8 ข้อแนะนำในการเลือกหัวข้อวิจัยปริญญาเอกที่ “ใช่”

img_3298
1. เริ่มต้นจากความรักและชอบ หรือ มีที่มาจากภูมิหลัง ความรู้ และทักษะที่ผู้เรียนมีความถนัดหรือสนใจ เพราะผู้เรียนต้องอยู่กับวิจัยนี้เป็นระยะเวลานาน หัวข้อที่ “ใช่” ควรเป็นเรื่องที่ผู้เรียนมี ฉันทะ หรือ ใจที่รักในหัวข้อนั้น

2. ต้องมีความชัดเจน มีประเด็นหลักเพียงประเด็นเดียว อย่าศึกษาหลายประเด็น เพราะเพียงแค่ประเด็นเดียวกับการศึกษาให้ได้ลึกซึ้งตามมาตรฐานของปริญญาเอกก็ท้าทายมากพอแล้ว

3. ยิ่งผู้เรียนมองเห็นภาพชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นได้มากเพียงใด ก็ยิ่งสะท้อนความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จ ลองตั้งคำถามแล้วตอบให้ได้ว่า หัวข้อวิจัยที่จะทำนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม และ อย่างไร เมื่อนำคำตอบทุกข้อมารวมกันแล้วดูมีเหตุผล มีความเชื่อมโยง ก็น่าจะมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง ในช่วงการเลือกหัวข้อ ควรคิดให้รอบ มองให้ทะลุ เพราะการคิดให้เยอะตั้งแต่แรกจะช่วยให้เหนื่อยน้อยลงระหว่างการลงมือทำ

4.ไม่จำเป็นต้องคิดหัวข้อที่ยิ่งใหญ่ หรูหรา อลังการ โดยหวังว่ายิงปืนนัดเดียว จะได้ทั้งใบปริญญาและรางวัลโนเบล ควรเลือกหัวข้อที่มีขนาดพอเหมาะสามารถทำให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด ส่วนการคว้ารางวัลระดับโลกนั้น ค่อยทำเมื่อเรียนจบปริญญาเอกแล้วก็ยังไม่สาย

5. ผู้เรียนควรพิจารณาความเป็นไปได้ในแง่ของการเก็บข้อมูล การลงพื้นที่วิจัย และประชากร ผู้ให้ข้อมูล ต้องพิจารณาว่าเป็นหัวข้อที่มีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอ ข้อมูลต่างๆสามารถเผยแพร่ได้ และผู้เรียนสามารถเข้าถึงซึ่งแหล่งที่มาของข้อมูลได้ เป็นต้น

6. หัวข้อวิจัยที่ “ใช่” นั้นไม่ได้หล่นลงมาจากฟากฟ้า ผู้เรียนต้องขวนขวายเป็นอย่างมาก เช่น เริ่มต้นจากการสำรวจวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องสัก 20 ชิ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งไอเดียที่ “ใช่” การอ่านที่เพียงพอจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถระบุชัด รวมถึงจำกัดขอบเขตงานวิจัยให้มีความพอดีและเฉพาะเจาะจงได้

อย่านั่งเฉย แล้วตีโพยตีพายว่าคิดหัวข้อไม่ออก เพราะถ้าผู้เรียนไม่ยอมออกไปเผชิญโลกกว้างของวิชาการ ไม่ติดตามข่าวสาร หรือ ไม่เห็นปรากฎการณ์ของปัญหาสังคมในแง่มุมต่างๆ ผู้เรียนก็จะคิดหัวข้อไม่ออกอยู่เช่นนั้น

7. บางทีหัวข้อวิจัยที่ “ใช่” ก็เริ่มจาก คำที่ “ใช่” เพียงคำเดียว ค้นหา ระบุ คำที่สนใจแล้วลองศึกษาคำๆนั้นลงไปในเชิงลึก ระหว่างการอ่านหนังสือต่างๆ จึงควรจด คำหรือประเด็น ที่ดูเข้าท่า น่าสนใจไว้ แล้วค่อยๆ ค้นคว้า อ่าน และ พิจารณาเพื่อนำมาพัฒนาเป็นประเด็นคำถามวิจัยต่อไป

8. ผู้เรียนต้องมีความยืดหยุ่น อย่าถึงขั้นยึดติดกับหัวข้อวิจัยที่คิดได้ในตอนแรกนี้ เพราะการวิจัยเป็นกระบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้เรียนต้องพร้อมที่จะปรับหัวข้อเพื่อรับกับสถานการณ์ เหตุและปัจจัยที่ผันแปรได้เสมอ

หัวข้อวิจัย คือ จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตการวิจัยของผู้เรียน การเฟ้นหาหัวข้อวิจัยปริญญาเอกที่ “ใช่” จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เปรียบเสมือนการติดกระดุม ถ้าติดเม็ดแรกถูก เม็ดต่อๆไปก็จะถูกด้วยเช่นกัน…

ขอให้เจอกับหัวข้อที่ “ใช่” ในเร็ววัน 

#เพจก็แค่ปริญญาเอก

———————

โหลด #สติ๊กเกอร์ไลน์ จาก #เพจก็แค่ปริญญาเอก ไปใช้ระหว่างทำวิทยานิพนธ์ได้แล้วที่

http://line.me/R/shop/detail/1229828

[หรือค้นหา Just a PhD]

#สติกเกอร์ #น่ารักมาก #โหลดเลย

วิธีเขียนวิทยานิพนธ์อย่างมีประสิทธิภาพและทันเดดไลน์

1. ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเขียนกี่คำ (หรือกี่หน้า) ต่อวัน โดยนำจำนวนวันที่เหลือก่อนเดดไลน์ เฉลี่ยหารกับจำนวนคำ (หรือจำนวนหน้า) ที่ต้องเขียนทั้งหมด เช่น คำนวณได้ว่าต้องเขียน 1,000 คำ (2 หน้า) ต่อวัน เพื่อที่ว่า 1 เดือน จะมีงานทั้งหมด 30,000 คำ (60 หน้า) ส่งอาจารย์
2. เมื่อกำหนดเป้าหมายแล้ว ลำดับต่อไป ต้อง “ระบุ” ให้ชัดว่า สิ่งที่จะทำให้เสียสมาธิ รบกวนการเขียน ได้แก่อะไรบ้าง ทั้งในจอคอมพิวเตอร์ เช่น อีเมล์/ facebook/ line/ เกมส์ และ นอกจอคอมพิวเตอร์ เช่น โทรศัพท์มือถือ งานบ้าน ลูก ฯลฯ เมื่อ “ระบุ” ชัดแล้ว ต้องตั้งใจให้แน่วแน่ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งรบกวนเหล่านี้ในระหว่างการเขียนงานเลย

3. ให้เวลาตัวเองอย่างจำกัด กำหนดเวลาในการเขียนเพื่อบรรลุตามเป้าหมายให้สั้นที่สุด อย่าปล่อยเวลาไปเรื่อยๆทั้งวัน เช่น จำกัดเวลาของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพียง 2 ชั่วโมงต่อวัน เพราะถ้ามากกว่านี้ งานที่ทำในช่วงเวลาที่เกินไป อาจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

4. เลือกเวลาที่ “ดี” ที่สุดระหว่างวันในการเขียนงาน เช่น หลังจากตื่นนอน หลังอาหารเช้า หรือ ก่อนอาหารเย็น

5. ทันทีที่นั่งลงบนโต๊ะทำงาน ให้ลงมือเขียนงานเป็นสิ่งแรก อย่าเฉไปเริ่มต้นที่สิ่งรบกวนอื่นเด็ดขาด

6. อย่าห่วง หรือ กังวลว่า การเขียนจะต้องดีและสมบูรณ์แบบในครั้งแรก ต้อง “กล้า” ที่จะเผชิญกับความคิดในหัวที่อาจดูอ่อนแอ ไม่เป็นรูปเป็นร่าง ใส่ทุกความคิดลงไป ยอมรับให้ได้ว่าทุกอย่างต้องมีการแก้ไข ทบทวน ไม่มีใครเขียนได้สมบูรณ์แบบในครั้งแรก

7. ในช่วงแรกที่ลงมือเขียน เขียนให้ “เร็ว” ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่ เขียนให้ “ดี” ที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าเสียเวลาเลือกคำหรูๆ สวยๆ อนุญาตตัวเองให้เขียนแบบอิสระ (free writing) อย่าหยุดคิดนาน กำหนดเวลาการเขียนอย่างไม่หยุดเลย ประมาณ 10-15 นาที แล้วหยุดพัก ทบทวน ก่อนจะเริ่มการเขียนอย่างไม่หยุดเลย อีกประมาณ 10-15 นาที ไปเรื่อยๆ เป็นช่วงๆ

8. เริ่มเขียนจากแก่นกลาง เนื้อหา ประเด็นสำคัญ อย่าเริ่มจากการเขียนคำนำ (Introduction) เพราะผู้เขียนจะเขียนคำนำได้ดี ก็เมื่อรู้ว่าเนื้อหาสำคัญคืออะไร ส่วนใหญ่แล้วการเขียนวิทยานิพนธ์ มักจะเริ่มจากการเขียนประเด็นที่สำคัญเป็นหัวข้อย่อยๆ แล้วค่อยนำไปรวมเป็นบทที่สมบูรณ์ในภายหลัง

9. เมื่อเขียนทั้งหมดได้ตามเป้าหมายระยะสั้น อาจใช้เวลาระหว่างวันไป เดินเล่น ออกกำลังกาย พักสมอง แล้วค่อยกลับมาพิจารณา แก้ไข ปรับปรุง งานนั้น อีกครั้งหนึ่ง

10. ความรู้สึกของความสำเร็จในแต่ละวัน มีความสำคัญมาก เมื่อสำเร็จตามเป้าหมาย ก็หยุดพัก หยุดกังวล ไม่ต้องคิดต่อ ก่อนเข้านอนแต่ละวัน ทบทวนว่าวันนี้ทำอะไรสำเร็จบ้าง ขอบคุณตัวเองและปัจจัยรอบข้างที่เอื้อต่อการทำงาน เก็บความรู้สึกดีๆ ไว้เป็นพลังสำหรับวันพรุ่งนี้ต่อไป

ตั้งเป้าหมาย ลงมือทำทีละนิด พิชิตเดดไลน์ ด้วยงานคุณภาพ อย่างแน่นอน

#เพจก็แค่ปริญญาเอก

—————————-

โหลด #สติ๊กเกอร์ไลน์ จากเพจก็แค่ปริญญาเอก ได้แล้ววันนี้ที่
http://line.me/R/shop/detail/1229828
[หรือค้นหา Just a PhD]
#สติกเกอร์ #น่ารักมาก #โหลดเลย

‎10ข้ออ้างในการไม่เริ่มลงมือเขียนThesis

phddddd

1. ไม่แน่ใจ ไม่รู้จะเขียนอะไรดี
2. คิดว่าอ่านและทบทวนวรรณกรรมยังไม่พอ
3. ผลการวิจัยยังไม่สมบูรณ์
4. คิดว่าการลงมือเขียนต้องไว้ตอนสุดท้าย
5. สองอาทิตย์ใกล้ส่งค่อยเริ่มเขียนก็ได้
6. ง่วง เหนื่อย เพลีย ล้า คิดไม่ออก
7. ลูกงอแง / แฟนงอแง
8. มีงานอื่นเข้าแทรกตลอด
9. กลัวจะออกมาไม่ดี
10.รอแรงฮึด ขาดแรงจูงใจ

การเขียน Thesis ให้ออกมาเป็นเล่มที่สมบูรณ์นั้น เป็นหนึ่งข้อเรียกร้องสำคัญสำหรับการศึกษาปริญญาเอก

ผู้เรียนต้องลงมือเขียนไปเรื่อยๆ ตั้งแต่วันแรกที่กำหนดหัวข้อวิจัยได้ ผู้เรียนต้องลงมือเขียนตั้งแต่วันที่ยังรู้สึกไม่พร้อม ไม่มีอะไรจะเขียน และไม่มีอะไรชัวร์นั่นแหละ

อย่างน้อยในวันที่มีแค่ตัวเรา หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ว่างๆ และสมองที่ว่างๆ ผู้เรียนจะได้เริ่มต้นคิด จดจ่อ ร่างความคิดต่างๆไว้ แล้วค่อยๆไปหาองค์ความรู้สำคัญมาใส่เพิ่มเติมลงไปในงานนั้น

เมื่อทำไปเรื่อยๆ ความมั่นใจจะค่อยๆมา อย่ารอจนกว่าจะพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะหากรอวันนั้น เราอาจจะไม่ได้เขียนอะไรเลยก็ได้ ทุกทักษะจะค่อยๆเกิดขึ้นจากการลงมือเขียน

ระหว่างการลงมือทำ เราสามารถทบทวนและทำให้ดีขึ้นตลอดเวลา ค่อยๆเก็บสิ่งที่ใช่ ตัดสิ่งที่ไม่ใช่ ก็น่าจะดีกว่าไม่รู้จะเก็บหรือตัดอะไรเลย

ถ้าเราเขียนได้วันละ 1 หน้า 10 วันก็ 10 หน้า 30 วันก็ 30 หน้า ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าจะดีกว่านั่งกลัว ไม่แน่ใจ และรอแรงฮึดไปเรื่อยๆ

เขียนเรื่อยๆ เขียนตลอด หยุดเขียนก็ต่อเมื่อต้องการหยุดพัก (take a break) เท่านั้น…

ลงมือเขียน ไร้ข้ออ้าง ทำทุกทาง เพื่อจุดหมายนั้นที่ต้องการไปถึง…


Credit photo: http://www.notonthehighstreet.com/wallart/product/

‎อย่าปล่อยให้เกรมลินส์ลอยนวล

grem

ระหว่างเส้นทางการเรียนปริญญาเอก คุณเคยรู้สึก หรือ เคยได้ยิน เสียงประหลาดในหัวของตัวเองหรือไม่?

โดยปกติ ในหัวของเราทุกคน มักจะมีตัวประหลาดตัวหนึ่ง (หรือหลายตัว) อาศัยอยู่ วันดีคืนดีก็จะออกมากระโดดโลดเต้น ขัดขวาง ไม่ให้เราทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จ

สำหรับผู้เรียนปริญญาเอกก็เช่นกัน ในหัวของเขาและเธอ จะมีตัวประหลาดตัวหนึ่งที่มักจะมาพึ่งพิง อาศัย และทำงานร่วมกับผู้เรียนไปตลอดเส้นทาง เราขอเรียกมันว่า “ตัวเกรมลินส์”

ตัวเกรมลินส์ตัวนี้ มีหน้าที่ทำทุกวิถีทางที่จะขัดขวางไม่ให้ผู้เรียนเดินไปถึงเป้าหมายได้อย่างง่ายๆ

ตัวเกรมลินส์ตัวนี้ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้การเรียนปริญญาเอกช่างยากและทรมาน

โดยเฉพาะบางคนที่ปล่อยให้ตัวเกรมลินส์ มีพลัง และแข็งแรงเหลือเฟือ (ปล่อยให้มันเปียกน้ำ ถูกแสงแดด และให้อาหารมันกินหลังเที่ยงคืน!!)

เคยสังเกตเห็นตัวเกรมลินส์ที่อาศัยอยู่ในหัวของคุณบ้างหรือไม่?

เคยได้ยินเสียงของมันหรือเปล่า เสียงที่คอยกระซิบ หรือ บางครั้งก็ตะโกนก้องอยู่ในหัวว่า….

“อย่างเธอทำไม่ได้หรอก”

“จะเสี่ยงเหรอ ผิดขึ้นมาแล้วยุ่งนะ”

“ห้ามลงมือทำอะไร จนกว่าจะแน่ใจในทุกอย่าง”

“งานของเรา เรื่องของเราไว้ทีหลัง งานของคนอื่นสำคัญกว่า”

“เยอะ ยาก น่าเบื่อ ทำอย่างอื่นสนุกๆดีกว่า”

“มันไม่ดีพอหรอก”

“คนอื่นเขาเก่งกว่า ดีกว่า เรา ตั้งเยอะ”

“หยุดเถอะ อย่าไปต่อ”

เป็นเสียงที่มักจะออกมารบกวน กดดัน เรียกร้อง ดูถูก และทำให้คุณเกิดความสงสัยในตัวเอง

งานหลักของเกรมลินส์ คือ ทำให้เจ้าของพื้นที่ที่มันอาศัยอยู่ หมดพลัง หมดทางเลือก รู้สึกไม่ดีพอ รู้สึกแย่ วิตกกังวล และท้อถอย
ตัวของมันจะมีหลายลักษณะ หลายรูปร่าง และหลายขนาด ผันแปรไปตามเจ้าของแต่ละคน
ภาษาที่มันชอบใช้ คือ ต้องแบบโน้น! ไม่ใช่แบบนี้! ยังไม่ดี! แต่..! ถ้าผิดพลาด! ไม่ได้เลย! ระวังนะ! อย่าเสี่ยงเลย! หมดหนทางแล้ว! ไม่ดีพอ! ไม่สามารถ! เป็นไปไม่ได้หรอก!……

ถ้าคุณเชื่อเสียงของมัน คุณจะถูกฉุดรั้งให้อยู่กับที่ ไม่กล้าลงมือทำอะไร และนั่นก็คือการหยุดเดินไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้
ในที่นี้ ตัวประหลาดในหัวของคุณ ไม่ใช่คนอื่น ไม่ใช่อาจารย์ที่ปรึกษา ไม่ใช่เพื่อนร่วมรุ่น แต่เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในตัวคุณ ลึกๆ ลับๆ มานานแล้ว
บ้างเป็นสิ่งที่คุณสร้างขึ้นเอง และบ้างอาจเป็นเสียงที่คุณฟังมาจากคนรอบข้าง แต่คุณคือผู้ที่อนุญาตให้ตัวประหลาดเหล่านั้นมีชีวิตและมีพลังเหนือชีวิตคุณ

ระหว่างเส้นทางการเรียนปริญญาเอก จงลดพลังของเจ้าปิศาจแสนซนเหล่านี้ อย่าให้อาหาร อย่าให้ที่พักพิง อย่ายอมให้มันเข้ามามีอิทธิพลมืดเหนือคุณ สลัดคำพูดลบๆของมัน ออกไปจากหัวให้หมด

..ทันที่ที่คุณรู้จักมัน มันจะหมดพลังลงทันที

จับให้ได้ ว่า เกรมลินส์ในหัวของคุณ ชอบออกมาพูดตอนไหน?
ตอนคุณจะเปิดหนังสืออ่าน? ตอนคุณจะเริ่มลงมือเขียน? ตอนคุณเจอคนเก่งๆ?
ภาษาที่มันมักจะพูดอยู่ในหัวคุณ คืออะไร?
จะเสี่ยงเหรอ! เยอะไป! ไหวมั้ย? ไม่ดีพอหรอก!

เมื่อรู้จักมันแล้ว ให้หากระดาษ มาวาดรูปเจ้าเกรมลินส์ของคุณ ระบายสี เขียนลาย จินตนาการถึงภาพและเสียงที่ขำสุดๆ อย่าลืมตั้งชื่อให้มันด้วย เอาให้ตลกสุดๆไปเลย เห็นแล้วหัวเราะขำกลิ้ง ไม่เหลือไว้ซึ่งความน่ากลัว และความน่ายำเกรงอีกต่อไป

หลังจากนั้นก็เขียนอธิบายใต้ภาพ ว่า เกรมลินส์ของคุณชื่ออะไร? มันชอบพูดว่าอะไร? และ ผลของคำพูดเหล่านั้น ทำให้คุณเป็นอย่างไร? ติดไว้ที่โต๊ะทำงาน หรือถ่ายรูปแล้วตั้งเป็นวอลเปเปอร์ในมือถือก็ได้
เพื่อที่ว่าทุกครั้งที่ปิศาจตัวนี้เริ่มทำงานในหัวของคุณ
คุณจะระลึกรู้ได้ไว รู้เท่าทัน และสามารถจัดการกับมัน ปฏิเสธ และสลัดมันทิ้ง อย่างเร็วที่สุด
อย่าปล่อยให้พลังด้านดีของคุณ ตกอยู่ภายใต้ พลังมืดของเกรมลินส์

Credit: https://www.pinterest.com/pin/469852173602006748/

#‎JustaPhD‬ ‪#‎ก็แค่ปริญญาเอก

Writing Tips

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เรียนปริญญาเอก…

..ต้องแก้ไขงานหลายสิบรอบ

..แปลงร่างเป็นหมีแพนด้า

..นิ่ง อึ้ง ไม่พูดไม่จากับใคร

..มีคนถามว่าจะไปไหน แต่ผู้เรียนกลับตอบว่า “ข้าวกะเพราไก่” ?#@$!&

..ก้มหน้างุดๆไม่มองฟ้า มองดาว หรือ มองเดือน

..ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้วันอะไร?#$&@

..และ จำเป็นต้องดำดิ่งสู่จุดที่ลึกที่สุด (โดยไม่มีใครไปด้วย)

ก็เพราะ สิ่งที่ผู้เรียนต้องทำ คือ “การนำเสนอความคิดที่ซับซ้อน ด้วย ประโยคที่เข้าใจง่าย”

ไม่ใช่ “การนำเสนอ ความคิดที่ง่าย ด้วย ประโยคที่ซับซ้อน”

สติ สมาธิ ความเพียร หนักแน่น มุ่งมั่น ใส่ใจ อึด อดทน และ การละซึ่งกิเลสทั้งปวง เท่านั้น ที่จะทำให้เขาและเธอผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ ^^

ตอนนี้งานเขียนของคุณ อยู่ในช่องไหนคะ?

post010
Credit photo: from www.feedly.com

งานวิจัยระดับปริญญาเอก

post002

งานวิจัยระดับปริญญาเอกคือผลงานที่ต้องอาศัย หัวใจ สมอง และสองมือ เฉกเช่น ชิ้นงานของช่างเย็บผ้าฝีมือเลิศ

…ประณีต วิจิตร บรรจง คัดสรร ละเอียดลออ รอบคอบ ใส่ใจ พิถีพิถัน ประดิดประดอย เรียบร้อย งดงาม สุดฝีมือ

ซึ่งตรงกันข้ามกับ

…หยาบ ไก่เขี่ย คร่าวๆ ลวกๆ มักง่าย หวัดๆ รีบๆ ตามบุญตามกรรม ก็แล้วแต่ ตามอำเภอใจ บังเอิญ ส่งเดช พอให้พ้นตัว

แน่นอนล่ะว่า ช่างเย็บผ้าทุกคนย่อมเคยผ่านการเรียนรู้เย็บผิดเย็บถูกมาแล้วทั้งสิ้น

แต่ด้วย “ใจ” ที่ตั้งต้นไว้อย่างถูกต้อง รักในงาน ประกอบกับเวลาและประสบการณ์ เขาและเธอจะถูกบ่มเพาะจนสามารถสร้างงานชิ้น “เอก” ได้ในที่สุด

สำหรับผู้เรียนทุกคน อย่าลืมตรวจสอบในทุกครั้งและในทุกขณะว่า คุณกำลังสร้างสรรค์งานแบบใด ด้วย”ใจ” แบบใด

เพราะทุกผลของทุกงาน มีที่มาที่ไปอยู่ที่”ใจ”เราเอง…

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD
Credit photos: from http://www.burdastyle.com/techniques/how-to-sew-a-perfect-baby-hem ; http://whenshewasknitting.blogspot.com/2007_07_01_archive.html?m=1