8 ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับดอกเตอร์

s1. เขาว่ากันว่า..ดร.ฉลาดสุดๆ เก่งรอบด้าน และ รู้ทุกเรื่อง

2.เขาว่ากันว่า..ดร.ต้องมีอาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเท่านั้น

3.เขาว่ากันว่า..ดร.บ้าแต่เรียน ทำอย่างอื่นไม่เป็น และไม่มีงานอดิเรก

4.เขาว่ากันว่า..ดร.เชย ใส่แว่นหนาเตอะ และแต่งตัวไม่เป็น

5.เขาว่ากันว่า..ดร. ต้องแต่งงาน กับดร. เท่านั้น

6.เขาว่ากันว่า..ดร. (ชาย)หาแฟนง่ายมาก

7.เขาว่ากันว่า..ดร. (หญิง) หาแฟนยากมากและขึ้นคานชัวร์

8.เขาว่ากันว่า..ดร.คือเครื่องหมายการันตีความสุขและความสำเร็จชั่วนิรันดร์

Credit: photos from nerdlikeyou.com; azogozogolife.blogspot.com

ศัพท์ปริญญาเอกวันละคำ ::: Eureka Moment หรือ Aha! Moment

3Eureka Moment (ยูเรก้า โมเมนต์) หรือ Aha! Moment (อะฮ่า! โมเมนต์) เป็น ชั่วขณะของอารมณ์ความรู้สึกดีใจที่ได้ค้นพบข้อเท็จจริงหรือความรู้ใหม่

Eureka (ยูเรก้า) มีรากศัพท์จากภาษากรีกโบราณ แปลว่า “ฉันพบแล้ว” สืบเนื่องจากที่นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก ชื่อ อาร์คีมีดิส (Archimedes) นั่งขบคิดปัญหาเพื่อหาคำตอบไปตอบกษัตริย์ คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก ยิ่งคิดมากยิ่งปวดหัว อาร์คีมีดิส จึงตัดสินใจไปอาบน้ำอุ่นที่โรงอาบน้ำสาธารณะใกล้บ้านให้ใจสบายเสียก่อน แล้วค่อยมาคิดใหม่

ทันใดนั้น ขณะที่เขาก้าวลงอ่างอาบน้ำ เขาสังเกตว่าน้ำในอ่างล้นออกมา เขาถึงกับกระโดดแก้ผ้าออกมาจากโรงอาบน้ำแล้ววิ่งไปตามถนนและตะโกนด้วยความตื่นเต้นว่า “ยูเรก้า! ยูเรก้า!” จนประชาชนแตกตื่นมาดูกันใหญ่

เพียงเสี้ยววินาทีนั้นเองที่ อาร์คีมีดีส ค้นพบวิธีการหาความถ่วงจำเพาะของวัตถุ โดยพบว่า ปริมาตรของวัตถุส่วนที่จมลงในน้ำย่อมเท่ากับปริมาตรของน้ำที่ถูกแทนที่ด้วยวัตถุ เป็นคำตอบที่กระจ่างชัด ลึกซึ้ง เป็นความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อแวดวงวิชาการมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับนักศึกษาปริญญาเอกผู้ที่กำลังคร่ำเคร่งกับการทำงานวิจัย ขณะที่มีคำถามในใจและพยายามค้นหาคำตอบ คิดกลับไปกลับมา แต่ยังหาคำตอบไม่ได้ จะมีเวลาสำคัญอันหนึ่งที่ ร่างกาย จิตใจ และคลื่นสมอง อยู่ในภาวะผ่อนคลาย จะเกิดปรากฎการณ์หนึ่งกับผู้วิจัย เป็นเพียงเสี้ยววินาทีที่มีแสงสว่างวาบเข้ามาในสมอง เป็นเวลาที่เหมือนมีดอกไม้บานในหัว เป็นเวลาที่ผู้วิจัยเกิดความรู้สึกคลิก (อาจคล้ายๆความรู้สึกรักแรกพบ) เป็นเวลาที่ผู้วิจัยเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้ผู้วิจัยดีใจแทบบ้า และอยากจะร้องตะโกนออกมาดังๆ ว่า “ฉันคิดออกแล้ว ฉันพบแล้ว ฉันเข้าใจแล้ว” เราเรียกชั่วขณะนี้ว่า Eureka Moment (ยูเรก้า โมเมนต์) หรือ Aha! Moment (อะฮ่า! โมเมนต์)

สำหรับนักศึกษาปริญญาเอก ยูเรก้า หรือ อะฮ่า โมเมนท์นี้ เกิดขึ้นได้จากการย้ำ ทวน คิด พิจารณาซ้ำๆ ถ้าหากคุณทำงานหนักเพียงพอ และมีเวลาให้คลื่นสมองผ่อนคลายด้วย คุณจะมีโอกาสได้พบกับช่วงเวลานี้ แต่ละคนอาจได้พบกับช่วงเวลานี้เร็วหรือช้าต่างกัน บางคนพบตอนกลางคืน แต่บางคนพบตอนเช้า บางคนสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแต่เป็นการค้นพบที่ใช่และยิ่งใหญ่ บางคนเกิดขึ้นหลายครั้งและมาเป็นช่วงๆ ตลอดระยะเวลาการศึกษา

สำหรับผู้เขียนก็เคยมี ยูเรก้า หรือ อะฮ่า โมเมนต์ อยู่หลายช่วงหลายครั้ง ส่วนใหญ่จะมาตอนล้มตัวลงนอน หลังจากสวดมนต์แล้วหลับตาไปได้สักครู่ ช่วงที่ใกล้จะหลับแต่ยังไม่หลับ ผู้เขียนจะพบคำตอบหรือไอเดียดีๆ วาบเข้ามาในหัว เพียงเสี้ยววินาทีนั้น ถ้าเราจับความคิดนั้นได้ทัน ความคิดเหล่านั้นจะส่งผลดีต่องานของเรามาก

เมื่อความรู้ที่คุณรวบรวมมาโดยตลอดเดินทางมาถึงจุดที่ใช่ เมื่อสิ่งที่คุณอ่านและเขียนมาด้วยความอดทนเกิดการตกผลึก เมื่อมีแสงสว่างวาบขึ้นที่หัว เป็นแว้บหนึ่งแว้บนั้นที่ใช่ ให้คุณเตรียมกระดาษกับปากกาในมือเลยนะ เพราะหลังจากวินาทีนั้น ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป ทุกอย่างจะพรั่งพรูออกมาจากสมองของคุณ จากที่คุณไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร หรือว่างานที่เขียนไปทำไมถึงเยิ่นเย้อขนาดนี้ วันแห่งปาฏิหาริย์นี้จะทำให้คุณสามารถตอบคำถามทุกอย่างที่คุณเคยสงสัย คุณจะรู้แน่ชัดเลยว่า “ปัญญา” ที่แท้จริงคืออะไร

การอดทนรอคอยที่จะมียูเรก้า โมเมนต์นั้นไม่เสียหลาย เพราะเมื่อคุณค้นพบความรู้ได้ด้วยตัวคุณเอง คุณจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง คุณจะสามารถส่งรอยยิ้มให้คนรอบข้างจากหัวใจ เมื่อเดินออกมาข้างนอกท้องฟ้าจะดูสดใสกว่าที่เคย ดอกไม้เริ่มผลิดอก ใบไม้เริ่มผลิใบ ทุกสิ่งรอบกายช่างสวยงาม และทุกอย่างพร้อมกันส่งมอบกำลังใจมาที่คุณ ให้คุณมีพลังที่จะเขียนๆๆทุกอย่างที่เพิ่งได้รู้และเพิ่งได้เข้าใจอย่างพรั่งพรูและสิ่งที่เขียนก็ใช่ๆๆตลอดเวลา

การค้นพบนี้จะทำให้คุณเข้าใจถึงปิติสุขอย่างแท้จริง ด้วยสองมือที่สร้างขึ้นมาเอง ทุกสิ่งทุกอย่าง ทีละเล็ก ทีละน้อย สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ถ้าคุณอดทน ใจเย็น รู้จักการรอคอย พยายามก้าวไปข้างหน้าทุกวัน กี่ก้าวก็ได้ ขอแค่อย่าหยุดอยู่กับที่ และอย่าถอยหลัง ในที่สุดคุณก็จะถึงจุดนั้น คุณจะภูมิใจกับสิ่งที่คุณค้นพบ ยามใดที่คุณท้อ คุณสามารถเรียกความรู้สึกนี้กลับคืนมาได้อีกและใช้เตือนตัวเองได้เสมอว่า เราเคยทำได้

คุณอาจจะพูดกับตัวเองว่า โอ้..ฉันน่าจะรู้แบบนี้เมื่อหกเดือนที่แล้ว แต่ไม่หรอกคุณไม่ผิดหรอกที่เพิ่งรู้ตอนนี้ เพราะจริงๆการที่คุณรู้ตอนนี้ก็เกิดจากการทำงานหนักสะสมมาโดยตลอด มันอาจจะไม่สำคัญว่าคุณจะรู้ตอนไหน แต่เมื่อคุณรู้แล้ว ขอให้จับความรู้นั้นให้ทัน ลงมือทำ และเดินมุ่งหน้าสู่ปลายอุโมงค์ทันที

เชื่อว่า อ่านเรื่องนี้จบ คงมีคนอยากกระโดดลงอ่างอาบน้ำหลายคนเลยใช่มั้ยคะ?

Credit photo: from disqus.com

ในจังหวะและเวลาของเราเอง

2ตอนเรียนปริญญาเอก ชอบไปเล่นโยคะ ครูสอนโยคะพูดเสมอว่า

“Listen to your body, don’t compete and compare with others”
(ฟังเสียงร่างกายตัวเอง อย่าแข่งขันและเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น)

“Don’t rush anything, when the time is right, it’ll happen”
(ไม่ต้องรีบเร่งอะไร เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม สิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้น)

จดจ่อ มีสมาธิกับสิ่งที่เราทำ ไม่ยอมแพ้ แล้ววันหนึ่งเราก็จะทำได้….

สุดท้ายเราก็ทำได้จริงๆนั่นแหละ…

ในจังหวะของเรา อาจช้าบ้าง แต่ก็ทำได้ในที่สุด…


Credit photo: from theberry.com

ชีวิตปริญญาเอก (ฉบับย่อ)

life

1. มั่นใจมาก เริ่ดๆ เชิดๆ “การเริ่มต้นครั้งนี้เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมที่สุด”

2. มึนงง เยอะแยะ ยุ่งเหยิง สับสน “ยากกว่าที่คิดแฮะ!!”

3. โหวงเหวง เบามาก ว่างเปล่า “ฉันไม่รู้อะไรเลย ฉันมาถูกทางหรือเปล่า?”

4. ดำดิ่ง มืดมิด “สลบแพร๊พ…”

5. ฮึด สู้ไม่ถอย ลุยดูสักตั้ง “ฮึบ..ฮึบ”

6. เฮ้อ! ในที่สุด วันนี้ก็มาถึง…วันส่งเล่ม Thesis

ตอนนี้ชีวิตปริญญาเอกของคุณ…อยู่ที่เลขไหน?

ศัพท์ปริญญาเอกวันละคำ ::: Procrastination

10922836_1571264966463573_8661702381696172335_nProcrastination (อ่านว่า โพร แครส ทิ เน ชั่น) หมายถึง การเลือกที่จะทำงานอื่นๆที่ไม่เร่งด่วนก่อนงานสำคัญที่ต้องทำจริงๆ การผัดวันประกันพรุ่ง ชักช้า หน่วงเหนี่ยว การจัดลำดับงานที่สำคัญที่สุดไว้ทีหลังเพราะมองว่าเดดไลน์ยังอีกไกล การทำทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้นการเขียนธีสิสของตัวเอง อาการนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดกับนักศึกษาปริญญาเอกทุกคน อาการนี้เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการเขียนธีสิส อาการนี้ปล่อยไว้นานอาจเรื้อรัง ขอเรียกอาการนี้สั้นๆ ว่า อาการ “เวิ่น”

นึกย้อนกลับไปสมัยตอนเรียนปริญญาเอกที่อังกฤษ ผู้เขียนก็เคยมีอาการ “เวิ่น” เหมือนกัน ขนาดสมัยนั้นไม่มีเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มากมายขนาดนี้ ยัง “เวิ่น” ได้หนัก ลักษณะของอาการ“เวิ่น” ที่ผู้เขียนเป็นก็คือติดเล่นอินเทอร์เน็ต (สมัยนั้นก็ติดอ่าน pantip บ้างอะไรบ้าง)

โรคติดอินเทอร์เน็ตนี้รักษายากและเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการเขียนธีสิส รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่ทำไม่ดี ไม่ productive แต่ก็อดไม่ได้ ผู้เขียนเคยเขียนกระดาษติดข้างฝาไว้ว่า “เล่นเน็ตวันละสองชั่วโมง: หกโมงเย็นถึงสองทุ่ม” แต่ผู้เขียนทำได้แค่วันเดียวเท่านั้นก็รู้สึกละอายใจ จนต้องดึงกระดาษนั้นออก

พี่คนหนึ่งเขียนไว้ว่า “เล่นเน็ตเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น” แต่เขาบอกผู้เขียนว่า หลังจากแปะกระดาษ ยิ่งเหมือนเป็นกฎที่ต้องฝ่าฝืน คืนแรกที่ติดกระดาษไว้ข้างฝา พี่คนนี้อ่านนิยาย pantip จากหนึ่งทุ่มถึงตีสี่เลย แล้ววันนั้นก็ไม่ใช่วันเสาร์อาทิตย์ด้วย (ฮา)

รุ่นพี่อีกคนมีงานอดิเรกระหว่างเรียนปริญญาเอกคือการเล่นเกมส์ขับเครื่องบินในอินเทอร์เน็ต เกมส์นี้เหมือนจริงทุกอย่าง เห็นว่าต้องมีการพูดส่งเสียงผ่านไมค์ (มักจะได้ยินเสียง ฮัลโหล…โหล โหล, เทคออฟ, แลนดิ้ง ฟุตฟิตฟอไฟ อยู่ในห้องคนเดียวทั้งวัน) แต่ละวันที่ผ่านไป พี่คนนี้ก็ไม่มีอันได้ทำอะไร เพราะถ้าไม่มีภารกิจต้องบินจากลอนดอนไปกรุงเทพฯ หรือจากโตเกียวไปนิวยอร์ก พี่คนนี้ก็จะรับหน้าที่เป็นผู้บังคับการประจำศูนย์การบินคอยควบคุมเส้นทางให้นักบินคนอื่น ฟังดูน่าสนุก แต่คิดดูสิคะว่าด้วยความสมจริงของเกมส์นี้ แต่ละไฟล์ทบินกินเวลาเท่ากับไฟล์ทบินของจริงเลยค่ะ

เหล่านี้ คือ ตัวอย่าง ของอาการ “เวิ่น” ที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนปริญญาเอกให้สำเร็จ

จะว่าไปแล้ว เพจ “ก็แค่ปริญญาเอก” ก็เกิดขึ้นจากอาการ “เวิ่น” ของ ผู้เขียนอยู่เหมือนกัน (แต่ถ้าอาการ “เวิ่น” นี้พอจะมีประโยชน์อยู่บ้างก็จะขอ “เวิ่น” ไปสักพักค่ะ)

สำหรับผู้ที่กำลังทำธีสิสอยู่ หรือผู้ที่กำลังมีงานสำคัญๆที่จำเป็นต้องทำ แต่กลับกำลังอ่านเพจนี้อยู่ ท่านคงจะเริ่มมีอาการ “เวิ่น” แล้วล่ะ

ยินดีต้อนรับสู่ “คลับเวิ่น” อย่างเป็นทางการค่ะ

Credit photo: from www.abbyhasissues.com

ปริญญาเอก…ยากตรงไหน?

เคยสงสัยไหมคะว่าการเรียนปริญญาเอก…ยากตรงไหน?

ส่วนตัวคิดว่า ความยากที่สุดของการเรียนปริญญาเอก คือ การที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้ที่จะเป็นนายของกาย ใจและจิตของตัวเอง การที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมและบังคับตัวเองให้สามารถมีสมาธิ ตั้งใจ จดจ่อ มีวินัย ตลอดจนมุ่งมั่น ที่จะผลิตและเขียนผลงานวิจัยหนึ่งชิ้นให้สำเร็จลุล่วงและเป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการ (โดยมีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆเป็นผู้ตัดสิน)

จากคำตอบแบบรวบยอดข้างต้น พอจะตีความได้ว่าความยากของปริญญาเอก เกี่ยวข้องกับ 2 ประเด็นสำคัญ:

ความยากอันแรกคือ การที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้ที่จะเป็นนายของกาย ใจและจิตของตัวเอง
(ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยังคุยกันต่อได้ในอีกหลายๆตอนว่า ความยากอันนี้ เป็นยากแท้ ยากแน่ และเป็นอุปสรรคต่อการได้มาซึ่งปริญญาเอกของผู้เรียนทุกคนมากน้อยแค่ไหนและอย่างไรบ้าง)

จะว่าไปแล้ว การเรียนในทุกๆระดับการศึกษา ก็ต้องอาศัย ความสามารถในการควบคุมและบังคับตัวเองให้ตั้งใจเรียนทั้งสิ้น แตกต่างกันตรงที่ว่า การเรียนในระดับปริญญาเอก (หรือ การเรียนปริญญาโทแบบเน้นการวิจัยก็รวมอยู่ในข้อนี้ได้) ต้องอาศัยทักษะตรงนี้มากและยาวนานต่อเนื่องมากกว่าการเรียนในระดับอื่นๆ

ด้วยระยะเวลาของการเรียนที่มีกรอบเวลาให้ผู้เรียนอย่างกว้างๆ และไม่มีใครกำหนดเส้นตายเป็นระยะๆให้กับผู้เรียนว่าผู้เรียนจะต้องทำอะไร เมื่อไหร่ แตกต่างกับการเรียนในระดับอื่นๆที่ผ่านมาที่ผู้เรียนมักจะรู้เสมอว่าเรียนไปสามเดือนก็มีการจัดสอบที และถ้าสอบผ่านก็จะได้เลื่อนชั้นไปเรื่อยๆ จนศึกษาจบภายในเวลาที่กำหนด

ด้วยลักษณะของการศึกษาในแบบปริญญาเอกที่เปิดกว้าง จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ผู้เรียนต้องสามารถเป็นนายของตัวเองรับผิดชอบและมุ่งมั่นกับการผลิตและเขียนผลงานวิจัยชิ้นที่ว่าออกมาให้ได้

ความยากอันที่สอง ที่มาซ้ำซัดความยากอันแรก ก็อยู่ตรงประเด็นที่ว่า ผู้เรียนต้องผลิตและเขียนผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งให้สำเร็จลุล่วงและเป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการ

ด้วยผู้ที่ตัดสินใจมาสมัครเรียนปริญญาเอกส่วนใหญ่ มักจะยังไม่มีโอกาสที่จะรับผิดชอบงานวิจัย ในสเกลของการวิจัยระดับปริญญาเอก (ในบางกรณี ผู้ศึกษาระดับปริญญาเอกเคยทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัย หรือเคยเป็นนักวิจัยในสถาบันหรือองค์การต่างๆ รวมถึงนศ.ป.โทแบบเน้นการวิจัย ประสบการณ์เหล่านั้นอาจช่วยในการเรียนปริญญาเอกได้บ้างแต่ไม่ทั้งหมด) ถึงแม้จะมีคนที่เคยมีประสบการณ์มาบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่มาสมัครเรียนปริญญาเอกคือกลุ่มที่ไม่เคยทำงานวิจัยในลักษณะกว้างขวางและลึกซึ้งแบบที่การศึกษาปริญญาเอกต้องการ

บ่อยครั้งการเริ่มทำงานของนักศึกษาปริญญาเอกจึงเปรียบเสมือนตาบอดคลำช้าง คือ เป็นการทำงานจากการนึกเอา เดาเอา

ฉะนั้น งานที่ออกมาจะใช่หรือจะถูกต้องหรือไม่ ก็ต้องขึ้นกับหลากหลายปัจจัยที่ต้องมาเสริมและสนับสนุนให้เหมาะสม จึงจะส่งผลต่อความสำเร็จของแต่ละบุคคลได้

11081383_1570882219835181_7752543692572514369_n

ปัจจัยแรกที่มักจะพบว่าเป็นปัจจัยที่ดีที่สุด ก็คือ ความตั้งใจและเอาใจใส่ของผู้เรียนเอง ยกตัวอย่างเช่น ในขั้นเริ่มต้นก่อนลงมือทำงานวิจัยของตนเอง ถ้าผู้เรียนหมั่นเข้าห้องสมุด หมั่นค้นคว้าและนำเอาตัวอย่างงานวิจัยระดับปริญญาเอกที่ดีๆมาศึกษาและพินิจพิเคราะห์ ก็จะทำให้การนึกเอา เดาเอา เกี่ยวกับงานของตนเองที่ต้องทำนั้น ค่อนข้างแม่นตรงและถูกต้อง และผันแปรความมืดมิดกลายเป็นความสว่างได้

แต่หากผู้เรียนไม่รู้วิธีเริ่มต้น ไม่หมั่นค้นคว้า หวังพึ่งพิงผู้อื่นอยู่เป็นนิจ ก็คงต้องอยู่ในสภาพมืดมิดและมีอาการตาบอดเช่นนั้นเรื่อยไป

และเพื่อทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จลุล่วง ผู้เรียนจะต้องนำตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการวิจัย ซึ่งประกอบไปด้วยขั้นตอนมากมาย ย้ำว่ามีสิ่งที่ต้องศึกษาและเรียนรู้มากมาย โดยเฉพาะถ้าทุกเรื่องเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน (แต่ละขั้นตอนนั้นอาจประกอบด้วย การเลือกหัวข้อการวิจัย การตั้งชื่อเรื่องงานวิจัยที่ถูกต้อง การตั้งคำถามการวิจัยที่ถูกต้อง การเขียนวัตถุประสงค์การวิจัยที่ถูกต้อง การเลือกอ่านหนังสือหรือการทบทวนวรรณกรรมที่ถูกต้อง การเขียนกรอบแนวคิดที่ถูกต้อง การเขียนรายงานผลการวิจัย ตลอดจนการอภิปรายผล และอื่นๆอีกมากมาย)

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยากอันที่สองของปริญญาเอกก็คือ การผลิตงานวิจัยที่มีกระบวนการที่ประกอบไปด้วยขั้นตอนที่มากมายและล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งใหม่สำหรับผู้เรียนนั่นเอง

จะก้าวข้ามผ่านความยากนี้ไปได้ ผู้เรียนต้องเอาใจที่ละเอียดและปราณีตทั้งใจใส่เข้าไปในขั้นตอนต่างๆ ให้รู้จริง ทำได้ และต้องรู้ลึกถึงขั้นที่สามารถเชื่อมโยงทุกหัวข้อเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว สร้างสรรค์งานวิจัยของตนเอง ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

การเรียนปริญญาเอกก็เป็นเช่นนี้ เมื่อความยากถูกระบุ ชี้ชัด และ แจกแจง แล้ว คงพอจะทำให้ทุกคนเห็นภาพได้ชัดขึ้น และเมื่อเราเห็นรูปร่างหน้าตาของสิ่งที่ต้องต่อสู้แล้ว ไม่น่ายากเกินไปที่จะรับมือ…

—————
Credit text: เพจก็แค่ปริญญาเอก C2016

Credit photo: from http://fitclub24.ca/wp-content/uploads/2014/…/Quote-Easy.png

13 ข้อที่ไม่มีใครบอกคุณ เมื่อคุณสมัครเรียนปริญญาเอก

11081066_1570213636568706_1455902387378967190_n1.ไม่มีใครบอกว่า…ชีวิตที่ว่าแย่ ยุ่ง และ ยาก ในปัจจุบัน จะหนักกว่าเดิมเพิ่มอีก 10 เท่า

2.ไม่มีใครบอกว่า…ความสุขลั้ลลาที่มีอยู่จะถูกหารสองและแบ่งให้กับการเรียนๆๆๆ

3.ไม่มีใครบอกว่า…คุณจะค้นพบว่าตัวเองเขียนหนังสือไม่เป็น และ ยิ่งไปกว่านั้นคืออ่านหนังสือไม่เป็นด้วย

4.ไม่มีใครบอกว่า…คุณจะค้นพบและได้ทำความรู้จักกับข้อจำกัดและจุดอ่อนของตัวเองในทุกๆด้าน

5.ไม่มีใครบอกว่า…ความมั่นใจในตัวเองที่สร้างมาตลอดชีวิตจะสูญเสียและดิ่งลงไปอยู่ในจุดติดลบ

6.ไม่มีใครบอกว่า….คุณจะต้องเจอกับวันที่ทำให้คุณทุกข์ เศร้า ไม่มีความสุข และหลายครั้งต้องร้องไห้หนักมาก

7.ไม่มีใครบอกว่า…คุณจะรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา แปลกแยก มีเพียงคุณคนเดียวเท่านั้นที่ต้องขมขื่นทนทุกข์ ในขณะที่ชีวิตคนอื่นดูดี มีความสุข และไม่มีใครเข้าใจหรือช่วยคุณได้

8.ไม่มีใครบอกว่า…สิ่งที่คุณจะเกลียดและอยากหนีไปให้ไกลสุดชีวิตคือคำถามที่เกี่ยวข้องกับประเด็นว่า เมื่อไหร่จะเรียนจบ? เมื่อไรจะเป็นดร.?

9.ไม่มีใครบอกว่า…เวลา 5 ปี หรือ 6 ปี จะผ่านไปไวเหมือนโกหก โดยเฉพาะ 6 เดือนสุดท้ายของการเขียนเล่มดุษฎีนิพนธ์

10.ไม่มีใครบอกว่า…การเจอกับอาจารย์ที่ปรึกษาจะทำให้คุณปวดหัวและสับสนหนักกว่าเดิม เพราะบางทีอาจารย์พูดขวา และบางทีก็กลับมาซ้าย ทำให้คุณหลงทาง

11.ไม่มีใครบอกว่า…คุณจะต้องเสียหน้าต่อสาธารณชนจนชินชาเมื่อเจออาจารย์ที่รุมวิจารณ์งานของคุณจนไม่เหลือข้อดีต่อหน้าเพื่อนๆหรือบางทีต่อหน้าลูกน้องที่ทำงาน

12.ไม่มีใครบอกว่า…คนที่จบปริญญาเอกทุกคนเจอทุกข้อข้างต้นมาหมดแล้ว (ไม่ใช่เพียงแต่คุณเท่านั้น)

13.ไม่มีใครบอกว่า…ถ้าคุณสามารถเอาชนะความรู้สึกยาก แย่ สับสน อับอาย โดดเดี่ยว และท้อแท้ข้างต้นได้ คุณจะได้เป็น ดร. ที่ตัวคุณจะภาคภูมิใจไปตลอดชีวิต

Credit: photo from biyuko.tumblr.com