This Christmas

santa

Dear Santa,

I have been good this year.

คริสต์มาสนี้ ฉันขอ….

1) เวลาสงบของตัวเองในการนั่งเขียนวิทยานิพนธ์

2) สติ สมาธิ และปัญญา ที่จงปรากฎโดยเร็วพลัน

3) อาจารย์ที่ปรึกษาได้โปรดอ่านงานให้โดยเร็วเถิด

4) พลังและสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ง่วง ไม่หลับไม่หิวบ่อย ระหว่างเขียนวิทยานิพนธ์

5) “สมองวิเศษ” ที่ คิด เขียนอะไร ก็ถูกต้องตรงเผ็ง ไม่มีเรื่องให้ต้องแก้อีกเป็นรอบ 8 รอบ 9 รอบ 10…เฮ้อ !!

6) อาจารย์ที่ปรึกษา “จงพอใจๆๆๆๆ” ในผลงาน

7) สอบป้องกันผ่านฉลุย

8) เรียนจบสำเร็จ และได้ตะโกนดังๆ ว่า “ก็แค่ปริญญาเอก” ซ้ากกะที…

All I Want For Christmas Is “PhD”

I don’t want a lot for Christmas
There is just one thing I need
I don’t care about the presents
Underneath the Christmas tree

I just want “PhD” for my own
More than you could ever know
Make my wish come true
All I want for Christmas is “PhD”, yeah.

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎ปโทก็เช่นกัน‬

8 ข้อควรคิดก่อนตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

เป็นที่ทราบกันดีว่า การเรียนปริญญาเอกเป็นการเรียนที่ต้องทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ เวลา และทรัพย์สิน เป็นอย่างมาก

การเรียนให้สำเร็จจะกินระยะเวลาประมาณ 3 – 5 ปี หรืออาจจะมากกว่านี้ในหลายๆกรณี

หลายคนด่วนตัดสินใจสมัครเรียน เพราะเข้าใจว่าการเรียนต่อปริญญาเอก คือ การเรียนที่ไล่ลำดับมาเรื่อยๆ จาก ตรี สู่ โท “ก็ควรไปสู่ เอก?!”

หรือเห็นว่า การเรียนต่อปริญญาเอก คือ “สิ่งที่น่าจะทำ” หลังจากจบปริญญาโทมาแบบ “ชิลล์ๆ”

หรือ บางคนเลือกเรียนปริญญาเอก เพราะเหตุผลอื่นๆ เช่น เบื่องาน เซ็งชีวิต แก้เหงา ฯลฯ

การตัดสินใจเรียนปริญญาเอกด้วยใจที่กระหายในความรู้ อยากพัฒนาตัวเอง เป็นสิ่งดี

แต่ การเข้าใจถึง “ธรรมชาติ” ของปริญญาเอกก่อนตัดสินใจ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจ ลดความเสี่ยงของการล้มแล้วลุกไม่ขึ้นระหว่างทาง

เพราะการเรียนปริญญาเอกมีความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญกับการเรียนในทุกระดับที่ผ่านมา และทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ

8 ข้อควรคิดก่อนตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

1. คุณมีความสนใจและต้องการพัฒนาตนเองผ่านการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องอยู่กับแนวคิด ทฤษฎี หนังสือ ตำรา บทความทางวิชาการ และข้อมูลต่างๆจำนวนมาก

2. คุณมีความสนใจที่จะศึกษาองค์ความรู้ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งอย่างลึกซึ้งจนสามารถต่อยอดสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มีคุณูปการต่อสาขาวิชานั้นๆได้

3. คุณมีความหลงใหลในหัวข้อวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากพอที่จะอยู่เพื่อค้นหาคำตอบในเรื่องเดียวนั้นเป็นระยะเวลา 3 – 5 ปี

4. คุณต้องการที่จะพัฒนามุมมองความคิดเชิงวิเคราะห์และสังเคราะห์ ให้มีความลุ่มลึก เป็นระบบ และมีโครงสร้างที่ชัดเจน

5. คุณสามารถน้อมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆต่องานของคุณ และพร้อมที่จะลงมือแก้ไขเพื่อสิ่งที่ดีที่สุด

6. คุณสามารถที่จะริเริ่มงานต่างๆด้วยตนเอง คิดเอง ทำเอง พึ่งพิงตนเอง และมีวุฒิภาวะพร้อมที่จะเผชิญและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง

7. คุณมีความอึดและอดทนเพียงพอกับวงจรชีวิตที่ประกอบไปด้วย การอ่าน คิด เขียน แก้ไข ปรับปรุง…อ่าน คิด เขียน แก้ไข ปรับปรุง…วงจรที่จะหมุนซ้ำๆ แบบนี้ตลอดช่วงระยะเวลาของการเรียน (หรืออาจจะตลอดไป หากคุณได้เลือกเดินบนเส้นทางนี้แล้ว)

8. คุณมองเห็น “คุณค่าที่แท้จริง” ของการเรียนปริญญาเอก รู้เป็นอย่างดีว่าสิ่งที่เลือกทำมีประโยชน์กับตัวเอง ผู้อื่น และสังคมในวงกว้าง เพราะการได้เลือกทำในสิ่งที่คุณมองเห็นประโยชน์และคุณค่า จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีที่จะทำให้คุณตั้งใจทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ โดยไม่หวั่นเกรงอุปสรรคใดๆ และสามารถเดินถึงเส้นชัยในที่สุด

อย่างไรก็ดี คุณไม่จำเป็นต้องมีครบทั้ง 8 ข้อ ถึงจะเริ่มเรียนปริญญาเอกได้ ทุกอย่างสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ในช่วงระยะเวลา 3-5 ปีของการเรียน

ขอแค่ผู้คิดจะเรียน เข้า “ใจ” และ มี “ใจ” ตั้งต้น ที่ถูกต้อง

ท้ายสุดนี้ การเรียนปริญญาเอกเป็นสิ่งที่ไม่มีการตัดสิน “ใจ” แทนกันได้

การเลือกที่จะเรียนหรือไม่เรียน อาจกลับมาอยู่แค่ที่ “การฟังเสียงหัวใจตัวเอง”

เข้าใจ “ธรรมชาติ” ของการเรียนปริญญาเอก เข้าใจ “ธรรมชาติ” ของตัวเอง

คำตอบที่ “ใช่” อยู่ที่ “ใจ”

#JustaPhD

GUEST BLOG POST ::: การเรียนปริญญาเอกในประเทศอังกฤษ โดย Watcharabon Buddharaksa

uk 001

ว่าด้วยระบบการยืมหนังสือข้ามห้องสมุดของมหาวิทยาลัยในอังกฤษ

การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ดีและมีคุณภาพนั้นนอกเหนือไปจากความพร้อมด้านคุณภาพของผู้สอน ความขยันใคร่รู้ของผู้เรียน อาคาร/สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียน-การสอนแล้ว “ห้องสมุด” หรือขุมทรัพยากรทางปัญญานับได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่มหาวิทยาลัยจะละเลยการลงทุนและพัฒนาไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมหาวิทยาลัยนั้นๆตั้งใจจะสถาปนาตัวเองเป็น Research-based University ด้วยแล้ว การสร้างสรรค์ห้องสมุดให้มีความพร้อมสูงสุดเพื่อตอบสนองการค้นคว้าและเรียนรู้ทางวิชาการแขนงต่างๆยิ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง (หรือสำคัญที่สุดด้วยซ้ำ)

บันทึกชิ้นนี้ตั้งใจกล่าวถึง “ระบบ“ที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งของห้องสมุดในมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษ (กรณีเฉพาะมหาวิทยาลัยยอร์ก) ที่เป็นการเพิ่มศักยภาพในการให้บริการและเป็นการ “ลดช่องว่าง” ของความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยที่มีขนาดและทรัพยากรที่แตกต่างกัน ระบบที่ว่านั้นก็คือ “ระบบการยืมหนังสือข้ามห้องสมุด” หรือที่เรียกว่า Interlending System (ทั้งนี้เข้าใจว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆก็จะมีการให้บริการแบบเดียวกันนี้ แต่อาจจะเรียกชื่อแตกต่างกันไปเท่านั้นเอง)

 ระบบ Interlending นั้นเป็นการบริการให้นักศึกษาสามารถ request หนังสือ รวมถึงบทความในวารสารที่ไม่สามารถหาได้ในห้องสมุดของยอร์ก โดยที่ห้องสมุดจะทำการไปติดต่อยืมจากห้องสมุดอื่นที่มีหนังสือ/บทความที่เราต้องการนำมาให้เรายืมได้ หากเป็นกรณีที่เราต้องการใช้บทความ หรือต้องการเพียงบางบทของหนังสือเท่านั้น เราสามารถเลือกให้เจ้าหน้าที่จัดการถ่ายเอกสารแล้วส่งมาให้เราทางไปรษณีย์ (ตามที่อยู่ที่เราแจ้งมหาวิทยาลัยเอาไว้) ได้เลย

การขอใช้บริการนั้นก็สะดวกสบายและไม่ต้องวุ่นวายกับแบบฟอร์มหรือว่าต้องไปพบเจ้าหน้าที่ห้องสมุด (ซึ่งถ้าเป็นที่ไทยมักจะชอบทำหน้าตาไม่รับแขกอยู่เสมอๆ) นักศึกษาสามารถ log in เข้าระบบห้องสมุดและกรอกข้อมูลหนังสือที่ต้องการในส่วนของ Interlending Service ได้เลย โดยเราจะต้องบอกชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง ปีที่พิมพ์และสำนักพิมพ์ (หรือ ISBN ได้ด้วยก็จะดีมาก) ค่าบริการนั้นคิดเล่มละ 2 ปอนด์ แต่สำหรับนักศึกษาปริญญาเอกนั้นสามารถติดต่อ Department ของตนเพื่อขอสนับสนุนค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ โดยภาควิชาจะมี workorder number 8 หลักให้เรา และเมื่อเรากรอกข้อมูลทุกครั้งเมื่อใส่เลขตรงนี้ไป ค่าบริการสองปอนด์นั้นก็จะเป็นอันยกเว้นไป

หนังสือที่เรา request ไปนั้นโดยรวมแล้วใช้เวลาราวๆ 1 สัปดาห์ (ช้าหรือเร็วกว่านั้นแล้วแต่กรณี) ก็จะถูกส่งมาถึงห้องสมุดของยอร์กและจะมีอีเมล์แจ้งให้เราได้ทราบว่าหนังสือที่สั่งไปนั้นมาถึงแล้ว เราสามารถยืมได้ครั้งแรกเป็นเวลา 1 เดือน แต่สามารถยืมต่อได้เรื่อยๆหากห้องสมุดต้นทางไม่มีคนอื่นมา request หนังสือเล่มนั้นซะก่อน ด้วยระบบบริการเช่นนี้ทำให้แม้ว่านักศึกษาจะเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีขนาดเล็กหรือมีห้องสมุดที่ไม่พร้อมนัก ก็ยังสามารถใช้หนังสือเล่มที่ต้องการได้ทัดเทียมกับผู้ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยอื่นๆ โดยอาจจะต้องใช้เวลารอหนังสือบ้างเล็กน้อยเท่านั้น

ตลอด 2 ปี 8 เดือน (นับถึงวันที่เขียน) ที่ผมมาเรียนที่ยอร์กนั้นผมได้ใช้บริการ Interlending ไปแล้ว 74 รายการ หนังสือเล่มใดก็ตามที่ผมต้องการใช้และยอร์กไม่มี ก็สามารถนำมาใช้ได้โดยสะดวก โดยมากหนังสือจะมาจาก British Library ที่ Boston Spa หรือบางครั้งก็มาจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ความประทับใจที่พบเจอจากบริการนี้มีหลายครั้งมาก แต่ครั้งที่ประทับใจมากที่สุดก็คือครั้งหนึ่งในปี 2010 เมื่อผม request หนังสือเกี่ยวกับกรัมชี่เล่มหนึ่งที่เพิ่งวางขายในอเมซอนไปไม่นาน ทางห้องสมุดยอร์กได้อีเมล์มาแจ้งว่าทาง British Library นั้นยังไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มดังกล่าวและถามกลับมาว่าเรายังจะคอยหรือไม่ หรือว่าจะยกเลิกรายการไปเลย ผมตอบเมล์ไปว่าสามารถคอยได้เพราะไม่ได้รีบใช้อะไร ผ่านไปเพียงสามวันหลังจากนั้นทางห้องสมุดยอร์กเมล์กลับมาบอกว่าหนังสือเล่มนั้นทาง British Library ได้ซื้อแล้วส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษมาให้ผมใช้ที่ยอร์กก่อนเป็นคนแรก (โดยยังไม่ได้เข้าห้องสมุดของ British Library เลยด้วยซ้ำไป)

ผมได้แต่จินตนาการว่าหากระบบห้องสมุดของมหาวิทยาลัยที่ไทยทำเช่นนี้ได้บ้าง โดยอาจจัดให้มีเครือข่ายความร่วมมือโดยรัฐบาล ห้องสมุดแห่งชาติและมหาวิทยาลัยของรัฐ (และเอกชน) ที่ต่างๆ หากทำเช่นนี้ได้จริงก็จะลดความเหลื่อมล้ำของทรัพยาการของมหาวิทยาลัยในกรุงเทพและต่างจังหวัดไปได้อย่างมาก การค้นคว้าและการทำวิจัยก็ก้าวหน้าและเป็นกิจกรรมทางปัญญาที่แท้จริง ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่เน้นการกรอกภาระงานและแบบประเมินมากมายอย่างที่เป็นอยู่ในบ้านเราทุกวันนี้ 😦

ว่าด้วยระบบติดตามความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ของ York

การเรียนปริญญาเอกในระบบอังกฤษ มีกลไกบางประการที่สำคัญที่โดยส่วนตัวคิดว่ามหาวิทยาลัยในไทยน่าจะนำไปใช้อย่างเคร่งครัดนั่นก็คือระบบติดตามความก้าวหน้า (Monitoring) วิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอกซึ่งในแต่ละมหาลัยก็จะมีวิธีการและชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ที่มหาวิทยาลัยยอร์กเรียกระบบนี้ว่า Thesis Advisory Panel Meeting หรือที่เด็กที่นี่เรียกกันง่ายๆว่า แทป” (TAP) 

การแทปนั้นมหาลัยบังคับให้นักเรียนป.เอกทุกคนต้องมีอย่างน้อยสองครั้งต่อปี โดยมีองค์ประชุมคือ Supervisor และ Second supervisor ทั้งนี้บางภาควิชาอาจจะมีคนที่สามเพิ่มเข้ามา โดยมากเป็น Chair of Research หรือ Postgraduate Director แต่ที่ภาควิชาการเมือง (Department of Politics) นั้นโดยหลักแล้วจะจัดให้มีแทปโดยอาจารย์แค่สองคนเท่านั้น

การแทปนั้นเป็นระบบที่บังคับให้นักเรียนป.เอกต้องมารายงานว่าในรอบหกเดือนโดยประมาณที่ผ่านไปนั้นตนได้ทำงานอะไรไปบ้างหรือว่ามีความคืบหน้าในการวิจัยและเขียนงานหรืออื่นๆอย่างไรบ้าง และในอีกหกเดือนข้างหน้าเราจะทำอะไรต่อ และฟังความคิดเห็น/ข้อวิจารณ์จากอาจารย์ทั้งสองท่าน ทั้งนี้ผลการแทปแต่ละครั้งจะถูกส่งไปยังมหาลัยเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐานให้ตรวจสอบได้ว่านักเรียนแต่ละคนนั้นมีความก้าวหน้าอย่างไร (หรือไม่ก้าวหน้าอย่างไร) ระบบนี้มีข้อดีอย่างมากคือเป็นการกระตุ้นนักเรียนป.เอกให้อยู่ on track ที่ถูกต้องในการทำงานวิจัยของตน ใครที่ช้าไปก็จะถูกกระตุ้น ใครที่ออกทะเลไปก็ถูกตบแต่งให้เข้าร่องรอยได้ แต่ทั้งนี้ความน่ากลัวของระบบแทปก็คือว่ามันสามารถมีอำนาจสั่งหยุดนักเรียนป.เอกที่มีผลงานไม่เข้าเป้าให้ไม่อนุญาตให้ทำการวิจัยต่อไปได้ (เหมือนบ้าน AF ที่ถูกโหวตออกประมาณนั้น) ดังนั้นนักเรียนป.เอกที่นี่จึงต้องมีชีวิตอยู่แบบเสียวสันหลัง/ขวัญผวาอย่างน้อยทุกๆหกเดือนเมื่อถึงเวลาที่ตนจะต้องเข้าแทปในแต่ละครั้ง

หากมหาวิทยาลัยไทยได้นำระบบ monitor ที่จริงจังเข้ามาใช้กับนักศึกษาปริญญาเอก รวมถึงกำหนด limit ความยาวของ thesis ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ก็จะช่วยให้นักเรียนป.เอกมีวินัยในการทำงานและเรียนจบได้เร็วมากยิ่งขึ้น แต่การจะทำระบบแบบนั้นได้อาจารย์ที่ปรึกษาเองก็ต้องอุทิศเวลาและพลังกาย/ใจในการอ่านงานและคอมเม้นต์ให้นักศึกษาอย่างมากด้วยเช่นกัน อย่างกรณีของผมนั้นอาจารย์ที่เป็น second supervisor นั้นอยู่ระหว่างการ on leave และไม่ได้อยู่ที่ยอร์ก เค้าก็ยังเสียสละเวลาเดินทางกลับมาแทปให้ หรือบางครั้งที่ไม่สามารถเดินทางกลับมาได้จริงๆ การจัดแทปที่เป็น video conference ก็เป็นสิ่งที่ทำได้และผมได้เคยมีประสบการณ์นั้นมาแล้วเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ ซึ่งก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด

ท้ายสุดทุกครั้งที่มีการแทป second supervisor จะขอให้ supervisor หลักของเราออกไปจากห้อง และสอบถามเราว่ามีปัญหาหรือข้อคับข้องใจเกี่ยวกับการทำงานของ sup ของเราบ้างหรือไม่ หากมีก็ขอให้บอกได้เลยและเค้าจะไม่บอก sup แต่จะรายงานไปยังมหาลัยให้ ระบบนี้ดีตรงที่ว่าถ้ามีความขัดแย้งกันตั้งแต่ต้นๆระหว่างนักเรียนกับ sup ก็จะสามารถแก้ไขได้ทัน หรือเปลี่ยน sup ได้ทัน (หากเป็นไปได้) โดยไม่เสียเวลาในการทำงานวิจัย

ว่าด้วยระบบการพัฒนาและสนับสนุนนักวิจัย

การเรียนปริญญาเอกในระบบอังกฤษแบบดั้งเดิม (Traditional British PhD) นั้นเป็นอย่างที่หลายคนพอทราบก็คือเป็นปริญญาเอกโดยการวิจัย (Research degree) ที่เน้นการวิจัยและเขียนงานขนาดใหญ่ภายใต้จำนวนคำที่กำหนด ซึ่งโดยปกติแล้วปริญญาเอกสายสังคมศาสตร์จะมี word limit อยู่ที่ไม่เกิน 100,000 คำ (หรือราวๆ 250-300 หน้า แล้วแต่ขนาดฟอนต์ หรือการเว้นบรรทัด)

โดยที่นักเรียนวิจัย (Research student) นั้นจะไม่ได้มีคอร์สเวิร์คจำนวนมากให้ต้องเรียนแบบระบบอเมริกัน แต่จะมีวิชาบังคับนิดหน่อยเท่านั้นในปีแรก อย่างเช่นที่ภาควิชาการเมืองนั้นก็จะบังคับให้นักเรียนวิจัยปีแรกต้องเรียนวิชา Political Research and Analysis และ Personal and Professional Skills นอกเหนือจากนั้นก็แล้วแต่อาจารย์ที่ปรึกษาของแต่ละคนจะสั่งให้นักเรียนวิจัยไป sit in หากยังเห็นว่าจำเป็นต้องปูพื้นฐานทางทฤษฎีหรือว่าวิชานั้นๆมีประเด็นสำคัญต่องานวิจัยของเรา นอกเหนือจากการเรียนวิชาเหล่านี้ชีวิตของเด็กวิจัยก็หนีไม่พ้นห้องสมุดซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ ด้วยเหตุที่เป็นระบบการศึกษาที่เน้นการวิจัยด้วยตนเองเป็นหลัก

ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและน่าศึกษาเป็นแบบอย่างสำหรับมหาวิทยาลัยไทยก็คือระบบพัฒนานักวิจัย ซึ่งที่ยอร์กนั้นจัดให้มีหน่วยงานที่เรียกว่า Researcher Development Team (RDT) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดคอร์สอบรมให้กับนักเรียนปริญญาเอกและ academic staff ตลอดทั้งปีการศึกษาเพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะในด้านต่างๆให้กับนักเรียนวิจัยให้มีความพร้อมสูงสุดในการทำวิจัย ตลอดจนความพร้อมในการก้าวเข้าไปสู่ตลาดแรงงานหลังสำเร็จการศึกษาอีกด้วย คอร์สอบรมของ RDT นั้นจะจัดการสอนโดยทีมพัฒนานักวิจัยที่ไม่ได้สังกัดภาควิชาใดในมหาวิทยาลัยเป็นการเฉพาะเจาะจงแต่มีหน้าที่ในการสอน/อบรมคอร์สของ RDT เท่านั้น คอร์สอบรมนั้นก็มีลักษณะหลากหลายมีทั้งที่เป็นการอบรมชนิดครึ่งวัน 3 ชั่วโมงจบหรืออบรมเต็มวัน หรือบางครั้งก็มีคอร์สชนิดหลายวันจบก็มี นักเรียนวิจัยจะสามารถเข้าไปเลือกรายวิชาที่สนใจได้ผ่านทางเว็บไซต์ Skillsforge (ระบบข้อมูลส่วนตัวของนักเรียนวิจัยที่หลักๆแล้วใช้บันทึกการประชุมทุกครั้งกับ supervisor) เราสามารถจองคอร์สที่สนใจได้ออนไลน์และสามารถยกเลิกได้ก่อน 48 ชั่วโมงก่อนคอร์สจะเริ่ม หากยกเลิกคอร์สไม่ทันจะต้องเสียค่าปรับซึ่งวิธีนี้เป็นการป้องกันการจองที่เรียนแล้วไม่มาเรียนเพราะจะเป็นการกันที่ผู้อื่น

คอร์สของ RDT นั้นก็จะมีหลากหลายทั้งคอร์สที่มุ่งพัฒนาทักษะส่วนตัวของเราเช่น การนำเสนอในที่สาธารณะ การจัดการกับปัญหา การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ การทำงานเป็นทีม คอร์สเกี่ยวกับระบบการเรียนปริญญาเอกเช่น การเริ่มต้นการวิจัย เตรียมความพร้อมสู่การอัพเกรด เตรียมพร้อมเพื่อสอบจบ ทำอย่างไรให้งานได้ตีพิมพ์ เป็นต้น ส่วนตัวแล้วคิดว่าระบบเช่นนี้มหาวิทยาลัยที่เมืองไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ไม่ยากอะไร อาจตั้งหน่วยงานเล็กๆขึ้นมาสักหน่วยหนึ่งที่อิสระจากงานสอนหรืองานวิจัยอื่นๆเพื่อทำหน้าที่ส่งเสริม/สนับสนุนให้นักวิจัยทั้งระดับปริญญาโทและเอกในไทยได้มีศักยภาพในการวิจัยและมีความพร้อมเข้าสู่การต่อสู้ในตลาดงานได้อย่างมีคุณภาพ

Credit Text: from Watcharabon Buddharaksa https://politicsofsocialrelations.wordpress.com/

 

ความรู้ที่ควรรู้

รู้อะไร ไม่สู้ รู้ “วิชา” รู้วิชา ไม่สู้ รู้จัก “ตัวเอง”

รู้จักตัวเอง ไม่สู้ รู้จัก “วิธี” เอาชนะตัวเอง

รู้จัก “วิธี” เอาชนะตัวเอง ไม่สู้ รู้จักการ “ปล่อยวาง” ตัวเอง

ช่วงเวลาของการทำวิจัยระดับปริญญาเอก คือ ช่วงเวลาของการบ่มเพาะ “ความรู้”

ระหว่างการออกตามหา “วิชา” เราจะได้ รู้จัก “ตัวเอง” รู้จัก “วิธี” เอาชนะตัวเอง และ รู้จักการ “ปล่อยวาง” ตัวเอง ด้วย

คุณค่าที่สำคัญอย่างแท้จริงของการศึกษาอยู่ที่ การ “รู้” อย่างลึกซึ้ง ในทั้ง 4 ประเด็นนี้

อย่าไปยึดติด ยึดเหนี่ยว ไว้ที่แค่ รู้ “วิชา”

เพราะการมุ่งแต่รู้ “วิชา” เพียงอย่างเดียว แต่ลืมมองกลับเข้ามาข้างในตัวเอง เป็นความไม่สมดุลของชีวิต

จงพยายามใช้โอกาสที่มีในการยอมรับ ฝึกฝน ขัดเกลา และพัฒนาตัวเอง ในมิติสำคัญภายในด้วย

นอกสนามการเรียนปริญญาเอก….

อาจไม่มีเวทีหรือพื้นที่ ที่จะทำให้เราได้ สานต่อความรู้ ทั้ง 4 เรื่องนี้ อย่างเข้มข้น เท่ากับช่วงระยะเวลาการเรียนปริญญาเอกอีกแล้ว

หรือ

อาจมีเวทีหรือพื้นที่ ที่จะทำให้เราได้ พัฒนาความรู้ ทั้ง 4 เรื่องนี้ อย่างเข้มข้น มากกว่าการเรียนปริญญาเอกก็เป็นได้

ท้ายที่สุด การรู้ แค่ “วิชา” ไม่สามารถทำให้เราฝ่าฟันอุปสรรคความท้าทายของชีวิตไปได้ สิ่งที่จะอยู่กับเราในทุกๆสถานการณ์ของชีวิต คือ ความ “รู้” เกี่ยวกับตัวเอง “วิธี” เอาชนะตัวเอง และ การปล่อยวางตัวเอง


Credit photo: http://www.mindbodygreen.com/0-4458/10-Life-Changing-Tips-Inspired-By-Rumi.html

คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ ::: ดร.ขิม ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกในประเทศอิตาลี

ในวงวิชาการปัจจุบันนี้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัยไปแล้ว (เมื่อเรียนจบรอดตายกลับมาก็แอบเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในบางมุม) ตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่จำเป็น ต้องลงเรียน “วิชาชีวิต” นี้เช่นเดียวกับหลายคนค่ะ ครั้งนี้นับเป็นโอกาสดีที่ เพจ “ก็แค่ปริญญาเอก” ชวนมาแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ชีวิตของนักเรียนป.เอกไทยในกรุงโรม อิตาลี เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้นักสู้ท่านอื่นๆที่กำลังต่อสู้ อยู่ในสนามรบชีวิตนี้ ให้ได้สัมผัสมุมมองที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านสว่างจ้าและมืดมนของชีวิต และสามารถฟันฝ่า อุปสรรคจนคว้าชัยชนะมาฝากตัวเองและคนรอบข้าง ที่รอคอยการกลับมาของเราอยู่ให้ได้เหมือนกันค่ะ

k1.jpg

ย้อนกลับไปเมื่อสี่ปีที่แล้ว ทันทีที่รู้ว่าต้องไปเรียนต่อ ในหัวจึงเริ่มคิดแต่ “หัวข้อปังๆ ที่เราพอทำได้และกำหนด แนวทางวิชาการในอนาคตของเราต้องมาเสาะหาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ และเลือกดูสถานที่เรียนที่คิดว่าตัวเองจะเรียน และใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไม่สุขไม่ทุกข์ถึงสี่ปี” ทีแรกยอมรับว่าไม่อยากอยู่เมืองใหญ่ (เพราะเคยอยู่ แต่เมืองต่างจังหวัดเล็กๆในประเทศอิตาลีมาตลอด) ด้วยเกรงจะโดนชักจูงจากคนรู้จักมากมาย ทั้งพี่น้องเพื่อนพ้อง ลูกศิษย์ลูกหา และคนไทยที่รู้จัก ที่อาจจะคอยหมั่นไปเยี่ยมเยียนหรือนัดพบจนไม่เป็นอันเรียน

ช่วงกลางปี พ.ศ. 2554 จึงเริ่มลองส่งใบสมัครเรียนไปสามมหาวิทยาลัย ทั้งที่อิตาลีและแคนาดา แต่ไม่มีใครรับเลย จนชักเสียความมั่นใจ แต่ผลสุดท้ายก็ได้ตอบรับเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติโรม “ตอร์ แวร์การ์ตา” ณ กรุงโรม อาณาจักรโรมัน ที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในโลก จ้ะ…แรงมาก เพราะโรมเป็นเมืองหลวง เมืองท่องเที่ยวในฝันของคนทั่วโลก เมืองที่มีหน่วยงานราชการ ทั้งของไทยและอิตาลียึบยับ และเมืองที่มาพร้อมค่าครองชีพที่สูงมากจนแทบกินแกลบ

k2

ขอเล่าถึงด้านการใช้ชีวิตที่โรมอย่างย่อๆ ก่อนที่จะเข้าสู่การเล่าถึงเรื่องเรียนป.เอก  

อย่างน้อย อาจช่วยทำให้หลายคนได้เตรียมความพร้อมและคลายความกดดันลงบ้างก่อนที่จะไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ในวันที่ เราไม่ได้แค่ไปเที่ยวเท่านั้น เพราะชีวิตมันช่างแตกต่างกันมากทีเดียวค่ะ อย่างไรก็ตาม ขอเล่าแบบให้ภาพจริง ไม่บิดเบือนหรือฟุ้งโลกสวยนะคะ บางครั้งอาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่ามองโลกในแง่ร้ายหรือเป็นอาชญากรconscious (เพื่อนๆชอบตั้งฉายานี้ให้เพราะหาว่าวิตกเกินเหตุ จริงๆส่วนมากทำเก่งแซว แต่ลึกๆก็คงกลัวเหมือนกันทุกคน ฮ่าๆ) จนเกินไปบ้าง แต่ตัวเองจะคิดเสมอว่าการใช้ชีวิตต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ว่าสาวหรือหนุ่มที่ต้องไปอยู่ต่างแดนเพียงลำพังค่ะ

ช่วงสองสัปดาห์แรกที่ไปถึงโรม ถือเป็นบุญที่รู้จักผู้ใหญ่คนไทยท่านนึงให้ความช่วยเหลือเรื่องที่พักระหว่าง ที่ตัวเองกำลัง เร่งหาบ้านเช่า ด้วยความที่ไม่ใช่วัยใสเหมือนสมัยไปเรียนป.โท ไม่ใช่เวลาที่จะอยาก socializeกับใครมากนัก ไม่พร้อม ที่ต้องไปทะเลาะกับคนร่วมแชร์บ้านพัก จึงตัดสินใจว่าจะยอมจ่ายเงิน เพื่อเช่าสตูดิโออยู่คนเดียว (ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า monolocale) เพื่อเร่งทำงานวิจัยและเขียนวิทยานิพนธ์ ให้เสร็จสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด แต่แล้วความกดดันเกิดขึ้นหนักมาก เมื่อทราบราคาที่พักในย่านที่ดีที่สุดในโรม เพราะแพงมากจนตาลาย (เรื่องย่านในเมืองต่างๆของประเทศอิตาลีเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆในการหาที่พักเช่นเดียว กับประเทศอื่นๆทั่วโลก) แต่จำใจต้องกัดฟันยอมจ่าย เพราะชอบบ้านที่หา เจอมาก ห้องเล็กๆประมาณ 20 ตร.ม.ในคอนโด น่ารักไม่หรูหรา แต่สะอาด ตกแต่งใหม่ มีเครื่องใช้ทุกอย่างครบครัน ตั้งอยู่ในเขตที่พักอาศัย ที่มีคนอิตาเลียนแท้ๆ อยู่เป็นส่วนมาก

(ลักษณะของมหาวิทยาลัยในประเทศอิตาลี จะไม่มีการสร้างหอพักไว้รองรับ นักศึกษาเหมือนกับฝั่งอเมริกา อังกฤษ หรืออีกหลายประเทศ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ในเมืองใหญ่ๆ เช่น โรม มิลาน ฟลอเรนซ์ ฯลฯ นักศึกษาจะต้องหาบ้านเช่าเอง แต่นั่นก็มีข้อดีมากๆคือ เราจะได้ใช้ชีวิตแบบคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง ไม่มีการอยู่กับเพื่อนนักศึกษาในหอพักเลยค่ะ)

k6.jpg

ก่อนหน้าจะหาห้องนี้เจอ ก็ฟูมฟายสติแตกให้คนทางเมืองไทย ฟังไปหลายยก ต้องขอขอบคุณ Skype ที่เป็นช่องทางให้บ่นได้เต็มที่ ไหนจะต้องเตรียมเงิน ที่ต้องไว้วางมัดจำ ไหนจะเรื่องต้องทำธุรกรรมต่างๆ เพราะอีกไม่กี่วันหลังจากได้บ้านมหาวิทยาลัยกำลังจะเริ่มเปิดภาคการศึกษาใหม่แล้ว อาจารย์ที่ภาควิชาจึงต้องการนัดประชุมเพื่อคุยเรื่องหัวข้อและจัดอาจารย์ที่ปรึกษาให้นักศึกษาป.เอกแต่ละคน สุดท้าย แล้วทุกปัญหามีทางออก เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางจึงรีบย้ายเข้าบ้านและเตรียมตัวพร้อมรับกับชีวิตนักศึกษาป.เอก ที่กำลังจะมาถึง

k4

ราวปลายสัปดาห์ที่สามที่อยู่โรม ขิมได้ย้ายเข้าบ้านใหม่ และเริ่มเข้าพบอาจารย์ประธานหลักสูตรฯ ที่คณะอักษรศาสตร์และปรัชญา มหาวิทยาลัยแห่งชาติโรม “ตอร์ แวร์การ์ตา” พร้อมทั้งได้พบอาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลการวิจัยและกำกับการเขียนวิทยานิพนธ์ อาจารย์ท่านนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มอาจารย์ที่เคย สอบสัมภาษณ์และสนใจหัวข้อธีสิสของเรามาตั้งแต่ตอนนั้น และอาจารย์เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ อิตาเลียนในยุคฟาสซิสต์ซึ่งตรงกับงานวิจัยของเรามาก

ทันทีที่เริ่มคุยรายละเอียดการทำงาน อาจารย์ก็สั่ง ปรับโครงร่างวิจัยใหม่กว่า 40% วันนั้นจำได้ว่าสติแตกจนนั่งรถเมล์เลยป้ายแถวบ้านได้แล้วกัน เมื่อความเครียดเริ่มครอบงำ เราจะไม่มีสติและสมาธิในการทำงาน ณ จุดนั้น ขอแนะนำว่าทุกคนควรมองหาหนทางผ่อนคลาย ความตึงเครียดของตัวเองให้ได้ว่าทำอะไรแล้วสบายใจ ซึ่งไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องเหมือนกัน โดยส่วนตัว ชอบไปนั่งในบาร์ จิบกาแฟ มองดูผู้คน แอบฟังสำเนียงอิตาเลียนหลากหลายและเรื่องราวชีวิต ที่แตกต่างของคนที่แวะเวียนเข้ามาในร้าน ดีกว่าหมกตัวร้องไห้หรือคลั่งอยู่คนเดียวในห้องแคบๆเพื่อคิดงานให้ออกเดี๋ยวนั้น

(คำว่า “บาร์” ในวัฒนธรรมอิตาเลียน หมายถึง ร้านกาแฟ ไม่ใช่ผับหรือบาร์ สถานที่อโคจร ตามที่คนไทยเรียกขาน แต่อย่างที่ทราบกันว่าวัฒนธรรมกินดื่มแบบอิตาเลียนนั้น การจิบไวน์และเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ระหว่างมื้ออาหารเป็นเรื่องปกติ)

k7

เมื่อความคิดและความรู้สึกสงบลง รีบกลับบ้านไปลองคุยกับผู้ที่มี ประสบการณ์ในการเรียนป.เอกมาก่อน แม้ว่าบางคนจะเรียนต่างศาสตร์หรือต่างประเทศกัน แต่ก็อาจได้รับคำแนะนำที่ดี และพอเป็นแนวทางให้เราเดินต่อไปได้อย่างไม่อ้างว้างนัก

จำได้ว่าพอความคิดตกผลึกในวันรุ่งขึ้น โครงร่างวิจัยใหม่ ก็สำเร็จและส่งไปให้อาจารย์อ่านก่อนไปขอเข้าพบในวันถัดไป ทุกอย่างผ่านเรียบร้อย อาจารย์บอกว่าค่อยๆปรับกันไป ในรายละเอียดตลอดเวลาสามปี พร้อมทั้งให้รายการหนังสือพื้นฐานที่ต้องอ่านประมาณ 30 เล่ม (ไม่เคยใช้ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเลยเพราะอยู่ไกลจากบ้านมาก ต้องนั่งรถไฟใต้ดินจนไปชานเมืองและต่อรถเมล์ เสียเวลามาก เลยเลือกไปค้นหนังสือที่หอสมุดแห่งชาติใกล้ๆบ้านแทน โชคดีที่มีครบแทบทุกเล่ม)

ปีที่ 1 ของการเรียน โดยทั่วไปเหมือนกันทุกหลักสูตรคือ การทำ literature review อ่านหนังสือ และค้นเอกสารเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อธีสิสของตัวเองจากทุกแหล่ง หอสมุดแห่งชาติ ร้านขายหนังสือ ทั้งใหม่และเก่ามือสอง เว็บไซต์ต่างๆ เพื่อสกัดใจความสำคัญของผู้เขียนแต่ละคนออกมาให้ได้ การเรียนป.เอก ที่ประเทศอิตาลี โดยเฉพาะทางด้านมนุษยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยฝั่งยุโรป จะไม่มีการเรียน course work เหมือนใน สหรัฐอเมริกาหรือไทย

ฉะนั้น หลักสูตรป.เอกลักษณะนี้ จึงเป็นลักษณะ Dottorato di ricerca (Research doctorates) อย่างแท้จริง ในความหมายที่ว่า นักศึกษาค้นคว้าวิจัยด้วยตนเองและพบอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำ และช่วยตบตีให้ธีสิสพัฒนาต่อไปได้ในแนวทางที่ควรจะเป็นตามหลักวิชาการ แต่นั่นก็หมายถึงว่า เรากำลังเดินทาง บนทางสายเปลี่ยวแห่งวิชาการตามลำพังด้วย ยิ่งไปกว่านนั้นถนนสายนี้ยังเริ่มรกไปด้วยข้อมูล ข้อจำกัด อุปสรรคทั้งจากตัวเองและผู้อื่น อารมณ์ ความรู้สึกที่รบกวนจิตใจ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังต้องแบ่งหัวสมองมาเผชิญ กับเรื่องราวปั่นป่วนในการติดต่อเรื่องเอกสารทางราชการ ทั้งของมหาวิทยาลัยและส่วนตัว เช่น การขอใบอนุญาต เข้าพำนักในสาธารณรัฐอิตาลีเมื่ออยู่เกิน 1 เดือน หรือที่พวกเรารู้จักกันดีในนาม Permesso di soggiorno ซึ่งมีขั้นตอนการขอและทำเอกสารต่างด้าวนี้วุ่นวายทีเดียว โดยเฉพาะในเมืองหลวงที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ อย่างกรุงโรมนี้ แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ความรู้สึกดี… รักโรมมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมาพร้อมกับความเหงา เมื่อย่างเข้าเดือนที่สี่ โปรแกรม Skype facebook youtube ช่วยคลายความคิดถึงพ่อแม่ญาติมิตรได้บ้าง

k3.jpg

แต่เราชักเริ่มต้องการสังคมแล้ว จากที่เคยอยากอยู่เงียบๆคนเดียว กลายเป็นอยากเมาท์ กินข้าว ช้อปปิ้ง ปรับทุกข์ด้วยภาษาไทยที่นี่บ้าง เริ่มเฝ้าคอยให้คนจากเมืองไทยที่แจ้งว่าจะมาเยี่ยมที่โรม เพราะเพื่อนอิตาเลียน ที่เรียนอยู่ด้วยกันในหลักสูตรฯ ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่ทำงานเป็นผู้กำกับหนัง คอลัมน์นิสต์ และมีแฟนหมดแล้ว เพื่อนผู้หญิงคนเดียวที่อาจารย์ให้สนิทกันไว้ก็เดินทางบ่อยไปต่างประเทศบ่อยเพราะกำลังจะแต่งงานกับแฟนที่ไม่ได้อยู่ที่อิตาลี ทุกคนจึงรีบก้มหน้าทำงานของตัวเองและไม่ได้เที่ยวเล่นด้วยกันเหมือนเพื่อนสมัยป.โท (ในขณะนั้นเราเป็น นักเรียนไทยคนเดียวที่เรียนป.เอกในคณะอักษรศาสตร์และปรัชญา ที่เหลือเป็นนักศึกษาอิตาเลียนหมด)

เดชะบุญ! ในความเป็นอาจารย์มาเหยียบสิบปีก่อนจะไปเรียนต่อ ทำให้มีลูกศิษย์ลูกหาและคนรู้จักมากมายหลายมุมเมือง บางคนเคยเรียนภาษาอิตาเลียนกับตัวเองที่จุฬาฯก่อนมาด้วยซ้ำ เลยได้มีโอกาสเจอเพื่อนพี่น้องคนไทยที่อยู่ในกรุงโรม ซึ่งล้วนเป็นคนในวงโคจรชีวิตเต็มไปหมด ทุกคนน่ารักและให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลในทุกทาง ทำให้ชีวิตตอนนั้นดีมากขึ้น ได้ทั้งเพื่อน ได้ทั้งงาน ได้ทั้งเงิน เพราะเริ่มรับทำงานล่ามให้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในกรุงโรม และคณะข้าราชการไทยที่เดินทางมาอิตาลีด้วย (งานที่ภูมิใจงานหนึ่งคือ ได้เป็นล่ามให้ท่านเอกอัครราชทูตไทยในกรุงโรม เมื่อครั้งที่ท่านต้องแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองของไทย ช่วงกลางปีพ.ศ. 2557 ให้นักข่าวอิตาเลียนทราบ ดีใจที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถอันน้อยนิดช่วยงานของประเทศ)

ปลายปีการศึกษาแรก เมื่อทุกอย่างเข้าที่และมีภาพการทำงานที่ชัดเจนขึ้น จึงขอลาอาจารย์ที่ปรึกษากลับมาเก็บข้อมูล ที่ประเทศไทยและสิงคโปร์ ก่อนจะกลับไปเริ่มเขียนธีสิสบทแรกและเริ่มเข้าสู่ปีที่ 2 ของการเรียนค่ะ

สิ่งที่ตกผลึกได้จากการเรียนป.เอกในปีแรก ไม่ใช่แค่ข้อมูลที่ใช้ในงานวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความใจเย็น ความอดทน การต่อสู้กับภาวะกดดันต่างๆที่มีมากยิ่งขึ้น เราจะเรียนรู้ว่า “เมื่อสติมาปัญญาเกิดจริงๆ” เพราะบางอย่าง กรี๊ดแตกไปให้ตายก็ไม่ได้สิ่งที่หวังตามใจต้องการในทันที อีกทั้งการได้เห็นโลกใหม่ที่มีผู้คนหน้าใหม่ๆหลากหลาย ทั้งไทยเทศ ทำให้เข้าใจชีวิตและปมปัญหาของตนและคนอื่นได้กระจ่างขึ้น ลดอัตตา (ซึ่งปกติไม่บ้ามั่นใจและอวดตัวเอง แต่จะมั่นใจในข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานเท่านั้น) เพราะเชื่อเสมอว่าที่มีทุกวันนี้ได้ไม่ใช่เพราะตัวเองคนเดียว แต่คนในชีวิตรอบตัวเราที่รักใคร่หวังดีช่วยเหลือกัน ที่สำคัญ ชั้นบรรยากาศมีหลายชั้น เหนือฟ้าย่อมมีฟ้าเสมอ…

กลับเมืองไทยและไปสิงคโปร์เพื่อเก็บข้อมูลได้มากพอสมควร เมื่อกลับอิตาลีจึงเริ่มลงมือเขียนธีสิสบทแรกเป็น ดราฟท์แรก ในขณะเดียวกันก็ตามเก็บดูภาพยนตร์ที่อาจารย์แนะนำให้ครบ นอกจากนี้ ด้วยความที่อาจารย์ที่ปรึกษามี สอนวิชาที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของเราพอดี เลยให้เข้าไป sit-in กับนักศึกษาป.โทเพื่อศึกษาเพิ่มเติม เมื่อดราฟท์แรก เสร็จสมบูรณ์เท่าที่กำลังความสามารถของเรามีในระดับหนึ่ง ควรรีบส่งให้อาจารย์อ่าน เพราะบรรดาอาจารย์ที่ปรึกษา ทั้งหลายทั่วโลกมักจะไม่ค่อยมีเวลามากนัก ยิ่งดังยิ่งหาตัวยาก หรือพวกกำลังจะเทิร์นโปรเป็นโปรเฟสเซอร์

กลุ่มนักศึกษาป.เอกจะพบความยากลำบากในการตามล่าหาอาจารย์ทุกเดือน อย่าลืมว่าต้องให้เวลาอาจารย์พอสมควร ในการตรวจด้วย ระหว่างนั้นเราควรลงมือเขียนงานต่อไปเรื่อยๆ สิ่งที่ได้รับจากการเขียนธีสิสบทแรกๆคือ เขียนไป อย่าหยุด อย่าเที่ยวไกลๆและนานๆบ่อยจนเกินไป เพราะถ้าขาดตอนกว่าจะสตาร์ทเครื่องติดใหม่มักใช้เวลาอย่างน้อย 10 วัน บางคนที่แบ่งเวลาเก่งและเป็นคนเก่งก็อาจพอทำได้บ้าง แต่สำหรับบางคนทำไม่ได้ กรณีของตัวเองคืออย่างหลัง โชคดีที่โดยนิสัยไม่ใช่คนชอบเที่ยวมาก จะไปเมื่ออยากไปบางเมืองจริงๆ ประสบการณ์ชีวิตไม่ต้องรีบหาในช่วงสี่ปีนี้ก็ได้ เพราะนอกจากจะใช้เงินไม่น้อยแล้ว ยังใช้เวลามาก เลยมักจะคิดว่า เที่ยว…? ไม่ตายมาเที่ยวใหม่สบายๆก็ได้ แต่ถ้าเรียนไม่จบหรือจบช้ามากในไม่กี่ปีนี้ ความลำบากจะไม่ได้เกิดกับเราคนเดียว โดยเฉพาะตัวเองซึ่งลาราชการ มาเรียนต่อ ยังมีอะไรหลายอย่างรออยู่ บางคนมีห่วงพ่อแม่พี่น้อง สามี ภรรยา ลูก หรือแฟนที่อยู่ห่างกัน ต้องเตรียมวางแผนจัดการชีวิตให้ดี จะได้ไม่เสียใจภายหลัง

k5.jpg

การเขียนธีสิสดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ แต่การแก้งานส่งคืนของอาจารย์ที่ปรึกษาเริ่มไม่สม่ำเสมอ เพราะอาจารย์จะยุ่งเป็นพักๆ และมีเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อบรรยายทางวิชาการและทำวิจัยของตัวเองด้วย บางครั้งต้องงัดยุทธวิธีคอยตามทวง ยิ่งเร่งเร้ามากไป ก็พาลจะเป็น เรื่องราวได้ ฉะนั้น หากมีเวลาเหลือ ตัวเองก็ต้องพักบ้าง โดยเฉพาะช่วงที่มีคนมาเยี่ยม ชวนกันไปเที่ยวเล็กน้อย ช้อปปิ้งบำบัดเครียด และออกกำลังกาย

ผ่านไปสามปียังเขียนงานไม่เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะไม่มีใครจบตรงเป๊ะภายในสามปี อย่างน้อยต้องรอการแก้ไขจากผู้อ่านระยะหนึ่ง (ตามระบบการเรียนป.เอกของอิตาลี เมื่องานเสร็จสมบูรณ์ และอาจารย์ที่ปรึกษายอมรับงานแล้ว จะส่งต่อให้ readers 2 ท่าน ซึ่งเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการที่เชี่ยวชาญ จากมหาวิทยาลัยอื่นๆอ่านและวิจารณ์ผลงานเพื่อให้แก้ไขก่อนส่งส่งวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ให้กรรมการ และรอนัด สอบป้องกันวิทยานิพนธ์ การเรียนป.เอกที่นี่จะไม่มีโอกาสได้แก้ไขวิทยานิพนธ์หลังจากผ่านการสอบป้องการแล้ว)

ช่วงก่อนจบเกิดความปั่นป่วนในชีวิตมาก เพราะเอาเข้าจริงๆทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามปฏิทินชีวิตและฝีมือของเรา ทั้งหมด ต้องทำใจให้สงบและยืดหยุ่นเผื่อความผิดพลาดพลิกโผไว้บ้าง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของตัวเอง เช่น รอคอยให้ผู้อ่านแจ้งกลับมาว่าควรปรับแก้ตรงไหนบ้าง รอคอยว่าอาจารย์จะคืนงานที่นำไปตรวจอีกครั้งก่อนอนุมัติให้ส่งเล่มสมบูรณ์ได้ทันเดดไลน์ของมหาวิทยาลัยหรือไม่ ฯลฯ มันคือช่วงเวลาที่ทรมานมาก เข้าใจเลยว่าการเรียนให้จบปริญญาเอก ทั้งจิตใจและร่างกายต้องแข็งแกร่งมากพอ เพราะมันหวิดจะสติแตกได้ง่ายมาก ตอน final lap นั้นต้องการกำลังใจมาก โชคดีที่พ่อแม่ อาจารย์ทางเมืองไทย และเพื่อนบางคน ยอมอดทนฟัง และให้กำลังใจในการต่อสู้ยกสุดท้าย

และแล้ว… ในปีที่ 3 เดือนที่ 5 ทุกอย่างก็เรียบร้อย ได้รับนัดสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 เมื่อสอบเสร็จ กรรมการทั้งสามท่านจะเชิญให้ Ph.D candidate (ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า la dottoranda) ออกไปรอนอกห้องสอบเหมือนที่หลายคนเคยเล่าไว้ และถัดจากนั้นไม่นานนักก็เชิญให้กลับเข้าไปฟังผลในห้อง ทันทีที่ ประธานกรรมการประกาศว่าเราเรียนจบแล้วและขอรับรองให้เป็น Dottoressa di ricerca (Doctorate) น้ำตาแตกกระจาย วิ่งไปกอดขอบคุณทั้งกรรมการและอาจารย์ที่ปรึกษา นี่คงเป็นวันที่ยกภูเขาแอลป์ออกจากอก หลังจากนั้น พ่อแม่โทรมาดีใจและรอคอยการกลับไทยของเรา เพื่อนหลายคนที่เมืองไทยและที่อิตาลีดีใจกันมาก เรียกว่าโซเชียลมีเดียระเบิดในเย็นวันนั้น มันทำให้รู้ว่า บนเส้นทางสายวิชาการเราภูมิใจกับปริญญาใบนี้ เพราะเขียนเองกับมือ

แต่เราต้องไม่ลืมว่า บนเส้นทางแห่งชีวิตนี้เราไม่ได้เดินมาถึงจุดหมายปลายทางเพียงลำพัง เรามีคนเดินมาด้วยมากมาย ไม่ควรลืมน้ำใจ ความช่วยเหลือ ความรัก และที่สำคัญคือ ความกตัญญู เพราะสุดท้ายแล้วกระดาษและเกียรติยศ พร้อมคำเรียกขานใหม่ว่า อาจารย์ ดร.ปาจรีย์ ทาชาติ เป็นเพียงแค่คำแทนตัวตนของเราแค่นั้น…

ประวัติ

อาจารย์ ดร. ปาจรีย์ ทาชาติ

 อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันตก สาขาวิชาภาษาอิตาเลียน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย

 คุณวุฒิ
– อักษรศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) ภาษาอิตาเลียน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2542
– ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สหสาขาวิชายุโรปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2544
– ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (อีราสมุส มุนดุส) สาขาวิชาการศึกษาข้ามวัฒนธรรมยุโรป มหาวิทยาลัยแบร์กาโม อิตาลีและมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ สก็อตแลนด์ พ.ศ. 2551
– ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาอิตาเลียนศึกษา (ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์อิตาเลียน) มหาวิทยาลัยแห่งชาติโรม “ตอร์ แวร์การ์ตา” พ.ศ. 2558
หัวข้อวิทยานิพนธ์: Il cinema di propaganda italiano e thailandese dal 1934 al 1943 (ภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่ออิตาเลียนและไทย ตั้งแต่ค.ศ. 1934 ถึง 1943)

*** ติดตามเรื่องราวของแขกรับเชิญคนต่อไปของเพจก็แค่ปริญญาเอก ที่จะมาแบ่งปันสาระ ความรู้ ประสบการณ์ที่มีค่าในการเรียนต่อระดับปริญญาเอก ได้ที่นี่ ที่เดียวเท่านั้น *** https://www.facebook.com/justaphd/

Be Real

จะมีสักกี่ครั้งที่ชีวิตจะส่ง”บทเรียน”ให้เราได้”จริง”กับตัวเอง
การเรียนปริญญาเอก เป็น “บทเรียน” แบบเข้มข้นในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี
ที่เราจะได้..
1.เปิดใจ เรียนรู้ “จุดอ่อน” ของตัวเอง

2.ค้นหา “วิธีก้าวข้าม” ข้อจำกัดนั้น

3.พัฒนา “ศักยภาพที่แท้จริง” ของตัวเอง
นี่คือช่วงเวลาของคน “จริง” เท่านั้น
อย่าพลาด “โอกาส” สำคัญ
ก็แค่”จริง”กับตัวเอง

ก็แค่ปริญญาเอก


#JustBeReal #JustaPhD #ปโทก็เช่นกัน

GUEST BLOG POST ::: #1 การสมัครเรียนปริญญาเอก มันคนละเรื่องกับปริญญาตรีและปริญญาโท

ผมได้มีโอกาสช่วยเพื่อนที่กำลังสมัครเรียนต่อเขียน Statement of Purpose (SOP) มาหลายครั้งจนตั้งข้อสังเกตว่า การสมัครปริญญาเอกนั้น มีความแตกต่างจากการสมัครปริญญาตรีและโทอย่างสิ้นเชิง แท้ที่จริงแล้วเราไม่สามารถเอาประสบการณ์ จาก การเขียน SOP ของการสมัคร ปริญญาตรี และ ปริญญาโท เข้ามาใช้ในการเขียน SOP สำหรับการสมัครปริญญาเอก ยิ่งไปกว่านั้น ประสบการณ์ ในการเขียน SOP ในอดีตอาจเป็นผลเสียด้วยซ้ำ

การที่ผมกล่าวว่าการสมัครปริญญาเอกแตกต่างจากปริญญาตรีและโทนั้นเป็นเพราะ Admission Committee หรือกลุ่มที่จะพิจารณา Statement of Purpose นั้น ใช้เกณฑ์ในการคัดเลือกที่ไม่เหมือนการรับนักศึกษาเข้าปริญญาตรีและปริญญาโท

แล้วมันต่างกันอย่างไรล่ะ บางท่านอาจสงสัย?

ท่านอาจจะจำประสบการณ์ตอนเขียน Statement of Purpose ในการสมัครปริญญาตรีได้ ตอนนั้นแต่ละคนก็เพิ่งจบ มัธยมปลาย ทาง Admission Committee ต้องการให้เราเขียนถึง เรื่องราวของเรา อันรวมไปถึงความสนใจส่วนตัว หรือกิจกรรม วิชาที่เราสนใจเป็นพิเศษ และความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเรา ความท้าทายอยู่ที่ว่าใครจะสามารถ เอาเรื่องราวของตัวเองมาเรียบเรียงให้น่าสนใจและให้น่าประทับใจโดดเด่นได้มากที่สุด

แน่นอนทาง Admission Committee ก็จะสนใจ คะแนนสอบ (Standardized Tests) และ ผลการศึกษา (GPA) แต่ Statement of Purpose เป็นโอกาสที่ทาง Admission Committee จะได้รู้จักตัวตนของเราในเชิงลึก นอกเหนือจาก ตัวเลข และใบสมัคร

ผู้อ่านบางท่านที่ศึกษาต่อถึงระดับปริญญาโท อาจสังเกตว่า Statement of Purpose ของปริญญาโท จะเน้นที่ศักยภาพและประสบการณ์ ทำงานที่ผ่านมา ของเรารวมไปถึงการนำเอาความรู้ที่คาดว่าจะได้จากการเรียนปริญญาโทไปประยุกต์ ใช้ในชีวิตการทำงาน และ สายงานอาชีพนั้นๆ ทาง Admission Committee จึงอยากให้เราเล่าถึง สายงานอาชีพในอนาคต หรือ Career Path ของเราให้ชัดเจน ไม่แปลกใจเลยหาก เนื้อหา Course Work ในระดับปริญญาโทจะ เข้มข้นขึ้นมาอีกระดับนึง

สำหรับปริญญาเอกนั้นจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเรียนปริญญาเอก (Ph.D. หรือ Doctorate of Philosophy) นั้น ทางมหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนเป้าหมายทางการศึกษาจากการเรียนเพื่อให้มีความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน เป็นการเรียนเพื่อผลิตองค์ความรู้ใหม่ๆ

การผลิตองค์ความรู้ ดังกล่าวก็ คือการทำวิจัยโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ หรือ Scientific Method นั่นเอง

ประเด็นนี้สำคัญเพราะมีนัยยะ สำหรับการเขียน Statement of Purpose ของผู้สมัครเรียนปริญญาเอก รวมไปถึงวิธีการคัดเลือกผู้สมัครด้วย โดยทาง Admission Committee จะไม่ได้เน้น เรื่องราวส่วนตัว อันรวมไปถึงความสนใจส่วนตัวหรือกิจกรรม และความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเรา แต่จะเน้นถึงความสามารถของเราในการทำวิจัยทางสาขาวิชาที่เรา สมัคร

ผมอยากให้ผู้อ่านลองจินตนาการว่าองค์ความรู้ทั้งหมดในโลกเป็นวงกลมอันใหญ่ ทาง Admission Committee และ ทางมหาวิทยาลัย หวังว่า เหล่านักศึกษาปริญญาเอก จะสามารถ มีส่วนช่วยเหลือแต่งเติมวงกลมนั้นด้วยการผลิตความรู้จากวิทยานิพนธ์ ของเรานั่นเอง

ผู้อ่านอาจสังเกตว่า แต่ละคณะในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงขนาดใหญ่ จะรับนักศึกษาปริญญาตรีเป็นหลักร้อยในแต่ละปี ส่วนระดับปริญญาโทจะรับ ประมาณ 70-120 คนต่อปี แต่สำหรับระดับปริญญาเอกนั้น มักจะรับเพียง แค่ประมาณ 4-6 คนเท่านั้น

นั่นหมายความว่าหากเรามองในมุมการเงินของคณะ โปรแกรมปริญญาตรี และ ปริญญาโท เปรียบเสมือนถุงเงินหรือ Cash Cow ของคณะที่มีรายได้เข้ามา แต่ในทางตรงกันข้ามนักศึกษาปริญญาเอกนั้นจะได้ ทุนการศึกษาอันเป็นรายจ่ายของคณะ (Funding) ซึ่งหมายความว่า การศึกษาระดับปริญญาเอกนั้น แม้จะเป็นการเรียนก็จริงแต่ คณะก็จ้างนักศึกษาปริญญาเอกเหล่านั้นเข้ามา ฝึกงานการทำวิจัยนั่นเอง หรือจะมองอีกแง่หนึ่งคือทางคณะต้อง ลงทุน ในตัวนักศึกษาปริญญาเอกทุกคน โดยการให้ทุนการศึกษาต่อเนื่องคนละหลายปี

สรุปได้ว่า ถึงแม้ Application การสมัครเรียนปริญญาเอกจะมีคำถามมากมายหลากหลาย แต่สิ่งที่ ทาง Admission Committee ให้ความสนใจที่สุด และ เป็นสิ่งที่ ผู้สมัครควรให้ความสำคัญที่สุดในการเขียน Statement of Purpose คือ เราจะต้องสามารถตอบและทำให้ Admission Committee มั่นใจในตัวเราในประเด็นคำถามดังต่อไปนี้

1. ผู้สมัครคนนี้มีความสามารถที่จะทำวิจัย มากน้อยแค่ไหน

2. ผู้สมัครคนนี้มีความสนใจทางวิชาการที่สอดคล้องกับอาจารย์ในคณะมากน้อยแค่ไหน

3. ทางคณะสมควรลงทุนกับผู้สมัครคนนี้หรือไม่

การตอบคำถามใน 3 ประเด็นนี้คือ เนื้อหาหลักของ Statement of Purpose
ส่วนที่เหลือถือว่าเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้น

ดร. พอล

……………………………..

Guest Blog Post ::: #1: The Ph.D. is a Different Animal

If we think of academic degrees as animals, the Ph.D., (Doctor of Philosophy) is a different species from the M.A/M.S.. and B.A./B.S. degrees (Masters and Bachelors) and therefore admissions personnel, often professors in the program, are looking for something different.

While the admission essay for a BA program might inquire about your background, interests and uniqueness – and the MA program is about your ability to do graduate-level work for professional practice – the Ph.D. is fundamentally a research degree, so your ability to, and interest in, research is what matters the most.

In a B.A. program, you are receiving knowledge. The expectation is that you demonstrate learning, through analyzing, synthesizing existing knowledge. The M.A. degree is, in many cases, an extension of the B.A. Analysis and synthesis of knowledge for application is done at a more rigorous level. Of course, depending on the discipline, professional M.A. degrees (i.e., MBA, Law) prepare you to for professional practice.

However, the Ph.D. is fundamentally about creating knowledge and knowledge creation is done through research and the scientific method. If you imagine the large body of knowledge as a giant circle, the Ph.D. requires that you contribute a small piece to the larger existing body of knowledge.

Most academic programs accept a couple hundred B.A. students annually. Perhaps slightly less, but still a class of 70-150 M.A. students is quite common. Yet each year, only around 4-6 Ph.D. students are accepted, some times even less.

What you may not know is that tuition money from B.A. and M.A. programs will often be used to fund Ph.D. students. Wait. “They’re PAYING Ph.D. students to study?” you might ask. Somewhat. While many programs do pay Ph.D. students, they are not paying them just to study per se, but rather help professors conduct research. So for many programs, Ph.D. students are ‘research assistants’ (its also cheaper than hiring a full-time professor).

Therefore, programs make an investment in Ph.D. candidates and the most important thing for the admissions committee to do is to ensure that the candidate:

1) has the ability, intellectual rigor, to conduct research,

2) has research interests that are a fit with faculty.

When writing your PhD statement of purpose (some departments call it a statement of research interests), you’re not trying to highlight your unique background, life story, or ‘impress’ the committee with your actual statement. You impress the committee by describing, in sufficient details your research interests, why you have those interests, how your previous training (at B.A. or M.A. levels) has prepared you for more research (because that’s 99%, ok maybe 98% of a Ph.D. student’s life) and why your future career aspirations are primarily research-oriented.

As you put pen to paper for writing your statement of purpose, remember: The Ph.D. is a different animal.

Paul, Ph.D.,

……………………..

ขอขอบคุณ ดร.พอล Paul Hanvongse ที่กรุณาส่งบทความที่เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่สนใจจะก้าวเดินบนเส้นทางของการศึกษาระดับปริญญาเอก

เพจก็แค่ปริญญาเอก รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นสื่อกลางในการมอบข้อมูลดีๆให้กับทุกท่าน Guest Post ครั้งต่อไปจะเป็นใคร และเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร คอยติดตามกันนะคะ