ดร. ยุทธนา เครือหาญชาญพงค์::: ปริญญาเอก วิศวกรรมเกษตร University of Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

…วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอกได้รับเกียรติจาก ดร. ยุทธนา เครือหาญชาญพงค์ วิศวกรการเกษตรชำนาญการพิเศษ จากสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2560 และได้รับรางวัลมากมายด้านผลงานวิจัยและนวัตกรรม

ดร.ยุทธนา สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมเกษตร (Doctor of Philosophy in Agricultural Science) University of Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น

…กว่าจะมาถึงวันนี้ ดร.ยุทธนา ไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง และประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของเขานั้น ใช้เวลาถึง 9 ปี ทำอย่างไรเขาจึงประสบความสำเร็จเช่นในทุกวันนี้ ไปพูดคุยกับเขากัน

85 นายยุทธนา เครือหาญชาญพงศ์ 10x12=1

ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

ก่อนอื่นขอบอกว่าไม่ใช่เป็นเด็กเรียนครับ ค่อนข้างเป็นเด็กไม่เอาไหนเสียด้วยซ้ำไป เรียนจบ ม.ปลาย เกรดเฉลี่ย 1.59 พอสอบ entrance เป็นที่งงในโรงเรียนครับ เพราะติดคณะวิศวะ ม.เกษตร พอเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยจริงๆ เกรดเฉลี่ยน่าช้ำใจมากๆ 2.14 ติดโปรต่ำตั้งแต่เทอมแรก มหาวิทยาลัยส่งจดหมายไปที่บ้านว่า รอพินิจ ความหมายคือมีสิทธิ์ถูกคัดชื่อออกในภาคการศึกษาต่อไป แม่ร้องไห้เลย ว่าไม่ดีแล้วมั้งลูก ก็เลยพยายามขึ้น จนเรียนจบภายใน 4 ปีครับ

หลังจากนั้น ผมได้เข้าทำงานที่สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม งานที่ทำเป็นงานวิจัยล้วนๆ วิจัยออกแบบเครื่องจักรกลการเกษตร ตอนนั้นรู้สึกว่า ความรู้ไม่ค่อยมี แต่ก็ตั้งใจทำงาน อยากเรียนต่อปริญญาโท แต่ก็ไม่สามารถเรียนได้ เพราะเกรดไม่ถึง 2.5 ต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำงาน 2 ปีก่อนจึงจะเรียนได้

17264944_1689957307687607_1762690309052846844_n

ตอนเรียนโท ด้วยความที่ทำงานด้านการออกแบบเครื่องจักรกลการเกษตร แล้วไปเรียนโททางด้านสาขาที่ทำงาน น้องๆ ก็เลยเข้าใจว่าเป็นคนเก่ง จะบอกว่า ไม่รู้เรื่องอะไรก็กลัวเสีย ก็เลยต้องอาศัยวิกฤตให้เป็นโอกาส เป็นติวเตอร์น้องๆ โดยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องสมุดอ่านหนังสือ เกรดตอนจบโทดีมากๆ 3.7 ได้

หลังจากเรียนจบโท กลับมาทำงานวิจัย ปีแรกที่ทำงานวิจัย ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้น จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นความภูมิใจอย่างมากเลย ชีวิตช่วงนั้นดี้ดี ทำอะไรก็ดีงาม ย่ามใจ ปีหน้าทำงานวิจัยตัวใหม่ ประกวดรางวัลกับ วช. อีก ปรากฏว่า ตกรอบแรก

ก็เลยคิดว่า เราเก่งจริงหรือเปล่า เผอิญมีทุน สวก. ให้เรียนปริญญาเอก ภรรยาก็เลยบอกว่าจะต้องพิสูจน์ตัวเองแล้วนะว่าเราของจริงหรือของปลอม จริงๆ ไม่อยากเรียน แต่ภรรยาทั้งปลอบทั้งขู่ก็เลยไปเรียน

มีเรื่องตลกก็คือ ก่อนไปเรียน เพื่อนชวนไปดูหมอดู หมอดูทายว่า เรียนจบปริญญาเอกแน่นอน แต่จะจบแบบเลือดตาแทบกระเด็น นึกไม่ออกเลยตอนนั้น จบยังไงนะ เลือดตาแทบกระเด็น

Japan 2018 7-21 Jan #1_๑๘๐๑๒๗_0051.jpg

ทำ Thesis เกี่ยวกับอะไร

หัวข้อวิทยานิพนธ์เรื่องนี้เลยครับ “Agricultural Mechanization in Thailand:  Design and Development of Machinery Implements for Small-Scale Farmers” โดยเน้นที่เครื่องจักรกลขนาดเล็กสำหรับ เครื่องมือเตรียมดินในพื้นที่นาหล่ม จอบหมุนสับกลบใบอ้อยและเครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมัน ครับ

ทุนที่ผมได้รับ เป็นทุน Ronpaku (Dissertation Ph.D) เป็นทุนที่ไม่ต้องลงเรียน แต่ต้องตีพิมพ์เปเปอร์ให้ได้ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ที่ University of Tsukuba ต้องตีพิมพ์ 5 เปเปอร์ถึงจะจบได้

ใช้เวลาทั้งหมด 9 ปีครับ เป็น 9 ปี ที่ต้องเจออะไรเยอะแยะมากๆ ที่ย่ำแย่ที่สุดคือ ปีที่ 4 อาจารย์ของผมเริ่มป่วยครับ เราเลยเหมือนต้องหยุดไปเหมือนกัน จนปีที่ 7 เปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาไปเป็นอาจารย์ที่ปรึกษารอง ก็เหมือนเริ่มใหม่อีกครั้ง เริ่มเขียนเปเปอร์ใหม่ทั้งหมด จนได้รับการตีพิมพ์และสอบจบในปีที่ 9 ครับ

1522019745678.jpg

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ทุนแบบที่ผมเรียน ปีแรกและปีที่สองต้องไปเขียนเปเปอร์ที่ญี่ปุ่นปีละ 3 เดือน ด้วยความที่เราต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ทำให้รู้สึกกังวลกับการเรียนมากๆ อาจารย์เป็นคณบดีด้วยไม่ค่อยมีเวลาให้เรามากนัก

เวลาไปที่โน่น ต้องเขียนๆๆ อย่างเดียวเลย เขียนไปแก้ไป อาจารย์ด่าไป จนวันหนึ่งรู้สึกเครียด เป็นเหมือนอาการเริ่มแรกของภาวะซึมเศร้า รู้สึกแย่เลยครับ แต่ก็พยายามคุยกับภรรยา แม่ให้กำลังใจ น้องๆ ในแลปให้กำลังใจ ทำอาหารให้ทาน ไม่ปล่อยให้เราอยู่คนเดียว แทบจะจัดเวรมาเฝ้า ให้เราผ่านภาวะวิกฤตไปให้ได้ จนสุดท้ายเราก็ตั้งหลักได้

เรื่องหนักสุดในชีวิตเรียน คือเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาเพราะอาจารย์ป่วย แต่ไม่รู้สึกเสียใจเลย ถือเป็นแรงบันดาลใจด้วยซ้ำว่า เราต้องทำให้สำเร็จ อาจารย์จะได้ดีใจ

การตีพิมพ์เปเปอร์ต้องวางแผนกันใหม่ กับ อาจารย์ที่ปรึกษารอง เขียนเปเปอร์ใหม่หมด ในขณะที่ผมต้องทำงานที่เมืองไทยไปด้วย เขียนเปเปอร์ไปด้วย เป็นอะไรที่ยาก และ กดดัน สุดๆ โชคดี ที่ได้รับการช่วยเหลือหลายฝ่าย ทั้งให้กำลังใจ ทั้งช่วยอ่านเปเปอร์ก่อนส่งไปให้อาจารย์ที่ปรึกษารองที่ญี่ปุ่นตรวจก่อนการตีพิมพ์ ต้องพยายามแก้ไขปัญหาทุกอย่าง เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ ต้องเรียนให้จบปริญญาเอกให้ได้ครับ

S__32129061.jpg

ตอนนั้นก็บอกตัวเองเสมอว่า เราต้องมีเมตตาให้ตัวเองครับ เมตตาให้ตัวเองคืออะไร ผมมองจุดหมายแห่งความสำเร็จไปแบบใกล้ๆ ความที่ต้องตีพิมพ์เปเปอร์ให้ได้ 5 เปเปอร์เพื่อจบ ถ้าเรามองความสำเร็จไปที่ปลายทางคือจบการศึกษา มันจะทำให้ชีวิตเราเครียด

ผมมองความสำเร็จเป็นวันๆ ครับ วันนี้ทำได้เท่านี้ ก็ชมตัวเอง ว่าเราทำได้ดีแล้วนะ พรุ่งนี้มาเพิ่มอีกนิดนึง ก็จะได้เปเปอร์แล้วนะ ผมมองใกล้ๆ แบบนี้มาตลอด พยายามไม่เครียด แต่จริงๆ แล้วมันเครียด แต่ก็พยายามฝึก เพื่อให้ตัวเองผ่านจุดนั้นให้ได้

ช่วงที่ชีวิตแย่สุดๆ โชคดีเจอสัจธรรม วันหนึ่งผมไปปล่อยปลาในแม่น้ำครับ ซื้อปลามาเยอะมากๆ ปลาที่ถูกปล่อย บางตัวลงน้ำปุ๊ปว่ายน้ำไปเลย บางตัวอีกสักสองสามนาทีกว่าจะว่ายได้ บางตัวประมาณ 5 นาที ถึงจะว่ายน้ำได้ แต่บางตัวเป็น 10 นาทีเหมือนกัน เหมือนมึนน้ำ ได้แง่คิดเลยว่า เราก็เหมือนปลาเมาน้ำ ถ้าเราตั้งหลักได้ สักพักมันก็จะว่ายน้ำได้ คิดแบบนั้น คลายเครียดไปเยอะครับ

S__32129058.jpg

อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

ปัจจัยที่ทำให้สำเร็จในท้ายที่สุดคือ การที่เราไม่ยอมแพ้ ล้มแล้วลุก ลุกแล้วเดิน เดินแล้วทำ ทำแล้วชนะครับ

ปีแรกที่ผมไปเขียนเปเปอร์ที่ญี่ปุ่น ผมซื้อไทด์ของมหาวิทยาลัยมาเส้นหนึ่งครับ ผมบอกกับตัวเองว่า ผมจะใส่ไทด์เส้นนั้นในวันรับปริญญา โดยที่จะไม่เอามาใส่ตราบใดที่ยังเรียนไม่จบ ผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย แม้กระทั่งภรรยา

ผมได้บอกอาจารย์ที่ปรึกษาของผมในวันก่อนสอบ defend ครั้งสุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษารองจึงบอกว่า พรุ่งนี้ให้ใส่มาสอบ ผมรอการใส่ไทด์เส้นนี้มา 9 ปีครับ สุดท้ายผมก็ได้ใช้มันจริงๆ อาจารย์ที่ปรึกษาของผมที่ป่วย มองผมด้วยสายตาขอบคุณที่ทำให้แกหมดห่วงว่า ในท้ายที่สุด ผมก็สามารถเรียนจบได้

ส่วนปัจจัยที่ผมเรียนสำเร็จนั้น ผมมองไปที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ครับ ผมรับทุนกาญจนาภิเษก เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ผมรับทุนในหลวงมา ผมเป็นข้าราชการของพระองค์ท่าน ผมต้องทำอะไรสักอย่างถวายพระองค์ท่าน พระองค์ท่านต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถมาพัฒนาวงการเกษตรไทย ผมไม่เคยคิดว่าเรียนจบแล้วจะหนีทุนเลย ผมอยากเรียนให้จบ เพื่อใช้ความรู้ที่เรียนมาเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เพื่อให้เกิดประโยชน่ต่อเกษตรกรไทย ผมต้องพยายามพัฒนาตัวเอง ต้องสู้ เพื่อให้สำเร็จให้ได้ อันนี้เป็นแรงผลักดันอย่างเต็มที่ ให้ผมสำเร็จการศึกษาเลยครับ

20180326_212254.jpg

คิดว่าการเรียนปริญญาเอก ยากตรงไหน

สิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนปริญญาเอกก็คือ การชนะใจตัวเอง ถ้าชนะใจตัวเองได้แล้ว ไม่มีอะไรยากกว่านี้อีกแล้วครับ  การชนะใจ ก็เช่น ท้อหรือสู้  นอนหรือตื่น ค้นคว้า แบบนี้แหละครับ ความยากของปริญญาเอก

ได้ใช้ทักษะที่ได้จากการเรียนปริญญาเอกมาใช้กับงานปัจจุบันอย่างไร

ได้ใช้แนวทางในการคิดที่เป็นระบบในการเรียนปริญญาเอกมาใช้ได้เยอะทีเดียวเลยครับ การคิดที่เป็นระบบ ทำอะไรก็ง่ายขึ้นเยอะครับ นับว่า ประสบการณ์ 9 ปีสำหรับการเรียนปริญญาเอกไม่เสียเปล่าครับ

มีข้อคิดอะไรที่อยากฝากกับผู้ที่เรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

ข้อคิดง่ายๆ ครับ อะไรที่ผ่านมาในชีวิต สิ่งนั้นดีเสมอ 9ปีที่ผมเรียนปริญญาเอก ในเวลาที่มีเรื่องราวแย่ๆ เกิดขึ้น ในเวลานั้น อะไรมันก็แย่ แต่พอจบเอกแล้ว มองย้อนกลับไป ในความแย่ๆ นั้นก็ยังมีความดีนะ ขอให้คิดไว้นะครับ อะไรที่ผ่านมาในชีวิต สิ่งนั้นดีเสมอ แล้วจะประสบความสำเร็จครับ

1521778644909.jpg
————————-

ดร. ยุทธนา เครือหาญชาญพงค์

รางวัลผลงานวิจัยที่ได้รับระหว่างการเรียนปริญญาเอก 9 ปี

  1. รางวัลผลงานวิจัยดีเด่น ประจำปี 2549 ขลุบหมุนติดพ่วงท้ายรถไถเดินตาม งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น จาก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  2. รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลชมเชย ประจำปี 2551 ผลงาน ขลุบหมุนติดพ่วงท้ายรถไถเดินตาม จาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
  3. รางวัลรองขนะเลิศอันดับ 1 ด้านสังคม รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2551 จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลงาน ขลุบหมุนติดพ่วงท้ายรถไถเดินตาม
  4. รางวัลผลงานเด่น เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 36 ปี กรมวิชาการเกษตร 2552 จาก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลงาน ขลุบหมุนติดพ่วงท้ายรถไถเดินตาม
  5. เครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันระบบสปริง ได้รับรางวัลผลงานวิจัย ระดับ ชมเชย สาขาวิศวกรรมเกษตร ในการประชุมวิชาการการอารักขาพืชแห่งชาติ ครั้งที่ 9 ปี 2552
  6. เครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมัน  ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2555 รางวัลประกาศเกียรติคุณ จาก สภาวิจัยแห่งชาติ
  7. เครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันแบบสปริง ได้รับรางวัลผลงานวิจัยที่กลุ่มเป้าหมายนำไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาการเกษตร ประจำปี 2556 จาก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  8. ผู้มีผลงานวิจัยดีเด่น ของสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม ประจำปี 2555 ประเภท งานวิจัยประดิษฐ์คิดค้น จาก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  9. รางวัลผลงานวิจัยดีเด่น อันดับ 2 สาขาวิชาวิทยาการวัชพืช ประจำปี 2556 จาก คณะกรรมการจัดการประชุมวิชาการอารักชาพืชแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  10. รางวัลชมเชย ด้านเศรษฐกิจ ในการประกวดผลงานรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2556 จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  11. รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้นประจำปี 2557 รางวัลระดับดี จาก สภาวิจัยแห่งชาติ  ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  12. รางวัลประกาศเกียรติคุณ สิ่งประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2557 ระดับดี จาก สภาวิจัยแห่งชาติ มอบโดย กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  13. รางวัลผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2557 ผลงาน ไถระเบิดดินดานสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  14. รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2559 ระดับดี จาก สภาวิจัยแห่งชาติ ผลงาน ไถระเบิดดินดานสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  15. ได้รับคัดเลือกให้เป็นผลงานที่กลุ่มเป้าหมายนำไปใช้ประโยชน์จาก กรมวิชาการเกษตร ในปี 2559 ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  16. ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2560

ดร.วรเดช มโนสร้อย ::: Doctor of Engineering สาขา Aerospace Engineering จาก University of Stuttgart ประเทศเยอรมัน ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

Woradej_1.jpg

ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ 

สวัสดีครับ ผม อาจารย์ ดร.วรเดช มโนสร้อย จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิตสาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศยานจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอก Doctor of Engineering สาขา Aerospace Engineering จาก University of Stuttgart ประเทศเยอรมัน ปัจจุบันทำงานเป็นอาจารย์อยู่ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

เริ่มจากตอนช่วงสมัยเรียนปริญญาตรีผมมีความรู้สึกว่าอยากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชอบสอนหนังสืออีกทั้งได้แรงบันดาลใจจากคุณพ่อคุณแม่ซึ่งพวกท่านเคยเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมาก่อน แต่ปัจจุบันท่านเกษียณแล้วครับ ได้ซึมซับเห็นการทำงานของพวกท่านตั้งแต่เด็ก ๆ  ผมเลยตั้งเป้าหมายตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรีเลยว่าเรียนให้สูงถึงปริญญาเอกเพื่อเป็นอาจารย์ให้ได้ครับ

Woradej_3.jpg

ทำ Thesis เกี่ยวกับอะไร

อย่างที่ทราบกันดีว่าการเรียนปริญญาเอกนั้นเป็นการเรียนที่เจาะลึกเฉพาะทางมาก ๆ ครับ ถ้าจะให้อธิบายง่าย ๆ คือผมทำเรื่องการระเหยของหยดเชื้อเพลิงเล็ก ๆ หยดเดียวในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์เครื่องบิน จะเห็นได้ว่าจุดเล็กๆ ในเครื่องบินสามารถใช้เป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกได้ และนำไปวิจัยต่อยอดได้อีกมากครับ

แต่จุดเล็ก ๆ แค่นี้ผมใช้เวลารวมทั้งหมดจนถึงวันสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ (Defense)  7 ปีเต็ม ๆ ครับ ฟังไม่ผิดหรอกครับ 7 ปีเฉพาะปริญญาเอก ไม่ใช่โทควบเอกนะครับ ซึ่งถือว่าใช้เวลาเรียนนานมากๆ เป็นเรื่องปกติของนักศึกษาปริญญาเอกที่เยอรมันโดยเฉพาะทางด้านวิศวะทั้งคนต่างชาติหรือแม้แต่คนเยอรมันส่วนมากใช้เวลาเรียนนานครับ

หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมนักศึกษาที่นั่นใช้เวลานาน สาเหตุหลัก ๆ เลยมาจากลักษณะการเรียนปริญญาเอกของเยอรมันครับ อาจารย์ที่ปรึกษาจะให้อิสระเราในการวิจัยมาก ไม่จำจี้จ้ำไช ต้องรับผิดชอบตัวเอง

สาเหตุอีกอย่างนึงคือ สมัยก่อนนั้นที่เยอรมันไม่จำกัดเวลาเรียนปริญญาเอกครับ บางคนจบปริญญาเอกใช้เวลาเกิน 10 ปีก็มีให้เห็นเป็นเรื่องปกติ รุ่นผมดีขึ้นมาหน่อยที่จำกัดเวลาที่ 8 ปี การให้เวลาเรียนนานมีข้อเสียคือทำให้นักศึกษาบางส่วนไม่กระตือรือร้นที่จะรีบจบ คนที่ล้มเลิกกลางคันก็มีเยอะมาก ๆ ครับ

Woradej_5.jpg

ระหว่างเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างที่ได้บอกไปว่าผมใช้เวลาเรียนนานมาก ช่วงปีที่ 1-2 ลองผิดลองถูกยังพอไหวเพราะเพิ่งเริ่มต้น ปีที่ 3-4 ไฟเริ่มมอดเริ่มท้อบ้างแล้วครับ ช่วงหลังปีที่ 5-6 นี่เครียดสุด ๆ ครับ เพราะเพื่อน ๆ คนรอบข้างเรียนปริญญาเอกทั้งที่ไทยและที่ประเทศอื่น ๆ บางคนนั้นเริ่มเรียนทีหลังผมด้วยซ้ำก็ทยอยจบกันแล้ว

พร้อมทั้งเจอกับคำถามจากคนรอบข้างว่าเมื่อไหร่จะจบซักที ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไง ก็ได้แต่บอกไปว่า ใกล้แล้ว กำลังเร่งอยู่ พอเจอเพื่อนกลุ่มเดิมอีกปีให้หลังผมก็เจอคำถามเดิมจากเพื่อน ๆ  ผมก็ตอบไปแบบเดิมจนผมมารู้ทีหลังว่า เพื่อนทั้งรำคาญทั้งหมั่นไส้ผมว่าจะเอายังไงเนี่ย เจอทีไรก็พูดแต่ว่าใกล้จะจบแล้ว แต่ยังไม่จบซักที ผมก็ไม่ถือสาโกรธพวกเขานะครับ เพราะผมรู้ดีครับว่าเพื่อนกลุ่มนั้นเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่

Woradej_2.jpg

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ปัญหาที่หนักที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการวางแผนบริหารจัดการเวลาในการเรียนครับ ที่ผมใช้เวลาเรียนนานผมไม่โทษใครทั้งนั้น ผมโทษตัวเองนี่แหละครับ สาเหตุที่ผมเรียนนานหลัก ๆ เลยมาจากการวางแผนบริหารจัดการเวลาที่ผิดพลาดและต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับลักษณะการทำงานของคนเยอรมันซึ่งแตกต่างจากคนไทย ทำให้เสียเวลาไปมาก

การเรียนปริญญาเอกนั้นเราต้องเก่งหลายอย่างครับ ทั้งวิชาการ ทฤษฎี การวางแผนบริหารจัดการในการทดลองทำวิจัยต้องรัดกุม ที่เยอรมันจะต้องเรียนรู้ ลองผิดลองถูกเอง อาจารย์ที่ปรึกษาจะให้อิสระเรามาก ๆ และคอยดูอยู่ห่าง ๆ ถ้าเราได้ก็ได้ หลุดก็คือไปเลย

ของผมช่วงปีที่ 6 รู้สึกได้เลยว่าไม่ไหวแล้ว เบื่อไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรเลยครับ เพราะทำเท่าไหร่ก็ไม่เห็นแสงที่ปลายทางซักที ผมคิดอยากจะล้มเลิกบ่อยมาก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อยากจะไปบอกสิ่งที่ตัวเองได้ทำผิดพลาดในช่วงปีแรก ๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาและความรู้สึกมากครับ

Woradej_6.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร?

ช่วงที่ผมท้อจนถึงขั้นอยากเลิกเรียนผมพยายามนึกถึงคนในครอบครัวคนรอบข้างที่ตั้งความหวังไว้กับผม กำลังใจจากคนรอบข้างรวมทั้งคำสบประมาทคำดูถูกทั้งหลายมาเป็นแรงฮึดสู้ และพยายามนึกถึงความสำเร็จที่ปลายทางไว้เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เดินต่อไปจนถึงเป้าหมายครับ

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

หลัก ๆ มาจากใจที่สู้จนถึงที่สุดครับ ผมคิดตลอดว่า ถ้าอาจารย์ไม่ไล่ผมออก ก็จะขอสู้ขอทำจนถึงที่สุด บางครั้งผมยอมรับว่า อาจจะมีท้อเครียดเบื่อ แต่สุดท้ายผมก็ลุกขึ้นสู้ครับ

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้าง

การเรียนปริญญาเอกเป็นการฝึกเราให้เป็นนักวิจัยครับ ซึ่งงานอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะมี 2 ส่วนหลัก ๆ คืองานสอนกับงานวิจัย ปัจจุบันผมได้ใช้ทักษะการทำวิจัยจากการเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างมากเลยครับ

Woradej_4.jpg

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอก

สำหรับคนที่คิดกำลังจะเรียนปริญญาเอกผมขอให้คิดตัดสินใจให้ดี ๆ หาข้อมูลให้รอบด้าน ทั้งลักษณะการเรียนปริญญาเอกและลักษณะการเรียนของประเทศที่เราจะไปเรียนว่าเป็นอย่างไร อีกทั้งตรวจสอบความมุ่งมั่นในใจเราให้ชัดเจนก่อน

สำหรับคนที่เรียนอยู่ผมขอเป็นกำลังใจให้นะครับ ปริญญาเอกไม่ใช่สิ่งที่ง่าย การจะเรียนให้สำเร็จต้องใช้ทักษะหลายอย่าง ทั้งวิชาการ ทฤษฎี การวางแผนบริหารจัดการเวลา ที่สำคัญที่สุด คือใจครับ

ถ้าเป็นคนเก่ง แต่ใจไม่สู้ ก็ไม่มีทางสำเร็จครับ ขอให้ทุกท่านนึกถึงความสำเร็จที่จุดหมายปลายทางนั้น ที่จะทำให้มีแรงฮึดสู้ และเดินไป จนถึงได้ในที่สุดครับ

——-

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์จากดร.วรเดช ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ดียิ่งให้ใครอีกหลายคนที่สนใจหรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการเรียนปริญญาเอก

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกันค่ะ

คอลัมน์แขกรับเชิญ :: A Super Busy Day with a PhD Student :: วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก

phd1.jpg

ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ผมชื่อหนุ่ม ปิยณัฐ สร้อยคำ ผมจบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นได้รับทุนให้เปล่าจากรัฐบาลอินเดียไปเรียนต่อปริญญาโทด้านเดียวกันที่มหาวิทยาลัยออสมาเนีย เมืองไฮเดอราบาด

ภายหลังเข้าทำงานเป็นนักวิชาการที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ก่อนที่จะได้รับทุนเรียนดีทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งประเทศไทย (ทุน สกอ.) มาศึกษาต่อด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ปัจจุบันผมกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ที่มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ สกอตแลนด์ หลังสำเร็จการศึกษา ผมเลือกกลับไปใช้ทุนที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี บ้านเกิดของผมเองครับ

phd3ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

จริงๆแล้วก็สงสัยตัวเองเหมือนกันครับ ว่าทำไมผมจึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก ทั้งๆที่ผมเองเป็นคนที่ชอบทำงาน และทำกิจกรรมมาโดยตลอด จุดเปลี่ยนสำคัญคงจะเป็นช่วงก่อนเรียนจบปริญญาโทที่ตอนนั้นผมกำลังเข้าสู่วัยเบญจเพสและคิดหนักใน 3 เรื่องคือ ชีวิตส่วนตัว การทำงานในอนาคต และการแสวงหาความรู้

เรื่องแรกคือชีวิตส่วนตัว ผมเองนั้นเป็นคนชอบเดินทาง ชอบท่องเที่ยวไปยังรัฐต่างๆ สมัยเรียนที่อินเดีย ซี่งผมรู้สึกว่ายังอยากหาประสบการณ์ให้มากขึ้น ในใจตอนนั้นเลยพยายามหาทางที่จะได้ใช้ชีวิตในต่างแดนอีกสักระยะ ผมจึงคิดว่าการเรียนปริญญาเอกคงจะช่วยให้ผมได้เดินทางท่องโลกมากขึ้น เลยตัดสินใจเรียนปริญญาเอกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตัวเอง
phd12เรื่องที่สองคือ การทำงานในอนาคต ผมเคยคิดว่าถ้าหากเข้าสู่ระบบราชการ กว่าที่ผมจะเติบโตในหน้าที่การงานมันต้องใช้เวลานาน ผมเลยคิดไปเองเลยว่าถ้าไปเรียนปริญญาเอก ใบปริญญาจะทำให้ผมเดินเร็วกว่าคนอื่นๆ พอมาตอนนี้ผมว่าผมคิดผิดครับ เพราะไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายๆ การเรียนปริญญาเอกก็เป็นอีกเส้นทางหนี่ง ซี่งไม่ได้การันตีความสำเร็จ ความก้าวหน้า หรือความช้าและเร็วในชีวิตเลยครับ

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องเชิงวิชาการหน่อยๆ คือด้วยความที่ผมสนใจเรื่องนโยบายการต่างประเทศอินเดียและเอเชียใต้ มาตั้งแต่สมัยปริญญาตรี และพอปริญญาโท ก็ได้ทุนไปเรียนที่อินเดีย ในใจเลยคิดว่าไหนๆ ก็เดินทางสายนี้แล้ว หากมีโอกาสก็ควรเดินไปให้ถึงที่สุด เพราะหากทำได้ ผมก็จะสามารถเป็นทรัพยากรบุคคลทางด้านอินเดียและเอเชียใต้ศึกษาของไทยได้ เลยตัดสินใจหาทุนเรียนต่อปริญญาเอกครับ

phd11ชีวิตการเรียนปริญญาเอกในช่วงนี้ เป็นอย่างไรบ้างคะ super busy ไหม

ช่วงนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเรียนแล้วครับ ผมเพิ่งส่งร่างสุดท้ายของวิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม รอบที่ 4 ให้อาจารย์ที่ปรึกษาไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างรอความเห็นของอาจารย์ เลยพอมีเวลาได้พักหายใจอยู่บ้างครับ แต่ก่อนหน้านี้ก็วุ่นๆ ตามประสาครับ

ช่วยเล่าให้ฟังว่า การใช้ชีวิตในต่างแดน เป็นอย่างไรบ้าง

หลายคนอาจจะสนุกกับการใช้ชีวิตต่างแดน แต่สำหรับผม ผมเหงานะ ชีวิตในต่างแดนค่อนข้างเหงาเพราะเมืองที่ผมอยู่เป็นเมืองที่เล็กมาก อยู่ตอนบนของสก็อตแลนด์ ปลายติ่งทะเลเหนือ เล็กขนาดที่ไม่มีห้างสรรพสินค้า ไม่มีร้านขายของเอเชีย ไกลขนาดที่รถไฟเข้าไม่ถึง ชีวิตกลางคืนก็แทบจะไม่มี คนไทยก็ไม่มากแทบจะนับหัวได้ ส่วนสภาพอากาศก็ค่อนข้างหม่น ยิ่งช่วงหน้าหนาวที่มีช่วงกลางวันแค่ 6 ชั่วโมงแถมฝนตก ลมแรง ยิ่งต้องฝึกความอดทนค่อนข้างสูง

phd7.jpgด้วยสภาพเช่นนี้เลยทำให้ผมต้องปรับตัวให้เข้ากับความเงียบอยู่เยอะทีเดียว แต่มันก็ดีตรงที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองมากขึ้นและหัดทำกับข้าวได้หลากหลายเมนูเลยครับ

แต่ผมว่าผมก็โชคดีนะ หลังจากได้ใช้ชีวิตแบบมีสีสันตอนเรียนโทที่อินเดีย พอมาเรียนเอกที่สก็อตแลนด์ ก็ได้ลองใช้ชีวิตเทาๆ ซี่งอย่างน้อยมันก็ทำให้ผมรู้ว่าผมชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ทำอะไรได้ และทำอะไรไม่ได้บ้าง

เมื่อมาเรียน ปริญญาเอกแล้ว มีการแบ่งเวลาในชีวิตอย่างไรบ้าง

เรื่องการแบ่งเวลานี่ไม่ค่อยมีหลักตายตัวเลยครับ คือแต่ละปีชีวิตปริญญาเอกมันจะมีเส้นทาง รูปแบบ และความเร่งรัดที่ต่างกันออกไป  ในช่วงปีแรกๆ ผมแทบจะไม่แบ่งเวลาอะไรเลย ทำทุกอย่างผสมผสานปนเปกันไปหมด เวลากิน เวลานอน ก็ไม่เป็นระบบ อาจเป็นเพราะในช่วงปีต้นๆ ผมยังจับทางการเรียนไม่ได้

แต่พอช่วงปีท้ายๆ ชีวิตเริ่มดีขึ้นมาหน่อย เพราะผมเริ่มรู้แน่ชัดว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ งานมีเหลือมากน้อยเท่าไหร่ และเริ่มรู้ว่าขีดความสามารถที่จะทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละวัน อยู่ในระดับไหน

ผมเลยพยายามตื่นให้ได้ก่อน 8 โมง ทำธุระให้เรียบร้อย แล้วเริ่มอ่านเขียนงานตั้งแต่ 9 โมง ถึงบ่าย 4 โมงเย็น พักเที่ยงได้ 1 ชั่วโมง พอตกเย็นมา ผมก็วางทุกงาน ไปออกกำลังกายบ้าง ดูหนังบ้าง กินข้าวกับเพื่อนบ้าง และพยายามนอนไม่เกินเที่ยงคืนครับ ชีวิตในปีหลังๆผมจะเป็นแบบนี้มาตลอด เลยคิดว่าผมน่าจะเจอการแบ่งเวลาที่เหมาะกับตัวเองแล้วครับ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมเชื่อในเรื่องนาฬิกาของชีวิตมากขึ้น ว่าแต่ละคนมีกรอบเวลาในการเดินของตนเอง จะเร็วบ้าง จะช้าบ้างก็ไม่เป็นไร แต่อย่าให้นาฬิกาของคนอื่นมาขีดเส้นเวลาชีวิตของเราครับ

phd2.jpgสิ่งที่ยากที่สุด ในการเรียนปริญญาเอกคืออะไร

ผมว่าสิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนปริญญาเอกคือการบอกตัวเองว่าให้เดิน เดินไปเรื่อยๆ ทั้งที่เราไม่รู้ว่าเรากำลังเดินไปไหน แต่เราต้องบอกตัวเองว่า ให้เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ในจังหวะและความเร็วที่คิดว่าเราจะสามารถประคองตัวเองไปให้ถึงฝั่งโดยไม่ล้มไปเสียก่อนครับ

ถ้าหากถามว่าผมเจอปัญหาอะไรที่หนักมากที่สุดในตอนเรียนปริญญาเอก ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์ครับ คือก่อนมาเรียนผมได้ตกลงใช้ชีวิตกับคนคนหนี่งและมีพันธะสัญญาต่อกันว่า หลังเรียนจบจะได้สร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ ซึ่งข้อตกลงนี้เป็นที่รับรู้ของทั้งสองครอบครัวครับ

แต่ด้วยความห่างไกลของระยะทาง เวลาที่แตกต่างกัน บริบทที่เปลี่ยนไป จึงทำให้มีช่องว่างที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดความไม่ชัดเจนในความสัมพันธ์ ผมว่ามันลำบากมากที่จะบอกว่าใครถูกหรือผิดเพราะเป็นเรื่องของคนสองคน แต่ปัญหานี้มันก็ส่งผลมากจนทำให้ชีวิตการเรียนปริญญาเอกของผมสั่นคลอนไปเยอะ

phd8.jpg

ในช่วงปีที่เกิดเรื่อง แม้ภายนอกผมจะดูปรกติ แต่ผมกลายเป็นคนเก็บตัวมากขึ้น เข้าสังคมน้อยลง ตื่นเช้ามาแค่ปั่นงานให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อตกเย็นก็ต้องดื่มให้หนักที่สุดเผื่อที่จะหลับไปให้ง่ายที่สุดเช่นกัน น้ำหนักทะยานพุ่งขึ้น ผมไม่ปริปากบอกใครในสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งคนในเมืองเดียวกัน รูมเมท และเพื่อนที่มหาวิทยาลัยก็ล้วนแต่ไม่มีใครรู้ ว่า ณ ตอนนั้นผมแทบไม่ค่อยไหวแล้ว นี่รวมถึงพ่อแม่ซึ่งผมไม่ได้บอกเพราะผมรู้ว่าพวกท่านจะเป็นห่วงผมที่สุด

ไม่รู้ว่าโชคดีหรือไม่ ผมสามารถผลักตัวเองให้ทำร่างแรกของวิทยานิพนธ์เสร็จและส่งให้ที่อาจารย์ปรึกษาดู ในวันที่ผมเดินเข้าไปคุยความคืบหน้า อาจารย์ที่ปรึกษาผมถามว่าผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมตอบท่านด้วยรอยยิ้ม

จังหวะนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาถามผมอีกครั้งว่า “นี่ยิ้มจริงๆ หรือ เพียงแค่ยิ้ม” ผมได้ยินแค่นั้น ผมแทบกลั้นน้ำตาตัวเองไม่ได้ มันเหมือนมีคนมาแตะเข้าไปจังๆ ที่ความรู้สึก วันนั้นเป็นวันแรกที่ผมเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้ใครสักคนฟัง

phd4

และผมเข้าใจเลยว่าผมโชคดีมาก ที่ผมได้ “ครู” ดี เพราะนอกจากจะสังเกตถึงปัญหาส่วนตัวผ่านงานเขียนของผมแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษายังใช้เวลาร่วม 4 ชั่วโมงในการให้แนวทางผมสำหรับรื้อวิทยานิพนธ์ใหม่ทั้งเล่ม ที่หากพูดแบบสายวิทยาศาสตร์ นี่เป็นวิทยานิพนธ์ที่ผลการทดลองล้มเหลว ซึ่งเท่ากับว่า ปัญหาของความสัมพันธ์มันก็ส่งผลค่อนข้างมากต่อการเรียนเช่นเดียวกัน

ผมคิดว่าแต่ละคนล้วนแล้วแต่เจอปัญหาและอุปสรรคที่แตกต่างกัน ปัญหาที่ผมเจออาจจะเป็นปัญหาเล็กๆของใครหลายๆคน แต่ผมว่าวิธีการจัดการกับปัญหาที่เข้ามานี่สำคัญมากครับ

phd5.jpgผ่านด่านปัญหาในการเรียนมาได้อย่างไร

เอาเรื่องการจัดการความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวก่อนนะครับ ผมว่า ก่อนอื่นเลยคือการยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันได้เกิดขึ้นจริงและได้จบลงแล้ว การยอมรับถึงปัญหาเหล่านั้นจะช่วยให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดได้ดีกว่าการพยายามลืมครับ

หลังจากยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ได้แล้ว ผมปรับตัวเองใหม่ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการสร้างสมดุลย์ระหว่างการเรียน การงานและการใช้ชีวิต ออกกำลังกายบ่อยครั้ง กินอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้อยลง ทำให้น้ำหนักลงไปเยอะเลยครับ

แม้ตัวผมเองจะไม่ค่อยบ่นพร่ำเพรื่อ แต่เมื่อสังเกตอารมณ์ตัวเองว่ามีความกังวลแล้ว ผมจะพูดคุยและระบายสิ่งที่ผมรู้สึกให้คนรอบข้างฟัง โดยเฉพาะเพื่อนสนิท รวมถึงปรึกษานักจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยซึ่งมีให้บริการสำหรับนักศึกษา ผมว่าการรู้จักแสวงหาความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมในเวลาที่จำเป็น มีความสำคัญมากสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกครับ

นอกจากนี้ ผมว่าการคิดบวกและยิ้มรับกับสิ่งที่เข้ามาก็มีความจำเป็นครับ ผมยังคงมีความหวังและเป้าหมายให้กับชีวิตเหมือนเดิม แต่ก็ยินดีกับความล้มเหลวและความผิดหวังที่ช่วยหล่อหลอมผมให้กลายเป็นคนใหม่ที่เข้มแข็งมากขึ้นครับ

phd1.1อะไรคือบทเรียนสำคัญ ที่ปริญญาเอกให้กับคุณ

ผมว่า บทเรียนที่สำคัญที่สุดของชีวิตปริญญาเอกคือ คือกระบวนการการเรียนรู้ที่จะผิดหวัง

เวลาเรามีความตั้งใจที่จะผลิตงานสักชิ้น เราจะแน่วแน่มากๆ และเมื่อทำสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเอง ความเป็นอัตตาที่ถ่ายทอดลงไปในงานจะมีสูงมาก มากจนคิดว่า งานที่เราทำคือที่สุดแล้ว บางคนอาจเลยเถิดไปจนคิดว่าเก่งและรู้มากกว่าคนอื่น

ดังนั้น วิธีการกำหราบความคิดนี้ คือการนำงานของเราเข้าไปถูกทดสอบ ไปถูกวิพากษ์ ไปถูกตั้งคำถาม จากทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาบ้าง กรรมการภายนอกบ้าง เป้าหมายของกระบวนการนี้คือการฝึกให้เราเรียนรู้ที่จะแพ้ จะผิดหวัง จะปรับแก้งานตามคำแนะนำ และที่สำคัญจะผสมผสานระหว่างความเป็นตัวเองและความเป็นผู้อื่นในงานของเราได้อย่างไร

ผมว่าท้ายที่สุด หัวใจของการเรียนปริญญาเอกคงจะเป็น การที่เราเข้าใจงานของเราให้มากและซับซ้อนที่สุด และในขณะเดียวกันเราต้องทำให้คนอื่นเข้าใจงาของเรา ให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ

อย่างแรกเหรอครับ ผมคงจะกลับบ้านไปกราบพ่อและแม่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งสองท่านคือคนที่อยู่เคียงข้างผมในทุกช่วงการตัดสินใจ ตั้งแต่การเลือกเรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศส สมัยมัธยมฯปลาย หรือแม้กระทั่งการตัดสินในเรียนเกี่ยวกับอินเดีย

ซึ่งผมต้องขอบคุณพ่อและแม่ที่ให้อิสระผมในการเลือกตัดสินใจในทุกเรื่องด้วยตัวเอง และอดทนต่อคำถามถึงอนาคตของผมที่คนรอบข้างถามเข้ามาอย่างถาโถม หลังจากนั้นคงทยอยไปหาเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ครูบาอาจารย์ที่คอยให้กำลังใจครับ

phd6.jpgมีคำแนะนำอะไรสำหรับคนที่สนใจสมัครเรียนปริญญาเอก

สิ่งแรกที่ผมอยากแนะนำในการเตรียมตัวเพื่อเข้าศึกษาในระดับปริญญาเอกคือ การเขียนเหตุผลว่าทำไมถึงอยากเรียนและอยากเรียนเกี่ยวกับอะไร เพราะเมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกท้อ จะได้กลับมาย้อนอ่านเหตุผลที่เคยให้กับตัวเองไว้เพื่อสร้างกำลังใจ ผมคิดว่า Passion คือสิ่งสำคัญที่สุดในการศึกษาระดับนี้ และจะเป็นสิ่งที่ประคองให้เราสามารถเดินไปจนถึงฝั่งได้

หลังจากแน่วแน่แล้วว่าจะเรียนปริญญาเอก วิธีการสมัครเข้าศึกษาผมคิดว่ามี 2 ทางใหญ่ๆครับ คือช่องทางที่ 1 ผ่านการสมัครเข้าไปในโครงการวิจัย ที่อาจารย์ในแต่ละมหาวิทยาลัยมองหานักศึกษาเข้าไปร่วมทำงานด้วย ในส่วนนี้เราสามารถสามารถยื่นใบสมัครของเราตามประกาศได้เลยครับ แต่ข้อเสียคือหัวข้อที่มีให้อาจจะไม่ตรงใจกับสิ่งที่เราอยากทำ

ช่องทางที่ 2 ซี่งเป็นวิธีที่ผมเลือกใช้ในปัจจุบัน คือเลือกเรื่องที่ใช่ และไปแสวงหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่ชอบ แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นต้องพยายามคิดให้ตกผลึกถึงหัวข้อวิจัยที่เราจะทำ อาจขอความคิดเห็นจากอาจารย์สมัยปริญญาตรีหรือปริญญาโท เพื่อมาปรับปรุงแนวทางด้วยครับ เมื่อได้หัวข้อที่คมชัดแล้ว ก็เตรียมเค้าโครงงานวิจัยของเราให้เรียบร้อย เพื่อส่งไปยังว่าที่อาจารย์ที่ปรึกษาของเราในอนาคต หากได้รับการตอบรับจากอาจารย์ที่ปรึกษาก็ดำเนินการสมัครเข้าศึกษาต่อได้เลยครับ

และเมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว ต้องฝึกตัวเองให้เป็น Independent Scholar คือสามารถที่จะวางแผนและกำหนดทางเดินของตนเอง ไปพร้อมๆกับการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ผมว่าหลักๆของการเรียนปริญญาเอกคงเตรียมตัวประมาณนี้ครับ

phd1.1…………………..
เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณข้อคิด ประสบการณ์ ที่ล้ำค่า จากคุณหนุ่ม ปิยณัฐ สร้อยคำ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจจะก้าวเดินบนเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนี้ หรือสำหรับผู้ที่กำลังอยู่ระหว่างเส้นทางนี้ และเราขอส่งกำลังใจให้กับคุณหนุ่มในช่วงโค้งสุดท้ายของการเรียนปริญญาเอก มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกัน

ดร.พงศ์ศิริ คำขันแก้ว ::: บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แนะนำตัวนิดนึง

สวัสดีครับ ผมเจี๊ยบ หรือ ดร.พงศ์ศิริ คำขันแก้ว ครับ ตอนนี้ทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและวิจัย และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนนานาชาติอังกฤษแห่งภาคเหนือ จ.ลำปาง และโรงเรียนนานาชาติอังกฤษแห่งกระบี่ จ.กระบี่ ครับ

สำเร็จการศึกษา ศิลปศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) สาขาภาษาเยอรมัน และปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยพายัพ ปริญญาเอก บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ครับ30177278_569849486723353_1650684325_o.jpgทราบว่าเพิ่งเรียนจบ ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ วันที่เรียนจบ รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

วันที่รู้ว่าตัวเองจบ คือ เอาจริง ๆ “งง” มากครับ ตอนที่คณะกรรมการบอกผมว่ายินดีด้วย ดร.พงศ์ศิริ .. คือผมยืนแบบ งง มากครับ ทำหน้าแบบเอ๋อ ๆ ยืนนิ่ง มาก ก็เลยเข้าใจว่า อ๋อนี้แหละ ความรู้สึกแบบ Just a PhD ครับ

ทำดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับอะไร มีข้อค้นพบอะไรที่สำคัญและอยากแบ่งปันไหม

 ดุษฎีนิพนธ์ที่ทำเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการบริหารแบรนด์องค์การ (Corporate Brand Management) สำหรับ SMEs ภาคการผลิตอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยครับ

สำหรับงานที่ทำและมีค้นพบเลยก็คือ ได้ตัวโมเดลที่สะท้อนความเป็นจริงสำหรับ SMEs ครับ กล่าวคือความเป็นผู้ประกอบการคือจุดเริ่มต้นของการบริหารแบรนด์องค์การ ที่เป็นแบบนี้เพราะว่า ความเป็น SMEs จะผูกติดกับผู้ประกอบการซึ่งลองสังเกตครับว่า ผู้ประกอบการ SMEs นี้เป็นเหมือนกับทุกอย่างขององค์การ บางรายทำหน้าที่เองแทบทุกหน้าที่ใน Business Faction ครับ ซึ่งหากผู้ประกอบการมีการยอมรับแนวคิดรูปแบบใหม่เพื่อนำมาปรับใช้ในการออกแบบการบริหารแบรนด์องค์การซึ่งต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมทางการแข่งขันไปพร้อมกันครับ

20151127_154755.jpg

… สำหรับตัวโมเดลการบริหารแบรนด์องค์การที่ได้ศึกษาและพัฒนาจากการวิจัยแบบผสมสาน (Mixed Mode Method) ที่ทำการทดสอบด้วยค่าทางสถิติและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับรางวัล Thailand Best SMEs Award กว่า 22 ราย ก็ได้ตัวโมเดลการบริหารแบรนด์องค์การที่เป็นกระบวนการคือ

1) การศึกษาบริบทแบรนด์องค์การ 2)การสร้างแบรนด์แบรนด์องค์การ 3)การรวบรวมกลยุทธ์แบรนด์องค์การ 4)การนำไปปฏิบัติ และ 5)การประเมินผลและการสร้างความต่อเนื่องเพื่อทำให้แบรนด์องค์การมีความยั่งยืนครับ ซึ่งงานที่ผมทำสามารถยืนยันได้ว่าแนวคิดการบริหารแบรนด์องค์การสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับ SMEs ได้ครับ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ในการขอบเขตพื้นที่ของการศึกษาแบรนด์ในวงวิชาการไทยครับ

1463130649551.jpg

ขอย้อนถาม ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ที่ตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก เพราะว่าตอนจบปริญญาโทไปทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แล้วคิดว่าความรู้ที่เรามีอยู่มันจะไม่เพียงพอที่จะมาสอนนักศึกษาครับ กอปรกับความตั้งใจที่อยากเรียนให้จบปริญญาเอกเพราะเป็นเป้าหมายหนึ่งในชีวิตของตัวเองด้วยครับ

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ชีวิตเป็นอย่างไรบ้างคะ เล่าให้เราฟังหน่อย

อย่างแรกเลยตอนที่เรียนปริญญาเอกนี้ จะพูดคำว่า “เบื่อ” บ่อยมาก ครับ เพราะเรียนหนัก ทั้งต้องอ่านหนังสือ ติดตามข่าวสารทางการบริหารธุรกิจ และต้องเขียน Paper ส่งอาจารย์ และต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการเรียนทุกวัน เพราะว่าเวลาเรียนไม่มีการ lecture ของอาจารย์เลยครับ คือเรียนแบบ discuss กับ business issues ที่อาจารย์จะบอก topic ล่วงหน้า หมายความว่าเราต้องทำการบ้านเยอะมาก ต้องค้น paper อ่าน จด วิเคราะห์ และต้องสังเคราะห์ออกมาให้ได้ครับ เป็นแบบนี้อยู่ประมาณ ปีครึ่งจน course work หมดครับ

อย่างที่สองคือ ต้องเขียนบทความทั้งบทความวิจัย และบทความวิชาการตีพิมพ์ และนำเสนอด้วยครับ ตรงนี้แหละที่ผมใช้ให้เป็นโอกาสในการหาหัวข้อและพัฒนาหัวข้อของตัวเองไปด้วยครับ อย่างที่สามคือปัญหาในเรื่องการจัดการกับเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด คือก็พยายาม balance เวลาของตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ และอย่างสุดท้ายคือสุขภาพครับ อันนี้คือสำคัญมากครับ เพราะความกดดัน และความเครียดทำให้เราป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลนอนป่วยเพราะความเครียดอยู่เป็นสัปดาห์ครับ หลังจากนั้นก็ปรับพฤติกรรมและจัดระเบียบความคิดและชีวิตตัวใหม่ครับ

1450421132462

ระหว่างเรียน เจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำดุษฎีนิพนธ์ครับ เพราะใช้การวิจัยแบบแบบผสมสาน (Mixed Mode Method) เพราะต้องเก็บข้อมูลสองรอบทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ ซึ่งความยากอยู่ตรงที่การเก็บข้อมูลครับ ด้วยความที่เราทำอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่มทั้งประเทศ ซึ่งตอนที่เสนอ Proposal คิดว่ามันไม่น่าจะยากเกินไป

พอได้มาทำจริงๆ รู้เลยว่ายากมาก โดยที่เราคิดว่าเราวางแผนดีแล้วในเวลาที่เรากำหนดไว้ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด ต้องลงพื้นที่เอง ไปเก็บข้อมูลเอง ซึ่งใช้เวลาไปเกือบ 8 เดือนสำหรับการเก็บข้อมูลเพื่อการวิจัยเชิงปริมาณ และอีก 4 เดือนสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ และโชคดีมากที่ได้รับความกรุณาจากผู้ใหญ่ใจดีจากสถาบันอาหาร และ สสว. ที่กรุณาประสานงานให้ด้วยครับ อันนี้หนักที่สุดครับกับการเก็บข้อมูล

หากย้อนไปได้จะบอกกับตัวเอง “Das Leben ist eine Reise” ซึ่งแปลได้ว่า ชีวิตคือการเดินทาง หากไม่เดินทางผ่านอุปสรรคในวันนั้นมา ก็จะไม่รู้ถึงคุณค่าของการเป็นด๊อกเตอร์

1463129884175.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร

ความพยายามและความอดทน ครับ อย่างที่บอกไปครับ การเก็บข้อมูลนั้นยากมาก ต้องพยายามก็คือต้องกลับมาวางแผนแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าให้หน้า พยายามสร้างทางเลือกให้ตัวเองและยอมรับสิ่งที่ผิดพลาด และเรียนรู้กับสิ่งที่เราทำ

ความอดทนนี้ เป็นสิ่งที่คนเรียนปริญญาเอกต้องมีเลยครับ ผมเคยพูดกับหลาย ๆ คน ที่ชื่นชมผมตลอดว่า จบปริญญาเอกตอนอายุ 30 เป๊ะ ผมมักจะตอบไปว่า ผมไม่ได้เก่งเลยครับ แต่ผมพยายามและอดทนเพื่อให้ผ่านสิ่งที่ผมกำลังทำก็แค่นั้น

1463129896714.jpg

คิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

สิ่งแรกคือ เงินครับ เพราะการเรียนปริญญาเอกต้องเป็นโครงการลงทุนที่เสี่ยงมาก และผลตอบแทนจากการลงทุนที่เป็นตัวเงินไม่มากอย่างที่คิด ฉะนั้น การมาเรียนปริญญาเอกต้องวางแผนทางการเงินให้ดีครับ

สิ่งที่สองคือ สุขภาพครับ ซึ่งการเรียนปริญญาเอกมีความกดดัน ความเครียด และจะมีอาการวิตกตลอดเวลา ตรงนี้ทำให้เราต้องบริหารจัดการความคิด ปรับมุมมองการใช้ชีวิต และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพทั้งการออกกำลังกาย และอาหาร

สิ่งสุดท้ายคือ เวลาครับ การเรียนปริญญาเอกต้องลงทุนเรื่องเวลาเยอะมากทำให้เราต้องสูญเสียเวลาที่ควรจะมีให้กับครอบครัว และตัวเองน้อยลง แต่ก็ต้องวางแผนและจัดสรรเวลาให้ดีเท่าที่จะทำได้ และต้องบริหารเวลาในชีวิตอย่างรอบคอบมากครับ

20151022_144957.jpg

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้าง

จริง ๆ ที่ตัวเองทำอยู่ก็คืองานด้านการตลาด การวิจัย และงานวิชาการของโรงเรียน ทำให้เรามีความคิดที่เชื่อมโยง มองประเด็นต่าง ๆ อย่างรอบด้าน แบบองค์รวม เพราะการทำโรงเรียนเป็นธุรกิจการศึกษา ทำให้เราต้องวิเคราะห์และนำเครื่องมือทางการจัดการบริหารธุรกิจต่าง ๆ มาใช้กับการบริหารจัดการโรงเรียนได้อย่างเหมาะสม

รวมถึงตอนนี้ผมก็เป็นอาจารย์พิเศษบรรยายให้กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็ได้นำความรู้ และเทคนิคบางอย่างมาสอนลูกศิษย์ด้วยครับ นอกจากนี้ก็ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับสมาคมธุรกิจผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดลำปาง และหอการค้าลำปางด้วยครับ ก็เลยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันความรู้กับผู้ประกอบการด้วยครับ

30223517_569848893390079_209378686_o.jpg

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

หากคุณต้องข้ามทะเล อย่ายืนมองมันเพียงอยู่บนฝั่ง คุณต้องว่ายน้ำไป แม้ว่าคุณจะเหนื่อยและรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะจม แต่คุณต้องถึงจุดหมาย !!!

คำว่า “ก็แค่ปริญญาเอก” มีความหมายว่าอย่างไรสำหรับคุณ

ใบปริญญาไม่ได้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้เรียนรู้ตลอดทางที่เรียน ทั้งการบริหารตนเอง การบริหารอาจารย์ที่ปรึกษา การแก้ปัญหา และเรียนรู้ชีวิต ซึ่งเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสิ่งเหล่านี้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากครับ การสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกไม่ได้เป็นเครื่องประดับชิ้นใหม่ทางสังคมของผมเลย ทว่ากลับเป็นเครื่องตอกย้ำให้ผมต้องรู้จักเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ให้มากขึ้น และนอบน้อมต่อความรู้ยังมีอีกมากมายในโลกใบนี้ครับ

30126066_569847943390174_735204198_o

…..

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่าของ ดร.พงศ์ศิริ มากค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

ดร.พิมพ์ สุพิมพ์มาศ เธียรหิรัญ:::ปริญญาเอกสาขา Industrial Engineering and Economics, Tokyo Institute of Technology::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

ช่วยแนะนำตัวนิดนึงค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อพิมพ์ สุพิมพ์มาศ เธียรหิรัญ เรียนจบปริญญาเอกจาก Tokyo Institute of Technology สาขา Industrial Engineering and Economics ค่ะ พิมพ์ไปเรียนหลักสูตร International program ของทางมหาลัย ตอนนี้ทำงานด้าน planning and improvement อยู่ที่บริษัท Johnson & Johnson ประเทศไทยค่ะ

14095816_1255405444480476_6461359266906881254_n

วันที่เรียนจบ รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

จริงๆ วันที่เรียนจบกลับต่างกับตอนที่เราคิดไว้เยอะเลยค่ะ เพราะตอนที่ใกล้จะจบนี่ท้อมากๆ จากที่เคยคิดไว้ว่าจะตื่นเต้นและเป็นวันที่รอคอยมาทั้งชีวิต วันนั้นกลับทำให้เราแอบปลงนิดๆ และรู้สึกแค่ว่า เออเราก็ทำได้แล้วเนอะ มันก็เป็นก้าวนึงในชีวิต แล้วสุดท้ายมันก็จะผ่านไป

20953790_1625760244111659_6953272801329792930_n.jpg

ขอย้อนถามว่า ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก?

ตอนนั้นรู้สึกอยากทำวิจัยต่อค่ะ มีความรู้สึกว่ามีอะไรที่เรายังอยากทำเพิ่มเติม และเราก็สนใจการเข้าถึงผู้บริโภคและออกแบบสิ่งของตามวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของคนในประเทศต่างๆ พอหลังจากจบปริญญาโทที่ AIT อาจารย์ที่ปรึกษาก็พาไปเข้า conference แล้วก็สนับสนุนเรื่องเรียนต่อ เราก็เลยลองส่งใบสมัครดู แต่เลือกในแถบเอเชีย เพราะที่บ้านไม่อยากให้ไปเรียนไกลมากค่ะ พอได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ก็เลยตัดสินใจตอบรับเลย เมื่อมีโอกาส เราก็ควรคว้าไว้ 15337544_1362182123802807_7343947000140075322_n.jpgระหว่างเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างไรบ้างคะ เล่าให้เราฟังหน่อย

ระหว่างเรียนก็เจออุปสรรคเยอะค่ะ ส่งเปเปอร์ไปตีพิมพ์ก็โดนรีเจกบ้าง ได้แต่นึกถึงคำพูดอาจารย์ว่า เราจะต้องเจอคนอ่านที่เค้าเข้าใจงานเราและอยากได้งานเรา งานเราจึงควรจะตีพิมพ์ที่นั่นซึ่งตอนหลังก็ได้ตีพิมพ์ค่ะ ไม่ใช่ว่าทำอะไรแล้วจะสำเร็จครั้งแรก แต่เราต้องพยายาม แล้วก็ปรับปรุงตัวเอง แก้เนื้อหาตามที่รีวิวเวอร์คอมเม้นต์มาให้ค่ะ จริงๆ พิมพ์เป็นคนไม่ค่อยถนัดการใช้พวกโปรแกรมเลยค่ะ มาที่นี่ต้องเรียนรู้เอง ใช้โปรแกรมใหม่ๆ คิดแต่ว่าไม่ได้ก็ต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่น ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ค่ะ แต่ดีกว่าเราไม่ลงมือทำ อย่างน้อยมันก็ก้าวไปข้างหน้า

14595827_1316447468376273_3296897603646441977_n.jpg

ตอนใกล้จะจบ ก็ลุยทั้งเขียนเล่ม ส่งงาน conference ไปด้วย แถมแก้เปเปอร์ที่ส่งไปตีพิมพ์อีก ช่วงนั้นวุ่นวายมากเลยค่ะ แถมนอนไม่หลับเพราะกังวล จริงๆเรื่องนอนไม่หลับนี่เป็นปัญหาของคนเรียนเอกทุกคนเลยก็ว่าได้ค่ะ มีมากน้อยต่างกัน

พิมพ์ใช้วิธีออกกำลังกาย จากที่ไม่เคยเริ่มวิ่งก็ไปวิ่งค่ะ วิ่งมันทุกเย็น ถ้ายังนอนไม่หลับก็เปิดคอมทำงานไปล่ะค่ะ ไม่ก็ดูหนังที่เราอยากดูเพื่อให้ใจได้ผ่อนคลายบ้าง พิมพ์โชคดีที่อยู่ที่นี่เพราะเพื่อนๆ คนไทยเยอะ ก็ได้พูดคุยและเปลี่ยนกัน ช่วยๆ กันปลอบใจในช่วงที่เจอมรสุมชีวิตค่ะ

15181676_1348538605167159_7314073380188579445_n.jpg

ประสบการณ์ในประเทศญี่ปุ่น มีอะไรสนุกๆ เล่าให้ฟังบ้างคะ

โดยส่วนตัวเราว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เหมาะกับการไปเที่ยว แต่การอยู่นาน อาจะทำให้จิตตกได้ในหลายครั้งเลยค่ะ เพราะสังคมที่นี่ค่อนข้างเครียด

เรื่องที่ประทับใจมากๆ คือ เราก็ต้องไปแจกแบบสอบถามคนญี่ปุ่นราวๆ 400คน เลยค่ะ เราก็พูดญี่ปุ่นได้ไม่คล่องมาก แล้วก็หอบเอาขนมจากไทยไปแจกเองเลย เวลาไปแจก เค้าก็จะถามว่าทำทีสิสหรอ เป็นงานวิจัยใช่มั้ย หลายๆ คนเค้าทำให้แล้วก็บอกว่า “พยายามเข้านะ” โห น้ำตาคลอเลย เพราะตอนแรกกลัวว่าจะไม่มีใครทำให้เรา แต่พอได้ลองทำ มันก็คุ้มค่าค่ะ เหมือนเป็นการเติมพลังค่ะ

ในประเทศญี่ปุ่น ด้วยความเป็นระเบียบของเค้า ชีวิตเราก็ง่ายเลยค่ะ การมาอยู่ที่นี่ ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ได้ใช้ชีวิตเองลำพัง มันสบายดีนะคะ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้ต้องอยู่ในกรอบอะไรมาก เราชอบที่อาจารย์จะไม่บอกว่า ผิดหรือถูก แต่จะถามว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น และแนะนำเพิ่มเติม มันเปิดโลกให้เราได้แสดงออกอย่างเต็มที่ และที่ชอบมากๆ คงจะเป็นตู้กดน้ำที่มีอยู่ทุกที่เลย และรถไฟที่เดินทางง่ายมาก

16195852_1413615108659508_5996656909708684069_n.jpg
ระหว่างเรียนเจออุปสรรคอะไรบ้างไหมคะ

ตอนนั้นที่เจอปัญหาหนักสุดคือ กลัวเรียนจบไม่ทันสามปีตามที่ทุนให้ไว้ค่ะ เพราะอาจารย์ไม่ค่อยถนัดด้านที่เราทำเท่าไหร่ และเราก็ต้องทำเองทุกอย่างเลย ตอนนั้นรู้สึกผิดหวังที่อาจารย์บอกว่าอาจจะต้องอยู่ต่อนะ เพราะเข้าใจเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยผิดกันค่ะ และกรรมการสอบก็ไม่พอใจกับงานเราเท่าไหร่ ช่วงนั้นร้องไห้ไปหลายรอบมาก และก็รู้สึกท้อ อยากกลับบ้าน ไม่อยากไปสอบแล้ว จนคุณแม่ก็พูดให้กำลังใจว่า อยู่มาได้ตั้งนาน อีกนิดเดียวจะเป็นอะไรไป ถ้าสู้แล้วไม่ไหวจริงๆ ก็กลับมา มีอะไรให้ทำที่บ้านเยอะแยะ ปริญญาใบนี้เป็นแค่บททดสอบหนึ่งในชีวิตแค่นั้นเอง

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะพูดกับตัวเองว่าอย่างไร

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราก็จะพูดกับตัวเองว่า อย่ากดดันตัวเองมาก อดทนและพยายามอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จจะมาถึงแน่ๆ ชีวิตมันไม่ได้สวยงามและคาดเดาได้ทุกอย่างหรอก แต่เราจะได้สิ่งที่ดีที่สุด ณ ตอนนั้นๆ เสมอ

21687898_1652277398126610_6040993105028633000_n.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร?

ช่วงที่แย่ๆ เราได้ฟังหนังสือเสียงเกี่ยวกับ self improvement จาก Youtube ช่องหนึ่งของ JR audio ค่ะ แล้วเค้าพูดถึงหนังสือ the magic เราเลยลองไปสั่ง amazon ออนไลน์ ให้มาส่งที่บ้านได้เลย โดยรวมหนังสือเล่มนี้จะสอนให้เรามองเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นเรื่องที่ดี แม้ว่าสิ่งไม่ดีจะเกิดขึ้น เค้าจะให้เราขอบคุณเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน และเขียนข้อดีที่มันเกิดขึ้นมา

นอกจากนี้ เค้าให้เราเขียนสิ่งที่เราอยากได้ ให้เราสร้างความเชื่อให้ตัวเอง และก็ต้องเขียนขอบคุณกับ10 อย่างในทุกๆวันโดยไม่ซ้ำกันค่ะ พอเริ่มทำไป เราก็รู้สึกว่าชีวิตเรายังมีค่า ในวันที่ไม่ดี มันก็ยังมีมีอะไรที่ดีในทุกๆวัน จุดนั้นทำเรามีพลังและเดินต่อไปได้อีกเลยค่ะ

ที่ขาดไม่ได้ก็คือครอบครัว แฟน เพื่อนๆทั้งที่ไทยและที่ญี่ปุ่นเลยค่ะ ได้รับกำลังใจจากหลายๆ คนมาจริงๆ ตอนนั้นเราถามแฟนว่า ถ้าเราเรียนไม่จบสามปี จะทำให้เราดูแย่มั้ยนะ เค้าก็บอกว่า ไม่เห็นจะแย่เลย เพราะมีหลายคนที่ไม่มีโอกาสไปเรียน เราไปอยู่ตรงนั้นแล้ว ต้องพยายามให้มาก ให้สมกับที่เราได้รับโอกาสนี้ จุดนั้นทำให้เราฮึดสู้เลยค่ะ

21616036_1652273824793634_2400261357406085175_n.jpg

คิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

ความอดทน การยอมรับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ และการจัดลำดับความคิดของตัวเอง การเรียนปริญญาเอก มันเหมือนเราเดินไปหาแสงที่ปลายอุโมงค์เป็นเวลานานๆ ซึ่งมันเป็นธรรมดาที่เราจะต้องเจออุปสรรคในชีวิต เราทุกคนต่างมีวันที่ดีและไม่ดี ที่สำคัญ มันเป็นแค่บทเรียนหนึ่ง ต้องบอกตัวเองอยู่เสมอว่า เราทำดีที่สุดแล้วในเกมส์ที่เราลงเล่น ถ้ามันเกินสิ่งที่เราจะไปควบคุมได้ เราก็ทำได้แค่เฝ้าดูผลและยอมรับมัน

การปล่อยวาง และพยายามไม่กังวลถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และเลิกตำหนิตัวเองเกี่ยวกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ทำให้เราเรียนสำเร็จจนได้ค่ะ ขอแค่อย่าหมดศรัทธาในตัวเอง แม้ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ตาม

21615969_1652276018126748_4015409793911112887_n.jpg

อยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง  

เรารู้ว่ามันเหนื่อยและท้อมากๆ ในบางเวลา แต่ขอให้เชื่อมั่น ขอให้อดทน เหมือนที่เค้าชอบพูดกันว่า เมื่อถึงเวลา ดอกไม้จะบานเพราะทุกอย่างมีเวลาของมันเสมอ และเราจะได้รับมันเมื่อมันถึงเวลา และถึงแม้ว่าเราจะตัดสินใจพลาดไปบ้าง ให้อภัยตัวเองนะคะ เราทำดีที่สุดแล้วในตอนนั้น

ข้อคิดที่เราท่องไว้กับตัวเองเสมอคือ everything happens for a reason: ทุกอย่างมีเหตุผลที่มันเกิดขึ้นเสมอค่ะ เพราะถ้าเราเชื่อแบบนี้ เราจะคิดว่าถึงมันเป็นเรื่องที่ไม่ดี มันก็ควรเกิดขึ้น เพราะเราต้องได้เรียนรู้อะไรจากมันในอนาคตแน่นอนค่ะ

21686120_1652276118126738_7096624125067645225_n.jpgเพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์จากดร.พิมพ์ ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ดียิ่งให้ใครอีกหลายคนที่สนใจหรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนี้

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกันค่ะ

รศ.ดร ศากุน บุญอิต :: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

ความหมายของปริญญาเอก คือ “การรักในการค้นหาความรู้”

049_2_sakul-570x570.jpg

…คอลัมน์แขกรับเชิญวันนี้ เราพาไปพูดคุยกับ รศ.ดร ศากุน บุญอิต อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาปริญญาเอก

รศ.ดร.ศากุน สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจาก สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย สาขา Operations and Technology Management และปริญญาโทด้าน Operations Management ที่ Southern Methodist University สหรัฐอเมริกา เจ้าของเพจ ‘Fast Forward Statistics’ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสถิติเพื่อการวิเคราะห์

– ตอนที่อาจารย์เรียนปริญญาเอก พบเจออุปสรรคอะไรบ้างคะ

…จำไม่ค่อยได้ว่าเจอปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง แต่หลักๆ คงเป็นเรื่องการจัดการเวลา และสร้างความมุ่งมั่นในการสำเร็จ PhD เนื่องจากพออยู่ในเมืองไทย จะมีสิ่งเร้าต่างๆ ที่ทำให้เราไม่ Focus ส่วนปัญหาด้านอื่นๆ ไม่ค่อยเจออะไรมาก

แต่จะบอกว่าไม่มีปัญหาก็ไม่ใช่ แต่รู้สึกบวกกับปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ เพราะมองว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ เจอปัญหาก็แก้ แล้วเรียนรู้ว่า เกิดจากอะไร จะกระทบอะไรในกระบวนการทำวิจัย

อีกสิ่งหนึ่งที่ยากตอนนั้น คือ การบริหารเวลาให้ดีในการเข้าพบ Advisor เวลาเข้าพบต้องเร็ว ตรงประเด็น จับใจความ ไม่ถามว่าอันนี้ทำยังไง แต่ต้องหาข้อมูลไปก่อน เพียงขอข้อแนะนำว่า มีทางเลือก 1,2,3 แล้วอันไหนเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสุด

เพราะ Advisor ทำงานบริหารด้วยจึงยุ่งมาก ส่วนในด้านการเรียนก็ไปเรื่อยๆ ใช้เวลาทั้งหมด 4 ปีกว่า ไม่มองว่า จบเร็วคือเก่งกว่า อันนั้นไม่ใช่แนวคิด PhD

28741242_2044721882211161_1116324269_n.jpg

– ในตอนนั้น ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะบอกตัวเองว่าอย่างไร

ถ้าย้อนเวลากลับไปบอกกับตัวเองว่า น่าจะมีโอกาสไปสร้าง Network กับต่างประเทศมากขึ้น จริงๆ ก็มีพอควรแต่ขาดบางส่วน บางประเทศไป ที่จะมาช่วยเราในการทำวิจัยในปัจจุบันได้มากขึ้น

– อาจารย์มองว่า ปริญญาเอกคืออะไร

ผมตอบในฐานะอาจารย์ ปริญญาเอก คือ Training มากกว่าการเรียน ผมไม่อยากให้เราใช้คำว่า เรียนปริญญาเอก ปริญญาเอกคือการ Train ให้เราพร้อมออกไปทำวิจัย (ที่ดี) และจบกระบวนการให้ได้ การทำวิจัยไม่ใช่จบแค่ Thesis แต่ต้องจบที่การตีพิมพ์งานวิจัยในวารสารวิชาการ (ที่มีคุณภาพ)

ดังนั้น ถ้าจบ PhD เราต้องทำกระบวนการทั้งหมดนี้ได้ ดังนั้น ไม่ใช่การเรียน เพราะการเรียนเป็นการเน้นไปรับความรู้ แต่ PhD เป็นการฝึกเราให้ออกไปทำวิจัยเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ได้

PhD ย่อมาจาก Doctor of Philosophy รากศัพท์ของคำว่า Doctor มาจาก Doctrine แปลว่า ความรู้ และคำว่า Philosophy รากศัพท์แปลว่า รักในการแสวงหาความรู้ รวมๆ กันแล้ว ความหมายของปริญญาเอก จึงหมายถึง “การรักในการค้นหาความรู้”

ตั้งต้นที่จุดนี้ การทำ PhD จะชัดเจนมากขึ้นว่า ควรต้องรู้อะไร หรือทำอะไรบ้าง ดังนั้น ตอบสั้นๆ คือ PhD เหมาะกับคนที่จะไปสอนต่อ โดยเฉพาะการสอนในมหาวิทยาลัย หรืออาจเหมาะกับ คนที่ต้องการค้นหาความรู้ใหม่ในการแก้ปัญหา

28906601_2044721878877828_463578457_n.jpg

– มีคำแนะนำสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกอย่างไรบ้างคะ

ผมอยากบอกหรือแนะนำคนที่กำลังทำ PhD ตอนนี้ว่า ต้องรักในการค้นหาความรู้ใหม่และต้องสนุกกับมัน ไม่เช่นงั้น เราจะรู้สึกว่า ทรมาณมากในสิ่งที่ทำอยู่ ต้องรู้ว่า เป้าหมายของ PhD คืออะไร

จริงๆ แล้วเป้าหมายของการทำ PhD คือ การผึกหัดการทำวิจัยเพื่อค้นหาความรู้แล้วนำไปสอนได้ ต้องรู้ว่า เราจะต้องผึกหัดจนทำให้เป็นในเรื่องอะไรบ้าง สิ่งที่ต้องฝึกหัดมากๆ ทำบ่อยๆ จนชำนาญ ได้แก่ ทักษะด้านการ ฟัง พูด อ่าน เขียน และคิดวิเคราะห์ ต้องทำสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา ขาดด้านหนึ่งด้านใดไม่ได้

สิ่งที่อยากแนะนำสำหรับคนที่ทำ PhD ตอนนี้มากๆ คือ

…ฝึกหัดตัวเองให้ชำนาญในเครื่องมือ เทคนิคหรือวิธีวิจัยที่ใช้ในสาขาของตนเองให้เร็วที่สุด (ใน 2 ปีแรกต้องเชี่ยวชาญ) เมื่อเราเชี่ยวชาญชำนาญในสิ่งเหล่านี้แล้ว จะเพิ่มศักยภาพให้กับการค้นหาหัวข้อวิจัยและจะสามารถทำวิจัยในโจทย์ที่ซับซ้อนได้ นำไปสู่ Research contribution ที่มากขึ้น

ในปัจจุบัน (ในสาขาที่ผมทำวิจัย) ผมกำลังเน้นมากในเรื่องของสถิติวิเคราะห์เพื่อการวิจัย การมีข้อจำกัดในเรื่องนี้ จะทำให้เรามีจุดอ่อนในการอ่าน paper หรือการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนมากๆ ดังนั้น ขอให้หาโอกาสเติมเต็มในสิ่งเหล่านี้ให้มากๆ

…อีกประเด็นคือ เรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล (โดยเฉพาะเรื่องสถิติ) ที่มีข้อผิดพลาดเยอะมาก ตั้งแต่การออกแบบจนการวิเคราะห์ ทำให้งานวิจัยที่ออกมาไม่มีคุณภาพ ผมต้องของคุณเพจ ‘ก็แค่ปริญญาเอก’ ที่ช่วย share เพจใน Facebook ที่ผมสร้างขึ้น ชื่อ ‘Fast Forward Statistics’ ซึ่งเป็นเพจที่ให้ความรู้สำหรับสถิติเพื่อการวิเคราะห์

…และสุดท้าย ด้านการเขียนต้องฝึกมากๆ เขียนทุกวันและตั้งเป้าตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการที่มีคุณภาพให้ได้ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเราไม่ได้คิดว่างานวิจัยของเราดีกับแค่คนกลุ่มเดียว เมื่อสำเร็จการศึกษาปริญญาเอก โชคดีครับ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์และแรงบันดาลใจที่ดีจาก รศ.ดร ศากุน บุญอิต มากค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์กันค่ะ

ดร.เตย อรัชมน พิเชฐวรกุล ::: ปริญญาเอก สาขา กฎหมายอวกาศและกิจการโทรคมนาคม จาก Université Paris-Saclay (Paris-sud) ประเทศฝรั่งเศส ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แขกรับเชิญคนล่าสุดของเรา หอบกลิ่นอายความสดใส มาจากเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส พร้อมกับความสำเร็จในการคว้าปริญญาโทและปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในปารีส ไปทำความรู้จักกับเธอกัน

a5

แนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ‘เตย’ อรัชมน พิเชฐวรกุล ค่ะ เรียนจบปริญญาโทใบแรก สาขากฎหมายธุรกิจ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ส่วนปริญญาโทใบที่สอง และปริญญาเอก ที่ Université Paris-Saclay (Paris-sud) สาขา กฎหมายอวกาศและกิจการโทรคมนาคม (Droit des activités spatiales et des télécommunications) ตอนปริญญาโท และ สาขากฎหมายโทรคมนาคม (Droit public : spécialité de droit des télécommunications) ปริญญาเอกค่ะ

a8.jpg

ทราบว่าเพิ่งเรียนจบ ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ ความรู้สึกในวันที่รู้ตัวว่าเรียนจบ รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

ถ้าถามถึงความรู้สึกแรกหลังจากที่ได้ยินประธานการสอบประกาศว่า “ขอแสดงความยินดีด้วย…docteur en droit…” นั้น ขอตอบว่า ไม่มีความรู้สึกใดๆ เกิดขึ้นเลยค่ะ คิดแค่ว่า “โอเค จบแล้ว การสอบที่ยาวนาน และการเรียนที่เหมือนไม่มีวันสิ้นสุด” เท่านั้นจริงๆค่ะ

หลังจากนั้น สามวันก็ค่อยเริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่ต้องทำทุกวันเป็นกิจวัตรประจำวันนั้นมันหายไป ก็เลยมารู้สึกตัวจริงๆว่า คงต้องหาอะไรอย่างอื่น ทำทดแทนการนั่งเขียนงานหน้าคอมซะแล้ว

แต่ก็โชคดีที่สอบเสร็จปุ๊บก็ทำงานปั๊บ เพราะว่าสลับวันทำงานกับเพื่อนๆ ไว้เพื่อมาเตรียมตัวสอบ พอสอบเสร็จก็ต้องตามเก็บงานชดใช้กรรมไปค่ะ ไม่ได้มีเวลาที่จะรู้สึกดีใจ หรือเลี้ยงฉลองอะไรขนาดนั้นค่ะ

a1

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก?

ตอนที่สมัครเรียนปริญญาเอก คิดแค่ว่า การเรียนก็เหมือนกับการที่เราเดินทางท่องเที่ยว ค้นหาสิ่งแปลกใหม่ที่เราไม่เคยรู้จัก และรู้สึกว่า เราน่าจะมีศักยภาพมากพอที่จะจบปริญญาเอกได้ค่ะ

พอได้นั่งลงเขียนเค้าโครง อ่านหนังสือ ไปห้องสมุด นัดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา จนกระทั่งได้รับการตอบรับจากอาจารย์ที่ปรึกษา ก็เริ่มรู้สึกว่า เราลงมือทำมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็เริ่มเสียดายโอกาส ที่สร้างมาเองกับมือ และคิดแค่ว่าในเมื่อเราสร้างโอกาสนี้มาแล้ว ก็ไม่ควรปล่อยให้โอกาสหลุดมือ แล้วมานั่งเสียดายทีหลังว่า ทำไมไม่เดินต่อไปจนสุดทางค่ะ

a2.jpg

ระหว่างเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างไรบ้างคะ เล่าให้เราฟังหน่อย?

ระหว่างการเรียนนั้น คิดว่า ตัวเองใช้ชีวิตได้คุ้มมากค่ะ เนื่องจากไม่ได้เป็นนักเรียนทุนแบบเพื่อนๆ คนอื่นๆ ดังนั้นก็ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย และถ้ามีโอกาสก็หาเวลาไปเที่ยวบ้างค่ะ

เพราะบอกตัวเองเสมอว่า ที่สุดแล้วระหว่างทางนั้นสำคัญกว่าปลายทาง อาจจะเป็นเพราะไม่ใช่ นร ทุนด้วย อีกอย่างก็ทำงาน และใช้ชีวิตด้วยตัวเองมั้งคะ เลยไม่ได้มีความกดดันว่าจะต้องรีบจบตามที่ได้รับทุนมา

สำหรับตัวเองคิดว่า การเรียนและการใช้ชีวิตที่ปารีส ก็เหมือนกับการที่เราออกเดินทาง เพื่อตามหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในชีวิต และสุดท้ายก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ค่ะ มันเป็นช่วงเวลาที่ให้ประสบการณ์ที่คุ้มค่ามาก เรียกได้ว่า มีทั้งทุกข์และสุขปนเปกัน

ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ เยอะค่ะ เพราะเราทำงานไปด้วยนี่แหละ เลยได้มองชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งทำให้มีกำลังใจและเก็บสิ่งต่างๆ มาคิดมากขึ้น และรู้ว่า มีอย่างอื่นที่สำคัญสำหรับชีวิตที่ไม่ใช่แค่ใบปริญญา

 

a9

ระหว่างเรียนเจออุปสรรคอะไรบ้างไหมคะ

อุปสรรคที่สำคัญอันดับแรก ก็คงไม่พ้นภาษาฝรั่งเศสนี่แหละค่ะ เพราะมาเริ่มเรียน a b c d ที่ปารีสเลยก็ว่าได้ เพราะตอนอยู่ไทยก็ไม่ได้เรียนจริงจังคะ อีกอย่าง พอเข้าเรียนกฎหมายที่เป็นสาขาเฉพาะแล้ว

จริงๆ ตอนปริญญาโท ก็รู้ซึ้งเลยว่า ภาษาเป็นสิ่งสำคัญมากจริงๆ เพราะมีศัพท์เฉพาะ และศัพท์เทคนิคเยอะมาก ทั้งในส่วนของทางด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม และวิศวโทรคมนาคมค่ะ เรียกได้ว่า ต้องเรียนคำศัพท์จากสารานุกรมโลกของเราเป็นอันดับแรกๆ เลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะไม่งั้นจะไม่สามารถเข้าใจวิชาที่เรียนได้เลย

แต่ก็โชคดีที่เจอเพื่อนที่ดีมากๆ ขอย้ำเลยค่ะว่า ดีทุกคน เพราะถ้าไม่ได้เพื่อนๆ ในสาขาทุกคนช่วยกันแบ่งวิชาติวให้ อาจจะไม่จบปริญญาโทได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดค่ะ อีกอย่าง ได้เจ้าของบ้าน ทั้งสองคน สามีภรรยาที่เป็น รศ. ดร. จากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดียวกันกับดิฉัน เป็นคนคอยช่วยตรวจภาษา และให้กำลังใจเป็นอย่างดีค่ะ

a3.jpg

ปัญหาอย่างที่สองก็เป็นเรื่องของ อาจารย์ที่ปรึกษา เนื่องจากเป็นสาขาค่อนข้างเฉพาะ ในฝรั่งเศสเองก็มีแค่มหาวิทยาลัยนี้ที่มีสาขานี้ค่ะ ดังนั้น อาจารย์ที่ปรึกษาก็เลยภาระกิจรัดตัว ไม่ค่อยอยู่ที่ปารีสเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะทำงานที่อื่นในยุโรป แอฟริกา หรือ เอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงค์โปร์

ดังนั้น จึงไม่สามารถคาดหวังได้ว่าจะเดินไปเจอและนัดคุยกันที่คณะ หรือส่งเมล์คุยกันถามตอบเหมือนคนอื่นๆ ปีๆ นึงเจอกันมากสุดแค่สองสามครั้งเท่านั้นแหละค่ะ ไม่มีการตามงาน ไม่มีการโทรถามสารทุกข์สุกดิบ เป็นตัวเราเองที่ต้องทำงานอย่างจริงจัง เพื่อที่จะเอางานไปคุยกับอาจารย์ให้ได้มากที่สุด

อาจารย์ที่ปรึกษาเคยบอกว่า อย่าคาดหวังว่า ผมจะให้อะไรคุณได้ วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เป็นสิ่งที่ตัวคุณต้องศึกษาค้นคว้าวิจัยและเรียนรู้ด้วยตัวเอง อาจารย์มีหน้าที่อ่านและให้คำแนะนำในเรื่องที่มองแล้วว่า คุณจะหลุดออกจากกรอบหัวข้อที่คุยกันไว้เท่านั้น คนที่มีหน้าที่หลักที่ทำให้ thesis สมบูรณ์แบบมีแค่ตัวคุณเอง ท่านบอกแค่ว่า สงสัยประเด็นไหน ก็แค่เดินไปห้องสมุดอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และคุณจะได้คำตอบนั้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผมเลยด้วยซ้ำ

คิดเลยค่ะว่า สิ่งที่ท่านพูดนั้น จริงมากๆ อย่าคาดหวังอะไรจากอาจารย์ที่ปรึกษามากเกินไป เพราะคนที่พึ่งได้มากและดีที่สุด คือตัวเราเอง มันเป็นงานของเราเองค่ะ

a7.jpg

ปัญหาสุดท้าย ก็คงเป็นเรื่องการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยค่ะ ต้องแบ่งเวลาให้ได้ จริงๆ แล้วไม่อยากบอกว่า การทำงานเป็นปัญหานะคะ เพราะจริงๆ แล้วโดยส่วนตัวรู้สึกว่า มันไม่ใช่ปัญหาซะทีเดียว เพราะว่าทำงานต่างหากถึงรู้ว่า เวลามีค่า เวลาที่เหลือต้องแบ่งมาเขียนงานให้ได้ ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็จะทำเหมือนเดิมทุกอย่างค่ะ ทำงานด้วยเรียนด้วย อย่างที่บอกปริญญาเอกไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งในชีวิตเท่านั้น ในชีวิตของคนๆ นึง มีอะไรตั้งหลายอย่าง ที่เป็นปัจจัยที่สำคัญในชีวิต อย่าให้การเรียนปริญญาเอก มาพรากสิ่งอื่นที่เป็นสำหรับชีวิตไปนะคะ มันไม่คุ้มเลย ถ้าเรารู้จักบาล้านซ์ชีวิตให้ได้ ทุกอย่างก็อยู่ในคอนโทรลค่ะ ถ้าจะมีหลุดๆ ไปบ้างก็ปล่อยมันค่ะ มันคือเสน่ห์ของชีวิต

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร?

ช่วงเวลาที่ยากที่สุดก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่รออาจารย์อ่านงาน ปีนึงเต็มๆ จริงๆ ถือว่า เรียนจบตามเกณฑ์เนื่องจากเขียนเล่มเสร็จตอนปีสามพอดี ส่งเล่มทั้งหมดให้ อาจารย์อ่าน อาจารย์ใช้เวลาอ่านปีนึงเต็มๆ ก่อนสอบ เพราะท่านไม่ค่อยอยู่ปารีสไม่ค่อยมีเวลา ช่วงระหว่างปีนึงที่รอนั้น ก็มีฟุ้งซ่านค่ะ แต่ก็ยังดีที่มีอะไรให้ทำตลอด อีกทั้งคนรอบข้างก็เข้าใจเป็นอย่างดีค่ะ ต้องขอบคุณคนรอบข้างทุกคนค่ะที่อยู่ด้วยกันเสมอมา

คิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

ทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตเลยค่ะ ที่มีส่วนให้เรียนจบ มันไม่มีปัจจัยอะไรที่สามารถเฉพาะเจาะจงได้ขนาดนั้น ทุกๆปัจจัยไม่ว่าจะดีหรือร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ล้วนส่งผลต่อการเรียนไม่มากก็น้อยค่ะ สุดท้ายก็อยู่ที่มุมมองของเรานะคะว่า เราเลือกที่จะมองให้มันท้อแท้และหยุดไป หรือจะมองให้มันเป็นแรงผลักดัน ให้เราเดินหน้าต่อไป เพราะคนที่สามารถไปแตะความสำเร็จได้นั้น ไม่ใช่ใครนอกจากตัวเราเองค่ะ

a6

สุดท้า มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

ข้อคิดที่อยากบอกเพื่อนๆ ก็คงไม่พ้น คำว่า จงใช้ชีวิตในเเต่ละวันให้มีความสุขค่ะ เพราะระหว่างทางสำคัญกว่าจะถึงปลายทาง ยังคงยืนยันนะคะว่า ปริญญาเอกไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต โดยส่วนตัว ปริญญาเอกทำให้เราได้เรียนรู้ถึงข้อจำกัดและศักยภาพของตัวเองเท่านั้น อย่าเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับใครค่ะ เพราะในชีวิตการเรียน ปริญญาเอก มันไม่สามารถวัดความเก่งกันได้ คุณจะวัดความเก่งจากอะไรในเมื่อหัวข้อของแต่ละคนมันไม่ซ้ำกัน ทุกคนมีจังหวะและสไตล์การเขียนของตัวเอง

ไม่มีชีวิตไหนของมนุษย์ที่ perfect  thesisก็เช่นกัน ความ perfect ในการเขียน thesis ไม่มีอยู่จริงค่ะ มันมีแค่ถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาใส่กระดาษ โดยมีทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และแหล่งที่มาที่สามารถอ้างอิงได้เท่านั้น สิ่งที่ต้องทำ ก็แค่จัดตารางเวลาของตัวเอง และทำตามตารางนั้น ให้ได้ก็พอค่ะ และอย่าลืมปล่อยให้ชีวิตออกไปตามหาแรงบันดาลใจอื่นๆ ด้วยนะคะ อย่าปล่อยให้เวลาสามสี่ปี หมดไปกับการเรียนปริญญาเอกเพียงอย่างเดียวนะคะ ขอให้ทุกคนสนุกกับการใช้ชีวิตค่ะ

a4.jpg

เพจก็แค่ปริญญาเอกขอขอบคุณ ดร.เตย อรัชมน สำหรับการแบ่งปันแนวคิดดีๆ และประสบการณ์ที่มีค่าในการเรียนปริญญาเอกค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ