ดร.เจน ชมพูนุท เกษมเศรษฐ์ ::: Doctor of Engineering สาขา Industrial Engineering and Management ::: สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology, AIT) ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

…พบกับแขกรับเชิญคนล่าสุดของเพจก็แค่ปริญญาเอก ดร.สาวสวยคนเก่ง ดร.เจน ชมพูนุท เกษมเศรษฐ์ Doctor of Engineering สาขา Industrial Engineering and Management จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology, AIT) ปัจจุบัน เป็นอาจารย์ประจำ ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ สังกัดภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของเธอ ไปทำความรู้จักกับเธอกัน…

S__77594630

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

คำถามนี้ต้องตอบตามจริงใช่ไหมคะ (หัวเราะ) คือจริงๆ แล้ว ตอนที่เรียนโทเคยตั้งใจไว้ว่า จะไม่เรียนต่อแล้วค่ะ แต่พอตอนที่ทำวิทยานิพนธ์จนเสร็จแล้ว ก็รู้สึกว่า เราน่าจะเรียนเอกไหวนะ อะไรประมาณนั้น ก็เลยลองปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาดูเรื่องเรียนต่อปริญญาเอก

ทีแรกอาจารย์ก็แนะนำให้หาทุนที่อื่นดู เพราะตอนนั้นทุนเรียนต่อปริญญาเอกที่ AIT ไม่ค่อยจะได้กันเยอะ แต่ปรากฏว่า ในที่สุดเราได้ทุนที่ AIT มา แต่ได้แค่เรียนค่ะ ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นเค้าไม่มีให้ ก็เลยต้องชะลอทุนไว้ก่อน เพื่อออกไปทำงาน ระหว่างที่ทำงานอยู่นั้น ก็พยายามหาทุนที่อื่นๆ และลองสมัครตำแหน่งอาจารย์ไปด้วยค่ะ  

img_8822
ตอนนั้น จริงๆ ก็เกือบจะถอดใจแล้ว เพราะที่บ้านบอกว่า เรียนเอกต้องหาทางเรียนเองนะ คุณพ่อบอกว่า โตแล้วต้องหาทางไปเรียนต่อเอง ท่านคิดว่าแค่ปริญญาโทก็น่าจะสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้แล้ว ก็เลยเกือบจะต้องสละทุนที่ได้มา เพราะไม่แน่ใจว่า ถ้าลาออกจากงานเพื่อไปเรียน จะพอกับค่าใช้จ่ายไหม ต้องหางานพิเศษทำ จะทำได้ไหม จะอยู่ไหวไหม คิดมากต่างๆ นานา

ตอนที่จะสละสิทธ์ทุนค่าเรียนที่ AIT พอดีมีเพื่อนคนหนึ่ง บอกว่า เราอะโชคดีนะ ที่เค้าให้ทุน ถึงแม้จะเป็นแค่ค่าเรียน เหมือนเรียนฟรี มันมีอีกหลายคน ที่เค้าอยากจะได้โอกาสแบบเรา แต่เค้าก็ไม่มีโอกาส เราก็เลยคิดหนัก แต่มาโชคดีว่า ช่วงนั้นได้ไปบรรจุเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งพอดี และสามารถลาไปเรียนได้ ก็เลยได้โอกาสเข้าไปเรียนต่อที่ AIT

S__77594629.jpg
ระหว่างเรียนปริญญาเอก คิดว่าได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง  

สิ่งที่ได้จริงๆ เลยคือ แนวคิด ความรับผิดชอบ และหลักๆ เลย คือ ความอดทน เพราะกว่าเราจะคิดว่า เราจะทำงานวิจัยเรื่องอะไร มันจะต้องผ่านกระบวนการอ่านงานวิจัยมาเยอะมากๆ และก็ต้องคิดวางแผน ขั้นตอนการทำงานวิจัย ซึ่งกว่าที่เราจะได้โครงร่างงานวิจัย สอบหัวข้อ ทำงานวิจัย เขียนบทความ แก้บทความ จนกว่าจะได้ตอบรับ  ส่งเล่มให้กรรมการภายนอกพิจารณา จนถึงสอบจบ ไม่ง่ายเลย  

สิ่งที่สำคัญคือ การวางแผน การควบคุมเวลา ให้งานแต่ละอย่างมันเป็นไปได้แบบเป๊ะๆ ต้องมีแผนหนึ่ง แผนสอง แผนสาม สำหรับรองรับทุกสถานการณ์ และที่สำคัญต้องอดทน และไม่ท้อถอย ไม่ว่าจะเจอกับอะไรก็ตาม

ระหว่างเรียน พบเจออุปสรรคอะไรบ้าง

จริงๆ ก็มีปัญหาหลายอย่างเลยนะช่วงเรียน มีทั้งมีสาระ และไร้สาระ ตามประสาวัยรุ่นทั่วไป (หัวเราะ) แต่ที่หนักจริงๆ คิดว่าเป็นมรสุมชีวิตเลย คือ ช่วงเทอม 3 หรือปีที่ 2 ของการเรียน ซึ่งควรจะต้องสอบหัวข้องานวิจัย แต่ช่วงนั้น ประสบอุบัติเหตุมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลังค่ะ ทำให้ไม่สามารถนั่งทำงานได้ จนกระทั้งต้องขอพักการเรียนในเทอมที่ 3

ตอนนั้นก็เครียดมากนะ ไหนจะอยากทำงาน ไหนจะปวดหลัง คือแบบเดินยังเจ็บเลย นั่งทำงานไม่ได้ ต้องเอาโต๊ะญี่ปุ่นมาคร่อมบนตัวที่นอนบนเตียง เอาโน๊ตบุ๊คมาตั้ง เพื่อที่จะพยายามทำงาน แต่ก็ฝืนไม่ไหว ต้องกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านอยู่ประมาณเดือนนึง ตอนปลายเทอมถึงได้ตัดสินใจขอดรอปในเทอมนั้นไป

พอกลับมาอีกที ก็ยังต้องกายภาพทุกวัน และต้องพยายามทำงานด้วยวิธีการเดิม หรือใช้การใส่ support ที่หลัง นั่งทำงานก็ต้องลุกเดินเป็นพักๆ

แต่สุดท้าย ก็ได้สอบหัวข้อ ตอนเทอมที่ 4 ค่ะ ตอนสอบหัวข้อผ่าน อาจารย์ที่ปรึกษาก็บอกกรรมการที่สอบวันนั้นว่า เค้าต้องทำงานทั้งๆ ที่มีปัญหาสุขภาพ แต่ว่างานก็อยู่ในระดับที่ดีนะ เราก็เลยรอดตัวมาได้

S__78921732.jpg

ตอนที่เจ็บป่วยมากขนาดนั้น ในใจคิดอะไรอยู่คะ

ก็ไม่ท้อใจนะคะ เพราะว่าเราเลือกว่าจะเรียนแล้ว เราก็ต้องทำให้ถึงที่สุด จริงๆแล้วทุกอย่างในชีวิตที่เราจะได้มา มันก็มีทั้งเส้นทางที่ยากและง่าย อะไรที่ง่ายก็เป็นกำไร อะไรที่ยากก็ยิ่งเป็นกำไร ถ้าเราไม่รู้จักความลำบากเราก็จะไม่รู้ว่าความสบายเป็นยังไง

เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความยากลำบากให้ได้ ต่อไป ถ้าเราต้องเจออุปสรรคไม่ว่าจะยากหรือง่ายกว่านี้ เราก็จะได้รู้ว่าจะทำยังไงที่จะผ่านมันให้ได้ แค่ต้องไม่ท้อถอยแค่นั้นเอง

S__77594626.jpg
หลังจากผ่านปัญหาครั้งนั้น มีอุปสรรคอะไรอีกไหม

ก็น่าจะเป็น ตอนที่ได้รับผลจากวารสารที่เราส่งบทความไปค่ะ คือ ตอนที่เราส่งบทความไปวารสารครั้งแรก ก็เหมือนเด็กอนุบาล ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร เพียงแต่อาจารย์ที่ปรึกษาก็จะสอนเราว่า เลือกวารสารยังไง ควรต้องเข้าไปอ่านว่า การเขียนของบทความที่ลงวารสารนี้เป็นประมาณไหน หัวข้อของเราสอดคล้องกับขอบเขตของวารสารไหม

ตอนนั้นอาจารย์ก็เลือกวารสารมาให้นะ เราก็ส่งๆ ไป รอบแรกมา ส่งไปสามเดือน กลับมา Reject จ้า ส่งไป 10 หน้า Reject แบบได้ Comment มา 4 หน้า คืนนั้น ทำไรไม่ได้เลย สติ สมองไปหมด มึนๆ อึนๆ เสียศูนย์ไปพักนึงเลยนะ

ก็เลยไปคุยกับอาจารย์ อาจารย์ก็แนะนำว่า ไม่เป็นไร เราก็แก้ตาม Comment แล้วส่งไปใหม่ เหมือนให้เราคิด Positive ว่า Comment ที่ได้จาก Reviewer สมเหตุสมผลนะ เราแก้ได้ เราก็น่าจะมีโอกาสได้ตีพิมพ์ อาจารย์มาแอบบอกว่า วารสารที่เราส่งไป Impact มันเยอะ รุ่นพี่เราเคยส่งไปก็ Reject เหมือนกัน แต่อาจารย์อยากให้เราลอง  เราเลยต้องเอาใหม่ ก็แก้ๆ ไปทุก Comment แล้วส่งกลับไปใหม่ รออีกสามเดือน ก็ได้ตอบรับเลย

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คงอยากบอกตัวเองว่า ผ่านมาได้ไงอะ แบบภูมิใจกับตัวเองนะ อันนี้ไม่ได้หมายความว่าเราดีหรือเก่ง หรือเจ๋งกว่าคนอื่นนะ แต่แค่ภูมิใจที่เราทำได้แค่นั้น เพราะคงมีคนอื่นที่เจออะไรร้ายกว่าเรา แต่เค้าก็ผ่านมันไปได้เหมือนกัน
S__77594627.jpg

คิดว่าอะไรที่ทำให้เราผ่านมาได้

จากเรื่องที่เราเจอหนักๆ มาสองเรื่อง ซึ่งมีสาระนะ ไร้สาระนี่เยอะมาก แต่ไม่เล่า (หัวเราะ) การที่เราสามารถผ่านความยากลำบากตรงนั้นมาได้เลย คือ ความอดทนนะ ไม่ย่อท้อ และก็สู้

อันนี้คิดว่า ได้มาจาสมัยเป็นนักกีฬา เพราะเราเป็นนักกีฬามาก่อน เราก็เลยเอาความสู้ ความอดทน มาจากสมัยที่เราต้องฝึกซ้อม ต้องไปแข่งกีฬามั้ง ปัจจุบันก็ยังชอบเล่นกีฬาอยู่

ปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

เราคิดว่า เราเป็นคนแบบทำอะไรต้องทำให้ได้ ทำให้มันจบๆ ไป ไม่ปล่อยค้างคา และที่สำคัญจริงๆ เราเชื่ออยู่อย่างหนึ่งนะ คำพูดว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น มันอาจจะดูเก่า แต่สำหรับเรา มันก็คล้ายๆ กัน เรามักคิดว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้หรอก ถ้าเราพยายาม ถ้าวันนี้ทำไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ต้องได้ ถ้าพรุ่งนี้ไม่ได้ วันต่อๆ ไปก็ต้องได้ซักวัน ถ้าเราไม่หยุดซะก่อนนะ

เพราะงั้น เวลาเหนื่อยๆ ท้อๆ ก็จะบอกตัวเองว่า นอนไป ตื่นเช้ามา ก็เอาใหม่ ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ ยืมเพลงพี่ตูนมา (หัวเราะ) อีกอย่าง เรามักจะคิดเสมอว่า อะไรก็ตาม ที่เราคิดจะทำ แสดงว่าเราต้องคิดแล้วว่า ทำได้ เพราะงั้น ต้องทำให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่ ผลจะเป็นไงก็ช่าง แต่ถ้าอะไรก็ตามที่เราไม่อยากทำ ไม่ตั้งใจทำ จะให้มันได้ผลดี มันก็เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ไม่ต้องเสียใจหรอกนะ ถ้ามันจะแย่ ถ้าจะทำอะไรต้องทำให้เต็มที่ที่สุด

นอกจากความเชื่อส่วนตัวแล้ว ที่ต้องขอบคุณคือ ครอบครัว เพราะเป็นกำลังใจที่สำคัญมาก มาเข้าใจว่า คนสุดท้ายที่จะอยู่ข้างเราจริงๆ ในวันที่เราคิดว่าไม่มีใคร ก็มีแค่ครอบครัวนี่แหละ

S__77594628

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้าง

เอาจริงนะ การเรียนนี่สบายกว่าการทำงานเยอะมากๆ สิ่งที่เราว่า โหดและลำบากสมัยเรียน มันเทียบไม่ได้ กับการทำงานจริงเลย เพราะงั้น ตอนเรียนเนี่ย มันก็ช่วยให้เรารู้จักการคิด วิเคราะห์ปัญหา ที่เกิดขึ้นเวลาทำงานนะ และสามารถทำให้เราหาทางออก หาวิธีแก้ไข ทำให้การทำงานมันไปได้ราบรื่น

ส่วนความรู้เชิงวิชาการ มันได้ใช้เต็มๆ แหละ เพราะเราเป็นอาจารย์ พอมาเป็นอาจารย์จริงๆ ความรู้ที่เราเรียนมาสมัยเรียนมันก็แค่พื้นฐานนะ การเอาความรู้ ทฤษฎีที่เรียนมาไปใช้กับของจริงได้ต่างหาก ที่เป็นเรื่องสำคัญ

อยากฝากอะไรสำหรับผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

สำหรับสิ่งที่อยากจะฝากให้คนที่กำลังเรียนปริญญาเอกทุกคนนะ อยากจะให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเอง และต้องคอยให้กำลังใจตัวเองนะ ไม่ว่าจะเจออะไรยากลำบากแค่ไหน ใจของเราสำคัญที่สุด รักษาใจให้ได้มั่นคง เพราะเราเลือกแล้วที่จะมาทางนี้

สิ่งที่เราเลือกคือเหมาะกับเราแล้วละ ขอให้เชื่อว่า ถ้าเราไม่ยอมแพ้ เราต้องสำเร็จได้แน่ ถึงแม้เราจะล้มวันนี้ เราก็ยังลุกได้นะ ล้มหลายครั้ง ก็ต้องลุกทุกครั้งนะ ห้ามนอนแบบไม่อยากลุกนะ  

S__77594631

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของ ดร.เจน มากค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ ที่เดียว!!

ดร.โอม โษฑศ์รัตต ธรรมบุษดี ::: Ph.D. in Information Technology, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้คอลัมน์แขกรับเชิญ ของเพจก็แค่ปริญญาเอก ที่มาทักทายและแบ่งปันข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอก คือ ดร.โอม ที่เขาบอกว่า 7 ปีในการเรียนปริญญาเอกนั้นคุ้มค่ามาก…

1-รูปครอบครัว.jpg

แนะนำตัวนิดนึง ค่ะ

สวัสดีครับ ผม อาจารย์ ดร.โษฑศ์รัตต ธรรมบุษดี ชื่อเล่นชื่อ โอม ครับ เรียนจบ Ph.D.ด้าน Information Technology มาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ (SIT) ครับ โดยสาขางานวิจัยที่ทำตอนเรียนอยู่คือ Data Mining และ กฎหมายอาญาครับ

6-ตอนเป็นอาจารย์2.jpg

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

จริงๆ ตอนแรก คือเพราะได้ทุนครับ (ยิ้ม) ตอนที่จบปริญญาตรีใหม่ๆ  ปุ๊บ ก็มีความคิดว่า อยากเรียนต่อ แล้วได้ไปสมัครทุนพัฒนาอาจารย์ และได้รับการคัดเลือกครับในการเรียนปริญญาโทและปริญญาเอก ก็เลยเหมือนกับเป็นเส้นทางชีวิตที่ขีดตรงมาเรื่อยๆ

แต่ระหว่างที่เรียนทั้งโท-เอก ก็ทำงานพิเศษหลายอย่างครับ หนึ่งในนั้น คือเป็นผู้ช่วยสอนกับเป็นติวเตอร์เด็กนักเรียนมอปลาย ด้วย ระหว่างนั้นก็คิดว่า ตัวเองชอบสอนหนังสือด้วยครับ

8-ตอนเป็นอาจารย์4.jpg

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง

ต้องเกริ่นก่อนนะครับว่า ตอนที่มีโอกาสได้เข้าเรียนเนี่ย ถือว่าเด็กมาก จบปริญญาตรีอายุ20 จบปริญญาโทอายุ 22 แล้วได้เข้าเรียนPh.D.ตอนอายุ23 ถือว่า เบบี๋มาก แล้วได้มีโอกาสมาเรียนในสถาบันที่มีความเป็นมืออาชีพด้านการทำงานและการทำวิจัยมากๆ ด้วย

ตอนเข้ามาตอนแรกที่มั่นใจในตัวเองมากๆ แต่เข้ามาปีแรกๆ มานี่ ความมั่นใจหายหมดเลย (หัวเราะ) ระหว่างที่เรียน ได้จดจ่อกับการทำวิจัย ได้ร่วมทำงานกันอย่างมืออาชีพ กับทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และเพื่อนนักวิจัยด้วยกัน

ถ้าถามว่า ได้เรียนรู้อะไรบ้าง เยอะมากครับ การทำงาน การใช้ชีวิต ความเอาใจใส่ในกระบวนการ ทักษะการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ

5-ตอนเป็นอาจารย์1.jpg

พบเจออุปสรรคอะไรบ้างไหมคะ

อุปสรรคเยอะมากเลยครับ (หัวเราะ) และคิดว่า น่าจะเจอกันทุกคน แต่สำหรับผมปัญหาอย่างแรกที่พบคือ เรื่องของหัวข้อที่เลือกเรื่องการใช้เทคโนโลยี Data Mining ไปประยุกต์ใช้กับกฎหมายอาญา ซึ่งโดยพื้นฐานผมไม่มีพื้นทางด้านกฎหมายเลย แต่ช่วงนั้น อยากทำหัวข้อที่มี Impact ต่อสังคม เลยเลือกทำเรื่องแบบนี้ครับ

ก็ใช้เวลาศึกษาเพิ่มพอสมควร ปัญหาอีกอันคือ เวลาครับ แม้ว่าจะไม่ได้ทำงานประจำ แต่ก็มีงานพิเศษอยู่เรื่อยๆ จนบางที กินเวลาเรียนไป จนไม่ได้จดจ่อกับงานวิจัยเท่าไหร่ รวมถึงปัญหาที่ว่า เราได้มาร่วมทำงานกับของจริง เราก็ต้องปรับตัวพอสมควร

4-แถม
จุดเปลี่ยนอีกอันคือ อาจารย์ที่ปรึกษาครับ อาจจะเพราะสไตล์เรากับอาจารย์ที่ปรึกษาคนแรกไม่ตรงกัน จนบางครั้งเรากลัวที่จะเข้าไปหาอาจารย์ด้วยซ้ำ มีบางทีไม่ได้เจอกันเป็นเดือนก็มี พอไม่ได้เจอก็เครียด ฟุ้งซ่าน คิดเยอะ งานก็ไม่ออก

จนมาวันนึง อาจารย์ท่านบอกว่า เค้าต้องย้ายไปต่างประเทศ ตอนนั้นเหมือนฟ้าผ่าเลยครับ คิดอยากจะเลิกเรียนเลย คิดสั้นก็มีแวบเข้ามาด้วย

แต่สุดท้ายวิกฤตินี้ก็ทำให้เราได้มีโอกาสได้เริ่มกับอาจารย์อีกท่าน ซึ่งมีสไตล์การทำงานที่เป็นระเบียบมีแบบแผน และใส่ใจนักศึกษามากๆ อาจารย์ท่านอ่านงาน แนะนำ แม้ว่าบางทีเราจะรู้ว่า สิ่งที่เราส่งไปมันไม่ได้เรื่อง แต่อาจารย์ก็แนะนำ มีทั้งไม้แข็งไม้อ่อน (หัวเราะ)

กว่าที่ผมจะจบได้ ก็แทบตายเหมือนกัน แต่ระยะเวลา 7 ปีในการศึกษาที่บางคนมองว่านาน สำหรับผม ผมว่า มันคุ้มค่าครับ

7-ตอนเป็นอาจารย์3.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร

นอกเหนือจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ครอบครัวและคนรอบข้างก็สำคัญครับ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ใจเราเอง

ทุกคนเคยมีโมเมนต์ ท้อถอย ท้อแท้ อยากเลิก ไม่รู้จะทำอะไรแค่เปิดคอมมาก็ถอนหายใจแล้ว อะไรประมาณนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องสู้กับมันต่อครับ ต้องใช้ชีวิตให้เป็น แบ่งเวลาในการพักผ่อน ออกไปเที่ยว หรือกิจกรรมอื่นๆที่เป็นการชาร์จแบตให้ชีวิต แต่ละคนชอบไม่เหมือนกันครับ

2-พ่อกับแม่.jpg
คิดว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรียนสำเร็จมีอะไรบ้าง

ขอเรียงลำดับจากมากไปน้อยนะครับ 1.ตัวเราเอง 2.อาจารย์ที่ปรึกษา 3.หัวข้อวิทยานิพนธ์ 4.เวลา  ผมว่า ถ้า 4 ปัจจัยนี้แข็งแรง ปัจจัยอื่นก็แทบไม่มีผลครับ

ปัจจุบันทำงานอะไรคะ และได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้าง

ปัจจุบันทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่หลักสูตร IT Management คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลครับ โดยรับผิดชอบเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรระดับปริญญาโทและปริญญาเอก

สิ่งที่เป็นผลจากการบ่มเพาะมาตลอด7ปีที่ได้เรียน สิ่งหนึ่งที่ได้คือการทำงานอย่างมืออาชีพครับ การเข้าสอนตรงเวลา การเตรียมการสอนอย่างมืออาชีพ การมีความใส่ใจกับนักเรียนทั้งในบทบาทของผู้สอนกับอาจารย์ที่ปรึกษา โดยเฉพาะบทบาทการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ผมจะถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับนักศึกษาเสมอๆ ครับ

การประชุมตรงเวลา และมีการเตรียมประชุมไม่กินเวลาทำงานของผู้ร่วมงาน การทำงานวิจัยอย่างเป็นระบบแบบแผน ความใส่ใจในกระบวนการทำงาน และที่สำคัญที่สุด คือการให้เกียรติ และไม่มักง่ายกับการศึกษา  เพราะเรารู้ว่าความสำเร็จที่ยั่งยืนมันต้องมาจากกระบวนการที่มีความใส่ใจครับ

9-ตอนเป็นอาจารย์5

สุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

ปลายทาง” ของคนที่เรียนทุกคนก็คือใบปริญญาครับ แต่สิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของผู้เรียนคือ “ระหว่างทาง”คุณเก็บเกี่ยวอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ในช่วงแรก ที่ผมเคว้งไป เพราะผมตั้งเป้าว่า ทำยังไงก็ได้ให้จบ ซึ่งมันไม่ใช่วิธีคิดที่ดีเลย

การที่คุณเป็นดุษฎีบัณฑิตที่มีคุณภาพ นอกจากดีกับตัวคุณเอง ยังดีต่อสถาบันและประเทศชาติด้วยครับ เพราะ “ระหว่างทางสำคัญกว่าปลายทาง ครับ

3-รูปของที่ระลึกจากงานปัจฉิมนิเทศ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์จากดร.โอม ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ดียิ่งให้ใครอีกหลายคนที่สนใจหรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนี้

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกันค่ะ

แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ ที่เดียว!!

ดร.ศิรส ทองเชื้อ ::: Ph.D. (Agricultural Economics) University of New England, Australia ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แวะเวียนมาเจอกันอีกครั้ง กับคอลัมน์แขกรับเชิญของเพจก็แค่ปริญญาเอก วันนี้เราเปิดบ้านต้อนรับ ดร.ศิรส ทองเชื้อ ปริญญาเอกสาขา Agricultural Economics (เศรษฐศาสตร์เกษตร) จาก University of New England ประเทศออสเตรเลีย และปัจจุบัน เป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์เกษตรและการประกอบการ คณะเกษตรและชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ไปทำความรู้จักกับเขากัน

S__56614914
ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

จริงๆ ต้องขอย้อนไปถึงตอนจบ ปริญญาตรีนะครับ สมัย ปริญญาตรี ผมเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการของ UNESCO ไปดูงานที่ Kyoto University ประเทศญี่ปุ่น และไปฝึกงานที่ University of Kentucky ประเทศอเมริกา ซึ่งตอนจบมา ผมคิดว่าผมเจ๋งแล้วครับ แต่ปรากฏว่าผมถูกปฏิเสธการรับเข้าทำงานจากบริษัทที่ผมต้องการครับ ทรุดเลยครับ

เพราะการที่เราคิดว่าเราเจ๋ง คือเรากำลังทำลายตัวเองครับ เลยตัดสินใจเรียนต่อ และมุ่งมั่นว่า ต้องทำยังไงก็ได้ ให้ได้เรียน ปริญญาเอก โดยต้องได้รับทุนด้วยครับ แต่ด้วยผลการเรียนปริญญาตรี ได้แค่ 2.85 เลยไม่มีที่ไหนให้ทุน ปริญญาเอก ครับ

ณ ตอนนั้นผมรู้แต่ว่าโอกาสที่จะได้ทุน ปริญญาเอก มี อีก 2 แหล่ง คือ งานราชการ และ อาจารย์มหาวิทยาลัย ผมจึงเลือกสมัครมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยครับ และไปเรียน ปริญญาเอกด้วยทุนมหาวิทยาลัยครับ

S__56614922

ทำ thesis เกี่ยวกับเรื่องอะไร

เกี่ยวกับ การทดสอบการทำ Contract Farming ของการผลิตมันสำปะหลังสำหรับผลิตเอทานอลเพื่อเป็นพลังงานทดแทน จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ว่าส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและรายได้ของเกษตรกรอย่างไรครับ

S__56614925.jpg
ระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง

ครับ ที่แน่ๆ คือทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ แต่ตอนนี้ลืมหมดแล้ว ฮ่าๆๆ และทักษะการคิดที่เป็นระบบ มีเหตุผล และทักษะการใช้ชีวิตบนโลกที่มีความหลากหลาย บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันในสังคมครับ ด้วยความที่ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีการผสมผสานทั้งภาษา วัฒนธรรม เชื้อชาติ สัญชาติ ทำให้เรายอมรับในความแตกต่างของกันและกันครับ

S__56614915.jpg
ชีวิตตอนที่เรียนอยู่ที่ออสเตรเลียเป็นอย่างไรบ้าง

เนื่องจากผมได้รับทุนการศึกษาไม่พอต่อการเรียนและการดำรงชีพครับ เลยตัดสินใจกับพี่คนไทยที่มาเรียน ปริญญาเอก อีกคนว่า จะเปิดร้านอาหาร อย่างน้อย เพื่อลดต้นทุนค่าอาหาร เลยได้เริ่มทำธุรกิจร้านอาหารไทยครับ เหนื่อยมากครับ แต่ก็สนุกครับ

S__57565187
กิจกรรมระหว่างเรียนคือทำงานครับ นอกจากนั้นก็เที่ยวครับ ภูเขา น้ำตก ทะเล ไปหมดครับ แล้วก็งานประจำปีต่างๆ ครับ  อีกอย่างคือ เราได้มีโอกาสจัดกิจกรรมหาเงินทุนเพื่อมอบให้กับโรงเรียนในจังหวัดกาญจบุรีครับ ด้วยการจัดการแสดงแบบไทยและมีอาหารไทยเลี้ยง ซึ่งฝรั่งชื่นชอบและสนุกสนานกับกิจกรรมมากๆ ครับ

S__56614916.jpg
เจอปัญหาอะไรที่หนักที่สุด

มีครับ ปัญหาที่หนักที่สุดคือ ช่วงแรกๆ เลยครับ อาจารย์ที่ปรึกษาไล่ให้กลับประเทศครับ เพราะผมไม่สามารถตอบคำถามที่เขาต้องการได้ จากนั้นความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไม่น่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้ ครับ

ตอนที่อาจารย์ไล่ให้กลับประเทศ คิดอะไรอยู่

ตอนนั้นคิดอย่างเดียวครับว่า “ไม่กลับ” เพราะก่อนที่เราจะเดินทางไปเรียน เราต้องสอบและส่ง ข้อเสนอการวิจัย ในการทำวิทยานิพนธ์มาก่อน เพื่อให้อาจารย์ที่สนใจในงานและความคิดของเราพิจารณา ซึ่งอาจารย์คนดังกล่าว ก็ตัดสินใจเลือกและรับเราเข้ามาเรียนด้วยตัวเค้าเอง เราเลยรู้สึกว่า มันไม่ยุติธรรมเลยครับ ทั้งๆ ที่เค้ารู้ข้อมูลของเรา ทั้งประวัติการเรียนตั้งแต่ ปริญญาตรี ปริญญาโท คะแนนภาษาอังกฤษ จะมาไล่ให้เรากลับไทยง่ายๆ ไม่ได้

จึงทำหนังสือขอเปลี่ยนแปลงอาจารย์ที่ปรึกษาครับ และรู้สึกว่า ยังไง School และ มหาวิทยาลัยต้องแก้ไขเรื่องนี้ให้เราได้ครับ แต่อาจารย์ที่ปรึกษาท่านนั้น ไม่ยอมให้ผมเปลี่ยนที่ปรึกษาครับ เขาบอกให้ผมพยายาม และผมได้เข้าใจคำว่า “ความพยายาม”จริงๆ ครับ เพราะท้ายสุด ท่าน Happy กับงานที่เราทำครับ

S__57565189.jpg
ตอนที่กลับมา “พยายาม” ใหม่อีกครั้ง ต้องฮึดสู้อย่างไรบ้างคะ เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไรบ้าง

ครับ หลังจากมีการตกลงกันว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว จึงรู้ว่าอาจารย์ที่ปรึกษาเค้ามีเกณฑ์สูงมากครับ เราต้องทำให้ถึงเกณฑ์ที่เค้าต้องการถึงจะได้รับการยอมรับ ทำให้ขยันมากขึ้นครับ

ช่วงนั้นคือ เข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่ 9 โมงเช้า กลับอีกที 3-4 ทุ่มเลยครับ อ่านทั้งหนังสือที่เป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ อ่านงานที่อาจารย์ที่ปรึกษาเคยทำ ทฤษฎีมากมายที่เกี่ยวข้อง อ่านหมดเลยครับ รู้เลยครับว่า เราสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่ตัวเองคิด โทรมาขอความช่วยเหลืออาจารย์ที่ไทยด้วยครับ คือทำทุกอย่างที่ทำให้เราเข้าใจ และตอบคำถามที่อาจารย์ที่ปรึกษาต้องการให้ได้ครับ

S__57565186
คิดว่าตัวเองผ่านช่วงเวลาที่ยากของปริญญาเอกมาได้อย่างไร

จริงๆ อยู่ที่ใจของเราคนเดียวเลยครับ เหมือนเราเลือกที่จะลงเรือเพื่อพายไปอีกฝั่งหนึ่งครับ ถ้าเรายอมแพ้ คือการทิ้งเรือ และว่ายน้ำกลับฝั่ง ตัวเปียกหรืออาจจมน้ำ เราจะไม่ได้อะไรเลยครับ แต่ถ้าเราพายไปเรื่อยๆ ยังไงเราก็ถึงฝั่งครับ เราไม่ยอมแพ้ซะอย่าง ก็ไม่มีใครหรืออะไรมาทำลายความฝันของเราได้ครับ

แล้วยังมีคนที่เขารักเราอีกมากมาย ที่เป็นทั้งกำลังใจ เป็นทั้งความหวัง เราต้องนำพาความสำเร็จของเรา ไปเป็นของขวัญให้ทุกคนเหล่านั้นครับ

S__56614924.jpg
คิดว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรียนสำเร็จมีอะไรบ้าง

หลักๆ มี 2 คนเองครับ ตัวเราเอง กับ อาจารย์ที่ปรึกษาครับ คือถ้าเราเต็มที่ ตั้งใจ มุ่งมั่น พยายาม เราไม่ยอมแพ้ ยังไงเราก็จะสำเร็จครับ ส่วนอาจารย์ที่ปรึกษา ผมเชื่อว่าด้วยประสบการณ์เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า เขาเก่งกว่าเรามากครับ เชื่อเขาเถอะครับ แหะๆ เถียงทีไร แพ้ทุกที

ปัจจุบันทำงานอะไร และได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้าง?

ปัจจุบันกลับมาเป็นอาจารย์ ที่สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เกษตรและการประกอบการ คณะเกษตรและชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ครับ

ได้ใช้ทั้งทักษะและความรู้ที่เรียนมาทั้งกับงานและการดำเนินชีวิตครับ ไม่ว่าจะด้านการสอน การบริการวิชาการ และที่สำคัญทักษะการทำวิจัยครับ รวมถึงได้มีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต ทั้งที่ดีและไม่ดีให้กับนักศึกษาครับ

S__56614927.jpg
สุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง?

สำหรับผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่นะครับ สู้ๆ ครับ ท้อได้ ถอยได้ ล้มก็ได้ครับ แต่ต้องลุกขึ้นสู้ใหม่ครับ ไม่มีเด็กคนไหนบนโลกที่ไม่เคยหกล้มครับ การเรียน ปริญญาเอกก็เช่นกันครับ รอยแผลเป็นจะสร้างให้เราแข็งแกร่งครับ “ปลูกต้นไม้มันเหนื่อย แต่ผลของมันหอมหวานเสมอ” ครับ

S__56614923

 

ดร.ราม รัฐพล ศรุติรัตนวรกุล Ph.D. in Engineering and Public Policy, Carnegie Mellon University, USA และ Instituto Superior Tecnico, Tecnico Univercidade da Lisboa, Lisbon ประเทศโปรตุเกส ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก ได้มีโอกาสพบปะและพูดคุยกับ ดร. รัฐพล ศรุติรัตนวรกุล หรือ ดร.ราม แขกรับเชิญคนล่าสุด ที่ยินดีมาแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกให้กับชาว Just a PhD

ram4

ดร.ราม แนะนำตัวเองหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ผมจบ Dual Ph.D. สาขา Engineering and Public Policy จาก Carnegie Mellon University, Pittsburgh, Pennsylvania ที่อเมริกา และจาก Instituto Superior Tecnico, Tecnico Univercidade da Lisboa, Lisbon ประเทศโปรตุเกส ครับ ทำ Disssertation เกี่ยวกับ Spectrum Management ใน Telecommunication Policy

ในการเรียนแบบ Dual Program ได้มีโอกาสเรียนทั้งสองมหาวิทยาลัยเลยใช่ไหมคะ

ใช่ครับ หลังจากที่ผมเริ่มเรียนที่อเมริกาแล้ว รัฐบาลโปรตุเกสก็ไปสร้างความร่วมมือและให้ทุนกับมหาวิทยาลัยกลุ่มนึงในอเมริกาครับ เช่น MIT, Harvard, Texas- Austin รวมถึง CMU ด้วย เพื่อส่งเสริมการศึกษาของประเทศเค้าครับ ผมมองว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่จะได้ไปใช้ชีวิตและเรียนรู้ในยุโรป ซึ่งก็ก้าวหน้าในหลายๆ ศาสตร์ครับ ก็เลยสมัครเข้าโครงการ และได้รับโอกาสที่ดีมากๆ ครับ

บรรยากาศการเรียนในประเทศโปรตุเกสเป็นอย่างไรบ้างคะ

ผมไปที่โปรตุเกสตอนที่เหลือแค่ทำวิจัยแล้ว เลยไม่ได้เข้าเรียนวิชาอะไรเพิ่มที่โปรตุเกสครับ ที่ประทับใจเกี่ยวกับชั้นเรียนก็คือการที่เค้าคิดถึงคนต่างชาติต่างภาษาในชั้นเรียนครับ ที่โปรตุเกสจะมีกฎอยู่ว่า ถ้ามีนักศึกษาที่ไม่สามารถพูดโปรตุเกสได้การเรียนการสอนจะต้องเป็นภาษาอังกฤษ

ผมได้เจอกับเพื่อนจากหลากหลายพื้นที่และวัฒนธรรมมากขึ้นจากที่เรียนที่อเมริกาอีกครับ เช่นมาจากยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง ผู้คนยิ้มแย้ม เป็นมิตร ค่าครองชีพไม่สูงมาก มีอาจารย์ที่ทำงานในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในภาคพื้นยุโรป คิดว่าเป็นอีกประเทศที่นักศึกษาจากทั่วโลกเข้ามาศึกษาต่อกันครับ

ram3.jpg

ย้อนถามถึงวันแรกที่คิดสมัครเรียนปริญญาเอก ทำไมถึงตัดสินใจไปเรียนคะ

มีหลายเหตุผลมากเลยครับ ก็จะมีทั้งที่ตอนนี้ฟังดูเข้าท่าและไม่ค่อยจะเข้าท่านะ ซึ่งผมเชื่อว่าคงมีรุ่นน้องจำนวนไม่น้อยที่คิดคล้ายๆ กับผมในตอนนั้น

เอาที่เข้าท่าก่อน คือผมคิดว่าการเรียนต่อปริญญาเอกจะช่วยให้ผมพัฒนาตัวเองไปได้อีก ที่คิดออกตอนนั้นคือเรื่องของกระบวนการคิด เรื่องภาษา เรื่องการได้เปิดโอกาสดีๆ ให้กับตัวเอง มีโอกาสทำงานกับคนเก่งๆ การทำงานในระดับนานาชาติ การได้มีโอกาสไปเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ครับ

ถามว่าตอนนั้นคิดถึงการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ สร้างประโยชน์ให้กับวงวิชาการบ้างไหม ก็มีบ้างครับแต่น้อยมาก ยอมรับเลยว่าตอนนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการทำวิจัยเท่าไหร่

ram2.jpg

แล้วในมุมที่ไม่เข้าท่าหล่ะคะ

จบเอกมามันก็ดูเท่ดีนะครับ ตอนนั้นหลังจบโทก็ทำงานมาพักนึงแล้ว คิดว่า ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนบรรยากาศ ด้วยความที่อยู่ในแวดวงของคนเก่ง มั่นใจเลยว่าแป๊บเดียวก็จบชัวร์

ตรงนี้มันมีสิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ สภาพแวดล้อมและคนรอบตัวเราสำคัญครับ การที่เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีคนเก่งๆ เพื่อนเรียนต่อปริญญาเอกกันเยอะมาก มันช่วยให้เรามั่นใจว่าเราก็ทำได้ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ช่วยให้เรามีพลัง กล้าเริ่มทำอะไรซักอย่าง

แต่ถ้าไม่มีสติก็อาจทำให้เราประเมินสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่ำไป ประมาณว่า ตอนนั้น คิดว่า อยู่ไป 3-4 ปี เรียนไปเที่ยวไป จบชัวร์ แบบสบายๆ (ยิ้ม)

ram7.jpg

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้พัฒนาตัวเองเยอะไหมคะ

เยอะแยะและมากกว่าที่คิดไว้ตอนแรกอีกครับ ที่เห็นได้ชัดคือ การเปิดรับองค์ความรู้ใหม่ๆ พื้นฐานผมจบตรีและโทในสายวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร พอมาต่อเอก ด้วยสาขาที่เลือกเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ทั้งในสายโทรคมนาคมที่ลึกขึ้น และศาสตร์ใหม่ๆ ทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ การเงิน นโยบาย สนุกครับ เว้นแค่ตอนสอบช่วงเดียวที่ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่  

ส่วนทักษะอื่นๆ ที่ก่อนเริ่มเรียนนึกไปไม่ถึง และการเรียนปริญญาเอกช่วยเร่งให้ผมได้ตระหนัก และเริ่มพัฒนาได้เร็วขึ้นก็เยอะครับ ทั้งการวางแผน การแก้ปัญหา การสื่อสารอย่างกระชับชัดเจนตรงประเด็นเหมาะกับผู้ฟัง การใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับคนที่มาจากต่างที่ต่างวัฒนธรรมต่างความคิด

และที่สำคัญมากๆ คือการได้ยืนหยัดให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่ ณ เวลานั้นเราเองก็ยังไม่ชัดเจนว่า เราจะทำได้ยังไง รู้แต่ว่าเมื่อสำเร็จมันจะส่งผลดีกับเราครับ

ram10.jpg

แสดงว่า ตอนเรียนก็พบเจออุปสรรคอยู่บ้างไหมคะ

อุปสรรคก็มีนะครับ เกิดขึ้นระหว่างทาง และเมื่อข้ามมันไปได้ ก็ทำให้เราเก่งขึ้น แกร่งขึ้น พัฒนาขึ้น

เริ่มจากกับอาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเองก่อนเลย ตอนเริ่มผมต้องปรับตัวเรื่องการคิดวิเคราะห์ และการสื่อสารโดยเฉพาะการเขียนหนักมาก จำได้ว่า ตอนแรกอ่าน paper หรือนำเสนอไอเดียอะไรกับอาจารย์จะโดนจี้ถามหา assumption ถามหา main idea ทุกครั้ง และเราก็อึกอักแทบทุกครั้ง ตอบไม่ค่อยได้ ไม่คุ้นเลย ปกติจะมี regular meeting กับอาจารย์ทุกสัปดาห์ก็จะร้อนๆ หนาวๆ ทุกครั้ง

ส่วนเรื่องการเขียน จากที่เคยเป็นนิสิตตัวอย่าง เรื่องการเขียนตอนเรียนโท กลายเป็นโดน comment มาด้วยตัวแดงเต็มไปหมด ไม่ต้องถึงตัว paper หรอกครับ แค่ outline ก็แดงเถือกพร้อมมีคำถามเต็มไปหมด เช่น ทำไมคุณถึงเอาเรื่องนี้มาพูดตอนนี้ แล้วส่วนนั้น กับส่วนนี้ ทำไมมันมาอยู่ในหัวข้อนี้ เรียกได้ว่า อาจารย์ที่ปรึกษา ฝึกกระบวนการคิดให้อย่างหนักมาก 

ละด้วยความที่ทำปริญญาเอกที่สองมหาวิทยาลัยในสองทวีป ก็จะมีอาจารย์ที่ปรึกษาสองท่าน ซึ่งแต่ละท่านก็มีแนวทางการทำวิจัย มีรูปแบบการทำงานของตัวเอง ลำพังปรับตัวกับที่ปรึกษาคนเดียว ก็ท้าทายแล้ว นี่มีสองคนอยู่คนละประเทศ ก็ท้าทายขึ้นไปอีกครับ

ram6

เคยท้อจนอยากเลิกเรียนไปเลยไหมคะ

ถามว่าเคยท้อไหมจนอยากเลิกเรียนไหม ก็เคยนะครับ ตลอดเวลาที่เรียนก็หลายครั้งอยู่ เจองานโดนแก้บ่อย เสนอไอเดียอะไรไปอาจารย์ที่ปรึกษาก็ชี้ให้เห็นช่องโหว่ได้ทุกที ซึ่งจริงๆ นั่นคืองานของอาจารย์ ที่ท่านจะชี้ให้เราเห็น การตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบ และเพื่อนำไปสู่จุดที่ดีกว่า

มีงานต้องทำเพิ่ม ไม่เห็นแววว่าจะเสร็จตอนไหน ปัญหาที่กำลังแก้อยู่ คิดไม่ตก ดูไม่มีทางออก โอ้ย! paper โดน reject อีก เป็นต้น ก็มีท้อบ้างเป็นธรรมดา ส่วนอารมณ์อยากเลิกเรียนนี่มาตอนเราขาดสติครับ แต่ท้ายสุดก็ผ่านมาได้ด้วยดี

คิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรียนสำเร็จ

ความเชื่อว่าเราจบได้มาก่อนเลยครับ จากนั้นก็ความสม่ำเสมอในการทำงาน การพูดคุยสื่อสารกับอาจารย์ที่ปรึกษา และการใช้ resource ที่มีอยู่รอบตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

ถามจากเพื่อนบ้าง อาจารย์บ้าง ซึ่งหลายครั้งคนที่เราถาม เราอาจไม่ได้รู้จัก ไม่เคยเรียนด้วยนะครับ แต่เราก็หาว่า เรามีคำถามใน field ไหน เรื่องอะไร แล้วก็หาดูว่าใครทำงานใน field นั้นบ้าง แล้วก็ส่งอีเมล์ไปถามครับถือเป็นการ networking และเพิ่มความรู้จากคนรู้จริงไปในตัว
ทุกงานสำเร็จด้วยการทำงานร่วมกับผู้อื่นครับ แต่ละคนไม่ได้เก่ง ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ประสานกำลังใช้ประโยชน์จากสิ่งที่คนรอบๆ ตัวเราถนัดครับ ต่างคนต่างก็ได้ช่วยกัน

ram11.jpg

ปัจจุบันทำงานอะไร และได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้างคะ

งานประจำปัจจุบัน เป็น specialist ทำด้าน strategic policy development ที่ทรูคอร์ปอเรชั่น และด้าน sustainability ของสำนักความยั่งยืน เครือเจริญโภคภัณฑ์ครับ นอกนั้น ก็เป็นอาจารย์พิเศษ มีไปคุยแชร์ประสบการณ์กับนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ มีสอนเปียโนนิดหน่อย

ทักษะที่ได้ระหว่างเรียนนี่ได้ใช้มากเลยครับ โดยเฉพาะ soft skill คือไม่ได้เกี่ยวโดยตรงกับเนื้อหาวิชาที่เรียนมา เช่นการสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มผู้ฟัง ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าเราสรุปข้อมูลให้ผู้บริหาร ก็ต้องกระชับและได้ใจความที่สุด เพราะผู้บริหารเวลาจะรัดตัวมาก หรือถ้าเตรียมหัวข้อ สำหรับอธิบายคนที่อยู่ใน field นั้น เนื้อหาก็จะต่างจากที่ไปอธิบายคนที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องนั้นๆ ครับ

นอกจากนั้น ก็เป็นการบริหารเวลา การประสานการทำงานกับคนที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบต่างกันมีมุมมองแตกต่างและหลากหลายครับ เช่น บางโครงการเราอาจจะ ต้องคุยกับทั้ง กฎหมาย การเงิน บัญชี วิศวกรรม รวมทั้ง ผู้บริหาร ที่ได้ให้แนวทางการทำงานมาด้วยครับ

ram8
สุดท้าย อยากฝากอะไรสำหรับผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้างคะ

ขอเป็นกำลังใจให้คนที่เรียนปริญญาเอกอยู่นะครับ พวกเรากำลังเลือกทำสิ่งที่ต้องฝ่าฟัน ต้องมุ่งมั่น ต้องใช้พลังทั้งกายและใจ พูดได้เลยว่า มหาศาล แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ครับ แค่เราเชื่อมั่นว่าเราทำได้

กว่าจะตัดสินใจเรียนกัน ผมเชื่อว่า พวกเราคิดมาอย่างดีแล้ว ว่าผลลัพธ์ที่ได้มันน่าจะดี เพราะฉะนั้น อย่ายอมแพ้ครับ ระหว่างทาง เป็นกระบวนการที่เราจะได้เก่งขึ้น อย่ามองเป็นอุปสรรคให้มองเป็นสิ่งที่ยังไงเราก็ต้องผ่าน เพื่อพัฒนาตัวเอง  สู้ๆ ทุกคนทำได้ครับ “It will be OK at the end. If it’s not OK, then it’s not the end

ram1

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณ ดร.รามที่มาแบ่งปันประสบการณ์และข้อคิดดีๆ กับเราที่นี่ค่ะ


เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน Inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ กันค่ะ


แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ ที่นี่ ที่เดียว 

 

ดร.นิว ฐิศิรักน์ โปตะวณิช ::: Ph.D. in Business and Management, University of Manchester ประเทศอังกฤษ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แขกรับเชิญคนล่าสุดที่เราอยากให้คุณได้รู้จัก คือ ดร. ฐิศิรักน์ โปตะวณิช  หรือ ดร.นิว เธอเพิ่งจบการศึกษา Ph.D. in Business and Management จาก University of Manchester ประเทศอังกฤษ การเรียนปริญญาเอกของเธอหล่อหลอมให้เธอเติบโตและมีมุมมองทางความคิดที่เปลี่ยนไปได้อย่างไร ไปติดตามกัน…

18119750_10208959305795508_2029402580_o.jpg

พราะอะไรถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

ในตอนนั้น นิวเพิ่งเรียนจบปริญญาโทด้าน marketing จากที่ University of Manchester ค่ะ แต่ยังรู้สึกว่า ตัวเองครึ่งๆ กลาง ๆ เหมือนยังเรียนรู้ไม่สุดทาง จึงเกิดความคิดว่า ถ้าเราทำงาน แต่ยังไม่รู้ลึกถึงเรื่องนั้นจริง ๆ งานที่ทำมันก็คงออกมาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ต่างกับตัวเรา

นิวเลยมี passion ที่อยากเรียนรู้ ให้ลงลึกไปในสิ่งที่เราสนใจจริง ๆ ก็คือ marketing ในแง่ consumer behaviour เพราะรู้สึกว่า การทำงานด้าน marketing ถึงเราจะรู้จัก strategy ต่าง ๆ มากมาย แต่ถ้าเราไม่เข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังของ consumer จริง ๆ เราจะกำหนดทิศทางการตลาดที่ดีได้ยังไงกัน

พอคิดแบบนั้น นิวเลยมาสะกิดใจตรงที่ว่า ตอนนิวทำ dissertation ของปริญญาโท เราเองก็ทำคะแนนได้สูงอยู่นะ โดยส่วนตัวก็ชอบค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติมจากในตำราอยู่แล้ว ประกอบกับคุณพ่อ คุณแม่ ก็เชียร์อยากให้เราเรียนปริญญาเอก นิวเลยสรุปเลยว่า งั้นตัดสินใจเรียนปริญญาเอกก็แล้วกัน เราจะได้เรียนรู้สิ่งที่เราสนใจได้สุดทางจริงๆ

18111172_10208959306035514_376038840_o.jpg

ะหว่างเรียน พบเจออุปสรรคอะไรบ้างไหมคะ

เอาเป็นว่า พบอุปสรรคตั้งแต่เริ่มเรียนเลยดีกว่าค่ะ เพราะ ต้องยอมรับว่า นิวเริ่มต้นเรียนปริญญาเอก โดยคิดแค่เผินๆ  ว่า มันคือการทำหัวข้อที่ต่อยอดในรายละเอียดมากกว่าการทำปริญญาโทเท่านั้น มันจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่มากในการเรียนปริญญาเอกของนิว เพราะหัวข้อที่เราพยายามพัฒนานั้น มันยังไม่มีคุณภาพมากพอที่จะเป็นงานระดับปริญญาเอกได้

ปัญหานี้ ทำให้นิวท้อถึงขั้นอยากเลิกเรียนจริงๆ เพราะทำยังไงเราก็ยังไม่สามารถพัฒนาหัวข้อได้ตามที่ supervisor ต้องการ แย่ถึงขั้นกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร้องไห้โทรศัพท์ไปหาครอบครัวเลยว่า ไม่เรียนแล้ว เพราะ แม้แต่ ตัว supervisor เองยังตั้งข้อสงสัยในตัวนิวเลยว่า “สมควรที่จะเรียนปริญญาเอกรึเปล่า”

แต่สุดท้าย ก็ได้คำสอนของคุณแม่ ที่คอยพูดเข้าหูเราตลอดเวลาว่า ไม่มีใครทำให้เราแพ้ได้ นอกจากตัวเราเอง นิวเลยคิดว่า ในเมื่อเรามาถึงขนาดนี้ เราก็ต้องสู้มันไปให้สุดทาง นิวจึงตัดสินใจ ตั้งสติสู้ ลองออกมาดูภาพกว้างๆ ว่า จริงๆ ปัญหาในการพัฒนาหัวข้อของเราคืออะไร

จนได้คำตอบว่า ปัญหามันมาจากตัวเราเอง ที่ไม่เข้าใจจริงๆว่าการเรียนปริญญาเอกคืออะไร?  จริงๆแล้วที่ผ่านมา นิวมัวสนใจแต่หัวข้ออย่างเดียวว่า มันจะต้องน่าสนใจอย่างงั้นอย่างงี้ โดยละเลยที่จะคิดถึงในเรื่องของผลลัพธ์ว่า คำตอบที่ได้จากหัวข้อของเรานั้น มันสามารถไปเติมเต็มช่องว่างขององค์ความรู้ที่มีอยู่ได้รึเปล่า?

พอนิวเข้าใจได้แบบนั้น มันเลยไปปรับเปลี่ยนกระบวนความคิดใหม่ทั้งหมดในการเรียนปริญญาเอก จนทำให้เราสามารถเรียนมาจบได้ เพราะที่สุดแล้ว หัวใจของการเรียนปริญญาเอกหรือสิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คือ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือ academic contribution

พอเรารู้และเข้าใจว่า เป้าหมายที่เราต้องทำมันคืออะไร เราจึงสามารถเดินไปหาเป้าหมายนั้นได้อย่างถูกต้อง อาจจะมีช้าบ้าง มีอุปสรรคบ้าง แต่อย่างน้อยเราไม่หลงทาง

18111280_10208959349396598_361648967_o

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง

การเรียนปริญญาเอก ทำให้นิวเปลี่ยนไปเป็นคนละคนก็ว่าได้ค่ะ หลักๆเลย คือ กระบวนความคิดนิวเปลี่ยนไป เพราะ โดยธรรมชาติของการเรียนปริญญาเอกนั้น เราต้องเจอกับแรงกดดันและคำวิจารณ์ต่างๆ ต่องานที่เราทำอยู่ตลอดเวลา

สิ่งเหล่านี้ ทำให้นิวต้องคิดให้ละเอียดถี่ถ้วนครอบคลุมในงานที่ทำ รู้จักวิธีการตอบสนองและยอมรับต่อคำวิจารณ์ต่างๆ โดยการใช้สติมากกว่าอารมณ์ และทำให้นิวเข้าใจตัวเองว่า เราควรจัดการกับแรงกดดันภายในจิตใจของเรายังไง

สำหรับนิวแล้ว นอกจากทักษะด้านความรู้มากมายที่เราได้จากการอ่านตำรา และ บทความทางวิชาการต่างๆ การเรียนปริญญาเอก ทำให้นิวกลายเป็นคนรอบคอบมากขึ้น อดทนมากขึ้นหลายเท่าตัว และที่สำคัญที่สุด คือ เราได้รู้จักปล่อยวางว่า สุดท้ายแล้วเราไม่อาจสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้ แต่สิ่งที่เราควบคุมได้แน่ๆ คือ ความคิดและการกระทำของตัวเราต่อปัญหาหรือความผิดหวังต่างๆที่เข้ามาปะทะกับเรา

18119654_10208959305755507_1963669726_o.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร

นอกจากช่วงการเรียนในปีแรกที่กว่านิวจะปรับทัศนคติความเข้าใจต่อการเรียนปริญญาเอกได้แล้ว ช่วงเวลาที่ยากที่สุดอีกช่วงนึง คงเป็นตอนที่นิวเตรียมตัวสอบ viva เพราะสำหรับนักเรียนปริญญาเอกแล้ว การสอบ viva มันเหมือนเป็นการชี้ชะตาว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่เราทำมา มันจะสำเร็จ หรือ ล้มเหลว

นิวเชื่อว่า ทุกคนจะเป็นเหมือนกันคือ เวลาอ่าน thesis ตัวเอง มันไม่มีทาง perfect เราจะค้นพบข้อบกพร่องของงานเราตลอดเวลา ยิ่งโดยเฉพาะตอนเราเตรียมตัวสอบ ด้วยความที่เรากังวลมาก กลัวว่า จะตอบคำถาม examiner ได้ไม่ดี เราก็จะยิ่งจับผิดตัวเอง กลายเป็น panic อยู่ตลอดช่วงเวลาที่เราเตรียมสอบ

สิ่งที่ทำให้นิวผ่านมาได้ คงเป็นเรื่องของ ‘สติ’ ล้วน ๆ จริง ๆ แล้ว การเรียนปริญญาเอก ศัตรูที่สำคัญที่สุด คือจิตใจของตัวเราเองว่า เราจะยอมตกอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เราสร้างขึ้นมา หรือเราเลือกที่จะมีสติ และมองมันตามจริงว่า มันก็แค่ปริญญาเอก เพราะสิ่งที่เราเผชิญ มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรขนาดนั้น มันเป็นเพียงกระบวนการของการเรียนปริญญาเอก ที่เราต้องผ่านมันไปให้ได้ ก็เท่านั้นเอง

18119938_10208959306115516_1843203398_o.jpg

คิดว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรียนสำเร็จมีอะไรบ้าง

นิวเชื่อว่า คนที่จบปริญญาเอกมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันหมดคือ ความอดทน เพราะปัจจัยที่จะทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอก มันไม่ใช่เป็นเพราะ เราไม่เก่ง แต่เป็นเพราะ เราไม่อดทนต่อความท้าทายหรือความกดดันต่างๆที่เข้ามา

สำหรับนิวแล้ว การเรียนปริญญาเอก มันคือ การต่อสู้กับจิตใจของตัวเองต่อความเหนื่อยยากลำบาก ทั้งในด้านการอ่านตำราต่างๆ มากมาย ที่อ่านเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่า จะไม่พอ การเขียนงาน ที่ต้องแก้ราวกับว่ามันไม่มีวันสิ้นสุด รวมทั้ง คำวิจารณ์ แรงกดดันต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาระหว่างเรียน

จากประสบการณ์ที่นิวพบเจอผู้คนระหว่างเรียนปริญญาเอก คนที่มีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคนั้น จะสามารถเรียนสำเร็จ มากกว่าคนฉลาดแต่ไม่มีความอดทน

18120157_10208959306155517_215597627_o.jpg

ปัจจุบันทำงานอะไร และได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้างคะ

ปัจจุบัน ทำงานร่วมกับพี่ชายค่ะ เป็นบริษัท production ที่ผลิตรายการทีวี, โฆษณา, music video รวมถึง event ต่างๆ ตอนนี้ที่ร่วมงานหลักๆ ด้วยก็คือ ปตท. ผลิตรายการเส้นทางตามรอยพ่อ ซึ่งเป็นรายการเทิดพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 9 ออกอากาศใน facebook และ youtube ชื่อ NanollNani Channel ค่ะ ในนั้นก็จะมีรายการบันเทิงหลากหลาย สามารถติดตามชมกันได้นะคะ

ถึงแม้นิวอาจจะไม่ได้ทำงานทางด้านวิชาการเต็มตัว แต่ทักษะที่นิวได้จากการเรียนปริญญาเอกนั้น ช่วยในการทำงานได้เยอะ โดยเฉพาะเวลาที่นิวต้องคิด project ต่างๆ เรากลายเป็นคนที่ เวลาคิดงาน เราจะไม่คิดเผินๆ แต่ เราจะพยายามคิดเผื่อ มองไปไกลถึงสถานการณ์และคำวิจารณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้เยอะ คือ สมัยที่เรียน supervisor สอนให้นิวหัดอธิบาย thesis ของนิวทั้งหมดภายในเวลาไม่เกิน 5 นาที เพราะ เค้าเชื่อว่า ถ้าคนที่รู้ในสิ่งที่ตัวเองทำจริงๆ จะสามารถอธิบายงานได้แบบกระชับไม่เยิ่นเย้อ ไม่ต้องอารัมภบทเยอะ เพื่อให้คนเข้าใจงานของเรา  สิ่งนี้ช่วยได้มากจริงๆ ยิ่งเวลาที่นิวต้องไปเจอลูกค้า และต้องอธิบายงานให้ฟัง มันช่วยให้เราขายงานได้ง่ายขึ้น

นอกจากงานที่ทำร่วมกับพี่ชายแล้ว ตอนนี้นิวเพิ่งเปิด Facebook Page ของตัวเองชื่อ Consumer 360 Degree เอาไว้พูดคุยความรู้ marketing ในแง่ consumer ที่นิวเรียนมาตอนปริญญาเอกค่ะ ความตั้งใจจริงที่อยากทำเพราะ อยากจะ share ความรู้ที่เราเรียนมาให้คนอื่นได้อ่านกันแบบเข้าใจง่าย ๆ เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับใครได้บ้าง และในขณะเดียวกัน ตัวนิวเองก็จะได้ update ความรู้อยู่ตลอดด้วย เพราะนิวเชื่อว่า ถึงแม้เราจะจบปริญญาเอกแล้ว แต่ความรู้มันไม่มีวันสิ้นสุด เราจึงหยุดอยู่กับที่ไม่ได้

สุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้างคะ

ตอนระหว่างที่เรียนปริญญาเอกอยู่ เราก็ได้แต่พยายามทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ได้ดีที่สุดตามกำลังและความสามารถของเราเท่านั้น แต่หลังจากเรียนจบออกมา เราจึงได้เข้าใจ สัจธรรม ที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่นั่น เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง สำหรับนิว มันไม่ใช่แค่คำคม แต่เป็นทฤษฎีที่ตัวเราเองได้พิสูจน์แล้วว่ามันถูกต้องและเป็นจริง

นิวเชื่อว่า คนเราสามารถเป็นอะไรได้มากกว่าที่เราคิด ทำอะไรได้มากกว่าที่เคยทำ และอดทนได้มากกว่าที่เคยเป็น เพราะคำว่า ความพยายาม จากผู้หญิงธรรมดาที่ไม่ได้เรียนเก่งหรือฉลาดไปกว่าใคร แต่เพราะความพยายาม นิวจึงสามารถมีคำว่า ดร. นำหน้าชื่อได้

สิ่งที่อยากจะฝากถึงผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกที่สุด คือ  ความผิดหวัง อุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างเรียน มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเผชิญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ เราได้พยายามก้าวข้ามผ่านมันแล้วรึยัง เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครทำให้เราแพ้ได้ นอกจากตัวเราเองจริงๆ

 

ดร.หยก เจษฎ์ศีดา เลิศศักดิ์เสรีกุล ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

13434066_840080946125816_1252634524_n.jpg

วันนี้ เพจก็แค่ปริญญาเอก มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้แนะนำให้แฟนเพจได้รู้จักกับดร. สาวสวยคนเก่ง ดร.หยก เจษฎ์ศีดา  เลิศศักดิ์เสรีกุล” ผู้สำเร็จการศึกษา วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต หลักสูตร ธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (Technopreneurship and Innovation Management) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

บอกได้เลยว่า ทั้งประสบการณ์และวิกฤติที่เธอต้องฝ่าฝัน จนกว่าจะได้มาซึ่งปริญญาเอก นั้น ไม่ธรรมดาเลย ไปคุยกับเธอกัน !

13435967_840080949459149_1124854365_n.jpg

ทำไมจึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอกคะ

หยกประทับอาจารย์หลายท่านที่มีจิตใจความเป็นครูจริงๆ ที่อยากจะให้ความรู้กับลูกศิษย์ และตอนที่เรียนโทที่อเมริกา ก็ประทับใจอาจารย์หลายท่านที่เป็นนักธุรกิจเก่ง ๆ ที่มาแชร์ประสบการณ์ จุดประกายให้กับนักศึกษา

รู้สึกว่า ถึงแม้เราจะทำงานในสายธุรกิจ ไม่ใช่อาชีพอาจารย์โดยตรง แต่หากมีโอกาสได้นำความรู้และประสบการณ์ในภาคธุรกิจมาแบ่งปันให้กับนิสิตนักศึกษาได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีโอกาสเล็ก ๆ ได้เป็นผู้ให้กับสังคมบ้าง 

การจะมีโอกาสได้แบ่งปันกับนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี โท ขึ้นไป ก็ควรจะมีคุณวุฒิทางการศึกษาที่เหมาะสม ประกอบกับเป็นคนชอบเรียน สนุกกับการเรียนมาตั้งแต่เด็ก การเลือกเรียนต่อปริญญาเอก จึงเป็นสิ่งที่น่าสนุก น่าเรียนรู้ และอยากจะทำค่ะ

13445852_840080956125815_1708625522_o.jpg

ตอนที่เรียนทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องอะไรคะ  

หลักสูตร CU-TIP เป็นหลักสูตรที่เริ่มจากความร่วมมือของ 7 คณะในจุฬา เพื่อสร้างหลักสูตรการศึกษาวิจัยนวัตกรรมที่เกิดจากหลายสาขาร่วมกัน ดังนั้น งานวิจัยจากหลักสูตรนี้ จึงต้องมีศาสตร์ความรู้จากอย่างน้อย 2 สาขาวิชามาประกอบกัน 

ตอนทำวิจัย ทำหัวข้อ “Innovative Decision Support Tool for Servitization เครื่องมือเพื่อการทำบริการภิวัฒน์  ซึ่งเป็นการนำความรู้ด้านวิศวะอุตสาหกรรมมาประยุกต์ใช้ในทางธุรกิจ  โดยอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก 2 ท่าน คือ อาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และอาจารย์จากศศินทร์ 

เนื้อหาวิจัยโดยย่อ เป็นการศึกษาบริษัทอุตสาหกรรมผลิต ว่าจะสามารถปรับเพิ่มการให้บริการได้มากขึ้นอย่างไรบ้าง มีปัจจัย อุปสรรค และรูปแบบการทำบริการอย่างไรบ้าง

13444344_840080976125813_182676073_n.jpgสิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนปริญญาเอกคืออะไร

การเรียนในระดับการศึกษาอื่น ๆ ที่ผ่านมา  หากตั้งใจเรียน เข้าใจวิชาองค์ความรู้เป็นอย่างดี  ก็จะสอบได้คะแนนดี แต่การเรียนปริญญาเอก ไม่เหมือนกัน มีปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้อยู่มากมาย เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่นิสิตนักศึกษาปริญญาเอกทุกคนต้องตระหนักเป็นข้อแรก  

ดังนั้น สำหรับหยก สิ่งที่ยากที่สุด ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก  แต่คือ  “เรา” คนที่จะบริหารจัดการปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างไร

13441943_840080989459145_689032011_o.jpgเมื่อเรียนจบมาแล้ว มีข้อคิดหรือมุมมองอะไรที่อยากฝากสำหรับคนที่กำลังเรียนอยู่บ้างคะ

มันก็แค่ปริญญาเอกจริงๆ นั่นแหละค่ะ  ก็เหมือน Milestone หนึ่งของชีวิตทางการศึกษา อาจจะจำเป็นหรือไม่จำเป็นก็ได้ ก็แล้วแต่เป้าหมายชีวิตของแต่ละคน ว่าเส้นทางชีวิตวางแผนไว้ว่าอย่างไร พอผ่าน Milestone นี้แล้ว ก็มี Milestone อื่นอีกที่เราต้องไปต่อ 

แต่ถ้าเลือก ปริญญาเอก เป็น Milestone หนึ่งในชีวิตของคุณแล้ว ก็คงต้องลองทุ่มดูสักตั้ง (หรือหลายตั้ง) ให้มันรู้กันไปว่า ก็แค่ปริญญาเอก ก็เป็นเช่นนั้นเองค่ะ…  ขอเป็นกำลังใจให้ PhD Candidate ทุกคน สู้ ๆ นะคะ 

13405362_840080979459146_288483455_o.jpg

สุดท้าย ดร.หยก มีข้อคิดดีๆ มาฝากสำหรับผู้เรียนปริญญาเอก….  

          “If a window of opportunity appears, don’t pull down the shade.” – Tom Peters  

  โอกาสเข้ามาตอนไหนก็ไม่รู้  พร้อมไม่พร้อม ก็ต้องคว้าไว้

…การเรียน PhD ถ้ารอพร้อม หลายครั้งก็ไม่เคยมีคำว่าพร้อมหรอกค่ะ และหลายครั้งก็ต้องทำ ทั้งที่ไม่พร้อมนั่นแหละค่ะ

จากประสบการณ์ตรง การเพิ่งเห็น Conference สำคัญที่สุด ในด้านที่เราทำวิจัย และ main topic ในปีนั้น คือ เรื่องที่เราทำวิจัยอยู่ แต่เหลืออีก 8 วันก่อนถึง Deadline และยังไม่ได้เริ่มเขียนอะไรเลย แต่ในเมื่อมีโอกาสเข้ามาแล้ว แม้จะดูยาก ไม่น่าจะทำได้ แต่ก็เลือกที่จะทำ

สุดท้าย ได้รับเลือกให้นำเสนอผลงานใน Conference ครั้งนั้น เป็นผลงานจากเมืองไทยเพียงคนเดียวในปีนั้นที่ได้ไปเข้าร่วม และเป็นโอกาสที่ได้เจอ Professor หลายคน ที่เป็น Key author ของงานวิจัยที่เราใช้เป็น Reference มีโอกาสได้พูดคุย และขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากท่านเหล่านั้น และเจอเพื่อน PhD Candidate หลายคนที่ทำวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกัน  ก็ได้รับคำแนะนำหลายอย่างที่เป็นประโยชน์

      “I have not failed. I’ve just found 10,000 ways that won’t work.” – Thomas A. Edison 

 ถ้าล้ม ต้องรีบลุกให้เร็ว  ท้อมีไว้ให้ลิงถือ ไม่ใช่คนถือ

…การเรียน PhD ไม่มีใครทำแต่ละขั้นตอนได้ทีเดียวผ่านฉลุยเสมอหรอก ต่อให้มั่นใจแค่ไหน  บทจะต้องทำใหม่ ทำอีก ทำยังไงหล่ะเนี้ย มีมาได้ตลอดแหละ

จากประสบการณ์ตรง ส่งเอกสาร Survey ทางไปรษณีย์ 1,200 ชุด  หลังจากนั้น สัปดาห์กว่า เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ของประเทศ  สุดท้าย ได้ Survey กลับมา 11 ชุด  ความรู้สึกตอนนั้นก็ น้ำตาท่วมใจเหมือนน้ำท่วมประเทศนั่นแหละ

แต่ทำไงได้ เวลาก็เดินไปทุกวัน มัวนั่งเศร้า หรือรอน้ำลดก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะลด ก็เลยต้องปรับกลยุทธ์การเก็บข้อมูลใหม่ พยายามติดต่อกับกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการโทรติดต่อตรง แล้วส่งอีเมล์เอกสารไปให้ทันที โทรติดตาม หรือแม้แต่การเข้าไปรับผลเอง เพื่อให้การเก็บผล Survey ในรอบใหม่นี้ได้เปอร์เซ็นต์ตอบรับมากขึ้น  

สุดท้าย สามารถได้ผล Survey ตอบรับตามเป้าหมายที่ต้องการ ในเวลาที่ขยายจากแผนแรกที่วางไว้ไม่มากนัก

          “Being happy doesn’t mean that everything is perfect. It means that you’ve decided to look beyond the imperfections.” – Aristotle  

   อย่าลืมมีความสุขเวลาทำปริญญาเอก ไม่ต้องรอจบปริญญาเอกแล้วถึงจะมีความสุขได้

คนที่เลือกเรียนปริญญาเอก ส่วนใหญ่จะเป็นคน Perfectionist มีความสุขกับความสมบูรณ์ ความสำเร็จ หยกก็เป็นและเป็นเยอะเชียว 

เพราะเราทำงานจันทร์ถึงศุกร์ เก้าโมงเช้าถึง หกโมงเย็น  ทำปริญญาเอก เสาร์ อาทิตย์ และกลางคืนจันทร์ถึงศุกร์ เวลาทุกอย่างต้องผ่านการวางแผนไว้หมด แล้วจะประสาทเสีย จิตตกมาก หากเวลางานล้นเวลาเรียน  หรือเวลาเรียนล้ำเส้นเวลางาน 

แต่การทำปริญญาเอกนี่แหละ ที่ทำให้หยกหัดลดความติดสมบูรณ์แบบลง  ไม่งั้นบ้าตายก่อนเป็นดอกเตอร์แน่  แต่ละคน ทำปริญญาเอก จะ 3 ปี หรือ 7 ปี ทุกคนเจอปัญหาและอุปสรรคทั้งนั้น น้อยบ้าง มากบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะมาก ถึงมากที่สุด  แต่อย่าลืม ชีวิตมันสั้น ไม่ต้องรอจบปริญญาเอกแล้วถึงจะมีความสุขได้ ต้องมีความสุขตอนที่เรียนอยู่ด้วย

 แน่นอน ความสุข ของชีวิต PhD. Candidate คือ เห็นงานวิจัยตัวเองมีความก้าวหน้า แต่ถ้าความก้าวหน้ามันไม่ได้มีมาให้มีความสุขได้ทุกวัน ต้องเติมความสุขให้ตัวเองบ่อย ๆ

หัดมองข้ามความไม่เพอร์เฟคไปบ้าง อะไรควบคุมไม่ได้ แก้ไขไม่ได้จริงๆ  ก็ช่างหัวมัน  หัดหาความสุขจากเรื่องเล็กๆ รอบตัว   เพราะความสุข คือ แรงกายแรงใจ ที่จะทำให้เราลุยทำปริญญาเอกต่อได้  

13444017_840080952792482_1438864012_n.jpg

Dr. Jasseda Lertsaksereekun

Special Instructor, Guest speakers: Mae Fah Luang University, College of Management Mahidol University, Chulalongkorn University, Bangkok University

·         Doctor of Philosophy   CHULALONGKORN UNIVERSITY, Bangkok, Thailand 

·         Master of Business Administration  UNIVERSITY OF MARYLAND, College Park, Maryland, USA

·         Master of Science in Information Systems Management  UNIVERSITY OF MARYLAND, College Park, Maryland, USA

·         Bachelor of Accountancy CHULALONGKORN UNIVERSITY, Bangkok, Thailand 

 —————————————

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณ ดร.หยก เจษฎ์ศีดา  เลิศศักดิ์เสรีกุล  ที่มาแบ่งปันข้อคิดดีๆ อย่างมากมายให้กับเรา

และเราเชื่อแน่ว่า หลังจากอ่านบทสัมภาษณ์นี้จบ ผู้ที่กำลังคร่ำเคร่งกับการเรียนปริญญาเอกอยู่ จะสามารถลุกขึ้นมา สำรวจความสุขในการเรียนของตน เลิกท้อ สู้ต่อและไปต่อกับการเรียนปริญญาเอก อย่างมีกำลังใจที่ดีขึ้น แน่นอนค่ะ  

แขกรับเชิญคนต่อไป ที่จะมาแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอก จะเป็นใคร

ติดตามได้ที่นี่ ที่เดียว !!!

ณัฐพงศ์ กิจสุวรรณ :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ ::

วันนี้ “ก็แค่ปริญญาเอก” ขอเสียงกรี๊ดดังๆ ให้กับแขกรับเชิญคนเก่งของเราในวันนี้ บุคคลที่หลายๆ คนที่ชื่นชอบการไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น อาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาเขาเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

16977065_818276898310206_225066269_n.jpg

ดร.เบียร์ ณัฐพงศ์ กิจสุวรรณ หรือชื่อที่แฟนๆ จะรู้จักเขาดีในนาม “บีหรุซัง” เจ้าของ Youtube channel NineBeerJP รายการที่รวบรวมเรื่องราวหลากหลายจากต่างประเทศอย่างน่าสนใจ และมีแฟนคลับติดตามหนาแน่นที่สุดคนหนึ่งในโลกไซเบอร์   

วันนี้ ดร.เบียร์ สละเวลามาพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับชาว Just a PhD เกี่ยวกับประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของเขา ไปติดตามกัน…

สวัสดีค่ะ ช่วยแนะนำตัวนิดนึงค่ะ

สวัสดีครับ ชื่อ ณัฐพงศ์ กิจสุวรรณ (เบียร์) เรียนจบปริญญาเอกสาขา Information and Communication Engineering จาก The University of Electro-Communications โตเกียว ประเทศญี่ปุ่นครับ

วิทยานิพนธ์ที่ใช้จบชื่อเรื่องว่า Contention resolutions for optical networks เอาง่ายๆ ก็คือในระบบสื่อสารด้วยแสงจะจัดข้อมูลที่วิ่งในเน็ตเวิร์คยังไงให้ชนกันน้อยที่สุด

หลังจากจบปริญญาเอกแล้วก็ไปทำ Postdoc ที่มหาวิทยาลัย Trinity College Dublin ประเทศไอร์แลนด์ ตอนนั้นผมเข้าร่วมกับโปรเจคเกี่ยวกับ การออกแบบระบบอินเตอร์เน็ตในอนาคตให้กับยุโรป โดยในส่วนของผมเป็นการออกแบบการควบคุมอุปกรณ์ทุกอย่างในเน็ตเวิร์คแบบอัตโนมัติ โดยใช้โปรแกรม

16933371_818277358310160_1050607471_n.jpg

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอกคะ?

ก่อนหน้านี้ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องเรียนให้จบถึงปริญญาเอก จบแค่ปริญญาโทก็โอเคแล้ว ความมุ่งหมายในชีวิตคืออยากท่องเที่ยวและเดินทางไปรอบโลก แต่จะทำยังไงให้ไปบรรลุความฝันได้ ถ้าทำงานในไทยเป็นพนักงานบริษัทได้เงินเดือนน้อย ทำไม่ได้แน่นอน ถ้าจะเปิดกิจการเป็นของตัวเอง ผมก็ไม่มีหัวทางการค้าเลย เลยคิดว่าต้องไปทำงานต่างประเทศ เพราะคิดว่าทำงานที่ต่างประเทศต้องได้เงินเยอะ แล้วเอาเงินที่ทำงานได้ไปเที่ยวรอบโลก

แต่จะทำยังไงให้ได้ไปทำงานต่างประเทศ อยู่ไทยจะสมัครโดยตรงไปต่างประเทศเลย มันก็ยากพอควร เค้ามีคนในประเทศอยู่แล้ว ทำไมเค้าไม่เอาคนที่อยู่ในประเทศเค้าเองล่ะ ผมเลยต้องหาวิธีทำให้ผมได้ไปอยู่ในต่างประเทศก่อน ซักระยะนึง แล้วถึงค่อยสมัครงาน วิธีไปอยู่ต่างประเทศของผม ที่ง่ายสุดคือการไปเรียนนั่นเอง

กว่าจะเรียนจบ ก็ใช้เวลาระยะนึง ซึ่งสามารถสมัครเข้าทำงานได้ แต่จะให้ใช้ทุนส่วนตัวผม ไม่มีแน่ๆ เลยใช้วิธีสมัครทุนไป แล้วผมก็ได้เป็น นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทุนมอนบุโช”

16933337_818277464976816_91082781_n

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง?

ทักษะที่ได้หลักๆ เลย คือการเรียนรู้ด้วยตัวเอง การเรียนปริญญาเอกไม่ใช่เป็น การเรียนจากผู้สอน แต่เป็นการเรียนโดยค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ เอง อาจารย์จะไม่ถูกเรียกว่า Teacher หรือ Lecturer (ผู้สอน) แต่จะถูกเรียกว่า Advisor (ผู้ให้คำแนะนำปรึกษา)

อาจารย์ที่เป็น Teacher คืออาจารย์ที่มีความรู้อยู่แล้ว แล้วเอาความรู้นั้น มาบอกต่อ ให้คนที่ยังไม่มีความรู้ แต่ Advisor เค้าจะรู้เรื่อง ในสาขาที่ลูกศิษย์ทำระดับนึง ลูกศิษย์จะต้องเป็นคนค้นคว้าหาสิ่งใหม่ๆ เอา โดยอาจารย์จะเป็นคนแนะนำวิธีการ และปรับแนวให้เข้าร่องเข้ารอย

นอกจากนี้ ยังได้ทักษะการคิดแบบวิเคราะห์ แบบเป็นเหตุเป็นผลอีก ทักษะเหล่านี้ไม่ได้ใช่แค่ตอนเรียน แต่ยังเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้อีก

16997180_818277044976858_351451769_n.jpg

ระหว่างเรียน พบเจออุปสรรคอะไรบ้างไหมคะ?

อุปสรรคมีไว้ให้เจอครับ ทำอะไรทุกอย่างในชีวิตต้องมีอุปสรรคหมด การเรียนปริญญาเอกของผมก็เหมือนกัน ทุนที่ผมได้มีระยะเวลา 3 ปี ขยายระยะเวลาเพิ่มก็ไม่ได้ แล้วอาจารย์คนที่รับผมเข้ามาอยู่ด้วยก็มีกำหนดเกษียณ

ตอนที่ผมอยู่ปี 2 ครึ่ง อาจารย์ท่านนี้เป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียง มีงานเยอะมาก ผมมีเวลาคุยกับอาจารย์ไม่กี่ครั้งต่อเทอม งานผมก็ไม่ก้าวหน้า เหมือนอยู่ไปเรื่อยๆ พออาจารย์เกษียณ ผมก็ถูกโอนไปให้กับอาจารย์อีกท่านนึงที่เป็นแลปอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่แลปนั้น ทำคนละเรื่องกับที่ผมทำอยู่ อาจารย์ก็แนะนำในเรื่องวิชาการที่เกี่ยวกับหัวข้อของผมไม่ได้

พอครบ 3 ปีทุนก็หมด ทางบ้านผมไม่มีเงินส่งผมเรียนอยู่แล้ว และผมยังต้องรับผิดชอบส่งเงินกลับไทยให้แม่อีก ผมต้องกระเสือกกระสนหางานพิเศษทำ ทำทุกอย่างไม่ว่าจะงานร้านอาหาร TA (ผู้ช่วยสอน) เขียนโปรแกรม ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย งานอีเวนท์ต่างๆ งานพิเศษตามบริษัท

ตอนนั้นเหมือนจะท้อแล้ว ยอมเรียนไม่จบกลับไทยดีกว่า เพราะไม่เห็นหนทางที่จะจบได้เลยจริงๆ

จะจบจากที่นี่ต้องมี journal ตีพิมพ์อย่างน้อย 2 ฉบับ แต่ก็มีอาจารย์ใหม่เข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่างพอดี แล้วก็ทำทางด้านที่ผมทำด้วย อาจารย์คนที่ 2 เลยโอนผมให้อาจารย์คนใหม่ ผมก็ช่วยอาจารย์สร้างแลปใหม่ อาจารย์ก็แนะผมว่าเขียนเปเปอร์ยังไงไม่ให้โดน reject

ได้เทคนิคจากอาจารย์เยอะมาก แต่ก็โดนด่าเยอะเหมือนกันเนื่องจากเขียนไม่ได้เรื่องอยู่หลายครั้ง อาจารย์ก็ช่วยหาโปรเจคพิเศษให้ ทำ RA (ผู้ช่วยวิจัย) อีก เพื่อให้ผมได้มีเวลามาอยู่ในแลปมากขึ้น จะได้ไม่ต้องไปทำงานข้างนอกเกือบทั้งสัปดาห์ สุดท้ายก็จบตอนปี 5 ครึ่ง ด้วย Journal 4 ฉบับ

เรื่องทำงานพิเศษนี่ ผมทำตลอดจริงๆ คือวันก่อนสอบจบผมยังไปเสริฟอาหารอยู่เลย บางครั้งคิดงานไปด้วยทอดทอดมันให้ลูกค้าไปด้วย งานที่คิดได้ตอนทอดทอดมันได้รับรางวัลใน conference ที่ต่างประเทศอีก

16933336_818276938310202_689260643_n.jpg
คิดว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรียนสำเร็จมีอะไรบ้าง

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ความอดทน อย่าคิดว่าท้อแล้วเลิก เรื่องท้อ มันท้อกันทุกคน แต่เวลาผมท้อผมก็จะออกไปเที่ยว ออกไปหาอะไรกิน ไม่ก็นอนหลับ ตื่นมาแล้วเดี๋ยวมันจะดีขึ้นเอง

อีกอย่างที่สำคัญคือ การเข้าหาอาจารย์ อาจารย์จะไม่เป็นคนเข้าหานักเรียนอยู่แล้ว อาจารย์หลายคนจะไม่มี deadline ไม่มีกำหนดการณ์ meeting ให้นักเรียน ถ้าเจออาจารย์แบบนี้เราต้องวิ่งเข้าหาอาจารย์เอง

มีไอเดียอะไร ไม่ว่าจะแย่หรือดีขนาดไหน ก็เข้าไปคุยกับอาจารย์เลย หลังจากนั้นเราก็จะได้ความเห็นและคำแนะนำจากอาจารย์ อาจมีถูกด่าบ้าง แต่ก็อย่าไปสน เพราะสิ่งที่เราอยากได้คือคำแนะนำ พอได้ผลอะไรก็เอาไปให้อาจารย์ดู

เจอหลายคนที่กลัวอาจารย์มาก ขนาดที่ต้องคอยหลบหน้าอาจารย์อยู่ตลอด กลัวอาจารย์ถามเรื่องงานเพราะยังไม่มีอะไรคืบหน้า ใครที่เป็นแบบนี้ต้องเปลี่ยนใหม่แล้วนะ

16934285_818277308310165_1382416988_n.jpg
ปัจจุบันทำงานอะไร และได้ใช้ทักษะความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่?

ปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่ The University of Electro-Communications โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่เดียวกับที่เรียนจบมาครับ ตำแหน่งคือผู้ช่วยศาสตราจารย์ เป็น Technical program committee (TCP) ของ IEEE conference หลาย conference เป็น Associate editor ของ Journal ในต่างประเทศ

และงานอดิเรก (นี่แหละคือสิ่งที่ฝันไว้) เป็นเจ้าของ Youtube channel NineBeerJP พากินพาเที่ยวในต่างประเทศ

ทักษะที่ได้ตอนเรียนเอามาใช้ทั้งในที่ทำงานและใช้ในชีวิตประจำวันเลยครับ ทักษะที่ว่า ไม่ได้เกี่ยวกับวิชาการเลย เป็นทักษะทางด้านอื่นเช่นการเขียน การอธิบายยังไงให้เข้าใจได้ง่ายตามพื้นฐานของคนฟัง จัดการความคิดให้คิดเป็นขั้นเป็นตอน ตามสเต็ป

ส่วนที่เอามาประยุกต์ใช้ในงานก็ทั้งหมดเลยครับ เพราะผมทำงานตรงสายเป๊ะเลย เอาประสบการณ์ที่ตัวเองเจอ มาสอนนักศึกษา

16996554_818277251643504_2077668330_n.jpg
สุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

 ถ้าปีนเขาไม่ถึงจุดสูงสุด ก็จะไม่เห็นทางลง ความหมายก็คือ การที่เรายังไม่ทำอะไรถึงสุดๆ แล้วเราก็จะไม่เจอทางออก

ทางออก(ทางลง)มันมีหลายทาง แต่มันถูกสันเขาบังอยู่ทำให้เรามองไม่เห็น แต่พอเราขึ้นไปยืนอยู่บนสันเขาได้แล้วเราจะมองเห็นวิวที่สวยงาม มองเห็นทางลงหลายทาง เวลาลง ก็จะลงเร็วกว่าตอนขึ้น

แล้วก็ให้รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ อย่าไปเอาคำพูดคนรอบข้างมากดดันตัวเอง

ตอนที่ผมเรียนเกินปีที่ 3 มีคนถามว่า ไหนว่าเก่งไง ทำไมยังไม่จบซักที คนในหมู่บ้านก็ถามอยู่นั่นแล้วว่า เห็นไปนานแล้ว เมื่อไหร่จะจบบางคนถามผมอีกว่า เรียนจบปริญญาเอกแล้วได้อะไร ไปขายก๋วยเตี๋ยวอาจรวยกว่าเสียอีก คำพูดพวกนี้ไม่ทำให้ประโยชน์ให้กับคุณเลย ฟังข้ามๆ ไป

คนที่พูดแบบนี้เพราะเค้านึกว่า การเรียนปริญญาเอกเหมือนการเรียนทั่วๆ ไปที่ฟังครูสอนในห้อง แล้วจำไปสอบให้ผ่าน หรือทำรายงานส่งครู 2 ฉบับก็จบได้ แต่การจะจบปริญญาเอก คืองานของคุณต้องถูกยอมรับโดยคนในสาขาวิชาเดียวกันก่อน ถ้าใครที่ไม่ได้เรียนเองเค้าก็จะไม่รู้

เคยเจออีกคนนึงคิดว่า ตัวเองเป็นตัวแทนประเทศไทย(กรณีนักเรียนที่ได้ทุนมาเรียนต่างประเทศ) เพราะอยู่ที่ไทยสอบได้ที่ 1 ตลอด ได้เกียรตินิยม สอบชิงทุนได้ แต่พอเค้ามาอยู่ที่ที่คนได้ที่ 1 จากทั่วโลกมารวมกัน แล้วเค้าไม่ได้ที่ 1 ก็เริ่มอาการเครียด มีความกดดันมาก ซึ่งความกดดันเหล่านี้เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาด้วยตัวเองทั้งนั้น สรุปคือทำอะไรให้สุดๆและอย่าสร้างความกดดันให้ตัวเอง

……..

เพจ “ก็แค่ปริญญาเอก” ขอขอบคุณการแบ่งปันและข้อคิด-คำแนะนำจาก ดร.เบียร์ เชื่อว่าประสบการณ์จาก ดร.เบียร์จะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่สนใจ หรือกำลังศึกษาปริญญาเอกอยู่

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกันค่ะ

แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ ที่เดียว!!