ภาวะซึมเศร้ากับนักศึกษาปริญญาเอก :: บทความโดย ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์

สวัสดีค่ะ หลังจากที่ห่างหายไปนานหวังว่ายังคงจำกันได้นะคะ ขอแนะนำตัวก่อนเลย ดร.ณติกา ไชยานุพงศ์ แนนค่ะ เคยเขียนคอลัมน์เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้วตอนก่อนจะจบปริญญาเอก ไปหาอ่านกันได้ค่ะ

ตอนนี้กำลังทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งค่ะ วันนี้แนนมีประสบการณ์ที่เคยประสบด้วยตนเอง ที่คิดว่าเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เราจะเห็นว่ามีข่าวพาดหัวอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับนักศึกษาฆ่าตัวตายกันด้วยภาวะซึมเศร้า แนนเลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ช่วงหนึ่ง ขณะกำลังศึกษาปริญญาเอก ที่ไม่เคยคิดว่าครั้งหนึ่งตัวเองจะประสบภาวะซึมเศร้า ที่กำลังเป็นปัญหาในสังคมไทยในปัจจุบันนะคะ

ต้องบอกก่อนว่า แนนเป็นนักกีฬาเป็นคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น ภาวะซึมเศร้าไม่น่าจะมีทางได้เป็นเพื่อนกับแนนแน่นอน!

ในช่วงที่เริ่มต้นเรียนปริญญาเอกได้ปีนึง ก็เริ่มเกิดคำถามเวียนไปเวียนมาอยู่ในหัวตัวเองว่า

“ฉันจะเรียนได้ไหม”

“ถ้าฉันเรียนไม่จบจะเป็นยังไง”

“พ่อกับแม่จะเสียใจไหม”

หนักเข้า ก็เริ่มไม่อยากจะออกไปไหน ไม่อยากทำอะไร ไม่รู้ว่า ตัวเองมาทำอะไรอยู่ที่นี่ เคยถึงขนาดนอนจ้องเพดานทั้งวันและร้องไห้ คิดวนไปวนมา

ช่วงนั้นหุ่นจะดีเป็นพิเศษ เพราะทั้งวันแทบจะไม่อยากกินอะไรเลย อยากทำอย่างเดียวคือ “นอน” ให้มันผ่านไปวันนึง

…มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยใช่ไหมคะว่า แล้วไม่รู้ตัวเหรอว่าเป็นอะไร

คำตอบคือ…“ไม่ค่ะ” 

เมื่อสมัย 8 ปีที่แล้ว คนไทยแทบจะไม่รู้จักว่าโรคซึมเศร้าคืออะไร สำหรับตัวแนนเอง แนนเป็นนักกีฬา แนนมีเพื่อน แนนไม่เคยที่จะนึกเอะใจว่า ตัวเองกำลังเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าหรือเปล่า

…ตัดกลับมาที่แนน ในสภาพซึมเศร้า ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากกินอะไรหรือทำอะไร ทุกครั้งที่คุณพ่อกับคุณแม่โทรมา แนนพยายามจะเข้มแข็งบอกกับตัวเองว่า ไม่เป็นไร เพราะเราคือความหวังของเค้า มีในบางครั้งที่แนนบอกทั้งสองท่านนะคะ แต่ไม่ได้พูดว่าเพราะอะไร แค่บอกว่าเรียนยาก พอมองย้อนไปทำให้รู้ว่า เราควรจะบอกความจริง เพราะท่านจะช่วยหาทางออกเราได้ดีที่สุด

…อยากทราบไหมคะว่า อาการนอนมองเพดาน ไม่ทานอะไร ไม่ออกไปไหน ไม่อยากลุกไม่อยากตื่น เอาแต่ร้องไห้ อยู่กับแนนกี่อาทิตย์…คำตอบคือ 2 อาทิตย์ค่ะ จนแนนเริ่มสะกิดใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวแนนเอง นี่มันไม่ใช่เรานี่นา ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ ๆ

แนนจึงฝืนดึงตัวเองออกจากที่นอน ทั้งที่ยังมีอาการหดหู่อยู่ จึงตัดสินใจออกไปวิ่งค่ะ แนนเริ่มวิ่งตอนเย็น เริ่มเข้าไปหาอะไรทำในมหาวิทยาลัย จนได้เจอเพื่อนชาวต่างชาติที่มาเรียนก่อนหน้าแนนปีหนึ่ง เพื่อนแนนเรียนจิตวิทยามา เราเลยคุยกันถึงอาการที่แนนเป็น

จึงได้ทราบว่า ที่แนนเป็นนั่นเป็นกลุ่มอาการ “ภาวะซึมเศร้า” ซึ่งเพื่อนแนนบอกว่า ถ้าเมื่อไหร่มีอาการอีก หรือถ้าอยากคุยกับใครสักคนให้มาหาเค้าได้เสมอ

แต่แนนค้นพบว่า การวิ่งเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้แนนดีขึ้นได้ค่ะ แนนเลยออกวิ่งทั้งเช้า-เย็น วิ่งไกลขึ้น เริ่มลงแข่งรายการต่าง ๆ จาก 5 กิโลไป 10 กิโลถึง 21 กิโล ไกลสุดก็คือ วิ่งผลัด12 คน 193 ไมล์ ก็ประมาณ400 กิโลเมตรค่ะ วิ่ง 2 วัน 1 คือผลัดกันวิ่งคนละ 3 ผลัดจริง ๆ แล้วการวิ่ง นอกจากจะช่วยให้แนนดีขึ้นจากอาการซึมเศร้าแล้ว ยังช่วยให้หายเครียดจากการทำวิทยานิพนธ์ด้วยนะคะ ซึ่งมีงานวิจัยหลาย ๆ งานยืนยันแล้วว่า การออกกำลังกายช่วยลดความเครียดได้

เขียนมาตั้งยืดยาว สิ่งที่แนนอยากจะแชร์กับทุกคน คือการสังเกตตนเองกับวิธีการช่วยเหลือคนเองและคนใกล้ชิดที่กำลังเผชิญอาการซึมเศร้า ตามที่แนนเคยมีประสบการณ์ผ่านมานะคะ

การสังเกตตนเอง

  1. อารมณ์เปลี่ยนแปลงกระทันหัน ถ้าคุณเคยเป็นคนร่าเริงสดใส ไม่มีปัญหาในการอยู่คนเดียว ไม่เคยย่อท้อเมื่อเจอปัญหาอยู่มาวันนึง คุณรู้สึกว่า คุณไร้สมรรถภาพ เริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง หมดความมั่นใจนั่น อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า
  2. เริ่มเก็บตัวอยู่คนเดียว ถ้าคุณชอบที่จะออกไปข้างนอกทำกิจกรรมกลางแจ้ง แต่เลือกที่จะอยู่แต่ในห้อง ไม่อยากเจอใคร นี่คืออีกหนึ่งสัญญาณ
  3. วัน ๆ ไม่อยากทำอะไรนอกจากนอน เพื่อให้เวลามันผ่าน หรือเพราะไม่อยากตื่นขึ้นมารับสภาพความเป็นจริง นี่เป็นอีกสาเหตุนึง ที่ผู้ป่วยจากโรคซึมเศร้าเสียชีวิตด้วยการรับประทานยานอนหลับเกิน ขนาดเนื่องจากเมื่อทานยานอนหลับมาก ๆ จะดื้อยา ต้องเพิ่มจำนวนเรื่อย ๆ สุดท้ายทานยาเกินขนาด
  4. ประเมินศักยภาพตัวเองต่ำในทุกเรื่อง ขาดความมั่นใจท้อแท้ หดหู่วิตก คิดเยอะ อันนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยนำเข้าของแต่ละบุคคลค่ะ ว่าสาเหตุที่ทำให้เราเกิดภาวะซึมเศร้าเกิดจากอะไร

…มาถึง แนวทางเอาตัวเราเองออกจากสถานการณ์ที่จะนำตัวเราไปสู่ภาวะซึมเศร้า กันค่ะ

  1. หาที่ระบายค่ะ ไม่ใช่สีไม้ระบายน้ำนะคะ แต่เป็นที่ปรึกษาหรือคนที่เรารู้สึกว่า ปลอดภัยพอที่เราจะเล่าหรือระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจเราได้ แนนต้องขอน้ำนะคะว่า ที่ระบายเท่านั้นเราไม่ได้ต้องการคนแนะนำ ในบางครั้งเราแค่ต้องการผู้รับฟังที่ดีที่เข้าใจ และเปิดอกฟังเรื่องที่เราพูด โดยไม่วิจารณ์ด่าว่า นอกเหนือไปจากนั้น คือสามารถให้กำลังใจหรือส่งพลังงานทางบวกให้เราได้
  2. กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ…ใช่ค่ะ ออกกำลังเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะทำให้ผู้ป่วยภาวะซึมเศร้าดีขึ้น แม้มันจะยาก ที่จะเอาตัวเองออกจากห้องหรือภาวะที่คุณเป็น แต่เมื่อไหร่ที่คุณได้เริ่มออกกำลังกายและเหงื่อคุณออก เมื่อนั้น คุณจะรู้สึกดีขึ้น เหมือนที่แนนบอกค่ะ สำหรับแนน วิ่งสามารถทำให้แนนลดความเครียดและหดหู่ได้ ลองหากีฬาที่คุณรักแล้วชวนเพื่อนไปค่ะ อย่าไปคนเดียวนะคะ พยายามไปที่ที่มีคนเยอะ ๆ
  3. สำหรับนักเรียน นักศึกษาทุกท่าน รวมไปถึงประชาชนทั่วไป ปัจจุบัน มีหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาที่คุณสามารถเดินเข้าไปพูดคุยได้ โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย อย่าอายที่จะเข้าไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญค่ะ เพราะผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นค้าสามารถช่วยหาทางออกให้คุณได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถรับฟังคุณได้ ในกรณีที่คุณไม่มีใครให้ปรึกษา

นั่นก็คือแนวทางเอาชนะภาวะซึมเศร้าในแบบของแนน โดยที่ไม่ต้องพึ่งยาและ(ยัง)ไม่ต้องถึงมือหมอ ที่แนนอยากมาแบ่งปันให้กับเพื่อน ๆ นะคะ

ท้ายที่สุด แนนขอฝากไว้ในฐานะของคนที่เคยผ่านอาการซึมเศร้ามาก่อนว่า

สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการ ไม่ใช่กำลังใจ ไม่ใช่คำพูดว่าสู้ ๆ หรือคำปลอบใด ๆทั้งสิ้น เพราะเค้าสู้มามากพอแล้ว จนมาถึงจุดที่ตัวเค้า หมดกำลังจะสู้ต่อ

แต่เค้าแค่ต้องการคนที่ “เข้าใจ” สภาพของเค้า ณ ขณะนั้น เท่านั้นเอง

ดังนั้น การรับฟังจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับผู้ที่กำลังเจ็บปวดกับภาวะซึมเศร้าค่ะ

……….

#JustaPhD #GuestBlogPost
Credit text: ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์


ดูบทความก่อนหน้าของ ดร.แนน >>>
กว่าจะเป็นดุษฎีบัณฑิต :: ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์

PhD Life Lessons :: ดร.ภวัต ตรัยพัฒนากุล (โจ) :: บทเรียนชีวิตที่ได้จากการเรียนปริญญาเอก :: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::

สวัสดีครับ ผมชื่อ ภวัต ตรัยพัฒนากุล (โจ) จบปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จาก Hong Kong University of Science and Technology (HKUST) ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) วันนี้ผมจะมาแชร์และแบ่งปันชีวิตช่วงเรียน PhD ของผมครับ

เมื่อรู้เป้าหมาย ก็จะรู้เส้นทางเดิน

ชีวิตก็เหมือนกับการเดินทาง หากเราไม่รู้จุดหมายปลายทาง ก็ยากที่จะหาเส้นทางเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางนั้นได้ การรู้เป้าหมายในชีวิตสำคัญมากๆ ที่จะทำให้เราเลือกเดินเส้นทางที่ถูกต้อง

การเรียนปริญญาเอกแม้จะไม่ใช่สำหรับคนทุกคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณไม่เรียนปริญญาเอกแล้วคุณไม่เก่ง และการจบปริญญาเอก ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก่งกว่าคนอื่นๆ ฉะนั้นอย่าเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นนะครับ เพราะแต่ละคนมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน เส้นทางการเดินก็ย่อมแตกต่างกันด้วย

สำหรับตัวผมนั้น ผมรู้ตัวเองตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรี ว่าเป้าหมายของผมคืออยากมาทำงานด้านการศึกษา อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างทรัพยากรของชาติ แรงบันดาลใจน่าจะมาจากการที่ชอบสอนหนังสือให้เพื่อนๆและคนอื่นๆตั้งแต่ตอนยังเรียนปริญญาตรี ทำให้เห็นว่า ตัวเราเองมีความสุขทุกครั้งที่ได้แบ่งปันความรู้ ได้เห็นความก้าวหน้าในความรู้ของคนที่ผมสอน ตั้งแต่นั้นมาก็เลยมุ่งหน้ามุ่งตรงไปสู่เป้าหมาย เพราะรู้ว่า ดีกรีนี้มีความสำคัญในอาชีพที่อยากจะทำในอนาคต

ความอดทน และ ความมุ่งมั่น

จริงๆ แล้วไม่ใช่เพียงแค่การเรียนปริญญาเอก แต่คือการทำงานในทุกรูปแบบ สิ่งที่ต้องมีคือ ความอดทน และ ความมุ่งมั่น ไม่มีการทดลองหรือการทำงานที่ไหนหรอกครับที่จะไม่เจอความล้มเหลว การทดลองงานนึง อาจล้มเหลวเป็นสิบๆ ครั้งเลยก็ได้

ตอนเรียนปริญญาเอกผมก็ล้มเหลวกับการทดลองและงานวิจัยนับครั้งไม่ถ้วนครับ แต่สิ่งสำคัญคือ เราจะต่อสู้และฝ่าฟันความล้มเหลวเหล่านั้นไปได้ยังไง

ผมมองว่า ‘ความอดทน’ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของความสำเร็จ และนอกเหนือจากนั้นแล้ว ก็คือ ‘ความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ’ จะเป็นอีกตัวแปรหนึ่งของแรงผลักดัน ตัวผมเองนั้นไม่ใช่เด็กอัจฉริยะ ไม่ใช่เด็กเก่งตั้งแต่กำเนิด แต่ผมอาศัยสองสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นนี้ ในการสำเร็จทั้งด้านการศึกษาและงานต่างๆที่ทำครับ และผมก็เชื่อว่า ถ้าทุกคนมีสิ่งเหล่านี้ ก็จะสำเร็จทุกสิ่งทำเช่นกัน

ใจรักในการค้นคว้า สร้างระบบความคิด

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะในการเรียนปริญญาเอกนั้น Coursework น้อยมากๆ แม้เราจะใช้คำว่า ‘การเรียนปริญญาเอก’ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นกึ่งการทำงานมากกว่า เวลาส่วนใหญ่จะมาจากการอ่านและค้นคว้าด้วยตัวเอง หากไม่รักการค้นคว้าด้วยตัวเอง การเรียนปริญญาเอกก็อาจเป็นงานที่หินพอสมควรเลย

ใจรักในการค้นคว้า มันอาจจะไม่ได้มาภายในปีสองปี แต่อาจต้องเริ่มสั่งสมมาตั้งแต่เรียนระดับปริญญาตรี หรือ ก่อนหน้า ส่วนการสร้างระบบความคิด ก็สามารถทำให้เราจัดการทำความเข้าใจกับองค์ความรู้ที่เรามีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำความรู้ที่มีไปสอนหรือถ่ายทอดคนอื่นได้ เป็นสิ่งที่คนที่คิดอยากจะเรียนปริญญาเอกพึงมีเป็นพื้นฐานครับ

การอ่าน และ การเขียนบทความภาษาอังกฤษ

สิ่งหนึ่งที่ผู้เรียนปริญญาเอกต้องมีและหนีไม่พ้นคือ ทักษะการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษ การค้นคว้าวิจัยเรื่องนึง ต้องค้นคว้าอ่านบทความงานวิจัยเก่าๆเยอะแยะมากมาย นอกจากนั้นการเขียนเชิงวิชาการก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนและเข้าใจธรรมชาติของภาษา และที่สำคัญ ต้องเขียนให้คนอ่านอ่านรู้เรื่อง ซึ่งก็ต้องอาศัยการจัดระเบียบความคิดที่ดี ยิ่งจัดระเบียบความคิดได้ดีเท่าไหร่ การเขียนก็จะออกมาดีและใช้เวลาไม่มาก

ผมจำได้ว่างานชิ้นแรกที่ผมตีพิมพ์ ผมใช้เวลาเขียนจนเสร็จตั้งเกือบ 2-3 เดือนครับ งานชิ้นที่สองใช้เวลาเขียนประมาณเดือนครึ่ง และก็ใช้เวลาน้อยลงมาเรื่อยๆเป็นลำดับ จนถึงงานชิ้นล่าสุดก่อนเรียนจบซึ่งเป็นชิ้นที่ 5 ใช้เวลาเขียนบทความวิจัยส่งเพียงแค่ไม่ถึง 2 สัปดาห์ก็เสร็จ ดังนั้น หากได้ใช้บ่อยๆทักษะการอ่านและการเขียนก็จะพัฒนาขึ้น ซึ่งผมมองว่านี่คือกำไรจากการเรียนปริญญาเอกครับ

ผมและเพื่อนในทีมวิจัยเดียวกัน

อาจารย์ที่ปรึกษา ตัวแปรสำคัญ

นอกจากตัวแปรภายในซึ่งก็คือตัวเราเองแล้วนั้น ตัวแปรภายนอกที่มีส่วนทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอก และมีความสำคัญมากถึงมากที่สุดสิ่งนึงเลยคือ ‘อาจารย์ที่ปรึกษา’ ได้อาจารย์ที่ปรึกษาดี เหมือนโบนัสของชีวิตครับ เกณฑ์การจบของอาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละคนไม่เท่ากัน อาจารย์บางท่านคาดหวังให้เด็กตีพิมพ์งานวิจัยแค่เพียง 2-3 งานเท่านั้น แต่ในขณะอาจารย์ที่ปรึกษาบางท่าน คาดหวังให้เด็กตีพิมพ์งาน 5-6 งานขึ้นไปถึงจะจบ

อาจารย์ที่ปรึกษาบางท่านให้อิสระในชีวิตกับนักเรียน ในขณะที่อาจารย์บางท่าน มีการกำหนดเวลาให้เด็กเข้ามาทำวิจัย เช่น ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงสองทุ่มของวันจันทร์ถึงเสาร์ แบบนี้ก็มี  และอย่าลืมว่าอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้เป็นเพียงแค่คนเซ็นให้เราจบปริญญาเอกเท่านั้น แต่จะเป็นคนเขียน Recommendation Letter ให้กับตัวเราในการไปสมัครงานในอนาคตด้วย

ก่อนเลือกเข้าไปเรียนปริญญาเอก ก็ต้องดูให้ดีก่อนว่า อาจารย์ที่ปรึกษาคนนี้เป็นยังไง เป็นคนที่คอย Support นักเรียนของเค้าดีรึเปล่า เป็นที่รักของนักเรียนรึเปล่า แต่ก็พอเข้าใจครับว่า เรื่องแบบนี้บางทีก็ดูยากถ้าไม่รู้จักคนข้างในมาก่อน แต่ก็ลองหาข้อมูลให้ดีที่สุดครับ และที่สำคัญที่สุดสำคัญมากๆ หลีกเลี่ยงการทะเลาะกับอาจารย์ที่ปรึกษาจะเป็นการดีที่สุด

ในส่วนของตัวผมนั้น ผมถือว่าตัวเองโชคดีมากครับเพราะอาจารย์ที่ปรึกษาของผมเป็นคนที่สนับสนุนเด็กนักเรียนของเค้ามาก และให้อิสระในการใช้ชีวิตระหว่างเรียนปริญญาเอก แต่ก็ต้องมีความก้าวหน้าในงานวิจัยที่ทำ และผมก็ได้รับโอกาสจากอาจารย์ที่ปรึกษา ให้เป็นคนเขียนขอทุนประจำปีของรัฐบาล เพื่อสะสมเงินทุนวิจัยในกลุ่มวิจัยให้มากขึ้น อันนี้ก็จะเป็นประสบการณ์ที่ดีหากใครมีโอกาสได้ลองก็ควรลองดูครับ แม้จะกินเวลางานของตัวเองเยอะมากเพราะเนื้อหาที่เขียนไม่ใช่งานวิจัยของตัวเองที่ทำในตอนนั้นเลย แต่ก็จะได้ประสบการณ์การเขียนขอทุน ซึ่งจะมีประโยชน์ในอนาคตครับ

สมาชิกทีมวิจัยทั้งหมด (คนกลาง อาจารย์ที่ปรึกษา)

การบริหารจัดการเวลา

ตอนเรียนปริญญาเอก ผมไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่แต่ในแล็บหรืออ่านบทความทั้งวันครับ เพราะผมเชื่อเสมอว่า ถึงแม้เราจะเรียนเอก ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตต้องทุ่ม 100% ให้กับการค้นคว้าวิจัยเสมอไป ควรหาอะไรอย่างอื่นทำบ้าง เป็นการ Balance ระหว่าง Life และ Work

สิ่งหนึ่งที่ผมเลือกทำโดยที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นก็คือการเริ่มถ่ายรูปครับ ผมเริ่มถ่ายรูปจริงจังตอนที่อยู่ปลายปีที่หนึ่งของการเรียนปริญญาเอก เพราะต้องการหาอะไรทำเพื่อผ่อนคลายสมอง จากความรู้ที่มีเป็นศูนย์ด้านการถ่ายรูป แต่ก็ใช้ความอดทนในการศึกษาด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการศึกษาคู่ขนานไปกับการเรียนปริญญาเอก

โดยผมแบ่งเวลาให้กับการฝึกถ่ายรูปเป็นช่วงเช้าตรู่ และ ช่วงเย็นของบางวัน ส่วนเวลาอื่นๆของทั้งวันก็จะนั่งทำงานวิจัยครับ ส่วนใหญ่ผมจะตื่นมาตอนตีห้า มานั่งรอพระอาทิตย์ขึ้น ด้วยการที่มหาวิทยาลัยอยู่บนภูเขาและติดทะเล ทำให้การได้เห็นและได้ถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นเป็นเหมือนกิจวัตรอย่างหนึ่งของผม จนทำให้งานอดิเรกชิ้นนี้แปรเปลี่ยนเป็น Passion ของชีวิตไปเลย

ผมมีโอกาสได้ส่งภาพถ่ายเข้าประกวดและได้รางวัลชนะเลิศ ของมหาวิทยาลัย และ ของนิตยสาร ‘ดิฉัน’ และในตอนปี 4 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการเรียนปริญญาเอก ผมได้รับรางวัล Student Life Award จนได้มีนิทรรศการภาพถ่ายของตัวเองเกิดขึ้นโดยทางมหาวิทยาลัยสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดครับ ผมเคยได้ถูกเชิญเขียนลงในคอลัมน์หนึ่งของมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับการถ่ายภาพและการบริหารจัดการเวลาระหว่างเรียนปริญญาเอกของผม ตามลิงค์นี้เลยครับ (campusup.ust.hk/dec2017-cover-story-joe)

เพื่อนๆ ที่เรียนและถ่ายรูปด้วยกัน เป็นปริญญาเอก 4 คน และปริญญาตรี 1 คน

นอกเหนือจากการถ่ายรูปแล้ว ตอนจบปีสอง ตัวผมเองได้รับเลือกเป็น Hall Tutor ซึ่งจะได้ไปพักในหอเดียวกับนักเรียนปริญญาตรี และทำหน้าที่ในการดูแลและจัดกิจกรรมให้กับนักเรียนปริญญาตรีในหอพัก ซึ่งผมทำเรื่อยมาจนเรียนจบ หน้าที่และความรับผิดชอบนี้ ถามว่า กินเวลางานวิจัยผมไปเยอะไหม บอกได้เลยว่าเยอะมากถึงมากที่สุด แต่ถ้าเราสามารถบริหารจัดการเวลาได้ สิ่งนี้ก็คงไม่ใช่ปัญหา และยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ได้กลับมา คือ มิตรภาพจากน้องๆและเพื่อนร่วมงานที่อยู่หอพักเดียวกัน ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากน้องๆและเพื่อนๆที่อยู่ด้วยกัน หากใครเรียนปริญญาเอกอยู่ หรือ มีความตั้งใจว่าจะเรียนปริญญาเอก ลองมองหากิจกรรมยามว่างทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยทำด้วยนะครับ

การเรียนปริญญาเอกของผมนั้น สิ่งที่ผมได้กลับมา ไม่ใช่แค่เพียงใบปริญญา แต่ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆทั้งในตำราและนอกตำรา ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ได้พัฒนาทักษะของตัวเองทั้งด้านภาษาและด้านงานวิจัย ได้ค้นพบ Passion ใหม่ของชีวิต ได้มีมิตรภาพที่ดีมากๆทั้งในและนอกห้องเรียน เป็น PhD Life Lesson ที่จะจำไม่มีวันลืม และ ก็อยากแบ่งปันให้กับทุกคนครับ

ผมและเพื่อนที่เป็น Hall Tutor ด้วยกันที่หอพักในมหาวิทยาลัย มีปริญญาเอก 4 คน และปริญญาโท 2 คน พนักงาน 2 คน และ อาจารย์ประจำหอ 1 ท่าน

ภวัต ตรัยพัฒนากุล (โจ)

ประวัติการศึกษา:

ปริญญาตรี: สาขาวิศวกรรมเครื่องกล (เหรียญทอง เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) (นักเรียนทุน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ปริญญาโท:  สาขา พลังงาน (นักเรียนทุนพระราชทาน) สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)

ปริญญาเอก: สาขา วิศวกรรมเครื่องกล (นักเรียนทุน) Hong Kong University of Science and Technology (HKUST)

ดร. มิ้นท์ อัลฮูดา ชนิดพัฒนา :: ปริญญาเอก นิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ :: Guest Post

24173011_1857125061267226_8643699152549129420_o.jpg

สวัสดีค่ะ  เพื่อนๆ พี่ๆ และน้องแฟนเพจ “ก็แค่ปริญญาเอก”^^
ชื่อ อัลฮูดา ชนิดพัฒนา เรียกว่า   “มิ้นท์” เฉยๆ ก็ได้ค่ะ มิ้นท์เรียนจบปริญญาตรีสาขารัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้น ก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ สาขา International Relations and Development Studies จาก University of East Anglia (UEA) จากนั้น มิ้นท์ก็กลับประเทศไทยและทํางานได้ประมาณ 2 ปี ก็เรียนต่อปริญญาเอกทางด้านนิเทศศาสตร์และนวัตกรมมการจัดการ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ปัจจุบัน มิ้นท์เป็นอาจารย์คณะนิเทศศาตร์มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เเละรองผู้อํานวยการศูนย์การสื่อสารการตลาดระหว่างประเทศ (IMCC) ค่ะ

8.png

ตั้งแต่ตอนเด็ก มิ้นท์เป็นคนชอบอ่านหนังสือ จดบันทึก และชอบไปโรงเรียนมากๆ ค่ะ เรียกว่า ถ้าไม่ป่วยจริงๆ จะไม่หยุดโรงเรียนเลย ฮ่าๆๆๆๆ จริงๆ เพราะอยากไปเจอเพื่อนๆ ไปเล่น ไปคุยกับเพื่อน (และอาจจะอยากเรียนบางวิชาด้วยนิดนึง อิอิ) มิ้นท์มีความรู้สึกผูกพันกับโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยอยู่ตลอด ด้วยไลฟ์สไตล์ต่างๆ เลยคิดว่า อยากจะเป็นอาจารย์ในอนาคต และตอนนั้น หลังจากเรียนจบปริญญาโทกลับมาแล้ว มิ้นท์มีโอกาสทํางานเป็นนักวิเคราะห์นโยบายอยู่พักหนึ่ง โดยในสถาบันฯ จะมีพี่ๆเก่งๆ ที่เรียนจบปริญญาเอกกันมา ทั้งชื่นชอบและชื่นชมแต่ละท่าน เลยคิดว่าการเรียนปริญญาเอกจะมีประโยชน์กับตัวเองมากๆ เลยตัดสินใจเรียนค่ะ

9.png

หัวข้อ Dissertation ของมิ้นท์คือ “International Marketing Communication: A Case Study of Thai Spa Products and Services in the United Arab Emirates” ค่ะ ตอนเเรกที่เลือกเรียนนิเทศฯ เพราะสนใจการสื่อสารทางการเมือง แต่พอเรียนๆ ไปแล้วรู้สึกว่าอยากทําธุรกิจระหว่างประเทศและชอบเรื่องการตลาดขึ้นมา

ตอนนั้น ที่บ้านมิ้นท์มีกิจการส่งคนงานไทยไปทํางานใประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลิเบีย การ์ต้า และประเทศแถบๆ อาหรับอยู่เเล้ว ซึ่งก็มีชาวอาหรับที่เข้ามาติดต่อธุรกิจกับที่บ้านได้สั่งผลิตภัณฑ์สปาของไทยไปประเทศแถบนั้น มิ้นท์เลยมีไอเดียว่า อยากจะเจาะลึกเรื่องสปาไทยทั้งภาคผลิตภัณฑ์ และบริการในประเทศแถบอาหรับ เพราะประเทศแถบนี้มีกําลังซื้อสูง แต่ข้อจํากัดคือประเทศไทยยังมีวิจัยหรือองค์ความรู้เรื่องการตลาดในประเทศแถบนี้จํากัดมากๆ มิ้นท์เลยตัดสินใจเลือกไปทําการวิจัยการตลาดของสปาไทยในดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งคิดว่า จะเป็นประโยชน์ทั้งทางธุรกิจ และวิชาการไปพร้อมๆ กันค่ะ

10620544_1592404094405992_2530718779277904013_n.jpg

มิ้นท์ใช้เวลาเรียนปริญญาเอก ประมาณ 4 ปีกว่าค่ะ ระหว่างที่เรียนที่นิด้ามิ้นท์ได้รับโอกาสดีๆ มากมาย ทั้งการได้ไปเก็บข้อมูลวิจัยเพื่อทํา Dissertation ที่ทําให้มิ้นท์มีโอกาสได้อยู่ที่ดูไบช่วงหนึ่ง และหลังจากกลับมาที่ไทยช่วงทําวิจัยใกล้เสร็จ ทางนิด้าก็มีทุนให้ไปเป็น Visiting Scholar มิ้นท์เลยมีโอกาสได้ไปศึกษาที่มหาวิยาลัยที่ Indiana University ที่สหรัฐอเมริกา มิ้นท์เรียนที่ Kelley School of Businessเลยได้เรียนเรื่องการตลาดเพิ่มเติมกับนักศึกษาปริญญาเอกที่คณะนี้ ซึ่งมิ้นท์ก็มีโอกาสได้เรียนรู้จากคนเก่งที่นี่เยอะมากๆ

16177933_1710495962596804_8278823574760787707_o.jpg

หลังจากได้มีประสบการณ์ไปหลายๆ ที่ มิ้นท์ก็กลับมาไทย ทําวิจัยเสร็จเรียบร้อยเเละสอบปกป้องดุษฎีนิพนธ์ ก็เป็นอันว่ามิ้นท์ได้เรียนจบปริญญาเอกอย่างสมบูรณ์ ช่วงเวลานี้ถือว่า เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตมิ้นท์เลยก็ว่าได้ แม้ว่าจะมีเรื่องดราม่าของการทําวิจัยของมิ้นท์ที่ดูไบมากมายก็ตาม ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

สิ่งที่มิ้นท์คิดว่าหนักที่สุดตอนเรียนคือ ตอนไปเก็บข้อมูลที่ดูไบค่ะ ถึงแม้ว่าคุณแม่มิ้นท์จะมีลูกค้าชาวอาหรับที่รู้จัก แต่ลูกค้าคุณแม่อยู่ที่เมืองอบูดาบี แต่มิ้นท์เลือกเก็บข้อมูลที่ดูไบ มิ้นท์เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ในดูไบคนเดียว แบบที่ไม่รู้จักใครเลยทั้งเมือง และแผนที่วางไว้บางทีมันไม่เหมือนกับที่เราศึกษามา  ทําให้บางวันรู้สึกท้อใจมากๆ โดยเฉพาะตอนที่ต้องไปเก็บแบบสอบถามชาวอาหรับเป็นร้อยชุด ช่วงแรกๆ ก็มีคนตอบเยอะค่ะ หลังๆ ก็ไม่ค่อยมี ในบางวันมิ้นท์ก็นั่งร้องไห้บนรถบัสตอนกลับโรงแรม (บางทีก็เปิดเพลงเศร้าแบบให้มันยิ่งเศร้าเข้าไปอีกด้วยค่ะ)  เวลาก็บีบเข้ามาเพราะเราก็ต้องกลับไทย  เป็นช่วงเวลาที่มิ้นท์ต้องตั้งสติมากๆ

13254177_1592403521072716_5657939328973702896_n.jpg

วิธีการแก้ไขของมิ้นท์คือ ถ้ามิ้นท์เครียดหรือท้อแท้ มิ้นท์ต้องไปทําใจให้สบายก่อน วิธีการที่มิ้นท์ทําคือการเขียนบันทึกการเดินทาง ความเจ็บปวด การท่องเที่ยวของมิ้นท์ลงไปเป็นตัวหนังสือ ซึ่งการบันทึกการเดินทางในครั้งนั้นก็ได้กลายมาเป็นหนังสือท่องเที่ยวชื่อ “ดูอะไร…ที่ดูไบ” ในภายหลัง…..ช่างเป็นการระบายอารมณ์ที่มีประโยชน์เสียจริงๆ หุหุ

1.jpg

ถ้ามิ้นท์ย้อนเวลากลับไปบอกกับตัวเองตอนเศร้าๆ ได้ มิ้นท์ก็จะไม่บอกอะไรกับตัวเองทั้งนั้นค่ะ จะปล่อยให้ตัวเองทนทุกข์ไปแบบนั้นแหล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ (ซาดิสม์นิดหน่อย) เพราะมิ้นท์คิดว่า ทุกช่วงชีวิต ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ มันดี มันคือการเรียนรู้…เพราะฉะนั้น มิ้นท์จะไม่ไปสปอยตัวเองในอดีตว่า “ความเจ็บปวดจากการเรียนคือความเจ็บปวดชั่วคราว แต่การเรียนไม่จบนั้นจะเป็นความเจ็บปวดตลอดไป….”

การเรียนปริญญาเอก มันจะต้องมีเรื่องให้เราฝ่าฟันมากมายราวกับนักรบสปาร์ตันอยู่เเล้วค่ะ!!! เคยมีพี่คนหนึ่งเค้าเป็นคนเก่งมากๆ เค้าเคยบอกกับมิ้นท์ว่า คนเรียนปริญญาเอกบางที เราอาจจะไม่ได้เก่งมากมาย หรือวิเศษเหนือใคร แต่สิ่งที่เรามีคือความอดทน ความมุมานะ และการควบคุมตนเองให้ทําเพื่อเป้าหมายของเราให้ได้  ซึ่งมิ้นท์ก็คิดว่า นี่เเหล่ะคือเรื่องจริงเลย หลังจากได้มาเรียนด้วยตัวเอง

2.png

สําหรับมิ้นท์ มิ้นท์ต้องขอบอกเลยค่ะว่า การเรียนปริญญาเอก และดูไบ เปลี่ยนชีวิตมิ้นท์มาก และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเลย ตอนที่ไปเก็บข้อมูลดูไบก็มีความคิดว่า อยากจะไปอยู่ดูไบเพราะชอบดูไบที่มีไอเดียอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ

วันที่สอบปกป้องดุษฎีนิพนธ์ก็มีคณะกรรมการในวันนั้น เเนะนําให้มิ้นท์ไปเปิดบูธกับโครงการหนึ่งที่จะจัดขึ้นในดูไบ และประเทศโอมาน มิ้นท์ก็ตัดสินใจไป พอได้ไปดูไบอีกครั้งปุ๊บ ก็มีพี่ท่านหนึ่งเป็นคนไทยที่เป็นนักธุรกิจที่เก่งมากๆ มีบริษัทอยู่ที่นั่น ก็เลยชวนมิ้นท์ทํางานที่ดูไบในเรื่องการตลาด มิ้นท์ก็เลยมีโอกาสได้อยู่ดูไบจริงๆ

7.jpg

ในส่วนของเรื่องงานอดิเรกระหว่างอยู่ดูไบ มิ้นท์ก็เปิดเพจเฟสบุคชื่อ “ดูอะไร…ที่ดูไบ” ซึ่งเเนะนําเกี่ยวกับการท่องเที่ยวดูไบ  (จริงๆ ทํามาตั้งเเต่ไปวิจัยเเล้ว แต่เพิ่งมาทําอย่างจริงจังคือตอนไปทํางานที่นั่น) และสิ่งที่มิ้นท์พบเจอในชีวิตประจําวันของมิ้นท์ พร้อมกับค่อยๆ ปรับเนื้อหาในหนังสือท่องเที่ยว “ดูอะไร…ที่ดูไบ” ไปด้วย พอทําเพจไปสักพักก็มีคนเริ่มรู้จักเเละติดต่อให้เป็นวิทยากรทั้งเรื่องธุรกิจ ท่องเที่ยว หรือแม้เเต่สร้างแรงบันดาลใน ที่เกี่ยวข้องกับดูไบ

”ก็เพราะการเรียนปริญญาเอกนี่แหล่ะ ===> ทําให้มิ้นท์ได้รู้จักดูไบ ===>  การรู้จักดูไบ===>  ทําให้มิ้นท์เป็นนักการตลาด ===> ทําให้มิ้นท์เป็น Blogger ===> ทําให้มิ้นท์มาเป็นนักเขียน ===>  และแม้เเต่กระทั่งการมาเป็นอาจารย์ในปัจจุบัน ก็มีจุดเริ่มจุดเดียวกันจากการเรียนปริญญาเอก และการวิจัยในดูไบ เช่นกัน”

12311107_1521350244844711_897366746189304609_n.jpg

สุดท้ายนี้ มิ้นท์ก็อยากจะให้กําลังใจเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่กําลังเรียนปริญญาเอกนะคะ อย่างที่มิ้นท์บอกมิ้นท์ไม่ชอบย้อนอดีตไปสอยตัวเอง แต่ถ้าอ่านบทสัมภาษณ์นี้จนจบ เพื่อนๆ ก็ได้สปอยตัวเองไปเรียบร้อยเเล้วค่ะว่า “ความเจ็บปวดจากการเรียนคือความเจ็บปวดชั่วคราว แต่การเรียนไม่จบนั้นจะเป็นความเจ็บปวดตลอดไป….” แล้วเราจะได้ภูมิใจ เเละหัวเราะใส่ ความเจ็บปวดในวันนี้…กิกิ 😛

อัลฮูดา ชนิดพัฒนา

13.jpg

ติดต่อพูดคุยกับมิ้นท์

Facebook: http://www.facebook.com/whattoseeindubai

Instagram: @whattoseeindubai

Email: whattoseeindubai@gmail.com

12.jpg

 

“ปริญญาเอก: ความสำคัญของอาจารย์ที่ปรึกษา” :: โดย ดร. อนุชิต ตู้มณีจินดา :: PhD (Applied Linguistics), Lancaster University, U.K.

ผมเชื่อครับว่า หลายคนคิดว่าการมีคำนำหน้าชื่อเป็นอย่างอื่น นอกจาก “นาย” “นางสาว” หรือ “นาง” โดยเฉพาะคำนำหน้าว่า “ดร.” อาจจะช่วยเพิ่มสถานภาพทางสังคม เศรษฐกิจ หรือการยอมรับอย่างกว้างขวาง ซึ่งนั่นก็อาจจะจริง หรืออาจจะไม่จริง ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละคน แต่นั่นก็เป็นแค่เพียงผลพลอยได้เท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมายหลักของการได้ปริญญาสูงสุดอย่างปริญญาเอก

43106695_240743626607869_9067584673856618496_n.jpg
การเรียนปริญญาเอกสำหรับผม คือการสร้างและพัฒนาทักษะในการทำวิจัย
รวมไปถึงการสร้างและขยายองค์ความรู้ในสาขาที่เราสนใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ได้มาง่ายๆ เลยครับ
เหมือนกับที่อาจารย์ที่ปรึกษาผมบอกมาตลอดว่า “ถ้าปริญญาเอกได้มาง่ายๆ แจ๊คก็คงเห็นคนเป็นด็อกเตอร์กันเต็มไปหมด” ในโพสต์นี้ผมขอแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของผม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของอาจารย์ที่ปรึกษา ตั้งแต่วันแรก (2556)
จนถึงวันนี้ (2561) วันที่ผมสำเร็จการศึกษา

IMG_8664

การเรียนปริญญาเอกสำหรับผมอาจจะยากกว่าคนอื่นๆ ครับ ทั้งนี้เพราะเป็นคนติดบ้าน มีข้อจำกัดมากมายในเรื่องอาหารการกิน ปรับตัวยาก และไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง…
ความยากลำบากเกิดขึ้นทันทีเมื่อเราเดินทางมาถึงประเทศอังกฤษ ประเทศที่มีความแตกต่างทั้งสภาพอากาศ อาหาร ผู้คน ภาษา และวัฒนธรรม หลายคนอาจจะคิดว่า แค่เรื่องพวกนี้เองหรอ สำหรับผมมันสำคัญครับโดยเฉพาะสภาพอากาศ ประเทศนี้เป็นประเทศที่ฝนตกชุกมาก และเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาวจะมืดเร็วมาก บางช่วงแค่บ่าย 3 โมงกว่าๆ พระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับผม (และเพื่อนอีกหลายคน) คือ เราจะรู้สึกหดหู่ และรู้สึกแย่กับวันที่หมดไปอย่างรวดเร็วในขณะที่งานไม่ได้คืบไปไหนเลย และวงจรนี้เกิดขึ้นมากกว่า 6 เดือนต่อปี และเป็นแบบนี้มาตลอดเป็นระยะเวลาเกือบ 5 ปี

IMG_3408

ความยากลำบากต่อมาคือความพยายามปรับตัวให้เข้ากับการเรียนในระดับปริญญาเอก และการทำงานกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่เป็นฝรั่ง (ออสเตรเลีย) เด็กไทยอย่างผม แน่นอนครับอยู่ในห้องเรียน ผมนั่งเงียบกริบเหมือนคนเป็นใบ้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเรียนกับเพื่อนๆ ชาวยุโรปที่พูดภาษาอังกฤษเป็นไฟ เพราะกว่าเราจะคิดว่าจะเรียงประโยคยังไง เพื่อนเค้าพูดไปไหนถึงไหนต่อไหนละ สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมคือ เราเริ่มสงสัยความสามารถของตัวเอง (self-doubt) และความเป็นไปได้ที่เราจะอดทนจนเรียนจบแล้วได้ปริญญาเอกกลับบ้าน
สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผมมาตลอดครับ แล้วมันก็บั่นทอนกำลังใจผมไปเรื่อยๆ

IMG_1234
แต่ผมยังนับว่าโชคดีกว่าคนอื่นครับ เพราะผมมีอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดีกับผมมาก แต่ความรู้สึกที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหรอกครับ เพราะก่อนที่จะสำนึกได้ ผมก็บ่นและนึกด่าอาจารย์เค้าอยู่ในใจเยอะเหมือนกัน (ซึ่งรู้สึกผิดมาก เพราะเมื่อได้ยินประสบการณ์จากเพื่อนคนอื่น ทำให้รู้เลยว่า อาจารย์ที่ปรึกษาผมคือเทวดาเดินดินเลยทีเดียว ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่า เค้าทำให้ผมเรียนจบ แต่ผมพูดถึงความพยายามของอาจารย์ที่ต้องการ groom ผมให้เป็นนักวิจัยที่ดี)

อาจารย์ที่ปรึกษาผมเป็นคนใจดี ใจเย็น และสุภาพมากครับ (ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ประจักษ์เรื่องนี้ แต่สิ่งเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากทุกคนที่รู้จักอาจารย์ผมครับ) นี่ก็น่าจะเป็นข้อดีนิ แล้วทำไมผมถึงนึกว่าเค้า เพราะอาจารย์เค้างานเยอะมากครับ และที่สำคัญเค้าก็เป็นคนใจเย็นมาก มากจนผมอาจจะพูดได้ว่าเป็นน้ำแข็งเลยก็ว่าได้
ในขณะที่ผมก็ใจร้อนเป็นไฟบรรลัยกัลป์ (ไฟที่พร้อมจะเผาตัวเองไปได้ในพริบตา)

IMG_8637
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อาจารย์ไม่ค่อยตอบอีเมล์ผมครับ ในปีแรกๆ มีบางช่วงที่อาจารย์ไม่ตอบอีเมล์ผมเป็นเดือนๆ ปัญหาก็คือ งานผมไม่ได้คืบไปอย่างที่ “ผมต้องการ” ผมรู้สึกแย่กับอาจารย์เค้ามากครับ
ผมได้คุย (ฟ้อง?) เรื่องนี้กับกรรมการที่มาสอบผมในปีแรก คำตอบที่ผมได้ มันทำให้ผมต้องกลับมานั่งคิด และผมก็ตระหนักได้ว่า อาจารย์ไม่ได้มีปัญหา วิธีคิดของผมเองต่างหากที่เป็นปัญหา ในตอนนั้นกรรมการบอกกับผมว่า “การเรียนปริญญาเอกคือ การฝึกให้เราคิด วิเคราะห์และสามารถทำงานด้วยตัวของเราเอง ไม่ใช่มัวแต่หวังแต่จะให้อาจารย์ที่ปรึกษามาช่วย และถ้าเค้ายังไม่ว่างตอบ ก็อย่าอยู่เฉยๆ ให้อ่านหนังสือและพยายามคิดและเขียนอยู่เสมอ”
จากวันนั้นมาความอดทนในการรอคอยของผมก็สูงขึ้น (บ้าง)
หรือถ้าต้องการอยากให้อาจารย์ที่ปรึกษาตอบอีเมล์โดยเร็ว
ก็จะใช้วิธีการเรียกร้องความสนใจด้วยการเติมคำว่า “urgent” เข้าไปในหัวข้อของอีเมล์

นอกจากอาจารย์ที่ปรึกษาผมจะมีงานเยอะ และใจเย็นมาก (และอาจจะมากเกิ๊นในบางครั้ง) อาจารย์ยังชอบหาสิ่งต่างๆ ให้ผมทำเสมอ ทั้งๆ ที่เค้าก็รู้ว่าผมไม่อยากทำ อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นครับว่า ผมเป็นคนไม่ชอบพูดครับ โดยเฉพาะการต้อง present เป็นภาษาอังกฤษ อาจารย์ที่ปรึกษาทราบข้อมูลนี้มาตลอด
แต่สิ่งที่เค้าทำคือ เค้าให้ผมไปนำเสนอ work in progress ใน research group ที่มหาวิทยาลัย
และพาผมไปนำเสนองานวิจัยที่ประเทศฟินแลนด์ อาจารย์ผมพยายามอธิบายเหตุผล และประโยชน์ต่างๆ มากมายที่ผมจะได้รับโดยเฉพาะการพัฒนาทักษะการนำเสนอผลงานวิชาการ
แต่ปัญหาคือ ผมไม่ใช่คนง่ายครับ ผมก็อิดออด แถไปแถมา อาจารย์ก็ยืนยันว่าจะให้ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง conference ใหญ่ของสาขาที่จัดขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์ อาจารย์ต้องยอมสละเวลาไปเป็นเพื่อนผมทั้งๆ ที่เค้ายุ่งมากกกก เพราะกลัวว่าไอ้เด็ก (เวร) นี่จะเปลี่ยนใจ…

IMG_5461
และจริงอย่างที่อาจารย์ว่าครับ ผลของการไปนำเสนอผลงานใน conference ทำให้ผมเปลี่ยนวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด (ขอย้ำนะครับว่าทั้งหมด)
ผลก็คือผมต้องเขียนงานใหม่เกือบทั้งหมดทั้งๆ ที่อยู่กลางปีของปีที่ 4 มันเป็นช่วงเวลาที่เครียดที่สุด เพราะอากาศก็หนาว ฟ้าก็มืดเร็ว ทุนก็ใกล้จะหมด แต่ผลจากการที่อาจารย์บังคับให้ผมไปนำเสนอผลงาน ก็เป็นที่มาของวิทยานิพนธ์ที่สามารถสอบผ่านได้ และได้รับการตีพิมพ์…นี่ถ้าไม่ใช่อาจารย์ผมที่หวังดีกับผมแล้วจะเป็นใคร

อาจารย์ที่ปรึกษาผมไม่ไช่แค่คนที่หวังดีกับผมครับ แต่เค้ายังเป็นนักวางแผนชั้นเลิศอีกด้วย ที่มหาวิทยาลัยผมเพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนจบได้ตามเวลาและมีงานที่มีคุณภาพมากพอ ทางมหาวิทยาลัยบังคับให้มีการ(ตรวจ)สอบทุกๆ ปีโดยกรรมการผู้เชี่ยวชาญ แต่การเลือกกรรมการ คือการเลือกคนที่มีความเชื่อ หรือมีความคิดคล้ายๆ กับเรา เช่น เชื่อว่าทฤษฎีนี้เหมาะที่จะนำมาวิเคราะห์ปรากฎการณ์แบบนี้ หรือคิดว่างานในลักษณะนี้ควรจะมีการนำเสนอแบบนี้ เป็นต้น

ทุกปีอาจารย์จะคอยถามผมว่าอยากได้ใครมาเป็นคนดูงานผม ผมไม่เคยตอบอาจารย์ครับ ผมบอกอาจารย์ไปแค่ว่า “ผมขอไม่เลือก เพราะผมเชื่อว่า ถ้าให้อาจารย์เลือก อาจารย์จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผมเสมอ” แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ เพราะกรรมการเชื่อในสิ่งที่เรา (ผมกับอาจารย์) ทำครับ สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือ สิ่งที่เราส่งไปให้กรรมการ เนื้อหาหลายส่วนไปตรงกับสิ่งที่ปรากฎในหนังสือที่กรรมการเขียนและตีพิมพ์ออกมาภายหลังจากที่ผมส่งวิทยานิพนธ์เพื่อสอบจบ นี่ยังไม่รวมถึงการเป็นตัวอย่างของนักวิจัยที่ดี และการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่ใส่ใจนักศึกษาในที่ปรึกษา โดยเฉพาะการวางแผนหลังเรียนจบให้กับพวกเราทุกคน (supervisee คนอื่นๆ ของอาจารย์ทุกคน)

43185900_375078853032679_6253147284016463872_n.jpg

สำหรับผมความสัมพันธ์กับอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าความตั้งใจ และความพากเพียรของนักศึกษาเลยครับ ดังนั้น สิ่งนึงที่ผมพยายามทำมาตลอดคือการทำให้อาจารย์เค้าไว้วางใจและเชื่อมั่นในตัวผม สำหรับผมแล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สร้างยากมากครับ เพราะมันต้องอาศัยเวลาเป็นแรมเดือน แรมปี
และต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ต่างๆ มากมาย ในขณะที่มันสามารถถูกทำลายได้ในชั่วพริบตาเดียว

ผมจำได้ว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปี ผมขออาจารย์ที่ปรึกษาเลื่อนส่งงานเพียงแค่ครั้งเดียว เนื่องจากไม่สบาย และไม่เคยสายกับนัดของอาจารย์เลย (ถ้าไปถึงก่อน ก็จะไม่เคาะประตู)
และที่สำคัญคือ ผมไม่เคยไปพบอาจารย์ด้วยสมองที่กลวงโบ๋เลย เพราะการไปพบอาจารย์แต่ละครั้งคือการต้องเตรียมตัว และทำการบ้านอย่างหนัก (ต้องอ่านหนังสือไปก่อน หรือมีงานเขียนเพื่อไปพูดคุยกับอาจารย์)
ผมอยากจะขอบคุณอาจารย์ที่อาจารย์เชื่อมั่นในตัวผมมาตลอดทั้งๆ ที่ผมไม่เคยเชื่อมั่นในตัวผมเองเลย

สิ่งที่ผมอยากย้ำตรงนี้คือ การเรียนจบปริญญาเอก มันไม่ใช่เรื่องของการที่เราต้องแสดงอภินิหาร โชว์ความเฉลียวฉลาด แต่มันคือการรักษาความสัมพันธ์และการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างตัวเราและอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตำราไม่ได้บอกเอาไว้ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

43151025_255779668612778_6450932666890977280_n.jpg—————————–
ขอขอบคุณ บทความเลอค่าจาก ดร. อนุชิต ตู้มณีจินดา จบการศึกษาปริญญาเอก สาขาภาษาศาสตร์ จาก Lancaster University ประเทศอังกฤษ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์