คอลัมน์แขกรับเชิญ :: A Super Busy Day with a PhD Student :: วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก

pakorn1

ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ผม ภากร กัทชลี ชื่อเล่นชื่อ ปอ หรือจะเรียกแบบคนจีนว่า ผ้าข่า (帕卡)ก็ได้นะครับ ฟังเหมือนชาวเขายังไงไม่รู้ ฮ่าฮ่า เพราะที่จีนเขาทับศัพท์เลียนเสียงมาจากชื่อภาษาอังกฤษว่า Pagon แต่ผมก็ชอบชื่อนี้นะ ไม่เหมือนใครดี

ตอนนี้กำลังศึกษาปริญญาเอกปีที่ 2 สาขา Computer Science and Technology ที่มหาวิทยาลัยซีเตี้ยน  หรือมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ซีอาน – Xidian University (Xi’an University of Electronic Science and Technology) เมืองซีอาน มณฑลส่านซี ประเทศจีน ภายใต้ทุนการศึกษารัฐบาลจีน (CSC Scholarship)

pakorn6.png

ทำไมถึงมาเรียนปริญญาเอก

ตอนสมัยเรียนปริญญาตรี มีความจำเป็นที่ต้องทำงานและเรียนไปพร้อมกัน เนื่องจากครอบครัวมีปัญหาทางด้านการเงิน จึงต้องรับผิดชอบค่าเล่าเรียน ค่าหอพัก ค่าใช้จ่ายส่วนตัวด้วยตนเอง ดังนั้นจึงรู้สึกว่า ยังให้ความสำคัญกับการเรียนไม่มากพอ พอเรียนจบปริญญาตรี เลยอยากจะเรียนต่อในระดับที่สูงกว่านี้ เพื่อทุ่มเทกับการเรียนให้เต็มที่ จึงตัดสินใจเรียนต่อในระดับปริญญาโท ซึ่งตอนนั้นก็เรียนปริญญาโทที่จีน ด้วยทุนการศึกษารัฐบาลจีนเช่นเดียวกันครับ หลังจากจบปริญญาโท ก็ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอกเลย เพราะยังรู้สึกอยากพัฒนาความรู้ในสิ่งที่เราสนใจให้สูงที่สุด และที่สำคัญคือค้นพบว่า อยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยครับ

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง?

ต้องบอกก่อนว่า ผมเป็นบุคคลพิเศษ (ฮ่าฮ่า) Stuttering person หรือถ้าพูดง่ายๆก็คือ พูดติดอ่าง ดังนั้นผมจึงมีปัญหาในด้านทักษะการพูดมาตั้งแต่วัยเด็ก พอมาเรียนต่างบ้านต่างเมือง ก็ยิ่งมีปัญหา เพราะพอเราต้องสื่อสารด้วยภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาบ้านเรา (ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ) ทำให้เราที่มีปัญหาทางด้านการพูดอยู่แล้ว อายที่จะพูด จึงทำให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น แต่พอมาเรียนปริญญาเอกที่นี่ อาจารย์ที่ปรึกษาพยายามช่วยแก้ปัญหาด้วยการให้เรามีวิชาสอนของเราเอง ทั้งสอนนักศึกษาจีนและนักศึกษาต่างชาติ ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ซึ่งเป็นการบังคับให้เราฝึกพูดและกล้าที่จะพูดสื่อสารกับคนอื่นมากขึ้น ขณะนี้ทักษะการพูดทั้งภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ จึงค่อนข้างดีขึ้นมากครับ

ทักษะอื่นที่พัฒนาอย่างมาก นอกจากการพูด คือ ทักษะทางด้านภาษาอังกฤษและภาษาจีน แน่นอนอยู่แล้วว่าในการทำวิจัย เราจะต้องอ่านงานวิจัยและตำราค่อนข้างเยอะ ซึ่งผมเรียนหลักสูตร International จึงต้องอ่านเปเปอร์ หนังสือภาษาอังกฤษ และต้องเขียนรายงาน เตรียมการสอนเป็นภาษาอังกฤษด้วย ทักษะภาษาอังกฤษจึงค่อนข้างดีขึ้น แม้จะยังไม่ดีที่สุดก็ตาม แต่ก็จะพัฒนาไปเรื่อยเรื่อยครับ ทักษะภาษาจีนก็เช่นกัน แม้จะไม่ได้เรียนเป็นภาษาจีน (ตอน ปโท ก็เรียนเป็นภาษาอังกฤษ) แต่ด้วยความที่อยู่จีนมาค่อนข้างนานกว่า4ปี หากไม่ได้ภาษาจีนเลย ก็อายคนอื่นเขา จึงพยายามบังคับตนเองให้ศึกษาภาษาจีนมากขึ้น พยายามพูดคุยสื่อสารกับคนจีนให้มากขึ้นกว่าเดิมครับ

นอกจากนี้แล้ว การเรียนปริญญาเอก ทำให้ผมมีความรับผิดชอบและวางแผนในชีวิตมากยิ่งขึ้น มิเช่นนั้นอาจเรียนไม่จบตามกำหนดได้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังกังวลอยู่ครับ ฮ่าฮ่า

pakorn2

ระหว่างเรียน พบเจออุปสรรค ความท้าทายอะไรบ้าง?

อย่างที่เล่าไปครับ ว่าผมมีปัญหาทางด้านการสื่อสารทางการพูดมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นอุปสรรคที่ยากที่สุด ที่จะต้องก้าวผ่านไปให้ได้

การเปลี่ยนสายวิจัย ก็เป็นหนึ่งในอุปสรรคที่หนักหนาเช่นเดียวกันที่กำลังประสบอยู่ตอนนี้ครับ คือจริงๆแล้ว สายวิจัยที่ผมสนใจและทำมาตั้งแต่ปริญญาโท คือสาย ontologies and semantic web แต่พอมาเรียนปริญญาเอกที่นี่ เป็นความผิดพลาดของผมเองที่ไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ดีว่า สายวิจัยที่ผมจะทำอยู่อีกคณะหนึ่ง ก็คือ Management Science

ซึ่งตรงนี้ขอฝากไว้สำหรับคนที่จะมาเรียนปริญญาเอกที่จีนนะครับ หากอยากทำวิจัยทางสาย Web technology, IT, knowledge management หรือทางสาย Ontologies and Semantic web แบบที่ผมทำตอนปริญญาโท ส่วนใหญ่ที่จีน จะอยู่ใน Management Science ไม่ใช่ Computer Science ครับ ดังนั้นผมจึงต้องหาแลปใหม่

ตอนเริ่มเรียนปีแรก ซึ่งมีแลป Wireless security รับผมเข้าไปอยู่ในสังกัด ต้องบอกว่า ผมไม่เคยมีความรู้ทางด้าน Wireless และ Networks เลย และที่เมืองจีน จะเน้นทำวิจัยด้วย Math ซึ่งผมไม่ถนัดอีกต่างหาก ดังนั้นปีแรกของการเรียนปริญญาเอก จึงค่อนข้างยากมาก เพราะต้องพยายามอ่านเปเปอร์ อ่านตำรา ศึกษาความรู้ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังโดนแรงกดดันพอสมควรจากเพื่อนร่วมแลป เพราะส่วนใหญ่จะเป็นเด็กหัวกะทิของจีน และผมเป็นต่างชาติคนเดียวในแลปด้วย แต่โชคดีที่อาจารย์ที่ปรึกษาค่อนข้างให้โอกาส เลยมีกำลังใจสู้ครับ จนตอนนี้ปีสอง ก็ตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำวิจัยทางด้าน Trust models in P2P networks  ซึ่งท้าทายมากครับ ว่าจะสามารถทำสำเร็จ จนได้รับปริญญาเอกอย่างที่หวังไว้หรือไม่

อุปสรรคอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่คนมาเรียนที่จีน น่าจะได้มีโอกาสพบกันทุกคน นั่นคือ ความแตกต่างของวัฒนธรรม โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันในแลป เรามักจะได้รับการเพิกเฉยจากคนจีน ถามอะไรไป ก็ไม่ค่อยตอบ เหมือนกั๊กความรู้เอาไว้ ซึ่งตรงนี้เป็นปกติของคนจีน เพราะเขาคิดว่า เราควรช่วยเหลือตัวเราเองครับ ดังนั้น อย่าไปคิดให้ขุ่นมัวครับหากเจอแบบนี้ เราก็พยายามทำของเราให้ดีที่สุด เท่าที่เราทำได้ และใช้ข้อดีของคนไทยให้เป็นประโยชน์ นั่นคือ เฟรนด์ลี่ พยายามใจดีสู้เสือครับ กลับไทย พยายามมีของฝากมาติดไม้ติดมือให้อาจารย์ที่ปรึกษา ให้คนในแลปสักหน่อย ชีวิตจะราบรื่นขึ้นครับ

นอกจากนี้การใช้ชีวิตต่างบ้านต่างเมือง ก็มักจะมีปัญหาเข้ามาแบบคาดไม่ถึงเช่นกัน อย่างที่เมืองจีน ของจะหายกันค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ จักรยาน ดังนั้น ต้อง Strong ครับ

วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก เป็นอย่างไร

วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก สำหรับผมช่วงนี้ คือ การอ่านงานวิจัย อ่านตำรา หาข้อมูล และขบคิดปัญหา ลองผิดลองถูกเกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่เราต้องทำ และเขียนรายงานความคืบหน้าของสิ่งที่เราทำในทุกวัน และนอกจากนี้ ก็จะมีเตรียมสอนบ้าง อย่างในเทอมนี้ ไม่มีคลาสสอนเป็นของตนเอง แต่จะมีสอนร่วมกับ ดร.ท่านอื่น ในบางคาบ บางสัปดาห์ ดังนั้นก็ต้องเตรียมการสอนไว้ล่วงหน้าครับ

นอกจากการเรียนและการสอนแล้ว หากเบื่อ ผมก็จะเปลี่ยนมาหัวฟูกับสิ่งอื่นแทน ก็คือ การทำอาหารไทย และตอบคำถาม หาข้อมูล หาข่าวรับสมัครทุนรัฐบาลจีน ไปแชร์ในกลุ่มนักศึกษาทุนรัฐบาลจีน ที่ผมได้สร้างกลุ่มนี้เอาไว้สำหรับนักศึกษาไทยที่สนใจทุนรัฐบาลจีน ตั้งแต่สมัยที่เริ่มสมัครทุนปริญญาโท ซึ่งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมคลายเครียดได้ดีเลยครับ

สุดท้าย อยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

การเรียนปริญญาเอก หากจะมองว่าง่ายก็ง่าย หากจะมองว่ายากก็ยากมากแบบที่เราไม่คิดมาก่อนว่ามันจะยากเพียงนี้ แต่ทุกอย่างอยู่ที่ใจของเราครับ หากเราสู้และบอกกับตนเองว่าเราต้องทำได้ เราก็จะทำได้ครับ และถ้าหากเรามีความเครียดเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเปรียบเสมือนเงาตามตัวของคนเรียนปริญญาเอก เราต้องรู้จักจัดการกับเงานี้ให้ได้

อย่างตัวผมเอง เมื่อปีที่แล้ว ผมมาเรียนปริญญาเอกที่นี่ปีแรก ซึ่งมีปัญหาความเครียดกับการเรียน การใช้ชีวิตมาก จนเป็นโรคเครียด ต้องหาหมอที่จีน ต้องกินยาอยู่เป็นเดือน แต่สุดท้ายผมก็ผ่านมาได้ ซึ่งมองกลับไปตอนนี้ มันง่ายมากเลย แค่เราคิดให้ได้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุของความเครียด เราก็ออกมาจากตรงนั้น ปล่อยวางตรงนั้น หาอะไรทำเพื่อให้เราลืมความเครียด ให้เราได้ผ่อนคลายบ้าง อย่าจมปรักกับความเครียดนั้น   อย่างในเคสของผม เพื่อนคนจีนได้ชวนไปทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน คือ ปีนหน้าผา เดินป่า ก็ทำให้จิตใจกลับมาดีขึ้น มีกำลังใจในการเรียน ใช้ชีวิตที่นี่มากขึ้น อ้อ แล้วผมคิดว่าการทำอาหารไทย ก็ช่วยให้จิตใจดีขึ้นมากเช่นกันนะครับ เพราะการได้ทานอาหารไทย ในยามที่เราอยู่ต่างบ้านต่างเมือง มันทำให้เรารู้สึกมีพลังมากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

และถ้าหากท้อ หากหมดกำลังใจ ให้นึกถึงครอบครัวของเรา คนที่เรารัก และเป้าหมายของเราที่เราฝันไว้   เพื่อจุดไฟกำลังใจในตัวเราให้เพิ่มขึ้นมาอีกครั้งครับ สำหรับ เส้นทางปริญญาเอกของผม ณ ตอนนี้ยังอีกยาว แต่ก็ไม่ท้อครับ จะเดินต่อไปเรื่อยเรื่อยจนสุดทาง สู้ด้วยกันนะครับ ^_^

pakorn3.png

สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่สนใจเรียนต่อปริญญาเอกที่เมืองจีน โดยเฉพาะสำหรับทุนการศึกษารัฐบาลจีน ที่มีให้ทั้ง ปริญญาโท และปริญญาเอก สำหรับปีการศึกษา 2016/2017 ตอนนี้มหาวิทยาลัยในจีนกำลังทยอยเปิดรับสมัครแล้ว สามารถสอบถามมาได้ที่กลุ่มนักศึกษาทุนรัฐบาลจีนครับ https://www.facebook.com/groups/799665870071741/ หรือสอบถามมาที่ผมโดยตรงก็ได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาครับ

ติดตามผลงานของปอ ได้ที่นี่ค่ะ

(1) สำหรับคนที่จะสมัครทุนปริญญาเอก

https://www.facebook.com/groups/799665870071741/permalink/996579030380423/

(2) บทสัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ CRI ของจีน เวอร์ชั่นภาษาไทย

http://thai.cri.cn/247/2015/01/02/121s228327.htm

http://thai.cri.cn/221/2015/01/09/223s228551.htm

…ขอบคุณ ปอ ที่มาแชร์ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกในประเทศจีน ช่วยเปิดมุมมอง เปิดโลกทัศน์ให้กับเรามากมาย ที่นี่ค่ะ

#ก็แค่ปริญญาเอก ขออวยพรให้ ปอ ประสบความสำเร็จ เข้มแข็ง สามารถฝ่าฟันทุกอุปสรรค เราเชื่อว่า คุณประโยชน์มากมายที่ปอได้สร้างสรรค์ไว้ และจะสร้างสรรค์ต่อไป จะเป็นพลังที่ดีเยี่ยมส่งให้ปอสำเร็จการศึกษาในเร็ววันค่ะ

…ติดตามสาระข้อมูลดีๆ ใน #คอลัมน์แขกรับเชิญ ได้อีก ในครั้งหน้าค่ะ แอดมินเชื่อว่าการได้เปิดรับฟังประสบการณ์ที่หลากหลายจากเพื่อนร่วมทาง จะทำให้การเดินทางสู่ความสำเร็จของผู้เรียนปริญญาเอกไม่โดดเดี่ยวและเดียวดายจนเกินไป

…หากใครมีมุมมองเกี่ยวกับปริญญาเอกที่อยากแบ่งปัน ทางเพจยินดีเป็นพื้นที่กลาง ส่งผ่านประสบการณ์กันมาได้หลังไมค์นะคะ

 

ข้อคิดสำหรับ ‪‎มนุษย์เงินเดือน‬ กับ การเรียนต่อปริญญาเอก

workingman.jpg

เป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ดีๆ แต่อยากมี degree สูงขึ้น หันซ้ายแลขวา สมัครเรียนปริญญาเอกน่าจะดี…

‪#‎วัตถุประสงค์ในการเรียน‬

ก่อนสมัครเรียน ลองตอบคำถามที่ว่า จะเรียนปริญญาเอกไปทำไม? เพื่ออะไร? และ เพื่อใคร?

-อยากก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่ทำอยู่
-อยากเปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนสายงาน
-อยากให้เจ้านาย/คนในที่ทำงานยอมรับ
-อยากก้าวกระโดดในตำแหน่งหน้าที่การงาน
-แค่เท่ห์ (แต่กินไม่ได้)
-แค่เบื่อ ต้องการความท้าทาย ฯลฯ

‪#‎ระหว่างเรียน‬

เหล่านี้เป็นความจริงที่อาจต้องเผชิญ…

-บริหารเวลาไม่ได้
-งานก็ไม่เดิน
-เรียนก็ไม่ดี
-หมดความมั่นใจทั้งสองทาง
-เพื่อนร่วมงานก็เขม่น แถมเจ้านายก็ด่า
-เงินเดือนก็ไม่ขึ้น/ค่าเล่าเรียนก็ต้องจ่าย
-หน้าตาทรุดโทรม เท่ห์มั้ย?..ไม่แน่ใจ!!
-เบื่อหนักกว่าเดิม…

อย่าเรียนเพื่อหวังให้คนอื่นชื่นชม
อย่าเรียนเพื่อแค่เท่ห์ !!

เพราะในจุดวิกฤต

เป้าหมายเหล่านั้น…
กินไม่ได้ และไม่ช่วยอะไรเลย

‪#‎วิธีก้าวข้าม‬

ถ้าเลือกแล้วว่าจะทำทั้งสองทางคู่ขนานกันไป

ต้องแบ่งเวลา แบ่งค่าใช้จ่าย แบ่งจิตใจ แบ่งการทุ่มเทพลัง ในแต่ละเรื่องอย่างเหมาะสม

จำให้ได้ว่า…

-ที่ทำงานไม่ใช่ที่เขียนธีสิส
-เวลาเขียนธีสิสไม่โทรศัพท์นัดประชุมงาน
-หน้าจอธีสิสไม่เปิด facebook
-หน้าจองานไม่ค้นหา journal

สถานที่ เวลา กิจกรรม จัดสรรให้ถูกเรื่อง ให้เหมาะสม

รับผิดชอบกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อทำอย่างเต็มที่แล้ว ก็ปล่อยวาง
แค่ไหนแค่นั้น ค่อยว่ากันใหม่

ถ้าวันนี้มีเวลาให้ธีสิสเพียง 30 นาที
ก็เต็มที่กับเวลา 30 นาที ที่มี

พรุ่งนี้มีเวลา 4 ช.ม.
ก็เต็มที่กับ 4 ช.ม. ที่มี

ความรู้สึกของการ “ได้ทำอย่างเต็มที่” “พอใจแล้ว” จะนำมาซึ่งความอิ่มเอม สุขใจ และเป็นพลังบวกที่จะให้งานก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

ความกระวนกระวาย นู่นก็ “ไม่พอใจ” นั่นก็ “ไม่ได้ทำอย่างเต็มที่” จะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

ก้าวให้ข้าม…

ถึงแม้จะก้าวไปไม่เร็วนัก แต่รับรองว่าไม่นานจะเห็นผลเป็นชิ้นเป็นอัน จนตัวเองอาจจะประหลาดใจกับผลที่ได้รับก็เป็นได้

Credit photo: http://www.sitepoint.com/

‎10ข้ออ้างในการไม่เริ่มลงมือเขียนThesis

phddddd

1. ไม่แน่ใจ ไม่รู้จะเขียนอะไรดี
2. คิดว่าอ่านและทบทวนวรรณกรรมยังไม่พอ
3. ผลการวิจัยยังไม่สมบูรณ์
4. คิดว่าการลงมือเขียนต้องไว้ตอนสุดท้าย
5. สองอาทิตย์ใกล้ส่งค่อยเริ่มเขียนก็ได้
6. ง่วง เหนื่อย เพลีย ล้า คิดไม่ออก
7. ลูกงอแง / แฟนงอแง
8. มีงานอื่นเข้าแทรกตลอด
9. กลัวจะออกมาไม่ดี
10.รอแรงฮึด ขาดแรงจูงใจ

การเขียน Thesis ให้ออกมาเป็นเล่มที่สมบูรณ์นั้น เป็นหนึ่งข้อเรียกร้องสำคัญสำหรับการศึกษาปริญญาเอก

ผู้เรียนต้องลงมือเขียนไปเรื่อยๆ ตั้งแต่วันแรกที่กำหนดหัวข้อวิจัยได้ ผู้เรียนต้องลงมือเขียนตั้งแต่วันที่ยังรู้สึกไม่พร้อม ไม่มีอะไรจะเขียน และไม่มีอะไรชัวร์นั่นแหละ

อย่างน้อยในวันที่มีแค่ตัวเรา หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ว่างๆ และสมองที่ว่างๆ ผู้เรียนจะได้เริ่มต้นคิด จดจ่อ ร่างความคิดต่างๆไว้ แล้วค่อยๆไปหาองค์ความรู้สำคัญมาใส่เพิ่มเติมลงไปในงานนั้น

เมื่อทำไปเรื่อยๆ ความมั่นใจจะค่อยๆมา อย่ารอจนกว่าจะพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะหากรอวันนั้น เราอาจจะไม่ได้เขียนอะไรเลยก็ได้ ทุกทักษะจะค่อยๆเกิดขึ้นจากการลงมือเขียน

ระหว่างการลงมือทำ เราสามารถทบทวนและทำให้ดีขึ้นตลอดเวลา ค่อยๆเก็บสิ่งที่ใช่ ตัดสิ่งที่ไม่ใช่ ก็น่าจะดีกว่าไม่รู้จะเก็บหรือตัดอะไรเลย

ถ้าเราเขียนได้วันละ 1 หน้า 10 วันก็ 10 หน้า 30 วันก็ 30 หน้า ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าจะดีกว่านั่งกลัว ไม่แน่ใจ และรอแรงฮึดไปเรื่อยๆ

เขียนเรื่อยๆ เขียนตลอด หยุดเขียนก็ต่อเมื่อต้องการหยุดพัก (take a break) เท่านั้น…

ลงมือเขียน ไร้ข้ออ้าง ทำทุกทาง เพื่อจุดหมายนั้นที่ต้องการไปถึง…


Credit photo: http://www.notonthehighstreet.com/wallart/product/

วิทยานิพนธ์


งานวิทยานิพนธ์ที่ดี คือ การเชื่อมโยงกันของแต่ละบท แต่ละส่วน อย่างมีระบบ มีหลักการ และมีพลัง
#บทนำ ประกอบไปด้วย การกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และวางขอบเขตงานที่ชัดเจน การตระหนักรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่มีความหมาย ความสำคัญ และเป็นประโยชน์ ทั้งต่อแวดวงวิชาการและสังคมโดยส่วนรวม โดยมี ระเบียบวิธีวิจัย อันเปรียบเสมือน ขั้นตอน เครื่องมือ และวิธีการที่ถูกต้อง ที่กำกับเรา ให้ถึงและบรรลุซึ่งเป้าหมาย
#การทบทวนวรรณกรรม เปรียบเสมือน การรู้จัก เรียนรู้ และทำความเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง ตั้งอยู่บนฐานของความเคารพ ไม่ละเมิดสิทธิ ไม่นำความคิดของผู้อื่นมาเป็นของตน เข้าใจเขาในบริบทของเขา และก็สามารถคงไว้ซึ่งความคิดของเราในบริบทของเราเองด้วย
#ผลการวิจัย คือ การระบุสิ่งที่ค้นพบ สิ่งที่เป็นเราโดยแท้ การประกาศจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจน ละเอียด ถี่ถ้วน และบรรลุซึ่งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างถูกต้องดีแล้ว
#สรุปอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ คือ การสรุปจุดยืนของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง แล้วค่อยๆ ประสานจุดยืนนั้น ให้สอดคล้องกับบริบทของโลก สังคม และชุมชนวิชาการ ไม่โมเม ทึกทักว่างานของเราเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และดีที่สุดบนโลกใบนี้ ในขณะเดียวกัน การสอดประสาน เชื่อมโยงงานของเรากับงานของคนอื่นนั้น ต้องไม่ทำให้ความเป็นตัวเองเลือนหายไป งานที่เล็กๆของเราต้องสามารถเปล่งประกาย อยู่ท่ามกลางงานวิชาการอื่นๆที่หลากหลาย สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ และมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจให้กับส่วนรวมได้
จะว่าไปแล้ว ในงานวิทยานิพนธ์หนึ่งๆ ทุกบท ทุกตอน ต่างมีหน้าที่ของตัวเอง ไม่ก้าวก่าย ไม่ทับซ้อน เป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกัน มุ่งสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ อย่างชัดเจนและมีพลัง
ระหว่างบรรทัด ระหว่างบทของการทำวิทยานิพนธ์ นั้น จำเป็นต้องมีทักษะต่างๆ ที่ต้องฝึกฝน อันได้แก่ สติ สมาธิ ความละเอียด ปราณีต สร้างสรรค์ อดทน อึด ทุ่มเท มุ่งมั่น มานะ บากบั่น ล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ และ อื่นๆอีกมากมาย
หากพิจารณาอย่างดีแล้ว ทั้งหมดของการทำวิทยานิพนธ์ มีหลายบทเรียนที่ซ่อนอยู่
แน่นอนเลยว่า การเรียนปริญญาเอกเป็นหนึ่งแบบฝึกหัดสำคัญในชีวิต
การเรียนปริญญาเอก คือ โอกาส ในการฝึกฝน ขัดเกลา เคี่ยวกรำ พัฒนาตัวเอง เพื่อสร้างประโยชน์ไว้บนโลกใบนี้
งานวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพ ย่อมหมายถึง ตัวตนของผู้ทำที่ได้ผ่านการ ฝึกฝน ขัดเกลา เคี่ยวกรำ และพัฒนาในระดับหนึ่ง เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ปริญญาเอกเป็นแค่หนึ่งแบบฝึกหัด เป็นแค่มินิเวอร์ชั่น ของภาพรวมชีวิตทั้งหมด
ถ้ามีโอกาสเรียน สอบให้ผ่าน
ถ้าไม่มีโอกาสเรียน ก็สามารถไปทำแบบฝึกหัดอื่นๆของชีวิต ได้เสมอ
ความหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์ คือ การได้ฝึกฝน ขัดเกลา เคี่ยวกรำ พัฒนาตัวเองให้เป็นตัวเองที่ดีที่สุด และสร้างประโยชน์ไว้บนโลกใบนี้

.

.

ท่ามกลางสังคมที่ดูจะสับสนวุ่นวาย ไร้ระบบ ไร้หลักการ ไร้พลัง
กลับไปอยู่กับวิทยานิพนธ์ของตัวเอง สร้างระบบ สร้างหลักการ สร้างพลัง ด้วยสองมือของตัวเอง
และความสุขที่แท้จริงก็อยู่ตรงนั้นแหละ แค่หาให้เจอ
ฝึกฝน ขัดเกลา เคี่ยวกรำ พัฒนาตัวเองให้เป็นตัวเองที่ดีที่สุด และสร้างประโยชน์ไว้บนโลกใบนี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
และนี่แหละมั้ง คือ ความหมายของการ เป็น อยู่ คือ ของเรา สำหรับวันนี้ และ ทุกๆวันจากนี้ไป
#justaphd

Credit photo: http://www.christifultz.com/2015/02/why-i-love-jamberry-nails.html/

‎คำถามปริญญาเอก ::: ‪‎คำถามประจำวัน

12227591_1651116701811732_2140955658537636645_n

คำถาม:

สวัสดีครับ พี่ๆทั้งสอง ผมกำลังเรียนปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์ ตอนนี้มีปัญหาหนักหน่วงในการทำธีสีส แก้ปัญหามานานแล้วไม่ได้สักที จนท้อ ไม่อยากทำ ไม่อยากเรียน จะลาออกแล้วครับ ผมอยากถามว่าพี่ทั้งสองผ่านจุดนี้มายังไงครับ ผมหมดไฟแล้วจริงๆครับ ปัญหาที่หนักหน่วงตอนนี้ มีอยู่ 4 ข้อด้วยกันครับ

1) หาวิธีในการทำแลปไม่ได้ ทำหลายวิธีแล้ว ไม่ได้ผลตามที่ต้องการสักที จนรู้สึกท้อครับ

2) หมดไฟ หมดกำลังใจ เพราะตอนช่วงที่ได้ทุน ได้ใช้พลังที่มีทั้งหมด ทำแลปให้สามารถเขียนรายงานความก้าวหน้าด้วยความรีบเร่ง จนทำรายงานปิดทุนเสร็จครับ และตอนนี้เลยรู้สึกหมดแรงมาก

3) ได้รับแรงกดดันจากทุกคน อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม โดนดุบ่อยมากครับ

4) ผมชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เช่น ทำไมคนนี้ทำได้ เราทำไม่ได้ อะไรประมาณนี้ ผมรู้นะครับว่ามันไม่ดี พยายามไม่คิดแต่มันเลิกไม่ได้ ร้ายที่สุดถึงกับมองว่าตัวเองไม่ควรเรียนปริญญาเอก ความรู้ไม่ถึง วิเคราะห์ผลไม่ได้ ผมควรทำยังไงให้เลิกคิดดีครับ ผมไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย คิดมากอีกด้วย

คำตอบ:

ท้อ หมดไฟ หมดกำลังใจ หมดแรง กดดัน เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับปริญญาเอก หมดความมั่นใจในตัวเอง และคิดมาก

ปัญหาฟังดูคุ้นๆไหมคะ? สำหรับแอดมินปัญหาเหล่านี้คุ้นมาก อ่านแล้วรู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปในวันที่มืดมิดวันนั้นของตัวเองเลยค่ะ

ก่อนอื่นอยากปลอบใจผู้ที่ถามมาก่อนนะคะว่า “It is perfectly OK not to feel OK.”

ผู้เรียนปริญญาเอกเกือบทุกคนย่อมมีช่วงเวลาแบบนี้นะคะ (ใครไม่เจอ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก อิอิ..)

ประเด็นสำคัญคือผู้เรียนต้องไม่ติดอยู่กับความรู้สึกแบบนี้นานจนเกินไป

เราต้องสามารถพาตัวเองออกมาจากกับดักและวังวนของความคิดและความรู้สึกด้านลบนี้ให้ได้โดยเร็ว

เราต้องมี ‪#‎Resilience ‪#‎ความยืดหยุ่น ‪#‎ความสามารถในการคืนกลับสู่สภาพเดิม หลังจากถูกโค้ง งอ กด ทับ ยืด ‪#‎ความสามารถในการฟื้นสภาพจากอาการป่วย ผิดหวัง ซึมเศร้า เคราะห์กรรม ความทุกข์ต่างๆนานา

‪#‎เพราะความยืดหยุ่นเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเรียนปริญญาเอกให้สำเร็จ

ทุกเหตุการณ์ที่ว่าแย่ ที่ว่าร้าย มันมีที่แย่กว่านี้ ร้ายกว่านี้ และเคยเกิดขึ้นในชีวิตจริงของผู้เรียนปริญญาเอกหลายๆคน

ผู้ที่ยืดหยุ่น กลับคืนสู่สภาพเดิมได้เร็ว เท่านั้น คือ ผู้สำเร็จ

ไม่ว่าจะเป็น

ผลแล็ปล้มเหลว

อาจารย์ที่ปรึกษาขีดฆ่างานด้วยปากกาจนเต็มหน้ากระดาษ (กระทั่งแอบงงว่านั่นคือสงครามกลางเมืองบนกระดาษ หรือมันคืออัลลัย?)

กรรมการวารสารฯปฏิเสธการตีพิมพ์เปเปอร์เป็นครั้งที่ 7

อาจารย์ให้แก้ไขงานด่วนจนต้องล้มเลิกแผนพาครอบครัวไปเที่ยว

หรือ ผลการสอบป้องกันคือผ่านโดยมีเงื่อนไขให้ไปปรับแก้ขนานใหญ่ อาจเป็น กรอบแนวคิดที่ผิดทั้งหมด หรือ ระเบียบวิธีวิจัยที่ผิดทั้งหมด เฮือก !!

เพราะชีวิตจริงปริญญาเอก ไม่ใช่ นิทานเจ้าชายเจ้าหญิง

Once upon the time…

ที่มีเนื้อหาสั้นๆ คาดเดาเนื้อเรื่องได้ ตัวเอกของเรื่องพบเจอความโหดร้ายหนึ่งครั้ง เอาชนะได้เสมอ และในที่สุด เจ้าชายเจ้าหญิงก็ครองคู่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป…

…and they lived happily ever after.

ผู้เรียนปริญญาเอกจำนวนมาก ไม่ได้มีชีวิตดี๊ดี แบบเจ้าชายเจ้าหญิงในนิทาน

ไม่มีใครสามารถคาดเดา เอาแน่ เอานอน กับ ชีวิตปริญญาเอกได้

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้เรียนต้องกังวล จมทุกข์ สังหรณ์ และคอยระแวดระวังกับเหตุการณ์ร้ายๆ ที่หวั่นว่าอาจเกิดขึ้นตลอดเวลา

ความไม่แน่นอนนี้แหละ คือโอกาส ที่ทำให้เราตระหนักรู้ว่า เราจำเป็นจะต้องอยู่ให้มีความสุขในทุกๆวันมากกว่า

เหตุการณ์ตรงหน้าหรือภายภาคหน้าคืออะไรไม่สำคัญ เท่ากับว่า เราจะมี “วิธีจัดการ” กับเหตุการณ์นั้นๆอย่างไรมากกว่า

อยู่ที่เราจะเลือกมองว่า…

ชีวิตปริญญาเอก เต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านลบ ที่ทำให้เราท้อ ถอย หมดไฟ และหมดแรง

หรือเราจะเลือกมองว่า ชีวิตปริญญาเอกเต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านบวกที่ยาก และเป็นพื้นที่แห่งโอกาสให้เราฝึกฝนความอึด ทรหด ทนทาน

เพราะความยากไม่จำเป็นต้องหมายถึง แย่ เจ็บปวด หรือ ทุกข์ทรมาน เสมอไป

ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ด้านลบ หรือ ประสบการณ์ด้านบวกที่ยาก

ประเด็นสำคัญ คือ เราต้องผ่านประสบการณ์เหล่านี้ไปให้ได้ เพราะถ้าเราผ่านไปได้ ก็เท่ากับว่าเราได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญบทหนึ่งในชีวิต ทักษะต่างๆที่ฝึกฝนมาดีแล้ว อาจจำเป็นต้องนำไปใช้อีกในอนาคต

การผ่านปัญหาไปได้ คือ การเคลียร์ทุกปัญหา เผชิญหน้าทุกเหตุการณ์แบบตัวต่อตัว อย่าเก็บ หมักหมม ดองเค็ม ไว้ในใจ เพราะทุกสิ่งที่ค้างอยู่จะขวางชีวิตเราไม่ให้ไปต่อ

ทุกปัญหาเป็นเรื่อง “ปกติ”

กล้าหาญ ยอมรับ ใช้ทุกปัญหาเป็นฐานในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตทางปัญญา อารมณ์ และจิตวิญญาณ

อย่าใช้พลังไปกับการรักษาหน้า รักษาภาพพจน์ อับอาย อัปยศอดสู ทุกข์เพราะให้ความสำคัญกับปัจจัยแวดล้อมภายนอกมากเกินไป

ทุ่มเทพลังงานไปกับการเรียนรู้ เข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง หาทางออก เคลียร์ทุกปัญหาแบบแมนๆ

เพราะเมื่อเราผ่านไปได้ เราจะกลายเป็นคนใหม่ที่ฉลาดขึ้น เข้าใจตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และเข้าใจความหมายของการดำรงอยู่มากขึ้น

วันนี้ หากเจอปัญหา เลือกที่จะท้อ ถอย ล้ม แบนราบ กู่ไม่กลับ หรือ เลือกที่จะกลับฟื้นคืนสู่สภาพเดิมให้ไว

#เพราะความยืดหยุ่นเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเรียนปริญญาเอกให้สำเร็จ

‪#‎เพราะชีวิตปริญญาเอกไม่ดี๊ดีเหมือนในนิทาน

 

แอดมินขอขอบคุณสำหรับตัวอย่างคำถามจริงที่หยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา ขออนุโมทนาบุญในการแชร์เรื่องราว ในกรณีที่หยิบยกเรื่องราวต่างๆทางหลังไมค์ขึ้นมาบนหน้าเพจ แอดมินจะไม่ระบุชื่อ ไม่ระบุสถาบันใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ

Credit photo: http://www.mormontemplepics.com/13069/happilyeverafter

 

Our story

1.1

…พ่อกับแม่บอกเราทั้งสองคนว่าท่านคงไม่มีสมบัติใดให้เรา นอกจากให้โอกาสทางการศึกษาที่สูงสุด ทรัพย์ที่ในวันข้างหน้าก็ไม่มีใครจะมาขโมยไปจากเราได้

ณ วันนี้ เราไม่รู้จะขอบคุณพ่อกับแม่อย่างไรถึงจะเพียงพอ สำหรับความเชื่อมั่นและโอกาสที่ท่านให้ เพราะความรู้ที่เราได้รับจากการศึกษาปริญญาเอกนั้น ไม่ใช่แค่องค์ความรู้ในตำรา แต่เป็นประสบการณ์ที่หลากหลาย และที่สำคัญคือ ทำให้เราเข้าใจตัวเองและเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น

…สำหรับเรา คำนำหน้าว่าดร. ไม่มีความหมายเท่ากับการได้รู้จักและทำความเข้าใจกับตัวเอง รู้จุดดี จุดด้อย ได้มีโอกาสพัฒนาความคิด จิตใจ และที่สำคัญรู้ถึงศักยภาพที่แอบซ่อนอยู่ในตัว ได้รู้ว่าคนอย่างเราก็ทำอะไรได้มากมายกว่าที่เคยคิดไว้ตั้งเยอะ

…ในวันที่เราสองคนลุกขึ้นมาเปิดเพจ “ก็แค่ปริญญาเอก”

เพราะเราสองคนไม่อยากเก็บความรู้และประสบการณ์บนเส้นทางนี้ไว้เพียงลำพัง

เพราะเรารู้และเข้าใจดีว่า บนเส้นทางของการเรียนปริญญาเอกนั้นไม่ง่าย…

หลายครั้งมันยากมาก…ที่แม้แต่จะบอกเล่าหรือหันหน้าไปปรึกษาหรือปรับทุกข์กับใคร

ใครล่ะ…จะเข้าใจ ถ้าเขาเหล่านั้นไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับผู้เรียน

เพราะเราเอง ในวันที่มืดมนบนเส้นทางปริญญาเอก เราสองคนพี่น้องกุมขมับ เอาหัวชนกัน แบ่งปันทุกข์และสุข ให้กำลังใจกันและกัน เราจึงมีวันที่สำเร็จได้ในที่สุด

…เพจนี้เป็นความฝันร่วมกันของเราสองคน ที่เราได้ดึงเอาประสบการณ์จากไดอารี่ ไม่ว่าจะเป็นโมเมนต์พังๆ หรือ ช่วงเวลายูเรก้า ในตอนที่เรียนอยู่ที่อังกฤษ บวกกับประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมา ในการเป็นที่ปรึกษา และ กรรมการสอบงานวิทยานิพนธ์ ทั้งในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย มาเรียบเรียงและแบ่งปัน

เพจนี้ใช้ ใจ (กับ กาแฟ) ล้วนๆ ในการทำค่ะ ใช้สมองน้อยมาก !!

ทุกโพสต์ คือ ความสุข ความหลงใหล และ ความอินสุดๆ ของเราสองคน

พวกเราตั้งใจถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งหมดที่เรามี ทุกสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับ “ปริญญาเอก” ผ่านเป็นถ้อยคำและตัวหนังสือ ด้วยหวังว่าผู้ที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางปริญญาเอก หรือ แม้แต่เส้นทางการศึกษาในระดับใดก็ตาม ที่มีความคล้ายคลึงกันนี้ (‪#‎ปโทก็เช่นกัน‬) จะสามารถนำไปปรับใช้กับการเดินทางของตนเอง และถ้าข้อมูล กำลังใจ และคำแนะนำเล็กๆน้อยๆ จากเราสองคน จะเป็นประโยชน์ได้บ้าง เราก็มีความสุขและดีใจอย่างที่สุดแล้ว

การได้พบกัลยาณมิตรในเพจคือ กำไรของชีวิต

เราสองคนอยากขอบคุณแฟนเพจทุกคนที่เป็นกำลังใจให้พวกเรามาตั้งแต่โพสต์แรก (30 มีนาคม 2558) เราจำแฟนเพจที่คอยมากดไลค์และแบ่งปันความคิดดีๆให้กับทางเพจได้ทุกคน รู้สึกได้เลยว่า บนพื้นที่ตรงนี้แม้จะเป็นชุมชนเล็กๆ แต่อบอุ่นมาก…กกก

เป็นกำลังใจให้ทุกคน ตามหาความฝัน ฟังเสียงหัวใจตัวเอง แล้วลงมือทำงานตรงหน้าอย่างมีความสุข

เราทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง ออกไปบรรลุความฝันที่ยิ่งใหญ่ ฮึด ฮึบๆ ลุยไปข้างหน้าด้วยกันค่ะ

2 3.1

ดร.พัด และ ดร.พัน
‪#‎แอดมินเพจก็แค่ปริญญาเอก‬