ดร.ตูน อนัญญา โพธิ์ประดิษฐ์ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก ได้รับเกียรติจาก ดร.ตูน หรือ อาจารย์ ดร. อนัญญา โพธิ์ประดิษฐ์  ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ และกรรมการผู้รับผิดชอบหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี

ดร.ตูน ผ่านการศึกษาและวิจัยหลังปริญญาเอกจาก Center for Ecological Research ของ Kyoto University ประเทศญี่ปุ่น สำเร็จการศึกษา ปริญญาเอก Ph.D (Environmental Science) จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท M.Sc. (Environmental Science) จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ส่วนปริญญาตรี ดร.ตูนเล่าว่า มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าจะค้นพบตัวเอง เริ่มตั้งแต่ Med tech มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช

เรามาทำความรู้จักกับ ดร. ตูนกัน

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

อยากแยกเหตุผลเป็น 2 ประเด็น คือ 1. การเดินทางเพื่อแสวงหาการยอมรับนับถือ และ 2. การตามหาความเป็นตัวเองและการเดินทางค้นหาสิ่งที่ขาดตกบกพร่องในวัยเด็กที่ผ่านมา

ประเด็นแรก อาจารย์เองเกิดมาแปลกๆ อยากใช้คำว่าไม่ปกติ ในยุคสมัยที่ผู้หญิงข้ามเพศยังถูกมองว่าเป็นมนุษย์ประหลาด กระบวนการคิดในวัยนั้นค้นพบว่า การศึกษาที่สูงและการเป็นบุคคลที่มีค่าย่อมได้รับการยอมรับนับถือ เป็นการยากมากที่จะทำให้สังคมยอมรับนับถือคนกลุ่มนี้ได้อย่างบริสุทธิ์ใจ มันยากลำบากกว่าที่ผู้ชายหรือผู้หญิงทั่วไปทำหลายสิบเท่าจริง ๆ กว่าจะทำให้สังคมมองว่าเราดี

มันอาจมี 2 ทาง คือการประสบความสำเร็จอย่างมากทางการเงิน และอีกประการคือการประสบความสำเร็จอย่างมากทางการศึกษา หรือไม่ก็ทั้งสองทาง ในขณะนั้น ง่ายที่สุดคือ อาจารย์เลือกที่จะเรียน ให้สูงที่สุดในสาขาเราสนใจ

ประเด็นที่ 2 ในวัยเด็กที่อาจารย์เป็นเด็กเรียนเก่งมากมาย แต่กลับล้มเหลวในการมุ่งไปสู่จุดหมาย คำนี้อาจฟังดูแปลก อาจารย์จะกำลังพยายามอธิบายว่า ครอบครัวอาจารย์ น่ารักมากไม่เคยบังคับ ไม่เคย บงการ ให้เลือกที่จะทำ เลือกที่จะเรียนรู้ และผิดพลาดด้วยตัวเอง

ดังนั้น พื้นฐาน ปริญญาตรี จึงเห็นว่าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความคลั่งไคล้ ที่เร้าเข้ามาในขณะนั้น แต่อะไรล่ะที่ใช่ตัวเอง จนจบปริญญาโท จึงรู้ว่า เราน่าจะเหมาะกับ สาขาวิชานี้ เมื่อรู้ตัวก็ดูเหมือนจะช้าไปมาก เมื่อเพื่อนๆ หลายคน จบ ดร.  ไปแล้ว เพื่อนอีกหลายคนก็เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ บ้าง แต่ก็คิดว่า เราต้องไปต่อเพราะเราต้องปฏิบัติการตาม ประเด็นที่ 1 ไง

อาจารย์ตูนเริ่มเดินตามเป้าหมายอย่างไร

การเรียนปริญญาเอกเกิดขึ้นทันทีที่จบปริญญาโท ความที่เป็นคน ชอบป่า ชอบภู ชอบธรรมชาติ อาจารย์ มักมองย้อนรอยกับความเจริญ บางครั้งอาจดูเป็นคนในกลุ่มลัทธิต่อต้านความเจริญ อาจารย์อยากรู้ว่า การเดินเข้าไปใช้ชีวิต หมกตัวกลมกลืนอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีวิถีเดิมๆ เราจะมีความสุขจริงหรือไม่ จึงพัฒนาหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่แหวกแนวจากพี่ ๆ น้อง ๆ ชาวจุฬาในยุคนั้น

หัวข้อ Thesis คืออะไร

“ผลกระทบจากการคงอยู่ของชุมชนต่อพื้นที่ป่าอนุรักษ์โดยรอบ: กรณีศึกษาอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ”

หัวข้อนี้ถูกพัฒนาขึ้น ขณะนั้นได้ทุนแลกเปลี่ยนไปเป็น Exchange Ph.D. Student ที่ Tokyo Institute of Technology ประเทศญี่ปุ่น ครั้งแรกเขียนว่า จะทำในป่าผลัดใบเขตร้อน ทั้งประเทศ Professor เห็นหัวข้อและโครงร่าง ท่านถามว่า คุณจะเรียน Ph.D. หรือขอ Nobel prize แล้วในที่สุด ก็เป็นเรื่องนี้แหละ แต่เลือกทำเพียงพื้นที่เดียวใช้เวลาเก็บข้อมูลและเขียน paper อยู่ 2 ปี รวมทั้งหมด ก็ 4.5 ปี จบเร็วที่สุดในรุ่นเลยค่ะ ซึ่งก็หาได้ยากนะในจุฬา เรามักจบกันที่ 6-7 ปี (หัวเราะ)

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

หนักที่สุดที่เจอคงเป็นช่วงที่เขียนงานวิจัยอยู่ที่โตเกียว ตอนอยู่ที่นั่น 1 ปี มันมีทั้งสนุกมากและทุกข์มากจริงๆ นะ การที่ต้องเร่งกับตัวเองให้ต้นฉบับบทความวิจัยเสร็จตามไทม์ไลน์ มันทำให้ไม่เคยได้นอนเต็มที่ หลับ ๆ ตื่น ๆ หวาดระแวง

เช่น เซนเซ ต้องการกราฟใหม่ในวันพรุ่งนี้ ต้องรื้อข้อมูลมากมาย รื้อแล้วแล้วรื้ออีก หรือเราต้องการ วิเคราะห์ข้อมูลอะไรบางอย่าง มันลึกซึ้งมากจนเราต้องร้องให้ออกมา ซ้ำแล้วซ้ำอีก

 แต่เมื่อเวลาผ่านไปย้อนกลับไปมองมันก็แค่เกมส์อะไรสักเกมส์ ที่เรากำลังเล่น และจะต้องผ่านมันไป เชื่อว่า ดร. หลายคนคงผ่านอารมณ์เช่นเดียวกันมากน้อยแตกต่างตาม professor เลยนะ ว่าเรากำลังมีใครเป็นแม่พิมพ์

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะพูดกับตัวเองว่าอย่างไร

มันคงมองย้อนกลับไปอย่าง ขำ ๆ และ ตลกในการเครียดเกือบตายเมื่อวันนั้น แต่วันนี้ของการมีชีวิตจริงกับหน้าที่การงานและการดำรงชีวิตอยู่มันยากและโหดร้ายกว่ามาก  

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

การต้องการความยอมรับนับถือในตนเองและครอบครัว เป็นอันดับแรก ตอนนั้นไม่เคยคิดอะไรอีกเลยนอกจากอยากจบให้เตี่ย แม่ และทุกคนในครอบครัวดีใจ และความปราถนาอย่างยิ่งที่จะใช้คำว่า “ดร.” เพื่อการถูกยอมรับในสังคม

แรงผลักที่แรงกล้าที่จะใช้ “ดร.” นำหน้าของอาจารย์น่าจะมากมายกว่าคนหลายคน เพราะ อาจารย์ไม่ชอบเขียนคำนำหน้าว่า “นาย” จึงพยายามสุด ๆ  

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไร

อาจารย์เรียนจบ ดร. ก็ อายุมากละ แต่ก็ได้พิจารณาว่า การที่เราทำอะไรมาหลายอย่างแล้วค่อยเจอตัวเอง มันเกิดประสบการณ์หลากหลายดีนะ  นอกจากกระบวนการ องค์ความรู้และทักษะเชิงวิชาการที่ซึมซับมาแบบ ไม่รู้ตัว และประสบการณ์ชีวิตนี่เองที่เราสามารถใช้ประมวลเข้ากับความเป็น ดร. และส่งทอดต่อให้กับนักศึกษาปริญญาเอก ที่เรากำลังสร้างให้เขาเหล่านั้นเป็นแบบเรา

อาจารย์โชคดีที่เมื่อเรียนจบเอกแล้วได้มีโอกาสเข้ามาดูแลหลักสูตรปริญญาเอก ทันทีซึ่งน้อยคนจะมีโอกาสแบบนี้ ยอมรับว่าเหนื่อยและยากมากที่จำเป็นต้องพานักศึกษาของเราให้ผ่านด่านต่างๆ ไปทีละขั้น ๆ เพื่อที่จะสร้างให้เป็น ดร. ที่ดี  ความรู้ในระดับปริญญาเอกมันใช้ได้จริงนะ อาจารย์ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองมากในทุกมุม ทั้งบุคลิกภาพโดยรวม และ connection ที่ดีที่ได้มาในขณะทำการศึกษาวิจัย  

มีข้อคิดอะไรอยากฝากสำหรับผู้เรียนปริญญาเอก

อยากบอกทุกคนว่า ความรู้ในระดับปริญญาเอก ที่ได้เก็บสะสมมา มันเหมือนเป็นขุมพลังจากข้างใน มันจะผลักดันให้เราพยายามต้องเข้าใจทุกสิ่ง ทั้งที่เกี่ยวกับเราโดยตรงและโดยอ้อม

เพราะเรากำลังถูกคาดหวังจากสังคมรอบข้าง ดังนั้น สภาวะข้างในของเรามันขับเคลื่อนให้แสวงหาความรู้ อย่างไรก็ตาม บางคนไม่ได้ใช้ความรู้ ที่เรียนมาในสาขาที่เกี่ยวข้อง แต่เชื่อเหลือเกินว่า ปริญญาเอกก็สร้างจิตสำนึกหนึ่งที่ผูกมั่นไว้ เสมอ เราจะมีกรอบการคิดการพิจารณาที่เป็นระบบได้ดี

แน่นอนในยุคสมัยปัจจุบัน การเรียน ดร. มีหลากหลาย ทั้งที่ยากที่สุดต้องการสร้างนักวิชาการแท้ๆ ออกมา กับอีกประเภทหนึ่งคือผู้หลักผู้ใหญ่ มาพัฒนาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำไปต่อยอดในงานของตนเอง ประเภทหลังอาจดู สบายๆ หน่อย อย่างไรก็ตาม ปลายทางที่ประสงค์คือจุดเดียวกัน คือผลลัพธ์แห่งความสำเร็จ และการค้นหาความศรัทธาในตนเองเป็นสำคัญ

การเป็น ดร. ที่แท้แล้วคือเหมือนรวงข้าวที่อ่อนน้อมเมตตา ดร. ที่ถูกฝึกมาดีจะลดอัตตาลง แต่เราก็มองเห็นมากมายที่ ดร. บางท่านมีอัตตาสูงขึ้น อันนั้นอาจารย์เรียกว่าไม่ได้รับการขัดเกลาอย่างแท้จริง

ข้อคิดประจำตัวที่อาจารย์ใช้อยู่เสมอคือพุทธศาสนสุภาษิต ที่กล่าวว่า

ลพฺภา ปิยา โอจิตฺเตน ปจฺฉา

ตระเตรียมตนให้ดีเสียก่อนแล้ว ต่อไปจะได้สิ่งอันเป็นที่รัก

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่าของ อาจารย์ ดร.ตูน เป็นอย่างสูงค่ะ 

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกัน…

ภาวะซึมเศร้ากับนักศึกษาปริญญาเอก :: บทความโดย ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์

สวัสดีค่ะ หลังจากที่ห่างหายไปนานหวังว่ายังคงจำกันได้นะคะ ขอแนะนำตัวก่อนเลย ดร.ณติกา ไชยานุพงศ์ แนนค่ะ เคยเขียนคอลัมน์เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้วตอนก่อนจะจบปริญญาเอก ไปหาอ่านกันได้ค่ะ

ตอนนี้กำลังทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งค่ะ วันนี้แนนมีประสบการณ์ที่เคยประสบด้วยตนเอง ที่คิดว่าเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เราจะเห็นว่ามีข่าวพาดหัวอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับนักศึกษาฆ่าตัวตายกันด้วยภาวะซึมเศร้า แนนเลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ช่วงหนึ่ง ขณะกำลังศึกษาปริญญาเอก ที่ไม่เคยคิดว่าครั้งหนึ่งตัวเองจะประสบภาวะซึมเศร้า ที่กำลังเป็นปัญหาในสังคมไทยในปัจจุบันนะคะ

ต้องบอกก่อนว่า แนนเป็นนักกีฬาเป็นคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น ภาวะซึมเศร้าไม่น่าจะมีทางได้เป็นเพื่อนกับแนนแน่นอน!

ในช่วงที่เริ่มต้นเรียนปริญญาเอกได้ปีนึง ก็เริ่มเกิดคำถามเวียนไปเวียนมาอยู่ในหัวตัวเองว่า

“ฉันจะเรียนได้ไหม”

“ถ้าฉันเรียนไม่จบจะเป็นยังไง”

“พ่อกับแม่จะเสียใจไหม”

หนักเข้า ก็เริ่มไม่อยากจะออกไปไหน ไม่อยากทำอะไร ไม่รู้ว่า ตัวเองมาทำอะไรอยู่ที่นี่ เคยถึงขนาดนอนจ้องเพดานทั้งวันและร้องไห้ คิดวนไปวนมา

ช่วงนั้นหุ่นจะดีเป็นพิเศษ เพราะทั้งวันแทบจะไม่อยากกินอะไรเลย อยากทำอย่างเดียวคือ “นอน” ให้มันผ่านไปวันนึง

…มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยใช่ไหมคะว่า แล้วไม่รู้ตัวเหรอว่าเป็นอะไร

คำตอบคือ…“ไม่ค่ะ” 

เมื่อสมัย 8 ปีที่แล้ว คนไทยแทบจะไม่รู้จักว่าโรคซึมเศร้าคืออะไร สำหรับตัวแนนเอง แนนเป็นนักกีฬา แนนมีเพื่อน แนนไม่เคยที่จะนึกเอะใจว่า ตัวเองกำลังเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าหรือเปล่า

…ตัดกลับมาที่แนน ในสภาพซึมเศร้า ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากกินอะไรหรือทำอะไร ทุกครั้งที่คุณพ่อกับคุณแม่โทรมา แนนพยายามจะเข้มแข็งบอกกับตัวเองว่า ไม่เป็นไร เพราะเราคือความหวังของเค้า มีในบางครั้งที่แนนบอกทั้งสองท่านนะคะ แต่ไม่ได้พูดว่าเพราะอะไร แค่บอกว่าเรียนยาก พอมองย้อนไปทำให้รู้ว่า เราควรจะบอกความจริง เพราะท่านจะช่วยหาทางออกเราได้ดีที่สุด

…อยากทราบไหมคะว่า อาการนอนมองเพดาน ไม่ทานอะไร ไม่ออกไปไหน ไม่อยากลุกไม่อยากตื่น เอาแต่ร้องไห้ อยู่กับแนนกี่อาทิตย์…คำตอบคือ 2 อาทิตย์ค่ะ จนแนนเริ่มสะกิดใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวแนนเอง นี่มันไม่ใช่เรานี่นา ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ ๆ

แนนจึงฝืนดึงตัวเองออกจากที่นอน ทั้งที่ยังมีอาการหดหู่อยู่ จึงตัดสินใจออกไปวิ่งค่ะ แนนเริ่มวิ่งตอนเย็น เริ่มเข้าไปหาอะไรทำในมหาวิทยาลัย จนได้เจอเพื่อนชาวต่างชาติที่มาเรียนก่อนหน้าแนนปีหนึ่ง เพื่อนแนนเรียนจิตวิทยามา เราเลยคุยกันถึงอาการที่แนนเป็น

จึงได้ทราบว่า ที่แนนเป็นนั่นเป็นกลุ่มอาการ “ภาวะซึมเศร้า” ซึ่งเพื่อนแนนบอกว่า ถ้าเมื่อไหร่มีอาการอีก หรือถ้าอยากคุยกับใครสักคนให้มาหาเค้าได้เสมอ

แต่แนนค้นพบว่า การวิ่งเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้แนนดีขึ้นได้ค่ะ แนนเลยออกวิ่งทั้งเช้า-เย็น วิ่งไกลขึ้น เริ่มลงแข่งรายการต่าง ๆ จาก 5 กิโลไป 10 กิโลถึง 21 กิโล ไกลสุดก็คือ วิ่งผลัด12 คน 193 ไมล์ ก็ประมาณ400 กิโลเมตรค่ะ วิ่ง 2 วัน 1 คือผลัดกันวิ่งคนละ 3 ผลัดจริง ๆ แล้วการวิ่ง นอกจากจะช่วยให้แนนดีขึ้นจากอาการซึมเศร้าแล้ว ยังช่วยให้หายเครียดจากการทำวิทยานิพนธ์ด้วยนะคะ ซึ่งมีงานวิจัยหลาย ๆ งานยืนยันแล้วว่า การออกกำลังกายช่วยลดความเครียดได้

เขียนมาตั้งยืดยาว สิ่งที่แนนอยากจะแชร์กับทุกคน คือการสังเกตตนเองกับวิธีการช่วยเหลือคนเองและคนใกล้ชิดที่กำลังเผชิญอาการซึมเศร้า ตามที่แนนเคยมีประสบการณ์ผ่านมานะคะ

การสังเกตตนเอง

  1. อารมณ์เปลี่ยนแปลงกระทันหัน ถ้าคุณเคยเป็นคนร่าเริงสดใส ไม่มีปัญหาในการอยู่คนเดียว ไม่เคยย่อท้อเมื่อเจอปัญหาอยู่มาวันนึง คุณรู้สึกว่า คุณไร้สมรรถภาพ เริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง หมดความมั่นใจนั่น อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า
  2. เริ่มเก็บตัวอยู่คนเดียว ถ้าคุณชอบที่จะออกไปข้างนอกทำกิจกรรมกลางแจ้ง แต่เลือกที่จะอยู่แต่ในห้อง ไม่อยากเจอใคร นี่คืออีกหนึ่งสัญญาณ
  3. วัน ๆ ไม่อยากทำอะไรนอกจากนอน เพื่อให้เวลามันผ่าน หรือเพราะไม่อยากตื่นขึ้นมารับสภาพความเป็นจริง นี่เป็นอีกสาเหตุนึง ที่ผู้ป่วยจากโรคซึมเศร้าเสียชีวิตด้วยการรับประทานยานอนหลับเกิน ขนาดเนื่องจากเมื่อทานยานอนหลับมาก ๆ จะดื้อยา ต้องเพิ่มจำนวนเรื่อย ๆ สุดท้ายทานยาเกินขนาด
  4. ประเมินศักยภาพตัวเองต่ำในทุกเรื่อง ขาดความมั่นใจท้อแท้ หดหู่วิตก คิดเยอะ อันนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยนำเข้าของแต่ละบุคคลค่ะ ว่าสาเหตุที่ทำให้เราเกิดภาวะซึมเศร้าเกิดจากอะไร

…มาถึง แนวทางเอาตัวเราเองออกจากสถานการณ์ที่จะนำตัวเราไปสู่ภาวะซึมเศร้า กันค่ะ

  1. หาที่ระบายค่ะ ไม่ใช่สีไม้ระบายน้ำนะคะ แต่เป็นที่ปรึกษาหรือคนที่เรารู้สึกว่า ปลอดภัยพอที่เราจะเล่าหรือระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจเราได้ แนนต้องขอน้ำนะคะว่า ที่ระบายเท่านั้นเราไม่ได้ต้องการคนแนะนำ ในบางครั้งเราแค่ต้องการผู้รับฟังที่ดีที่เข้าใจ และเปิดอกฟังเรื่องที่เราพูด โดยไม่วิจารณ์ด่าว่า นอกเหนือไปจากนั้น คือสามารถให้กำลังใจหรือส่งพลังงานทางบวกให้เราได้
  2. กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ…ใช่ค่ะ ออกกำลังเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะทำให้ผู้ป่วยภาวะซึมเศร้าดีขึ้น แม้มันจะยาก ที่จะเอาตัวเองออกจากห้องหรือภาวะที่คุณเป็น แต่เมื่อไหร่ที่คุณได้เริ่มออกกำลังกายและเหงื่อคุณออก เมื่อนั้น คุณจะรู้สึกดีขึ้น เหมือนที่แนนบอกค่ะ สำหรับแนน วิ่งสามารถทำให้แนนลดความเครียดและหดหู่ได้ ลองหากีฬาที่คุณรักแล้วชวนเพื่อนไปค่ะ อย่าไปคนเดียวนะคะ พยายามไปที่ที่มีคนเยอะ ๆ
  3. สำหรับนักเรียน นักศึกษาทุกท่าน รวมไปถึงประชาชนทั่วไป ปัจจุบัน มีหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาที่คุณสามารถเดินเข้าไปพูดคุยได้ โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย อย่าอายที่จะเข้าไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญค่ะ เพราะผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นค้าสามารถช่วยหาทางออกให้คุณได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถรับฟังคุณได้ ในกรณีที่คุณไม่มีใครให้ปรึกษา

นั่นก็คือแนวทางเอาชนะภาวะซึมเศร้าในแบบของแนน โดยที่ไม่ต้องพึ่งยาและ(ยัง)ไม่ต้องถึงมือหมอ ที่แนนอยากมาแบ่งปันให้กับเพื่อน ๆ นะคะ

ท้ายที่สุด แนนขอฝากไว้ในฐานะของคนที่เคยผ่านอาการซึมเศร้ามาก่อนว่า

สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการ ไม่ใช่กำลังใจ ไม่ใช่คำพูดว่าสู้ ๆ หรือคำปลอบใด ๆทั้งสิ้น เพราะเค้าสู้มามากพอแล้ว จนมาถึงจุดที่ตัวเค้า หมดกำลังจะสู้ต่อ

แต่เค้าแค่ต้องการคนที่ “เข้าใจ” สภาพของเค้า ณ ขณะนั้น เท่านั้นเอง

ดังนั้น การรับฟังจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับผู้ที่กำลังเจ็บปวดกับภาวะซึมเศร้าค่ะ

……….

#JustaPhD #GuestBlogPost
Credit text: ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์


ดูบทความก่อนหน้าของ ดร.แนน >>>
กว่าจะเป็นดุษฎีบัณฑิต :: ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์

ดร.ณัฐพงษ์ แสนจันทร์ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ชื่อณัฐพงษ์ แสนจันทร์ ชื่อเล่น หนุ่มครับ เรียนจบปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง) จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยบูรพา จบปริญญาโทสาขา Information Technology (Data Management) จาก Griffith University, Australia และปริญญาเอก PhD in Computer Science, The University of Sheffield, United Kingdom ครับ ปัจจุบันทำงานที่ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ทำตามความฝันครับ ในชีวิตผมมีความฝัน 2 อย่างคืออยากเรียนจบให้สูงที่สุด และอีกอย่างคืออยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยครับ หลังจากเรียนจบปริญญาโท ผมวางแผนว่า จะเรียนต่อปริญญาเอก จึงได้ไปสอบขอทุนเรียนต่อ ขณะนี้ เพิ่งกลับมาปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในสังกัดที่ได้สนับสนุนทุนเรียนต่อครับ

ทำ thesis เกี่ยวกับอะไร

ผมจบปริญญาเอก สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ หัวข้อวิทยานิพนธ์คือ Domain-Focused Summarization of Polarized Debates งานจะเกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) การประมวลผลภาษาธรรมชาติ  (Natural Language Processing) และการทำเหมืองข้อความ (Text Mining) ครับ  

พูดถึงเรื่องสาขาวิชาที่ทำก่อนครับ เอาแบบให้เข้าใจง่ายที่สุด ผมทำเกี่ยวกับการสร้างระบบสรุปข้อความอัตโนมัติจากข้อมูลตัวอักษรครับ เช่น สมมติว่าเรามีเอกสารอยู่ 1 หน้ากระดาษ เป็นเอกสารภาษาอังกฤษ มีจำนวนทั้งหมด 100 ประโยคเราจะทำอย่างไรให้คอมพิวเตอร์สรุปข้อความที่มีใจความสำคัญมาให้เหลือ 20 ประโยค สิ่งสำคัญคือ คอมพิวเตอร์ไม่สามารถเข้าใจภาษามนุษย์ เราต้องมีวิธีการสอนให้คอมพิวเตอร์ฉลาดและสามารถสรุปใจความสำคัญให้ได้ครับ

แต่ข้อมูลที่ผมทำคือ ข้อมูลที่เอามาจาก​ Social Network ที่เกี่ยวข้องการการโต้แย้งกัน (Debate) ซึ่งจะมีข้อมูลที่แบ่งเป็นสองฝั่งคือฝั่งที่เห็นด้วย กับฝั่งที่ไม่เห็นด้วยในหัวข้อที่กำลังโต้แย้งกัน จำนวนข้อมูลที่ทำตอนเรียนนั้นมีจำนวนหลายร้อยคอมเมนต์ครับ คอมพิวเตอร์ต้องสรุปจากเนื้อหาทั้งหมด โดยให้ได้ใจความว่า ฝั่งไหนโต้แย้งว่าอะไร หัวข้อใดสำคัญบ้าง มีเรื่องใดบ้างที่มีความเห็นแตกต่างกัน และมีวิธีการที่จะนำเสนอผลลัพธ์ที่สรุปโดยคอมพิวเตอร์นั้นในรูปแบบใดบ้างครับ

ระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มเรียน สอบ Confirmation Review ในปีแรก เขียนเล่มวิทยานิพนธ์ ส่งเล่ม รอสอบปากเปล่า สอบ แก้เล่ม และรออนุมัติจบ เป็นเวลาทั้งหมด 4 ปี 8 เดือน ครับ

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ถามว่าหนักที่สุดก็คงตอบได้ว่า คงเป็นความกดดันจากหลายๆ ด้านครับ ทั้งกระบวนการทำวิจัย เนื้อหาวิชา เวลา และอื่นๆ ครับ ขอเริ่มที่เรื่องแรกครับ เรื่องของการทำวิจัย ผมเรียนจบโทในสาขาคนละสาขากับตอนที่เรียน ป.เอก อีกทั้งตอนเรียน ป.โท นั้นผมเรียนแบบ Coursework เน้นไปทำโปรเจค ไม่ได้เรียนแบบเน้นไปที่การทำวิทยานิพนธ์โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่มีพื้นฐานการทำวิจัยเลยครับ ระบบการเรียนที่อังกฤษจะเน้นไปที่การทำวิจัยเป็นหลัก ต้องออกแบบและทำผลการทดลองเอง ซึ่งการที่จะทำตรงนั้นได้ ต้องอ่านและเข้าใจงานในด้านทฤษฎีและงานของคนอื่นให้ได้มาก เพื่อที่จะได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ ซึ่งผมคิดว่า เป็นปัญหาสำหรับผมในช่วงแรกๆ ครับ

อย่างที่ผมเล่าไว้ว่า ไม่เคยทำวิจัยมาก่อน ผมต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด ผมไม่เคยเขียน Paper มาก่อนครับ ในปีแรก งานผมมีผลที่ได้จากการทำ Preliminary Investigation เป็นผลที่สามารถนำไปตีพิมพ์เป็น Paper ได้ ผมได้ส่งไปที่ Conference แห่งหนึ่ง แต่ได้รับการปฏิเสธมาครับ แน่นอนว่า มันเป็นงานชิ้นแรก เราก็ต้องมีความคาดหวังไว้สูงเหมือนกัน  ในขณะที่เพื่อนในห้องแล็บทุกคน ประมาณ 20 คน ขอย้ำว่า ทุกคน ได้รับการตอบรับจาก Conference ทุกคนก็จะมีคำถามว่า ได้ไปนำเสนอผลงานที่ไหน ประเทศอะไร ผมเป็นคนเดียวในห้องแล็บที่ไม่ได้ไปนำเสนอผลงาน

ความรู้สึกตอนนั้นกดดันมากครับ ผมเข้าใจนะครับว่า เราไม่ควรเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่มันก็อดคิดไม่ได้ว่า เราไม่เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ งานเราไม่ดีเลยเหรอ เราไม่ได้ตั้งใจทำรึเปล่า มันมีคำถามแบบนี้ในหัวตลอด 

ในตอนนั้น อาจารย์ที่ปรึกษาก็ให้เข้าพบ ผมยังจำได้เลยครับ เค้าก็บอกว่าการเรียน ป.เอกทุกคนได้หัวข้อวิจัยไม่เหมือนกัน ความยากง่ายแตกต่างกันออกไป จะไปวัดว่าใครเก่งกว่าใครไม่ได้ทีเดียวหรอก และที่ Sheffield นี้ ไม่ได้วัดประเมินว่าคุณเก่งกว่าใคร เค้าดูที่ว่าคุณที่ได้เรียนรู้มากแค่ไหน พัฒนาไปได้เท่าไหร่ คนเรามันมีจุดเริ่มต้นต่างกัน ความรู้ทุกคนมีไม่เท่ากัน

หลังจากการพบอาจารย์ครั้งนั้น เหมือนได้กำลังใจที่จะเรียนต่อครับ ผมก็พยายามให้มากขึ้น ขยันมากขึ้น ตั้งใจให้มากกว่าเดิม เข้าแล็บบ่อยขึ้น ลองผิดลองถูก ผมส่งงานชิ้นเดิมโดยได้ปรับแก้เนื้อหาบางส่วนตามคำแนะนำของกรรมการ  ผมส่งไปอีก Conference นึง ผลคือผมถูกปฏิเสธ 

ผมกลับมาลองอีกครั้ง ทำใหม่ วิเคราะห์ผลใหม่ ปรับอีก แก้ใหม่และส่งไปอีก Conference ที่ 3 ผลคือยังไม่ได้  ความรู้สึกตอนนั้นท้อมาก แต่ก็ต้องสู้ครับ บอกตัวเองว่าข้ามน้ำข้ามทะเลมาแล้วต้องเรียนให้จบ ผมกลับมาทำอีกครั้ง ตั้งใจอีกรอบ ผมทำให้มันดีกว่าเดิม สมบูรณ์กว่าเดิม

และในที่สุด Conference ที่ 4 ที่ผมส่งไป เขาตอบรับกลับมาให้ผมตีพิมพ์งานชิ้นแรกในชีวิตใน Journal ฉบับนึง  หลังจากรู้ผล ผมดีใจมากครับ เป็นงานวิจัยชิ้นแรกในชีวิตที่ มันแสดงถึงความพยายามที่เราพยายามมาอย่างหนัก เราได้ทำได้อย่างเต็มความสามารถ ผลที่ได้กลับมามันคือสิ่งตอบแทนที่เราได้ทุ่มเทลงไปทั้งหมด มันทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำงานชิ้นต่อ ๆ ไปให้ดีกว่าเดิมด้วยครับ

หลังจากนั้นผลงานชิ้นที่ 2 ที่ผมได้ทำต่อจากชิ้นแรก ผมได้ทำมันให้ดีขึ้น ตั้งใจทำมากขึ้น ละเอียดมากขึ้น ทำให้มันดีที่สุดเท่าที่ตัวเองทำได้ และผมได้รับข่าวดีคือ งานวิจัยชิ้นที่ 2 ในชีวิตของผม ได้รับรางวัล Best Paper (1st Place) ที่ Conference แห่งนึง

มันเป็นความภาคภูมิใจที่มันไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดยังไง ผมเริ่มต้นจากศูนย์ ผมไม่เคยเขียน Paper สิ่งที่ผมมีคือผมสู้ ผมพยายาม ผมท้อ แต่ผมลุกขึ้นมาใหม่ พยายามใหม่ ทำให้ทุกอย่างมันดีกว่าเดิม ผมเชื่อว่าถ้าคนเราพยายามยังไงมันก็ต้องสำเร็จ

และในที่สุด ผมเรียนจบ ป.เอกโดยใช้เวลาประมาณ 4 ปี 8 เดือน เริ่มต้นจากสาขาที่ไม่เคยเรียนมาก่อน ไม่มีพื้นฐานการทำวิจัย  ผมได้ตีพิมพ์ผลงานไป 3 ฉบับ และหนึ่งในนั้นเป็น Best Paper Award ซึ่งเป็นงานวิจัยฉบับที่ 2 ในชีวิต ถ้าย้อนเวลากลับไปคงบอกกับตัวเองว่าให้พยายามเข้าไว้ ให้กำลังใจตัวเอง คงไม่ไปเปลี่ยนอะไรมากกว่านี้ เพราะถ้าไม่มีวันที่เราได้พยายามอย่างเต็มความสามารถ อาจจะไม่มีวันนี้เลยก็ได้ครับ

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

คิดว่ากำลังใจครับ กำลังใจจากเพื่อน ครอบครัว และคนรอบข้าง ทำให้เรามีแรงที่จะทำทุกอย่างให้เต็มที่ ล้มก็ลุกขึ้นมา  ทำใหม่ให้มันดีขึ้นกว่าเดิม ในเมื่อผมได้มีโอกาสให้ถ่ายทอดความรู้สึกตรงนี้แล้ว ผมอยากส่งต่อในสิ่งที่ผมเคยได้รับมา 

ผมอยากจะบอกผู้ใหญ่ทุก ๆ คนว่า เมื่อเรามีโอกาสได้สอนเด็ก ๆ เช่น สอนการบ้านน้อง ๆ อยากให้ค่อยๆ สอนเค้า ค่อยๆ อธิบาย ให้กำลังใจเค้า ถ้าเค้าทำได้ ก็ให้คำชมเชย ถ้าเค้าทำไม่ได้ค่อยๆ สอน ใจเย็นๆ กับเด็ก เด็กจะได้มีกำลังใจที่จะทำต่อไป รู้สึกมีความสุขที่ได้เรียน แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเราไปว่า บ่น ดุด่า  เช่น แค่นี้ก็ทำไม่ได้! ทำไม่ทำไม่ได้เลย! เด็กจะไม่มีความสุขที่จะทำต่อไป ไม่อยากทำ เบื่อ

ผมคิดว่านะ คำพูดแค่ไม่กี่คำก็เป็นพลังให้คนอื่นได้ครับ กำลังใจที่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่ามีผลมาก มันเป็นพลังบวกที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ผมอยากส่งต่อสิ่งเหล่านี้ที่ผมเคยได้รับ เพื่อที่ทุกคนจะได้สร้างกำลังใจให้กันและกัน และแล้วก้าวไปสู่สิ่งที่ตั้งใจไว้ครับ

อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนปริญญาเอก

ผมคิดว่าแต่ละคนจะเจอปัญหาที่แตกต่างกัน ความยากแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน สำหรับผมแล้ว นอกจากเรื่องที่กล่าวข้างต้นแล้ว ส่วนที่ยากที่สุดของผมคือผมไม่ได้เรียนจบในสาขาเดิมที่ผมเรียน ป.โท ผมมาเริ่มเรียนอีกสาขา เพราะฉะนั้น ความรู้ที่ได้มันจะต้องมาเริ่มเรียนรู้ใหม่เกือบทั้งหมด และที่สำคัญคือ ผมเป็นคนที่ไม่ชอบเรียนเลขมาตั้งแต่เด็ก ต้องมาเจอเลขเยอะมาก ต้องทำความเข้าใจซึ่งใช้เวลามากกว่าคนอื่น ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผมครับ

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้าง

ปัจจุบันกำลังงานตามที่เคยฝันไว้ครับ ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ความรู้ที่เรียนมา ได้เอามาใช้สอนนักศึกษาในห้อง ทักษะการค้นคว้า คำแนะนำต่างๆ ที่เคยได้รับมาจากอาจารย์ที่ปรึกษา ก็เอามาแนะนำนักศึกษาครับ นอกจากนี้ ก็กำลังทำวิจัยในสาขาที่เรียนจบมาครับ

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอก

สำหรับคนที่กำลังเรียนปริญญาเอก ก็อยากให้เที่ยว พักผ่อนให้พร้อมก่อนเริ่มเรียน พกความตั้งใจมาเยอะ ๆ และทำทุกวันที่เรียนให้สนุก มีความสุข เราจะได้อยู่กับมันนาน ๆ ได้ และใครที่กำลังเรียนอยู่ก็อยากจะให้ทำทุกวันให้ดีที่สุดครับ เหนื่อยก็พักบ้างครับ มีบ้างที่ผมคิดงานไม่ออก นั่งเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ผมใช้วิธีออกไปข้างนอกพักผ่อน ออกกำลังกาย ดูหนัง หาอะไรอร่อย ๆ กิน เดินดูนั่น ดูนี่ พอสมองผ่อนคลายแล้วค่อยกลับมาทำต่อ หรือบางครั้งมันคิดออกตอนที่กำลังเดินเที่ยวอยู่ก็มีครับ

ส่วนตัวผมมีคำพูดนึงที่ยึดถือไว้ตลอดคือ Practice and Responsibility Make Me Perfect ความรับผิดชอบและการฝึกฝน ทำให้คนเก่งกล้า สุดท้ายขอให้นักศึกษาปริญญาเอกทุกท่านประสบความสำเร็จแลได้ก้าวไปสู่สิ่งที่หวังไว้  ผมหวังว่าเรื่องที่ผมได้เล่าในวันนี้ คงเป็นกำลังใจเล็กๆ ที่ช่วยสร้างพลังให้ทุกท่าน ขอให้โชคดีครับ


PhD Life Lessons :: ดร.ภวัต ตรัยพัฒนากุล (โจ) :: บทเรียนชีวิตที่ได้จากการเรียนปริญญาเอก :: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::

สวัสดีครับ ผมชื่อ ภวัต ตรัยพัฒนากุล (โจ) จบปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จาก Hong Kong University of Science and Technology (HKUST) ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) วันนี้ผมจะมาแชร์และแบ่งปันชีวิตช่วงเรียน PhD ของผมครับ

เมื่อรู้เป้าหมาย ก็จะรู้เส้นทางเดิน

ชีวิตก็เหมือนกับการเดินทาง หากเราไม่รู้จุดหมายปลายทาง ก็ยากที่จะหาเส้นทางเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางนั้นได้ การรู้เป้าหมายในชีวิตสำคัญมากๆ ที่จะทำให้เราเลือกเดินเส้นทางที่ถูกต้อง

การเรียนปริญญาเอกแม้จะไม่ใช่สำหรับคนทุกคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณไม่เรียนปริญญาเอกแล้วคุณไม่เก่ง และการจบปริญญาเอก ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก่งกว่าคนอื่นๆ ฉะนั้นอย่าเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นนะครับ เพราะแต่ละคนมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน เส้นทางการเดินก็ย่อมแตกต่างกันด้วย

สำหรับตัวผมนั้น ผมรู้ตัวเองตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรี ว่าเป้าหมายของผมคืออยากมาทำงานด้านการศึกษา อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างทรัพยากรของชาติ แรงบันดาลใจน่าจะมาจากการที่ชอบสอนหนังสือให้เพื่อนๆและคนอื่นๆตั้งแต่ตอนยังเรียนปริญญาตรี ทำให้เห็นว่า ตัวเราเองมีความสุขทุกครั้งที่ได้แบ่งปันความรู้ ได้เห็นความก้าวหน้าในความรู้ของคนที่ผมสอน ตั้งแต่นั้นมาก็เลยมุ่งหน้ามุ่งตรงไปสู่เป้าหมาย เพราะรู้ว่า ดีกรีนี้มีความสำคัญในอาชีพที่อยากจะทำในอนาคต

ความอดทน และ ความมุ่งมั่น

จริงๆ แล้วไม่ใช่เพียงแค่การเรียนปริญญาเอก แต่คือการทำงานในทุกรูปแบบ สิ่งที่ต้องมีคือ ความอดทน และ ความมุ่งมั่น ไม่มีการทดลองหรือการทำงานที่ไหนหรอกครับที่จะไม่เจอความล้มเหลว การทดลองงานนึง อาจล้มเหลวเป็นสิบๆ ครั้งเลยก็ได้

ตอนเรียนปริญญาเอกผมก็ล้มเหลวกับการทดลองและงานวิจัยนับครั้งไม่ถ้วนครับ แต่สิ่งสำคัญคือ เราจะต่อสู้และฝ่าฟันความล้มเหลวเหล่านั้นไปได้ยังไง

ผมมองว่า ‘ความอดทน’ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของความสำเร็จ และนอกเหนือจากนั้นแล้ว ก็คือ ‘ความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ’ จะเป็นอีกตัวแปรหนึ่งของแรงผลักดัน ตัวผมเองนั้นไม่ใช่เด็กอัจฉริยะ ไม่ใช่เด็กเก่งตั้งแต่กำเนิด แต่ผมอาศัยสองสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นนี้ ในการสำเร็จทั้งด้านการศึกษาและงานต่างๆที่ทำครับ และผมก็เชื่อว่า ถ้าทุกคนมีสิ่งเหล่านี้ ก็จะสำเร็จทุกสิ่งทำเช่นกัน

ใจรักในการค้นคว้า สร้างระบบความคิด

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะในการเรียนปริญญาเอกนั้น Coursework น้อยมากๆ แม้เราจะใช้คำว่า ‘การเรียนปริญญาเอก’ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นกึ่งการทำงานมากกว่า เวลาส่วนใหญ่จะมาจากการอ่านและค้นคว้าด้วยตัวเอง หากไม่รักการค้นคว้าด้วยตัวเอง การเรียนปริญญาเอกก็อาจเป็นงานที่หินพอสมควรเลย

ใจรักในการค้นคว้า มันอาจจะไม่ได้มาภายในปีสองปี แต่อาจต้องเริ่มสั่งสมมาตั้งแต่เรียนระดับปริญญาตรี หรือ ก่อนหน้า ส่วนการสร้างระบบความคิด ก็สามารถทำให้เราจัดการทำความเข้าใจกับองค์ความรู้ที่เรามีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำความรู้ที่มีไปสอนหรือถ่ายทอดคนอื่นได้ เป็นสิ่งที่คนที่คิดอยากจะเรียนปริญญาเอกพึงมีเป็นพื้นฐานครับ

การอ่าน และ การเขียนบทความภาษาอังกฤษ

สิ่งหนึ่งที่ผู้เรียนปริญญาเอกต้องมีและหนีไม่พ้นคือ ทักษะการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษ การค้นคว้าวิจัยเรื่องนึง ต้องค้นคว้าอ่านบทความงานวิจัยเก่าๆเยอะแยะมากมาย นอกจากนั้นการเขียนเชิงวิชาการก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนและเข้าใจธรรมชาติของภาษา และที่สำคัญ ต้องเขียนให้คนอ่านอ่านรู้เรื่อง ซึ่งก็ต้องอาศัยการจัดระเบียบความคิดที่ดี ยิ่งจัดระเบียบความคิดได้ดีเท่าไหร่ การเขียนก็จะออกมาดีและใช้เวลาไม่มาก

ผมจำได้ว่างานชิ้นแรกที่ผมตีพิมพ์ ผมใช้เวลาเขียนจนเสร็จตั้งเกือบ 2-3 เดือนครับ งานชิ้นที่สองใช้เวลาเขียนประมาณเดือนครึ่ง และก็ใช้เวลาน้อยลงมาเรื่อยๆเป็นลำดับ จนถึงงานชิ้นล่าสุดก่อนเรียนจบซึ่งเป็นชิ้นที่ 5 ใช้เวลาเขียนบทความวิจัยส่งเพียงแค่ไม่ถึง 2 สัปดาห์ก็เสร็จ ดังนั้น หากได้ใช้บ่อยๆทักษะการอ่านและการเขียนก็จะพัฒนาขึ้น ซึ่งผมมองว่านี่คือกำไรจากการเรียนปริญญาเอกครับ

ผมและเพื่อนในทีมวิจัยเดียวกัน

อาจารย์ที่ปรึกษา ตัวแปรสำคัญ

นอกจากตัวแปรภายในซึ่งก็คือตัวเราเองแล้วนั้น ตัวแปรภายนอกที่มีส่วนทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอก และมีความสำคัญมากถึงมากที่สุดสิ่งนึงเลยคือ ‘อาจารย์ที่ปรึกษา’ ได้อาจารย์ที่ปรึกษาดี เหมือนโบนัสของชีวิตครับ เกณฑ์การจบของอาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละคนไม่เท่ากัน อาจารย์บางท่านคาดหวังให้เด็กตีพิมพ์งานวิจัยแค่เพียง 2-3 งานเท่านั้น แต่ในขณะอาจารย์ที่ปรึกษาบางท่าน คาดหวังให้เด็กตีพิมพ์งาน 5-6 งานขึ้นไปถึงจะจบ

อาจารย์ที่ปรึกษาบางท่านให้อิสระในชีวิตกับนักเรียน ในขณะที่อาจารย์บางท่าน มีการกำหนดเวลาให้เด็กเข้ามาทำวิจัย เช่น ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงสองทุ่มของวันจันทร์ถึงเสาร์ แบบนี้ก็มี  และอย่าลืมว่าอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้เป็นเพียงแค่คนเซ็นให้เราจบปริญญาเอกเท่านั้น แต่จะเป็นคนเขียน Recommendation Letter ให้กับตัวเราในการไปสมัครงานในอนาคตด้วย

ก่อนเลือกเข้าไปเรียนปริญญาเอก ก็ต้องดูให้ดีก่อนว่า อาจารย์ที่ปรึกษาคนนี้เป็นยังไง เป็นคนที่คอย Support นักเรียนของเค้าดีรึเปล่า เป็นที่รักของนักเรียนรึเปล่า แต่ก็พอเข้าใจครับว่า เรื่องแบบนี้บางทีก็ดูยากถ้าไม่รู้จักคนข้างในมาก่อน แต่ก็ลองหาข้อมูลให้ดีที่สุดครับ และที่สำคัญที่สุดสำคัญมากๆ หลีกเลี่ยงการทะเลาะกับอาจารย์ที่ปรึกษาจะเป็นการดีที่สุด

ในส่วนของตัวผมนั้น ผมถือว่าตัวเองโชคดีมากครับเพราะอาจารย์ที่ปรึกษาของผมเป็นคนที่สนับสนุนเด็กนักเรียนของเค้ามาก และให้อิสระในการใช้ชีวิตระหว่างเรียนปริญญาเอก แต่ก็ต้องมีความก้าวหน้าในงานวิจัยที่ทำ และผมก็ได้รับโอกาสจากอาจารย์ที่ปรึกษา ให้เป็นคนเขียนขอทุนประจำปีของรัฐบาล เพื่อสะสมเงินทุนวิจัยในกลุ่มวิจัยให้มากขึ้น อันนี้ก็จะเป็นประสบการณ์ที่ดีหากใครมีโอกาสได้ลองก็ควรลองดูครับ แม้จะกินเวลางานของตัวเองเยอะมากเพราะเนื้อหาที่เขียนไม่ใช่งานวิจัยของตัวเองที่ทำในตอนนั้นเลย แต่ก็จะได้ประสบการณ์การเขียนขอทุน ซึ่งจะมีประโยชน์ในอนาคตครับ

สมาชิกทีมวิจัยทั้งหมด (คนกลาง อาจารย์ที่ปรึกษา)

การบริหารจัดการเวลา

ตอนเรียนปริญญาเอก ผมไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่แต่ในแล็บหรืออ่านบทความทั้งวันครับ เพราะผมเชื่อเสมอว่า ถึงแม้เราจะเรียนเอก ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตต้องทุ่ม 100% ให้กับการค้นคว้าวิจัยเสมอไป ควรหาอะไรอย่างอื่นทำบ้าง เป็นการ Balance ระหว่าง Life และ Work

สิ่งหนึ่งที่ผมเลือกทำโดยที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นก็คือการเริ่มถ่ายรูปครับ ผมเริ่มถ่ายรูปจริงจังตอนที่อยู่ปลายปีที่หนึ่งของการเรียนปริญญาเอก เพราะต้องการหาอะไรทำเพื่อผ่อนคลายสมอง จากความรู้ที่มีเป็นศูนย์ด้านการถ่ายรูป แต่ก็ใช้ความอดทนในการศึกษาด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการศึกษาคู่ขนานไปกับการเรียนปริญญาเอก

โดยผมแบ่งเวลาให้กับการฝึกถ่ายรูปเป็นช่วงเช้าตรู่ และ ช่วงเย็นของบางวัน ส่วนเวลาอื่นๆของทั้งวันก็จะนั่งทำงานวิจัยครับ ส่วนใหญ่ผมจะตื่นมาตอนตีห้า มานั่งรอพระอาทิตย์ขึ้น ด้วยการที่มหาวิทยาลัยอยู่บนภูเขาและติดทะเล ทำให้การได้เห็นและได้ถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นเป็นเหมือนกิจวัตรอย่างหนึ่งของผม จนทำให้งานอดิเรกชิ้นนี้แปรเปลี่ยนเป็น Passion ของชีวิตไปเลย

ผมมีโอกาสได้ส่งภาพถ่ายเข้าประกวดและได้รางวัลชนะเลิศ ของมหาวิทยาลัย และ ของนิตยสาร ‘ดิฉัน’ และในตอนปี 4 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการเรียนปริญญาเอก ผมได้รับรางวัล Student Life Award จนได้มีนิทรรศการภาพถ่ายของตัวเองเกิดขึ้นโดยทางมหาวิทยาลัยสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดครับ ผมเคยได้ถูกเชิญเขียนลงในคอลัมน์หนึ่งของมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับการถ่ายภาพและการบริหารจัดการเวลาระหว่างเรียนปริญญาเอกของผม ตามลิงค์นี้เลยครับ (campusup.ust.hk/dec2017-cover-story-joe)

เพื่อนๆ ที่เรียนและถ่ายรูปด้วยกัน เป็นปริญญาเอก 4 คน และปริญญาตรี 1 คน

นอกเหนือจากการถ่ายรูปแล้ว ตอนจบปีสอง ตัวผมเองได้รับเลือกเป็น Hall Tutor ซึ่งจะได้ไปพักในหอเดียวกับนักเรียนปริญญาตรี และทำหน้าที่ในการดูแลและจัดกิจกรรมให้กับนักเรียนปริญญาตรีในหอพัก ซึ่งผมทำเรื่อยมาจนเรียนจบ หน้าที่และความรับผิดชอบนี้ ถามว่า กินเวลางานวิจัยผมไปเยอะไหม บอกได้เลยว่าเยอะมากถึงมากที่สุด แต่ถ้าเราสามารถบริหารจัดการเวลาได้ สิ่งนี้ก็คงไม่ใช่ปัญหา และยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ได้กลับมา คือ มิตรภาพจากน้องๆและเพื่อนร่วมงานที่อยู่หอพักเดียวกัน ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากน้องๆและเพื่อนๆที่อยู่ด้วยกัน หากใครเรียนปริญญาเอกอยู่ หรือ มีความตั้งใจว่าจะเรียนปริญญาเอก ลองมองหากิจกรรมยามว่างทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยทำด้วยนะครับ

การเรียนปริญญาเอกของผมนั้น สิ่งที่ผมได้กลับมา ไม่ใช่แค่เพียงใบปริญญา แต่ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆทั้งในตำราและนอกตำรา ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ได้พัฒนาทักษะของตัวเองทั้งด้านภาษาและด้านงานวิจัย ได้ค้นพบ Passion ใหม่ของชีวิต ได้มีมิตรภาพที่ดีมากๆทั้งในและนอกห้องเรียน เป็น PhD Life Lesson ที่จะจำไม่มีวันลืม และ ก็อยากแบ่งปันให้กับทุกคนครับ

ผมและเพื่อนที่เป็น Hall Tutor ด้วยกันที่หอพักในมหาวิทยาลัย มีปริญญาเอก 4 คน และปริญญาโท 2 คน พนักงาน 2 คน และ อาจารย์ประจำหอ 1 ท่าน

ภวัต ตรัยพัฒนากุล (โจ)

ประวัติการศึกษา:

ปริญญาตรี: สาขาวิศวกรรมเครื่องกล (เหรียญทอง เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) (นักเรียนทุน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ปริญญาโท:  สาขา พลังงาน (นักเรียนทุนพระราชทาน) สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)

ปริญญาเอก: สาขา วิศวกรรมเครื่องกล (นักเรียนทุน) Hong Kong University of Science and Technology (HKUST)

วิทยานิพนธ์เป็นงานเขียน

ผู้เขียนขอย้ำอีกหลายๆ ครั้งว่า “วิทยานิพนธ์เป็นงานเขียน”

…การเขียนวิทยานิพนธ์ อาศัย “ทักษะ” ที่แตกต่างจาก “ทักษะอื่น”

ผู้เรียนไม่สามารถใช้ทักษะอื่น (เช่น การพูด พรีเซนต์ อ่าน ฟัง) มาใช้แทน “ทักษะการเขียน” ได้

…การเขียนวิทยานิพนธ์ ต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการเฉพาะตัว

ตราบใดที่ยังไม่ได้เริ่มต้น “เขียน”

ผู้เรียนจะไม่สามารถพัฒนาเทคนิคนั้นได้เลย

การนึกเอา ฝันเอา ไม่สามารถทำให้ “งานเขียน” สำเร็จเป็นรูปเล่มได้

การเครียดและกังวลจนเกินกว่าเหตุ ก็ไม่ช่วยอะไรเช่นกัน…

วิทยานิพนธ์เป็นงานที่ต้องปรับปรุงอยู่เสมอ

จงเริ่มต้นจากการเขียน “งานที่แย่ที่สุด” ในร่างแรก

และพัฒนา สู่ ร่างต่อไป และต่อไป…

ผู้เรียนควร มุ่งมั่น กัดไม่ปล่อย และให้เวลาอย่างพอเพียง ในการปรับปรุงแก้ไข

การยอมรับให้ได้ใน “คอมเม้นท์” ที่เสียดแทงใจในทุกหน้ากระดาษ ถือเป็นทักษะสำคัญ…

วิทยานิพนธ์เป็นงานละเอียด

ผู้เรียนจำเป็นต้อง “ใส่ใจ” กับ “ทุกถ้อยคำ” ที่ถ่ายทอดลงในงาน

เลือกหยิบใส่เฉพาะบางคำและบางประโยคที่ใช่

และหยิบออกอีกหลายๆ คำ หลายๆ ประโยค ที่ไม่ใช่/ไม่เกี่ยวข้อง

นอกจากแก้ไขตาม “คอมเม้นท์” ของอาจารย์

ไม่มีอะไรจะดีไปกว่า “การตรวจสอบ” และ “แก้ไข” ด้วยตนเอง

วิทยานิพนธ์เป็นงานที่ต้องถูกตรวจสอบ

เพราะขั้นตอนสุดท้ายคือ การสอบวิทยานิพนธ์

กรรมการสอบ จะ “อ่าน” “งานเขียน” นั้นๆ อย่างถี่ถ้วน

เพื่อให้แน่ใจว่า วิทยานิพนธ์นั้นสมบูรณ์-จบในตัวเอง

แน่นอนว่า ไม่มีงานเขียนไหนที่ “สมบูรณ์แบบ” อย่างแท้จริง

การมี วิทยานิพนธ์ที่เสร็จ (ในเวลาที่กำหนด) ดีกว่า งานที่สมบูรณ์แบบ

แต่กว่า วิทยานิพนธ์ แต่ละเล่มจะ “เสร็จสมบูรณ์”

ต้องผ่านความทุ่มเทและพยายามอย่างมหาศาล

เราขอชื่นชมกับทุกความพยายาม

กับทุกหยาดเหงื่อ และคราบน้ำตา

ความสำเร็จจะมีค่ามากขึ้น เมื่อคุณรู้ตัวเองดีว่า

ในระหว่างเส้นทางที่ผ่านมา คุณได้ลงมือทำอะไรและอย่างไร

Keep going…

Thesis writing in progress…

#เพจก็แค่ปริญญาเอก

#JustaPhD

Credit pic: http://www.redwallpapers.com/wallpaper/

จ่ายครบ…ต้องจบแน่?!!

ช่วงเวลา “โค้งสุดท้าย” ของนักศึกษาปริญญาโท-เอก หลายคน

แท้จริงแล้ว คือช่วงเวลาที่จะ “หมดเขต” การส่งเล่มวิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์ ตามปฏิทินการศึกษาของมหาวิทยาลัย นี่เอง

เป็น “โค้งสุดท้าย” จริงๆ ที่จะตัดสินว่า นักศึกษาจะ “สอบผ่าน” ได้เป็นมหาบัณฑิต/ดุษฏีบัณฑิตหรือไม่

เมื่อเวลากระชั้นเข้ามา….

นักศึกษาหลายคนเพิ่งตระหนักได้ว่า

“เวลา” (ในโค้งสุดท้าย) นี้ “มีค่า” มากเพียงใด

และดูเหมือนว่า “เวลา” นี้ จะมีค่ามากกว่าช่วงเวลาทั้งหมด ที่ผ่านมาหลายปี

ทุกวินาที ต้องถูกใช้อย่างมีสติ ในการรีบเร่งแก้ไข/ปรับปรุงเล่มวิทยานิพนธ์ให้เสร็จสมบูรณ์

สำหรับบางคน ช่วงเวลาโค้งสุดท้าย ทำให้เขาต้องฮึดสู้อย่างหนัก ไม่หลับไม่นอน เพื่อทำผลงานที่ดีพอและพอดี

แต่สำหรับบางคน ช่วงเวลาโค้งสุดท้าย ทำให้เขาต้องหาทาง “เอาตัวรอด” เพื่อผ่านพ้นจากสถานการณ์/ภาวะวิกฤต ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน

บางคน นอกจากไม่ยอมทุ่มเทสละ “เวลา” และ “แรงกาย” อย่างเต็มที่ในช่วงสุดท้าย

กลับหันไปหา “ตัวช่วย” แบบผิดๆ ที่คิดว่า จะทำให้ตัวเองได้ปริญญา โดยไม่ต้องลงมือทำ

บางคน ใช้เวลาเป็น “เงื่อนไข” ให้อาจารย์ที่ปรึกษาเร่งตรวจงาน เร่งอนุมัติให้ตัวเองขึ้นสอบ เพื่อให้ตัวเอง “จบ” ได้ทันเวลา

ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับบางคน ยื่นข้อเรียกร้องและร้องเรียน เพื่อใช้ “เวลา” เป็น “เหตุผล” เพียงอย่างเดียว ให้ตนเอง “ต้องจบ”!

เสียงแว่วที่ได้ยินเข้าหู จากผู้เรียนบางคน ในช่วงเวลาเหล่านี้ คือ

1. อยากจบ…เสียดายเงิน

2. จะให้เสียเวลาตั้ง 5 ปี โดยไม่ได้อะไรเลย อย่างนั้นหรือ

…แต่ถ้าทั้ง “เงิน” และ “เวลา” มีความสำคัญจริง อย่างที่ผู้เรียนพูด

ผู้เรียนคงไม่ปล่อยทั้งเงินและเวลาให้สูญเปล่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา

และคงรีบเร่งทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วไปนานแล้ว

ดังนั้น สิ่งที่ทุกคนทำ เมื่อถึงกำหนดเส้นตาย

จึงสะท้อนสิ่งที่เขาคิดเกี่ยวกับ “การศึกษา” และความหมายของคำว่า “ปริญญา” อย่างตรงไปตรงมาที่สุด

แท้จริงแล้ว การขึ้นสอบและส่งเล่ม ในวันเส้นตายสุดท้าย-ท้ายสุดตามปฏิทินการศึกษา

ก็เป็นการแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ อยู่แล้วว่า ผลงานที่ผ่านมาของผู้เรียนเป็นอย่างไร

ปริญญา ก็คือ ปริญญา

และปริญญา ไม่ใช่แค่ กระดาษใบเดียว

ความหมายของปริญญา ที่แท้จริงนั้น มีมากกว่า ชื่อ และลายเซ็น ที่ปรากฏบนนั้น

และงานวิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์ ก็เป็นงานที่มีมาตรฐานอยู่ในตัวของมันเอง

หากผู้เรียนจะตระหนักอีกสักนิดว่า

โลกแห่งวิชาการ ไม่ได้เหมือนกับ โลกภายนอก เท่าใดนัก

โลกแห่งวิชาการ เป็นโลกที่เต็มไปด้วยเหตุและผล อย่างตรงไปตรงมา

ในขณะที่โลกภายนอก เต็มไปด้วยการแย่งชิงความได้เปรียบ การหาโอกาสและทางรอดให้ตัวเองด้วยวิธีที่แยบยล

ในโลกวิชาการ ตราบใดที่คุณมีเหตุและผล มีที่มาที่ไป มีความสามารถในการเขียนอธิบาย และเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏในงานวิทยานิพนธ์ของคุณได้อย่างชัดเจน

งานของคุณก็ถือว่าได้มาตรฐานในแบบที่มันควรจะเป็น

การ “สอบตก” ก็เกิดขึ้นได้ และถือเป็นเรื่องค่อนข้างปรกติในโลกวิชาการ

ถ้างานวิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์ ไหน ไม่มีการอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผล ก็ถือว่างานนั้นไม่ได้มาตรฐานตามที่มหาวิทยาลัย/หลักสูตร/กรรมการสอบได้ตั้งเกณฑ์ไว้

ตรงไปตรงมา อย่างนั้นเลย

“จ่ายครบ..ต้องจบแน่” ?

เหตุที่ผู้เขียนตั้งชื่อบทความเช่นนี้

เพราะความคิดเช่นนี้ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย

ถึงเวลาแล้วหรือยัง กับการตั้งคำถามออกไปดังๆ ว่า…

ความหมายของ “การศึกษา” และ “ปริญญา” คืออะไร

ท้ายที่สุด ผู้เขียนเชื่อว่า

การรักษา “คุณค่า” ของการศึกษา

อยู่ที่สองมือของทั้ง ผู้เรียน อาจารย์ และมหาวิทยาลัย

ที่จะต้องตอบตัวเองว่า เขาเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้แค่ไหน

และได้พยายามอย่างเต็มที่เต็มกำลังแล้วหรือยัง

กับการรักษา “คุณค่าของการศึกษา” ให้คงอยู่ต่อไป

#ก็แค่ปริญญาเอก

Credit pic : lets3njoylife.wordpress.com/2013/08/01

PhD Life Lessons :: บทเรียนชีวิตที่ได้จากการเรียนปริญญาเอก :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: ดร.พิพัฒน์ ผิวงาม

สวัสดีครับ ผม ดร.พิพัฒน์ ผิวงาม (พัฒน์) ดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชา จุลชีววิทยาการแพทย์ (นานาชาติ) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลครับ ปัจจุบันทำงานในตำแหน่ง นักวิจัยหลังปริญญาเอก (Postdoctoral fellow) ณ สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ

ขอบคุณแอดมินเพจ Just a PhD ที่ให้โอกาสร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกในคอลัมน์ “PhD Life Lessons” ก็ขอแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอื่น หรือผู้ที่กำลังคิดเรียนต่ออยู่ครับ

Lesson 1: Be yourself and follow your dream

ก่อนอื่นเลย เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนเลยนะครับ ว่าเราเรียนต่อปริญญาเอกไปทำไม? หลายคนเรียนตามเพื่อน หรืออีกหลายๆ คนคิดว่า การเป็น ดร. จะทำให้หางานได้ง่ายและได้งานที่มั่นคง แต่สมัยนี้ ดร. ตกงานก็มีเยอะแยะไปนะครับ 5555 บางบริษัท หรือบางหน่วยงาน ไม่จำเป็นต้องรับ PhD เลย รับเด็กจบ ปริญญาตรี หรือโทก็ได้

ส่วนตัวผมเนี่ยมีความฝันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากเป็นครู อยากเป็นอาจารย์ สมัยเด็กๆ จะให้คุณพ่อทำกระดานให้ เราก็เอาชอล์คที่โรงเรียนมา แล้วก็เรียกน้องมาสอน 555 ผมเลยทำตามความฝัน ตั้งใจเรียนต่อสามระดับรวดเดียวจบ ตรี-โท-เอก

ผมว่าทุกๆ คนสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอกได้นะ แต่คุณจะมีความสุขไหม หากคุณไม่ได้เรียนต่อเพราะความอยากเรียนต่อ หรือไม่ได้รักสิ่งนั้นจริงๆ Passion เป็นเรื่องที่สำคัญมากนะครับ รู้จักตัวเอง รู้จัก passion ของตัวเอง แล้วคุณจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ถึงแม้ว่าบางครั้งมันจะล้มเหลวบ้าง ฝรั่งมักชอบพูดว่า “When you love what you do, failure is not an option.” ซึ่งผมว่ามันจริงมากครับ

Lesson 2: No pain, no gain

เหมือนอย่างที่ทุกๆ คนเข้าใจนั่นแหละครับ การเรียนปริญญาเอกไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลย จริงๆผมว่ามันก็ทุกระดับการศึกษาแหละนะ มันก็ยากพอๆกันหมด แต่ผมอาจจะโชคดีนะ ที่ไม่ค่อยเจอปัญหาอะไรเท่าไหร่ ยกเว้นตอนก่อนจบปริญญาเอกเท่านั้นเอง 555 การเรียนปริญญาเอก ก็เหมือนกับการพาตัวเองไปติดถ้ำอะครับ คล้ายกับน้องๆ หมูป่า 555 ภายนอกอาจมองว่าสวยงาม น่าค้นหา เลยพาตัวเองเข้าไป แต่หารู้ไม่ ข้างในถ้ำ อาจมีอันตรายต่างๆ อยู่เพียบ

ผมไม่ได้หมายความว่าการเรียนต่อปริญญาเอกมันน่ากลัวนะ 5555 แต่ผมเชื่อว่า ร้อยละ 99 ต้องเจอปัญหาครับ ผมมองว่า 99% นั้นเป็นคนโชคดีนะครับ เพราะหากเราราบเรียบตลอด ไม่เจอปัญหาอะไรเลย บางทีเราอาจจะไม่โต หรือโตช้านะครับ พอถึงเวลาออกไปทำงาน ไปเจอสังคมใหม่ แล้วเจอปัญหา บางทีเราอาจจะตั้งตัวไม่ทัน หรือแก้ปัญหาไม่เป็นก็ได้

อีกอย่างคือ พอเราประสบปัญหา มันทำให้เราได้เรียนรู้คนนะ เราจะได้เห็น และรู้จักตัวตนของคนรอบข้างมากขึ้นครับ บางคนก็คอยยื่นมือช่วยเหลือเรา หรือบางคนคอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ ซึ่งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ มันทำให้เราโตแทบทั้งสิ้นครับ You cannot gain without pain!

Lesson 3: Success is a journey, not a destination.

หลายๆ คนอาจมองว่า การประสบความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอก คือการเรียนจบ ได้รับใบปริญญา แต่ผมกลับมองว่า สิ่งนั้นคือผลพลอยได้นะ สิ่งสำคัญคือ ระหว่างทางต่างหาก ว่าเราได้อะไร และหลังจากนี้ เราจะเอาสิ่งนั้นไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

งานวิจัยที่ผมทำตอนปริญญาเอกคือเรื่อง การสำรวจหาภาวะพาหะของแบคทีเรียดื้อยาหลายขนานในประชากรสุขภาพดีของประเทศไทย งานนี้ทำให้ผมได้เดินทางครบทั่วทุกภาคของประเทศไทยเลย เพราะเราต้องเก็บตัวอย่างจากอาสาสมัครในแต่ละภาค เราได้เรียนรู้วิถีชีวิตจากชาวบ้านในแต่ละภูมิภาค ได้เห็นถึงน้ำใจ รอยยิ้มของชาวบ้าน ซึ่งผมเชื่อว่า เราไม่มีทางได้เจอแน่ หากเราอยู่แต่ในห้องทดลอง อีกทั้งผมได้รับทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ทำให้ผมได้มีโอกาสได้มาทำวิจัยที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เหมือนทำให้เราได้เรียนหนังสือขึ้น chapter ใหม่เลยนะ สมัยมาใหม่ๆ ชีวิตเจอครบทุกรสชาติ สุข เศร้า เหงา depress มาหมด 5555 แต่มันก็ทำให้เราแกร่งครับ ซึ่งผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้คือหนึ่งในความสำเร็จของการเรียนปริญญาเอกนะครับ

Journey to PhD ไม่ได้เป็นทางตรงเสมอไปครับ อาจจะมีลดเลี้ยวเคี้ยวคดบ้าง เราไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเดินตามทางอย่างเดียว แวะข้างทาง ชมนก ชมไม้บางก็ได้ครับ ข้างทางมันมีสิ่งสวยงามเสมอ คนแต่ละคนอาจเจอข้างทางต่างกัน ผมเจออีกอย่าง คุณเจออีกอย่าง แต่ใจความสำคัญคือ เราได้เรียนรู้ หรือพยายามเรียนรู้สิ่งที่ได้จากข้างทาง แล้วนำมาปรับใช้กับปัจจุบัน และอนาคตอย่างไรต่างหาก อย่าลืมแวะสักหน่อยครับ แล้วเราจะได้ไม่เสียใจภายหลังว่า รู้แบบนี้ แวะข้างทางสักหน่อยก็ดี

บทเรียน 3 ข้อข้างต้นนี้ เป็นประสบการณ์บางส่วนตลอดระยะเวลา 4 ปี ของการเรียนปริญญาเอกของผม หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ อย่าลืมถามตัวเองนะครับ ว่าเราเรียนต่อไปทำไม? หากตอบได้แล้ว และมี passion ที่แรงกล้า และแน่วแน่ ก็รีบทำตามความฝันเลยครับ

สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆคนที่กำลังประสบปัญหาอยู่ ด้วย Quote ที่ผมเคยอ่านเจอ และชอบมากครับ

 “Sometimes, you do not see the light at the end of the tunnel, but you still keep looking for it because you know it is there.”

Credit Text: ดร.พิพัฒน์ ผิวงาม

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปัน “PhD Life Lessons บทเรียนชีวิตที่ได้จากการเรียนปริญญาเอก” 

มาร่วมแบ่งปัน ช่วยกันสร้างชุมชนดีดี