อะไรคือความเหมือนและแตกต่างระหว่างปริญญาโทและเอก?

red-sneakered-feet-walking-towards-phd.jpg

ปริญญาโทและปริญญาเอกมีความเหมือนกันตรงที่

ทั้งสองเป็นการเรียนในระดับอุดมศึกษา หรือ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า higher education ซึ่งหมายถึงการศึกษาในระดับที่สูงกว่าขั้นพื้นฐาน โดยปริญญาโทและเอกนั้นถูกจัดอยู่ในกลุ่มของการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (graduate studies/ postgraduate studies)

อันเป็นการเรียนที่ต่อยอดมาจากปริญญาตรี เป็นการเรียนในระดับที่ก้าวหน้าและสูงขึ้น โดยทั่วไปแล้วหมายถึง การเรียนที่แคบลง เฉพาะเจาะจง และมีความลึกซึ้งมากขึ้น รวมถึงเป็นการเรียนที่เน้นการฝึกนำความรู้ทางทฤษฎีไปวิเคราะห์ และทำความเข้าใจปรากฎการณ์ต่างๆ เรียนรู้ทักษะการประยุกต์และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ นอกเหนือจากการเรียนเพื่อเพิ่มพูนตัวความรู้เพียงอย่างเดียว ปริญญาโทและปริญญาเอกจึงเป็นการเรียนที่เน้นการนำศาสตร์ไปใช้ได้จริงอย่างเหมาะสม

สำหรับทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้นี้ อาจจะทำผ่านการเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาหรือไม่จำเป็นก็ได้ เพราะบางคนเรียนจบระดับปริญญาตรี พบอาชีพที่เหมาะกับตัวเอง มีโอกาสพัฒนาทักษะต่างๆในที่ทำงานจริง เมื่อฝึกฝนจนชำนาญก็ส่งผลให้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก โดยไม่ต้องจบปริญญาโทและปริญญาเอกเลยก็ได้

ด้วยเหตุนี้ ใบปริญญาจึงเป็นเครื่องหมายการันตีการสำเร็จการศึกษาในระบบ เพื่อแสดงให้ผู้จ้างงานทราบว่าบุคคลนี้ได้ใช้ช่วงระยะเวลาหนึ่งในการเพิ่มพูนความรู้ ฝึกฝนทักษะต่างๆ ตามมาตรฐานข้อเรียกร้องของมหาวิทยาลัยมาแล้ว แต่ใบปริญญาไม่สามารถสะท้อนทุกแง่มุมของบุคคลนั้นได้ หรือไม่สามารถการันตีความสำเร็จนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้ เพราะการที่จะก้าวหน้าในชีวิตได้หรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นกับใบปริญญาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าบุคคลนั้นจะต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ยังคงตั้งมั่นอยู่กับการฝึกฝน ขัดเกลา พัฒนาทักษะความรู้ให้เหมาะสมกับงานและชีวิตอย่างต่อเนื่อง

ปริญญาโทและปริญญาเอกมีความต่างกันตรงที่

ปริญญาโท เน้น การเรียนการสอนรายวิชา (Course work) ในระดับที่ก้าวหน้าและสูงขึ้น โดยอาจจะมีหรือไม่มีการทำวิจัยก็ได้

ปริญญาเอก เน้น การทำวิจัย (Research) ในระดับที่ก้าวหน้าและสูงขึ้น โดยอาจจะมีหรือไม่มีการเรียนการสอนรายวิชาก็ได้

จึงเห็นได้ชัดว่า การเรียนปริญญาเอก เป็นการเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะการทำวิจัยเป็นสำคัญ เพราะเชื่อว่าในที่สุดของการเรียนรู้ ผู้เรียนจำเป็นต้องค้นคว้าและสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ๆได้ด้วยตนเอง โดยให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติผ่านการทำวิจัยในหัวข้อที่มีขนาดเล็ก แต่ลงไปให้ลึกถึงแก่นของความรู้ และในที่สุดสามารถสร้างองค์ความรู้ในแบบฉบับของตัวเองและขยายองค์ความรู้นั้นให้เป็นประโยชน์ในวงกว้าง

ตลอดระยะเวลาการเรียนปริญญาเอก 3-6 ปี ทักษะที่จะได้รับ คือ ทักษะการวิจัย ทักษะในการแสวงหาความรู้ และการต่อยอดองค์ความรู้ด้วยตัวเอง

ในขณะที่ การเรียนปริญญาโท เป็นการเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ทราบในองค์ความรู้ที่เฉพาะเจาะจงและลึกซึ้งกว่าระดับอื่นๆที่ผ่านมา อีกทั้งได้ฝึกฝนประยุกต์ความรู้ทางทฤษฎีไปใช้ในบริบทต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม แต่ไม่ถึงกับต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ ลึกซึ้งถึงแก่นเท่ากับปริญญาเอก ในเชิงเปรียบเทียบ การเรียนในระดับปริญญาโทจึงจะมีความกว้างขวางในแง่ขององค์ความรู้มากกว่าการเรียนในระดับปริญญาเอกที่ใช้เวลาโดยส่วนใหญ่มุ่งศึกษาหัวข้อวิจัยเพียงเรื่องเดียวอย่างลึกซึ้ง

ในแง่นี้ ความรู้ในระดับปริญญาโทก็จะเหมาะและตอบโจทย์กับงานที่มีความกว้างและหลากหลาย และก็เพียงพอในการนำไปปรับใช้กับชีวิตและงานต่างๆ ได้ เพราะในความเป็นจริงเมื่อไปทำงานนั้นๆ ผู้เรียนจบไม่ว่าจะในระดับใด ก็จำเป็นต้องไปสั่งสมประสบการณ์และความชำนาญต่างๆ ในสายอาชีพนั้นๆ เพิ่มเติมอยู่ดี

ก่อนจะตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทหรือปริญญาเอก

ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของการศึกษาในแต่ละระดับ อีกทั้งต้องพิจารณาไปที่ความต้องการของตัวเองว่าสนใจทำอาชีพอะไร สายงานที่มีความชอบ มีความถนัดคืออะไร และสำหรับเส้นทางแห่งวิชาชีพของตนนั้น การเรียนต่อในระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกนั้นจะช่วยเอื้อประโยชน์ใดให้กับตัวผู้เรียนและให้กับงานนั้นๆ หรือไม่อย่างไร

เพราะในบางสายงาน การเรียนจบปริญญาเอกก็ไม่มีความจำเป็น หรืออาจถูกมองว่าเป็นความฟุ่มเฟือยที่เกินตัว เพราะผู้จ้างงานอาจไม่มีความสนใจพนักงานที่มีทักษะการวิจัย การถ่ายทอดความรู้ หรือการต่อยอดองค์ความรู้ ในขณะที่บางสายงาน ทักษะการวิจัย การถ่ายทอดความรู้ และ การต่อยอดองค์ความรู้ นั้นเป็นที่ต้องการอย่างมาก

แต่หากผู้เรียนมองทะลุลงไปและเห็นว่า ถึงแม้ผู้จ้างงานจะไม่สนใจ แต่ตัวผู้เรียนเองนั้นมีความสนใจที่จะเพิ่มพูนทักษะการวิจัย ต้องการเรียนรู้ ฝึกฝน เกี่ยวข้องอยู่กับ การวิจัยในประเด็นใดประเด็นหนึ่งในช่วงระยะเวลา 3-6 ปี

เพราะเห็นประโยชน์ของการฝึกฝนเคี่ยวกรำตัวเองในทางนี้ การเรียนปริญญาเอกก็จะเอื้อประโยชน์ที่สอดคล้องตามสิ่งที่ผู้เรียนเข้าใจและเห็นซึ่งประโยชน์แล้วนั้น

ดังนั้นการจะเรียนหรือไม่เรียนปริญญาเอกนั้น จะต้องพิจารณาไปที่ ฉันทะและความสนใจของผู้เรียน รวมถึง เส้นทางการเจริญเติบโตในสายวิชาชีพที่สนใจ และความต้องการของผู้จ้างงาน เป็นสำคัญ เพราะในประการแรก ถ้าผู้เรียนไม่ได้มีความรักชอบ ในการทำงานวิจัย ในการแสวงหาความรู้ และการแบ่งปันมุมมองใหม่ๆ ในเชิงวิชาการ และในประการที่สอง หากปริญญาเอกที่เรียนนั้นจะไม่ได้สร้างประโยชน์ใดให้กับงานหรือผู้จ้างงาน การไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งปริญญาเอกก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำหรือจำเป็นนัก 

ก่อนจะตัดสินใจเรียนปริญญาเอกจึงจำเป็นต้องตรวจสอบปัจจัยต่างๆของตัวเอง เช่น ความสนใจและความพร้อมของตัวเองด้วย  เพราะภาระในการทำวิจัยเพื่อให้แล้วเสร็จเพื่อบรรลุตามมาตรฐานของปริญญานั้น มีความท้าทายและความยากในตัวของมันเอง ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องจัดการกับสภาวะแวดล้อมและปัจจัยอื่นๆ ของตัวเองให้แล้วเสร็จก่อนตัดสินใจสมัครเรียน ต้องแน่วแน่ ชัดเจน กับตัวเองและทางที่เลือกเดินว่าใช่แล้ว ดีแล้ว เพราะเมื่อเจอความท้าทายข้างหน้า อย่างน้อยความตั้งใจและเข้าใจในเบื้องแรกก็จะทำให้ผู้เรียนมีกำลังใจที่จะมุ่งมั่นไปให้ถึงซึ่งความสำเร็จได้ในที่สุด

#เพจก็แค่ปริญญาเอก
@Copyright 2016 Dr. Pad Lavankura #เพจก็แค่ปริญญาเอก

ติดตามข้อคิด มุมมอง และเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจดีๆ เกี่ยวกับการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาได้ที่ Facebook ก็แค่ปริญญาเอก

Credit Photo from: https://www.timeshighereducation.com/news

 

ความรู้ที่ควรรู้

รู้อะไร ไม่สู้ รู้ “วิชา” รู้วิชา ไม่สู้ รู้จัก “ตัวเอง”

รู้จักตัวเอง ไม่สู้ รู้จัก “วิธี” เอาชนะตัวเอง

รู้จัก “วิธี” เอาชนะตัวเอง ไม่สู้ รู้จักการ “ปล่อยวาง” ตัวเอง

ช่วงเวลาของการทำวิจัยระดับปริญญาเอก คือ ช่วงเวลาของการบ่มเพาะ “ความรู้”

ระหว่างการออกตามหา “วิชา” เราจะได้ รู้จัก “ตัวเอง” รู้จัก “วิธี” เอาชนะตัวเอง และ รู้จักการ “ปล่อยวาง” ตัวเอง ด้วย

คุณค่าที่สำคัญอย่างแท้จริงของการศึกษาอยู่ที่ การ “รู้” อย่างลึกซึ้ง ในทั้ง 4 ประเด็นนี้

อย่าไปยึดติด ยึดเหนี่ยว ไว้ที่แค่ รู้ “วิชา”

เพราะการมุ่งแต่รู้ “วิชา” เพียงอย่างเดียว แต่ลืมมองกลับเข้ามาข้างในตัวเอง เป็นความไม่สมดุลของชีวิต

จงพยายามใช้โอกาสที่มีในการยอมรับ ฝึกฝน ขัดเกลา และพัฒนาตัวเอง ในมิติสำคัญภายในด้วย

นอกสนามการเรียนปริญญาเอก….

อาจไม่มีเวทีหรือพื้นที่ ที่จะทำให้เราได้ สานต่อความรู้ ทั้ง 4 เรื่องนี้ อย่างเข้มข้น เท่ากับช่วงระยะเวลาการเรียนปริญญาเอกอีกแล้ว

หรือ

อาจมีเวทีหรือพื้นที่ ที่จะทำให้เราได้ พัฒนาความรู้ ทั้ง 4 เรื่องนี้ อย่างเข้มข้น มากกว่าการเรียนปริญญาเอกก็เป็นได้

ท้ายที่สุด การรู้ แค่ “วิชา” ไม่สามารถทำให้เราฝ่าฟันอุปสรรคความท้าทายของชีวิตไปได้ สิ่งที่จะอยู่กับเราในทุกๆสถานการณ์ของชีวิต คือ ความ “รู้” เกี่ยวกับตัวเอง “วิธี” เอาชนะตัวเอง และ การปล่อยวางตัวเอง


Credit photo: http://www.mindbodygreen.com/0-4458/10-Life-Changing-Tips-Inspired-By-Rumi.html

Be Real

จะมีสักกี่ครั้งที่ชีวิตจะส่ง”บทเรียน”ให้เราได้”จริง”กับตัวเอง
การเรียนปริญญาเอก เป็น “บทเรียน” แบบเข้มข้นในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี
ที่เราจะได้..
1.เปิดใจ เรียนรู้ “จุดอ่อน” ของตัวเอง

2.ค้นหา “วิธีก้าวข้าม” ข้อจำกัดนั้น

3.พัฒนา “ศักยภาพที่แท้จริง” ของตัวเอง
นี่คือช่วงเวลาของคน “จริง” เท่านั้น
อย่าพลาด “โอกาส” สำคัญ
ก็แค่”จริง”กับตัวเอง

ก็แค่ปริญญาเอก


#JustBeReal #JustaPhD #ปโทก็เช่นกัน

งานวิจัยที่ดี และ ชีวิตที่ดี

ในโลกแห่งวิชาการ ‪‎งานที่ดี ต้องมีความชัดเจน มีเป้าหมาย มีทิศทาง ผู้วิจัยเข้าใจในงาน เห็นคุณค่า ความหมาย ความสำคัญ เห็นประโยชน์ในสิ่งที่ตนเองทำ อิ่มเต็มสมบูรณ์อยู่ในที ในขณะเดียวกัน ต้องเปิดพื้นที่ให้โอกาสผู้อื่น ในการอภิปราย ต่อยอด และสร้างองค์ความรู้ใหม่ต่อๆไป

ไม่มีความจำเป็นที่ต้องยึดติด หรือ ด่วนสรุปว่าความเห็นหรือข้อค้นพบนั้นแน่นอนและดีที่สุดแล้ว

ในพื้นที่ เวลา บริบท หรือ ตัวละคร ที่แตกต่าง ความคิดเห็นและข้อค้นพบผันแปรได้เสมอ

โดยทั่วไป นักวิจัยจะไม่บอกว่า…

สิ่งนี้ถูกทั้งหมด สิ่งนี้ผิดทั้งหมด

สิ่งนี้ใช่ สิ่งนี้ไม่ใช่

สิ่งนี้คือสีขาว สิ่งนี้คือสีดำ

การเขียนอธิบายพื้นที่สีเทาให้เกิดความกระจ่าง เป็น “ศิลปะ” ที่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างถี่ๆ ซ้ำๆ

และบางทีนั่นหมายถึง ร้อยดราฟท์ และร้อยการแก้ไข

ย้ำ ซ้ำ ทวน กันไม่รู้กี่รอบ พิจารณากันไม่รู้กี่ครั้ง กว่าจะได้งานเขียนที่ส่งออกและเผยแพร่ได้

เคยสังเกตหรือไม่ว่า…

เวลาเราด่วนสรุป ใช้ใจที่หยาบ อ่านน้อย รู้น้อย ทึกทักเอาเองว่าเหล่านั้นคือดี แล้วเขียนงานส่งออกไป

เราต้องกลับไปแก้ไขงานที่เกิดจาก ใจที่หยาบ อ่านน้อย รู้น้อย นั้นอีกกี่ครั้ง

ใจที่หยาบ อ่านน้อย รู้น้อย ทึกทักเอาเองว่าเหล่านั้นคือดีแล้ว ไม่เหมาะกับงานเขียนดุษฎีนิพนธ์

ใจที่หยาบ อ่านน้อย รู้น้อย แต่ ถ่อมตน รู้ชัดอยู่ว่าทุกประเด็นขัดเกลาได้อีก ดีได้อีก และละเอียดได้อีก เหมาะกับงานเขียนดุษฎีนิพนธ์

‪‎ในโลกแห่งความเป็นจริง

ถ้าหากเราด่วนสรุป ใช้ใจที่หยาบ รู้น้อย ทึกทักเอาเองว่าเหล่านั้นคือดี แล้วกระทำบางอย่างลงไปกับ ‪#‎ชีวิต ของเราล่ะ

เราต้องกลับไปเรียนรู้ รับผลของชีวิตที่เกิดจาก ใจที่หยาบ รู้น้อย นั้นอีกกี่รอบ

ไม่ใช่แค่ การเขียนดุษฎีนิพนธ์

การใช้ชีวิต ยืน เดิน นอน นั่ง หรือ แม้แต่หายใจ

มนุษย์ต้องหมั่นพิจารณาเสมอว่า เราได้ทำดีแล้ว ถูกแล้ว มีจุดยืน และไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ทุกประเด็นในชีวิต ขัดเกลาได้อีก ดีได้อีก และละเอียดได้อีกเสมอ

อย่าหยุดขัดเกลาตัวเองเลย เพราะเหลี่ยมคมที่ยังไม่ลงตัว อาจเผลอไปเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

งานวิจัยที่ดี และ ชีวิตที่ดี จึงหมายถึง การกระชับพื้นที่ของตัวเอง และ ไม่รุกล้ำก้าวก่ายพื้นที่ของคนอื่น (แบบไร้ที่มา ปราศจากเหตุผลที่เหมาะที่ควร)

เรียนรู้ ฝึกฝน ขัดเกลา ในพื้นที่ของตัวเองให้แตกฉาน

งาน และ ชีวิต ที่มีคุณภาพ คือ งานและชีวิต ที่ได้ผ่านการฝึกฝน ขัดเกลา เคี่ยวกรำ เจ็บปวด และจริงที่สุดกับตัวเองมาแล้วทั้งนั้น

เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังอยู่ในกระบวนการของการ ฝึกฝน ขัดเกลา เคี่ยวกรำ เจ็บปวด และ จริงที่สุดกับตัวเอง

ไม่มีอะไรถูกทั้งหมด ไม่มีอะไรผิดทั้งหมด

ไม่มีอะไรใช่ ไม่มีอะไรไม่ใช่

ไม่มีอะไรขาว ไม่มีอะไรดำ

จงมี “ศิลปะ” ในการสร้างความกระจ่างในพื้นที่สีเทาของตัวเอง

เข้าใจเส้นกั้นบางๆ ‪‎ระหว่าง ความชัดเจน มีจุดยืน ‪กับ การด่วนสรุป มั่นใจมาก และเบียดเบียนผู้อื่น

บทสรุปของงานและชีวิต ที่ ถ่อมตน น้อมรับ และเปิดพื้นที่ให้ความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลานั้น ช่างน่าติดตามและน่าค้นหาเสมอ

 

 

วิทยานิพนธ์


งานวิทยานิพนธ์ที่ดี คือ การเชื่อมโยงกันของแต่ละบท แต่ละส่วน อย่างมีระบบ มีหลักการ และมีพลัง
#บทนำ ประกอบไปด้วย การกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และวางขอบเขตงานที่ชัดเจน การตระหนักรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่มีความหมาย ความสำคัญ และเป็นประโยชน์ ทั้งต่อแวดวงวิชาการและสังคมโดยส่วนรวม โดยมี ระเบียบวิธีวิจัย อันเปรียบเสมือน ขั้นตอน เครื่องมือ และวิธีการที่ถูกต้อง ที่กำกับเรา ให้ถึงและบรรลุซึ่งเป้าหมาย
#การทบทวนวรรณกรรม เปรียบเสมือน การรู้จัก เรียนรู้ และทำความเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง ตั้งอยู่บนฐานของความเคารพ ไม่ละเมิดสิทธิ ไม่นำความคิดของผู้อื่นมาเป็นของตน เข้าใจเขาในบริบทของเขา และก็สามารถคงไว้ซึ่งความคิดของเราในบริบทของเราเองด้วย
#ผลการวิจัย คือ การระบุสิ่งที่ค้นพบ สิ่งที่เป็นเราโดยแท้ การประกาศจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจน ละเอียด ถี่ถ้วน และบรรลุซึ่งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างถูกต้องดีแล้ว
#สรุปอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ คือ การสรุปจุดยืนของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง แล้วค่อยๆ ประสานจุดยืนนั้น ให้สอดคล้องกับบริบทของโลก สังคม และชุมชนวิชาการ ไม่โมเม ทึกทักว่างานของเราเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และดีที่สุดบนโลกใบนี้ ในขณะเดียวกัน การสอดประสาน เชื่อมโยงงานของเรากับงานของคนอื่นนั้น ต้องไม่ทำให้ความเป็นตัวเองเลือนหายไป งานที่เล็กๆของเราต้องสามารถเปล่งประกาย อยู่ท่ามกลางงานวิชาการอื่นๆที่หลากหลาย สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ และมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจให้กับส่วนรวมได้
จะว่าไปแล้ว ในงานวิทยานิพนธ์หนึ่งๆ ทุกบท ทุกตอน ต่างมีหน้าที่ของตัวเอง ไม่ก้าวก่าย ไม่ทับซ้อน เป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกัน มุ่งสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ อย่างชัดเจนและมีพลัง
ระหว่างบรรทัด ระหว่างบทของการทำวิทยานิพนธ์ นั้น จำเป็นต้องมีทักษะต่างๆ ที่ต้องฝึกฝน อันได้แก่ สติ สมาธิ ความละเอียด ปราณีต สร้างสรรค์ อดทน อึด ทุ่มเท มุ่งมั่น มานะ บากบั่น ล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ และ อื่นๆอีกมากมาย
หากพิจารณาอย่างดีแล้ว ทั้งหมดของการทำวิทยานิพนธ์ มีหลายบทเรียนที่ซ่อนอยู่
แน่นอนเลยว่า การเรียนปริญญาเอกเป็นหนึ่งแบบฝึกหัดสำคัญในชีวิต
การเรียนปริญญาเอก คือ โอกาส ในการฝึกฝน ขัดเกลา เคี่ยวกรำ พัฒนาตัวเอง เพื่อสร้างประโยชน์ไว้บนโลกใบนี้
งานวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพ ย่อมหมายถึง ตัวตนของผู้ทำที่ได้ผ่านการ ฝึกฝน ขัดเกลา เคี่ยวกรำ และพัฒนาในระดับหนึ่ง เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ปริญญาเอกเป็นแค่หนึ่งแบบฝึกหัด เป็นแค่มินิเวอร์ชั่น ของภาพรวมชีวิตทั้งหมด
ถ้ามีโอกาสเรียน สอบให้ผ่าน
ถ้าไม่มีโอกาสเรียน ก็สามารถไปทำแบบฝึกหัดอื่นๆของชีวิต ได้เสมอ
ความหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์ คือ การได้ฝึกฝน ขัดเกลา เคี่ยวกรำ พัฒนาตัวเองให้เป็นตัวเองที่ดีที่สุด และสร้างประโยชน์ไว้บนโลกใบนี้

.

.

ท่ามกลางสังคมที่ดูจะสับสนวุ่นวาย ไร้ระบบ ไร้หลักการ ไร้พลัง
กลับไปอยู่กับวิทยานิพนธ์ของตัวเอง สร้างระบบ สร้างหลักการ สร้างพลัง ด้วยสองมือของตัวเอง
และความสุขที่แท้จริงก็อยู่ตรงนั้นแหละ แค่หาให้เจอ
ฝึกฝน ขัดเกลา เคี่ยวกรำ พัฒนาตัวเองให้เป็นตัวเองที่ดีที่สุด และสร้างประโยชน์ไว้บนโลกใบนี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
และนี่แหละมั้ง คือ ความหมายของการ เป็น อยู่ คือ ของเรา สำหรับวันนี้ และ ทุกๆวันจากนี้ไป
#justaphd

Credit photo: http://www.christifultz.com/2015/02/why-i-love-jamberry-nails.html/

Rock Bottom

jk

…หลายคนมักเข้าใจว่า ปัญหาอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิตเป็นสิ่งผิดปกติ แปลความว่าชีวิตมันแย่และต้องพัง!

แต่จริงๆ คนเราไม่สามารถหลีกหนีหรือปฏิเสธอุปสรรคและความท้าทายในชีวิตได้เลย

หากไม่เจอเลย ก็อาจเป็นเพราะหลบซ่อนอยู่ในมุมสบาย ใช้ชีวิตไปวันๆ เอาเท่าที่ได้ ทำแค่พอผ่าน ดำเนินชีวิตตามความเคยชินเดิมๆ

เอาจริงๆ การเรียนปริญญาเอก ไม่ได้มีอะไรราบเรียบ สวยหรู ดูดี ไปซะหมดหรอก

อุปสรรคมีแน่นอน มากหรือน้อยแตกต่างกันไป

หากใครเจอที่หนักแสนหนัก อย่าด่วนตีความว่า มันจะแย่นะ!!

ฉันว่า คุณโชคดีมากที่ได้ดิ่งลงมาสู่จุดต่ำสุดนี้…

เพราะที่จุดนี้แหล่ะ คือที่ที่ดีที่สุด เหมาะที่สุด ที่เราจะได้เรียนรู้ความลับของจักรวาล ปรับปรุงตัวเอง และเปลี่ยนแปลงหลากหลายมุมมองต่อชีวิต

มันคือ “โอกาส” ชัดๆ เลย

คว้าไว้ อย่าปล่อยให้หลุดมือ ลงมือฝึกฝน เปลี่ยนแปลงตัวเอง และก้าวข้ามจุดต่ำสุดนี้ไปให้ได้นะ

ทุกการเรียนรู้ใหม่ จะพาคุณไปสู่จุดที่สูงและดีกว่าเดิม และแน่นอนด้วยพื้นฐานที่มั่นคงกว่าเดิม

จุ่มตัว ดำดิ่ง เรียนรู้ หาที่มาที่ไป เข้าใจทุกปัญหาอย่างลึกซึ้ง และมีทางออกที่ “ใช่” ให้กับตัวเอง

หากไม่เจออุปสรรคบ้าง ตัวเรา ชีวิตเราจะได้อะไรจากการศึกษาปริญญาเอกล่ะ?

คุณโชคดีมาก..ที่จุดต่ำสุดนั้นแหล่ะ..มันใช่ที่สุด

และวันหนึ่งคุณจะขอบคุณ “โอกาส” และขอบคุณตัวเองที่พาตัวเองก้าวข้ามจุดนั้นมาได้

ไม่มีบทเรียนใดล้ำค่ากว่านี้อีกแล้ว…

จัดเต็มนะ…

โมเมนต์ของชีวิตปริญญาเอกที่คุณไม่อาจจะลืม

sdsf1. วันแรกของการเริ่มต้นชีวิตการเรียน ‪#‎อากาศดี‬ ‪#‎ดอกไม้ผลิบาน‬ ‪#‎นกร้องทักทาย‬‪#‎ผีเสื้อบินวนรอบศีรษะ‬

2. วันที่เดินเข้าไปทักทายเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ยืนเก้ๆกังๆดูไม่ต่างกับตัวเราเอง

3. ยิ้มแรกของอาจารย์ที่ปรึกษา

4. เสียงจังหวะหัวใจที่เต้นตุ้บๆตั้บๆ ในวันที่ต้องนำเสนองานต่อหน้าอาจารย์และเพื่อนๆเป็นครั้งแรก

5. วันที่พยายามจับหนังสือ 23 เล่ม ที่ยืมจากห้องสมุด จัดใส่ลงในกระเป๋าเป้

6. วันที่เจอเปเปอร์ชิ้นสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต

7. วันที่เพื่อนแนะนำ, tag ชื่อ, แชร์บทความ, และ ได้ทำความรู้จักกับเพจ ‪#‎ก็แค่ปริญญาเอก‬ ทำให้รู้ว่าตัวเองไม่ได้เดินบนเส้นทางสายนี้คนเดียว

8. วันที่ร้องไห้ขี้มูกโป่งต่อหน้าอาจารย์ที่ปรึกษา จนอาจารย์รีบหากระดาษทิชชู่ให้แทบไม่ทัน

9. วันที่ส่งงานให้อาจารย์ที่ปรึกษา แล้วพาตัวเองออกไปช้อปปิ้งหรือดูหนังดีๆ สักเรื่อง #อากาศดี #ดอกไม้ผลิบาน #นกร้องทักทาย #ผีเสื้อบินวนรอบศีรษะ

10. วันที่เลือกที่จะลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกครั้ง หลังจากหมดใจ หมดพลัง ดำดิ่ง และสลบเหมือดไปนานจนแทบจะจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร

11. คืนก่อนส่งเล่มที่ไม่ยอมหลับยอมนอน ถ่างตาตรวจเช็ค การเคาะเว้นวรรค จุดฟูลสต็อป เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่าง “สมบูรณ์”

12. วันที่กรรมการสอบกล่าวแสดงความยินดี เดินออกจากห้องสอบ #อากาศดี #ดอกไม้ผลิบาน #นกร้องทักทาย #ผีเสื้อบินวนรอบศีรษะ

Credit photos: http://www.pbase.com/muskrat/image/81158481;https://www.tumblr.com/; http://kayli.tumblr.com/post/5637709614/;http://www.accentondesign.net/blog/?Tag=wisteria