‎International Conference‬ ::: ‪tips & ‪‎information

trr1. หน้าที่สำคัญหนึ่งของนักวิจัย คือ การนำองค์ความรู้ที่ค้นพบไปเผยแพร่ให้กับชุมชนนักวิชาการที่มีความสนใจในประเด็นที่ใกล้เคียงกัน หนึ่งในวิธีการเผยแพร่องค์ความรู้ คือ การนำเสนอผลงานในที่ประชุมวิชาการ ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ

2. เวทีการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ มีการจัดอยู่สม่ำเสมอตลอดทั้งปี สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้าไปหาข้อมูลได้ในเว็บไซต์ www.conferencealerts.com แหล่งรวบรวมข้อมูลการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ แบ่งแยกตามหัวข้อการประชุม สาขาวิชา และ ประเทศเจ้าภาพ ซึ่งตอนนี้มีข้อมูลการจัดประชุมยาวไปจนถึงปลายปี ค.ศ. 2016 แล้ว

3. การสมัครเข้าร่วมเสนอผลงาน ให้ตรวจสอบเงื่อนไขที่แตกต่างกันของแต่ละการประชุม โดยส่วนใหญ่ ผู้วิจัยต้องเริ่มจากการส่งบทคัดย่อ (Abstract) ไปให้คณะกรรมการจัดการประชุมพิจารณา ซึ่งการพิจารณาจะถูกกลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ถ้าที่ประชุมเห็นว่าเป็นงานที่ตรงกับหัวข้อการประชุมและน่าสนใจ ก็จะส่งจดหมายตอบรับมา

4. ต่อจากนั้นผู้วิจัยต้องเตรียมต้นฉบับบทความให้มีความถูกต้องตามมาตรฐานของการประชุม ซี่งถ้าเป็นที่ประชุมระดับนานาชาติ จะมีวิธีการเตรียมต้นฉบับที่มีความละเอียด มีคู่มือประกอบเป็นเล่มแนบมาให้ปฏิบัติตาม เริ่มตั้งแต่การตั้งค่าหน้ากระดาษ รูปแบบการอ้างอิง และอื่นๆอีกมากมาย…

5. หลังจากการนำเสนอผลงานในเวทีการประชุมแล้ว ผลงานที่ผ่านการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิจะมีโอกาสตีพิมพ์เผยแพร่ใน Proceedings ของการประชุม และถ้าผลงานเข้าตามากๆก็จะมีโอกาสตีพิมพ์เป็นบทความทางวิชาการในหนังสือ หรือ บทความวิชาการใน peer-reviewed journal ระดับนานาชาติต่อไป

6. สำหรับค่าใช้จ่าย โดยหลักๆจะมี ค่าลงทะเบียน ค่าเดินทาง และค่าที่พัก ซึ่งผู้เสนอผลงานสามารถขอทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานต้นสังกัดได้ ในบางกรณีทางผู้จัดก็จะดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับผู้ที่ได้รับเชิญให้ไปเสนอผลงานในการประชุมนั้นๆ

7. สำหรับนักวิจัย การเสนอผลงานในเวทีระดับนานาชาติ มีแต่ได้ ได้ และได้ เช่น ได้สร้างคุณูปการให้กับแวดวงวิชาการ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับนักวิชาการในสาขาเดียวกันทั่วโลก ได้ต่อยอดองค์ความรู้ที่มีอยู่ ได้สร้างเครือข่าย ได้เติบโต ได้ก้าวข้ามทุกข้อจำกัดของตัวเอง ได้ตระหนักรู้ว่าตนเองก็ทำได้ และอื่นๆอีกมากมาย..

8. ทุกครั้งที่ได้ออกเดินทางไกล ไปเห็นโลกใบใหญ่ ตัวเราจะเล็กลง แต่ใจเราจะกว้างขึ้น “ตัวเล็กๆ รวมกับ ใจกว้างๆ เป็นหนึ่งคุณสมบัติที่ดีของนักวิจัยและนักวิชาการค่ะ”

‪#‎รายงานสดจากสนามบินสุวรรณภูมิ‬ ‪#‎แอดมินกำลังเตรียมขึ้นเครื่องไปอังกฤษ‬ ‪#‎เพื่อไปนำเสนอผลงานวิจัยที่UniversityofOxford‬
หลังจากเสนอผลงานแล้ว แอดมินจะขออนุญาตแบกเป้ ท่องเกาะอังกฤษ ถิ่นเก่า
…ประมาณ 2 อาทิตย์ต่อจากนี้ คอยพบกับ “ก็แค่ปริญญาเอก” ฉบับประเทศอังกฤษ นะคะ

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎justaphd

‎นิทานกระต่ายกับเต่า :::‬ ‪‎ฉบับก็แค่ปริญญาเอก‬ ::: ‪‎KeepThingsinPerspective

turtleนิทานเรื่องนี้..สอนให้ผู้เรียน..รู้ว่า..
แท้จริงแล้ว..ไม่มีการแข่งขัน
แท้จริงแล้ว..ไม่มีผู้แพ้..ผู้ชนะ
ถ้าเป็นเต่า ก็ต้องเดินแบบเต่า ในจังหวะของเต่า
ถ้าเป็นกระต่าย ก็ต้องวิ่ง พัก วิ่ง แบบกระต่าย ในจังหวะของกระต่าย
ตราบใดที่วางใจถูกต้อง สนุกสนาน ไม่กดดันตัวเอง มีเป้าหมายชัด ตระหนักรู้ว่าระหว่างทางมีหลายสิ่งให้เก็บเกี่ยว ฝึกฝน และเรียนรู้..
จะเดินช้า หรือ จะวิ่งเร็ว ก็ถึงเส้นชัยเหมือนกัน
(..เพราะบางทีการอนุญาตให้ตัวเองได้หลับใต้ต้นไม้ ยามลมพัดสบายๆ บ้าง…อาจทำให้เราตื่นมามีพลังและวิ่งถึงเส้นชัยได้เร็วกว่าเดิม ^^)

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬
Credit photo:
http://www.k-3teacherresources.com/

‪‎PhD‬ ‪‎SurvivalTips‬ ‪#‎No7‬ ‪#‎Supervisor‬ ‪#‎Adviser‬ ‪#‎GoodRelationship‬

we…ไม่ยุ่งเกินไป

…มีเวลาให้

…สุขภาพแข็งแรง

…มีประสบการณ์

…เก่ง รู้จริง มีความสามารถ

…อบอุ่น ให้กำลังใจยามท้อแท้

…เข้ากันได้ เคมีตรงกัน มีเป้าหมายร่วมกัน ฯลฯ

เปล่าค่ะ เราไม่ได้พูดถึงการเลือกคู่ แต่กำลังพูดถึงการเลือกอาจารย์ที่ปรึกษา

ดูจะมีเงื่อนไขมากมายเหลือเกินในการเลือกใครสักคนมาดูแลและให้คำปรึกษาระหว่างการเรียนปริญญาเอก

เพราะระยะทางที่แสนยาวไกล บวกกับเวลา 3-4 ปีข้างหน้า การมีใครสักคนที่ “ใช่” อยู่ข้างกาย น่าจะทำให้ผู้เรียนมั่นใจได้แน่ว่าจะไม่หลงทาง

ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เรียน มีความสำคัญมากกับการเรียนปริญญาเอก

ในระดับปริญญาตรี ผู้เรียนอาจจะไม่เคยต้องพบ หรือ พูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา เลยก็ได้

ในระดับปริญญาโท ความสัมพันธ์กับอาจารย์ที่ปรึกษาก็เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ

ในระดับปริญญาเอก ผู้เรียนกับอาจารย์ที่ปรึกษาจะมีความสัมพันธ์ที่สนิท แน่นแฟ้น มากกว่าระดับใดๆที่ผ่านมา เปรียบเสมือน “มินิเว็ดดิ้ง” เลยก็ว่าได้

ถึงแม้เงื่อนไขจะดูมากมาย ว่า อาจารย์ที่ปรึกษา ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ เอาเข้าจริง ผู้เรียนก็อาจจะเลือกไม่ได้เลย และเป็นเรื่องของพรหมลิขิตบันดาลชักพาทั้งหมด

ในทางหนึ่ง หากผู้เรียนหมายปองใคร อาจเข้าไปทาบทาม สู่ขอ กันโดยตรง และขอให้อาจารย์พิจารณาตอบตกลง

บางทีก็ใช้วิธีอินเทอร์เน็ตสื่อรัก โดยเสิร์ชหาข้อมูลคนที่ใช่ ส่งอีเมล์ไปคุย ถ้าผู้เรียนมีเสน่ห์พอ แถมยังสนใจในเรื่องเดียวกันกับอาจารย์คนนั้น และถ้าเขายังว่าง เขาก็น่าจะเซย์เยส

หรือบางครั้ง มหาวิทยาลัยอาจเข้ามามีบทบาทในการคัดสรรอาจารย์ที่เหมาะสมและจัดตั้งเป็นทีมที่ปรึกษาให้ เพื่อที่จะได้มีการตรวจสอบถ่วงดุลย์ ช่วยเหลือกัน และผู้เรียนก็จะมีโอกาสเรียนรู้ความเชี่ยวชาญของอาจารย์แต่ละคนได้อย่างเหมาะสม

ผู้เรียน ต้องใส่ใจ ละเอียด ปราณีต และให้ความสำคัญ กับความสัมพันธ์ครั้งนี้กว่าครั้งไหนๆที่ผ่านมา

หมั่นคอยดูแล และรักษาความสัมพันธ์นี้ อย่างสม่ำเสมอ และให้เป็นไปอย่างราบรื่นตลอดรอดฝั่ง

อย่าคาดหวังที่จะพบ อาจารย์ที่ปรึกษาที่ “ใช่”

ต้องรู้จักประเมินตัวเองด้วย ว่า คุณเป็นคนที่ “ใช่” สำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาของคุณ หรือไม่

ในทุกความสัมพันธ์ อย่าคาดหวังความสมบูรณ์แบบ

ทั้งสองฝ่ายต้องเรียนรู้ ปรับตัว จนกว่าจะเป็น คู่ที่ “ใช่” ของกันและกัน

ในฐานะผู้เรียน จงยอมรับและเข้าใจอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างที่เขาและเธอเป็น

เรียนรู้จุดแข็ง ข้อดีของอาจารย์ แล้วนำมาปรับใช้เป็นต้นแบบ

ความเคารพและศรัทธาต่ออาจารย์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลสู่ความสำเร็จ

การพร่ำบ่น ว่า อาจารย์ที่ปรึกษา ไม่ดีพอ ไม่ช่วยเหลือ ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ของคุณดีขึ้น

จำให้ได้ว่า งานชิ้นนี้เป็นงานของคุณ ที่คุณมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในทุกวิถีทาง

ทุกอุปสรรค ความท้าทาย คือ บทเรียน และ ทุกบทเรียน คือ การฝึกฝนให้ผู้เรียนเติบโตเป็นนักวิจัยมืออาชีพ เป็นอิสระ พึ่งพาตนเองได้ และในที่สุดสามารถประเมินและให้คำปรึกษาผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม

ตลอดเส้นทาง จงเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ อันได้แก่

…นัดทีไร มาสายเสมอ!!

…ละเลย แกล้งลืม กับคำแนะนำที่ฟังแล้ว งงๆ เบลอๆ ไม่เข้าใจ ขี้เกียจแก้ไข หรือ ไม่เห็นด้วย

…ต่อหน้า นิ่ง ไม่ถาม พยักหน้า เข้าใจ ใช่ครับ/ค่ะ

…ลับหลัง พร่ำบ่น ฟูมฟาย นินทา ว่าร้าย

…หายหน้าหายตาไปเป็นปี กลับมาอีกที เมื่อใกล้หมดเวลา

…เรียกร้องให้อีกฝ่ายคิด อ่าน และ ทำทุกอย่างให้ในนาทีสุดท้าย !!

…คาดหวังให้อีกฝ่ายทำทุกอย่างแบบด่วน เร็ว ฉับไว ทันใจ ทันเวลา !!

…กล่าวโทษอาจารย์ที่ปรึกษา เมื่อภารกิจล้มเหลว!!

เพราะการเรียนปริญญาเอก ไม่ใช่แค่ การทดสอบความฉลาดทางสติปัญญา

แต่เป็นการพิสูจน์วุฒิภาวะทางอารมณ์ คุณธรรม จริยธรรม และทักษะทางสังคม ด้วย

ฝึกฝน ขัดเกลา และ หลอมรวมทุกความพร้อมไว้ในตัวคุณ

เพื่อออกไปเป็น ดร. ที่สง่างาม ครบ สมบูรณ์ในตัวเอง

ขออวยพรให้มี Happy Wedding ที่ Happy Ending นะคะ

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬
Credit photo: www.weddingchicks.com

‪คอลัมน์แขกรับเชิญ‬ ‪::: ‎คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์‬ ‪::: Congratulations‬ ดร.บิ๊ก

b1 สวัสดีค่ะ เช้าวันจันทร์นี้ เรามีข่าวดีมาแชร์ค่ะ แอดมินขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่ง กับ สมาชิกเพจ “ก็แค่ปริญญาเอก” คุณ กุลชัย กุลตวนิช หรือ บิ๊ก ว่าที่ดุษฎีบันทิตจาก ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เพิ่งสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ผ่านมาหยกๆ

วันนี้ ดร.บิ๊กยินดีมาแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก ที่นี่ค่ะ

ความรู้สึกตอนสอบป้องกันผ่านเป็นอย่างไร?

มันเหมือนเวลาหยุดหมุนครับ หัวใจพองโต น้ำตาเริ่มไหลพูดอะไรก็ไม่ออก ช่วงเวลาอันเหนื่อยยากมันยุติลงแล้ว เสียงปรบมือดังทั่วทุกมุมห้อง ได้ยินเสียงอาจารย์แสดงความยินดี ยิ่งกว่าคำว่าฝันไปครับ

ขอย้อนกลับไปถามว่า ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก?

เดิมทีผมเคยเป็นผู้ช่วยวิทยากรหลักสูตรการสอนคอมพิวเตอร์อยู่ในหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งครับ หลังจากที่ผมจบปริญญาโทสาขาวิชาระบบสารสนเทศทางธุรกิจมา ก็เปลี่ยนอาชีพมาเป็นหัวหน้างานไอทีในบริษัทแห่งหนึ่ง ทำงานอยู่ได้ 1 ปีกว่า ก็พบว่าชีวิตไม่ได้มีความสุขกับการทำงานในออฟฟิศเลย จึงมานั่งนึกดูว่าความสุขที่สุดของผมก็คือการได้สอนและให้ความรู้ผู้อื่นเหมือนช่วงที่ยังเป็นผู้ช่วยวิทยากร

ผมจึงลาออกจากงานมาเป็นอาจารย์พิเศษสอนหนังสืออยู่ตามมหาวิทยาลัย ทำอาชีพนี้อยู่ได้ประมาณ 2 ปีกว่า ก็พบว่านโยบายใหม่ของมหาวิทยาลัยต้องการอาจารย์ที่มีคุณวุฒิในระดับด็อกเตอร์ขึ้นไปจึงจะสามารถรับเข้าบรรจุอย่างเป็นเรื่องเป็นราวได้ จึงมีความคิดที่จะเรียนต่อปริญญาเอก

ก็เลยมานั่งมองดูว่าด้วยพื้นความรู้ของผมจะสามารถต่อยอดไปทางไหนได้บ้าง แต่เมื่อมานั่งคิดใคร่ครวญดูแล้วผมคิดว่าสิ่งที่ผมยังขาดคือผมเป็นอาจารย์แต่ไม่มีวุฒิเกี่ยวกับการศึกษาเลยสักใบ

ดังนั้นการเรียนในครั้งนี้ผมต้องได้ความรู้กลับมาพัฒนางานสอนของตัวเองให้ดีขึ้นได้ จึงเลือกพิจารณาสาขาวิชาในคณะครุศาสตร์เป็นอันดับแรก และเมื่อเปิดดูหลักสูตรแล้วก็คิดว่าตนเองน่าจะพอเข้าเรียนในสาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาได้ ก็เลยตัดสินใจลองมาสอบเข้าเรียนที่ภาควิชาครับ

ระหว่างเรียนเจอความท้าทายอะไรบ้าง ผ่านมาได้อย่างไร?

ผมใช้เวลาในการเรียนทั้งหมดเป็นระยะเวลา 4 ปีการศึกษา จะขอเล่าแบ่งระยะเป็นช่วงปีนะครับ

ช่วงปีที่ 1 “ระยะปรับตัว”

เป็นช่วงเวลาแรกเข้า ในรุ่นของผมมีสมาชิกที่ต้องเรียนด้วยกันทั้งหมด 5 คน โดย 4 คนเป็นศิษย์เก่าของที่นี่ และจบสายการศึกษามาโดยตรง ดังนั้นจึงมีผมแค่คนเดียวที่ไม่ได้จบสายนี้มาและไม่ได้เป็นศิษย์เก่าของที่นี่ แทบเรียกได้ว่าเป็นคนแปลกหน้ามากๆ และบอกตามตรงว่ารู้สึกกดดันและเครียดมาก เพราะเท่ากับว่าตนเองดูด้อยที่สุดในชั้นเรียน

เนื่องจากว่าผมจบมาไม่ตรงสายตามเงื่อนไขของหลักสูตรต้องทำการเรียนปรับพื้นความรู้ในภาคการศึกษาแรกเสียก่อนจึงจะไปเรียนร่วมคลาสกับเพื่อนๆได้ ผมต้องมาเรียนปรับพื้นความรู้โดยการเรียนรวมกับน้องปริญญาโท

ผมมีความตั้งใจว่าการเรียนในครั้งนี้ไม่ว่ายังไงผมก็จะทุ่มเทให้ถึงที่สุด เมื่อได้รับมอบหมายงานชิ้นแรกๆ ผมใช้เวลาทั้งวันเก็บตัวอยู่ที่หอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยเพื่อนั่งทำงาน แต่เมื่อนำไปส่งปรากฎว่าผมได้คะแนนผลงานในแต่ละครั้งแค่ 2-3 คะแนน จาก 10 เต็ม

ผมเกิดความท้อแท้มาก แต่เนื่องจากว่าทุกครั้งที่ให้คะแนนอาจารย์จะบอกเหตุผลเสมอว่าทำไมผมได้คะแนนแค่นี้ ผมจึงค่อยๆปรับปรุงวิธีการทำงานของตนเองตามคำแนะนำจากอาจารย์ และตัดสินใจไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาทางวิชาการของผม (ซึ่งในเวลาต่อมาท่านกลายเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผม)

ผมได้รับคำแนะนำมากมายท่านสอนทั้งวิธีคิดและวิธีเขียนโดยไม่รังเกียจและไม่เคยมองผมว่าเป็นคนด้อยค่า นี่เป็นหนึ่งในเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จอันนึงเลยก็ว่าได้

“การเข้าหาและเรียนรู้จากอาจารย์ได้ไวย่อมได้เปรียบเสมอ” นี่เป็นข้อคิดที่ผมได้รับมา

อาจารย์ที่ปรึกษาของผมท่านได้ย้ำเตือนว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่รู้จักลงมือปฏิบัติอย่างแข็งขัน ผมเลยมีความตั้งใจว่าถ้าเพื่อนใช้ความพยายามเท่าไหร่ เราความรู้น้อยกว่าก็ต้องใช้ความพยายามเป็น 2 เท่า

ผมเริ่มจากยืมหนังสือสายการศึกษากลับบ้านวันละ 2-3 เล่มเพื่อนำไปอ่านทำความเข้าใจ และพิมพ์เป็นบันทึกเก็บไว้ เมื่อมีงานประชุมทางวิชาการก็หมั่นแวะไปฟัง ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่า 2-3 เดือนให้หลังเริ่มเข้าใจแนวทางบ้างแล้ว และน้องๆป.โทที่เรียนด้วยก็เริ่มยอมรับในตัวผม ทำให้สถานการณ์และทัศนคติที่มีต่อตัวเองดีขึ้นมาก

แต่แล้วก็ได้รับผลเสียจนได้ ผมต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะตับอักเสบเนื่องจากพักผ่อนน้อยเกินไป

จึงได้บทเรียนชีวิตอีกข้อว่า “นอกจากการทุ่มเรียนแล้วสุขภาพก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน”

ช่วงปีที่ 2 “ระยะเก็บเกี่ยวฝึกฝน”

ในช่วงปีที่ 2 นี้ ผมและเพื่อนต้องสอบวัดคุณสมบัติ เวลาทั้งหมดในภาคการศึกษาแรกจึงหมดไปกับการเตรียมสอบและพัฒนาโครงร่างวิทยานิพนธ์

เมื่อเข้าสู่ภาคการศึกษาที่ 2 ผมมีความคิดว่าต่อจากนี้ไปจะลงทะเบียนเรียนให้ได้มากที่สุดตามที่จะลงได้ และช่วยงานอาจารย์ในการทำวิจัย เพื่อเติมเต็มความรู้และประสบการณ์ที่ขาดหายไป

นอกจากนี้ผมรับอาสาดูแลน้องๆที่เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่ด้วย เนื่องจากผมคิดว่าการได้พูดคุยและเปลี่ยนหรือให้ความช่วยเหลือใครก็ตามไม่ใช่ภาระแต่เราก็ได้เรียนรู้ไปด้วย ดังนั้นช่วงปีนี้ก็หมดไปกับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ครับ

คติที่ได้จากช่วงนี้คือ “ยิ่งคุณรู้จักกับคนมากเท่าไหร่ คุณยิ่งมีโอกาสแลกเปลี่ยนกับเขามากเท่านั้น และความรู้ของคุณก็จะเติบโตขึ้นเช่นกัน”b2

ช่วงปีที่ 3 “วิจัย วิจัย วิจัย”

ในช่วงปีที่ 3 นี้เป็นช่วงที่ผมสอบป้องกันโครงร่างวิทยานิพนธ์และดำเนินงานวิจัย ระหว่างการดำเนินงานวิจัยผมก็ยังคงลงทะเบียนเรียนและทำงานช่วยอาจารย์ควบคู่กันไปเหมือนเดิม

ปัญหาที่พบคือการจัดการทั้ง 3 สิ่งนี้ให้งานเสร็จสิ้นตรงตามเวลาเป็นเรื่องที่ยากมาก เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงช่วงที่ผมเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิเกิดเหตุชุมนุมขึ้น ทำให้การเดินทางหรือการนัดหมายบางครั้งไม่ประสบความสำเร็จ (บอกตามตรงเลยว่าเริ่มท้อ) กว่าจะผ่านมาพัฒนาเครื่องมือไปทดลองได้แทบกระอักเลือด แต่ก็พอถูไถผ่านมาได้ครับ

สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยคือการเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์และนำเสนอผลงาน ผมใช้วิธีแบ่งงานวิจัยออกเป็นช่วงตามลักษณะของผลที่ได้ เมื่อได้ผลและข้อค้นพบจากระยะนึงก็จะมาเรียบเรียงเป็นบทความรอส่งตีพิมพ์ครับ

ช่วงเวลาในปีนี้รอดมาได้ครับ ตารางเวลาของผมใน 1 วันจะถูกแบ่งเวลาออกมาเป็นชั่วโมง เช่น วิทยานิพนธ์ 2 ชม. งานอาจารย์ 2 ชม. การบ้าน 2 ชม. และระหว่างวันอาจมีการช่วยเหลือพูดคุยกับพี่ๆน้องๆเป็นระยะ

ช่วงปีที่ 4 “เวลาแห่งความทรงจำ”

ในช่วงสุดท้ายของการเรียนนี้ ภาคการศึกษาแรกของผมหมดเวลาไปกับการศึกษาเงื่อนไขการตีพิมพ์ นำเสนอผลงานวิจัย ตีพิมพ์บทความ และช่วยงานอาจารย์ครับ

ผมมีโอกาสได้ไปนำเสนองานอยู่ 2 ครั้ง เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เรียกได้ว่านี่คือช่วงเวลาโบนัสของผมเลยก็ว่าได้

เมื่อเข้าสู่ภาคการศึกษาที่ 2 เป็นช่วงสุดท้ายของการเรียนแล้วผมใช้เวลากับการสรุปและอภิปรายผลอยู่หลายเดือน (คำเตือนเลยนะครับว่าต้องเหลือเวลามากๆ ในการเขียนอภิปรายส่วนท้าย เนื่องจากผมเห็นหลายท่านเว้นเวลาไว้ไม่พอทำไม่ทัน น้ำตาจะตกเอาได้ เพราะส่วนท้ายนี้เรียกได้ว่าเป็นตัววัดความสามารถของผู้วิจัยเลยก็ได้ เราจะรู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้เก่งหรือไม่จากการดูวิธีสรุปและอภิปรายด้วยส่วนหนึ่ง)

ช่วงนี้ผมเครียดมาก พี่ๆ น้องๆ อาจารย์ต่างพากันเป็นห่วง เนื่องจากผมอาจจะเป็นคนที่แปลกอยู่สักหน่อยนึงคือทำงานช้ามาก เพราะผมเขียนอธิบายลงไปไม่ได้หากผมยังไม่เข้าใจ

ดังนั้นในส่วนนี้ผมเสียเวลาไปหลายเดือน เนื่องจากวนอยู่ในวังวน เขียน ทบทวน ลบทิ้ง เขียนใหม่ อยู่หลายรอบ โยกข้อมูลไปมาจนงงไปหมด จนอาจารย์ที่ปรึกษาต้องบอกว่า “งานวิจัยที่ดีไม่ใช่ว่าต้องมีคุณภาพอย่างเดียวนะ มันต้องเสร็จทันเวลาด้วย ส่วนคุณภาพนั้นก็อาจมีในระดับหนึ่ง ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์พร้อม ถ้าเราไม่ตรงต่อเวลากรรมการสอบก็มองไม่ดีแล้ว เมื่อทัศนคติไม่ดีแล้ว ต่อให้ทำมาดีแค่ไหนก็ตกในภาวะลำบากแล้วเพราะผู้รับสารเกิดอคติในการอ่านงาน”

ผมจึงเริ่มปลงและเขียนเท่าที่พอทำได้ แต่คอมพิวเตอร์เจ้ากรรมก็ดันมาพังเอาก่อนวันสอบ โชคยังดีที่เล่มผมมีเซฟอยู่บนคลาวด์ แต่ไฟล์ที่แยกวิเคราะห์หลายสิบอันได้สูญสลายในทันที (จุดนี้ขอเตือนทุกท่านนะครับว่าการแบ็คอัพควรทำทั้งหมดไม่ใช่แค่เฉพาะตัวเล่ม เพราะข้อมูลบางอย่างถ้าสูญหายเรามาย้อนวิเคราะห์ได้ยากเนื่องจากมันล่วงเลยเวลามานานแล้ว)

แล้วก็มาถึงวันสอบป้องกันครับ สิ่งที่ผมไม่คาดคิดที่สุดคือ ณ วันนั้นมีเพื่อน พี่ น้อง มาให้กำลังใจและร่วมเป็นสักขีพยานมากมาย (ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่) ผมเป็นคนขี้กลัวมากครับและคิดมาก

จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ว่า “อย่าไปคิดว่าเป็นการสอบ อย่าไปคิดว่ากรรมการเป็นศัตรู ให้คิดซะว่าเราเอางานมานำเสนอ แล้วมีคนเก่งๆ หลายคนมาช่วยปรับปรุงงานให้เรา” ผมจึงพอทำใจเข้าสอบและผ่านไปได้ครับ

เรียนจบแล้ว วางแผนอนาคตอย่างไร?

หลังจากนี้ก็คงกลับไปสอนหนังสือครับ แต่ก็คงต้องเริ่มหางานประจำใหม่เลย เพราะหยุดสอนมานาน เกือบ 4 ปี และผมคงไม่ทำอาชีพอื่นแน่ๆ เพราะรักงานสอนครับ

ช่วยนิยามคำว่า “ก็แค่ปริญญาเอก”?

ผมเชื่อว่าเราทุกคนจะสามารถผ่านบททดสอบอันยากลำบากไปได้ “ก็แค่ลงมือทำ อย่าได้หยุดยั้ง และมีจิตใจที่เข้มแข็ง” เมื่อมองย้อนกลับมา เราก็จะพูดกับตัวเองได้ว่า “ก็แค่ปริญญาเอก”b3

‪#‎ขอบคุณมากมาย‬ ‪#‎ประสบการณ์และข้อคิดดีดี‬ ‪#‎ยอดเยี่ยม‬ ‪#‎คุณคู่ควรกับทุกความสำเร็จ‬ ‪#‎ข้อคิดจากดรบิ๊ก‬ ‪#‎ผ่านทุกความท้าทายด้วยการลงมือทำ‬

‪#‎JustaPhD‬ ‪#‎ก็แค่ปริญญาเอก‬

First Drafts

“สำหรับการเขียนดราฟท์แรกๆ 70 เปอร์เซ็นต์ คือ ขยะ และ 30 เปอร์เซ็นต์ คือ ทอง
แต่เราต้องลงมือเขียนให้ได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์นั่นแหละ
เพื่อจะได้ทอง 30 เปอร์เซ็นต์ และนำส่วนที่เหลือทิ้งขยะไป” (หรือไม่ก็ชั่งกิโลขาย) -“-

draf

Credit words & photo: http://writers-write-creative-blog.posthaven.com/…/Writing%…

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬

คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องดอกเตอร์กับดอกเตอร์ ::: ดร.แมรี่

mary0แขกรับเชิญพิเศษวันนี้ คือ ดร.แมรี่ สุมนา ลาภาโรจน์กิจ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ และอาจารย์สาวสวย ขวัญใจนักศึกษา ภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ดร.แมรี่ จบการศึกษาปริญญาโท 2 ใบ (MA และ MSc) จาก University of Warwick และ University of Strathclyde และจบการศึกษาปริญญาเอกด้าน Marketing & Strategy จาก Cardiff University, UK

วันนี้เธอจะมาแบ่งปันประสบการณ์การเรียนเพื่อเป็นแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับพวกเราที่นี่ค่ะ

สิ่งที่ประทับใจเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย และการใช้ชีวิตในต่างประเทศ?

สิ่งที่ประทับใจในมหาวิทยาลัยที่อังกฤษคือเรื่อง ความมีระเบียบวินัย และความตรงต่อเวลาในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการส่งงาน การลงทะเบียน ระบบการเรียนการสอนที่เป็นอิสระ และเน้นการเรียนรู้ด้วยตัวเองมากๆ ค่ะ

แล้วก็ชอบธรรมชาติ อากาศดี มีต้นไม้ ดอกไม้เยอะ มีทางเท้ากว้างๆ ก็ทำให้ได้เดินเยอะ ในแต่ละวัน เดินไปกลับจากที่พักถึงคณะฯ วันละหลายกิโล ได้ออกกำลังกายไปในตัวค่ะ

ส่วนเรื่องการใช้ชีวิต ต้องบอกก่อนว่าการใช้ชีวิตในต่างประเทศ จริงๆแล้วไม่ได้สวยหรูเหมือนเวลาดูละครหรือเวลาไปเที่ยว ขึ้นชื่อว่าการใช้ชีวิตก็จะมีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นมากมาย นอกจากการเรียนก็ต้องทำสิ่งอื่นๆด้วยตัวเอง เช่น ติดต่อหาที่พัก น้ำ ไฟ โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต การทำงานบ้านต่างๆ ซึ่งเราก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาค่ะ เพราะต้องอ่านหนังสือและเขียนวิทยานิพนธ์ด้วย บางทีเรื่องพวกนี้ก็จุกจิกอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ข้อดีคือเป็นการฝึกตัวเราให้เป็นคนรอบคอบ และได้เรียนรู้ชีวิตในหลายแง่มุมค่ะ

แต่ด้านที่สนุกก็มีเยอะค่ะ อย่างเช่น เวลาเครียดๆบางทีก็ลุกขึ้นมาทำอาหาร ร้องเพลง เปิดยูทูป จัดมินิคอนเสิร์ตเล่นกันเองกับเพื่อนๆ

หรือ เคยมีแบบว่า คิดงานไม่ออก ต่อมเครียดก็ไปกระตุ้นต่อมอยาก อยู่ๆ ก็อยากกินโมจินมสดของเมืองไทยยามดึกมาก ก็เลยปิดหนังสือไม่อ่านละ เพราะนั่งต่อก็เขียนไม่ได้อยู่ดี ออกมาเปิดหาสูตร แล้วก็มานั่งทุบๆ ปั้นๆ แป้งโมจิตอนเที่ยงคืน ทำคนเดียว แล้วก็เป็นการทำครั้งแรกด้วย ก็ไม่เคยคิดว่าจะได้มาปั้นโมจิยามวิกาล กว่าจะเสร็จก็ตี 3 ไม่ได้งานแต่ได้โมจิไปให้เพื่อนป.เอก ชิมแทน 555 แต่ก็หายเครียด คืนนั้นหลับสบายเลย เพราะเหนื่อยกับการนวดปั้นแป้งและล้างอุปกรณ์mary1

ที่เล่ามา จริงๆ อยากบอกว่า ผู้เรียนต้องรู้จักแบ่งเวลา อย่าเครียดจนมองไม่เห็นโลกภายนอก ความสุขรอบตัว ต้องรู้จักใช้ชีวิตให้มีความสุขด้วยในทุกๆวัน

อีกหนึ่งข้อดีของการไปเรียนต่างประเทศ คือ เราจะมีเพื่อนจากหลากหลายเชื้อชาติ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมจากหลายประเทศ โดยเฉพาะเพื่อนกลุ่มที่เรียนป.เอกด้วยกัน จะรักและเข้าใจกันมาก เพราะหัวอกเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน ไม่ต้องพูดก็เข้าใจ ความเข้าใจและกำลังใจที่มีให้กันก็ก่อตัวเป็นมิตรภาพดีๆ ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ค่ะ

และที่สำคัญก็จะมีมิตรภาพดีๆจากพี่น้องผองเพื่อนคนไทยที่ไปอยู่ต่างแดนด้วยกัน ซึ่งเราก็จะร่วมทุกข์ร่วมสุข ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเสมอค่ะ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ประทับใจมาก กลับมาเมืองไทย ถึงจะแยกย้ายไปคนละที่ นานๆเจอกันที แต่มิตรภาพก็ไม่ได้จางลงเลยค่ะ

ความท้าทายระหว่างเรียน และเอาชนะทุกสิ่งมาได้อย่างไร?

ความท้าทายก็มีบ้างเป็นระยะค่ะ มีตั้งแต่เรื่องจุกจิกทั่วไป จนถึงเรื่องใหญ่ อย่างเช่น ตอนจะสอบ VIVA ปรากฏว่า External Examiner ประสบอุบัติเหตุค่ะ ต้องหาคนสอบใหม่กะทันหัน และต้องรอ อะไรแบบนี้ค่ะ

mary4ทุกครั้งที่เกิดปัญหาสิ่งแรกเลยคือเราต้องตั้งสติค่ะ ค่อยๆคิดว่าจะแก้ไขยังไง โดยส่วนตัวจะเชื่อเสมอว่าทุกปัญหามีทางแก้ไข สติมา ปัญญาเกิดค่ะ คำสอนนี่เป็นคติประจำใจที่ยังใช้จนทุกวันนี้ แม้แต่ในการทำงานค่ะ

อยากฝากอะไรถึงคนที่กำลังเรียนอยู่บ้างคะ?

ถ้าเปรียบชีวิตการเรียนป.เอก ก็เหมือนกับการนั่งรถไฟเหาะ “Life is a rollercoaster” เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเจออะไรบ้าง ขึ้นบ้าง ดิ่งบ้าง วูบบ้าง ปนๆ กันไป เป็นรสชาติชีวิต

อย่างเช่น วันไหนที่อาจารย์ที่ปรึกษาชม วันนั้นจะอารมณ์ดี ชีวิตดีขึ้นสูงเลย แต่อีกวัน อาจารย์บอกว่ามาผิดทาง ไปทำมาใหม่ แค่นั้นจากที่สูงก็ดิ่งวูบได้ทันทีค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดในยามที่คุณรู้สึกว่าชีวิตอยู่ในขาลง เศร้า เครียด คิดไม่ออก ต้องไม่ท้อค่ะ ความมุ่งมั่นจะนำไปสู่ความสำเร็จ

คติที่ใช้ประจำคือ “Where there is a will, there always be the way” (ปรับแต่งจากเค้าโครงเดิมนิดหน่อยค่ะ) แต่นี่คือเรื่องจริงค่ะ เป็นคติอมตะ เพราะความพยายามจะเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ และอย่างที่บอกตอนต้น หากเจอปัญหาต่างๆนานา ขอให้ตั้งสติเป็นสิ่งแรก ค่อยๆคิดหาวิธีแก้ปัญหา เอา วิชาปรัชญาและกระบวนการวิจัย การคิดอย่างเป็นระบบ มาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตด้วยจะช่วยได้มากค่ะ

สิ่งที่ได้จากการเรียนนำมาใช้อย่างไรในชีวิตปัจจุบันคะ?

ทุกวันนี้ก็มีโอกาสได้ใช้สิ่งที่เรียนมาอย่างต่อเนื่องค่ะ ได้นำความรู้ด้านวิจัยมาทำงานวิจัยช่วยชุมชนค่ะ ได้มาเป็นอาจารย์ มีโอกาสถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้นิสิตนักศึกษาอยู่เสมอค่ะ ทั้งในด้านวิชาการ คุณธรรมและจริยธรรมค่ะ ซึ่งนิสิตนักศึกษาเหล่านี้ก็จะเป็นอนาคตและกำลังสำคัญของประเทศชาติบ้านเมืองต่อไป ก็รู้สึกดีใจและภูมิใจที่มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสรรค์สร้างสังคมและประเทศชาติค่ะ

ขอให้ช่วยนิยามคำว่า “ก็แค่ปริญญาเอก”

ปริญญาเอก เป็นเพียงก้าวแรกของการเป็น Professional Researcher ปริญญาเอกไม่ใช่ the end of journey แต่เป็นการเริ่มต้นของ journey ใหม่ในฐานะนักวิชาการและนักวิจัย

วันที่เรียนจบคือวันที่ Supervisor และ Examiners มองเห็นความพร้อมของเราในฐานะนักวิจัยที่เข้าใจในปรัชญาวิจัย สามารถนำองค์ความรู้และกระบวนการวิจัยมาใช้ได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น การเรียนจบก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้ทุกอย่าง หากแต่เรามีองค์ความรู้ที่เพิ่มขึ้น และมีความเข้าใจในกระบวนการวิจัยที่ลึกซึ้งขึ้นค่ะmary8

ที่สำคัญที่สุดคือตัวเรายังคงต้องเรียนรู้ ขวนขวายหาความรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะโลกกว้างใหญ่และยังมีอะไรๆให้เราค้นหาและเรียนรู้อีกเยอะค่ะ

‪#‎ขอบคุณมากมาย‬ ‪#‎ประสบการณ์ดีดี‬ ‪#‎รูปสวยสวย‬ ‪#‎แรงบันดาลใจที่แบ่งปัน‬ ‪#‎ยอดเยี่ยมมากค่ะ‬ ‪#‎อ่านจบแล้วยิ้มกว้าง‬ ‪#‎ขอให้ดรแมรี่ประสบความสำเร็จในงานที่รักตลอดไปค่ะ‬

‪#‎ข้อคิดจากดรแมรี่‬ ‪#‎สติมาปัญญาเกิด‬ ‪#‎มิตรภาพดีดี‬ ‪#‎มองโลกในแง่ดี‬ ‪#‎มีความสุขในทุกวัน‬

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬

กำลังใจในวันฝนพรำ

“ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว ยังนอนดึกอยู่ใช่ไหม เธอผอมไปหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง”

ทุกครั้งที่ฝนตก ผู้เขียนนึกถึงเพลงนี้ และนึกถึงบรรยากาศตอนเรียนปริญญาเอกที่อังกฤษ เมื่อไหร่ที่ได้ยินเพลงนี้ คิดถึงบ้านจับใจ…ตอนเรียนอยู่ที่โน่น การคิดถึงบ้าน หมายถึง การได้ซาบซึ้งกับความรักของพ่อกับแม่ ขอบพระคุณเขาทั้งสองที่รอคอยเราอย่างอดทนเสมอ ให้กำลังใจเราผ่านทางสายโทรศัพท์ รอคอยวันที่เราจะกลับบ้าน และรอที่จะยินดีกับความสำเร็จของเรา ทุกครั้งที่คิดถึงความรักของเขาที่มีให้ เรารู้สึกโชคดี เรารู้สึกไม่ท้อ และมีแรงเดินหน้าต่อจนถึงเส้นชัย

สำหรับการเรียนปริญญาเอก ความรักและกำลังใจจากพ่อกับแม่สำคัญมาก และสามารถเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะทำให้เราเดินทางถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

วันนี้ ไม่ว่าเราจะทำอะไรอยู่ที่ไหน…ไม่ว่าเราจะตกอยู่ในสถานการณ์ใด… ไม่ว่าเราจะทุกข์ ท้อแท้ สิ้นหวัง หาทางออกไม่เจอ… จำไว้เสมอว่า มีคนสองคนที่รักและเป็นห่วงเราเสมอ

มีคนสองคนที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการเรียนปริญญาเอกคืออะไร และจะเรียนให้จบได้อย่างไร …

บางครั้งที่คุยกัน เขาจึงอาจเผลอพูดไม่ถูกใจเราบ้าง คำพูดบางคำของเขาอาจไม่เข้าหูเราบ้าง

กินข้าวหรือยัง ?

เมื่อไรจะเรียนจบ?

น้ำเสียงไม่ค่อยดีเลย สอบตกเหรอ?

หมู่นี้เป็นอะไร ไม่พูดไม่จาเลย ?

ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดเหล่านั้น คือ…

พ่อกับแม่รักและห่วงลูกมากนะ

หนูเหนื่อยเกินไปหรือเปล่าลูก

พ่อกับแม่จะช่วยอะไรหนูได้บ้าง

ถ้าพ่อกับแม่รู้วิธี พ่อกับแม่จะยอมเจ็บ ยอมเหนื่อย ยอมผิดหวัง แทนลูกเอง ในสายตาพ่อกับแม่หนูเก่งที่สุดนะลูก…

ตั้งแต่หนูยังเล็กพ่อกับแม่เฝ้าลุ้นยินดีในทุกๆพัฒนาการของชีวิตลูก

ครั้งนี้มันหนักมากเหรอลูก มันยากมากเลยเหรอลูก

ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องนะลูกนะ

ไม่ว่าหนูจะเรียนจบหรือไม่จบ พ่อกับแม่ก็รักลูกเสมอนะ…

เชื่อเถอะว่า การเดินทางถึงปลายอุโมงค์ครั้งนี้ จะมีความหมายอย่างที่สุด ถ้ามีใบหน้าของคนที่รักเราอย่างเต็มหัวใจ รอคอยที่จะแสดงความยินดีที่ปลายอุโมงค์ การมีเขาจะทำให้การเดินทางถึงเส้นชัยของเรามีความหมายและมีคุณค่าอย่างที่สุด…

อย่าลืมโทรกลับบ้าน อย่าลืมกลับไปกอด บอกรัก และขอบคุณพ่อกับแม่

เติมพลังให้เขาสองคนที่อายุมากแล้ว เหนื่อยกว่า ทุกข์กว่า ไม่สบายใจกว่าเพราะความห่วงใยที่มีให้เรามากมายเหลือเกิน

เพราะพ่อกับแม่คือครูคนแรกของลูก…

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD

Credit photo: http://finance.yahoo.com/news/10-ways-significantly-cut-retirement-142557375.html