ดร. ฐิตาพร เขียนวงษ์ PhD in Nursing, School of Nursing and Midwifery, Faculty of Health and Medicine, The University of Newcastle, Australia ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ดร. ฐิตาพร เขียนวงษ์  หรือ อาจารย์ฐิตา จบการศึกษาพยาบาลศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ เดิมเป็นสถาบันสมทบในมหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบัน เป็นมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชค่ะ จบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และศึกษาต่อการพยาบาลเฉพาะทางอีกหลายสาขา และได้ตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ School of Nursing and Midwifery, Faculty of Health and Medicine, The University of Newcastle ประเทศออสเตรเลีย

19030443_1343021625747735_1954759870555656777_nปัจจุบันเป็นอาจารย์ ที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และช่วยดูแลงานด้านกิจการนักศึกษา และวิเทศสัมพันธ์ ของคณะฯ ค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ เพจก็แค่ปริญญาเอก ที่ให้เกียรติในการสัมภาษณ์ในครั้งนี้นะคะ ตอนที่เรียนอยู่ได้ติดตามเพจนี้มาตลอด ได้แรงฮึด และช่วยให้สามารถยอมรับสิ่งที่เป็นไปได้มาก เลยอยากจะแบ่งปันประสบการณ์การเรียนกับทางเพจค่ะ

ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของคุณเป็นอย่างไร

เวลา 3 ปี 6 เดือน อาจจะฟังดูไม่นานนัก แต่ก็เป็นประสบการณ์ ที่มาพร้อมกับคราบน้ำตา สิ่งที่ต้องเจอคือ ความเครียด ความเบื่อ ความเซ็ง ความกดดัน ความซึมเศร้า ความไม่รู้ อีกทั้งความคิดที่ว่า “แล้วตรูมาทำอะไรที่นี่” ก็ตามนั้นเลยหล่ะค่ะ ที่เรียกว่า ชีวิตนักเรียน ป. เอก และท้ายที่สุด “Just a PhD ก็แค่ปริญญาเอก” มันเป็นแบบนี้จริงๆ ค่ะ หากว่าตั้งใจจริง ต้องก้าวผ่านได้แน่นอนค่ะ

13567329_1027015700681664_110917478187789205_n.jpg

สำหรับเรา เริ่มต้นจากการเข้าเรียนภาษาเพื่อปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษก่อน เนื่องจากตอนนั้นได้ IELTS Score ไม่ถึง 6.5 ซึ่งถือว่า เป็นบทเรียนแรกที่ต้องผ่านให้ได้ แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด อย่าง Writing นี่หินสุดๆ ผ่านมาแบบ 70 % แต่พอมาเขียน thesis เพิ่งรู้ว่าทักษะ Writing ของเรานี้ขั้นแย่เลย นึกโกรธตัวเองที่ไม่ตั้งใจเรียนภาษาตั้งแต่เด็กๆ

เมื่อเริ่มเรียน ก็ต้องบอกว่า ขอตายแพร้บ supervisors บอกให้ทำ Literature review และเขียนเค้าโครงวิจัย ปรากฏว่าเรานั่งอ่านบทความต่างๆ จนถึงขั้นเพ้อเป็นเนื้อหาในบทความ เช่น methodology เลยทีเดียว กว่าจะผ่าน ใช้เวลา 9 เดือนค่ะ และกว่าจะได้สอบ Confirmation ใช้เวลา 1 ปี 3 เดือน

แต่จากความพยายามตรงนั้น ก็ประสบความสำเร็จเกินคาดหวัง ได้รับรางวัล Best PhD Confirmation 2015 ของคณะฯ เป็นเด็ก International คนแรกที่ได้ ส่วนใหญ่เจ้าของภาษากวาดรางวัลนี้ไปครองทุกปี

17155324_1247928208590411_4678315833545943843_n.jpg

ระหว่างเรียนได้ฝึกฝนอะไรบ้าง

สิ่งสำคัญที่สุดคือการฝึกการเป็นตัวของเรา อยู่กับความคิดของเรานะ

แน่นอนว่า สิ่งที่ต้องเจอนี้ ไม่ง่ายเลย กว่าจะได้ส่งเล่ม thesis มันมีรายละเอียดของการเรียนรู้และประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน มีทั้งซึมเศร้า ร้องไห้ คิดอยู่ตลอดว่าเราจะจบไหม จะรอดไหม

บางวันเรามามหาวิทยาลัย นั่งจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ สลับกับมองไปที่หน้าต่าง สรุปวันนั้นทั้งวัน ไม่ได้อะไรเลย ได้ขึ้นต้น Paragraph แล้วก็เดินกลับหอพัก หมดเวลาไปวันๆ

12036547_904635932919642_2365876117095862763_n.jpg

เจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

เป็นปัญหาชีวิตส่วนตัว กับปัญหาการเรียนค่ะ

ช่วงปีสุดท้ายของการเรียนที่ทุนเราหมด ทุนให้มาแค่ 3 ปี แต่เราเรียนเกินมา 1 เทอม เราเลยต้องทำงานในร้านอาหารไทย ระหว่างเรียนมาตลอดเกือบ 4 ปี ทำทุกหน้าที่เพื่อให้พอใช้จ่าย มองในแง่ดี เราได้อาหารไทยอร่อยๆ คุณภาพดี ได้กำลังใจจากพี่ๆ คนไทยในร้านอาหารไทย ช่วยเราได้มากเลยค่ะ

และตอนนั้น เราได้ยื่นขอทุนจากมหาวิทยาลัยในเทอมสุดท้าย ซึ่งก็ยาวนานมาก กว่าจะอนุมัติ ตอนนั้น เหมือนเราไม่รู้ว่า อนาคตจะไปต่อได้ไหม หรือจะลาออก เก็บกระเป๋ากลับบ้าน ก้มหน้ากลับไปใช้หนี้ทุนแบบมือเปล่า หรือจะกู้ยืมเงินมาเรียนเพิ่มดี คิดวนไปวนมา เกือบเป็นบ้าค่ะช่วงนั้น

แต่สุดท้ายชีวิตมักมีทางออกของมันเอง เราใช้วิธีปล่อยวางใจ หันไปทำงาน Volunteer ให้กับวัดไทย ธรรมะช่วยเราไว้ได้มาก ทำให้จิตใจสงบขึ้นค่ะ

14100450_1067445526638681_5636006266445849278_n.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร

เราวางใจและสร้างกำลังใจให้ตัวเองว่า เราต้องผ่านมันได้แน่นอน มองเห็นแค่ภาพเดียวคือ เราอยู่ในชุดครุยนั้น

แต่สิ่งสำคัญคือ กำลังใจจากครอบครัว เพื่อนสนิท คนไทยที่นี่ และคนที่เรารักค่ะ ทุกอย่างคือแรงประคอง เหมือนลมใต้ปีก คอยเกื้อหนุนยามเราก้าวขาไม่ออก ทุกคนแทบจะออกเดินแทนเรา เวลาเราร้องไห้ เราไม่ได้ร้องคนเดียว เรามีเพื่อนร้องไห้ด้วย แต่ทุกอย่างจะผ่านไปได้ถ้าเราวางใจให้ถูกที่ค่ะ สู้ๆ กันนะคะ

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไร

ได้ใช้ความรู้และความสามารถในหลากหลายมิติ ทั้งในการสอน งานวิจัย และการเป็นผู้นำในด้านสุขภาพ และการคิดค้นรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ๆ จากการใช้ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อมาประยุกต์ใช้กับนักศึกษาของตนเองค่ะ

ตอนนี้ก็เริ่มโครงการเพื่อนักศึกษาใหม่ๆ เยอะเลย เช่น SPA CLINIC (Student peer assistant), Start up project for health and well being รวมทั้ง การร่วมพัฒนางานวิจัย ในโครงการบูรณาการในศาสตร์ผู้สูงอายุที่ตนเองถนัดค่ะ

ที่สำคัญได้ทักษะการปรับตัว และการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ นั้นดีขึ้นมาก เครียดน้อยลง มีความสุขในการทำงานมากขึ้นค่ะ

11924288_878853612164541_573018735623645182_n.jpg

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

จริงๆ ทุกคนจะมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันค่ะ แต่ตนเองได้ข้อสังเกตว่า การตั้งเป้าหมาย คิดบวก และทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด คือสิ่งที่นำไปใช้ได้ มันอาจจะฟังดูกว้าง แต่ละคนต้องหาวิถีทางในการเอาชนะใจของตนเองให้เจอค่ะ และเมื่อเจอมันจะ Click พอดี

หาอะไรทำ เช่น อาจจะเดินรอบๆ มหาวิทยาลัย  ออกกำลังกาย  ทำกับข้าว สิ่งเหล่านี้มันช่วยได้คะ อย่าคิดวนๆ กับเรื่องเรียนเพียงอย่างเดียวค่ะ

ให้ท่องเสมอไว้ว่า “ทุกอย่างผ่านได้” “ทำให้ดีที่สุด” หันกลับมาอีกที อ้าว!!! มันผ่านมาได้ยังไงคะ สำหรับตัวเองเชื่อว่า “Happiness is on the journey not a destination….It’s just a PhD” ยิ้มแล้วสู้ต่อนะคะ ขอเป็นกำลังใจสำหรับการฝ่าฝันของทุกคนบนเส้นทางนี้ค่ะ ขอให้เพื่อนที่เรียนอยู่อดทนค่ะ แล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ดี

………………..

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอแสดงความยินดีกับ ดร.ฐิตา ที่จะเข้าพิธีรับปริญญาบัตรอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน ปี 2018 นี้ค่ะ และขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่า

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ