2559 ระดับดี จาก สภาวิจัยแห่งชาติ ผลงาน ไถระเบิดดินดานสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  15. ได้รับคัดเลือกให้เป็นผลงานที่กลุ่มเป้าหมายนำไปใช้ประโยชน์จาก กรมวิชาการเกษตร ในปี 2559 ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  16. ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2560

ดร.วรเดช มโนสร้อย ::: Doctor of Engineering สาขา Aerospace Engineering จาก University of Stuttgart ประเทศเยอรมัน ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

Woradej_1.jpg

ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ 

สวัสดีครับ ผม อาจารย์ ดร.วรเดช มโนสร้อย จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิตสาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศยานจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอก Doctor of Engineering สาขา Aerospace Engineering จาก University of Stuttgart ประเทศเยอรมัน ปัจจุบันทำงานเป็นอาจารย์อยู่ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

เริ่มจากตอนช่วงสมัยเรียนปริญญาตรีผมมีความรู้สึกว่าอยากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชอบสอนหนังสืออีกทั้งได้แรงบันดาลใจจากคุณพ่อคุณแม่ซึ่งพวกท่านเคยเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมาก่อน แต่ปัจจุบันท่านเกษียณแล้วครับ ได้ซึมซับเห็นการทำงานของพวกท่านตั้งแต่เด็ก ๆ  ผมเลยตั้งเป้าหมายตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรีเลยว่าเรียนให้สูงถึงปริญญาเอกเพื่อเป็นอาจารย์ให้ได้ครับ

Woradej_3.jpg

ทำ Thesis เกี่ยวกับอะไร

อย่างที่ทราบกันดีว่าการเรียนปริญญาเอกนั้นเป็นการเรียนที่เจาะลึกเฉพาะทางมาก ๆ ครับ ถ้าจะให้อธิบายง่าย ๆ คือผมทำเรื่องการระเหยของหยดเชื้อเพลิงเล็ก ๆ หยดเดียวในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์เครื่องบิน จะเห็นได้ว่าจุดเล็กๆ ในเครื่องบินสามารถใช้เป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกได้ และนำไปวิจัยต่อยอดได้อีกมากครับ

แต่จุดเล็ก ๆ แค่นี้ผมใช้เวลารวมทั้งหมดจนถึงวันสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ (Defense)  7 ปีเต็ม ๆ ครับ ฟังไม่ผิดหรอกครับ 7 ปีเฉพาะปริญญาเอก ไม่ใช่โทควบเอกนะครับ ซึ่งถือว่าใช้เวลาเรียนนานมากๆ เป็นเรื่องปกติของนักศึกษาปริญญาเอกที่เยอรมันโดยเฉพาะทางด้านวิศวะทั้งคนต่างชาติหรือแม้แต่คนเยอรมันส่วนมากใช้เวลาเรียนนานครับ

หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมนักศึกษาที่นั่นใช้เวลานาน สาเหตุหลัก ๆ เลยมาจากลักษณะการเรียนปริญญาเอกของเยอรมันครับ อาจารย์ที่ปรึกษาจะให้อิสระเราในการวิจัยมาก ไม่จำจี้จ้ำไช ต้องรับผิดชอบตัวเอง

สาเหตุอีกอย่างนึงคือ สมัยก่อนนั้นที่เยอรมันไม่จำกัดเวลาเรียนปริญญาเอกครับ บางคนจบปริญญาเอกใช้เวลาเกิน 10 ปีก็มีให้เห็นเป็นเรื่องปกติ รุ่นผมดีขึ้นมาหน่อยที่จำกัดเวลาที่ 8 ปี การให้เวลาเรียนนานมีข้อเสียคือทำให้นักศึกษาบางส่วนไม่กระตือรือร้นที่จะรีบจบ คนที่ล้มเลิกกลางคันก็มีเยอะมาก ๆ ครับ

Woradej_5.jpg

ระหว่างเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างที่ได้บอกไปว่าผมใช้เวลาเรียนนานมาก ช่วงปีที่ 1-2 ลองผิดลองถูกยังพอไหวเพราะเพิ่งเริ่มต้น ปีที่ 3-4 ไฟเริ่มมอดเริ่มท้อบ้างแล้วครับ ช่วงหลังปีที่ 5-6 นี่เครียดสุด ๆ ครับ เพราะเพื่อน ๆ คนรอบข้างเรียนปริญญาเอกทั้งที่ไทยและที่ประเทศอื่น ๆ บางคนนั้นเริ่มเรียนทีหลังผมด้วยซ้ำก็ทยอยจบกันแล้ว

พร้อมทั้งเจอกับคำถามจากคนรอบข้างว่าเมื่อไหร่จะจบซักที ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไง ก็ได้แต่บอกไปว่า ใกล้แล้ว กำลังเร่งอยู่ พอเจอเพื่อนกลุ่มเดิมอีกปีให้หลังผมก็เจอคำถามเดิมจากเพื่อน ๆ  ผมก็ตอบไปแบบเดิมจนผมมารู้ทีหลังว่า เพื่อนทั้งรำคาญทั้งหมั่นไส้ผมว่าจะเอายังไงเนี่ย เจอทีไรก็พูดแต่ว่าใกล้จะจบแล้ว แต่ยังไม่จบซักที ผมก็ไม่ถือสาโกรธพวกเขานะครับ เพราะผมรู้ดีครับว่าเพื่อนกลุ่มนั้นเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่

Woradej_2.jpg

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ปัญหาที่หนักที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการวางแผนบริหารจัดการเวลาในการเรียนครับ ที่ผมใช้เวลาเรียนนานผมไม่โทษใครทั้งนั้น ผมโทษตัวเองนี่แหละครับ สาเหตุที่ผมเรียนนานหลัก ๆ เลยมาจากการวางแผนบริหารจัดการเวลาที่ผิดพลาดและต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับลักษณะการทำงานของคนเยอรมันซึ่งแตกต่างจากคนไทย ทำให้เสียเวลาไปมาก

การเรียนปริญญาเอกนั้นเราต้องเก่งหลายอย่างครับ ทั้งวิชาการ ทฤษฎี การวางแผนบริหารจัดการในการทดลองทำวิจัยต้องรัดกุม ที่เยอรมันจะต้องเรียนรู้ ลองผิดลองถูกเอง อาจารย์ที่ปรึกษาจะให้อิสระเรามาก ๆ และคอยดูอยู่ห่าง ๆ ถ้าเราได้ก็ได้ หลุดก็คือไปเลย

ของผมช่วงปีที่ 6 รู้สึกได้เลยว่าไม่ไหวแล้ว เบื่อไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรเลยครับ เพราะทำเท่าไหร่ก็ไม่เห็นแสงที่ปลายทางซักที ผมคิดอยากจะล้มเลิกบ่อยมาก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อยากจะไปบอกสิ่งที่ตัวเองได้ทำผิดพลาดในช่วงปีแรก ๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาและความรู้สึกมากครับ

Woradej_6.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร?

ช่วงที่ผมท้อจนถึงขั้นอยากเลิกเรียนผมพยายามนึกถึงคนในครอบครัวคนรอบข้างที่ตั้งความหวังไว้กับผม กำลังใจจากคนรอบข้างรวมทั้งคำสบประมาทคำดูถูกทั้งหลายมาเป็นแรงฮึดสู้ และพยายามนึกถึงความสำเร็จที่ปลายทางไว้เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เดินต่อไปจนถึงเป้าหมายครับ

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

หลัก ๆ มาจากใจที่สู้จนถึงที่สุดครับ ผมคิดตลอดว่า ถ้าอาจารย์ไม่ไล่ผมออก ก็จะขอสู้ขอทำจนถึงที่สุด บางครั้งผมยอมรับว่า อาจจะมีท้อเครียดเบื่อ แต่สุดท้ายผมก็ลุกขึ้นสู้ครับ

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้าง

การเรียนปริญญาเอกเป็นการฝึกเราให้เป็นนักวิจัยครับ ซึ่งงานอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะมี 2 ส่วนหลัก ๆ คืองานสอนกับงานวิจัย ปัจจุบันผมได้ใช้ทักษะการทำวิจัยจากการเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างมากเลยครับ

Woradej_4.jpg

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอก

สำหรับคนที่คิดกำลังจะเรียนปริญญาเอกผมขอให้คิดตัดสินใจให้ดี ๆ หาข้อมูลให้รอบด้าน ทั้งลักษณะการเรียนปริญญาเอกและลักษณะการเรียนของประเทศที่เราจะไปเรียนว่าเป็นอย่างไร อีกทั้งตรวจสอบความมุ่งมั่นในใจเราให้ชัดเจนก่อน

สำหรับคนที่เรียนอยู่ผมขอเป็นกำลังใจให้นะครับ ปริญญาเอกไม่ใช่สิ่งที่ง่าย การจะเรียนให้สำเร็จต้องใช้ทักษะหลายอย่าง ทั้งวิชาการ ทฤษฎี การวางแผนบริหารจัดการเวลา ที่สำคัญที่สุด คือใจครับ

ถ้าเป็นคนเก่ง แต่ใจไม่สู้ ก็ไม่มีทางสำเร็จครับ ขอให้ทุกท่านนึกถึงความสำเร็จที่จุดหมายปลายทางนั้น ที่จะทำให้มีแรงฮึดสู้ และเดินไป จนถึงได้ในที่สุดครับ

——-

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์จากดร.วรเดช ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ดียิ่งให้ใครอีกหลายคนที่สนใจหรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการเรียนปริญญาเอก

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกันค่ะ