คำถามที่ผู้เรียนปริญญาเอกไม่อยากได้ยิน

11174991_1578360935753976_7999812272358902976_nเมื่อไหร่จะเรียนจบ? / เมื่อไรจะเป็นดร.? / เมื่อไรจะได้ไปงานรับปริญญา? / เป็นยังไงบ้าง ว่าที่ดร.คนใหม่? / งานวิจัยเป็นอย่างไรบ้าง?/ จบดร.แล้วจะมีข่าวดีเลยไหม (หมายถึงแต่งงานน่ะ)????

คำตอบที่มักจะได้ยินจากผู้เรียน:

ก็ดี/ โอเคอยู่ (พึมพำๆ แล้วตามด้วยยิ้มเจื่อนๆ)

สิ่งที่ผู้เรียนคิดอยู่ในใจ (และอยากจะตอบไปว่า):

เบื่อมากคำถามนี้/ เพิ่งเจอคำถามแบบเดียวกันนี้เมื่อ 2 นาทีที่แล้ว / มาเรียนด้วยกันไหม จะได้ไม่ต้องถาม/ เรื่องมันยาวและซับซ้อนนะ พอมีเวลาซัก 3 วันนั่งฟังไหม?

ความในใจที่ลึกที่สุด:

ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะจบ/ มันยากกว่าที่คิด/ ยังไปไม่ถึงไหนเลย/ เพิ่งโดนถล่มเละออกจากห้องสอบ/ หมดเวลาแล้ว/ ต้องต่ออายุอีก 6 เดือน/ อีก 6 เดือนก็ไม่รู้ว่าจะจบหรือเปล่าเลย/ อยากร้องไห้/ ขอซบไหล่ร้องไห้หน่อยเหอะ…

สาเหตุที่ผู้เรียนไม่อยากได้ยินและไม่อยากตอบคำถามพวกนี้:

เป็นเพราะผู้เรียนก็ไม่รู้คำตอบที่แน่ชัดว่าเมื่อไหร่จะเรียนจบ ยิ่งถูกถามยิ่งกลัว ยิ่งถูกถามยิ่งท้อถอย เป็นคำถามที่ตอกย้ำผู้เรียนให้เครียดหนักกว่าเดิม เพราะผู้เรียนเองก็ตั้งใจอยู่ เต็มที่อยู่ แต่ถึงเต็มที่แค่ไหน ก็ไม่มีใครตอบได้ว่าวันนั้นจะมาถึงหรือไม่

คำถามเหล่านี้ น่าจะเหมือนกับ คนที่ยังไม่มีแฟน ถูกถามว่า เมื่อไรจะมีแฟน? คนตกงาน ถูกถามว่า เมื่อไรจะได้งาน? หรือ คนที่แต่งงานแล้ว ถูกถามว่า เมื่อไรจะมีน้อง?

เพราะการเรียนปริญญาเอกไม่ใช่การเรียนแบบจบ 60 ชั่วโมงคอร์สเวิร์ค แล้วสอบผ่านก็สำเร็จการศึกษา แต่กินระยะเวลายาวนาน โดยต้องอาศัยความมุมานะและอุตสาหะอย่างต่อเนื่อง ว่าไปแล้ว การเรียนปริญญาเอกเป็นการทดสอบทางด้านจิตใจและอารมณ์ มากกว่าทางปัญญา

สิ่งที่จะมาตัดสินว่าผู้เรียนจะเรียนจบหรือไม่ ก็คือการที่กรรมการสอบและอาจารย์ที่ปรึกษาเห็นพ้องต้องกันว่านักศึกษาได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มีคุณูปการเพียงพอให้กับสาขาวิชาที่ตนศึกษาอยู่ ด้วยเกณฑ์ที่กว้างเช่นนี้ ผู้เรียนจึงต้องดำรงชีวิตอยู่กับความไม่รู้ ความสงสัย และความไม่แน่นอนตลอดเวลาอยู่แล้ว การถูกกดดันจากผู้คนรอบข้างด้วยคำถามชุดเดียวกันกับที่ผู้เรียนก็แอบถามกับตัวเองอยู่คนเดียวลึกๆ จึงกลายเป็นความท้าทายยกกำลังสองสำหรับผู้เรียน

สิ่งที่ผู้เรียนควรทำ:

จริงๆ แล้ว เป็นเรื่องปกติที่ผู้เรียนจะถูกถามด้วยคำถามที่กล่าวมาข้างต้น ด้วยความอยากรู้ ห่วงใย และ ปรารถนาดีของคนรอบข้าง ผู้เรียนคงจะหลีกหนีคำถามเหล่านี้ไม่พ้นเป็นแน่

ถ้าเมื่อใดที่ผู้เรียนเจอคำถามข้างต้น แทนที่จะเลี่ยง เบี่ยง หลบ หรือ รำคาญ ผู้เรียนน่าจะได้พูดความในใจลึกๆออกไปบ้าง บอกไปเลยว่าตอนนี้คุณรู้สึกอะไรอยู่ เช่น แย่ ไม่มั่นใจ กังวลใจ กระวนกระวาย ฟุ้งซ่าน ว้าวุ่น หรือ ท้อแท้

เพราะการพูดความจริงคือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะแท้จริงแล้วคุณไม่อยากหลอกคนอื่น และคุณก็ไม่อยากหลอกตัวเองด้วย การต้องพูดบิดเบือนความเป็นจริงเป็นการทำเรื่องที่ดูจะยากอยู่แล้ว (ในความรู้สึกของคุณ) ให้ซับซ้อนไปกว่าเดิม

ซื่อตรงต่อผู้อื่นและต่อตัวเอง บอกความจริงไปเลยว่า “ตอนนี้ฉันยังไม่โอเคนะ มีอาการฟุ้งซ่าน และกระวนกระวายอยู่” เชื่อว่าคนฟังจะเข้าใจได้ รับทราบและยอมรับกับข้อเท็จจริงนั้น

ถ้าคุณได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปบ้าง คุณจะรู้สึกโล่งใจ เบาสบายสมอง คุณจะชอบตัวเองมากขึ้น ไม่หงุดหงิด ไม่รำคาญ และ สามารถไปทำงานต่อได้
แต่อย่าลืมจับความหวังไว้เบาๆ นะว่า จะมีวันหนึ่งวันนั้นที่คุณจะได้เป็นฝ่ายรุกที่จะเดินไปบอกคนรอบข้างเหล่านั้นเองว่า “ฉันทำสำเร็จแล้ว”

ท้ายสุด เราคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือควบคุมผู้อื่นได้ แต่ สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ คือ เราสามารถควบคุมและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้ทุกวัน

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬
Credit photo: from http://www.zazzle.ca/phd+student+tshirts

ศัพท์ปริญญาเอกวันละคำ ::: Self-doubt

11139775_1577683739155029_4569824832115715239_n

ศัพท์ปริญญาเอกวันละคำ

Self-doubt หมายถึง การสงสัยและไม่แน่ใจในความสามารถของตัวเอง การสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง ผู้เรียนปริญญาเอกเกือบทุกคนต้องประสบกับความรู้สึกเช่นนี้ ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งของการเรียน ความรู้สึกเช่นนี้อาจมีผลกระทบกับแต่ละคนมากหรือน้อยแตกต่างกัน

เมื่อตกอยู่ในภาวะดังกล่าว ผู้เรียนมักจะเกิดความสงสัยว่า งานวิจัยที่ตนทำอยู่ ถูกต้องแล้วหรือไม่? มาถูกทางหรือยัง? และ มีคุณค่าเพียงพอหรือเปล่า? บ่อยครั้งที่ผู้เรียนมักจะด่วนประเมินและตัดสินงานของตนเอง ว่าผิดพลาด ล้มเหลว ไม่น่าสนใจ และไม่สำคัญเพียงพอ นอกจากวิพากษ์งานของตนแล้ว ผู้เรียนก็มักจะเลยมาวิจารณ์ตัวเองด้วยว่า ตัวเองไม่เก่งและไม่ดีพอสำหรับการเรียนปริญญาเอก

ภาวะ self-doubt นี้ทำให้ผู้เรียนลังเล ถดถอย ขาดพลังในการก้าวต่อ ภาวะ self-doubt นี้ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมต่างๆ (ไล่ระดับจากขั้นเบาสุดไปถึงขั้นร้ายแรง) ได้แก่ เวิ่นเว้อ เลี่ยง หลบ กลบเกลื่อน เก็บตัว ซึมเศร้า จนอาจถึงขั้นถอนตัวจากการเรียนก็เป็นได้

ณ จุดนี้ หากผู้เรียนได้ถอยออกมาพิจารณาปัญหาของตัวเองจากมุมที่กว้างขึ้น จะมองเห็น
ความจริง 5 ประการ อันเป็นที่มาของความรู้สึก self-doubt ดังนี้

1 เป็นเรื่องปกติ ที่การทำวิจัยระดับปริญญาเอกจะต้องเกี่ยวข้องอยู่กับความสงสัย (doubt) การตั้งคำถาม และการมุ่งที่จะหาคำตอบ ด้วยคำตอบที่ตายตัวและถูกต้องไม่มีอยู่ตรงหน้า ผู้วิจัยจึงต้องค้นหาความรู้ (อย่างเอาเป็นเอาตาย) เพื่อรังสรรค์งานใหม่ในแบบฉบับของตนเอง (originality) ที่ก่อให้เกิดคุณูปการ (contribution) ต่อแวดวงวิชาการ ซึ่งความสงสัยนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำงานวิจัย ของกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาตนเอง

2 เป็นเรื่องปกติ ที่ผู้เรียนต้องเริ่มต้นทำงานวิจัยจากความสงสัย ความไม่รู้ อีกทั้งต้องทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้วอยู่ตลอดเวลา เพราะความไม่รู้นี่แหละจะเปิดโอกาสให้ผู้วิจัยได้พินิจพิเคราะห์ประเด็นต่างๆ และนำมาสู่การสร้างองค์ความรู้และมุมมองใหม่ๆในงานของตนเอง หากผู้วิจัยวางตัวเป็นผู้รู้ หรือ ไม่หมั่นตั้งคำถามใดๆ ก็หมายถึงการยอมรับกับกระบวนทัศน์เดิมๆอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาความรู้ใหม่

3 เป็นเรื่องปกติ ที่ผู้เรียนจะพบความผิดพลาดและล้มเหลว พบข้อบกพร่องหรือปัญหาของงานวิจัยที่ต้องแก้ไข ในกระบวนการทำวิจัยที่ประกอบไปด้วยขั้นตอนต่างๆมากมาย และก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องเจอการวิพากษ์วิจารณ์จากอาจารย์ที่ปรึกษา (บ้างจัดเบา และบ้างจัดหนัก!) ด้วยหวังว่าการ “ติเพื่อก่อ” นั้น จะช่วยปรับปรุงและพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น

4 เป็นเรื่องปกติ ที่ผู้เรียนจะผูกพันกับงานที่ตัวเองทำจนอยู่ในระดับที่รู้สึกว่า งานเป็นส่วนหนึ่งของเราและเราเป็นส่วนหนึ่งของงาน และคุณค่าของงานคือคุณค่าของตัวเรา และเมื่องานถูกตั้งคำถาม สงสัย หรือถูกวิพากษ์วิจารณ์ (ไม่ว่าจะโดยตัวเอง หรือ โดยอาจารย์ที่ปรึกษา) ก็เป็นเรื่องปกติที่ผู้เรียนจะหันกลับมาสงสัยและไม่แน่ใจในความสามารถของตัวเอง

5 เป็นเรื่องปกติ ที่นักศึกษาปริญญาเอกที่ยังไม่เคยเดินผ่านเส้นทางในลักษณะนี้ จะมองว่า เรื่องปกติสี่ประการข้างต้น เป็นเรื่องไม่ปกติและวิตกกังวลกับภาวะที่ตนเองเผชิญอยู่ เราอยากบอกคุณว่า ความสงสัยในตัวเองและในงานของคุณนี้ จะยังอยู่กับคุณไปจนกว่าวันที่คณะกรรมการสอบจะตัดสินผลงานของคุณ ดังนั้น หน้าที่ของผู้เรียนจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่และจัดการกับภาวะ self-doubt นี้ให้ได้โดยตลอด

ทางออกสำหรับผู้ที่กำลังตกอยู่ในภาวะ self-doubt ก็คือ เข้าใจให้ได้ก่อนว่าสิ่งที่เป็นอยู่คือเรื่องปกติธรรมดา ต่อจากนั้นพยายามเรียกความศรัทธาและความเชื่อมั่นในตัวเองกลับคืนมา คิดดูสิว่าคุณเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว และที่ผ่านมาคุณเคยทำได้ยอดเยี่ยมอย่างไร จงยืนหยัดอยู่ข้างตัวคุณเอง อย่าเอาความรู้สึกด้านลบมาทำร้ายตัวเอง บอกตัวเองว่า ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าที่เจอไม่ได้หมายถึงว่าคุณจะไม่สำเร็จ ลองเข้มแข็งและฮึดสู้อย่างสุดกำลังความสามารถ เพราะการลุกขึ้นครั้งนี้หมายถึงการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อตัวเองและเป้าหมายที่วางไว้ในชีวิต

อดทน รอคอย และเดินไปให้ถึงวันส่งเล่มธีสิส

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬
Credit photo: from https://www.flickr.com/photos/108976733@N05/11673061885/

8 ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับดอกเตอร์

s1. เขาว่ากันว่า..ดร.ฉลาดสุดๆ เก่งรอบด้าน และ รู้ทุกเรื่อง

2.เขาว่ากันว่า..ดร.ต้องมีอาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเท่านั้น

3.เขาว่ากันว่า..ดร.บ้าแต่เรียน ทำอย่างอื่นไม่เป็น และไม่มีงานอดิเรก

4.เขาว่ากันว่า..ดร.เชย ใส่แว่นหนาเตอะ และแต่งตัวไม่เป็น

5.เขาว่ากันว่า..ดร. ต้องแต่งงาน กับดร. เท่านั้น

6.เขาว่ากันว่า..ดร. (ชาย)หาแฟนง่ายมาก

7.เขาว่ากันว่า..ดร. (หญิง) หาแฟนยากมากและขึ้นคานชัวร์

8.เขาว่ากันว่า..ดร.คือเครื่องหมายการันตีความสุขและความสำเร็จชั่วนิรันดร์

Credit: photos from nerdlikeyou.com; azogozogolife.blogspot.com

ศัพท์ปริญญาเอกวันละคำ ::: Eureka Moment หรือ Aha! Moment

3Eureka Moment (ยูเรก้า โมเมนต์) หรือ Aha! Moment (อะฮ่า! โมเมนต์) เป็น ชั่วขณะของอารมณ์ความรู้สึกดีใจที่ได้ค้นพบข้อเท็จจริงหรือความรู้ใหม่

Eureka (ยูเรก้า) มีรากศัพท์จากภาษากรีกโบราณ แปลว่า “ฉันพบแล้ว” สืบเนื่องจากที่นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก ชื่อ อาร์คีมีดิส (Archimedes) นั่งขบคิดปัญหาเพื่อหาคำตอบไปตอบกษัตริย์ คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก ยิ่งคิดมากยิ่งปวดหัว อาร์คีมีดิส จึงตัดสินใจไปอาบน้ำอุ่นที่โรงอาบน้ำสาธารณะใกล้บ้านให้ใจสบายเสียก่อน แล้วค่อยมาคิดใหม่

ทันใดนั้น ขณะที่เขาก้าวลงอ่างอาบน้ำ เขาสังเกตว่าน้ำในอ่างล้นออกมา เขาถึงกับกระโดดแก้ผ้าออกมาจากโรงอาบน้ำแล้ววิ่งไปตามถนนและตะโกนด้วยความตื่นเต้นว่า “ยูเรก้า! ยูเรก้า!” จนประชาชนแตกตื่นมาดูกันใหญ่

เพียงเสี้ยววินาทีนั้นเองที่ อาร์คีมีดีส ค้นพบวิธีการหาความถ่วงจำเพาะของวัตถุ โดยพบว่า ปริมาตรของวัตถุส่วนที่จมลงในน้ำย่อมเท่ากับปริมาตรของน้ำที่ถูกแทนที่ด้วยวัตถุ เป็นคำตอบที่กระจ่างชัด ลึกซึ้ง เป็นความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อแวดวงวิชาการมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับนักศึกษาปริญญาเอกผู้ที่กำลังคร่ำเคร่งกับการทำงานวิจัย ขณะที่มีคำถามในใจและพยายามค้นหาคำตอบ คิดกลับไปกลับมา แต่ยังหาคำตอบไม่ได้ จะมีเวลาสำคัญอันหนึ่งที่ ร่างกาย จิตใจ และคลื่นสมอง อยู่ในภาวะผ่อนคลาย จะเกิดปรากฎการณ์หนึ่งกับผู้วิจัย เป็นเพียงเสี้ยววินาทีที่มีแสงสว่างวาบเข้ามาในสมอง เป็นเวลาที่เหมือนมีดอกไม้บานในหัว เป็นเวลาที่ผู้วิจัยเกิดความรู้สึกคลิก (อาจคล้ายๆความรู้สึกรักแรกพบ) เป็นเวลาที่ผู้วิจัยเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้ผู้วิจัยดีใจแทบบ้า และอยากจะร้องตะโกนออกมาดังๆ ว่า “ฉันคิดออกแล้ว ฉันพบแล้ว ฉันเข้าใจแล้ว” เราเรียกชั่วขณะนี้ว่า Eureka Moment (ยูเรก้า โมเมนต์) หรือ Aha! Moment (อะฮ่า! โมเมนต์)

สำหรับนักศึกษาปริญญาเอก ยูเรก้า หรือ อะฮ่า โมเมนท์นี้ เกิดขึ้นได้จากการย้ำ ทวน คิด พิจารณาซ้ำๆ ถ้าหากคุณทำงานหนักเพียงพอ และมีเวลาให้คลื่นสมองผ่อนคลายด้วย คุณจะมีโอกาสได้พบกับช่วงเวลานี้ แต่ละคนอาจได้พบกับช่วงเวลานี้เร็วหรือช้าต่างกัน บางคนพบตอนกลางคืน แต่บางคนพบตอนเช้า บางคนสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแต่เป็นการค้นพบที่ใช่และยิ่งใหญ่ บางคนเกิดขึ้นหลายครั้งและมาเป็นช่วงๆ ตลอดระยะเวลาการศึกษา

สำหรับผู้เขียนก็เคยมี ยูเรก้า หรือ อะฮ่า โมเมนต์ อยู่หลายช่วงหลายครั้ง ส่วนใหญ่จะมาตอนล้มตัวลงนอน หลังจากสวดมนต์แล้วหลับตาไปได้สักครู่ ช่วงที่ใกล้จะหลับแต่ยังไม่หลับ ผู้เขียนจะพบคำตอบหรือไอเดียดีๆ วาบเข้ามาในหัว เพียงเสี้ยววินาทีนั้น ถ้าเราจับความคิดนั้นได้ทัน ความคิดเหล่านั้นจะส่งผลดีต่องานของเรามาก

เมื่อความรู้ที่คุณรวบรวมมาโดยตลอดเดินทางมาถึงจุดที่ใช่ เมื่อสิ่งที่คุณอ่านและเขียนมาด้วยความอดทนเกิดการตกผลึก เมื่อมีแสงสว่างวาบขึ้นที่หัว เป็นแว้บหนึ่งแว้บนั้นที่ใช่ ให้คุณเตรียมกระดาษกับปากกาในมือเลยนะ เพราะหลังจากวินาทีนั้น ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป ทุกอย่างจะพรั่งพรูออกมาจากสมองของคุณ จากที่คุณไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร หรือว่างานที่เขียนไปทำไมถึงเยิ่นเย้อขนาดนี้ วันแห่งปาฏิหาริย์นี้จะทำให้คุณสามารถตอบคำถามทุกอย่างที่คุณเคยสงสัย คุณจะรู้แน่ชัดเลยว่า “ปัญญา” ที่แท้จริงคืออะไร

การอดทนรอคอยที่จะมียูเรก้า โมเมนต์นั้นไม่เสียหลาย เพราะเมื่อคุณค้นพบความรู้ได้ด้วยตัวคุณเอง คุณจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง คุณจะสามารถส่งรอยยิ้มให้คนรอบข้างจากหัวใจ เมื่อเดินออกมาข้างนอกท้องฟ้าจะดูสดใสกว่าที่เคย ดอกไม้เริ่มผลิดอก ใบไม้เริ่มผลิใบ ทุกสิ่งรอบกายช่างสวยงาม และทุกอย่างพร้อมกันส่งมอบกำลังใจมาที่คุณ ให้คุณมีพลังที่จะเขียนๆๆทุกอย่างที่เพิ่งได้รู้และเพิ่งได้เข้าใจอย่างพรั่งพรูและสิ่งที่เขียนก็ใช่ๆๆตลอดเวลา

การค้นพบนี้จะทำให้คุณเข้าใจถึงปิติสุขอย่างแท้จริง ด้วยสองมือที่สร้างขึ้นมาเอง ทุกสิ่งทุกอย่าง ทีละเล็ก ทีละน้อย สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ถ้าคุณอดทน ใจเย็น รู้จักการรอคอย พยายามก้าวไปข้างหน้าทุกวัน กี่ก้าวก็ได้ ขอแค่อย่าหยุดอยู่กับที่ และอย่าถอยหลัง ในที่สุดคุณก็จะถึงจุดนั้น คุณจะภูมิใจกับสิ่งที่คุณค้นพบ ยามใดที่คุณท้อ คุณสามารถเรียกความรู้สึกนี้กลับคืนมาได้อีกและใช้เตือนตัวเองได้เสมอว่า เราเคยทำได้

คุณอาจจะพูดกับตัวเองว่า โอ้..ฉันน่าจะรู้แบบนี้เมื่อหกเดือนที่แล้ว แต่ไม่หรอกคุณไม่ผิดหรอกที่เพิ่งรู้ตอนนี้ เพราะจริงๆการที่คุณรู้ตอนนี้ก็เกิดจากการทำงานหนักสะสมมาโดยตลอด มันอาจจะไม่สำคัญว่าคุณจะรู้ตอนไหน แต่เมื่อคุณรู้แล้ว ขอให้จับความรู้นั้นให้ทัน ลงมือทำ และเดินมุ่งหน้าสู่ปลายอุโมงค์ทันที

เชื่อว่า อ่านเรื่องนี้จบ คงมีคนอยากกระโดดลงอ่างอาบน้ำหลายคนเลยใช่มั้ยคะ?

Credit photo: from disqus.com

ในจังหวะและเวลาของเราเอง

2ตอนเรียนปริญญาเอก ชอบไปเล่นโยคะ ครูสอนโยคะพูดเสมอว่า

“Listen to your body, don’t compete and compare with others”
(ฟังเสียงร่างกายตัวเอง อย่าแข่งขันและเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น)

“Don’t rush anything, when the time is right, it’ll happen”
(ไม่ต้องรีบเร่งอะไร เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม สิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้น)

จดจ่อ มีสมาธิกับสิ่งที่เราทำ ไม่ยอมแพ้ แล้ววันหนึ่งเราก็จะทำได้….

สุดท้ายเราก็ทำได้จริงๆนั่นแหละ…

ในจังหวะของเรา อาจช้าบ้าง แต่ก็ทำได้ในที่สุด…


Credit photo: from theberry.com