ดร.เจน ชมพูนุท เกษมเศรษฐ์ ::: Doctor of Engineering สาขา Industrial Engineering and Management ::: สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology, AIT) ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

…พบกับแขกรับเชิญคนล่าสุดของเพจก็แค่ปริญญาเอก ดร.สาวสวยคนเก่ง ดร.เจน ชมพูนุท เกษมเศรษฐ์ Doctor of Engineering สาขา Industrial Engineering and Management จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology, AIT) ปัจจุบัน เป็นอาจารย์ประจำ ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ สังกัดภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของเธอ ไปทำความรู้จักกับเธอกัน…

S__77594630

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

คำถามนี้ต้องตอบตามจริงใช่ไหมคะ (หัวเราะ) คือจริงๆ แล้ว ตอนที่เรียนโทเคยตั้งใจไว้ว่า จะไม่เรียนต่อแล้วค่ะ แต่พอตอนที่ทำวิทยานิพนธ์จนเสร็จแล้ว ก็รู้สึกว่า เราน่าจะเรียนเอกไหวนะ อะไรประมาณนั้น ก็เลยลองปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาดูเรื่องเรียนต่อปริญญาเอก

ทีแรกอาจารย์ก็แนะนำให้หาทุนที่อื่นดู เพราะตอนนั้นทุนเรียนต่อปริญญาเอกที่ AIT ไม่ค่อยจะได้กันเยอะ แต่ปรากฏว่า ในที่สุดเราได้ทุนที่ AIT มา แต่ได้แค่เรียนค่ะ ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นเค้าไม่มีให้ ก็เลยต้องชะลอทุนไว้ก่อน เพื่อออกไปทำงาน ระหว่างที่ทำงานอยู่นั้น ก็พยายามหาทุนที่อื่นๆ และลองสมัครตำแหน่งอาจารย์ไปด้วยค่ะ  

img_8822
ตอนนั้น จริงๆ ก็เกือบจะถอดใจแล้ว เพราะที่บ้านบอกว่า เรียนเอกต้องหาทางเรียนเองนะ คุณพ่อบอกว่า โตแล้วต้องหาทางไปเรียนต่อเอง ท่านคิดว่าแค่ปริญญาโทก็น่าจะสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้แล้ว ก็เลยเกือบจะต้องสละทุนที่ได้มา เพราะไม่แน่ใจว่า ถ้าลาออกจากงานเพื่อไปเรียน จะพอกับค่าใช้จ่ายไหม ต้องหางานพิเศษทำ จะทำได้ไหม จะอยู่ไหวไหม คิดมากต่างๆ นานา

ตอนที่จะสละสิทธ์ทุนค่าเรียนที่ AIT พอดีมีเพื่อนคนหนึ่ง บอกว่า เราอะโชคดีนะ ที่เค้าให้ทุน ถึงแม้จะเป็นแค่ค่าเรียน เหมือนเรียนฟรี มันมีอีกหลายคน ที่เค้าอยากจะได้โอกาสแบบเรา แต่เค้าก็ไม่มีโอกาส เราก็เลยคิดหนัก แต่มาโชคดีว่า ช่วงนั้นได้ไปบรรจุเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งพอดี และสามารถลาไปเรียนได้ ก็เลยได้โอกาสเข้าไปเรียนต่อที่ AIT

S__77594629.jpg
ระหว่างเรียนปริญญาเอก คิดว่าได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง  

สิ่งที่ได้จริงๆ เลยคือ แนวคิด ความรับผิดชอบ และหลักๆ เลย คือ ความอดทน เพราะกว่าเราจะคิดว่า เราจะทำงานวิจัยเรื่องอะไร มันจะต้องผ่านกระบวนการอ่านงานวิจัยมาเยอะมากๆ และก็ต้องคิดวางแผน ขั้นตอนการทำงานวิจัย ซึ่งกว่าที่เราจะได้โครงร่างงานวิจัย สอบหัวข้อ ทำงานวิจัย เขียนบทความ แก้บทความ จนกว่าจะได้ตอบรับ  ส่งเล่มให้กรรมการภายนอกพิจารณา จนถึงสอบจบ ไม่ง่ายเลย  

สิ่งที่สำคัญคือ การวางแผน การควบคุมเวลา ให้งานแต่ละอย่างมันเป็นไปได้แบบเป๊ะๆ ต้องมีแผนหนึ่ง แผนสอง แผนสาม สำหรับรองรับทุกสถานการณ์ และที่สำคัญต้องอดทน และไม่ท้อถอย ไม่ว่าจะเจอกับอะไรก็ตาม

ระหว่างเรียน พบเจออุปสรรคอะไรบ้าง

จริงๆ ก็มีปัญหาหลายอย่างเลยนะช่วงเรียน มีทั้งมีสาระ และไร้สาระ ตามประสาวัยรุ่นทั่วไป (หัวเราะ) แต่ที่หนักจริงๆ คิดว่าเป็นมรสุมชีวิตเลย คือ ช่วงเทอม 3 หรือปีที่ 2 ของการเรียน ซึ่งควรจะต้องสอบหัวข้องานวิจัย แต่ช่วงนั้น ประสบอุบัติเหตุมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลังค่ะ ทำให้ไม่สามารถนั่งทำงานได้ จนกระทั้งต้องขอพักการเรียนในเทอมที่ 3

ตอนนั้นก็เครียดมากนะ ไหนจะอยากทำงาน ไหนจะปวดหลัง คือแบบเดินยังเจ็บเลย นั่งทำงานไม่ได้ ต้องเอาโต๊ะญี่ปุ่นมาคร่อมบนตัวที่นอนบนเตียง เอาโน๊ตบุ๊คมาตั้ง เพื่อที่จะพยายามทำงาน แต่ก็ฝืนไม่ไหว ต้องกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านอยู่ประมาณเดือนนึง ตอนปลายเทอมถึงได้ตัดสินใจขอดรอปในเทอมนั้นไป

พอกลับมาอีกที ก็ยังต้องกายภาพทุกวัน และต้องพยายามทำงานด้วยวิธีการเดิม หรือใช้การใส่ support ที่หลัง นั่งทำงานก็ต้องลุกเดินเป็นพักๆ

แต่สุดท้าย ก็ได้สอบหัวข้อ ตอนเทอมที่ 4 ค่ะ ตอนสอบหัวข้อผ่าน อาจารย์ที่ปรึกษาก็บอกกรรมการที่สอบวันนั้นว่า เค้าต้องทำงานทั้งๆ ที่มีปัญหาสุขภาพ แต่ว่างานก็อยู่ในระดับที่ดีนะ เราก็เลยรอดตัวมาได้

S__78921732.jpg

ตอนที่เจ็บป่วยมากขนาดนั้น ในใจคิดอะไรอยู่คะ

ก็ไม่ท้อใจนะคะ เพราะว่าเราเลือกว่าจะเรียนแล้ว เราก็ต้องทำให้ถึงที่สุด จริงๆแล้วทุกอย่างในชีวิตที่เราจะได้มา มันก็มีทั้งเส้นทางที่ยากและง่าย อะไรที่ง่ายก็เป็นกำไร อะไรที่ยากก็ยิ่งเป็นกำไร ถ้าเราไม่รู้จักความลำบากเราก็จะไม่รู้ว่าความสบายเป็นยังไง

เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความยากลำบากให้ได้ ต่อไป ถ้าเราต้องเจออุปสรรคไม่ว่าจะยากหรือง่ายกว่านี้ เราก็จะได้รู้ว่าจะทำยังไงที่จะผ่านมันให้ได้ แค่ต้องไม่ท้อถอยแค่นั้นเอง

S__77594626.jpg
หลังจากผ่านปัญหาครั้งนั้น มีอุปสรรคอะไรอีกไหม

ก็น่าจะเป็น ตอนที่ได้รับผลจากวารสารที่เราส่งบทความไปค่ะ คือ ตอนที่เราส่งบทความไปวารสารครั้งแรก ก็เหมือนเด็กอนุบาล ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร เพียงแต่อาจารย์ที่ปรึกษาก็จะสอนเราว่า เลือกวารสารยังไง ควรต้องเข้าไปอ่านว่า การเขียนของบทความที่ลงวารสารนี้เป็นประมาณไหน หัวข้อของเราสอดคล้องกับขอบเขตของวารสารไหม

ตอนนั้นอาจารย์ก็เลือกวารสารมาให้นะ เราก็ส่งๆ ไป รอบแรกมา ส่งไปสามเดือน กลับมา Reject จ้า ส่งไป 10 หน้า Reject แบบได้ Comment มา 4 หน้า คืนนั้น ทำไรไม่ได้เลย สติ สมองไปหมด มึนๆ อึนๆ เสียศูนย์ไปพักนึงเลยนะ

ก็เลยไปคุยกับอาจารย์ อาจารย์ก็แนะนำว่า ไม่เป็นไร เราก็แก้ตาม Comment แล้วส่งไปใหม่ เหมือนให้เราคิด Positive ว่า Comment ที่ได้จาก Reviewer สมเหตุสมผลนะ เราแก้ได้ เราก็น่าจะมีโอกาสได้ตีพิมพ์ อาจารย์มาแอบบอกว่า วารสารที่เราส่งไป Impact มันเยอะ รุ่นพี่เราเคยส่งไปก็ Reject เหมือนกัน แต่อาจารย์อยากให้เราลอง  เราเลยต้องเอาใหม่ ก็แก้ๆ ไปทุก Comment แล้วส่งกลับไปใหม่ รออีกสามเดือน ก็ได้ตอบรับเลย

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คงอยากบอกตัวเองว่า ผ่านมาได้ไงอะ แบบภูมิใจกับตัวเองนะ อันนี้ไม่ได้หมายความว่าเราดีหรือเก่ง หรือเจ๋งกว่าคนอื่นนะ แต่แค่ภูมิใจที่เราทำได้แค่นั้น เพราะคงมีคนอื่นที่เจออะไรร้ายกว่าเรา แต่เค้าก็ผ่านมันไปได้เหมือนกัน
S__77594627.jpg

คิดว่าอะไรที่ทำให้เราผ่านมาได้

จากเรื่องที่เราเจอหนักๆ มาสองเรื่อง ซึ่งมีสาระนะ ไร้สาระนี่เยอะมาก แต่ไม่เล่า (หัวเราะ) การที่เราสามารถผ่านความยากลำบากตรงนั้นมาได้เลย คือ ความอดทนนะ ไม่ย่อท้อ และก็สู้

อันนี้คิดว่า ได้มาจาสมัยเป็นนักกีฬา เพราะเราเป็นนักกีฬามาก่อน เราก็เลยเอาความสู้ ความอดทน มาจากสมัยที่เราต้องฝึกซ้อม ต้องไปแข่งกีฬามั้ง ปัจจุบันก็ยังชอบเล่นกีฬาอยู่

ปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

เราคิดว่า เราเป็นคนแบบทำอะไรต้องทำให้ได้ ทำให้มันจบๆ ไป ไม่ปล่อยค้างคา และที่สำคัญจริงๆ เราเชื่ออยู่อย่างหนึ่งนะ คำพูดว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น มันอาจจะดูเก่า แต่สำหรับเรา มันก็คล้ายๆ กัน เรามักคิดว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้หรอก ถ้าเราพยายาม ถ้าวันนี้ทำไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ต้องได้ ถ้าพรุ่งนี้ไม่ได้ วันต่อๆ ไปก็ต้องได้ซักวัน ถ้าเราไม่หยุดซะก่อนนะ

เพราะงั้น เวลาเหนื่อยๆ ท้อๆ ก็จะบอกตัวเองว่า นอนไป ตื่นเช้ามา ก็เอาใหม่ ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ ยืมเพลงพี่ตูนมา (หัวเราะ) อีกอย่าง เรามักจะคิดเสมอว่า อะไรก็ตาม ที่เราคิดจะทำ แสดงว่าเราต้องคิดแล้วว่า ทำได้ เพราะงั้น ต้องทำให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่ ผลจะเป็นไงก็ช่าง แต่ถ้าอะไรก็ตามที่เราไม่อยากทำ ไม่ตั้งใจทำ จะให้มันได้ผลดี มันก็เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ไม่ต้องเสียใจหรอกนะ ถ้ามันจะแย่ ถ้าจะทำอะไรต้องทำให้เต็มที่ที่สุด

นอกจากความเชื่อส่วนตัวแล้ว ที่ต้องขอบคุณคือ ครอบครัว เพราะเป็นกำลังใจที่สำคัญมาก มาเข้าใจว่า คนสุดท้ายที่จะอยู่ข้างเราจริงๆ ในวันที่เราคิดว่าไม่มีใคร ก็มีแค่ครอบครัวนี่แหละ

S__77594628

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้าง

เอาจริงนะ การเรียนนี่สบายกว่าการทำงานเยอะมากๆ สิ่งที่เราว่า โหดและลำบากสมัยเรียน มันเทียบไม่ได้ กับการทำงานจริงเลย เพราะงั้น ตอนเรียนเนี่ย มันก็ช่วยให้เรารู้จักการคิด วิเคราะห์ปัญหา ที่เกิดขึ้นเวลาทำงานนะ และสามารถทำให้เราหาทางออก หาวิธีแก้ไข ทำให้การทำงานมันไปได้ราบรื่น

ส่วนความรู้เชิงวิชาการ มันได้ใช้เต็มๆ แหละ เพราะเราเป็นอาจารย์ พอมาเป็นอาจารย์จริงๆ ความรู้ที่เราเรียนมาสมัยเรียนมันก็แค่พื้นฐานนะ การเอาความรู้ ทฤษฎีที่เรียนมาไปใช้กับของจริงได้ต่างหาก ที่เป็นเรื่องสำคัญ

อยากฝากอะไรสำหรับผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

สำหรับสิ่งที่อยากจะฝากให้คนที่กำลังเรียนปริญญาเอกทุกคนนะ อยากจะให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเอง และต้องคอยให้กำลังใจตัวเองนะ ไม่ว่าจะเจออะไรยากลำบากแค่ไหน ใจของเราสำคัญที่สุด รักษาใจให้ได้มั่นคง เพราะเราเลือกแล้วที่จะมาทางนี้

สิ่งที่เราเลือกคือเหมาะกับเราแล้วละ ขอให้เชื่อว่า ถ้าเราไม่ยอมแพ้ เราต้องสำเร็จได้แน่ ถึงแม้เราจะล้มวันนี้ เราก็ยังลุกได้นะ ล้มหลายครั้ง ก็ต้องลุกทุกครั้งนะ ห้ามนอนแบบไม่อยากลุกนะ  

S__77594631

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของ ดร.เจน มากค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ ที่เดียว!!

ดร.โอม โษฑศ์รัตต ธรรมบุษดี ::: Ph.D. in Information Technology, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้คอลัมน์แขกรับเชิญ ของเพจก็แค่ปริญญาเอก ที่มาทักทายและแบ่งปันข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอก คือ ดร.โอม ที่เขาบอกว่า 7 ปีในการเรียนปริญญาเอกนั้นคุ้มค่ามาก…

1-รูปครอบครัว.jpg

แนะนำตัวนิดนึง ค่ะ

สวัสดีครับ ผม อาจารย์ ดร.โษฑศ์รัตต ธรรมบุษดี ชื่อเล่นชื่อ โอม ครับ เรียนจบ Ph.D.ด้าน Information Technology มาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ (SIT) ครับ โดยสาขางานวิจัยที่ทำตอนเรียนอยู่คือ Data Mining และ กฎหมายอาญาครับ

6-ตอนเป็นอาจารย์2.jpg

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

จริงๆ ตอนแรก คือเพราะได้ทุนครับ (ยิ้ม) ตอนที่จบปริญญาตรีใหม่ๆ  ปุ๊บ ก็มีความคิดว่า อยากเรียนต่อ แล้วได้ไปสมัครทุนพัฒนาอาจารย์ และได้รับการคัดเลือกครับในการเรียนปริญญาโทและปริญญาเอก ก็เลยเหมือนกับเป็นเส้นทางชีวิตที่ขีดตรงมาเรื่อยๆ

แต่ระหว่างที่เรียนทั้งโท-เอก ก็ทำงานพิเศษหลายอย่างครับ หนึ่งในนั้น คือเป็นผู้ช่วยสอนกับเป็นติวเตอร์เด็กนักเรียนมอปลาย ด้วย ระหว่างนั้นก็คิดว่า ตัวเองชอบสอนหนังสือด้วยครับ

8-ตอนเป็นอาจารย์4.jpg

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง

ต้องเกริ่นก่อนนะครับว่า ตอนที่มีโอกาสได้เข้าเรียนเนี่ย ถือว่าเด็กมาก จบปริญญาตรีอายุ20 จบปริญญาโทอายุ 22 แล้วได้เข้าเรียนPh.D.ตอนอายุ23 ถือว่า เบบี๋มาก แล้วได้มีโอกาสมาเรียนในสถาบันที่มีความเป็นมืออาชีพด้านการทำงานและการทำวิจัยมากๆ ด้วย

ตอนเข้ามาตอนแรกที่มั่นใจในตัวเองมากๆ แต่เข้ามาปีแรกๆ มานี่ ความมั่นใจหายหมดเลย (หัวเราะ) ระหว่างที่เรียน ได้จดจ่อกับการทำวิจัย ได้ร่วมทำงานกันอย่างมืออาชีพ กับทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และเพื่อนนักวิจัยด้วยกัน

ถ้าถามว่า ได้เรียนรู้อะไรบ้าง เยอะมากครับ การทำงาน การใช้ชีวิต ความเอาใจใส่ในกระบวนการ ทักษะการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ

5-ตอนเป็นอาจารย์1.jpg

พบเจออุปสรรคอะไรบ้างไหมคะ

อุปสรรคเยอะมากเลยครับ (หัวเราะ) และคิดว่า น่าจะเจอกันทุกคน แต่สำหรับผมปัญหาอย่างแรกที่พบคือ เรื่องของหัวข้อที่เลือกเรื่องการใช้เทคโนโลยี Data Mining ไปประยุกต์ใช้กับกฎหมายอาญา ซึ่งโดยพื้นฐานผมไม่มีพื้นทางด้านกฎหมายเลย แต่ช่วงนั้น อยากทำหัวข้อที่มี Impact ต่อสังคม เลยเลือกทำเรื่องแบบนี้ครับ

ก็ใช้เวลาศึกษาเพิ่มพอสมควร ปัญหาอีกอันคือ เวลาครับ แม้ว่าจะไม่ได้ทำงานประจำ แต่ก็มีงานพิเศษอยู่เรื่อยๆ จนบางที กินเวลาเรียนไป จนไม่ได้จดจ่อกับงานวิจัยเท่าไหร่ รวมถึงปัญหาที่ว่า เราได้มาร่วมทำงานกับของจริง เราก็ต้องปรับตัวพอสมควร

4-แถม
จุดเปลี่ยนอีกอันคือ อาจารย์ที่ปรึกษาครับ อาจจะเพราะสไตล์เรากับอาจารย์ที่ปรึกษาคนแรกไม่ตรงกัน จนบางครั้งเรากลัวที่จะเข้าไปหาอาจารย์ด้วยซ้ำ มีบางทีไม่ได้เจอกันเป็นเดือนก็มี พอไม่ได้เจอก็เครียด ฟุ้งซ่าน คิดเยอะ งานก็ไม่ออก

จนมาวันนึง อาจารย์ท่านบอกว่า เค้าต้องย้ายไปต่างประเทศ ตอนนั้นเหมือนฟ้าผ่าเลยครับ คิดอยากจะเลิกเรียนเลย คิดสั้นก็มีแวบเข้ามาด้วย

แต่สุดท้ายวิกฤตินี้ก็ทำให้เราได้มีโอกาสได้เริ่มกับอาจารย์อีกท่าน ซึ่งมีสไตล์การทำงานที่เป็นระเบียบมีแบบแผน และใส่ใจนักศึกษามากๆ อาจารย์ท่านอ่านงาน แนะนำ แม้ว่าบางทีเราจะรู้ว่า สิ่งที่เราส่งไปมันไม่ได้เรื่อง แต่อาจารย์ก็แนะนำ มีทั้งไม้แข็งไม้อ่อน (หัวเราะ)

กว่าที่ผมจะจบได้ ก็แทบตายเหมือนกัน แต่ระยะเวลา 7 ปีในการศึกษาที่บางคนมองว่านาน สำหรับผม ผมว่า มันคุ้มค่าครับ

7-ตอนเป็นอาจารย์3.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร

นอกเหนือจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ครอบครัวและคนรอบข้างก็สำคัญครับ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ใจเราเอง

ทุกคนเคยมีโมเมนต์ ท้อถอย ท้อแท้ อยากเลิก ไม่รู้จะทำอะไรแค่เปิดคอมมาก็ถอนหายใจแล้ว อะไรประมาณนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องสู้กับมันต่อครับ ต้องใช้ชีวิตให้เป็น แบ่งเวลาในการพักผ่อน ออกไปเที่ยว หรือกิจกรรมอื่นๆที่เป็นการชาร์จแบตให้ชีวิต แต่ละคนชอบไม่เหมือนกันครับ

2-พ่อกับแม่.jpg
คิดว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรียนสำเร็จมีอะไรบ้าง

ขอเรียงลำดับจากมากไปน้อยนะครับ 1.ตัวเราเอง 2.อาจารย์ที่ปรึกษา 3.หัวข้อวิทยานิพนธ์ 4.เวลา  ผมว่า ถ้า 4 ปัจจัยนี้แข็งแรง ปัจจัยอื่นก็แทบไม่มีผลครับ

ปัจจุบันทำงานอะไรคะ และได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้าง

ปัจจุบันทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่หลักสูตร IT Management คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลครับ โดยรับผิดชอบเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรระดับปริญญาโทและปริญญาเอก

สิ่งที่เป็นผลจากการบ่มเพาะมาตลอด7ปีที่ได้เรียน สิ่งหนึ่งที่ได้คือการทำงานอย่างมืออาชีพครับ การเข้าสอนตรงเวลา การเตรียมการสอนอย่างมืออาชีพ การมีความใส่ใจกับนักเรียนทั้งในบทบาทของผู้สอนกับอาจารย์ที่ปรึกษา โดยเฉพาะบทบาทการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ผมจะถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับนักศึกษาเสมอๆ ครับ

การประชุมตรงเวลา และมีการเตรียมประชุมไม่กินเวลาทำงานของผู้ร่วมงาน การทำงานวิจัยอย่างเป็นระบบแบบแผน ความใส่ใจในกระบวนการทำงาน และที่สำคัญที่สุด คือการให้เกียรติ และไม่มักง่ายกับการศึกษา  เพราะเรารู้ว่าความสำเร็จที่ยั่งยืนมันต้องมาจากกระบวนการที่มีความใส่ใจครับ

9-ตอนเป็นอาจารย์5

สุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

ปลายทาง” ของคนที่เรียนทุกคนก็คือใบปริญญาครับ แต่สิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของผู้เรียนคือ “ระหว่างทาง”คุณเก็บเกี่ยวอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ในช่วงแรก ที่ผมเคว้งไป เพราะผมตั้งเป้าว่า ทำยังไงก็ได้ให้จบ ซึ่งมันไม่ใช่วิธีคิดที่ดีเลย

การที่คุณเป็นดุษฎีบัณฑิตที่มีคุณภาพ นอกจากดีกับตัวคุณเอง ยังดีต่อสถาบันและประเทศชาติด้วยครับ เพราะ “ระหว่างทางสำคัญกว่าปลายทาง ครับ

3-รูปของที่ระลึกจากงานปัจฉิมนิเทศ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์จากดร.โอม ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ดียิ่งให้ใครอีกหลายคนที่สนใจหรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนี้

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกันค่ะ

แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ ที่เดียว!!