ดร. มิ้นท์ อัลฮูดา ชนิดพัฒนา :: ปริญญาเอก นิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ :: Guest Post

24173011_1857125061267226_8643699152549129420_o.jpg

สวัสดีค่ะ  เพื่อนๆ พี่ๆ และน้องแฟนเพจ “ก็แค่ปริญญาเอก”^^
ชื่อ อัลฮูดา ชนิดพัฒนา เรียกว่า   “มิ้นท์” เฉยๆ ก็ได้ค่ะ มิ้นท์เรียนจบปริญญาตรีสาขารัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้น ก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ สาขา International Relations and Development Studies จาก University of East Anglia (UEA) จากนั้น มิ้นท์ก็กลับประเทศไทยและทํางานได้ประมาณ 2 ปี ก็เรียนต่อปริญญาเอกทางด้านนิเทศศาสตร์และนวัตกรมมการจัดการ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ปัจจุบัน มิ้นท์เป็นอาจารย์คณะนิเทศศาตร์มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เเละรองผู้อํานวยการศูนย์การสื่อสารการตลาดระหว่างประเทศ (IMCC) ค่ะ

8.png

ตั้งแต่ตอนเด็ก มิ้นท์เป็นคนชอบอ่านหนังสือ จดบันทึก และชอบไปโรงเรียนมากๆ ค่ะ เรียกว่า ถ้าไม่ป่วยจริงๆ จะไม่หยุดโรงเรียนเลย ฮ่าๆๆๆๆ จริงๆ เพราะอยากไปเจอเพื่อนๆ ไปเล่น ไปคุยกับเพื่อน (และอาจจะอยากเรียนบางวิชาด้วยนิดนึง อิอิ) มิ้นท์มีความรู้สึกผูกพันกับโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยอยู่ตลอด ด้วยไลฟ์สไตล์ต่างๆ เลยคิดว่า อยากจะเป็นอาจารย์ในอนาคต และตอนนั้น หลังจากเรียนจบปริญญาโทกลับมาแล้ว มิ้นท์มีโอกาสทํางานเป็นนักวิเคราะห์นโยบายอยู่พักหนึ่ง โดยในสถาบันฯ จะมีพี่ๆเก่งๆ ที่เรียนจบปริญญาเอกกันมา ทั้งชื่นชอบและชื่นชมแต่ละท่าน เลยคิดว่าการเรียนปริญญาเอกจะมีประโยชน์กับตัวเองมากๆ เลยตัดสินใจเรียนค่ะ

9.png

หัวข้อ Dissertation ของมิ้นท์คือ “International Marketing Communication: A Case Study of Thai Spa Products and Services in the United Arab Emirates” ค่ะ ตอนเเรกที่เลือกเรียนนิเทศฯ เพราะสนใจการสื่อสารทางการเมือง แต่พอเรียนๆ ไปแล้วรู้สึกว่าอยากทําธุรกิจระหว่างประเทศและชอบเรื่องการตลาดขึ้นมา

ตอนนั้น ที่บ้านมิ้นท์มีกิจการส่งคนงานไทยไปทํางานใประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลิเบีย การ์ต้า และประเทศแถบๆ อาหรับอยู่เเล้ว ซึ่งก็มีชาวอาหรับที่เข้ามาติดต่อธุรกิจกับที่บ้านได้สั่งผลิตภัณฑ์สปาของไทยไปประเทศแถบนั้น มิ้นท์เลยมีไอเดียว่า อยากจะเจาะลึกเรื่องสปาไทยทั้งภาคผลิตภัณฑ์ และบริการในประเทศแถบอาหรับ เพราะประเทศแถบนี้มีกําลังซื้อสูง แต่ข้อจํากัดคือประเทศไทยยังมีวิจัยหรือองค์ความรู้เรื่องการตลาดในประเทศแถบนี้จํากัดมากๆ มิ้นท์เลยตัดสินใจเลือกไปทําการวิจัยการตลาดของสปาไทยในดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งคิดว่า จะเป็นประโยชน์ทั้งทางธุรกิจ และวิชาการไปพร้อมๆ กันค่ะ

10620544_1592404094405992_2530718779277904013_n.jpg

มิ้นท์ใช้เวลาเรียนปริญญาเอก ประมาณ 4 ปีกว่าค่ะ ระหว่างที่เรียนที่นิด้ามิ้นท์ได้รับโอกาสดีๆ มากมาย ทั้งการได้ไปเก็บข้อมูลวิจัยเพื่อทํา Dissertation ที่ทําให้มิ้นท์มีโอกาสได้อยู่ที่ดูไบช่วงหนึ่ง และหลังจากกลับมาที่ไทยช่วงทําวิจัยใกล้เสร็จ ทางนิด้าก็มีทุนให้ไปเป็น Visiting Scholar มิ้นท์เลยมีโอกาสได้ไปศึกษาที่มหาวิยาลัยที่ Indiana University ที่สหรัฐอเมริกา มิ้นท์เรียนที่ Kelley School of Businessเลยได้เรียนเรื่องการตลาดเพิ่มเติมกับนักศึกษาปริญญาเอกที่คณะนี้ ซึ่งมิ้นท์ก็มีโอกาสได้เรียนรู้จากคนเก่งที่นี่เยอะมากๆ

16177933_1710495962596804_8278823574760787707_o.jpg

หลังจากได้มีประสบการณ์ไปหลายๆ ที่ มิ้นท์ก็กลับมาไทย ทําวิจัยเสร็จเรียบร้อยเเละสอบปกป้องดุษฎีนิพนธ์ ก็เป็นอันว่ามิ้นท์ได้เรียนจบปริญญาเอกอย่างสมบูรณ์ ช่วงเวลานี้ถือว่า เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตมิ้นท์เลยก็ว่าได้ แม้ว่าจะมีเรื่องดราม่าของการทําวิจัยของมิ้นท์ที่ดูไบมากมายก็ตาม ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

สิ่งที่มิ้นท์คิดว่าหนักที่สุดตอนเรียนคือ ตอนไปเก็บข้อมูลที่ดูไบค่ะ ถึงแม้ว่าคุณแม่มิ้นท์จะมีลูกค้าชาวอาหรับที่รู้จัก แต่ลูกค้าคุณแม่อยู่ที่เมืองอบูดาบี แต่มิ้นท์เลือกเก็บข้อมูลที่ดูไบ มิ้นท์เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ในดูไบคนเดียว แบบที่ไม่รู้จักใครเลยทั้งเมือง และแผนที่วางไว้บางทีมันไม่เหมือนกับที่เราศึกษามา  ทําให้บางวันรู้สึกท้อใจมากๆ โดยเฉพาะตอนที่ต้องไปเก็บแบบสอบถามชาวอาหรับเป็นร้อยชุด ช่วงแรกๆ ก็มีคนตอบเยอะค่ะ หลังๆ ก็ไม่ค่อยมี ในบางวันมิ้นท์ก็นั่งร้องไห้บนรถบัสตอนกลับโรงแรม (บางทีก็เปิดเพลงเศร้าแบบให้มันยิ่งเศร้าเข้าไปอีกด้วยค่ะ)  เวลาก็บีบเข้ามาเพราะเราก็ต้องกลับไทย  เป็นช่วงเวลาที่มิ้นท์ต้องตั้งสติมากๆ

13254177_1592403521072716_5657939328973702896_n.jpg

วิธีการแก้ไขของมิ้นท์คือ ถ้ามิ้นท์เครียดหรือท้อแท้ มิ้นท์ต้องไปทําใจให้สบายก่อน วิธีการที่มิ้นท์ทําคือการเขียนบันทึกการเดินทาง ความเจ็บปวด การท่องเที่ยวของมิ้นท์ลงไปเป็นตัวหนังสือ ซึ่งการบันทึกการเดินทางในครั้งนั้นก็ได้กลายมาเป็นหนังสือท่องเที่ยวชื่อ “ดูอะไร…ที่ดูไบ” ในภายหลัง…..ช่างเป็นการระบายอารมณ์ที่มีประโยชน์เสียจริงๆ หุหุ

1.jpg

ถ้ามิ้นท์ย้อนเวลากลับไปบอกกับตัวเองตอนเศร้าๆ ได้ มิ้นท์ก็จะไม่บอกอะไรกับตัวเองทั้งนั้นค่ะ จะปล่อยให้ตัวเองทนทุกข์ไปแบบนั้นแหล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ (ซาดิสม์นิดหน่อย) เพราะมิ้นท์คิดว่า ทุกช่วงชีวิต ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ มันดี มันคือการเรียนรู้…เพราะฉะนั้น มิ้นท์จะไม่ไปสปอยตัวเองในอดีตว่า “ความเจ็บปวดจากการเรียนคือความเจ็บปวดชั่วคราว แต่การเรียนไม่จบนั้นจะเป็นความเจ็บปวดตลอดไป….”

การเรียนปริญญาเอก มันจะต้องมีเรื่องให้เราฝ่าฟันมากมายราวกับนักรบสปาร์ตันอยู่เเล้วค่ะ!!! เคยมีพี่คนหนึ่งเค้าเป็นคนเก่งมากๆ เค้าเคยบอกกับมิ้นท์ว่า คนเรียนปริญญาเอกบางที เราอาจจะไม่ได้เก่งมากมาย หรือวิเศษเหนือใคร แต่สิ่งที่เรามีคือความอดทน ความมุมานะ และการควบคุมตนเองให้ทําเพื่อเป้าหมายของเราให้ได้  ซึ่งมิ้นท์ก็คิดว่า นี่เเหล่ะคือเรื่องจริงเลย หลังจากได้มาเรียนด้วยตัวเอง

2.png

สําหรับมิ้นท์ มิ้นท์ต้องขอบอกเลยค่ะว่า การเรียนปริญญาเอก และดูไบ เปลี่ยนชีวิตมิ้นท์มาก และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเลย ตอนที่ไปเก็บข้อมูลดูไบก็มีความคิดว่า อยากจะไปอยู่ดูไบเพราะชอบดูไบที่มีไอเดียอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ

วันที่สอบปกป้องดุษฎีนิพนธ์ก็มีคณะกรรมการในวันนั้น เเนะนําให้มิ้นท์ไปเปิดบูธกับโครงการหนึ่งที่จะจัดขึ้นในดูไบ และประเทศโอมาน มิ้นท์ก็ตัดสินใจไป พอได้ไปดูไบอีกครั้งปุ๊บ ก็มีพี่ท่านหนึ่งเป็นคนไทยที่เป็นนักธุรกิจที่เก่งมากๆ มีบริษัทอยู่ที่นั่น ก็เลยชวนมิ้นท์ทํางานที่ดูไบในเรื่องการตลาด มิ้นท์ก็เลยมีโอกาสได้อยู่ดูไบจริงๆ

7.jpg

ในส่วนของเรื่องงานอดิเรกระหว่างอยู่ดูไบ มิ้นท์ก็เปิดเพจเฟสบุคชื่อ “ดูอะไร…ที่ดูไบ” ซึ่งเเนะนําเกี่ยวกับการท่องเที่ยวดูไบ  (จริงๆ ทํามาตั้งเเต่ไปวิจัยเเล้ว แต่เพิ่งมาทําอย่างจริงจังคือตอนไปทํางานที่นั่น) และสิ่งที่มิ้นท์พบเจอในชีวิตประจําวันของมิ้นท์ พร้อมกับค่อยๆ ปรับเนื้อหาในหนังสือท่องเที่ยว “ดูอะไร…ที่ดูไบ” ไปด้วย พอทําเพจไปสักพักก็มีคนเริ่มรู้จักเเละติดต่อให้เป็นวิทยากรทั้งเรื่องธุรกิจ ท่องเที่ยว หรือแม้เเต่สร้างแรงบันดาลใน ที่เกี่ยวข้องกับดูไบ

”ก็เพราะการเรียนปริญญาเอกนี่แหล่ะ ===> ทําให้มิ้นท์ได้รู้จักดูไบ ===>  การรู้จักดูไบ===>  ทําให้มิ้นท์เป็นนักการตลาด ===> ทําให้มิ้นท์เป็น Blogger ===> ทําให้มิ้นท์มาเป็นนักเขียน ===>  และแม้เเต่กระทั่งการมาเป็นอาจารย์ในปัจจุบัน ก็มีจุดเริ่มจุดเดียวกันจากการเรียนปริญญาเอก และการวิจัยในดูไบ เช่นกัน”

12311107_1521350244844711_897366746189304609_n.jpg

สุดท้ายนี้ มิ้นท์ก็อยากจะให้กําลังใจเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่กําลังเรียนปริญญาเอกนะคะ อย่างที่มิ้นท์บอกมิ้นท์ไม่ชอบย้อนอดีตไปสอยตัวเอง แต่ถ้าอ่านบทสัมภาษณ์นี้จนจบ เพื่อนๆ ก็ได้สปอยตัวเองไปเรียบร้อยเเล้วค่ะว่า “ความเจ็บปวดจากการเรียนคือความเจ็บปวดชั่วคราว แต่การเรียนไม่จบนั้นจะเป็นความเจ็บปวดตลอดไป….” แล้วเราจะได้ภูมิใจ เเละหัวเราะใส่ ความเจ็บปวดในวันนี้…กิกิ 😛

อัลฮูดา ชนิดพัฒนา

13.jpg

ติดต่อพูดคุยกับมิ้นท์

Facebook: http://www.facebook.com/whattoseeindubai

Instagram: @whattoseeindubai

Email: whattoseeindubai@gmail.com

12.jpg

 

“ปริญญาเอก: ความสำคัญของอาจารย์ที่ปรึกษา” :: โดย ดร. อนุชิต ตู้มณีจินดา :: PhD (Applied Linguistics), Lancaster University, U.K.

ผมเชื่อครับว่า หลายคนคิดว่าการมีคำนำหน้าชื่อเป็นอย่างอื่น นอกจาก “นาย” “นางสาว” หรือ “นาง” โดยเฉพาะคำนำหน้าว่า “ดร.” อาจจะช่วยเพิ่มสถานภาพทางสังคม เศรษฐกิจ หรือการยอมรับอย่างกว้างขวาง ซึ่งนั่นก็อาจจะจริง หรืออาจจะไม่จริง ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละคน แต่นั่นก็เป็นแค่เพียงผลพลอยได้เท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมายหลักของการได้ปริญญาสูงสุดอย่างปริญญาเอก

43106695_240743626607869_9067584673856618496_n.jpg
การเรียนปริญญาเอกสำหรับผม คือการสร้างและพัฒนาทักษะในการทำวิจัย
รวมไปถึงการสร้างและขยายองค์ความรู้ในสาขาที่เราสนใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ได้มาง่ายๆ เลยครับ
เหมือนกับที่อาจารย์ที่ปรึกษาผมบอกมาตลอดว่า “ถ้าปริญญาเอกได้มาง่ายๆ แจ๊คก็คงเห็นคนเป็นด็อกเตอร์กันเต็มไปหมด” ในโพสต์นี้ผมขอแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของผม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของอาจารย์ที่ปรึกษา ตั้งแต่วันแรก (2556)
จนถึงวันนี้ (2561) วันที่ผมสำเร็จการศึกษา

IMG_8664

การเรียนปริญญาเอกสำหรับผมอาจจะยากกว่าคนอื่นๆ ครับ ทั้งนี้เพราะเป็นคนติดบ้าน มีข้อจำกัดมากมายในเรื่องอาหารการกิน ปรับตัวยาก และไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง…
ความยากลำบากเกิดขึ้นทันทีเมื่อเราเดินทางมาถึงประเทศอังกฤษ ประเทศที่มีความแตกต่างทั้งสภาพอากาศ อาหาร ผู้คน ภาษา และวัฒนธรรม หลายคนอาจจะคิดว่า แค่เรื่องพวกนี้เองหรอ สำหรับผมมันสำคัญครับโดยเฉพาะสภาพอากาศ ประเทศนี้เป็นประเทศที่ฝนตกชุกมาก และเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาวจะมืดเร็วมาก บางช่วงแค่บ่าย 3 โมงกว่าๆ พระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับผม (และเพื่อนอีกหลายคน) คือ เราจะรู้สึกหดหู่ และรู้สึกแย่กับวันที่หมดไปอย่างรวดเร็วในขณะที่งานไม่ได้คืบไปไหนเลย และวงจรนี้เกิดขึ้นมากกว่า 6 เดือนต่อปี และเป็นแบบนี้มาตลอดเป็นระยะเวลาเกือบ 5 ปี

IMG_3408

ความยากลำบากต่อมาคือความพยายามปรับตัวให้เข้ากับการเรียนในระดับปริญญาเอก และการทำงานกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่เป็นฝรั่ง (ออสเตรเลีย) เด็กไทยอย่างผม แน่นอนครับอยู่ในห้องเรียน ผมนั่งเงียบกริบเหมือนคนเป็นใบ้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเรียนกับเพื่อนๆ ชาวยุโรปที่พูดภาษาอังกฤษเป็นไฟ เพราะกว่าเราจะคิดว่าจะเรียงประโยคยังไง เพื่อนเค้าพูดไปไหนถึงไหนต่อไหนละ สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมคือ เราเริ่มสงสัยความสามารถของตัวเอง (self-doubt) และความเป็นไปได้ที่เราจะอดทนจนเรียนจบแล้วได้ปริญญาเอกกลับบ้าน
สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผมมาตลอดครับ แล้วมันก็บั่นทอนกำลังใจผมไปเรื่อยๆ

IMG_1234
แต่ผมยังนับว่าโชคดีกว่าคนอื่นครับ เพราะผมมีอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดีกับผมมาก แต่ความรู้สึกที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหรอกครับ เพราะก่อนที่จะสำนึกได้ ผมก็บ่นและนึกด่าอาจารย์เค้าอยู่ในใจเยอะเหมือนกัน (ซึ่งรู้สึกผิดมาก เพราะเมื่อได้ยินประสบการณ์จากเพื่อนคนอื่น ทำให้รู้เลยว่า อาจารย์ที่ปรึกษาผมคือเทวดาเดินดินเลยทีเดียว ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่า เค้าทำให้ผมเรียนจบ แต่ผมพูดถึงความพยายามของอาจารย์ที่ต้องการ groom ผมให้เป็นนักวิจัยที่ดี)

อาจารย์ที่ปรึกษาผมเป็นคนใจดี ใจเย็น และสุภาพมากครับ (ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ประจักษ์เรื่องนี้ แต่สิ่งเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากทุกคนที่รู้จักอาจารย์ผมครับ) นี่ก็น่าจะเป็นข้อดีนิ แล้วทำไมผมถึงนึกว่าเค้า เพราะอาจารย์เค้างานเยอะมากครับ และที่สำคัญเค้าก็เป็นคนใจเย็นมาก มากจนผมอาจจะพูดได้ว่าเป็นน้ำแข็งเลยก็ว่าได้
ในขณะที่ผมก็ใจร้อนเป็นไฟบรรลัยกัลป์ (ไฟที่พร้อมจะเผาตัวเองไปได้ในพริบตา)

IMG_8637
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อาจารย์ไม่ค่อยตอบอีเมล์ผมครับ ในปีแรกๆ มีบางช่วงที่อาจารย์ไม่ตอบอีเมล์ผมเป็นเดือนๆ ปัญหาก็คือ งานผมไม่ได้คืบไปอย่างที่ “ผมต้องการ” ผมรู้สึกแย่กับอาจารย์เค้ามากครับ
ผมได้คุย (ฟ้อง?) เรื่องนี้กับกรรมการที่มาสอบผมในปีแรก คำตอบที่ผมได้ มันทำให้ผมต้องกลับมานั่งคิด และผมก็ตระหนักได้ว่า อาจารย์ไม่ได้มีปัญหา วิธีคิดของผมเองต่างหากที่เป็นปัญหา ในตอนนั้นกรรมการบอกกับผมว่า “การเรียนปริญญาเอกคือ การฝึกให้เราคิด วิเคราะห์และสามารถทำงานด้วยตัวของเราเอง ไม่ใช่มัวแต่หวังแต่จะให้อาจารย์ที่ปรึกษามาช่วย และถ้าเค้ายังไม่ว่างตอบ ก็อย่าอยู่เฉยๆ ให้อ่านหนังสือและพยายามคิดและเขียนอยู่เสมอ”
จากวันนั้นมาความอดทนในการรอคอยของผมก็สูงขึ้น (บ้าง)
หรือถ้าต้องการอยากให้อาจารย์ที่ปรึกษาตอบอีเมล์โดยเร็ว
ก็จะใช้วิธีการเรียกร้องความสนใจด้วยการเติมคำว่า “urgent” เข้าไปในหัวข้อของอีเมล์

นอกจากอาจารย์ที่ปรึกษาผมจะมีงานเยอะ และใจเย็นมาก (และอาจจะมากเกิ๊นในบางครั้ง) อาจารย์ยังชอบหาสิ่งต่างๆ ให้ผมทำเสมอ ทั้งๆ ที่เค้าก็รู้ว่าผมไม่อยากทำ อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นครับว่า ผมเป็นคนไม่ชอบพูดครับ โดยเฉพาะการต้อง present เป็นภาษาอังกฤษ อาจารย์ที่ปรึกษาทราบข้อมูลนี้มาตลอด
แต่สิ่งที่เค้าทำคือ เค้าให้ผมไปนำเสนอ work in progress ใน research group ที่มหาวิทยาลัย
และพาผมไปนำเสนองานวิจัยที่ประเทศฟินแลนด์ อาจารย์ผมพยายามอธิบายเหตุผล และประโยชน์ต่างๆ มากมายที่ผมจะได้รับโดยเฉพาะการพัฒนาทักษะการนำเสนอผลงานวิชาการ
แต่ปัญหาคือ ผมไม่ใช่คนง่ายครับ ผมก็อิดออด แถไปแถมา อาจารย์ก็ยืนยันว่าจะให้ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง conference ใหญ่ของสาขาที่จัดขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์ อาจารย์ต้องยอมสละเวลาไปเป็นเพื่อนผมทั้งๆ ที่เค้ายุ่งมากกกก เพราะกลัวว่าไอ้เด็ก (เวร) นี่จะเปลี่ยนใจ…

IMG_5461
และจริงอย่างที่อาจารย์ว่าครับ ผลของการไปนำเสนอผลงานใน conference ทำให้ผมเปลี่ยนวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด (ขอย้ำนะครับว่าทั้งหมด)
ผลก็คือผมต้องเขียนงานใหม่เกือบทั้งหมดทั้งๆ ที่อยู่กลางปีของปีที่ 4 มันเป็นช่วงเวลาที่เครียดที่สุด เพราะอากาศก็หนาว ฟ้าก็มืดเร็ว ทุนก็ใกล้จะหมด แต่ผลจากการที่อาจารย์บังคับให้ผมไปนำเสนอผลงาน ก็เป็นที่มาของวิทยานิพนธ์ที่สามารถสอบผ่านได้ และได้รับการตีพิมพ์…นี่ถ้าไม่ใช่อาจารย์ผมที่หวังดีกับผมแล้วจะเป็นใคร

อาจารย์ที่ปรึกษาผมไม่ไช่แค่คนที่หวังดีกับผมครับ แต่เค้ายังเป็นนักวางแผนชั้นเลิศอีกด้วย ที่มหาวิทยาลัยผมเพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนจบได้ตามเวลาและมีงานที่มีคุณภาพมากพอ ทางมหาวิทยาลัยบังคับให้มีการ(ตรวจ)สอบทุกๆ ปีโดยกรรมการผู้เชี่ยวชาญ แต่การเลือกกรรมการ คือการเลือกคนที่มีความเชื่อ หรือมีความคิดคล้ายๆ กับเรา เช่น เชื่อว่าทฤษฎีนี้เหมาะที่จะนำมาวิเคราะห์ปรากฎการณ์แบบนี้ หรือคิดว่างานในลักษณะนี้ควรจะมีการนำเสนอแบบนี้ เป็นต้น

ทุกปีอาจารย์จะคอยถามผมว่าอยากได้ใครมาเป็นคนดูงานผม ผมไม่เคยตอบอาจารย์ครับ ผมบอกอาจารย์ไปแค่ว่า “ผมขอไม่เลือก เพราะผมเชื่อว่า ถ้าให้อาจารย์เลือก อาจารย์จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผมเสมอ” แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ เพราะกรรมการเชื่อในสิ่งที่เรา (ผมกับอาจารย์) ทำครับ สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือ สิ่งที่เราส่งไปให้กรรมการ เนื้อหาหลายส่วนไปตรงกับสิ่งที่ปรากฎในหนังสือที่กรรมการเขียนและตีพิมพ์ออกมาภายหลังจากที่ผมส่งวิทยานิพนธ์เพื่อสอบจบ นี่ยังไม่รวมถึงการเป็นตัวอย่างของนักวิจัยที่ดี และการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่ใส่ใจนักศึกษาในที่ปรึกษา โดยเฉพาะการวางแผนหลังเรียนจบให้กับพวกเราทุกคน (supervisee คนอื่นๆ ของอาจารย์ทุกคน)

43185900_375078853032679_6253147284016463872_n.jpg

สำหรับผมความสัมพันธ์กับอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าความตั้งใจ และความพากเพียรของนักศึกษาเลยครับ ดังนั้น สิ่งนึงที่ผมพยายามทำมาตลอดคือการทำให้อาจารย์เค้าไว้วางใจและเชื่อมั่นในตัวผม สำหรับผมแล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สร้างยากมากครับ เพราะมันต้องอาศัยเวลาเป็นแรมเดือน แรมปี
และต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ต่างๆ มากมาย ในขณะที่มันสามารถถูกทำลายได้ในชั่วพริบตาเดียว

ผมจำได้ว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปี ผมขออาจารย์ที่ปรึกษาเลื่อนส่งงานเพียงแค่ครั้งเดียว เนื่องจากไม่สบาย และไม่เคยสายกับนัดของอาจารย์เลย (ถ้าไปถึงก่อน ก็จะไม่เคาะประตู)
และที่สำคัญคือ ผมไม่เคยไปพบอาจารย์ด้วยสมองที่กลวงโบ๋เลย เพราะการไปพบอาจารย์แต่ละครั้งคือการต้องเตรียมตัว และทำการบ้านอย่างหนัก (ต้องอ่านหนังสือไปก่อน หรือมีงานเขียนเพื่อไปพูดคุยกับอาจารย์)
ผมอยากจะขอบคุณอาจารย์ที่อาจารย์เชื่อมั่นในตัวผมมาตลอดทั้งๆ ที่ผมไม่เคยเชื่อมั่นในตัวผมเองเลย

สิ่งที่ผมอยากย้ำตรงนี้คือ การเรียนจบปริญญาเอก มันไม่ใช่เรื่องของการที่เราต้องแสดงอภินิหาร โชว์ความเฉลียวฉลาด แต่มันคือการรักษาความสัมพันธ์และการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างตัวเราและอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตำราไม่ได้บอกเอาไว้ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

43151025_255779668612778_6450932666890977280_n.jpg—————————–
ขอขอบคุณ บทความเลอค่าจาก ดร. อนุชิต ตู้มณีจินดา จบการศึกษาปริญญาเอก สาขาภาษาศาสตร์ จาก Lancaster University ประเทศอังกฤษ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

คอลัมน์คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ ::: ดร.ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์ ::: D.Eng.(Industrial Engineering and Management) Tokyo Institute of Technology, Japan

สวัสดีค่ะ วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะแนะนำให้แฟนเพจทุกท่านได้รู้จักกับ ดร.ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์ อาจารย์คนเก่งประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ให้เกียรติกับทางเพจมาแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก ณ ประเทศญี่ปุ่น และถ่ายทอดแรงบันดาลใจดีๆ รวมทั้งสิ่งที่ได้รับจากการเรียนปริญญาเอก ไปทำความรู้จักกับอาจารย์ณัฏฐ์ กันเลยค่ะ

9229
ดร.ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์

แนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีครับชื่อ ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์ เรียนจบปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ จากภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ ในระหว่างช่วงเรียนภาคฤดูร้อนปี 3 ได้มีโอกาสไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่นผ่านโครงการที่ทาง SIIT ร่วมกับ KEIDANREN (Japan Business Federation) และในช่วงปีสุดท้ายได้จับกลุ่มกับเพื่อนทำโครงงาน Senior Project เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมเกมผจญภัย 3 มิติ และนั่นก็ทำให้เรารู้จักตัวเองว่า.. คงไม่ใช่ละ สำหรับอาชีพแนวการพัฒนาเกม เราคงไม่เหมาะ

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ก็ได้เริ่มชีวิตการทำงานครั้งแรกที่ธนาคารแห่งประเทศไทยครับ ตอนนั้นทำงานเป็นนักวิเคราะห์ระบบ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้รับมอบหมายให้ทำงานในส่วนระบบงานบริหาร เป็นงานวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาระบบ ตอนนั้นเป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าความมั่นใจในตัวเองลดลงไปพอสมควร หลังจากที่ออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ตอนแรกเรามีความมั่นใจว่า เรามีความรู้ความสามารถอยู่พอตัว แต่ก็พบว่า ความรู้เรายังไม่เพียงพอ ประสบการณ์และการมองในมุมๆ หนึ่งของเรามันเป็นอะไรที่เล็กมากๆ เมื่อเทียบกับพี่ๆ ที่ทำงาน จึงตัดสินใจเริ่มมองหาที่เรียนต่อ เนื่องจากอาจารย์หลายท่านที่เราเคยเรียนด้วยในระดับปริญญาตรีสำเร็จการศึกษามาจากประเทศญี่ปุ่น เราเองก็เคยไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น แถมเรายังมีเพื่อนรูมเมทที่หอพักเป็นลูกครื่งญี่ปุ่นด้วย จึงรู้สึกว่าเราสนใจอยากจะไปศึกษาต่อที่นั่น

12909625_10156785811115714_1151707651780804400_o
อาจารย์ที่ปรึกษาและห้องวิจัยระบบสารสนเทศ Tokyo Tech ในวันที่สำเร็จการศึกษา

เราอยากจะศึกษาต่อในด้านที่มองอะไรต่างจากเดิมไปบ้างเพื่อให้เรามองอะไรได้กว้างขึ้น จึงเลือกเรียนภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการ ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (Tokyo Institute of Technology หรือ Tokyo Tech) ด้วยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ในตอนแรกเราสนใจด้าน ERP (Enterprise Resource Planning), e-Business, และ e-Commerce จึงเริ่มทำวิจัยในด้านนี้ และต่อมาเปลี่ยนหัวข้อเป็นด้านการจัดการระบบสารสนเทศภัยพิบัติ

ในระหว่างเรียนปริญญาโท อาจารย์ที่ปรึกษาของเรา ศ. ดร. Junichi Iijima ก็แนะนำว่าที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังโปรโมทการสร้างดุษฎีบัณฑิตที่นอกจากจะจบปริญญาเอกแล้วต้องมีทักษะมากกว่าหนึ่งสาขาและมีความเป็นผู้นำที่พร้อมจะไปสร้างสิ่งต่างๆให้กับสังคมโลกด้วยภายใต้แนวคิด “Programs for Leading Graduate School” ที่ Tokyo Tech เองจึงมีการเปิดหลักสูตรใหม่ คือ Academy for Co-creative Education of Environment and Energy Science (ACEEES) เป็นหลักสูตรที่จะสร้างผู้นำในด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน เราจึงลองสมัครดูและเราก็ได้รับตอบรับตอนที่เป็นนักศึกษาปริญญาโทและอยู่ในโครงการนี้ตลอดช่วงการศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เราจบหลักสูตรนี้มาด้วย Major วิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการ และ Sub-major สถาปัตยกรรมศาสตร์และวิศวกรรมอาคาร

12357123_10156366978575714_4494371331358741513_o
อาจารย์ที่ปรึกษา ศ. ดร. Junichi Iijima แสดงความยินดีในโอกาสได้รับรางวัล Best Presentation Award และ Best Collaboration Award จากการนำเสนอผลงานที่งานประชุมวิชาการที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ในปี พ.ศ. 2559 เราย้ายไปทำงานเป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก ที่ห้องวิจัยวิศวกรรมสึนามิ สถาบันวิจัยนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยโทโฮคุ เมืองเซนได และต่อมาได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ เป็นอาจารย์ประจำสถาบันวิจัยนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยโทโฮคุ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เราตัดสินใจกลับมาประเทศไทย คิดว่าถึงเวลาที่ควรจะทำอะไรให้กับประเทศบ้านเกิดแล้ว เราเข้ารับตำแหน่งอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้จะมีประสบการณ์การเป็นอาจารย์ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่ท้าทายและเราก็ตั้งใจทำงานที่นี่เรื่อยมาครับ

12829352_10156658641835714_2248416550833291466_o
อาจารย์ที่ปรึกษา ศ. ดร. Junichi Iijima และ ศ. ดร. Matsuko Hatano แสดงความยินดีในโอกาสที่ทีมจาก Tokyo Tech ซึ่งมีสมาชิกเป็นนักศึกษาไทย 3 คน ได้รับรางวัล Poster Award จากการแข่งขันประกวดแผนธุรกิจ ที่ประเทศญี่ปุ่น

คิดอย่างไร ตอนที่ตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

ในวันที่เราต้องเจอกับสิ่งที่ตัดสินใจยากมากคือวันที่เราทราบว่าเราได้รับทุน เพราะว่าเป็นวันที่เราต้องตัดสินใจว่าเราจะลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายด้วยหลายๆ ปัจจัยเราคิดว่า เราอยากจะเรียนรู้อะไรมากกว่านี้ จึงตัดสินใจรับโอกาสและไปเริ่มใช้ชีวิตนักศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ จำได้ว่า มีวันนึงที่เรากำลังเดินทางกลับจากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยที่เราเรียนตอนช่วงมัธยมศึกษา ได้คุยกับคุณปู่ นพ. โกวิท ลีละวัฒน์ บนรถที่คุณพ่อเป็นคนขับ คุณปู่บอกว่า คุณปู่สนับสนุนเต็มที่ในด้านการศึกษา คุณปู่แม้ว่าปัจจุบันจะเป็นแพทย์ที่เกษียณมานานแล้ว แต่ท่านก็ยังศึกษาสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ใครจะรู้ว่าคุณปู่ที่ทุกวันนี้อายุ 90 กว่าปี แต่ท่านมีงานอดิเรกเป็นการปลูกผักไร้ดิน การทดลองผสมสารไคโตซานกับสิ่งรอบตัว การประดิษฐ์เครื่องใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และการค้นคว้าเรื่องใหม่ๆ ทางอินเตอร์เน็ทอยู่เสมอ จำได้ว่าคุณปู่เป็นคนซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรกให้เราตอนเราอยู่ชั้น ป. 6 ปกติเวลาคุณปู่จะให้อะไรเราคุณปู่จะให้เราทำรายงาน เราต้องสามารถบอกอธิบายคุณสมบัติ ฟังก์ชั่นการใช้งาน ราคา รวมทั้งสรุปข้อดีข้อเสีย และประโยชน์ของสิ่งที่เราอยากได้เราส่งเป็นรายงานให้คุณปู่ก่อน มันเหมือนเป็นการฝึกให้เราได้เขียนรายงาน Requirement มาตั้งแต่เด็กๆ เลย วันนั้นคุณปู่บอกเราว่า ถ้าเราอยากจะเรียนอะไรเราต้องเรียนให้เต็มที่ เรียนให้ไกลที่สุดถ้าเรามีโอกาส ในวันที่เราเรียนอยู่มัธยมศึกษาตอนปลาย คุณปู่บอกว่าคุณปู่อยากให้เราเรียนให้ถึง ‘ปริญญาเอก’

12140791_10156765974670714_7281869386876334865_n
หนังสือรวมเหตุการณ์โดยหลักสูตร ACEEES

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

จากที่บอกว่า ตอนแรกเราสนใจอยากทำวิจัยด้าน ERP และ e-Business สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2554 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิภูมิภาคโทโฮคุในเดือนมีนาคม และเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยประเทศไทยในช่วงปลายปี เนื่องจากเราอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นจึงไม่สามารถช่วยเหลืออะไรคุณพ่อคุณแม่รวมทั้งน้องหมาที่บ้านที่กรุงเทพฯ ได้ แต่ละวันได้แต่รับฟังและพูดคุยสิ่งที่เกิดขึ้นรวมทั้งอัพเดทสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ที่บ้านมีการเตรียมการป้องกันทำกำแพงกันน้ำเข้าบริเวณบ้านหลังจากทราบว่า มวลน้ำกำลังเข้ามาใกล้พื้นที่ สุดท้ายแม้่น้ำจากรอบบ้านจะเข้าบ้านไม่ได้แต่กลับมีน้ำจากท่อระบายน้ำภายในห้องน้ำไหลท่วมภายในบ้านแทน เนื่องจากบ้านของเรามีสัตว์เลี้ยง การจะไปหาโรงแรม หรือบ้านเช่าที่ไหนนั้นนับเป็นเรื่องลำบากมาก แต่สุดท้ายที่บ้านก็พบว่า มีบ้านเช่าที่ต่างจังหวัดอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงไปอยู่ได้ อย่างไรก็ดี ณ เวลานั้นถือว่าสายเกินไปแล้วที่จะอพยพด้วยรถยนต์หรือการเดินเท้าเพราะว่าพื้นที่ตั้งแต่ปากซอยถึงตัวหมู่บ้านมีน้ำท่วมระดับสูง ทางบ้านจึงได้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือและได้รับความช่วยเหลือจากทหารจากกองทัพบกส่งเรือเข้าไปช่วยอพยพออกจากตัวบ้าน ในวันและเวลาที่คุณแม่พยายามอุ้มน้องหมาตัวใหญ่ขึ้นเรือทหาร และเดินทางไปต่างจังหวัด เราก็พูดคุยทางโทรศัพท์กันอยู่ตลอด สิ่งที่ทำได้คือการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ น้ำตาซึม และทำได้แค่พิมพ์ข้อความ ‘ขอบคุณ’ กองทัพบกในเฟสบุ๊คส่วนตัว

เรากลับมานั่งคิดว่า เราจะนำความรู้ความสามารถของเราไปทำอะไรให้ดีขึ้นได้ไหม เรามาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยงภัยธรรมชาติมากมาย และเราจะทำอะไรมากกว่านี้ได้ไหม จึงตัดสินใจแจ้งเรียนอาจารย์ที่ปรึกษาว่า เราขอเปลี่ยนหัวข้อวิจัยเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ‘ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการภัยพิบัติ’ ซึ่งอาจารย์ก็สนับสนุนหัวข้อวิจัยนี้ ด้วยประเทศญี่ปุ่นเอง ณ ตอนนั้นก็พึ่งประสบภัยครั้งใหญ่มาหมาดๆ เราจึงได้เริ่มต้นการเดินทางในด้านการจัดการระบบสารสนเทศและการจัดการภัยพิบัตินับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

12809677_1158512754169746_6086183098571037413_n
บัณฑิตชาวไทยและเพื่อนๆ ชาวไทยที่ Tokyo Tech

ช่วยเล่าเกี่ยวกับ thesis

เราใช้เวลาในการเรียนระดับปริญญาเอก ทั้งสิ้น 3 ปี ทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง ‘การจัดการภัยพิบัติในมุมมองของระบบสารสนเทศ’ เป็นการนำทฤษฎีด้านระบบสารสนเทศมาวิเคราะห์กระบวนการจัดการความเสี่ยงภัยธรรมชาติ การศึกษาการจัดการภัยพิบัติด้วยศาสตร์วิศวกรรมองค์กร และการศึกษาการใช้เทคโนโลยีของประเทศต่างๆ กับการจัดการภัยพิบัติด้านการเตรียมความพร้อม การรับมือ การฟื้นฟู และการมีมาตราการบรรเทาลดความความเสี่ยงของประเทศนั้นๆ ทั้งกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีภัยธรรมชาติใหญ่ๆ เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ระหว่างที่เราเรียนปริญญาเอก ปีที่ 1 เรามีโอกาสไปฝึกงานที่สถาบันวิจัยนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ภัยธรรมชาติ ในช่วงนั้นเองได้ลองนำข้อมูลอาคารที่เสียหายจากคลื่นสินามิที่ประเทศญี่ปุ่นไปวิเคราะห์ด้วยโมเดลทางสถิติและนำไปสู่การตีพิมพ์บทความวิชาการในวารสารนานาชาติฉบับแรกของเราและยังทำให้ได้รับรางวัล Dean Award จาก Tokyo Tech อีกด้วย

เราปิดท้ายส่วนสุดท้ายของงานวิจัยปริญญาเอกด้วยการนำเสนอการออกแบบตัวต้นแบบเทคโนโลยีการพยากรณ์ความเสียหายของอาคารจากคลื่นสึนามิ โดยใช้กรณีประเทศญี่ปุ่น และนั้นก็นำไปสู่บันไดที่ทำให้เราได้เป็นหนึ่งในตัวแทนจาก The Falling Walls Lab Sendai ประเทศญี่ปุ่น เป็นหนึ่งใน 100 ผู้เข้ารอบสุดท้ายจากทั่วโลก Falling Walls Young Innovator of the Year 2016 ที่ประเทศเยอรมนี ได้ถูกสัมภาษณ์โดยรายการ Sciences et Avenir จากประเทศฝรั่งเศส

11156415_10153803096348012_1539566261754914778_n
นักศึกษาชาวไทยที่ Tokyo Tech

ปัจจัยแห่งความสำเร็จของคุณคืออะไร

สิ่งแรกสุดเลยคงเป็นกำลังใจและการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทุกคนในครอบครัว รวมทั้งคุณแฟนที่ได้เจอกันที่รั้วมหาลัยเดียวกัน ทุกครั้งที่มีโอกาสกลับมาประเทศไทยคุณพ่อคุณแม่จะเตรียมตัวล่วงหน้า เพราะว่าท่านรู้ว่าเรามีเวลาว่างน้อย หลายๆ อย่างท่านเลยจัดเตรียมให้เป็นอย่างดี เรามี Role Model คุณปู่ นพ.โกวิท ลีละวัฒน์ (พ.บ. รุ่น 3 จุฬาฯ) และคุณตา สุคนธ์ สุวัฒนวิโรจน์ (วศ.บ. 2496 วศ.ม. (โยธา) จุฬาฯ) ให้เรามีความตั้งใจในด้านการศึกษา

ถัดมาคือการให้ความสนับสนุนจากอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญมากมาย ต้องยอมรับว่า งานของเราการจะได้ข้อมูลมาทำวิจัยนั้นถ้าขาดเครือข่ายแล้วคงเป็นไปได้ยาก เราได้มีโอกาสรู้จักกับรุ่นพี่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย รศ. ดร. อนวัช สรรพศรี จากมหาวิทยาลัยโทโฮคุ คอยให้ความช่วยเหลือด้านนี้เสมอมา

12472651_10156807178465714_3076784522166977676_n
ณ พิพิธภัณฑ์ Fujiko F Fujio

อีกอย่างคือความชอบของการ์ตูน ‘โดราเอม่อน’ อันนี้ก็พูดจริงๆ นะครับ เราชอบการ์ตูนเรื่องโดราเอม่อนมาตั้งแต่เด็กๆ เราคิดว่าสิ่งต่างๆ ของการ์ตูนเรื่องนี้สอนอะไรไว้มากมาย ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และด้านสังคม ผู้เขียน อาจารย์ Fujiko F Fujio ได้แสดงให้เห็นถึงคำว่า จินตนาการ ที่เป็นเส้นทางของการรังสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลองคิดดูสิครับว่า มีของวิเศษจากกระเป๋าสี่มิติของหุ่นยนต์โดราเอม่อนกี่ชิ้นแล้วที่ทยอยถูกพัฒนาในโลกใบนี้ การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใดก็จำเป็นจะต้องเริ่มจากคนที่มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ สำหรับด้านสังคม แม้การ์ตูนโดราเอม่อนจะเป็นตอนสั้นๆ (ถ้าไม่นับซีรีส์ชุด The Movie หรือภาพยนตร์ Stand by Me) แต่ในทุกตอนเราจะเห็นข้อคิดต่างๆ อยู่เสมอ หลายคนจะอาจจะมองว่าโนบิตะเป็นคนที่รอคอยแต่ของวิเศษจากโดราเอม่อน แต่ในท้ายที่สุดโนบิตะก็จะสอนให้เห็นว่าของวิเศษเป็นเพียงเครื่องมือที่สร้างความน่าสนใจหรือจุดประกายบางอย่าง ต่างจากการพึ่งตนเอง การใช้ความพยายามและความสามารถของตนเองที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ

เราชอบโดราเอม่อนและอะไรหลายๆอย่างจากการ์ตูนเรื่องนี้ รวมทั้งมีความตั้งใจว่า วันที่เราเรียนจบปริญญาเอก เราจะไปใส่ชุดครุยถ่ายรูปกับโดราเอม่อนที่พิพิธภัณฑ์ Fujiko F Fujio เพื่อบอกโดราเอม่อนและขอบคุณผู้แต่งว่า มีเด็กไทยคนนี้ที่ชื่นชอบและได้รับแรงบันดาลใจในการใช้จินตนาการต่างๆสำหรับเริ่มต้นเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อยู่อีกคนนะ

12993501_10156847608450714_4359180210763423655_n

อีกกลุ่มคนที่สำคัญกับการสำเร็จในการเรียนของเราคือ เพื่อนชาวไทย ทั้งจาก Tokyo Tech และมหาวิทยาลัยอื่นๆ การเข้าไปทำงานสมาคมนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่น ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตลอดช่วงการเป็นนักศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นทำให้เรามีเครีอข่าย มีกลุ่มคนให้คำปรึกษา มีกิจกรรมต่างๆที่ได้ทำร่วมกันมา เรามีโอกาสได้เป็น Co-chairperson งานประชุมวิชาการ Thailand-Japan International Academic Conference และอื่นๆมากมาย รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือจากพี่ๆ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว เวลาที่พวกเรามีปัญหาอะไร หรือต้องการความช่วยเหลือต่างๆ

ท้ายที่สุดสิ่งที่เล่ามาคงเป็นไปไม่ได้ถ้าเราไม่ได้รับโอกาสจากรัฐบาลญี่ปุ่นที่ให้โอกาสเด็กไทยคนนึงไปเรียน ไปทำวิจัย ไปลองทำอะไรที่ตัวเองสนใจ โอกาสจากผู้ใหญ่ใจดีหลายๆคนที่มองเห็นสิ่งที่เด็กคนนี้ตั้งใจและฝันที่จะทำให้เป็นจริง

ใช้ทักษะความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับการทำงานอย่างไร

ปัจจุบันเราได้นำความรู้และประสบการณ์จากการศึกษาและทำวิจัยมาใช้ในการประกอบอาชีพอาจารย์ เราคิดว่า ประเทศไทยต้องก้าวต่อไปสู่สังคมที่มีการพัฒนาที่ยั่งยืน เราอยากเป็นคนหนึ่งที่ได้ร่วมสร้างเมล็ดพันธุ์ของคนรุ่นใหม่ให้กับบ้านเกิดของเรา เมื่อเราได้รับโอกาสมาเป็นอาจารย์แล้วเราก็อยากจะตั้งใจทำงานนี้ให้เต็มที่ เราตัดสินใจยื่นขอเปิดรายวิชา การจัดการภัยพิบัติและเทคโนโลยี ตั้งแต่ภาคการศึกษาแรกที่เราเริ่มทำงาน เพื่อนำความรู้และประสบการณ์มาถ่ายทอดให้นิสิต

เมื่อมีผู้บริหารทราบว่า เราทำงานทำวิจัยด้านนี้จึงได้รับการเชิญชวนให้มาเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราได้เป็นอาจารย์รายวิชาหลัก การจัดการภัยพิบัติ ในหลักสูตรนี้ซึ่งเป็นหลักสูตรปริญญาโทใหม่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและรองรับเหตุฉุกเฉิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2561 เราก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นที่ปรึกษาภูมิภาค (Regional Advisory Committee) ตัวแทนประเทศไทย ให้กับ Asia Oceania Geosciences Society (AOGS) อีกด้วยครับ

อีกสองเรื่องที่มาเสริมไฟแห่งความมุ่งมั่นในการตั้งใจถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์สู่เด็กรุ่นใหม่ คือ การได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดนักวิทยาศาสตร์เยาวชนโลก ครั้งที่ 6 ณ สาธารณสิงคโปร์ ในปี พ.ศ. 2561 และในปีเดียวกันเมื่อเราปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ครบปี เราก็ได้รับการเสนอชื่อและได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัล ‘ศักดิ์อินทาเนีย ด้านการเรียนการสอนประเภทอาจารย์รุ่นใหม่’ ประจำปี พ.ศ. 2561 จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ajdr.natt_ (1)
รางวัล ‘ศักดิ์อินทาเนีย ด้านการเรียนการสอนประเภทอาจารย์รุ่นใหม่’ ประจำปี พ.ศ. 2561

ปัจจุบันนอกจากการเป็นอาจารย์ประจำแล้วก็ยังเป็นนักเขียนให้กับวารสาร TPA News ของสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) โดยนำเสนอบทความสำหรับผู้อ่านทุกท่านทุกระดับเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือบทเรียนด้านการจัดการภัยพิบัติในคอลัมน์ Risk Reduction และเป็นนักเขียนรับเชิญให้กับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เป็นพิธีกรรายการวิทยุ ‘พูดจาประสาช่าง’ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกอากาศทาง FM 101.5 MHz และบรรยายความรู้ รวมถึงการแนะแนวให้กับน้องๆ นักเรียนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆ ด้วยครับ

มีข้อคิดอะไรสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อปริญญาเอก

สำหรับเราเชื่อว่าทุกคนเรียนระดับปริญญาเอกได้ครับ แต่ควรถามตัวเองก่อนว่าสิ่งที่คุณสนใจและอยากจะทำคืออะไร เราเชื่อว่าตราบใดที่คนเรามีชีวิตอยู่ เราจะมีความฝัน แล้วเมื่อเราได้รับโอกาสที่จะทำความฝันให้เป็นจริงแล้ว ก็ควรตั้งใจทำในสิ่งที่เราได้รับโอกาสให้เต็มที่จนเราสำเร็จในจุดหมาย สู้ๆ นะครับ

426531_10152696921000714_324647387_n

———

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่าของ ดร.ณัฏฐ์ เป็นอย่างสูงค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกัน

ดร. บุญทวี เลิศปัญญาพรชัย ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก มีอีกหนึ่งแรงบันดาลใจดีๆ ที่ยินดีจะมาแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก ไปพบกับเขากัน

แนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ผมชื่อ ดร. บุญทวี เลิศปัญญาพรชัย ชื่อเล่น กอฟ บางคน เรียก บุญ ครับ จบ ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชา ปิโตรเคมีและวัสดุพอลิเมอร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สาขา วิทยาการและวิศวกรรมพอลิเมอร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปริญญาเอก คณะวิทยาศาสตร์ สาขาปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครับ

รูปที่ 7 รูปที่ถ่ายในแลปที่ประเทศ ญี่ปุ่นครับ
ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ก่อนหน้าที่ผมจะเรียนต่อปริญญาเอก ผมทำงานเป็นอาจารย์ สาขาวิชาเคมีอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เป็นเวลา 4 ปี ครับ โดยตอนที่ตัดสินใจว่าจะเรียนต่อเนื่องจากตอนเขียนขอทุนวิจัยแล้วรู้สึกว่า ตัวเองยังมีความรู้และทักษะด้านวิจัยไม่เพียงพอ ยังเหมือนขาดมุมมองในการหา research gab ที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของหน่วยงานที่ชัดเจน ดังนั้น ผมเลยตัดสินใจมาเรียนต่อเพื่อมาพัฒนาในจุดที่ผมขาดไป

รูปที่ 1 เป็นรูปวันสุดท้ายที่ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ครับ .jpg
ทำ thesis เรื่องเกี่ยวกับอะไร

ผมทำวิจัยเรื่องการสังเคราะห์ และวิเคราะห์ โลหะออกไซด์ผสมชนิด SrTiO3 ที่มีรูพรุนสูง เพื่อใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับการผลิตเมทิลเอสเทอร์ของกรดไขมัน หรือ ไบโอดีเซล ครับ โดยงานวิจัยนี้ มีความท้าทายตรงจะทำอย่างไรให้ได้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีรูพรุน และพื้นที่ผิวสูง แต่ยังคงมีความเป็นผลึกที่สูงด้วย ซึ่งมันเป็นอะไรที่ดูตรงข้ามกัน นอกจากนี้ งานวิจัยผมลงไปลึกถึงการใช้เทคนิควิเคราะห์ทางเคมีขั้นสูง เพื่อหาสมบัติทางเคมี และกลไกการเกิดปฏิกิริยาบนพื้นผิวของตัวเร่งปฏิกิริยาที่เตรียมได้ครับ ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 4 ปี ครับ

รูปที่ 13 เสพติดการเที่ยวครับแม้ไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่น .jpg

ระหว่างเรียน เวลามีเวลาว่างชอบทำอะไร

ผมเป็นคนเสพติดการเที่ยวครับ เมื่อมีเวลาว่างผมจะวางแผนว่าจะเที่ยวที่ไหน เมื่อไรโดยปกติจะให้เวลาตรงนี้อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ผมมองว่าการเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ ทั้งที่เคยไปและไม่เคยไปมันให้อะไรมากกว่าการพักผ่อนนะครับ มันเหมือนมีเวลาได้ตกผลึกความคิดตัวเอง ได้มีเวลาปรับความคิด อารมณ์ เพื่อที่จะไปเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อีกด้านหนึ่งที่ผมชอบทำเวลาว่างคือ การไปทำบุญที่ วัด และมูลนิธิต่าง ๆ เวลาว่างผมชอบที่จะรวมตัวกับ ครอบครัว และเพื่อน ๆ เดินทางไปมอบสิ่งของต่าง ๆ ผมมองว่าความสุขที่เกิดจากการให้คนอื่นมันมีค่ามาก ๆ การเห็นรอยยิ้มจากคนที่รับของจากเรามันสร้างพลังบวกให้กับตัวผมมาก ๆ ครับ

รูปที่ 3 กิจกรรมยามว่าง ที่ชอบไปทำบุญมอบสิ่งของ ไปถวายนำปานะ ที่ รพ จุฬา ครับ.jpg
ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ปัญหาที่หนักที่สุดในช่วงเรียนคือ ในช่วงแรกของการวิจัยครับที่ผมต้องหาวิธีวิเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพที่ดี สำหรับปฏิกิริยาที่ผมศึกษา ผมใช้เวลาหาวิธีในจุดนี้มาเกือบครึ่งปีครับ คือจำได้เลยว่า เอาตัวเร่งปฏิกิริยาที่สังเคราะห์ตอนนั้นไปเร่งปฏิกิริยาแล้วไม่เกิดผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเลย ซึ่งผมก็เคยมาถึงจุดที่ท้อสุดๆ จนแทบอยากไปเปลี่ยนหัวข้อวิจัยเลยครับ

รูปที่ 12 ได้มีโอกาสจับเหรียญรางวัลโนเบลของนักวิจัยรางวัลโนเบล ในงาน GYSS.jpg
ผ่านช่วงเวลาที่ยากเหล่านั้นมาได้อย่างไร

ผมเริ่มแก้ปัญหาจากตัวเองก่อนครับ ผมพยายามเปิดมุมมองความคิดในการศึกษาวิจัยให้กว้างขึ้น พยายามไม่ไปยึดติดกับการสังเคราะห์ตามงานวิจัยคนอื่นมากเกินไป และพยายามเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีค่อย ๆ ปรับ ค่อยหาทางออกครับ

นอกจากนี้ ผมขอยกเครดิตส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา ณ เวลานั้น ให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาครับ คือ รศ.ดร. ชวลิต งามจรัสศรีวิชัย ช่วงนั้น ผมมีโอกาสได้คุยกับอาจารย์ท่านบ่อยมาก ๆ พยายาม brain storm กันเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

ซึ่งสำหรับผมนั้นมองว่า สิ่งที่สำคัญสิ่งหนึ่งของการเรียนในระดับปริญญาเอกคือ การเลือกที่ปรึกษาครับ โดยดูว่าเขาจะมีเคมีตรงกับเราไหม มีเวลาให้กับเราขนาดไหน ที่สำคัญเขาจะรับฟังแนวคิดของเราแล้วช่วยผลักดันความคิดเราให้ออกมามีรูปธรรมมากขึ้นแค่ไหน ซึ่งผมคิดว่าผมโชคดีที่เลือกอาจารย์ที่ปรึกษาที่ตอบโจทย์ผมครับ

รูปที่ 8 วันรับปริญญา
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะพูดกับตัวเองว่าอย่างไร

อยากพูดว่า… ขอบคุณในความดื้อของตัวเอง ที่ไม่ยอมแพ้ ต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น และ ขอบคุณที่ตัดสินใจถูกที่มาเรียนต่อปริญญาเอก เพราะปริญญาใบนี้ทำให้ผมได้มีความรู้และทักษะในการวิจัยมากขึ้น รวมทั้งผมยังได้รับโอกาสดี ๆ เข้ามาในชีวิตในหลาย ๆ ด้าน เช่น การได้รับเลือกจากสมเด็จพระเทพ ฯ รัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมงานประชุม Global Young Scientist Summit  นอกจากนี้ ปริญญาเอกทำให้ผมได้มีมุมมองทั้งการทำงานและการดำเนินชีวิตที่มีแบบแผนและมีระบบมากขึ้นครับ

รูปที่ 11 ผมได้รับเลือกเป็นตัวแทนนักวิจัยไทยไปงาน GYSS ที่สิงคโปร์ จาก สมเด็จพระเทพ ฯ .jpg
อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้คุณเรียนจบ

ผมมองว่า ปริญญาเอก ไม่ได้ถูกจำกัดแค่คนที่ฉลาด ผมเองเคยเรียนเกือบได้ที่โหล่ของห้องมาก่อน เกรด 1.90 ครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ผมเรียนจบ ไม่ใช่แค่ปริญญาเอกนะครับ คือความพยายาม คำนี้อาจจะพูดแล้วอาจดูจับต้องได้ยาก แต่สำหรับผมแล้ว คนที่จะจบปริญญาเอก ต้องมีสิ่งนี้เป็นสิ่งแรก

ซึ่งบางทีคนที่กำลังเรียนอยู่อาจจะคิดว่า ฉันพยายามแล้ว แต่ทำไมยังเรียนไม่จบ แต่ผมขอบอกเลยว่า เชื่อเถอะครับ หากคุณยังมีคำนี้ และขยายคำว่าพยายามให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ สักวันเมื่อคุณจบ คุณจะนึกถึงคำนี้เป็นคำแรกเลยครับว่า คุณจบมาเพราะว่า ความพยายาม

รูปที่ 9 วันรับปริญญา.jpg

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้าง  

ผมได้ใช้ความรู้ด้านการสังเคราะห์และวิเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ได้มาระหว่างเรียนปริญญาเอก มาใช้ในการทำงาน ที่ บริษัท SCG chemicals ครับ โดยสิ่งที่ได้รับมาจากปริญญาเอกนั้นทำให้ผมสามารถที่จะประยุกต์และแก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของทางบริษัท รวมถึงทักษะหนึ่งที่ได้คือ การทำงานอย่างเป็นแบบแผนและคิดอย่างเป็นระบบครับ

รูปที่ 10 วันรับปริญญา

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่

ผมชอบคำนี้ของ Thomas A. Edison ที่บอกว่า “Our greatest weakness lies in giving up. The most certain way to succeed is always to try just one more time” หรือ “จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของคนเรา คือ การยอมแพ้ไปก่อน วิธีการบางอย่าง ที่ในท้ายที่สุดนั้นจะประสบความสำเร็จเสมอ เพียงใช้เวลาอีกสักครั้งหนึ่ง”

ผมว่า ประโยคนี้น่าจะตรงใจกับน้อง ๆ เพื่อน ๆ ที่เรียนปริญญาเอกอยู่ครับ สุดท้ายผมขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ เพื่อน ๆ ทุกคนที่เรียน ปริญญาเอกนะครับ

รูปที่ 5 กิจกรรมยามว่างตอนเรียนครับ คือ เสพติดการไปเที่ยว.jpg………….

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณแรงบันดาลใจและการถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของ ดร.บุญทวี มากค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

ดร.โอ๊ต ภูวนารถ เหมวิจิตร ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้ เพจก็แค่ปริญญาเอก ได้รับเกียรติจาก ดร.โอ๊ต ภูวนารถ เหมวิจิตร มาบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอก รับรองว่ามีข้อคิดและคำแนะนำดีๆ มากมายในบทสัมภาษณ์นี้ ไปทำความรู้จักกับดร.โอ๊ตกัน

แนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ผมชื่อ ดร.ภูวนารถ เหมวิจิตร ชื่อเล่นว่า โอ๊ต จบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท MSc International Business Management, University of Kent ปริญญาโทอีกใบด้าน MSc Finance, University of St. Andrews และ ปริญญาเอก (Doctor of Philosophy) ด้าน Business Administration (Finance) หลักสูตรนานาชาติ ที่ National Institute of Development Administration (NIDA) ปัจจุบันทำงานตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจใหม่และนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท All Inspire Development จำกัด (มหาชน) ครับ

2

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ตอนแรกที่ตัดสินใจเรียนปริญญาเอก เพราะคิดว่า รู้สึกอิ่มตัวกับการทำงาน เลยอยากหาประสบการณ์ความรู้เพิ่มเติม เลยเรียนต่อปริญญาเอก เพราะเราเองก็อยากนำเอาความรู้ไปใช้ในการพัฒนาองค์กรด้วยเหมือนกัน ซึ่งอาจจะต่างจากท่านอื่นๆ ตรงที่อยากจะเป็นอาจารย์ แต่ของผม อยากทำงานในบริษัทเอกชนครับ แต่อาจจะเป็นอาจารย์พาร์ทไทม์ วันหยุด เสาร์อาทิตย์แทน

ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไป ถ้าตอนนี้คิดแค่ว่าอยากเรียน เพราะเท่ห์ เก๋ ก็คงเรียนไม่จบแน่ๆ เพราะการเรียนปริญญาเอก อาจจะดูเจ๋ง ในช่วงแรกๆ เท่านั้น แต่พอเรียนๆไป ความเท่ห์ ความเจ๋งนั้น มันกลับกลายมาเป็นความท้อแท้ และความสิ้นหวังในทันทีครับ แรงผลักดันตรงนี้อาจจะไม่เพียงพอ ที่จะทำให้เราไปถึงจุดหมายได้

เพราะวันธรรมดาก็จะต้องทำงาน จันทร์ถึงศุกร์ ส่วนเสาร์อาทิตย์ บางช่วงเวลา เริ่มเรียน 8 โมงเลิก 3 ทุ่ม ซึ่งเราจะต้องมาให้เวลากับการอ่าน การค้นคว้าข้อมูล การเตรียมตัวสอบ การทำข้อมูลนำเสนอ (Presentation) รวมถึงการหาความรู้เพิ่มเติมต่างๆ และก็จะเจออุปสรรคระหว่างทางมากพอสมควรครับ

1.jpg

ทำ thesis เรื่องเกี่ยวกับอะไร

ผมเลือกที่จะทำในหัวข้อวิทยานิพนธ์ด้าน Bargaining Power in Mergers and Acquisitions and Its Linkage to Premiums เนื่องจากต้องการเป็นผู้เชี่ยวชาญ และมีความเข้าใจในด้านการควบรวมกิจการ (M&A) เพราะธุรกิจในปัจจุบัน หากต้องการขยายธุรกิจให้ได้เร็วที่สุด ก็จะเป็นวิธีการไปซื้อกิจการ หรือควบรวมมาบริหารเอา ซึ่งจะง่ายและเร็วกว่า แต่ต้องแลกกับการที่ต้องจ่าย Premium ซึ่งจะมีความเชื่อมโยงกับอำนาจในการต่อรอง (Bargaining Power) ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในการกำหนดเป็นราคาซื้อขายในทันที เช่น บริษัทใหญ่ไปซื้อบริษัทเล็ก ทางบริษัทใหญ่อาจจะมีอำนาจในการต่อรองมากกว่าบริษัทเล็กก็เป็นได้

แต่ในทางกลับกัน หากบริษัทเล็กนั้น มีแต่คนสนใจที่จะเข้ามาซื้อ บริษัทเล็ก ก็อาจจะเรียกราคาแพงๆ หรือมีคนเสนอซื้อ แย่งชิงเพื่อให้ได้มา ก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน ดังนั้น ผมจึงมีความสนใจ อยากจะรู้ว่าอะไรเป็นตัวแปร หรือปัจจัยสำคัญในการพิจารณาราคาซื้อขาย โดยอาศัยตัวแปรจากอำนาจในการต่อรองนั้นๆ

ผมใช้เวลาเรียนทั้งสิ้น 4 ปี กับอีก 9 เดือนครับ ในช่วง 1 ปีครึ่ง จะเป็นช่วง Coursework ที่จะต้องเรียนรู้วิชาใหม่ๆ ให้ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนอีกครึ่งปีหลัง จะเป็นช่วงที่จะต้องเตรียมตัวสอบทุกวิชา ที่เขาเรียกกันว่า Qualifying Examination (QE) ซึ่งตรงนี้แหละ จะเป็นตัวด่านแรกที่จะผ่านไปให้ได้ เพื่อไปสู่ Stage ต่อไปคือ การทำ Proposal Defense เพื่อดูว่า วัตถุประสงค์ของงานวิจัยเรา ทำไปเพื่ออะไร มี Contribution อะไรให้กับงานวิจัยและสังคมบ้าง หรือพูดง่ายๆ ก็คือว่า คนอื่นจะสามารถนำงานเราไปพัฒนาต่อยอดอะไรได้บ้าง หลังจากผ่าน Stage นี้เสร็จ ก็เป็น Stage ระยะยาวคือ การเขียนวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นระยะที่สำคัญที่สุดของการเรียนปริญญาเอก

3.jpg

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด 

ปัญหาที่ใหญ่และหนักที่สุด สำหรับคนที่ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย คงจะเป็นเรื่องของการแบ่งเวลา (Time Management) เพราะทุกช่วงเวลาที่เรียน จะเหนื่อย และหนักมากๆ ต้องต่อสู้กับจิตใจ และสภาวะที่ต้องรับแรงกัดดันสูงอยู่ตลอดเวลา เพราะตลอดระยะเวลาที่เรียนปริญญาเอก จะมีอุปสรรคมาบั่นทอนจิตใจเราเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องสอบ เรื่องแบ่งเวลาเรียน การอ่าน Paper และ Journal ต่างๆ รวมถึงต้องเตรียมตัวสอบ Quiz, Midterm และปลายภาค ในแต่ละรายวิชา พร้อมๆ กัน

นอกจากนี้ ยังมีการทำ Presentation นำเสนออาจารย์ในแต่ละวิชา เพื่อเก็บคะแนน นอกจากนี้ ยังต้องสอบวัดผลอีก และที่สำคัญ บางคนจะไม่ยอมเขียนวิทยานิพนธ์ต่อ และทิ้งไปดื้อๆ เลยก็มี เพราะไม่มีใครมาบังคับ นอกจากตัวเราเอง อาจารย์ที่ปรึกษา ก็อาจจะมีทั้งแบบที่เอาใจใส่อย่างละเอียด เนื่องจากอาจารย์สนใจในหัวข้อนี้ ซึ่งเราต้องวิ่งตามอาจารย์ให้ทัน อาจารย์สั่งให้อ่านเปเปอร์ ก็ต้องอ่าน และต้องขวนขวายหาคำตอบมาให้อาจารย์เสมอๆ ส่วนอาจารย์บางท่าน อาจจะยุ่งมาก เลยไม่ค่อยมีเวลาให้ เนื่องจากอาจารย์ไม่ค่อยสนใจในหัวข้อนี้ แต่นักศึกษาเลือกที่จะทำในหัวข้อนี้เอง ซึ่งอันนี้ก็จะเหนื่อยอีกแบบนึง ตรงที่เราต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเองตลอดเวลา

5.jpg

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะบอกตัวเองว่าอย่างไร

หากย้อนเวลากลับไปได้ ก็คงอยากจะบอกกับตัวเองว่า ถ้าเจอปัญหาและอุปสรรค ให้สู้ต่อ วิ่งไปเรื่อยๆ อย่าหยุด ถ้าเหนื่อยก็พัก แล้วค่อยกลับมาวิ่งต่อ อย่าท้อถอย และหยุดวิ่งเด็ดขาด เพราะระยะเวลาและอุปสรรคที่เจอในระหว่างเรียน หรือทำวิทยานิพนธ์ รวมถึงการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลนั้น ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวบั่นทอนความมั่นใจและกำลังใจมากๆ

เพราะฉะนั้นต้องพยายามสู้ต่อ ระยะเวลาตรงจุดนั้น คือ เราไม่รู้ตัวเองเลย ว่าเราวิ่งมาไกลแค่ไหนแล้ว และเหลือระยะทางอีกเท่าไรกว่าจะถึงเส้นชัย เพราะถ้าหากยังไม่เจอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เราก็ต้องวิ่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอแสงสว่างนั้น

เพราะการเรียนปริญญาเอก มีแค่ 1 กับ 0 คือ จบกับไม่จบ เท่านั้น ในช่วงปีแรกๆ ที่เรียนปริญญาเอก จำความรู้สึกได้ว่า รู้สึกภูมิใจมากเวลาคนอื่นถามแล้วเราบอกว่า กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เข้าปีที่ 3 ปีที่ 4 ตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะจบเมื่อไร ก็เริ่มรู้สึกว่า ไม่อยากบอกใครว่ากำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ เพราะว่าเรียนนานมาก กลัวเขาจะรู้ว่าโง่ ไม่เอาไหน ป่านนี้ยังเรียนไม่จบอีก (หัวเราะ)

9.jpg

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

มีหลายปัจจัยเลยทีเดียวครับ แต่ปัจจัยหลักๆ คือ ความพยายาม ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ความทุ่มเท ความอึด ถึกและอดทน ที่สำคัญคือ กำลังใจจากครอบครัว ตรงนี้มีส่วนสำคัญมากๆ ตอนช่วงที่กำลังเขียนวิทยานิพนธ์อยู่ ก็ได้คุณพ่อคุณแม่ คอยช่วยผลักดัน ถามไถ่อยู่เสมอ ว่าตอนนี้ทำไปถึงไหนแล้ว ตอนนั้นรู้สึกแอบกดดันเล็กๆ แต่ตอนนี้ต้องบอกว่า ขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มาก ที่ช่วยกดดันผม ไม่งั้นป่านนี้ก็คงไม่จบแน่นอน

ผมเคยมีความคิดว่าอยากจะเลิกเรียน นับร้อยๆครั้ง จริงๆ นะ แทบจะทุกครั้งที่เข้านอน และตื่นนอน หรือแม้กระทั่งเวลาขับรถ เพราะว่ามันเหนื่อย มันท้อ รู้สึกว่าเรียนไปแล้วก็อาจจะไม่ได้อะไร สู้ไปเที่ยวกับเพื่อนดีกว่า วันเสาร์อาทิตย์ แต่นี่เราต้องมานั่งอ่านเปเปอร์ แทนที่จะได้ไปเที่ยวต่างจังหวัด และได้ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ

4

ช่วงเวลาที่เขียนวิทยานิพนธ์อยู่นั้น เคยมีช่วงนึงที่คิดค้นโมเดลมา ใช้เวลาอยู่เกือบปี เก็บข้อมูลมาทั้งหมดเกี่ยวกับตัวแปรในโมเดลทั้งหมด แต่ปรากฎว่า พอมารันข้อมูล ไม่มีตัวแปรไหนเลยที่มีนัยสำคัญ (Significance) ทีนี้ล่ะงานเข้าเลย ต้องขยำโมเดลทิ้งไปประมาณ 50 หน้า และก็รู้สึกท้อ จึงหยุดทำต่อไปดื้อๆเลยอีกประมาณครึ่งปี

แต่ว่ามีจุดเปลี่ยนตรงที่ ตอนนั้นได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราอยากจะเป็นคนขี้แพ้หรอ หรือว่าเราอยากจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ที่จะสามารถเอาชนะอุปสรรคได้ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจลุยต่อ ไม่สนใจว่าจะเจอตัวแปรที่ส่งผลต่อโมเดลหรือไม่ แต่ก็ดั้นด้นคิดค้นโมเดลต่อไปเรื่อยๆ และเก็บข้อมูลมารัน

จนกระทั่งในที่สุด ก็เจอตัวแปรที่มีนัยสำคัญเข้าจนได้ ตอนนั้นดีใจมาก เพราะเหมือนเห็นแสงสว่างแล้วจริงๆ นั่นคือความรู้สึกในตอนนั้น แต่ถ้าในทางกลับกัน ในช่วงที่เราล้มลงไป แล้วเราท้อ เราอยากจะล้มเลิกกลางคัน ป่านนี้เราคงจะเป็นอีกคนนึงที่ไม่สามารถผ่านอุปสรรคนี้ไปได้ ต้องขอบคุณกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่ ที่ช่วยผลักดันตลอด ขอบคุณมากครับที่ทำให้ผมมีวันนี้

7.jpg

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้าง

ข้อดีอย่างหนึ่งเลยที่เห็นได้ชัด คือ จะสามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และตกผลึก ได้ดีกว่า ถ้าเทียบกับตัวเองตอนที่ยังไม่ได้เรียน ความรู้จากการเรียน ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้เป็นอย่างดี เนื่องจากว่า เราเคยเจออะไรยากๆมาแล้ว แต่พอมาเจอเรื่องทั่วไป ก็มองว่าเป็นเรื่องง่าย

แต่ก่อนอาจจะ Derive สูตร โมเดล หรือสมการ เยอะมากๆ จนผมมีความเชื่อว่า ทุกอย่างบนโลกใบนี้สามารถเขียนเป็นโมเดล หรือสมการออกมาได้ มันเลยสามารถสรุปความคิด และเข้าใจได้ดีกว่าตอนที่ยังไม่ได้เรียน

นอกจากนี้แล้ว ข้อดีอีกอย่างหนึ่งเลยคือ คนอื่นๆ จะรับฟังในสิ่งที่เราพูด แม้ว่าเราอายุยังน้อยกว่าก็ตาม ทำให้เราได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ แต่ก็มีเรื่องที่จะต้องระวังอยู่อย่างหนึ่งคือ คนอื่นจะมองว่าเราเก่ง ทั้งๆที่เราอาจจะไม่ได้เก่งที่เรียนจนจบ เพียงแต่เราแค่พยายามมากกว่าคนอื่น ทำให้มี Expectation สูงมากๆ หากเราพูดอะไรที่มันฟังแล้วไม่ Make sense จะโดนมองว่าไม่รู้เรื่องได้ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะพูดอะไรออกไป จะต้องคิดให้ดีๆ ต้องตกผลึกทางความคิดก่อน และต้องระมัดระวังในการวิจารณ์งานคนอื่นมากๆ เพราะคนที่เรียนปริญญาเอก จะถูกสอนให้กล้าแสดงความคิด กล้าเห็นต่าง กล้าวิพากษ์ วิจารณ์ผลงานคนอื่นอยู่เสมอ

10.jpg

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ 

การเรียนปริญญาเอกนั้น ไม่ต้องไปคิดว่าจะสู้กับใครเลย สู้กับตัวเองล้วนๆ ถ้าหากเจออุปสรรค ขอให้คิดว่าเป็นบททดสอบหนึ่งในชีวิต ที่สุดท้ายแล้ว ยังไงเราก็จะผ่านไปได้อยู่ดี บางครั้ง ในสภาวะกดดันที่เราเจอ มันอาจจะเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิต อยากให้มองอุปสรรคเปรียบเสมือนบันได ที่จะต้องค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้น อย่ามองว่า เราจะก้าวทีเดียวเลยไปสู่จุดหมายเลย เพราะหากเราคิดว่าจะก้าวทีเดียวให้ผ่านพ้นไป เราก็จะไม่มีทางผ่านมันไปแน่ๆ เพราะเวลาที่เราล้ม แล้วเราจะท้อหนักมาก แต่ให้มองว่า ทุกๆขั้นบันไดที่เราก้าว ระยะทางไปสู่จุดหมายปลายทางมันค่อยๆลดลงเรื่อยๆ แต่ตอนนั้นคุณเอง ก็คงยังไม่รู้หรอก ว่าระยะทางมันเหลืออีกเท่าไร ขอให้วิ่งต่อไปเรื่อยๆ เหมือนวิ่งมาราธอน หากเปรียบกับการวิ่ง 10 กิโลเมตร ในช่วงระยะทาง 6-7 กิโลเมตร เราจะเหนื่อยและอ่อนล้ามาก แต่เราจะกลับมามีพลังฮึดสู้ต่ออีกทีนึง ในช่วงระยะทางที่ 9 กิโลเมตร

ในช่วงการทำวิทยานิพนธ์ของผม ผมใช้ระยะเวลาเขียนจริงๆจังๆ อยู่เพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น นับหลังจากที่เจอตัวแปรที่มีนัยสำคัญ เก็บข้อมูล และเขียนบทวิเคราะห์ บทสรุป จนกระทั่งจบการศึกษา แต่ก่อนหน้าที่จะเจอ ก็ใช้เวลาไปประมาณ 2 ปีกว่า ที่ไม่เจออะไรเลย ดังนั้น ผมเลยอยากจะให้กำลังใจทุกๆคน ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ ว่าอยากให้เชื่อมั่นใจตัวเองว่า ยังไงถ้าคุณยังพยายามอย่างต่อเนื่อง ยังไงก็ต้องประสบความสำเร็จแน่นอนครับ

ท้ายสุดท้ายนี้ อยากฝากนิดนึงว่า “If you fail to plan, you are planning to fail” เพราะฉะนั้น การทำอะไรบางอย่าง ต้องวางแผนให้ดีๆ คิดให้รอบคอบ แล้วลงมือทำเลย แล้วคุณจะประสบความสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอนครับ

11.jpg

It’s always seems impossible until it’s done.

ก่อนความสำเร็จใดๆ จะมาถึง สิ่งนั้นดูยากเสมอ
สิ่งสำคัญคือ การไม่เสื่อมศรัทธากับความหวัง
การไม่ยอมละความพยายาม
จนกว่าจะถึง…วันแห่งความสำเร็จ

36905994_2125946927662038_2186811070096605184_n.jpgCredit pic: https://pin.it/xstuojxm6u6g4l

ดร.พรชนก เรืองวีรยุทธ ::: PhD in Educational Research and Evaluation, Ohio University, USA ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

FullSizeRender.JPG

แนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ชื่อพรชนกเรืองวีรยุทธชื่อเล่นไทยหนูอ้อนชื่อเล่นอังกฤษ Porsche (พอร์ช) มาจากชื่อจริง Pornchanok เลยเอาชื่อเล่นสั้นเวลานักเรียนถามจะได้เรียกง่ายเป็น Stats Lab GA หมายถึง Graduate Associate ที่ทำทั้ง TA or Teaching Assistant คือสอนด้วยและทำหน้าที่ RA or Research Assistant ด้วยอาจารย์กลัวว่าง

เรียนจบปริญญาตรี รัฐศาสตร์ (การปกครอง) ม.เกษตรศาสตร์ ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ (วาทวิทยา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Communication Studies (Health Communication), Ohio University, USA

ส่วนปริญญาเอก PhD in Educational Research and Evaluation, Ohio University, USA 4 ใบไม่เหมือนกันเลยค่ะ เป็นความกล้าที่บ้าบิ่นมาก จากเด็กรัฐศาสตร์มาจบเอกสถิติ ปัจจุบัน เป็น Research Analyst (Title III HSI STEM Grant) at the University of La Verne, CA, USA

IMG_0743.JPG

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ก่อนมาเรียนปริญญาเอก เป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ค่ะ ควบคู่กับเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สอนด้านนิเทศศาสตร์ ก็ทำมาหลายช่องเริ่มต้นจากช่อง T-Channel จากนั้นได้มาทำ รายการด้วยลำแข้ง ทางช่อง 7 กับคุณคำรณ หว่างหวังศรี และ Entertainment Update ของ Acts channel เป็นช่อง cable ของ Exact

36563316_10156448123578249_4477803899171897344_n.jpg

ก่อนได้งานอาจารย์มหาลัย เคยสอนพัฒนาบุคลิกภาพที่ John Robert Powers ด้วยแป๊บนึง ได้งานนี้เพราะ thesis ตรงมาก เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพเด็ก งานสายนี้ทั้งนั้น

แต่จุดนึงก็คิดว่า career path มันก็เท่านี้แหละ เลยกลับมาพิจารณาจุดแข็ง จุดอ่อนของตัวเอง เราเก่งด้าน academic นะ ทำไรดี เรียนโทก็แล้ว เคยไปเรียนภาษาอังกฤษที่แคนาดามาก็แล้ว ไปต่อเอกที่อเมริกาละกัน ชอบหนัง Hollywood และ การ์ตูน Disney มาก นี่เหตุผลทางด้าน entertain

จุดเปลี่ยนคือวันนึงไปร่วมงานแถลงข่าวละครของ Exact ในฐานะพิธีกรพอเค้าแบ่งให้สัมภาษณ์ พวกดารามีพิธีกรมาสัมภาษณ์ แต่พิธีกรมีหน้าที่สัมภาษณ์คนอื่น ไม่มีใครมาสัมภาษณ์เรา เลยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เออ เราสัมภาษณ์คนอื่นมาตลอดชีวิต รู้สึกอยากถูกสัมภาษณ์ อยู่อีกปลายนึงของไมโครโฟน ในฐานะ content expert บ้าง และนี่คือเหตุผลด้าน academic อยากเป็น content expert แฟนก็ไม่มี ไม่มีห่วงอะไร มีแต่หมาน้อย ก็ไม่เป็นไร Line คุยกันได้ ทุกเหตุผลบอกว่า PhD student in America เป็นสถานีต่อไป จัดไปค่ะ

IMG_6433.JPG

ทำthesisเรื่องอะไร

Dissertation เรื่อง A Monte Carlo Study of Parallel Analysis with Binary Variables in Test Data นี่ชื่อย่อค่ะ ของจริง 3 บรรทัด ต้องจัด template หน้า cover ใหม่เลย ขอ delay ในการลง online 2 ปี เพราะกำลังทำอีก paper นึงร่วมกับ advisor เป็น extension ของ dissertation ค่ะ คุยกับ advisor ไว้ว่ายังไม่อยากเปิดเผยหมดก่อนที่จะตีพิมพ์ค่ะ

ขอบอกชื่อ Thesis ที่นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เรื่อง “การพัฒนาบุคลิกภาพการสื่อสารเชิงวัจนะและอวัจนะของเด็กไทยอายุ 16 – 18 ปี” เป็นคนที่ Master’s thesis and PhD’s dissertation คนละทางเลย แต่การทำงานเราเอามารวมกันได้ นี่แหละ ความ unique ของเรา (หัวเราะ)

เฉพาะ PhD อย่างเดียวใช้เวลา 4 ปีครึ่งค่ะ จากจุดเริ่มต้นทั้งหมดจนถึงรับปริญญา คือ 7 ปี summer แรกไปเรียนภาษาอังกฤษก่อน TOEFL คะแนนเกิน ไม่ได้ required แต่เราอยากไปเที่ยวก่อน จากใจ ขอเที่ยวก่อนเพราะรู้ว่าหลังจากนี้ชีวิตจะโหดร้ายแล้วนะ

IMG_5538.JPG

สรุปแล้วไปเรียนทั้งโทและเอก 7 ปี

เรางกค่ะเราเลยลงเรียนวิชาอื่นไปเรื่อย 2 ปีแรกเป็นปริญญาโทใบที่ 2 หลังจากนั้น coursework ของ PhD คือ 4 ปี จริง ๆ แล้ว พอสอบผ่าน comps ตอนปี 3 แล้วก็ไม่ได้ require ว่าจะต้องลงวิชาอะไร แต่เราเป็น GA ทำงานในคณะ 20 ชั่วโมง ก็แล้วแต่จะตกลงกับอาจารย์ เราเป็น GA ใน Stats Lab ยืนพื้น เทอมที่สอนปริญญาโท เวลาใน Lab ก็น้อยหน่อย เราได้ tuition waiver and stipend เรางกค่ะ เราเลยลงเรียนวิชาอื่นๆ ไปเรื่อย และดีใจที่ลง เพราะได้เรียนโปรแกรมใหม่ในเทอมสุดท้าย แล้วได้เอามาใช้งานเยอะมาก

และจากการที่เรียนฟรี เราลง Teaching English to Speakers of Other Languages (TESOL) เป็น Minor กลายเป็นเรียนเอกแต่ มี minor ด้วยนะ และระหว่างทางได้ certificate ด้านสอนภาษาอังกฤษมาอีกใบ ทั้งหมดสายสอนภาษาอังกฤษนี่ลงเพิ่ม 19 หน่วยกิต กะเอาคุ้ม

พอจบปี 4 ปุ๊บ GAship หมด เลยสมัครงาน ทำงาน full time กลางคืนทำ dissertation มา finalize dissertation ตอนทำงานเทอมนึง แล้วเทอมสุดท้ายแค่รอรับปริญญา ไม่ต้องลงทะเบียน ประหยัดไปเป็นพันเหรียญเลยนะ ทั้งหมดนี่ 7 ปีพอดี ในที่สุด เพิ่งรับปริญญาไปเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมาค่ะ ดีใจมาก ภูมิใจที่ได้เป็นด๊อกเตอร์ในทางของเราเองที่บ้านคุณพ่อและน้องชายเป็นหมอคุณแม่เป็นพยาบาลเราเป็น outlier ของบ้านค่ะ (หัวเราะ)

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ปัญหาระดับโลก คือ เวลาหิวกับง่วงพร้อม ๆ กัน คือ ถ้าจะกินข้างนอกตลอด นอกจากจะล้มละลายแล้วคงอ้วนด้วย เลยทำเองเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าง่วงมันจะไม่มีแรงทำ จะนอนท้องว่าง ๆ ร้อง ๆ มันก็นอนไม่ได้ ถ้าจะลุกมากินมาม่า แล้วไปนอนซะ ตื่นมาจะหน้าบวมมาก ก็จะรับตัวเองไม่ได้

เงินจากการเป็น GA มันจะพอดีเป๊ะเลย จะฟุ่มเฟือยไม่ได้ ถ้ากิน เที่ยว ช้อปเยอะไป เทอมหน้าจะไม่มีเงินลงทะเบียน

IMG_4019

ช่วงหน้าหนาว หิมะตก ขับรถไปซื้อของมาทำกับข้าวจะยากมากถึงเป็นไปไม่ได้ ในสมองแต่ละวัน คิดอยู่ 2 อย่างตอนนั่ง shuttle bus กลับ apartment เย็นนี้จะกินอะไร คืนนี้ต้องทำการบ้านอะไร ชีวิตเราจะวน ๆ อยู่กะ เขียน code เตรียมสอน run stats เขียน paper เตรียม present conference วนลูปประมาณนี้

จุดที่หนักเกือบที่สุด คือ เทอมท้าย ๆ ต้องคำนวณดี ๆ เงินจะพอค่าเทอมต่อไปมั้ย ต้องลิมิตงบประมาณการกิน เหลือเดือนละ $150 ซึ่งคือวันละ $5 ไม่งั้นเรียนไม่จบแน่ ก็ถือว่าลดน้ำหนักก็แล้วกัน ได้หุ่นดีแถมมาด้วย คิดงี้จะได้ไม่เสียใจมาก แต่ครบ 5 หมู่นะ คำนวณตลอด Whey Protein ไข่ต้ม ต้มกะหล่ำ ผลไม้เป็นหลัก กิจกรรมไหนมีกินฟรีเราไปหมด งานคณะถ้า pizza เหลือ อาจารย์จะเตรียมไว้ให้เอากลับทั้งถาด ยังไงมันก็เหลือเยอะอยู่แล้ว พวกอาจารย์จะเข้าใจว่า grad students เท่ากับ poor พวกยูอดทนไว้นะ พอจบแล้ว จัดเต็ม

IMG_8023

จุดที่หนักที่สุด คือ คำนวณจำนวนเทอม GAship ผิด คิดว่ายังไงก็มีจ่ายยันจบ วันนั้น advisor รีบมาบอก พวกเราคำนวณกันผิดนะ program coordinator เพิ่งบอกมาว่า มหาลัยบอกมาอีกทีว่ามันนับตั้งแต่ตอนเรียนโทนะ ไม่ใช่ตั้งแต่เอก ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมา – – – – – ละ (คำนี้ไม่สามารถออกอากาศได้) แบบแทบล้มทั้งยืน แม่เจ้า คิดคำนวณอย่างรวดเร็วแล้ว เงินที่มีตอนนั้นไม่ถึงจนจบแน่ เอาไงดีวะ advisor บอกสมัครงานด่วนเลย ถ้าได้งาน แล้วไปเลย รีบออกจากเมือง แล้วเราอีเมล ไลน์คุยกันเรื่อง dissertation ได้ เพราะผ่าน proposal defense แล้ว coursework ก็ไม่ต้องลงแล้ว เหลือ finalize dissertation อย่างเดียว แล้วค่อยบินกลับมา defend dissertation

ระหว่างนั้น ก็โฆษณาค่า ใครอยากให้ช่วย run statistics ของ dissertation หรือ thesis รับจ้างทั่วราชอาณาจักรจ้า แล้วก็บอกกะพวกอาจารย์ว่านอกเหนือจากนั้น เรายังเป็น tennis partner ได้ สอนเปียโนได้ ขุดทุก skill ที่มีออกมา นึกในใจ ชีวิตเรา มันต้องขนาดนี้เลยเหรอวะ แต่ก็ได้งานจากการสัมภาษณ์งานครั้งแรก amazing Thailand มาก รีบเก็บข้าวเก็บของไปทำงานเลย

IMG_7322.JPG

มีวิธีคลายเครียดอย่างไร

เคยได้รับเชิญไปพูดใน panel กะพวกอาจารย์ให้รุ่นน้องฟัง ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่และเป็น Stats Lab Captain คำถามนึง คือ How do you have fun? ตอบว่า เล่นเทนนิสค่ะ เพราะในชีวิตจริงเราหวดใครหรือหวดอะไรไม่ได้ เอาเพลิงรักแรงแค้นที่มีไปหวดลูกเทนนิส work มากค่ะ

และอีกอย่างคือ ดูซีรีส์เกาหลีค่ะ น่าจะดูหมดปฐพีละ เปิดไปเรื่อย ๆ ทำ dissertation ไปเรื่อย ๆ ดูหนังฝรั่งที่ชอบๆ ค่ะ เวลาทีวีเอา Harry Potter Marathon มาฉาย เราก็ดูตั้งแต่ภาคแรกคืนวันศุกร์ยันคืนวันอาทิตย์จนจบเลย แฟนพันธุ์แท้มาก ๆ ชอบ Titanic บางทีมันเอามาฉาย 2 รอบติด รอบละ 4 ชั่วโมงครึ่ง เราก็เขียน code ไปเรื่อย ๆ เรือล่มไป 2 รอบแล้ว code ยังไม่เสร็จ 9 ชั่วโมงผ่านไป นอนก่อนละกัน พรุ่งนี้ว่ากันใหม่ Sometimes you need to roll with the punches, and tomorrow is another day.

เวลารู้สึกแย่ ๆ ปิดคอม แล้วนั่งร้องไห้ค่ะ ช่วยได้มาก ร้องให้มันสาแก่ใจ ปาดน้ำตา แล้วดูซีรีส์เกาหลีซัก 2 ตอน ขอดูหน้าหล่อ ๆ ของอุปป้าหน่อย ลุกไปต้มรามยอนเลย เพื่อความอินและสะใจแก่ชีวิต หน้าจะบวมไม่เป็นไร ถือเป็นรางวัลชีวิต แล้วกลับมาเขียน code ต่อ อย่ายอมแพ้ สู้ ๆ สู้ตาย คุณแม่เคยบอกว่าถ้าตายในหน้าที่ ระหว่างเรียน จะทำโล่กล้าหาญให้

img_2536-e1530861733745.jpg
ผ่านช่วงเวลาที่ยากของปริญญาเอกมาได้อย่างไร

เรายึดหลัก The Secret – Law of Attraction ค่ะ นึกถึงภาพเป้าหมายเข้าไว้ เพื่อความชัด เราโหลด California map มาเป็น desktop คือ อยากมาทำงานใน California มากกกก ดู The Heirs หลายรอบมาก พระเอกมาเรียนที่ California นึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุ่มเทและแลกมา เงิน เวลา และเวลาของชีวิต งานก็ยังไม่ได้แต่ง อะไรที่คุ้มค่าแก่การแลกช่วงวัยเจริญพันธุ์ของเราได้ มันควรจะเป็นคุณค่าที่คุณคู่ควรเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ PhD ค่ะ

อยากเป็น 2% ของคนบนโลกใบนี้ที่มี PhD เราไม่ใช่แค่มีความรู้ ที่เรียนจากของคนอื่นมา แต่เราสร้างความรู้ และ present ความรู้ของเราเอง และแล้วในที่สุด ก็ได้อยู่อีกปลายนึงของไมโครโฟนละ เวลาไป present ที่ conferences ภูมิใจในตัวเองมาก

IMG_6487.JPG

เพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

ความพยายาม ขยัน และอดทน เป็นหนทางสู่ความสำเร็จ ระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่สำคัญสูงยิ่ง ความมุ่งมั่น ไม่เคยคิดว่าจะไม่จบค่ะ เราเริ่มมาแล้ว ลงทุนมาขนาดนี้ ยังไงมันก็ต้องจบค่ะ และในชั้นปีของเรา เราไม่มี cohort ค่ะ มีเราคนเดียว เรียนแบบข้ามาคนเดียวเลยได้รับความสนใจจากคณาจารย์เต็มที่ อยากสอนอะไรก็ได้สอนหมด เลยจัดเต็มค่ะ มีประมาณช่วงนึงที่เป็น GA คนเดียวทั้ง Stats Lab เลยได้เรียนรู้ในการทำอะไรหลายอย่างและตั้งแต่ต้นจนจบ ถือว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสียค่ะ โดยเฉพาะสนิทกับ advisor มาก ทุกวันนี้ ยังคุยกัน ทำ paper ด้วยกันเรื่อย ๆ ค่ะ

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไร

ได้ใช้เต็ม ๆ ตรง ๆ ค่ะ ถึงแม้ว่า dissertation จะยากกว่ามาก และเอาสายนิเทศที่เรียนมามาประยุกต์ใช้ด้วย เลยเป็น statistician สายเฮฮาค่ะ เป็นคนที่มุกเยอะ แพรวพราว เวลาสอน present เล่นมุกคนจะขำตลอด ถือเป็นความ unique ของเราเองมาก ค้นพบตัวเองว่าเก่ง 2 อย่างที่คนส่วนใหญ่จะกลัวมาก คือ สถิติกับการพูดในที่ชุมชน และโดยปรกติแล้ว 2 skills นี้ มักไม่อยู่ในคนคนเดียวกัน เลยเป็นจุดขายของเราค่ะ อาจารย์บอกว่า ที่เคยเป็นพิธีกร 5 ปีไม่ต้องเอาออกจาก CV หรอก เท่ดี statistician ที่เคยเป็นพิธีกรทีวีมาก่อนนี่ไม่น่ามีเยอะ (หัวเราะ)

IMG_6524.JPG

และปัจจัยสำคัญที่ทำให้ได้งาน คิดว่ามาจากการสมัครเข้าแข่งขัน 3-minute thesisที่มหาวิทยาลัยค่ะ supervisor ซึ่งเป็น search committee chair บอกว่า เค้าสัมภาษณ์กันหลายคนนะ แต่กลับมาดูคลิปของยูบ่อยมาก มันทำให้เค้าได้เห็น personality เห็นว่า เราไม่ได้ present น่าเบื่อ ๆ engage คนฟังได้ และในฐานะที่เป็นผู้หญิงเอเชีย เค้าคิดว่าเราจะแบบเงียบๆ เรียบร้อยๆ แต่ยูไม่ใช่ บุคลิกยูมัน outstanding มาก สรุปคือ คิดถูกมากที่ตั้งใจแข่งงานนี้มากๆ รู้ว่าถ้าได้ซักรางวัล มหาลัยจะอัดคลิปลง YouTube นี่คือคิด strategy มาอย่างดีว่า ต้องเอาให้ได้ซักรางวัล แล้วเอาคลิปไปเป็นส่วนนึงใน materials ในการสมัครงาน เพื่อลบจุดอ่อนของเราว่าเราเป็นต่างชาติ ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแรก

IMG_0871.JPGสุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้างThings happen for a reason. ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันมีเหตุผลของมันDon’t be positive until you have things taken care of. อย่าคิดบวกจนกว่าจะจัดการกะทุกอย่างเป็นอย่างดีแล้วสองคำ ที่ใช้ได้ในหลาย ๆ สถานการณ์ ช่างแม่ง เอาวะ ของบางอย่างก็ต้องช่างแม่งไปซะ และเวลาเจออะไรยาก ๆ ก็บอกกับตัวเอง เอาวะ สู้กะมันซักตั้ง Quitters never win. Winners never quit.IMG_0884บอกกับตัวเองเสมอ เราก็หนึ่งในตองอู ขอบอกคนที่เรียนเอกในต่างประเทศ พอภาษาไม่เป็นอุปสรรคแล้ว เด็กไทยเราเก่งกว่าฝรั่งทั่วไป คือฝรั่งเก่ง ๆ ก็มี แต่อย่าไปกลัวฝรั่ง เราเจ๋งกว่าเยอะ เราเป็นเจ๊คุม Stats Lab มาแล้วค่ะ (หัวเราะ)รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง นี่จริงมาก ๆ หาตัวเองให้เจอ รู้จักประเมินสถานการณ์ว่า เราต้องไปเจอกับอะไรบ้าง แล้วลุยสู้ตาย สู้ยิบตา หม้อข้าวเราได้ทุบทิ้งไปแล้ว เราจะแพ้ศึกครั้งนี้ไม่ได้ ต้องได้ไปกินข้าวที่เมืองข้าศึกเป็นแน่แท้สุดท้ายนี้ ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจค่ะ แสงที่ปลายอุโมงค์มันมีอยู่จริง เราได้เห็นมาแล้ว เราได้เลือกเดินทางเข้าอุโมงค์นี้มาแล้ว ต้องเดินต่อไปให้มันสุดทาง ทุกอย่างจะยากขึ้นเรื่อย ๆ จะไม่มีอะไรง่ายลง แต่เราจะเก่งและแกร่งขึ้น และจะชินไปเองIMG_0767#เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันประสบการณ์จาก ดร.พรชนก เรืองวีรยุทธ เป็นอย่างมากค่ะ

คลิกฟัง 3-minute thesis YouTube clip ของ ดร.พรชนก ตามลิ้งค์นี้ค่ะ  https://youtu.be/-u66l0oPKt8