ดร.พิมพ์ สุพิมพ์มาศ เธียรหิรัญ:::ปริญญาเอกสาขา Industrial Engineering and Economics, Tokyo Institute of Technology::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

ช่วยแนะนำตัวนิดนึงค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อพิมพ์ สุพิมพ์มาศ เธียรหิรัญ เรียนจบปริญญาเอกจาก Tokyo Institute of Technology สาขา Industrial Engineering and Economics ค่ะ พิมพ์ไปเรียนหลักสูตร International program ของทางมหาลัย ตอนนี้ทำงานด้าน planning and improvement อยู่ที่บริษัท Johnson & Johnson ประเทศไทยค่ะ

14095816_1255405444480476_6461359266906881254_n

วันที่เรียนจบ รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

จริงๆ วันที่เรียนจบกลับต่างกับตอนที่เราคิดไว้เยอะเลยค่ะ เพราะตอนที่ใกล้จะจบนี่ท้อมากๆ จากที่เคยคิดไว้ว่าจะตื่นเต้นและเป็นวันที่รอคอยมาทั้งชีวิต วันนั้นกลับทำให้เราแอบปลงนิดๆ และรู้สึกแค่ว่า เออเราก็ทำได้แล้วเนอะ มันก็เป็นก้าวนึงในชีวิต แล้วสุดท้ายมันก็จะผ่านไป

20953790_1625760244111659_6953272801329792930_n.jpg

ขอย้อนถามว่า ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก?

ตอนนั้นรู้สึกอยากทำวิจัยต่อค่ะ มีความรู้สึกว่ามีอะไรที่เรายังอยากทำเพิ่มเติม และเราก็สนใจการเข้าถึงผู้บริโภคและออกแบบสิ่งของตามวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของคนในประเทศต่างๆ พอหลังจากจบปริญญาโทที่ AIT อาจารย์ที่ปรึกษาก็พาไปเข้า conference แล้วก็สนับสนุนเรื่องเรียนต่อ เราก็เลยลองส่งใบสมัครดู แต่เลือกในแถบเอเชีย เพราะที่บ้านไม่อยากให้ไปเรียนไกลมากค่ะ พอได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ก็เลยตัดสินใจตอบรับเลย เมื่อมีโอกาส เราก็ควรคว้าไว้ 15337544_1362182123802807_7343947000140075322_n.jpgระหว่างเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างไรบ้างคะ เล่าให้เราฟังหน่อย

ระหว่างเรียนก็เจออุปสรรคเยอะค่ะ ส่งเปเปอร์ไปตีพิมพ์ก็โดนรีเจกบ้าง ได้แต่นึกถึงคำพูดอาจารย์ว่า เราจะต้องเจอคนอ่านที่เค้าเข้าใจงานเราและอยากได้งานเรา งานเราจึงควรจะตีพิมพ์ที่นั่นซึ่งตอนหลังก็ได้ตีพิมพ์ค่ะ ไม่ใช่ว่าทำอะไรแล้วจะสำเร็จครั้งแรก แต่เราต้องพยายาม แล้วก็ปรับปรุงตัวเอง แก้เนื้อหาตามที่รีวิวเวอร์คอมเม้นต์มาให้ค่ะ จริงๆ พิมพ์เป็นคนไม่ค่อยถนัดการใช้พวกโปรแกรมเลยค่ะ มาที่นี่ต้องเรียนรู้เอง ใช้โปรแกรมใหม่ๆ คิดแต่ว่าไม่ได้ก็ต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่น ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ค่ะ แต่ดีกว่าเราไม่ลงมือทำ อย่างน้อยมันก็ก้าวไปข้างหน้า

14595827_1316447468376273_3296897603646441977_n.jpg

ตอนใกล้จะจบ ก็ลุยทั้งเขียนเล่ม ส่งงาน conference ไปด้วย แถมแก้เปเปอร์ที่ส่งไปตีพิมพ์อีก ช่วงนั้นวุ่นวายมากเลยค่ะ แถมนอนไม่หลับเพราะกังวล จริงๆเรื่องนอนไม่หลับนี่เป็นปัญหาของคนเรียนเอกทุกคนเลยก็ว่าได้ค่ะ มีมากน้อยต่างกัน

พิมพ์ใช้วิธีออกกำลังกาย จากที่ไม่เคยเริ่มวิ่งก็ไปวิ่งค่ะ วิ่งมันทุกเย็น ถ้ายังนอนไม่หลับก็เปิดคอมทำงานไปล่ะค่ะ ไม่ก็ดูหนังที่เราอยากดูเพื่อให้ใจได้ผ่อนคลายบ้าง พิมพ์โชคดีที่อยู่ที่นี่เพราะเพื่อนๆ คนไทยเยอะ ก็ได้พูดคุยและเปลี่ยนกัน ช่วยๆ กันปลอบใจในช่วงที่เจอมรสุมชีวิตค่ะ

15181676_1348538605167159_7314073380188579445_n.jpg

ประสบการณ์ในประเทศญี่ปุ่น มีอะไรสนุกๆ เล่าให้ฟังบ้างคะ

โดยส่วนตัวเราว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เหมาะกับการไปเที่ยว แต่การอยู่นาน อาจะทำให้จิตตกได้ในหลายครั้งเลยค่ะ เพราะสังคมที่นี่ค่อนข้างเครียด

เรื่องที่ประทับใจมากๆ คือ เราก็ต้องไปแจกแบบสอบถามคนญี่ปุ่นราวๆ 400คน เลยค่ะ เราก็พูดญี่ปุ่นได้ไม่คล่องมาก แล้วก็หอบเอาขนมจากไทยไปแจกเองเลย เวลาไปแจก เค้าก็จะถามว่าทำทีสิสหรอ เป็นงานวิจัยใช่มั้ย หลายๆ คนเค้าทำให้แล้วก็บอกว่า “พยายามเข้านะ” โห น้ำตาคลอเลย เพราะตอนแรกกลัวว่าจะไม่มีใครทำให้เรา แต่พอได้ลองทำ มันก็คุ้มค่าค่ะ เหมือนเป็นการเติมพลังค่ะ

ในประเทศญี่ปุ่น ด้วยความเป็นระเบียบของเค้า ชีวิตเราก็ง่ายเลยค่ะ การมาอยู่ที่นี่ ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ได้ใช้ชีวิตเองลำพัง มันสบายดีนะคะ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้ต้องอยู่ในกรอบอะไรมาก เราชอบที่อาจารย์จะไม่บอกว่า ผิดหรือถูก แต่จะถามว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น และแนะนำเพิ่มเติม มันเปิดโลกให้เราได้แสดงออกอย่างเต็มที่ และที่ชอบมากๆ คงจะเป็นตู้กดน้ำที่มีอยู่ทุกที่เลย และรถไฟที่เดินทางง่ายมาก

16195852_1413615108659508_5996656909708684069_n.jpg
ระหว่างเรียนเจออุปสรรคอะไรบ้างไหมคะ

ตอนนั้นที่เจอปัญหาหนักสุดคือ กลัวเรียนจบไม่ทันสามปีตามที่ทุนให้ไว้ค่ะ เพราะอาจารย์ไม่ค่อยถนัดด้านที่เราทำเท่าไหร่ และเราก็ต้องทำเองทุกอย่างเลย ตอนนั้นรู้สึกผิดหวังที่อาจารย์บอกว่าอาจจะต้องอยู่ต่อนะ เพราะเข้าใจเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยผิดกันค่ะ และกรรมการสอบก็ไม่พอใจกับงานเราเท่าไหร่ ช่วงนั้นร้องไห้ไปหลายรอบมาก และก็รู้สึกท้อ อยากกลับบ้าน ไม่อยากไปสอบแล้ว จนคุณแม่ก็พูดให้กำลังใจว่า อยู่มาได้ตั้งนาน อีกนิดเดียวจะเป็นอะไรไป ถ้าสู้แล้วไม่ไหวจริงๆ ก็กลับมา มีอะไรให้ทำที่บ้านเยอะแยะ ปริญญาใบนี้เป็นแค่บททดสอบหนึ่งในชีวิตแค่นั้นเอง

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะพูดกับตัวเองว่าอย่างไร

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราก็จะพูดกับตัวเองว่า อย่ากดดันตัวเองมาก อดทนและพยายามอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จจะมาถึงแน่ๆ ชีวิตมันไม่ได้สวยงามและคาดเดาได้ทุกอย่างหรอก แต่เราจะได้สิ่งที่ดีที่สุด ณ ตอนนั้นๆ เสมอ

21687898_1652277398126610_6040993105028633000_n.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร?

ช่วงที่แย่ๆ เราได้ฟังหนังสือเสียงเกี่ยวกับ self improvement จาก Youtube ช่องหนึ่งของ JR audio ค่ะ แล้วเค้าพูดถึงหนังสือ the magic เราเลยลองไปสั่ง amazon ออนไลน์ ให้มาส่งที่บ้านได้เลย โดยรวมหนังสือเล่มนี้จะสอนให้เรามองเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นเรื่องที่ดี แม้ว่าสิ่งไม่ดีจะเกิดขึ้น เค้าจะให้เราขอบคุณเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน และเขียนข้อดีที่มันเกิดขึ้นมา

นอกจากนี้ เค้าให้เราเขียนสิ่งที่เราอยากได้ ให้เราสร้างความเชื่อให้ตัวเอง และก็ต้องเขียนขอบคุณกับ10 อย่างในทุกๆวันโดยไม่ซ้ำกันค่ะ พอเริ่มทำไป เราก็รู้สึกว่าชีวิตเรายังมีค่า ในวันที่ไม่ดี มันก็ยังมีมีอะไรที่ดีในทุกๆวัน จุดนั้นทำเรามีพลังและเดินต่อไปได้อีกเลยค่ะ

ที่ขาดไม่ได้ก็คือครอบครัว แฟน เพื่อนๆทั้งที่ไทยและที่ญี่ปุ่นเลยค่ะ ได้รับกำลังใจจากหลายๆ คนมาจริงๆ ตอนนั้นเราถามแฟนว่า ถ้าเราเรียนไม่จบสามปี จะทำให้เราดูแย่มั้ยนะ เค้าก็บอกว่า ไม่เห็นจะแย่เลย เพราะมีหลายคนที่ไม่มีโอกาสไปเรียน เราไปอยู่ตรงนั้นแล้ว ต้องพยายามให้มาก ให้สมกับที่เราได้รับโอกาสนี้ จุดนั้นทำให้เราฮึดสู้เลยค่ะ

21616036_1652273824793634_2400261357406085175_n.jpg

คิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

ความอดทน การยอมรับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ และการจัดลำดับความคิดของตัวเอง การเรียนปริญญาเอก มันเหมือนเราเดินไปหาแสงที่ปลายอุโมงค์เป็นเวลานานๆ ซึ่งมันเป็นธรรมดาที่เราจะต้องเจออุปสรรคในชีวิต เราทุกคนต่างมีวันที่ดีและไม่ดี ที่สำคัญ มันเป็นแค่บทเรียนหนึ่ง ต้องบอกตัวเองอยู่เสมอว่า เราทำดีที่สุดแล้วในเกมส์ที่เราลงเล่น ถ้ามันเกินสิ่งที่เราจะไปควบคุมได้ เราก็ทำได้แค่เฝ้าดูผลและยอมรับมัน

การปล่อยวาง และพยายามไม่กังวลถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และเลิกตำหนิตัวเองเกี่ยวกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ทำให้เราเรียนสำเร็จจนได้ค่ะ ขอแค่อย่าหมดศรัทธาในตัวเอง แม้ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ตาม

21615969_1652276018126748_4015409793911112887_n.jpg

อยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง  

เรารู้ว่ามันเหนื่อยและท้อมากๆ ในบางเวลา แต่ขอให้เชื่อมั่น ขอให้อดทน เหมือนที่เค้าชอบพูดกันว่า เมื่อถึงเวลา ดอกไม้จะบานเพราะทุกอย่างมีเวลาของมันเสมอ และเราจะได้รับมันเมื่อมันถึงเวลา และถึงแม้ว่าเราจะตัดสินใจพลาดไปบ้าง ให้อภัยตัวเองนะคะ เราทำดีที่สุดแล้วในตอนนั้น

ข้อคิดที่เราท่องไว้กับตัวเองเสมอคือ everything happens for a reason: ทุกอย่างมีเหตุผลที่มันเกิดขึ้นเสมอค่ะ เพราะถ้าเราเชื่อแบบนี้ เราจะคิดว่าถึงมันเป็นเรื่องที่ไม่ดี มันก็ควรเกิดขึ้น เพราะเราต้องได้เรียนรู้อะไรจากมันในอนาคตแน่นอนค่ะ

21686120_1652276118126738_7096624125067645225_n.jpgเพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์จากดร.พิมพ์ ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ดียิ่งให้ใครอีกหลายคนที่สนใจหรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนี้

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกันค่ะ

รศ.ดร ศากุน บุญอิต :: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

ความหมายของปริญญาเอก คือ “การรักในการค้นหาความรู้”

049_2_sakul-570x570.jpg

…คอลัมน์แขกรับเชิญวันนี้ เราพาไปพูดคุยกับ รศ.ดร ศากุน บุญอิต อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาปริญญาเอก

รศ.ดร.ศากุน สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจาก สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย สาขา Operations and Technology Management และปริญญาโทด้าน Operations Management ที่ Southern Methodist University สหรัฐอเมริกา เจ้าของเพจ ‘Fast Forward Statistics’ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสถิติเพื่อการวิเคราะห์

– ตอนที่อาจารย์เรียนปริญญาเอก พบเจออุปสรรคอะไรบ้างคะ

…จำไม่ค่อยได้ว่าเจอปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง แต่หลักๆ คงเป็นเรื่องการจัดการเวลา และสร้างความมุ่งมั่นในการสำเร็จ PhD เนื่องจากพออยู่ในเมืองไทย จะมีสิ่งเร้าต่างๆ ที่ทำให้เราไม่ Focus ส่วนปัญหาด้านอื่นๆ ไม่ค่อยเจออะไรมาก

แต่จะบอกว่าไม่มีปัญหาก็ไม่ใช่ แต่รู้สึกบวกกับปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ เพราะมองว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ เจอปัญหาก็แก้ แล้วเรียนรู้ว่า เกิดจากอะไร จะกระทบอะไรในกระบวนการทำวิจัย

อีกสิ่งหนึ่งที่ยากตอนนั้น คือ การบริหารเวลาให้ดีในการเข้าพบ Advisor เวลาเข้าพบต้องเร็ว ตรงประเด็น จับใจความ ไม่ถามว่าอันนี้ทำยังไง แต่ต้องหาข้อมูลไปก่อน เพียงขอข้อแนะนำว่า มีทางเลือก 1,2,3 แล้วอันไหนเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสุด

เพราะ Advisor ทำงานบริหารด้วยจึงยุ่งมาก ส่วนในด้านการเรียนก็ไปเรื่อยๆ ใช้เวลาทั้งหมด 4 ปีกว่า ไม่มองว่า จบเร็วคือเก่งกว่า อันนั้นไม่ใช่แนวคิด PhD

28741242_2044721882211161_1116324269_n.jpg

– ในตอนนั้น ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะบอกตัวเองว่าอย่างไร

ถ้าย้อนเวลากลับไปบอกกับตัวเองว่า น่าจะมีโอกาสไปสร้าง Network กับต่างประเทศมากขึ้น จริงๆ ก็มีพอควรแต่ขาดบางส่วน บางประเทศไป ที่จะมาช่วยเราในการทำวิจัยในปัจจุบันได้มากขึ้น

– อาจารย์มองว่า ปริญญาเอกคืออะไร

ผมตอบในฐานะอาจารย์ ปริญญาเอก คือ Training มากกว่าการเรียน ผมไม่อยากให้เราใช้คำว่า เรียนปริญญาเอก ปริญญาเอกคือการ Train ให้เราพร้อมออกไปทำวิจัย (ที่ดี) และจบกระบวนการให้ได้ การทำวิจัยไม่ใช่จบแค่ Thesis แต่ต้องจบที่การตีพิมพ์งานวิจัยในวารสารวิชาการ (ที่มีคุณภาพ)

ดังนั้น ถ้าจบ PhD เราต้องทำกระบวนการทั้งหมดนี้ได้ ดังนั้น ไม่ใช่การเรียน เพราะการเรียนเป็นการเน้นไปรับความรู้ แต่ PhD เป็นการฝึกเราให้ออกไปทำวิจัยเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ได้

PhD ย่อมาจาก Doctor of Philosophy รากศัพท์ของคำว่า Doctor มาจาก Doctrine แปลว่า ความรู้ และคำว่า Philosophy รากศัพท์แปลว่า รักในการแสวงหาความรู้ รวมๆ กันแล้ว ความหมายของปริญญาเอก จึงหมายถึง “การรักในการค้นหาความรู้”

ตั้งต้นที่จุดนี้ การทำ PhD จะชัดเจนมากขึ้นว่า ควรต้องรู้อะไร หรือทำอะไรบ้าง ดังนั้น ตอบสั้นๆ คือ PhD เหมาะกับคนที่จะไปสอนต่อ โดยเฉพาะการสอนในมหาวิทยาลัย หรืออาจเหมาะกับ คนที่ต้องการค้นหาความรู้ใหม่ในการแก้ปัญหา

28906601_2044721878877828_463578457_n.jpg

– มีคำแนะนำสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกอย่างไรบ้างคะ

ผมอยากบอกหรือแนะนำคนที่กำลังทำ PhD ตอนนี้ว่า ต้องรักในการค้นหาความรู้ใหม่และต้องสนุกกับมัน ไม่เช่นงั้น เราจะรู้สึกว่า ทรมาณมากในสิ่งที่ทำอยู่ ต้องรู้ว่า เป้าหมายของ PhD คืออะไร

จริงๆ แล้วเป้าหมายของการทำ PhD คือ การผึกหัดการทำวิจัยเพื่อค้นหาความรู้แล้วนำไปสอนได้ ต้องรู้ว่า เราจะต้องผึกหัดจนทำให้เป็นในเรื่องอะไรบ้าง สิ่งที่ต้องฝึกหัดมากๆ ทำบ่อยๆ จนชำนาญ ได้แก่ ทักษะด้านการ ฟัง พูด อ่าน เขียน และคิดวิเคราะห์ ต้องทำสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา ขาดด้านหนึ่งด้านใดไม่ได้

สิ่งที่อยากแนะนำสำหรับคนที่ทำ PhD ตอนนี้มากๆ คือ

…ฝึกหัดตัวเองให้ชำนาญในเครื่องมือ เทคนิคหรือวิธีวิจัยที่ใช้ในสาขาของตนเองให้เร็วที่สุด (ใน 2 ปีแรกต้องเชี่ยวชาญ) เมื่อเราเชี่ยวชาญชำนาญในสิ่งเหล่านี้แล้ว จะเพิ่มศักยภาพให้กับการค้นหาหัวข้อวิจัยและจะสามารถทำวิจัยในโจทย์ที่ซับซ้อนได้ นำไปสู่ Research contribution ที่มากขึ้น

ในปัจจุบัน (ในสาขาที่ผมทำวิจัย) ผมกำลังเน้นมากในเรื่องของสถิติวิเคราะห์เพื่อการวิจัย การมีข้อจำกัดในเรื่องนี้ จะทำให้เรามีจุดอ่อนในการอ่าน paper หรือการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนมากๆ ดังนั้น ขอให้หาโอกาสเติมเต็มในสิ่งเหล่านี้ให้มากๆ

…อีกประเด็นคือ เรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล (โดยเฉพาะเรื่องสถิติ) ที่มีข้อผิดพลาดเยอะมาก ตั้งแต่การออกแบบจนการวิเคราะห์ ทำให้งานวิจัยที่ออกมาไม่มีคุณภาพ ผมต้องของคุณเพจ ‘ก็แค่ปริญญาเอก’ ที่ช่วย share เพจใน Facebook ที่ผมสร้างขึ้น ชื่อ ‘Fast Forward Statistics’ ซึ่งเป็นเพจที่ให้ความรู้สำหรับสถิติเพื่อการวิเคราะห์

…และสุดท้าย ด้านการเขียนต้องฝึกมากๆ เขียนทุกวันและตั้งเป้าตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการที่มีคุณภาพให้ได้ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเราไม่ได้คิดว่างานวิจัยของเราดีกับแค่คนกลุ่มเดียว เมื่อสำเร็จการศึกษาปริญญาเอก โชคดีครับ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์และแรงบันดาลใจที่ดีจาก รศ.ดร ศากุน บุญอิต มากค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์กันค่ะ