ความในใจจากอาจารย์ที่ปรึกษา

Dear my advisee,

กี่วัน กี่เดือน (หรือกี่ปี) แล้วนะ ที่เราไม่ได้พบกัน

อาจารย์จำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้าย เราเจอกันเมื่อไหร่

ป่านนี้ พวกคุณจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ สุขสบายดีหรือเปล่า ชีวิตวุ่นวายยุ่งเหยิงกันอย่างไรบ้าง

ส่วนอาจารย์ก็ยังสบายดีอยู่นะ คิดถึงพวกคุณขึ้นมา และมีบางอย่างอยากที่จะบอก

สิ่งที่อาจารย์จะบอกกับพวกคุณนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่อาจารย์จะสามารถพูดออกมาได้หมด เมื่อเราเจอหน้ากัน

แต่ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในใจมานาน และคิดเสมอว่า อยากบอกกับคุณ

นักศึกษาที่รัก,

อาจารย์รู้และเข้าใจว่า การทำวิทยานิพนธ์มันไม่ง่าย และหลายครั้งคุณอาจจะคิดว่า คุณต้องรอให้คุณเขียนทุกสิ่งทุกอย่างจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงจะมาพบหน้ากับอาจารย์ได้

หรือคุณอาจจะคิดไปต่อว่า แล้วคุณจะมาพบอาจารย์ได้อย่างไรกัน ในเมื่อคุณเพิ่งเขียนเสร็จไปได้แค่ “สองหน้า”…

1. อาจารย์อยากบอกคุณว่า…อาจารย์ไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ…

การทำวิทยานิพนธ์…เป็นเรื่องของการเริ่มต้นจากความไม่รู้ คุณต้องเริ่มต้นจากศูนย์และค่อยๆ นับไปจนถึงร้อย

การทำวิทยานิพนธ์…เป็นเรื่องของการ edit และแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกว่าจะได้งานที่ดีที่สุด

เป็นไปไม่ได้ ที่คุณจะเขียนงานออกมาแล้วเสร็จในครั้งเดียว โดยไม่แก้ไขอะไรเลย

เพราะกระบวนการเรียนรู้ เกิดขึ้นจากกระบวนการแก้ไข ปรับปรุง และเขียนซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นเอง

ถ้าคุณไม่ลงมือเขียน คุณก็จะไม่มีหลักฐานที่ปรากฏตรงหน้า ว่าคุณเขียนได้ “แย่” อย่างไร

และถ้าคุณไม่เขียนออกมาได้ “แย่” (หรือ “แย่ที่สุด”) มาก่อน แล้วคุณจะเขียนได้ “ดี” (หรือดีมากๆ) ได้อย่างไร

อย่ารอจนงาน “สมบูรณ์แบบ” แล้วค่อยมาพบอาจารย์

2. อาจารย์อยากบอกคุณว่า…อาจารย์ยินดีที่จะอ่านงานที่ “แย่ๆ” นั้นของคุณ

อาจารย์จะดีใจมากนะ ถ้าคุณจะมาพบอาจารย์บ้าง เอางานของคุณมาให้อาจารย์ดูบ้าง

เพราะอย่างน้อยที่สุด นั่นคือ “จุดเริ่มต้น” ในการ “ไปต่อ” ของคุณ

การทำวิทยานิพนธ์…เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษา

ผู้ที่จะเป็นอีกสายตา ที่ช่วยมองเข้ามายังบางจุดของงาน ที่คุณมองไม่เห็น เพราะอยู่ใกล้เกินไป

เอางาน “สองหน้า” ของคุณมาให้อาจารย์ดู

เพราะอาจารย์เอง ก็เคยอยู่ในจุดที่ เขียนได้แค่ “สองหน้า” และ “ไม่รู้จะไปต่ออย่างไร” เช่นกัน

แต่จากประสบการณ์การเป็นที่ปรึกษา นักศึกษาที่ประสบความสำเร็จ คือนักศึกษาที่ขยันมาพบอาจารย์ เพราะเขาขยันที่จะเรียนรู้ ปรับปรุง แก้ไขจนสำเร็จได้ในที่สุด

3. อาจารย์อยากบอกคุณว่า…อย่าตกใจกับคอมเมนท์ของอาจารย์นะ

บางครั้ง คุณอาจจะเคยพบว่า ร่างวิทยานิพนธ์ของคุณที่เอามาส่งไว้

เต็มไปด้วยคอมเมนท์ ชี้จุดผิด ด้วยปากกาแดงเต็มหน้ากระดาษ

การที่อาจารย์คอมเมนท์แบบ “จัดเต็ม” เช่นนั้น เพราะเป็นหน้าที่ของอาจารย์ที่ “ต้องทำ”

การชี้ไปตรงๆ ที่ข้อบกพร่องในงานของคุณ ก็เพื่อการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น ในครั้งต่อๆ ไป

การลงมือแก้ไขงานเสียตั้งแต่ต้น เป็นสิ่งที่จะ “ช่วย” คุณเมื่อเจอคอมเมนท์ของกรรมการสอบ ที่อาจจะ “จัดเต็ม” ยิ่งกว่า

คุณจะได้เจอกับกระบวนการ “กำจัดจุดอ่อน” เช่นนี้เรื่อยไป จนกว่าจะถึงวันที่คุณส่งเล่มวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์

อย่าท้อใจ และอย่าท้อแท้

อาจารย์เชื่อเหลือเกินว่า ด้วยกระบวนการทำวิทยานิพนธ์นี้ คุณจะถูกฝึกฝนในหลายทักษะ ที่จะได้นำไปใช้ในชีวิต

คุณจะรู้จักแยกแยะ ประเด็นเล็ก-ใหญ่ คุณจะรู้จักวิเคราะห์และเชื่อมโยง คุณจะมีความละเอียดรอบคอบมากขึ้น และมีมุมมองใหม่ สามารถมองเห็นในมิติและแง่มุม ที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน

กระบวนการทำวิทยานิพนธ์จะขัดเกลาทั้งตัวงาน และตัวคุณ

ท้ายที่สุด อาจารย์อยากให้คุณถามตัวเองอีกครั้ง ถึงวันที่คุณตั้งเป้าหมายที่จะมาคว้าใบปริญญา

ใบปริญญา อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในชีวิต และมีอีกหลายความสำเร็จที่คุณกำหนดได้เอง

แต่การทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ เป็นบทพิสูจน์หนึ่งในชีวิต

ว่าท่ามกลางความยากลำบาก ปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดทั้งปวงที่คุณมี

คุณสามารถฝ่าฟัน ผ่านทุกด่านไปได้ “ด้วยดี”

หวังว่าเราจะได้ “พบ” กันเร็วๆ นี้

ด้วยความรักและปรารถนาดีจากอาจารย์ของคุณ

(เขียนในวันครู วันที่นึกถึงลูกศิษย์ทุกคน)

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #Justaphd

ดร. ฐิตาพร เขียนวงษ์ PhD in Nursing, School of Nursing and Midwifery, Faculty of Health and Medicine, The University of Newcastle, Australia ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ดร. ฐิตาพร เขียนวงษ์  หรือ อาจารย์ฐิตา จบการศึกษาพยาบาลศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ เดิมเป็นสถาบันสมทบในมหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบัน เป็นมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชค่ะ จบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และศึกษาต่อการพยาบาลเฉพาะทางอีกหลายสาขา และได้ตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ School of Nursing and Midwifery, Faculty of Health and Medicine, The University of Newcastle ประเทศออสเตรเลีย

19030443_1343021625747735_1954759870555656777_nปัจจุบันเป็นอาจารย์ ที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และช่วยดูแลงานด้านกิจการนักศึกษา และวิเทศสัมพันธ์ ของคณะฯ ค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ เพจก็แค่ปริญญาเอก ที่ให้เกียรติในการสัมภาษณ์ในครั้งนี้นะคะ ตอนที่เรียนอยู่ได้ติดตามเพจนี้มาตลอด ได้แรงฮึด และช่วยให้สามารถยอมรับสิ่งที่เป็นไปได้มาก เลยอยากจะแบ่งปันประสบการณ์การเรียนกับทางเพจค่ะ

ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของคุณเป็นอย่างไร

เวลา 3 ปี 6 เดือน อาจจะฟังดูไม่นานนัก แต่ก็เป็นประสบการณ์ ที่มาพร้อมกับคราบน้ำตา สิ่งที่ต้องเจอคือ ความเครียด ความเบื่อ ความเซ็ง ความกดดัน ความซึมเศร้า ความไม่รู้ อีกทั้งความคิดที่ว่า “แล้วตรูมาทำอะไรที่นี่” ก็ตามนั้นเลยหล่ะค่ะ ที่เรียกว่า ชีวิตนักเรียน ป. เอก และท้ายที่สุด “Just a PhD ก็แค่ปริญญาเอก” มันเป็นแบบนี้จริงๆ ค่ะ หากว่าตั้งใจจริง ต้องก้าวผ่านได้แน่นอนค่ะ

13567329_1027015700681664_110917478187789205_n.jpg

สำหรับเรา เริ่มต้นจากการเข้าเรียนภาษาเพื่อปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษก่อน เนื่องจากตอนนั้นได้ IELTS Score ไม่ถึง 6.5 ซึ่งถือว่า เป็นบทเรียนแรกที่ต้องผ่านให้ได้ แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด อย่าง Writing นี่หินสุดๆ ผ่านมาแบบ 70 % แต่พอมาเขียน thesis เพิ่งรู้ว่าทักษะ Writing ของเรานี้ขั้นแย่เลย นึกโกรธตัวเองที่ไม่ตั้งใจเรียนภาษาตั้งแต่เด็กๆ

เมื่อเริ่มเรียน ก็ต้องบอกว่า ขอตายแพร้บ supervisors บอกให้ทำ Literature review และเขียนเค้าโครงวิจัย ปรากฏว่าเรานั่งอ่านบทความต่างๆ จนถึงขั้นเพ้อเป็นเนื้อหาในบทความ เช่น methodology เลยทีเดียว กว่าจะผ่าน ใช้เวลา 9 เดือนค่ะ และกว่าจะได้สอบ Confirmation ใช้เวลา 1 ปี 3 เดือน

แต่จากความพยายามตรงนั้น ก็ประสบความสำเร็จเกินคาดหวัง ได้รับรางวัล Best PhD Confirmation 2015 ของคณะฯ เป็นเด็ก International คนแรกที่ได้ ส่วนใหญ่เจ้าของภาษากวาดรางวัลนี้ไปครองทุกปี

17155324_1247928208590411_4678315833545943843_n.jpg

ระหว่างเรียนได้ฝึกฝนอะไรบ้าง

สิ่งสำคัญที่สุดคือการฝึกการเป็นตัวของเรา อยู่กับความคิดของเรานะ

แน่นอนว่า สิ่งที่ต้องเจอนี้ ไม่ง่ายเลย กว่าจะได้ส่งเล่ม thesis มันมีรายละเอียดของการเรียนรู้และประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน มีทั้งซึมเศร้า ร้องไห้ คิดอยู่ตลอดว่าเราจะจบไหม จะรอดไหม

บางวันเรามามหาวิทยาลัย นั่งจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ สลับกับมองไปที่หน้าต่าง สรุปวันนั้นทั้งวัน ไม่ได้อะไรเลย ได้ขึ้นต้น Paragraph แล้วก็เดินกลับหอพัก หมดเวลาไปวันๆ

12036547_904635932919642_2365876117095862763_n.jpg

เจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

เป็นปัญหาชีวิตส่วนตัว กับปัญหาการเรียนค่ะ

ช่วงปีสุดท้ายของการเรียนที่ทุนเราหมด ทุนให้มาแค่ 3 ปี แต่เราเรียนเกินมา 1 เทอม เราเลยต้องทำงานในร้านอาหารไทย ระหว่างเรียนมาตลอดเกือบ 4 ปี ทำทุกหน้าที่เพื่อให้พอใช้จ่าย มองในแง่ดี เราได้อาหารไทยอร่อยๆ คุณภาพดี ได้กำลังใจจากพี่ๆ คนไทยในร้านอาหารไทย ช่วยเราได้มากเลยค่ะ

และตอนนั้น เราได้ยื่นขอทุนจากมหาวิทยาลัยในเทอมสุดท้าย ซึ่งก็ยาวนานมาก กว่าจะอนุมัติ ตอนนั้น เหมือนเราไม่รู้ว่า อนาคตจะไปต่อได้ไหม หรือจะลาออก เก็บกระเป๋ากลับบ้าน ก้มหน้ากลับไปใช้หนี้ทุนแบบมือเปล่า หรือจะกู้ยืมเงินมาเรียนเพิ่มดี คิดวนไปวนมา เกือบเป็นบ้าค่ะช่วงนั้น

แต่สุดท้ายชีวิตมักมีทางออกของมันเอง เราใช้วิธีปล่อยวางใจ หันไปทำงาน Volunteer ให้กับวัดไทย ธรรมะช่วยเราไว้ได้มาก ทำให้จิตใจสงบขึ้นค่ะ

14100450_1067445526638681_5636006266445849278_n.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร

เราวางใจและสร้างกำลังใจให้ตัวเองว่า เราต้องผ่านมันได้แน่นอน มองเห็นแค่ภาพเดียวคือ เราอยู่ในชุดครุยนั้น

แต่สิ่งสำคัญคือ กำลังใจจากครอบครัว เพื่อนสนิท คนไทยที่นี่ และคนที่เรารักค่ะ ทุกอย่างคือแรงประคอง เหมือนลมใต้ปีก คอยเกื้อหนุนยามเราก้าวขาไม่ออก ทุกคนแทบจะออกเดินแทนเรา เวลาเราร้องไห้ เราไม่ได้ร้องคนเดียว เรามีเพื่อนร้องไห้ด้วย แต่ทุกอย่างจะผ่านไปได้ถ้าเราวางใจให้ถูกที่ค่ะ สู้ๆ กันนะคะ

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไร

ได้ใช้ความรู้และความสามารถในหลากหลายมิติ ทั้งในการสอน งานวิจัย และการเป็นผู้นำในด้านสุขภาพ และการคิดค้นรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ๆ จากการใช้ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อมาประยุกต์ใช้กับนักศึกษาของตนเองค่ะ

ตอนนี้ก็เริ่มโครงการเพื่อนักศึกษาใหม่ๆ เยอะเลย เช่น SPA CLINIC (Student peer assistant), Start up project for health and well being รวมทั้ง การร่วมพัฒนางานวิจัย ในโครงการบูรณาการในศาสตร์ผู้สูงอายุที่ตนเองถนัดค่ะ

ที่สำคัญได้ทักษะการปรับตัว และการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ นั้นดีขึ้นมาก เครียดน้อยลง มีความสุขในการทำงานมากขึ้นค่ะ

11924288_878853612164541_573018735623645182_n.jpg

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

จริงๆ ทุกคนจะมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันค่ะ แต่ตนเองได้ข้อสังเกตว่า การตั้งเป้าหมาย คิดบวก และทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด คือสิ่งที่นำไปใช้ได้ มันอาจจะฟังดูกว้าง แต่ละคนต้องหาวิถีทางในการเอาชนะใจของตนเองให้เจอค่ะ และเมื่อเจอมันจะ Click พอดี

หาอะไรทำ เช่น อาจจะเดินรอบๆ มหาวิทยาลัย  ออกกำลังกาย  ทำกับข้าว สิ่งเหล่านี้มันช่วยได้คะ อย่าคิดวนๆ กับเรื่องเรียนเพียงอย่างเดียวค่ะ

ให้ท่องเสมอไว้ว่า “ทุกอย่างผ่านได้” “ทำให้ดีที่สุด” หันกลับมาอีกที อ้าว!!! มันผ่านมาได้ยังไงคะ สำหรับตัวเองเชื่อว่า “Happiness is on the journey not a destination….It’s just a PhD” ยิ้มแล้วสู้ต่อนะคะ ขอเป็นกำลังใจสำหรับการฝ่าฝันของทุกคนบนเส้นทางนี้ค่ะ ขอให้เพื่อนที่เรียนอยู่อดทนค่ะ แล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ดี

………………..

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอแสดงความยินดีกับ ดร.ฐิตา ที่จะเข้าพิธีรับปริญญาบัตรอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน ปี 2018 นี้ค่ะ และขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่า

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

 

ดร.เฟรน ศิริอักษร จักรบวรพันธ์ ::: PhD in Communication Systems Engineering, University of Sussex, U.K.::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แขกรับเชิญคนล่าสุดของเพจก็แค่ปริญญาเอกเป็น ดร.สาวเก่ง ที่มีอายุเพียง 26 ปี เธอเพิ่งผ่านการสำเร็จการศึกษาจาก University of Sussex โดยใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของเธอเป็นอย่างไร ไปพูดคุยกับเธอกัน

j3.jpgแนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ชื่อ ศิริอักษร จักรบวรพันธ์ หรือ เฟรน ค่ะ จบปริญญาตรีสาขา Telecommunication and Electronics Engineering จากมหาวิทยาลัยอัญสัมชัญ ระดับปริญญาโท MSc in Digital Communication Systems Engineering (with Distinction) จาก University of Sussex, U.K. ปริญญาเอก PhD in Communication Systems Engineering สาขา Fibre Optic Communication Engineering จาก University of Sussex, U.K.

ขอแสดงความยินดีด้วยกับความสำเร็จนะคะ ทราบว่าเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ เลย รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

ขอขอบคุณนะคะ สิ่งแรกที่รู้สึกเลยคือ ตื้นตันใจมากๆคะ รู้สึกภูมิใจกับตัวเองมากค่ะ เป็นการ
ยกภูเขาออกจากอกไปแทบทั้งหมดเลยค่ะ ทันทีที่ได้ยินผลการสอบ viva จาก examiners ว่า ขอแสดงความยินดีด้วย ดร. คนใหม่ (ยิ้ม)

ช่วยเล่าบรรยากาศตอนสอบ viva ให้เราฟังหน่อยค่ะ

สดๆ ร้อนๆ เพิ่งผ่านมาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้เองค่ะ คือเรามีเวลาก่อนเตรียมตัวไปสอบประมาณ 1 เดือนค่ะ แต่ยอมรับเลยว่า ณ จุดๆ นั้น เราไม่มีกระจิตกระใจอยากจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเลยค่ะ มีความรู้สึกว่า เหมือนมันไม่น่าจะยาก เราอ่อนล้ามากกับการทำปริญญาเอก เขียน report มาตลอด มีรุ่นพี่ส่งคำถามที่ใช้ในการสอบที่ผ่านมาให้เราเตรียมตัว แต่เรารู้สึกว่า ไม่อยากไปโฟกัสกับตัวอย่างคำถามเหล่านั้น

ช่วงก่อนสอบ เราไม่แตะหนังสือ ไม่อ่านอะไรทั้งนั้น ปล่อยไปเรื่อยๆ ไม่ซีเรียสกับมัน พอมาวันสอบจริงๆอาจารย์ที่ปรึกษาบอกจะเริ่ม 9โมงครึ่ง จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่เริ่มสอบ เพราะจะต้องรอ external examiner ที่เดินทางมาจาก University of Cambridge พอกระทั่ง 11โมงครึ่ง อาจารย์ก็เรียกเข้าห้องสอบ เราตั้งสมาธิก่อนสอบเพียงแค่นั้นเอง เพราะคิดว่า น่าจะตอบคำถามได้ เพราะเราเป็นคนเขียนงานเอง แก้งานเองน่าจะรู้จุดบกพร่อง หรือคาดเดาว่า จุดไหนสามารถโดนถามได้

ใช้เวลาประมานเกือบ 2 ชม. ในการสอบค่ะ อาจารย์สอบทั้ง 2 ท่าน 1 ในนั้นเป็น Professor ที่ Sussex อยู่แล้ว ก็ถามมาถามไป สลับกันแทบจะทุกหน้าทุกบท เราก็ตอบได้เกือบหมด พอสอบเสร็จสิ้น อาจารย์ก็ให้เราออกไปนอกห้องสอบประมาน เกือบ 10 นาทีต่อมา ก็เรียกให้เราไปฟังผล

พอกลับมาถึงห้องสอบ external examiner ก็กล่าวแสดงความยินดีกับเราว่า Congratulations on your degree แต่ก็ยังมี minor corrections ประมาณ 3-4 จุดแต่ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก เป็นเพียงการแก้คำใช้คำให้ดีขึ้น หรือให้อธิบายขยายความผลลัพธ์ที่ได้ให้ชัดเจนขึ้นเพียงเท่านั้น

ความรู้สึกตอนนั้น หลังจากทราบผลคือ อึนๆ ไปหมดเลยคะ ความตั้งใจของเราตั้งแต่เด็กๆ เป็นจริงจนได้ ทั้งนี้ คิดว่า ความสำเร็จครั้งนี้มาจากความพยายามตั้งใจของเราค่ะ

j2

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

หลังจากเรียนจบปริญญาโท เราก็เห็นผลการเรียนของเรา รวมถึงความตั้งใจที่ยังอยากจะมุ่งมั่นหาทุนการศึกษาเพื่อศึกษาในสาขาที่ใกล้เคียงกันในระดับที่สูงขึ้น โชคดีมากๆค่ะ ที่ตอนหลังจบปริญญาโท มีทุนการศึกษาที่ชื่อว่า Chancellor’s International Research Scholarship (CIRS) เปิดรับนักศึกษาต่างชาติเพื่อเข้าศึกษาระดับปริญญาเอกจำนวน 10 ทุน เราจึงลองส่งผลการเรียนปริญญาโทที่ควบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 (Distinction) ของประเทศอังกฤษ พร้อมทั้งเสนอโครงงานวิจัยที่สนใจจะทำ

ปรากฏว่า โชคดีมากๆ ที่ได้รับทุนการศึกษานั้น โดยเป็นทุนที่ดีมากๆค่ะ ไม่มีข้อผูกมัดหลังเรียนจบ แล้วยังสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าเล่าเรียน เต็มจำนวนเป็นระยะเวลา 3.5 ปี เราเลยไม่ลังเลที่จะตัดสินใจรับทุนค่ะ

ระหว่างเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างไรบ้างคะ เล่าให้เราฟังหน่อย

ยอมรับเลยคะว่า ช่วงปีเเรกของนักเรียนปริญญาเอกจะเป็นอะไรที่หนักมาก ณ ตอนนั้นยังไม่ค่อยที่จะเข้าใจหัวใจสำคัญของงานที่ต้องการศึกษาวิจัย มันจะต้องเป็นอะไรที่ใหม่กับวงการวิชาการ

ปีแรกของปริญญาเอกนั้น เราจะต้องอ่านหนังสือเป็นกองๆ เพื่อเข้าใจในเนื้อหาทฤษฎีอย่างลึกลึ้ง รวมทั้งยังคงต้องอ่านงานวิจัยเก่าๆ ที่ผ่านมา เพื่อที่จะมาดูว่าเราสามารถนำอะไรของงานเหล่านั้นมาต่อยอดขยายความได้อีก ยังจำได้เลยว่า ช่วงนั้นทั้งร้องไห้ทั้งคิดถึงเมืองไทยทั้ง ท้อแท้ แต่มักจะพูดปลอบใจตัวเองอยู่ตลอดว่า เราไม่ได้มาเรียน เรามาเพื่อทำงานวิจัยชิ้นนึงให้กับทางมหาวิทยาลัย เลยทำให้มีกำลังใจที่จะอดทนและสู้ต่อได้อย่างมากคะ

หลังจากสอบจบปีการศึกษาแรกแล้ว เราเริ่มคลิกกับงานวิจัยเราแล้ว รู้แล้วว่า จะเดินเส้นทางไหนต่อ ทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะสนิทกับ supervisor ของเรามาก จะเข้าพบท่านแทบจะทุกวันเลยค่ะ นักเรียนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยเข้าหาอาจารย์ที่ปรึกษาคะ จึงทำให้เกิดการล่วงเวลาของการส่งงานเขียน ฉะนั้น เราจึงมักไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ค่ะ เราถามอาจารย์ที่ปรึกษาทุกๆ อย่างที่ไม่เข้าใจ แม้แต่เมื่อมีข้อสงสัยเล็กๆน้อยๆ เราก็มักจะถามหมด ไม่เช่นนั้นคงจะเข้าใจเนื้องานไม่ถ่

พอเริ่มปีสอง เราก็เริ่มเข้าตัวเนื้อหาโดยไม่รีรอ เพราะคิดว่าเข้าใจคำถามของงานวิจัยตัวเองแล้ว ก็เริ่มทำการ simulation พอได้ผลมาก็เอามาวิเคราะห์ แล้วเขียนผลที่ได้ ให้อาจารย์ที่ปรึกษาอ่าน พออาจารย์พอใจในผลการทดลองแล้วเราก็นำมาเขียนลงเป็น chapter ในเล่มวิทยานิพนธ์ พอเริ่มอีกการทดลองนึงได้ผลลัพธ์มาก็ส่งให้อาจารย์ตรวจดู แล้วก็นำมาเขียนเพิ่มในเล่มอีก

ยอมรับเลยว่า ณ ตอนนั้น คิดว่า เราจะยอมเสียสละเวลามานั่งเขียนงานทุกครั้ง หลังจากที่ได้ผลมาแล้ว เพื่อที่ว่า จะเป็นการเบาแรงเขียนงานในช่วงปีท้ายๆ แบบที่นักศึกษาคนอื่นๆ ทำกัน ข้อดีของการทำไปเขียนงานไปคือ เราจะได้ไม่ลืมผลการทดลองที่เราได้มา เมื่อต้องการที่จะศึกษางานของเราเพิ่มเติมก็จะได้เข้าใจไม่ยาก

j4.jpg
ระหว่างเรียนเจออุปสรรคอะไรบ้างไหม

อุปสรรคในการเรียนปริญญาเอกคือ ใจของตัวเราเองค่ะ อุปสรรคนี้ เจอบ่อยมากๆ ค่ะ

บางวันใจเราก็ท้อแท้ ถามตัวเองตลอดว่า จะมาเรียนทำไม อยู่เมืองไทย ได้เจอคนที่เรารักแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว บางวันคิดว่า ตัวเองไม่มีศักยภาพพอที่จะทำปริญญาเอกได้ เพราะดูเหมือนงานเราไม่ค่อยคืบหน้าเลย ทุกอย่างล้วนมาจากปัญหาทางจิตใจเรามากกว่าค่ะ

สิ่งที่คิดว่าหนักที่สุดคือ คิดว่าขาดกำลังใจจะสู้ต่อ คำว่า กำลังใจ สำคัญกับนักศึกษาปริญญาเอกทุกคนมากๆ โดยเฉพาะนักเรียนไทยในต่างแดน แม้เราจะอยู่ที่อังกฤษมาหลายปีตั้งแต่เรียนโท แต่สุดท้ายก็ไม่เคยอดร้องไห้ได้เลย คิดว่าตัวเองคิดผิดที่เลือกทางเดินชีวิตที่มาเรียนปริญญาเอก คิดอยู่ตลอดว่า อีกตั้ง 3ปีครึ่งถึง 4ปีแน่ะ หรืออาจจะมากกว่านั้น

พอคิดแบบนี้แล้ว มันเลยทำให้ใจเรากลัวไปหมดไม่อยากสู้ต่อ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คงจะมุ่งมั่นตั้งใจตั้งแต่เเรก โดยไม่ย่อท้อ ไม่คิดที่จะขอยกเลิกทุน เพราะไม่ไหว แต่โดยส่วนตัวแล้ว ก็เชื่อว่า อุปสรรคที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนเเรงกระตุ้นให้เราได้ฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง

ผ่านช่วงเวลาที่ยากมาได้อย่างไร

เราพยายามเลิกคิดที่จะท้อแท้ แล้วตั้งใจมุ่งมั่นอยู่ตลอดว่า ความสุขของฉันคือ การเรียนจบเอกอย่างภาคภูมิใจ ดังนั้น จึงคิดที่จะจบให้ได้ภายในระยะเวลาการเรียนปริญญาเอก ขั้นต่ำ 2 ปี แม้จะต้องแลกกับความเหนื่อยตลอดระยะเวลานี้ ที่ไปทำงานมหาลัยทุก 7 วันต่อสัปดาห์ โดยไม่มีวันหยุดก็ตาม แต่เราก็เชื่อว่า ฉันจะต้องทำมันให้ได้และจะต้องเอาใบปริญญากลับไปเมืองไทย พร้อมทั้งได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวที่ไทยให้ได้เร็วที่สุด

การเรียนปริญญาเอกจบภายใน 2 ปี เป็นสิ่งที่น้อยคนจะทำได้ มีเคล็ดลับอย่างไรคะ  

สิ่งแรกที่เราต้องทำคือตั้งเป้าหมายค่ะ เพราะการมีเป้าหมายมันเหมือนกับการที่เรามีแรงกระตุ้นในการทำงานให้บรรลุจุดประสงค์ค่ะ อย่างเฟรนเอง มีความตั้งใจที่จะจบภายใน 2 ปีเพื่อที่ว่าเราจะได้สามารถเริ่มทำงานได้เร็วมากขึ้น ทำให้มีประสบการณ์ในการทำงานทางด้านวิชาการตั้งแต่อายุยังน้อยค่ะ ดังนั้น เราเลยมีแรงผลักดันในการค้นคว้างานวิจัย

เฟรนยอมรับว่า ตัวเองใช้เวลาประมานกว่า 50ชั่วโมงต่ออาทิตย์ ในการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย เข้าแลปทุกวันไม่มีวันหยุด อาจจะดูเหมือนหนักไปแต่สำหรับเราคิดว่า โอเคเลย

เราจะเข้าออฟฟิตตั้งแต่เช้า 7โมงครึ่ง ถึงบ่ายแก่ๆ จากนั้นจะเดินเล่นในเมืองแวะซุปเปอร์มาร์เก็ต เข้าฟิตเนส ออกกำลังกายทุกวัน เราคิดว่า ชีวิตช่วงนั้นแม้จะไม่ได้เที่ยวตามเมืองต่างๆ แต่เราก็มีความสุข กับวงจรการใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวัน ได้ทำงานให้เสร็จเร็วมากขึ้น ได้ทั้งออกกำลังกาย เดินเที่ยวเล่นในตัวเมือง ก็ผ่อนคลายไปได้ไม่น้อยค่ะ

คิดว่าอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

เพราะความมานะมุ่งมั่นตั้งใจของเรา รวมถึงเเรงกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ความเหงา ที่กดดันจิตใจเราอยู่ตลอด จึงทำให้เราไม่ย่อท้ออีกต่อไป

การเรียนปริญญาเอกทำให้คุณได้พัฒนาทักษะอะไรบ้างคะ

สิ่งเเรกเลยคือ การเรียนรู้และหาคำตอบด้วยตัวเอง เมื่อก่อนที่เราเรียนระดับปริญญาตรี โท นั้นมักจะมีอาจารย์นำความรู้มาถ่ายทอดให้เรา แต่ในครั้งนี้เราจะต้องศึกษาเองอย่างถ่องแท้ แล้วต้องสามารถที่จะถ่ายทอดให้ตัวเราเองได้เข้าใจด้วย ไม่ใช่ว่า จะเป็นฝ่ายรับข้อมูลอย่างเดียว เราจะต้องศึกษาอ่านตำราเนื้อหาเรื่องเดียวกัน จากหลายๆ ฐานข้อมูล แล้วนำมาสรุปเป็นคำพูด ความเข้าใจของเราเอง หากทำเช่นนี้ได้เราจะสามารถพัฒนาทักษะในอีกหลายๆ ด้านให้ตัวเราเองได้อีกเยอะ

เมื่อเรียนจบแล้ว คิดว่า จะนำทักษะความรู้นั้นมาใช้อย่างไร

การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด และการเรียนรู้นั้นจะต้องมาจากการศึกษาวิจัยค้นคว้า แล้วนำมารวบรวมให้ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราจะสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เราได้มานั้นให้ได้ดีด้วย จึงจะถือว่าเป็นการต่อยอดที่สมบูรณ์ค่ะ

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรถึงผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง 

อยากจะบอกเพื่อนๆ ท่านอื่นๆ ว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ หากเรายังคงมีความเพียรพยายามและมุมานะอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นแล้ว ความขยันอดทนจะช่วยให้เราบรรลุความตั้งใจทุกอย่าง ไม่ใช่ความเก่งเพราะคนเก่งถ้าไม่ขยันก็ยากที่จะประสบความสำเร็จค่ะ

สุภาษิตที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ยังคงเป็นอะไรที่คลาสสิกมากๆ หากเราตั้งใจที่จะทำอะไรแล้วโดยมุ่งมั่นให้ถึงที่สุด ผลตอบแทนของความเพียรพยายามนั้นจะให้ความสุขที่แท้จริงกับเราอย่างแน่นอนค่ะ

———

#เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอแสดงความยินดีกับ ดร.เฟรน ที่จะเข้าพิธีรับปริญญาบัตรอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฏาคมปี 2018 นี้ค่ะ และ ขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่า

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

ดร.วรัญ วงศ์ประชุม ::: ปริญญาเอกสาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.วรัญ วงค์ประชุม หรือ ดร.เค แฟนเพจก็แค่ปริญญาเอก ที่ยินดีแบ่งปันเรื่องราวการเรียนต่อปริญญาเอก ไปรับฟังมุมมองความคิด ประสบการณ์การเรียน และกำลังใจที่ ดร.เค มีมาฝากชาว Just a PhD กัน 

S__91275280.jpg

สวัสดีค่ะ แนะนำตัวนิดนึง

ชื่อ วรัญ วงศ์ประชุม หรือเรียกเล่น ๆ ว่า เค ครับ อายุ 29 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมโยธา แขนงเฉพาะทางด้านวัสดุวิศวกรรมโยธา จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ครับ

ปัจจุบันประกอบอาชีพ เป็นปรึกษาด้านวิศวกรรมให้กับบริษัทวัฒนากิจเจริญ เป็นวิศวกรที่ปรึกษาด้านคุณภาพให้กับบริษัท KWC Services Co.,Ltd  ที่ปรึกษาร่วมบริหารบริษัท Zest Design Co.,Ltd  และเป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ครับ

S__91275272.jpg
ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก?

เรื่องมีอยู่ว่า ผมได้ดูหนังเรื่องหนึ่ง ชื่อ A Beautiful Mind ที่สร้างจาก จากชีวประวัติของจอห์น ฟอร์บส์ แนช จูเนียร์ นักคณิตศาสตร์อันโด่งดัง ในเรื่องเป็นการค้นพบทฤษฏีเกม ซึ่งกว่าจะค้นพบได้ต้องผ่านอะไรมากมายในการลองผิดลองถูก ผมเองพอได้ดูเรื่องนี้ก็ตื่นเต้นและคิดมาเสมอว่า เราอยากจะทำการศึกษาวิจัยแบบ ศาสตราจารย์ แนช ความรู้ที่เกิดขึ้น ไม่ได้อยู่ในตำราเท่านั้น ดั่งเช่นทฤษฏีเกม ที่ถูกค้นพบในบาร์เหล้า ถ้าอยากรู้ว่าเกิดได้อย่างไรต้องไปดูครับ มันเป็นอะไรที่พิเศษมาก สำหรับผม การเรียนรู้เกิดได้ทุกเมื่อ จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการที่จะเริ่มเรียน และค้นคว้าวิจัยในระดับปริญญาเอกครับ

S__91275273.jpg

ระหว่างเรียนปริญญาเอก เป็นอย่างไรบ้างคะ คิดว่าได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง?

ตอนทำวิจัยไม่เหมือนในหนังเลยครับ (หัวเราะ) ต้องศึกษางานวิจัยที่ผ่านมาเยอะมากครับ ย้อนหลังไปเป็น 10 ปี แล้วไล่มาจนถึงปัจจุบัน บางครั้งต้องไปนั่งเรียนเพิ่มในส่วนองค์ความรู้ที่จะนำมาทำวิจัยของเราเอง มีเข้าแลปลองผิดลองถูก จนกว่าจะได้หัวข้องานวิจัย เป็นอะไรที่ยากมากครับตอนนั้น

และระหว่างทำวิจัยปัญหาที่เข้ามามีร้อยแปดอย่างเลยครับ ระหว่างเรียนปริญญาเอก ทักษะที่คิดว่า ได้รับมาเน้นๆเลยน่าจะเป็น การจัดเรียงความคิดให้เป็นระเบียบมีแบบแผนมากขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกคิดเป็นภาพ Visual Thinking อันนี้ผมว่า น่าจะนำไปใช้ได้ทุกระดับเลยครับ มันส่งผลให้มีการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ได้ถูกต้อง และเข้าเป้ามากขึ้นครับ

S__91275276

ระหว่างเรียน พบเจออุปสรรคอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

อุปสรรคมีเยอะมากเลยครับตอนเรียน แต่อันที่ผมจำไม่เคยลืมเลย เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนนั้นผมเริ่มทำวิจัยมาได้สักระยะหนึ่ง ประมาณปีที่ 3 ซึ่งเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างและคิดค้นวัสดุเพื่อนำมาใช้ในงานวิศวกรรมด้านคอนกรีตเทคโนโลยี ผมได้นำเสนอความก้าวหน้างานวิจัยแก่ที่ปรึกษาที่เป็นศาสตราจารย์ชาวญี่ปุ่น ท่านได้ให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการวิจัยใหม่ เพื่อตอบสนองต่อการนำไปใช้ได้ทั่วโลก การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ มีผลทำให้ต้องยืดระยะเวลาทำวิจัยออกไปอีก 2 ปี!!!

S__91275269.jpg

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาที่ทำให้ผมหมดแรงสู้ อันที่สำคัญคือ วัสดุที่จะนำมาใช้นี่แหละครับ อันดับแรกมันแทบจะหาในประเทศไทยไม่ได้เลย จะมีมากในต่างประเทศ ที่มีอุตสาหกรรมเหล็ก ไอ้เจ้าสิ่งนั้น มันก็คือ เถ้าตะกรันเตาถลุงเหล็กซึ่งความแข็งของมันไม่ต่างอะไรกับเหล็กดีๆ นี่เองครับ และประเด็นสำคัญเลย ผมต้องนำเจ้าสิ่งนี้ มาบดให้ละเอียดมากๆ ถ้าอยากรู้ว่ามันต้องละเอียดแค่ไหน ให้นึกถึงผงของแป้งเด็ก การบดแต่ละครั้ง ใช้ระยะเวลา 1 วัน ได้แค่ประมาณ 5 กิโลกรัม แต่ผมต้องใช้ถึง 1000 กิโลกรัม ทำให้ใช้เวลาถึง 200 วันในการบด (ยิ้มอ่อน) ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะพูดกับตัวเองว่า ถึงแม้กรุงโรมจะไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่ถ้าอาจารย์ต้องการ…..กรุงโรมก็ต้องเสร็จ!!!! (หัวเราะ) 

S__91275277.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของปริญญาเอกมาได้อย่างไร?

การจะผ่านช่วงเวลาที่ยากนั้น ผมต้องใช้ทั้งความพยายามและอดทน เพราะผมเชื่อว่าการเรียนปริญญาเอกก็เหมือนกับ การปีนเขาหนึ่งลูก และเมื่อผ่านความยากลำบากไปได้ เราก็จะเห็นภาพข้างหน้าสวยงามแน่นอน

19720505_1524228000960935_2085261221_o.jpg

คิดว่าอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ  

สิ่งสำคัญที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอก นอกจากความพยายามแล้ว ก็คือ กำลังใจจากครอบครัว และอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย รศ.ดร. มาโนช สรรพกิจทิพากร ผมจะท่องไว้เสมอว่า ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น ต่อให้ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่คำๆ นี้ก็ยังใช้ได้เสมอครับ

S__91275267.jpg

ปัจจุบันได้ใช้ทักษะความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้าง 

แน่นอนว่า ความรู้ที่ได้จากการเรียนปริญญาเอก เป็นทักษะที่นำมาใช้แก้ปัญหาในการทำงานจริงได้เป็นอย่างดี และในงานวิจัยของผม ก็เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างโดยตรง ทำให้การนำเอาองค์ความรู้ที่ได้จากกระบวนการวิจัย มาพัฒนาเทคโนโลยีของวัสดุในงานก่อสร้าง ให้มีความคงทนและทันสมัยมากขึ้น ในอนาคตผมหวังว่า งานวิจัยที่ผมทำมาจะสามารถนำมาพัฒนาประเทศได้ไม่มากก็น้อย 

S__91275271.jpgสุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอก

ผมเชื่อว่า ทุกคนที่เลือกเดินทางนี้ ล้วนแล้วแต่มีความฝันที่จะประสบความสำเร็จ ผ่านอีกหนึ่งด่านของชีวิต ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ ให้ทุกคนมุ่งมั่นที่จะทำตามความฝันของตัวเองขึ้นมา มองภาพต่างมุมบนยอดเขาเดียวกันครับ

S__91275278———
เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์จาก ดร.เค มากค่ะ
เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

ดร.เจน ชมพูนุท เกษมเศรษฐ์ ::: Doctor of Engineering สาขา Industrial Engineering and Management ::: สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology, AIT) ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

…พบกับแขกรับเชิญคนล่าสุดของเพจก็แค่ปริญญาเอก ดร.สาวสวยคนเก่ง ดร.เจน ชมพูนุท เกษมเศรษฐ์ Doctor of Engineering สาขา Industrial Engineering and Management จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology, AIT) ปัจจุบัน เป็นอาจารย์ประจำ ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ สังกัดภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของเธอ ไปทำความรู้จักกับเธอกัน…

S__77594630

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

คำถามนี้ต้องตอบตามจริงใช่ไหมคะ (หัวเราะ) คือจริงๆ แล้ว ตอนที่เรียนโทเคยตั้งใจไว้ว่า จะไม่เรียนต่อแล้วค่ะ แต่พอตอนที่ทำวิทยานิพนธ์จนเสร็จแล้ว ก็รู้สึกว่า เราน่าจะเรียนเอกไหวนะ อะไรประมาณนั้น ก็เลยลองปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาดูเรื่องเรียนต่อปริญญาเอก

ทีแรกอาจารย์ก็แนะนำให้หาทุนที่อื่นดู เพราะตอนนั้นทุนเรียนต่อปริญญาเอกที่ AIT ไม่ค่อยจะได้กันเยอะ แต่ปรากฏว่า ในที่สุดเราได้ทุนที่ AIT มา แต่ได้แค่เรียนค่ะ ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นเค้าไม่มีให้ ก็เลยต้องชะลอทุนไว้ก่อน เพื่อออกไปทำงาน ระหว่างที่ทำงานอยู่นั้น ก็พยายามหาทุนที่อื่นๆ และลองสมัครตำแหน่งอาจารย์ไปด้วยค่ะ  

img_8822
ตอนนั้น จริงๆ ก็เกือบจะถอดใจแล้ว เพราะที่บ้านบอกว่า เรียนเอกต้องหาทางเรียนเองนะ คุณพ่อบอกว่า โตแล้วต้องหาทางไปเรียนต่อเอง ท่านคิดว่าแค่ปริญญาโทก็น่าจะสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้แล้ว ก็เลยเกือบจะต้องสละทุนที่ได้มา เพราะไม่แน่ใจว่า ถ้าลาออกจากงานเพื่อไปเรียน จะพอกับค่าใช้จ่ายไหม ต้องหางานพิเศษทำ จะทำได้ไหม จะอยู่ไหวไหม คิดมากต่างๆ นานา

ตอนที่จะสละสิทธ์ทุนค่าเรียนที่ AIT พอดีมีเพื่อนคนหนึ่ง บอกว่า เราอะโชคดีนะ ที่เค้าให้ทุน ถึงแม้จะเป็นแค่ค่าเรียน เหมือนเรียนฟรี มันมีอีกหลายคน ที่เค้าอยากจะได้โอกาสแบบเรา แต่เค้าก็ไม่มีโอกาส เราก็เลยคิดหนัก แต่มาโชคดีว่า ช่วงนั้นได้ไปบรรจุเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งพอดี และสามารถลาไปเรียนได้ ก็เลยได้โอกาสเข้าไปเรียนต่อที่ AIT

S__77594629.jpg
ระหว่างเรียนปริญญาเอก คิดว่าได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง  

สิ่งที่ได้จริงๆ เลยคือ แนวคิด ความรับผิดชอบ และหลักๆ เลย คือ ความอดทน เพราะกว่าเราจะคิดว่า เราจะทำงานวิจัยเรื่องอะไร มันจะต้องผ่านกระบวนการอ่านงานวิจัยมาเยอะมากๆ และก็ต้องคิดวางแผน ขั้นตอนการทำงานวิจัย ซึ่งกว่าที่เราจะได้โครงร่างงานวิจัย สอบหัวข้อ ทำงานวิจัย เขียนบทความ แก้บทความ จนกว่าจะได้ตอบรับ  ส่งเล่มให้กรรมการภายนอกพิจารณา จนถึงสอบจบ ไม่ง่ายเลย  

สิ่งที่สำคัญคือ การวางแผน การควบคุมเวลา ให้งานแต่ละอย่างมันเป็นไปได้แบบเป๊ะๆ ต้องมีแผนหนึ่ง แผนสอง แผนสาม สำหรับรองรับทุกสถานการณ์ และที่สำคัญต้องอดทน และไม่ท้อถอย ไม่ว่าจะเจอกับอะไรก็ตาม

ระหว่างเรียน พบเจออุปสรรคอะไรบ้าง

จริงๆ ก็มีปัญหาหลายอย่างเลยนะช่วงเรียน มีทั้งมีสาระ และไร้สาระ ตามประสาวัยรุ่นทั่วไป (หัวเราะ) แต่ที่หนักจริงๆ คิดว่าเป็นมรสุมชีวิตเลย คือ ช่วงเทอม 3 หรือปีที่ 2 ของการเรียน ซึ่งควรจะต้องสอบหัวข้องานวิจัย แต่ช่วงนั้น ประสบอุบัติเหตุมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลังค่ะ ทำให้ไม่สามารถนั่งทำงานได้ จนกระทั้งต้องขอพักการเรียนในเทอมที่ 3

ตอนนั้นก็เครียดมากนะ ไหนจะอยากทำงาน ไหนจะปวดหลัง คือแบบเดินยังเจ็บเลย นั่งทำงานไม่ได้ ต้องเอาโต๊ะญี่ปุ่นมาคร่อมบนตัวที่นอนบนเตียง เอาโน๊ตบุ๊คมาตั้ง เพื่อที่จะพยายามทำงาน แต่ก็ฝืนไม่ไหว ต้องกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านอยู่ประมาณเดือนนึง ตอนปลายเทอมถึงได้ตัดสินใจขอดรอปในเทอมนั้นไป

พอกลับมาอีกที ก็ยังต้องกายภาพทุกวัน และต้องพยายามทำงานด้วยวิธีการเดิม หรือใช้การใส่ support ที่หลัง นั่งทำงานก็ต้องลุกเดินเป็นพักๆ

แต่สุดท้าย ก็ได้สอบหัวข้อ ตอนเทอมที่ 4 ค่ะ ตอนสอบหัวข้อผ่าน อาจารย์ที่ปรึกษาก็บอกกรรมการที่สอบวันนั้นว่า เค้าต้องทำงานทั้งๆ ที่มีปัญหาสุขภาพ แต่ว่างานก็อยู่ในระดับที่ดีนะ เราก็เลยรอดตัวมาได้

S__78921732.jpg

ตอนที่เจ็บป่วยมากขนาดนั้น ในใจคิดอะไรอยู่คะ

ก็ไม่ท้อใจนะคะ เพราะว่าเราเลือกว่าจะเรียนแล้ว เราก็ต้องทำให้ถึงที่สุด จริงๆแล้วทุกอย่างในชีวิตที่เราจะได้มา มันก็มีทั้งเส้นทางที่ยากและง่าย อะไรที่ง่ายก็เป็นกำไร อะไรที่ยากก็ยิ่งเป็นกำไร ถ้าเราไม่รู้จักความลำบากเราก็จะไม่รู้ว่าความสบายเป็นยังไง

เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความยากลำบากให้ได้ ต่อไป ถ้าเราต้องเจออุปสรรคไม่ว่าจะยากหรือง่ายกว่านี้ เราก็จะได้รู้ว่าจะทำยังไงที่จะผ่านมันให้ได้ แค่ต้องไม่ท้อถอยแค่นั้นเอง

S__77594626.jpg
หลังจากผ่านปัญหาครั้งนั้น มีอุปสรรคอะไรอีกไหม

ก็น่าจะเป็น ตอนที่ได้รับผลจากวารสารที่เราส่งบทความไปค่ะ คือ ตอนที่เราส่งบทความไปวารสารครั้งแรก ก็เหมือนเด็กอนุบาล ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร เพียงแต่อาจารย์ที่ปรึกษาก็จะสอนเราว่า เลือกวารสารยังไง ควรต้องเข้าไปอ่านว่า การเขียนของบทความที่ลงวารสารนี้เป็นประมาณไหน หัวข้อของเราสอดคล้องกับขอบเขตของวารสารไหม

ตอนนั้นอาจารย์ก็เลือกวารสารมาให้นะ เราก็ส่งๆ ไป รอบแรกมา ส่งไปสามเดือน กลับมา Reject จ้า ส่งไป 10 หน้า Reject แบบได้ Comment มา 4 หน้า คืนนั้น ทำไรไม่ได้เลย สติ สมองไปหมด มึนๆ อึนๆ เสียศูนย์ไปพักนึงเลยนะ

ก็เลยไปคุยกับอาจารย์ อาจารย์ก็แนะนำว่า ไม่เป็นไร เราก็แก้ตาม Comment แล้วส่งไปใหม่ เหมือนให้เราคิด Positive ว่า Comment ที่ได้จาก Reviewer สมเหตุสมผลนะ เราแก้ได้ เราก็น่าจะมีโอกาสได้ตีพิมพ์ อาจารย์มาแอบบอกว่า วารสารที่เราส่งไป Impact มันเยอะ รุ่นพี่เราเคยส่งไปก็ Reject เหมือนกัน แต่อาจารย์อยากให้เราลอง  เราเลยต้องเอาใหม่ ก็แก้ๆ ไปทุก Comment แล้วส่งกลับไปใหม่ รออีกสามเดือน ก็ได้ตอบรับเลย

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คงอยากบอกตัวเองว่า ผ่านมาได้ไงอะ แบบภูมิใจกับตัวเองนะ อันนี้ไม่ได้หมายความว่าเราดีหรือเก่ง หรือเจ๋งกว่าคนอื่นนะ แต่แค่ภูมิใจที่เราทำได้แค่นั้น เพราะคงมีคนอื่นที่เจออะไรร้ายกว่าเรา แต่เค้าก็ผ่านมันไปได้เหมือนกัน
S__77594627.jpg

คิดว่าอะไรที่ทำให้เราผ่านมาได้

จากเรื่องที่เราเจอหนักๆ มาสองเรื่อง ซึ่งมีสาระนะ ไร้สาระนี่เยอะมาก แต่ไม่เล่า (หัวเราะ) การที่เราสามารถผ่านความยากลำบากตรงนั้นมาได้เลย คือ ความอดทนนะ ไม่ย่อท้อ และก็สู้

อันนี้คิดว่า ได้มาจาสมัยเป็นนักกีฬา เพราะเราเป็นนักกีฬามาก่อน เราก็เลยเอาความสู้ ความอดทน มาจากสมัยที่เราต้องฝึกซ้อม ต้องไปแข่งกีฬามั้ง ปัจจุบันก็ยังชอบเล่นกีฬาอยู่

ปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

เราคิดว่า เราเป็นคนแบบทำอะไรต้องทำให้ได้ ทำให้มันจบๆ ไป ไม่ปล่อยค้างคา และที่สำคัญจริงๆ เราเชื่ออยู่อย่างหนึ่งนะ คำพูดว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น มันอาจจะดูเก่า แต่สำหรับเรา มันก็คล้ายๆ กัน เรามักคิดว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้หรอก ถ้าเราพยายาม ถ้าวันนี้ทำไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ต้องได้ ถ้าพรุ่งนี้ไม่ได้ วันต่อๆ ไปก็ต้องได้ซักวัน ถ้าเราไม่หยุดซะก่อนนะ

เพราะงั้น เวลาเหนื่อยๆ ท้อๆ ก็จะบอกตัวเองว่า นอนไป ตื่นเช้ามา ก็เอาใหม่ ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ ยืมเพลงพี่ตูนมา (หัวเราะ) อีกอย่าง เรามักจะคิดเสมอว่า อะไรก็ตาม ที่เราคิดจะทำ แสดงว่าเราต้องคิดแล้วว่า ทำได้ เพราะงั้น ต้องทำให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่ ผลจะเป็นไงก็ช่าง แต่ถ้าอะไรก็ตามที่เราไม่อยากทำ ไม่ตั้งใจทำ จะให้มันได้ผลดี มันก็เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ไม่ต้องเสียใจหรอกนะ ถ้ามันจะแย่ ถ้าจะทำอะไรต้องทำให้เต็มที่ที่สุด

นอกจากความเชื่อส่วนตัวแล้ว ที่ต้องขอบคุณคือ ครอบครัว เพราะเป็นกำลังใจที่สำคัญมาก มาเข้าใจว่า คนสุดท้ายที่จะอยู่ข้างเราจริงๆ ในวันที่เราคิดว่าไม่มีใคร ก็มีแค่ครอบครัวนี่แหละ

S__77594628

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้าง

เอาจริงนะ การเรียนนี่สบายกว่าการทำงานเยอะมากๆ สิ่งที่เราว่า โหดและลำบากสมัยเรียน มันเทียบไม่ได้ กับการทำงานจริงเลย เพราะงั้น ตอนเรียนเนี่ย มันก็ช่วยให้เรารู้จักการคิด วิเคราะห์ปัญหา ที่เกิดขึ้นเวลาทำงานนะ และสามารถทำให้เราหาทางออก หาวิธีแก้ไข ทำให้การทำงานมันไปได้ราบรื่น

ส่วนความรู้เชิงวิชาการ มันได้ใช้เต็มๆ แหละ เพราะเราเป็นอาจารย์ พอมาเป็นอาจารย์จริงๆ ความรู้ที่เราเรียนมาสมัยเรียนมันก็แค่พื้นฐานนะ การเอาความรู้ ทฤษฎีที่เรียนมาไปใช้กับของจริงได้ต่างหาก ที่เป็นเรื่องสำคัญ

อยากฝากอะไรสำหรับผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

สำหรับสิ่งที่อยากจะฝากให้คนที่กำลังเรียนปริญญาเอกทุกคนนะ อยากจะให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเอง และต้องคอยให้กำลังใจตัวเองนะ ไม่ว่าจะเจออะไรยากลำบากแค่ไหน ใจของเราสำคัญที่สุด รักษาใจให้ได้มั่นคง เพราะเราเลือกแล้วที่จะมาทางนี้

สิ่งที่เราเลือกคือเหมาะกับเราแล้วละ ขอให้เชื่อว่า ถ้าเราไม่ยอมแพ้ เราต้องสำเร็จได้แน่ ถึงแม้เราจะล้มวันนี้ เราก็ยังลุกได้นะ ล้มหลายครั้ง ก็ต้องลุกทุกครั้งนะ ห้ามนอนแบบไม่อยากลุกนะ  

S__77594631

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของ ดร.เจน มากค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ ที่เดียว!!

ดร.โอม โษฑศ์รัตต ธรรมบุษดี ::: Ph.D. in Information Technology, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้คอลัมน์แขกรับเชิญ ของเพจก็แค่ปริญญาเอก ที่มาทักทายและแบ่งปันข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอก คือ ดร.โอม ที่เขาบอกว่า 7 ปีในการเรียนปริญญาเอกนั้นคุ้มค่ามาก…

1-รูปครอบครัว.jpg

แนะนำตัวนิดนึง ค่ะ

สวัสดีครับ ผม อาจารย์ ดร.โษฑศ์รัตต ธรรมบุษดี ชื่อเล่นชื่อ โอม ครับ เรียนจบ Ph.D.ด้าน Information Technology มาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ (SIT) ครับ โดยสาขางานวิจัยที่ทำตอนเรียนอยู่คือ Data Mining และ กฎหมายอาญาครับ

6-ตอนเป็นอาจารย์2.jpg

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

จริงๆ ตอนแรก คือเพราะได้ทุนครับ (ยิ้ม) ตอนที่จบปริญญาตรีใหม่ๆ  ปุ๊บ ก็มีความคิดว่า อยากเรียนต่อ แล้วได้ไปสมัครทุนพัฒนาอาจารย์ และได้รับการคัดเลือกครับในการเรียนปริญญาโทและปริญญาเอก ก็เลยเหมือนกับเป็นเส้นทางชีวิตที่ขีดตรงมาเรื่อยๆ

แต่ระหว่างที่เรียนทั้งโท-เอก ก็ทำงานพิเศษหลายอย่างครับ หนึ่งในนั้น คือเป็นผู้ช่วยสอนกับเป็นติวเตอร์เด็กนักเรียนมอปลาย ด้วย ระหว่างนั้นก็คิดว่า ตัวเองชอบสอนหนังสือด้วยครับ

8-ตอนเป็นอาจารย์4.jpg

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง

ต้องเกริ่นก่อนนะครับว่า ตอนที่มีโอกาสได้เข้าเรียนเนี่ย ถือว่าเด็กมาก จบปริญญาตรีอายุ20 จบปริญญาโทอายุ 22 แล้วได้เข้าเรียนPh.D.ตอนอายุ23 ถือว่า เบบี๋มาก แล้วได้มีโอกาสมาเรียนในสถาบันที่มีความเป็นมืออาชีพด้านการทำงานและการทำวิจัยมากๆ ด้วย

ตอนเข้ามาตอนแรกที่มั่นใจในตัวเองมากๆ แต่เข้ามาปีแรกๆ มานี่ ความมั่นใจหายหมดเลย (หัวเราะ) ระหว่างที่เรียน ได้จดจ่อกับการทำวิจัย ได้ร่วมทำงานกันอย่างมืออาชีพ กับทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และเพื่อนนักวิจัยด้วยกัน

ถ้าถามว่า ได้เรียนรู้อะไรบ้าง เยอะมากครับ การทำงาน การใช้ชีวิต ความเอาใจใส่ในกระบวนการ ทักษะการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ

5-ตอนเป็นอาจารย์1.jpg

พบเจออุปสรรคอะไรบ้างไหมคะ

อุปสรรคเยอะมากเลยครับ (หัวเราะ) และคิดว่า น่าจะเจอกันทุกคน แต่สำหรับผมปัญหาอย่างแรกที่พบคือ เรื่องของหัวข้อที่เลือกเรื่องการใช้เทคโนโลยี Data Mining ไปประยุกต์ใช้กับกฎหมายอาญา ซึ่งโดยพื้นฐานผมไม่มีพื้นทางด้านกฎหมายเลย แต่ช่วงนั้น อยากทำหัวข้อที่มี Impact ต่อสังคม เลยเลือกทำเรื่องแบบนี้ครับ

ก็ใช้เวลาศึกษาเพิ่มพอสมควร ปัญหาอีกอันคือ เวลาครับ แม้ว่าจะไม่ได้ทำงานประจำ แต่ก็มีงานพิเศษอยู่เรื่อยๆ จนบางที กินเวลาเรียนไป จนไม่ได้จดจ่อกับงานวิจัยเท่าไหร่ รวมถึงปัญหาที่ว่า เราได้มาร่วมทำงานกับของจริง เราก็ต้องปรับตัวพอสมควร

4-แถม
จุดเปลี่ยนอีกอันคือ อาจารย์ที่ปรึกษาครับ อาจจะเพราะสไตล์เรากับอาจารย์ที่ปรึกษาคนแรกไม่ตรงกัน จนบางครั้งเรากลัวที่จะเข้าไปหาอาจารย์ด้วยซ้ำ มีบางทีไม่ได้เจอกันเป็นเดือนก็มี พอไม่ได้เจอก็เครียด ฟุ้งซ่าน คิดเยอะ งานก็ไม่ออก

จนมาวันนึง อาจารย์ท่านบอกว่า เค้าต้องย้ายไปต่างประเทศ ตอนนั้นเหมือนฟ้าผ่าเลยครับ คิดอยากจะเลิกเรียนเลย คิดสั้นก็มีแวบเข้ามาด้วย

แต่สุดท้ายวิกฤตินี้ก็ทำให้เราได้มีโอกาสได้เริ่มกับอาจารย์อีกท่าน ซึ่งมีสไตล์การทำงานที่เป็นระเบียบมีแบบแผน และใส่ใจนักศึกษามากๆ อาจารย์ท่านอ่านงาน แนะนำ แม้ว่าบางทีเราจะรู้ว่า สิ่งที่เราส่งไปมันไม่ได้เรื่อง แต่อาจารย์ก็แนะนำ มีทั้งไม้แข็งไม้อ่อน (หัวเราะ)

กว่าที่ผมจะจบได้ ก็แทบตายเหมือนกัน แต่ระยะเวลา 7 ปีในการศึกษาที่บางคนมองว่านาน สำหรับผม ผมว่า มันคุ้มค่าครับ

7-ตอนเป็นอาจารย์3.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร

นอกเหนือจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ครอบครัวและคนรอบข้างก็สำคัญครับ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ใจเราเอง

ทุกคนเคยมีโมเมนต์ ท้อถอย ท้อแท้ อยากเลิก ไม่รู้จะทำอะไรแค่เปิดคอมมาก็ถอนหายใจแล้ว อะไรประมาณนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องสู้กับมันต่อครับ ต้องใช้ชีวิตให้เป็น แบ่งเวลาในการพักผ่อน ออกไปเที่ยว หรือกิจกรรมอื่นๆที่เป็นการชาร์จแบตให้ชีวิต แต่ละคนชอบไม่เหมือนกันครับ

2-พ่อกับแม่.jpg
คิดว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรียนสำเร็จมีอะไรบ้าง

ขอเรียงลำดับจากมากไปน้อยนะครับ 1.ตัวเราเอง 2.อาจารย์ที่ปรึกษา 3.หัวข้อวิทยานิพนธ์ 4.เวลา  ผมว่า ถ้า 4 ปัจจัยนี้แข็งแรง ปัจจัยอื่นก็แทบไม่มีผลครับ

ปัจจุบันทำงานอะไรคะ และได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้าง

ปัจจุบันทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่หลักสูตร IT Management คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลครับ โดยรับผิดชอบเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรระดับปริญญาโทและปริญญาเอก

สิ่งที่เป็นผลจากการบ่มเพาะมาตลอด7ปีที่ได้เรียน สิ่งหนึ่งที่ได้คือการทำงานอย่างมืออาชีพครับ การเข้าสอนตรงเวลา การเตรียมการสอนอย่างมืออาชีพ การมีความใส่ใจกับนักเรียนทั้งในบทบาทของผู้สอนกับอาจารย์ที่ปรึกษา โดยเฉพาะบทบาทการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ผมจะถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับนักศึกษาเสมอๆ ครับ

การประชุมตรงเวลา และมีการเตรียมประชุมไม่กินเวลาทำงานของผู้ร่วมงาน การทำงานวิจัยอย่างเป็นระบบแบบแผน ความใส่ใจในกระบวนการทำงาน และที่สำคัญที่สุด คือการให้เกียรติ และไม่มักง่ายกับการศึกษา  เพราะเรารู้ว่าความสำเร็จที่ยั่งยืนมันต้องมาจากกระบวนการที่มีความใส่ใจครับ

9-ตอนเป็นอาจารย์5

สุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

ปลายทาง” ของคนที่เรียนทุกคนก็คือใบปริญญาครับ แต่สิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของผู้เรียนคือ “ระหว่างทาง”คุณเก็บเกี่ยวอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ในช่วงแรก ที่ผมเคว้งไป เพราะผมตั้งเป้าว่า ทำยังไงก็ได้ให้จบ ซึ่งมันไม่ใช่วิธีคิดที่ดีเลย

การที่คุณเป็นดุษฎีบัณฑิตที่มีคุณภาพ นอกจากดีกับตัวคุณเอง ยังดีต่อสถาบันและประเทศชาติด้วยครับ เพราะ “ระหว่างทางสำคัญกว่าปลายทาง ครับ

3-รูปของที่ระลึกจากงานปัจฉิมนิเทศ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์จากดร.โอม ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ดียิ่งให้ใครอีกหลายคนที่สนใจหรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนี้

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกันค่ะ

แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ ที่เดียว!!

ดร.ศิรส ทองเชื้อ ::: Ph.D. (Agricultural Economics) University of New England, Australia ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แวะเวียนมาเจอกันอีกครั้ง กับคอลัมน์แขกรับเชิญของเพจก็แค่ปริญญาเอก วันนี้เราเปิดบ้านต้อนรับ ดร.ศิรส ทองเชื้อ ปริญญาเอกสาขา Agricultural Economics (เศรษฐศาสตร์เกษตร) จาก University of New England ประเทศออสเตรเลีย และปัจจุบัน เป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์เกษตรและการประกอบการ คณะเกษตรและชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ไปทำความรู้จักกับเขากัน

S__56614914
ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

จริงๆ ต้องขอย้อนไปถึงตอนจบ ปริญญาตรีนะครับ สมัย ปริญญาตรี ผมเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการของ UNESCO ไปดูงานที่ Kyoto University ประเทศญี่ปุ่น และไปฝึกงานที่ University of Kentucky ประเทศอเมริกา ซึ่งตอนจบมา ผมคิดว่าผมเจ๋งแล้วครับ แต่ปรากฏว่าผมถูกปฏิเสธการรับเข้าทำงานจากบริษัทที่ผมต้องการครับ ทรุดเลยครับ

เพราะการที่เราคิดว่าเราเจ๋ง คือเรากำลังทำลายตัวเองครับ เลยตัดสินใจเรียนต่อ และมุ่งมั่นว่า ต้องทำยังไงก็ได้ ให้ได้เรียน ปริญญาเอก โดยต้องได้รับทุนด้วยครับ แต่ด้วยผลการเรียนปริญญาตรี ได้แค่ 2.85 เลยไม่มีที่ไหนให้ทุน ปริญญาเอก ครับ

ณ ตอนนั้นผมรู้แต่ว่าโอกาสที่จะได้ทุน ปริญญาเอก มี อีก 2 แหล่ง คือ งานราชการ และ อาจารย์มหาวิทยาลัย ผมจึงเลือกสมัครมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยครับ และไปเรียน ปริญญาเอกด้วยทุนมหาวิทยาลัยครับ

S__56614922

ทำ thesis เกี่ยวกับเรื่องอะไร

เกี่ยวกับ การทดสอบการทำ Contract Farming ของการผลิตมันสำปะหลังสำหรับผลิตเอทานอลเพื่อเป็นพลังงานทดแทน จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ว่าส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและรายได้ของเกษตรกรอย่างไรครับ

S__56614925.jpg
ระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง

ครับ ที่แน่ๆ คือทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ แต่ตอนนี้ลืมหมดแล้ว ฮ่าๆๆ และทักษะการคิดที่เป็นระบบ มีเหตุผล และทักษะการใช้ชีวิตบนโลกที่มีความหลากหลาย บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันในสังคมครับ ด้วยความที่ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีการผสมผสานทั้งภาษา วัฒนธรรม เชื้อชาติ สัญชาติ ทำให้เรายอมรับในความแตกต่างของกันและกันครับ

S__56614915.jpg
ชีวิตตอนที่เรียนอยู่ที่ออสเตรเลียเป็นอย่างไรบ้าง

เนื่องจากผมได้รับทุนการศึกษาไม่พอต่อการเรียนและการดำรงชีพครับ เลยตัดสินใจกับพี่คนไทยที่มาเรียน ปริญญาเอก อีกคนว่า จะเปิดร้านอาหาร อย่างน้อย เพื่อลดต้นทุนค่าอาหาร เลยได้เริ่มทำธุรกิจร้านอาหารไทยครับ เหนื่อยมากครับ แต่ก็สนุกครับ

S__57565187
กิจกรรมระหว่างเรียนคือทำงานครับ นอกจากนั้นก็เที่ยวครับ ภูเขา น้ำตก ทะเล ไปหมดครับ แล้วก็งานประจำปีต่างๆ ครับ  อีกอย่างคือ เราได้มีโอกาสจัดกิจกรรมหาเงินทุนเพื่อมอบให้กับโรงเรียนในจังหวัดกาญจบุรีครับ ด้วยการจัดการแสดงแบบไทยและมีอาหารไทยเลี้ยง ซึ่งฝรั่งชื่นชอบและสนุกสนานกับกิจกรรมมากๆ ครับ

S__56614916.jpg
เจอปัญหาอะไรที่หนักที่สุด

มีครับ ปัญหาที่หนักที่สุดคือ ช่วงแรกๆ เลยครับ อาจารย์ที่ปรึกษาไล่ให้กลับประเทศครับ เพราะผมไม่สามารถตอบคำถามที่เขาต้องการได้ จากนั้นความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไม่น่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้ ครับ

ตอนที่อาจารย์ไล่ให้กลับประเทศ คิดอะไรอยู่

ตอนนั้นคิดอย่างเดียวครับว่า “ไม่กลับ” เพราะก่อนที่เราจะเดินทางไปเรียน เราต้องสอบและส่ง ข้อเสนอการวิจัย ในการทำวิทยานิพนธ์มาก่อน เพื่อให้อาจารย์ที่สนใจในงานและความคิดของเราพิจารณา ซึ่งอาจารย์คนดังกล่าว ก็ตัดสินใจเลือกและรับเราเข้ามาเรียนด้วยตัวเค้าเอง เราเลยรู้สึกว่า มันไม่ยุติธรรมเลยครับ ทั้งๆ ที่เค้ารู้ข้อมูลของเรา ทั้งประวัติการเรียนตั้งแต่ ปริญญาตรี ปริญญาโท คะแนนภาษาอังกฤษ จะมาไล่ให้เรากลับไทยง่ายๆ ไม่ได้

จึงทำหนังสือขอเปลี่ยนแปลงอาจารย์ที่ปรึกษาครับ และรู้สึกว่า ยังไง School และ มหาวิทยาลัยต้องแก้ไขเรื่องนี้ให้เราได้ครับ แต่อาจารย์ที่ปรึกษาท่านนั้น ไม่ยอมให้ผมเปลี่ยนที่ปรึกษาครับ เขาบอกให้ผมพยายาม และผมได้เข้าใจคำว่า “ความพยายาม”จริงๆ ครับ เพราะท้ายสุด ท่าน Happy กับงานที่เราทำครับ

S__57565189.jpg
ตอนที่กลับมา “พยายาม” ใหม่อีกครั้ง ต้องฮึดสู้อย่างไรบ้างคะ เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไรบ้าง

ครับ หลังจากมีการตกลงกันว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว จึงรู้ว่าอาจารย์ที่ปรึกษาเค้ามีเกณฑ์สูงมากครับ เราต้องทำให้ถึงเกณฑ์ที่เค้าต้องการถึงจะได้รับการยอมรับ ทำให้ขยันมากขึ้นครับ

ช่วงนั้นคือ เข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่ 9 โมงเช้า กลับอีกที 3-4 ทุ่มเลยครับ อ่านทั้งหนังสือที่เป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ อ่านงานที่อาจารย์ที่ปรึกษาเคยทำ ทฤษฎีมากมายที่เกี่ยวข้อง อ่านหมดเลยครับ รู้เลยครับว่า เราสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่ตัวเองคิด โทรมาขอความช่วยเหลืออาจารย์ที่ไทยด้วยครับ คือทำทุกอย่างที่ทำให้เราเข้าใจ และตอบคำถามที่อาจารย์ที่ปรึกษาต้องการให้ได้ครับ

S__57565186
คิดว่าตัวเองผ่านช่วงเวลาที่ยากของปริญญาเอกมาได้อย่างไร

จริงๆ อยู่ที่ใจของเราคนเดียวเลยครับ เหมือนเราเลือกที่จะลงเรือเพื่อพายไปอีกฝั่งหนึ่งครับ ถ้าเรายอมแพ้ คือการทิ้งเรือ และว่ายน้ำกลับฝั่ง ตัวเปียกหรืออาจจมน้ำ เราจะไม่ได้อะไรเลยครับ แต่ถ้าเราพายไปเรื่อยๆ ยังไงเราก็ถึงฝั่งครับ เราไม่ยอมแพ้ซะอย่าง ก็ไม่มีใครหรืออะไรมาทำลายความฝันของเราได้ครับ

แล้วยังมีคนที่เขารักเราอีกมากมาย ที่เป็นทั้งกำลังใจ เป็นทั้งความหวัง เราต้องนำพาความสำเร็จของเรา ไปเป็นของขวัญให้ทุกคนเหล่านั้นครับ

S__56614924.jpg
คิดว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรียนสำเร็จมีอะไรบ้าง

หลักๆ มี 2 คนเองครับ ตัวเราเอง กับ อาจารย์ที่ปรึกษาครับ คือถ้าเราเต็มที่ ตั้งใจ มุ่งมั่น พยายาม เราไม่ยอมแพ้ ยังไงเราก็จะสำเร็จครับ ส่วนอาจารย์ที่ปรึกษา ผมเชื่อว่าด้วยประสบการณ์เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า เขาเก่งกว่าเรามากครับ เชื่อเขาเถอะครับ แหะๆ เถียงทีไร แพ้ทุกที

ปัจจุบันทำงานอะไร และได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้าง?

ปัจจุบันกลับมาเป็นอาจารย์ ที่สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เกษตรและการประกอบการ คณะเกษตรและชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ครับ

ได้ใช้ทั้งทักษะและความรู้ที่เรียนมาทั้งกับงานและการดำเนินชีวิตครับ ไม่ว่าจะด้านการสอน การบริการวิชาการ และที่สำคัญทักษะการทำวิจัยครับ รวมถึงได้มีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต ทั้งที่ดีและไม่ดีให้กับนักศึกษาครับ

S__56614927.jpg
สุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง?

สำหรับผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่นะครับ สู้ๆ ครับ ท้อได้ ถอยได้ ล้มก็ได้ครับ แต่ต้องลุกขึ้นสู้ใหม่ครับ ไม่มีเด็กคนไหนบนโลกที่ไม่เคยหกล้มครับ การเรียน ปริญญาเอกก็เช่นกันครับ รอยแผลเป็นจะสร้างให้เราแข็งแกร่งครับ “ปลูกต้นไม้มันเหนื่อย แต่ผลของมันหอมหวานเสมอ” ครับ

S__56614923