ดร.ศศิวิมล ขาวโกมล :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

drpui0.jpg

แขกรับเชิญสาวสวยสะดุดตา ที่ให้เกียรติมาพูดคุยกับเพจก็แค่ปริญญาเอกในวันนี้ คือ ดร.ศศิวิมล ขาวโกมล หรือ ดร.ปุ้ย เธอสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกด้าน Bio-Technology จาก University of Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น และปัจจุบันเป็นนักวิจัยประจำศูนย์ปฏิบัติการวิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

ดร.ปุ้ยสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกมาได้อย่างไรภายในเวลา 2 ปี !!! อย่าพลาด คำแนะนำดีๆ จากเธอ !!!

————————
ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อ ปุ้ย ศศิวิมล ขาวโกมล ค่ะ จบ PhD in Bio-Technology (Bioindustrial Sciences Program) จาก Graduate School of Life and Environmental Sciences จาก University of Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2014 ค่ะ ภายใต้ทุนการศึกษาของ Japanese Government (MEXT) Scholarship ค่ะ ทำวิจัยในเรื่องของ Decision Support System and System Design of Renewable Energy Utilization ค่ะ

สำเร็จปริญญาโทจาก University of Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น ที่เดียวกับปริญญาเอก

ส่วนปริญญาตรี จบจากโครงการ International Double Degree Program ระหว่าง คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ Victoria University ประเทศออสเตรเลียค่ะ

ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอกคะ

ตอนนั้นได้ทุนไปเรียนเป็นทุนโท – เอก ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะต่อเอกเลยค่ะ พ่อแม่ก็อยากให้เรียนต่อ แต่เราคิดว่าแค่โทน่าจะเพียงพอแล้ว ในตอนนั้นคิดไม่ออกจริงๆ ว่า จบเอกแล้วจะทำอะไร นอกจากต้องเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แล้วเป็นคนขี้หงุดหงิด ใจร้อน ไม่ชอบสอนหนังสือ ไม่ชอบจ้ำจี้จ้ำไชใคร อยากทำงานบริษัทมากกว่า เพราะก่อนหน้าไปเรียนก็ทำงานบริษัทเอกชนอยู่

จริงๆ ตอนแรกที่ไป ก็เกือบจะต้องเปลี่ยนสายการเรียน คือจบสาขาบริหารการเกษตรมา แต่ว่าต้องไปต่อในเรื่องของการจัดการและการวางแผนนโยบายทางพลังงาน แค่เรียนให้จบโทก็ยากแล้ว ไม่ได้คิดเรื่องเรียนต่อเอกเลยค่ะ

แต่ว่าตอนจะจบโท เรื่องที่ทำคือเรื่องการวางแผนและสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนในประเทศไทย คือเริ่มสนุก ในตอนที่เรียนสมัยนั้น ประมาณปี 2010 – 2012 เรื่องพลังทดแทน เพิ่งมีคนสนใจ พอจะจบโทก็คิดอยากทำเรื่องนี้ต่อ อยากวิจัยต่อให้จบ อาจารย์ก็บอกมันตีพิมพ์ได้นะ อาจารย์สนับสนุน พ่อแม่ก็สนับสนุน แถมทุนก็มี ก็เลยเรียนต่อละกัน ยังสนุกอยู่ และตอนนั้นก็รู้สึกสนุกกับการอยู่ที่ญี่ปุ่นด้วยค่ะ

drpui4

ตอนที่เรียน พบเจอปัญหาอุปสรรคอะไรบ้างคะ

ปัญหาแรกคือเรื่องเงินทุนค่ะ คือมันมีปัญหา ด้วยการที่เราไปโปรแกรมพิเศษตัวนึงของญี่ปุ่น ซึ่งไปรุ่นแรกของประเทศไทยเลย ทุนบอกว่า ให้โดยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ตอนไปถึงสมัยนั้นก็เคยได้ยินอาจารย์พูดว่าทุนนี้มีปัญหาเรื่องเงิน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คือแค่มีเงินให้เราได้เดือนต่อเดือนเราก็ดีใจแล้ว จนใกล้จะจบโท อาจารย์มาบอกว่า ขอโทษจริงๆ เข้าใจผิดว่าเป็นทุนโท-เอก เนื่องจากทุนนี้ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องเงิน ทุนเลยให้เเค่โทเท่านั้น เราก็เงิบเลย แบบตอนแรกไม่อยากเรียนต่อเอกเท่าไหร่ แต่พออยากเรียน ก็มาทราบว่าไม่มีทุน

เครียดนะตอนนั้น แต่พ่อแม่ก็บอกว่าถ้าอยากเรียนเค้าก็จะส่งให้ แต่เรารู้ว่ามันใช้จ่ายเยอะ ก็เครียด หาทางไปสอบชิงทุนหลายที่เลย หาไม่ได้เลย ส่วนใหญ่ก็จะรับในสายอื่นที่ไม่ตรงกับเรา หรือว่าต้องพูดภาษาญี่ปุ่นในระดับดีมาก แต่ตัวเองพูดได้กลางๆ อันนี้เป็นข้อเสียนะคะ จริงๆ แล้วอุตส่าห์ได้ไปถึงนั่น น่าจะพูดได้ดีกว่านี้

แต่สุดท้ายวันนึง เกือบถอดใจละ อาจารย์เดินมาบอกว่า ทุนเค้าเห็นใจ เห็นว่าเป็นรุ่นแรก จะให้ทุนต่อ โดยมีเวลาแค่2ปี เท่ากับต้องเรียนเอกให้จบภายใน 2 ปี ที่เหลือถ้าไม่จบหาเงินเรียนเอง

เราก็คิดว่า น่าจะไหว เลยรับไป แต่ก็ยังหาว่าทำยังไงให้จบภายใน 2 ปีได้ ก็ไปติดต่อมหาลัย ได้ความว่า ภายใน 1 ปีครึ่ง ต้องมีผลงานตีพิมพ์ 2 เรื่องให้เรียบร้อย ถึงจะขอยื่นจบภายใน 2 ปีได้ทัน คราวนี้ยากเลย คุยกับอาจารย์ เครียดเลย ว่างานวิจัยควรจะทำยังไง ทำแนวไหน เรื่องเก่าควรเอามาต่อยอดยังไง ให้ครอบคลุม ในระยะเวลาที่มันจำกัดค่ะ

drpui3.jpg

เจอโจทย์ยากขนาดนี้ ผ่านพ้นอุปสรรคมาได้อย่างไร

ในกรณีปัญหาของปุ้ย คือได้อาจารย์ที่ดีมาก ด้วยความที่ตอนเรียนปริญญาตรี ไม่มีพื้นฐานทางด้านงานวิจัยเลย เป็นโครงการพิเศษที่ได้ 2 ปริญญาตรี 2 ใบ 2มหาวิทยาลัย ในระยะเวลาแค่ 4 ปี เลยไม่มีการทำปัญหาพิเศษ เราไม่มีพื้นฐานงานวิจัย และไม่มีความรู้เรื่องการเขียนงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์เลย!

แต่อาจารย์ก็ใจดีมาก แนะนำจนเราสามารถที่จะเขียนงานออกมาตีพิมพ์ได้ แนะแนวทางที่จะทำอย่างไรให้มันสำเร็จในระยะเวลาที่เรามีจำกัด อาจารย์เหมือนเป็นพ่อ ที่ไม่ได้เป็นห่วงเราแค่เรื่องเรียน เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ เรื่องเงิน อาจารย์ไม่อยากจะให้เราต้องออกค่าเรียนเองเพราะจะลำบากพ่อแม่ของเราที่ไทย แกพยายามจะช่วยเหลือทุกทางให้เราเรียนจบจนได้

อาจารย์ที่ปรึกษาพูดกับเราว่า

ในตอนนี้งานวิจัยที่เรามีระยะเวลาจำกัด เราจะทำอย่างไรให้งานวิจัยเรามีความสำคัญ ตีพิมพ์ได้และมีประโยชน์ แต่ต้องไม่ใช่งานที่ใหญ่หรือยากจนเกินกว่าที่ระยะเวลาของทุน อาจารย์รู้ว่าใครๆก็อยากให้งานออกมาดี ออกมายิ่งใหญ่ เป็นงานที่ใครๆ ก็ต้องร้องโอ้โห แต่ว่าปุ้ยซังยังมีเวลาอีกทั้งชีวิตที่จะตีพิมพ์งานวิจัยเหล่านั้น ตอนนี้มีหน้าที่เรียนให้จบ สิ่งสำคัญกว่าอื่นใดคือ การเรียนให้จบและให้จบตามกำหนดของทุน

คำนี้จำมาตลอดเลยค่ะ เพราะในชีวิตปริญญาเอกของหลายๆคน แม้กระทั่งเพื่อนพี่น้องที่เรียนด้วยกันที่ญี่ปุ่น บางคนก็อาจจะจบไม่ตามกำหนด เพราะบางทีอาจารย์ที่ปรึกษาต้องการงานใหญ่ ตีพิมพ์ที่มี impact สูง ซึ่งบางทีระยะเวลามันไม่เอื้อจริงๆ

อีกเรื่องคือเรื่องที่หลายๆ คนอาจจะเครียด คิด Topic คิดงานวิจัยไม่ออกว่า จะทำอะไร reviewเปเปอร์มาก็เยอะแยะ ทำไมยังคิดอะไรไม่ออก ปุ้ยเคยเป็นนะคะ วิธีที่มันช่วยได้อย่างนึงคือ การลงพื้นที่จริงๆ เลย ไปคุยเลย คุยกับคนเยอะๆ คุยให้เห็นว่าจริงๆ แล้วนอกจากในเปเปอร์ในงานวิจัยที่เค้าเขียนๆ กันว่า มันมีปัญหาอะไร ในชีวิตจริง สถานที่จริง สถานการณ์จริง เค้าเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไรบ้าง เราจะได้เกิดไอเดียขึ้น

แต่ว่า ถ้าระหว่างทำงานวิจัยแล้ว เกิดคิดอะไรไม่ออกไม่รู้จะทำอะไรต่อไปยังไง อีกวิธีนึงคือ อย่าไปบีบคั้นตัวเองค่ะ ทำใจสบายๆ ไปนั่งเล่น ชมบรรยากาศ ไปเที่ยวเล่น ออกกำลังกาย เดินวิ่งสวนสาธารณะ นั่งมองฟ้ามองดาว หาอะไรกินอร่อยๆ แต่อย่าลืมหาสมุดเล่มเล็กๆ พกติดตัวสักเล่ม เพราะไอเดียรึความคิดอะไรต่างๆ มันมักจะมาในเวลาที่เราผ่อนคลาย สมองปลอดโปร่ง ไม่ต้องพกสมุดจดโน้ตก็ได้ ใส่ไอโฟนเนี่ยแหละ จดโน้ต อัดเสียงเราเก็บไว้ก็ได้ค่ะ

drpui1

เมื่อเรียนจบมาแล้ว มีข้อคิดอะไรที่อยากฝากสำหรับคนที่กำลังเรียนอยู่บ้างคะ

ปุ้ยว่า ที่สำคัญมากๆ คือการเข้าหาอาจารย์ การพูดคุยกับอาจารย์ การรายงานความก้าวหน้า ที่เจอบ่อยๆ คือ เด็กไทยหลายๆ คนเป็นบ่อย หายไป ไม่เข้าหาอาจารย์ พยายามหลบหน้า อันนี้พูดถึงกรณีปริญญาโทด้วย คืองานเสร็จไม่เสร็จ ถึงไหนไม่รู้ แต่ไม่เอางานเข้ามาคุยกับอาจารย์ คือพอเมื่อไม่เข้ามาคุย บางคนกลับไปทำแบบผิดๆ ถูกๆ พอวันนึงมารายงาน ก็ต้องกลับไปแก้ ไปเริ่มต้นใหม่ นับหนึ่งใหม่ คือบางคนกลัวที่อาจารย์จะจี้ จะดุ ตอนปุ้ยจะตีพิมพ์เปเปอร์ คุยกับอาจารย์ทุกวันเลยค่ะ ปรับแก้กันจนวินาทีสุดท้าย

อีกอย่างที่อยากฝากคือ อย่ากลัวความยากลำบากค่ะ อย่ากลัวว่ามันจะเหนื่อย มันจะอดหลับอดนอน ร่างกายหักโหม เพราะเมื่อไหร่ที่คุณตัดสินใจเรียนปริญญาเอก มันคือสิ่งที่คุณต้องเจอ ไม่มีทางหลีกเลี่ยง อันนี้เหมือนขู่กันเลยนะคะ ฮ่า..ฮ่า

อาจารย์ท่านนึงพูดไว้ว่า เมื่อไหร่ที่คุณยังกินอิ่มนอนหลับ ยังใช้ชีวิตปกติสุขดี เที่ยวเล่นสบายใจ แปลว่า คุณยังไม่ใกล้เส้นชัย คิดว่าหลายคน น่าจะผ่านจุดๆ นี้มาเหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้น อย่ากลัวมันค่ะ

ได้เรียนรู้อะไรจากการเรียนปริญญาเอก

การเรียนปริญญาเอกสอนให้เรามีความลึกซึ้ง ลึกซึ้งในงานของเราที่จะทำ มีคนสอนปุ้ยว่า การเรียนเอกคือ เราไม่ต้องรู้กว้าง รู้ทุกเรื่อง แต่เราต้องลงลึก ต้องลึกซึ้ง มี passion ถูกมันดึงดูดลงไป เพื่อสร้างความรู้ใหม่ สร้างแก่น สร้างองค์ความรู้ในแบบเรา ไม่ต้องเข้าใจยาก แต่สามารถเกิดประโยชน์ในวงกว้างเมื่อมีการเผยแพร่งานของเราออกไป

drpui2

สุดท้าย ทุกวันนี้ได้นำเอาสิ่งที่ได้จากปริญญาเอกมาใช้อย่างไรในปัจจุบัน

งานวิจัยเรื่องที่เรียนจบมา เป็นแนวการวางแผนและการสนับสนุนนโยบายเพื่อที่จะใช้สำหรับการเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในพื้นที่ชนบทของประเทศไทย อันนี้ก็ได้ใช้จริงๆ อยู่ในตอนนี้คือ ขณะนี้ทำงานเป็นนักวิจัยที่ ศูนย์ปฏิบัติการวิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์กำแพงแสน ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

ที่ทำงานจะเน้นในเรื่องของพลังงานเพื่อชุมชน สอนชุมชนชาวบ้าน และผู้ที่สนใจ เพื่อสร้างเครือข่ายในการใช้พลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานค่ะ

ส่วนใหญ่เมื่อคิดถึงพลังงานทดแทน คนจะคิดถึง เทคโนโลยีล้ำสมัย คิดถึงอะไรใหม่ๆ ที่ต่างประเทศเขามีกัน แต่ว่าแบบนั้น ชาวบ้านและชุมชนจับต้องไม่ได้ ที่จับต้องได้คือนักธุรกิจเงินหนาๆ แต่จากการทำงานที่นี่ กลับกลายเป็นว่า เราได้มีโอกาสเข้าถึงชาวบ้าน ชุมชนหรือเทศบาลต่างๆ ได้ให้เขาเข้ามาร่วมกับเรา พัฒนาไปด้วยกัน สร้างอนาคตของชาติในเรื่องของพลังงาน โดยเริ่มจากความร่วมมือของคนในชุมชนและสังคมไปด้วยกัน ซึ่งคิดว่ามันดีมากๆ เลยค่ะ

——————–

เพจก็แค่ปริญญาเอกต้องขอขอบคุณ ดร.ปุ้ย ที่มาแบ่งปันประสบการณ์อันมีค่ากับเราที่นี่
ด้วยใจที่มุ่งมั่น และไม่ท้อถอยในวันนั้น ทำให้วันนี้ เรามี ดร.สาวคนเก่ง ที่นำความรู้และทักษะทั้งหมดที่ได้ร่ำเรียนมามาใช้ในการช่วยพัฒนาประเทศอย่างเข้มแข็ง

แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ เร็วๆนี้ค่ะ  

1 Year anniversary

aniversary

สุขสันต์วันครบรอบ 1 ปีของการเปิดเพจก็แค่ปริญญาเอก

ภายในระยะเวลา 1 ปีนี้ มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นที่นี่มากมาย

เราได้ทราบข่าวดีๆ จากแฟนเพจ ว่า
..สอบชิงทุนได้สำเร็จ
..สมัครเข้าเรียนได้สำเร็จ
..สอบ QE ผ่านสำเร็จ
..คิดหัวข้องานวิจัยสำเร็จ
..เขียนโครงร่างงานวิจัยสำเร็จ
..ผลแล็บออกมาสำเร็จ
..เอาชนะความรู้สึกท้อแท้ใจได้สำเร็จ
..กลับไปเริ่มต้นทำวิทยานิพนธ์อีกครั้งได้สำเร็จ
..กลับไปเผชิญหน้ากับอาจารย์ที่ปรึกษาได้สำเร็จ
..จัดการกับคำถามว่า “เมื่อไหร่จะเรียนจบ?” ได้สำเร็จ
..ก้าวข้ามความรู้สึก self-doubt สำเร็จ
..ได้รับการตอบรับตีพิมพ์บทความสำเร็จ
..เรียนจบเป็น ดร. สำเร็จ

ขอแสดงความยินดีกับ”ทุก”ความสำเร็จ
เราเชื่อว่า “ทุก”ความสำเร็จนั้น จะกลายเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ในวันหนึ่ง

1 ปีที่ผ่านมา

ความสำเร็จของคุณคืออะไร?


เจษฎานันท์ เวียงนนท์ :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: A Super Busy Day with a PhD Student :: วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก ::

วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก เปิดพื้นที่ต้อนรับ “ว่าที่ดร.” คนล่าสุด ที่จะมาจับเข่าพูดคุยกับเรา สาวสวย บุคลิกทั้งหวานและเท่คนนี้ คือ เจษ เจษฎานันท์  เวียงนนท์ นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สหสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

jessy5นอกเหนือจากการเรียน เจษยังเป็นมีงานอดิเรกเป็นช่างถ่ายภาพฝีมือระดับเทพอีกด้วย เพจก็แค่ปริญญาเอก รับรองว่า คุณจะมีความสุขถ้าได้อ่านแนวคิดดีๆ จากสาวคนนี้ เราไปคุยกับเธอกัน…

ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอกคะ

ที่ตัดสินใจเรียนปริญญาเอก เพราะอยากใช้ความรู้ด้านนี้ทำงานเป็นหลักค่ะ เป็นอาชีพที่นอกจากว่าเราทำงานแล้วได้ตัง งานเรายังให้ประโยชน์อะไรกับคนอื่นได้ด้วย เพราะเป็นงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จริงๆในสายงาน จบ ป.ตรี ป.โทก็ทำได้ดีแล้วค่ะแต่การต่อยอดเพื่อนำไปใช้งานจริง บางที ก็ต้องการในส่วนของความเชี่ยวชาญและความชำนาญเฉพาะทางด้วย ก็จะทำให้ทำงานได้กว้างขึ้นอีก ถือว่ามาเรียนเพื่อฝึกวิทยายุทธและกำลังภายในอีกขั้นหนึ่ง

jessy.jpg

ตอนนี้การเรียนเป็นยังไงบ้างคะ

ภาพรวมการเรียนช่วงนี้กำลังไปได้สวยค่ะ หลังจากที่ฝ่าฟันผ่านปัญหาและอุปสรรคมามากมายเหลือเกินกว่าจะได้หัวข้องานวิจัยที่ลงตัว สุดท้ายก็เลือกสิ่งที่เราถนัด ดีกว่าสิ่งที่อยากทำแต่ไม่ถนัด ตอนนี้กำลังเก็บข้อมูลภาคสนาม เตรียมสอบโครงร่างค่ะ

jessy1.jpg

แบ่งเวลาในการเรียนกับชีวิตส่วนตัวอย่างไรคะ

การแบ่งเวลาของชีวิตนี่สำคัญมากค่ะ งานที่ทำประจำต้องหยุดหมดทุกอย่าง เพื่อมาโฟกัสเรื่องเรียน ต้องยอมแลกค่ะ

เคยผ่านช่วงที่ทำงานด้วยเรียนด้วย มันยากมากและเมื่อเราต้องเลือกเมื่อมีงานสำคัญมาชนกันเราก็ตองเลือกการเรียนก่อนค่ะ

ตอนนี้งานอดิเรกคือการถ่ายภาพ จริงๆมันก็คือสิ่งที่รักอีกอย่างหนึ่ง แต่เราต้องเลือกสิ่งที่”ต้อง”ทำก่อนสิ่งที่”ชอบ”ทำ เพราะเราไม่ได้มาถึงจุดนี้เพื่อเราคนเดียว ทำเพื่อครอบครัวด้วย

jessy4.jpg

ช่วยนิยามคำว่า Super Busy ในแบบของนักศึกษาปริญญาเอกหน่อยค่ะ

คำว่า super busy นี่คือ คนเรียนปริญญาเอกจะรู้และเข้าใจพวกเดียวกัน สิ่งที่เป็นอยู่บ่อยๆ และบางทีก็เป็นต่อเนื่องแบบหลายๆวัน มันคือ ภาวะของการที่ต้อง อดนอนต่อกันหลายๆคืน

กลางวันต้องไปเรียน เสาร์อาทิตย์อ่านหนังสือสอบ กลับบ้านต้องหอบ Journalไปอ่านด้วย บางที แม้กระทั่งตอนฝันก็ยังฝันเรื่องเรียน (หัวเราะ)

พอวันหยุดทีนี่จะดีใจมาก ต้องวางแผนหาวันหยุด ให้ตัวเองพักร่างกันเลยทีเดียวค่ะ

jessy3.jpg

คิดว่าสิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกคืออะไรคะ

การเอาชนะใจตัวเอง ท่ามกลางแรงเสียดทาน แรงกดดันจากภายนอก ท่ามกลางสภาวะย่ำแย่ทั้งร่างกายและการเงิน

กำลังใจจากรอบข้างมากมายแค่ไหนก็สู้กำลังใจของตัวเองไม่ได้หรอกค่ะ เราต้อง Strong อึดถึกทนเท่านั้น ถึงจะรอด

แล้วคิดว่าทำอย่างไรที่จะผ่านมันไปได้คะ

อย่างแรกคือ  ต้องบอกตัวเองว่า เราจะผ่านมันไปได้ด้วยดี และเราต้องทำได้

ไม่ใช่นั่งมโนเฉยๆ ต้องลงมือทำโดยต้องวางแผนก่อนนะคะ เวลาคือสิ่งที่มีค่าที่สุด ราคาแพงที่สุด แล้วการผ่านไปจะไม่เปล่าประโยชน์

เจษจะยึดคติที่ว่า “สิ่งไหนเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ” คิดบวกไว้ดีกว่าคิดลบๆ บั่นทอนตัวเอง ถึงโลกจะไม่สวยอย่างที่เป็นแต่โลกที่โหดร้ายจะทำอะไรเราไม่ได้ แล้ววันนึงเราก็จะพุดได้ว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง”

เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ

เมื่อเรียนจบแล้ว อย่างแรกที่จะทำคือ ทำงานเอาเงินคืนแหล่งทุน ก็คือพ่อแม่นี่ล่ะค่ะ
เราจบนี่เราดีใจมากแค่ไหน คนที่บ้านเราลุ้นและเกร็งกว่าเราอีกนะคะ

jessyy5.jpg

….บทสนทนาของเราจบลงด้วยรอยยิ้มหวานของเธอ เพจก็แค่ปริญญาเอก รู้สึกได้ถึง พลังความสุขในการเรียนของหญิงสาวคนนี้ เจษมีความมุ่งมั่น หลงใหลในสิ่งที่ตนเรียนรู้ และยังเป็นสาวคิดบวก มองโลกในแง่ดี เราขอให้เจษเดินทางไปให้ถึงวันแห่งความสำเร็จนั้นในเร็ววัน

แขกรับเชิญคนต่อไป ที่จะมาเปิดมุมมองใหม่ๆ ด้านการศึกษาให้กับคุณ จะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ ที่เดียว !!!

เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง!?

img_3457

จุดที่กินกาแฟแก้วที่ห้าแล้วไม่รู้สึกอะไร

จุดที่สิ่งที่โหยหาและอยากทำที่สุดคือการนั่งอ่านและเขียนอยู่กับบ้าน

จุดที่คุยกับคนรักแต่ใจนึกถึงข้อถกเถียงทางวิชาการ

จุดที่ความสุขที่สุดของวันคือการได้เดินออกไปสั่งข้าวกะเพราไก่ไข่เจียวที่ร้านข้างบ้าน

จุดที่การกลืนยาขมง่ายกว่าการไปเจอหน้าอาจารย์ที่ปรึกษา

จุดที่การตรวจหาคำที่พิมพ์ผิด สะกดผิด และเว้นวรรคไม่ถูกต้อง กลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

จุดที่เสียศูนย์และสับสนจนบางทีลืมไปว่าเราเคยรู้เรื่องอะไรบ้าง

จุดที่เพลงพี่เบิร์ด “ก็ต่อเวลาอีกที ซิ ต่อมันไป อีกที ไม่มี ใครว่า ต่อเวลาอีกที ซิ ต่อกันไป อีกที ก็คง ดีกว่า..” เล่นบรรเลงอยู่ในหัวตลอดเวลา

จุดที่การมองหน้าและยิ้มให้กับตัวเองในกระจกเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในสารบบของชีวิตมานานแล้ว

จุดที่โยนหนังสือทุกอย่างลงถังขยะ..และบอกว่า “พอกันที” แล้วคุ้ยหาทุกอย่างกลับคืนในห้านาทีต่อมา

จุดที่มองค้างที่ฝาผนัง..เริ่มทบทวนและตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองอย่างหนักอีกครั้ง

แล้วคุณล่ะ..อยู่จุดไหนของชีวิตปริญญาเอก?

———–

Credit photo: http://www.mamasybebes.com/empezando-la-escuela/
#justaphd #ก็แค่ปริญญาเอก #ปโทก็เช่นกัน

Just a PhD 

ระหว่างเส้นทางสู่ปริญญาเอก

อุปสรรคภายนอกว่ายากแล้วอุปสรรคภายในใจยากยิ่งกว่า

ถ้าผู้เรียนไม่สามารถเอาชนะอุปสรรคภายในใจได้ตั้งแต่วันนี้ การจะเดินถึงจุดหมายคงอีกยาวนาน…

ลองฝึกพูดในใจว่า “ก็แค่ปริญญาเอก” ในทุกวัน ให้จิตใต้สำนึกเกิดความเชื่อฝังลึกลงไปว่า…

ก็แค่นั้นจริงๆ ไม่มีอะไรยากเกินกว่าที่ตัวเราจะทำไม่ได้

ถึงแม้ตอนพูดครั้งแรก จิตสำนึกจะรู้สึกเขินอาย ต่อต้าน ไม่เชื่อ และไม่เห็นด้วยเลยก็ตาม
พูดบ่อยๆ ก็จะชินและอินไปเอง

เมื่อความเชื่อปรากฎขึ้นจากภายในส่วนลึก

อุปสรรคภายนอกจะดูเล็กลงทันที
เพราะ “ก็แค่ปริญญาเอก” ไม่ใช่การดูถูกหรือไม่ให้คุณค่ากับ “ใบปริญญา”

แต่ “ก็แค่ปริญญาเอก” ให้ความสำคัญกับคุณค่าของ “ผู้เรียน”

เมื่อใดที่สามารถเชื่อได้อย่างลึกซึ้งว่า ปริญญาเอกไม่ได้ยากเกินความสามารถของตัวเอง เมื่อนั้นความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล

ข้างในส่วนลึก หยุดกลัว หยุดร้องไห้ และหยุดไม่เชื่อมั่น
ลุกขึ้นมาอินและชินกับการพูดว่า “ก็แค่ปริญญาเอก”
ให้เกียรติและเห็นคุณค่าของตัวเองในทุกวัน

เพราะถ้าตัวเองไม่เห็นคุณค่าของ “ตัวเอง”

“ใบปริญญา” จะเห็นคุณค่าของตัวเราได้อย่างไร

การลดจำนวนคำในวิทยานิพนธ์ 

วันนี้ขอแชร์ประสบการณ์เรื่องของการลดจำนวนคำในวิทยานิพนธ์ค่ะ

ด้วยการเขียนวิทยานิพนธ์สายสังคมศาสตร์ในประเทศอังกฤษมีการกำหนดจำนวนคำไว้ที่ประมาณ 80,000 คำ
ตลอดระยะเวลาของการเขียนงานในช่วง 2-3 ปีนั้น สิ่งที่ผู้เขียนมักจะทำคือกดไปที่โปรแกรม word count เพื่อนับจำนวนคำที่เขียนได้ในแต่ละวัน

ทุกครั้งที่เห็นจำนวนคำที่เพิ่มขึ้นก็จะภูมิใจเล็กๆ กับตัวเองว่า ที่นั่งหลังขดหลังแข็งในวันนี้เขียนไปได้กี่คำแล้ว
บางวันได้ 2,000 คำ หรือบางวันได้ 5,000 คำ
เขียน นับ เขียน นับ ไปเรื่อยๆ เช่นนั้นในทุกวัน
ถึงแม้จะรู้อยู่ว่าปริมาณเป็นคนละเรื่องกับคุณภาพ
แต่การเห็นผลลัพธ์เป็นจำนวนคำที่เพิ่มขึ้นก็เป็นกำลังใจที่ดีในทุกวัน
จนถึงช่วงท้ายของการเขียน เมื่อนำเนื้อหาทุกส่วนมารวมเป็นวิทยานิพนธ์ทั้งเล่ม ปรากฎว่าจำนวนคำทั้งหมด มีกว่า 140,000 คำ !!!
เกินกว่าที่มหาวิทยาลัยกำหนดไปมาก เรียกว่าเกือบจะเป็นวิทยานิพนธ์ได้ 2 เล่ม

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงต้องเข้าสู่อีกกระบวนการหนึ่งที่ยากไม่แพ้การสร้างคำให้ปรากฎ นั่นก็คือการลดจำนวนคำ
คำและประโยคที่ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาต้องถูกตัดออกเป็นจำนวนมาก

ในขั้นตอนนี้ การทำใจให้ยอมรับและพิจารณาว่าคำใดที่ไม่ใช่ หรือประโยคใดควรตัดออกเป็นเรื่องยาก
หลักเกณฑ์ที่ใช้ คือ ไม่เสียดาย !!
กล้าหาญที่จะตัดทอนคำหรือประโยคที่ไม่ใช่ออก

ให้มองว่าการตัด ละ ทิ้ง บางคำ บางประโยคออกไปนั้น ไม่ใช่การ “เสีย” แต่เป็นการ “ได้”
เช่น ทักษะในการไตร่ตรองที่ดี และ ทักษะในการตัดสินใจอย่างเหมาะสม ฯลฯ

และเมื่อสามารถลดคำลงมาได้ตามข้อกำหนด ก็ทำให้เห็นว่างานกระชับ เรียบง่าย ได้ใจความกว่าเดิมเยอะ

เรียนรู้เลยว่าการแก้ไขและปรับปรุงวิทยานิพนธ์ให้กระชับ เรียบง่าย ได้ใจความ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากแต่เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก

การขัดเกลาผลงานควรเป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการทำวิทยานิพนธ์
อย่าหยุดเจียระไนงานชิ้นเอก…และพยายามไปให้ถึงซึ่งแก่นความรู้ที่แท้จริง
และในขั้นตอนของการขัดเกลานี้ หากจำเป็นต้องปล่อยวางบางคำ บางประโยค หรือ แม้แต่ปล่อยวางตัวตนของเราเอง ก็จักต้องทำเพื่อผลงานที่ดีที่สุด

ในระหว่างการลดจำนวนคำในวิทยานิพนธ์…

สิ่งที่ผู้เขียนยังคงทำอยู่คือกดไปที่โปรแกรม word count เพื่อนับจำนวนคำที่ลดลงในแต่ละวัน เพราะการเห็นผลลัพธ์เป็นจำนวนคำที่ลดลง คือ กำลังใจที่ดีในทุกวัน

ไปต่อไป ชีวิตปริญญาเอก…

#justaphd

Credit photo: http://tapastic.com/episode/12949

8 ข้อแนะนำในการเลือกหัวข้อวิจัยปริญญาเอกที่ “ใช่”

img_3298
1. เริ่มต้นจากความรักและชอบ หรือ มีที่มาจากภูมิหลัง ความรู้ และทักษะที่ผู้เรียนมีความถนัดหรือสนใจ เพราะผู้เรียนต้องอยู่กับวิจัยนี้เป็นระยะเวลานาน หัวข้อที่ “ใช่” ควรเป็นเรื่องที่ผู้เรียนมี ฉันทะ หรือ ใจที่รักในหัวข้อนั้น

2. ต้องมีความชัดเจน มีประเด็นหลักเพียงประเด็นเดียว อย่าศึกษาหลายประเด็น เพราะเพียงแค่ประเด็นเดียวกับการศึกษาให้ได้ลึกซึ้งตามมาตรฐานของปริญญาเอกก็ท้าทายมากพอแล้ว

3. ยิ่งผู้เรียนมองเห็นภาพชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นได้มากเพียงใด ก็ยิ่งสะท้อนความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จ ลองตั้งคำถามแล้วตอบให้ได้ว่า หัวข้อวิจัยที่จะทำนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม และ อย่างไร เมื่อนำคำตอบทุกข้อมารวมกันแล้วดูมีเหตุผล มีความเชื่อมโยง ก็น่าจะมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง ในช่วงการเลือกหัวข้อ ควรคิดให้รอบ มองให้ทะลุ เพราะการคิดให้เยอะตั้งแต่แรกจะช่วยให้เหนื่อยน้อยลงระหว่างการลงมือทำ

4.ไม่จำเป็นต้องคิดหัวข้อที่ยิ่งใหญ่ หรูหรา อลังการ โดยหวังว่ายิงปืนนัดเดียว จะได้ทั้งใบปริญญาและรางวัลโนเบล ควรเลือกหัวข้อที่มีขนาดพอเหมาะสามารถทำให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด ส่วนการคว้ารางวัลระดับโลกนั้น ค่อยทำเมื่อเรียนจบปริญญาเอกแล้วก็ยังไม่สาย

5. ผู้เรียนควรพิจารณาความเป็นไปได้ในแง่ของการเก็บข้อมูล การลงพื้นที่วิจัย และประชากร ผู้ให้ข้อมูล ต้องพิจารณาว่าเป็นหัวข้อที่มีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอ ข้อมูลต่างๆสามารถเผยแพร่ได้ และผู้เรียนสามารถเข้าถึงซึ่งแหล่งที่มาของข้อมูลได้ เป็นต้น

6. หัวข้อวิจัยที่ “ใช่” นั้นไม่ได้หล่นลงมาจากฟากฟ้า ผู้เรียนต้องขวนขวายเป็นอย่างมาก เช่น เริ่มต้นจากการสำรวจวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องสัก 20 ชิ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งไอเดียที่ “ใช่” การอ่านที่เพียงพอจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถระบุชัด รวมถึงจำกัดขอบเขตงานวิจัยให้มีความพอดีและเฉพาะเจาะจงได้

อย่านั่งเฉย แล้วตีโพยตีพายว่าคิดหัวข้อไม่ออก เพราะถ้าผู้เรียนไม่ยอมออกไปเผชิญโลกกว้างของวิชาการ ไม่ติดตามข่าวสาร หรือ ไม่เห็นปรากฎการณ์ของปัญหาสังคมในแง่มุมต่างๆ ผู้เรียนก็จะคิดหัวข้อไม่ออกอยู่เช่นนั้น

7. บางทีหัวข้อวิจัยที่ “ใช่” ก็เริ่มจาก คำที่ “ใช่” เพียงคำเดียว ค้นหา ระบุ คำที่สนใจแล้วลองศึกษาคำๆนั้นลงไปในเชิงลึก ระหว่างการอ่านหนังสือต่างๆ จึงควรจด คำหรือประเด็น ที่ดูเข้าท่า น่าสนใจไว้ แล้วค่อยๆ ค้นคว้า อ่าน และ พิจารณาเพื่อนำมาพัฒนาเป็นประเด็นคำถามวิจัยต่อไป

8. ผู้เรียนต้องมีความยืดหยุ่น อย่าถึงขั้นยึดติดกับหัวข้อวิจัยที่คิดได้ในตอนแรกนี้ เพราะการวิจัยเป็นกระบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้เรียนต้องพร้อมที่จะปรับหัวข้อเพื่อรับกับสถานการณ์ เหตุและปัจจัยที่ผันแปรได้เสมอ

หัวข้อวิจัย คือ จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตการวิจัยของผู้เรียน การเฟ้นหาหัวข้อวิจัยปริญญาเอกที่ “ใช่” จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เปรียบเสมือนการติดกระดุม ถ้าติดเม็ดแรกถูก เม็ดต่อๆไปก็จะถูกด้วยเช่นกัน…

ขอให้เจอกับหัวข้อที่ “ใช่” ในเร็ววัน 

#เพจก็แค่ปริญญาเอก

———————

โหลด #สติ๊กเกอร์ไลน์ จาก #เพจก็แค่ปริญญาเอก ไปใช้ระหว่างทำวิทยานิพนธ์ได้แล้วที่

http://line.me/R/shop/detail/1229828

[หรือค้นหา Just a PhD]

#สติกเกอร์ #น่ารักมาก #โหลดเลย