ณัฐพงศ์ กิจสุวรรณ :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ ::

วันนี้ “ก็แค่ปริญญาเอก” ขอเสียงกรี๊ดดังๆ ให้กับแขกรับเชิญคนเก่งของเราในวันนี้ บุคคลที่หลายๆ คนที่ชื่นชอบการไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น อาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาเขาเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

16977065_818276898310206_225066269_n.jpg

ดร.เบียร์ ณัฐพงศ์ กิจสุวรรณ หรือชื่อที่แฟนๆ จะรู้จักเขาดีในนาม “บีหรุซัง” เจ้าของ Youtube channel NineBeerJP รายการที่รวบรวมเรื่องราวหลากหลายจากต่างประเทศอย่างน่าสนใจ และมีแฟนคลับติดตามหนาแน่นที่สุดคนหนึ่งในโลกไซเบอร์   

วันนี้ ดร.เบียร์ สละเวลามาพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับชาว Just a PhD เกี่ยวกับประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของเขา ไปติดตามกัน…

สวัสดีค่ะ ช่วยแนะนำตัวนิดนึงค่ะ

สวัสดีครับ ชื่อ ณัฐพงศ์ กิจสุวรรณ (เบียร์) เรียนจบปริญญาเอกสาขา Information and Communication Engineering จาก The University of Electro-Communications โตเกียว ประเทศญี่ปุ่นครับ

วิทยานิพนธ์ที่ใช้จบชื่อเรื่องว่า Contention resolutions for optical networks เอาง่ายๆ ก็คือในระบบสื่อสารด้วยแสงจะจัดข้อมูลที่วิ่งในเน็ตเวิร์คยังไงให้ชนกันน้อยที่สุด

หลังจากจบปริญญาเอกแล้วก็ไปทำ Postdoc ที่มหาวิทยาลัย Trinity College Dublin ประเทศไอร์แลนด์ ตอนนั้นผมเข้าร่วมกับโปรเจคเกี่ยวกับ การออกแบบระบบอินเตอร์เน็ตในอนาคตให้กับยุโรป โดยในส่วนของผมเป็นการออกแบบการควบคุมอุปกรณ์ทุกอย่างในเน็ตเวิร์คแบบอัตโนมัติ โดยใช้โปรแกรม

16933371_818277358310160_1050607471_n.jpg

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอกคะ?

ก่อนหน้านี้ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องเรียนให้จบถึงปริญญาเอก จบแค่ปริญญาโทก็โอเคแล้ว ความมุ่งหมายในชีวิตคืออยากท่องเที่ยวและเดินทางไปรอบโลก แต่จะทำยังไงให้ไปบรรลุความฝันได้ ถ้าทำงานในไทยเป็นพนักงานบริษัทได้เงินเดือนน้อย ทำไม่ได้แน่นอน ถ้าจะเปิดกิจการเป็นของตัวเอง ผมก็ไม่มีหัวทางการค้าเลย เลยคิดว่าต้องไปทำงานต่างประเทศ เพราะคิดว่าทำงานที่ต่างประเทศต้องได้เงินเยอะ แล้วเอาเงินที่ทำงานได้ไปเที่ยวรอบโลก

แต่จะทำยังไงให้ได้ไปทำงานต่างประเทศ อยู่ไทยจะสมัครโดยตรงไปต่างประเทศเลย มันก็ยากพอควร เค้ามีคนในประเทศอยู่แล้ว ทำไมเค้าไม่เอาคนที่อยู่ในประเทศเค้าเองล่ะ ผมเลยต้องหาวิธีทำให้ผมได้ไปอยู่ในต่างประเทศก่อน ซักระยะนึง แล้วถึงค่อยสมัครงาน วิธีไปอยู่ต่างประเทศของผม ที่ง่ายสุดคือการไปเรียนนั่นเอง

กว่าจะเรียนจบ ก็ใช้เวลาระยะนึง ซึ่งสามารถสมัครเข้าทำงานได้ แต่จะให้ใช้ทุนส่วนตัวผม ไม่มีแน่ๆ เลยใช้วิธีสมัครทุนไป แล้วผมก็ได้เป็น นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทุนมอนบุโช”

16933337_818277464976816_91082781_n

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง?

ทักษะที่ได้หลักๆ เลย คือการเรียนรู้ด้วยตัวเอง การเรียนปริญญาเอกไม่ใช่เป็น การเรียนจากผู้สอน แต่เป็นการเรียนโดยค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ เอง อาจารย์จะไม่ถูกเรียกว่า Teacher หรือ Lecturer (ผู้สอน) แต่จะถูกเรียกว่า Advisor (ผู้ให้คำแนะนำปรึกษา)

อาจารย์ที่เป็น Teacher คืออาจารย์ที่มีความรู้อยู่แล้ว แล้วเอาความรู้นั้น มาบอกต่อ ให้คนที่ยังไม่มีความรู้ แต่ Advisor เค้าจะรู้เรื่อง ในสาขาที่ลูกศิษย์ทำระดับนึง ลูกศิษย์จะต้องเป็นคนค้นคว้าหาสิ่งใหม่ๆ เอา โดยอาจารย์จะเป็นคนแนะนำวิธีการ และปรับแนวให้เข้าร่องเข้ารอย

นอกจากนี้ ยังได้ทักษะการคิดแบบวิเคราะห์ แบบเป็นเหตุเป็นผลอีก ทักษะเหล่านี้ไม่ได้ใช่แค่ตอนเรียน แต่ยังเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้อีก

16997180_818277044976858_351451769_n.jpg

ระหว่างเรียน พบเจออุปสรรคอะไรบ้างไหมคะ?

อุปสรรคมีไว้ให้เจอครับ ทำอะไรทุกอย่างในชีวิตต้องมีอุปสรรคหมด การเรียนปริญญาเอกของผมก็เหมือนกัน ทุนที่ผมได้มีระยะเวลา 3 ปี ขยายระยะเวลาเพิ่มก็ไม่ได้ แล้วอาจารย์คนที่รับผมเข้ามาอยู่ด้วยก็มีกำหนดเกษียณ

ตอนที่ผมอยู่ปี 2 ครึ่ง อาจารย์ท่านนี้เป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียง มีงานเยอะมาก ผมมีเวลาคุยกับอาจารย์ไม่กี่ครั้งต่อเทอม งานผมก็ไม่ก้าวหน้า เหมือนอยู่ไปเรื่อยๆ พออาจารย์เกษียณ ผมก็ถูกโอนไปให้กับอาจารย์อีกท่านนึงที่เป็นแลปอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่แลปนั้น ทำคนละเรื่องกับที่ผมทำอยู่ อาจารย์ก็แนะนำในเรื่องวิชาการที่เกี่ยวกับหัวข้อของผมไม่ได้

พอครบ 3 ปีทุนก็หมด ทางบ้านผมไม่มีเงินส่งผมเรียนอยู่แล้ว และผมยังต้องรับผิดชอบส่งเงินกลับไทยให้แม่อีก ผมต้องกระเสือกกระสนหางานพิเศษทำ ทำทุกอย่างไม่ว่าจะงานร้านอาหาร TA (ผู้ช่วยสอน) เขียนโปรแกรม ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย งานอีเวนท์ต่างๆ งานพิเศษตามบริษัท

ตอนนั้นเหมือนจะท้อแล้ว ยอมเรียนไม่จบกลับไทยดีกว่า เพราะไม่เห็นหนทางที่จะจบได้เลยจริงๆ

จะจบจากที่นี่ต้องมี journal ตีพิมพ์อย่างน้อย 2 ฉบับ แต่ก็มีอาจารย์ใหม่เข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่างพอดี แล้วก็ทำทางด้านที่ผมทำด้วย อาจารย์คนที่ 2 เลยโอนผมให้อาจารย์คนใหม่ ผมก็ช่วยอาจารย์สร้างแลปใหม่ อาจารย์ก็แนะผมว่าเขียนเปเปอร์ยังไงไม่ให้โดน reject

ได้เทคนิคจากอาจารย์เยอะมาก แต่ก็โดนด่าเยอะเหมือนกันเนื่องจากเขียนไม่ได้เรื่องอยู่หลายครั้ง อาจารย์ก็ช่วยหาโปรเจคพิเศษให้ ทำ RA (ผู้ช่วยวิจัย) อีก เพื่อให้ผมได้มีเวลามาอยู่ในแลปมากขึ้น จะได้ไม่ต้องไปทำงานข้างนอกเกือบทั้งสัปดาห์ สุดท้ายก็จบตอนปี 5 ครึ่ง ด้วย Journal 4 ฉบับ

เรื่องทำงานพิเศษนี่ ผมทำตลอดจริงๆ คือวันก่อนสอบจบผมยังไปเสริฟอาหารอยู่เลย บางครั้งคิดงานไปด้วยทอดทอดมันให้ลูกค้าไปด้วย งานที่คิดได้ตอนทอดทอดมันได้รับรางวัลใน conference ที่ต่างประเทศอีก

16933336_818276938310202_689260643_n.jpg
คิดว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรียนสำเร็จมีอะไรบ้าง

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ความอดทน อย่าคิดว่าท้อแล้วเลิก เรื่องท้อ มันท้อกันทุกคน แต่เวลาผมท้อผมก็จะออกไปเที่ยว ออกไปหาอะไรกิน ไม่ก็นอนหลับ ตื่นมาแล้วเดี๋ยวมันจะดีขึ้นเอง

อีกอย่างที่สำคัญคือ การเข้าหาอาจารย์ อาจารย์จะไม่เป็นคนเข้าหานักเรียนอยู่แล้ว อาจารย์หลายคนจะไม่มี deadline ไม่มีกำหนดการณ์ meeting ให้นักเรียน ถ้าเจออาจารย์แบบนี้เราต้องวิ่งเข้าหาอาจารย์เอง

มีไอเดียอะไร ไม่ว่าจะแย่หรือดีขนาดไหน ก็เข้าไปคุยกับอาจารย์เลย หลังจากนั้นเราก็จะได้ความเห็นและคำแนะนำจากอาจารย์ อาจมีถูกด่าบ้าง แต่ก็อย่าไปสน เพราะสิ่งที่เราอยากได้คือคำแนะนำ พอได้ผลอะไรก็เอาไปให้อาจารย์ดู

เจอหลายคนที่กลัวอาจารย์มาก ขนาดที่ต้องคอยหลบหน้าอาจารย์อยู่ตลอด กลัวอาจารย์ถามเรื่องงานเพราะยังไม่มีอะไรคืบหน้า ใครที่เป็นแบบนี้ต้องเปลี่ยนใหม่แล้วนะ

16934285_818277308310165_1382416988_n.jpg
ปัจจุบันทำงานอะไร และได้ใช้ทักษะความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่?

ปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่ The University of Electro-Communications โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่เดียวกับที่เรียนจบมาครับ ตำแหน่งคือผู้ช่วยศาสตราจารย์ เป็น Technical program committee (TCP) ของ IEEE conference หลาย conference เป็น Associate editor ของ Journal ในต่างประเทศ

และงานอดิเรก (นี่แหละคือสิ่งที่ฝันไว้) เป็นเจ้าของ Youtube channel NineBeerJP พากินพาเที่ยวในต่างประเทศ

ทักษะที่ได้ตอนเรียนเอามาใช้ทั้งในที่ทำงานและใช้ในชีวิตประจำวันเลยครับ ทักษะที่ว่า ไม่ได้เกี่ยวกับวิชาการเลย เป็นทักษะทางด้านอื่นเช่นการเขียน การอธิบายยังไงให้เข้าใจได้ง่ายตามพื้นฐานของคนฟัง จัดการความคิดให้คิดเป็นขั้นเป็นตอน ตามสเต็ป

ส่วนที่เอามาประยุกต์ใช้ในงานก็ทั้งหมดเลยครับ เพราะผมทำงานตรงสายเป๊ะเลย เอาประสบการณ์ที่ตัวเองเจอ มาสอนนักศึกษา

16996554_818277251643504_2077668330_n.jpg
สุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

 ถ้าปีนเขาไม่ถึงจุดสูงสุด ก็จะไม่เห็นทางลง ความหมายก็คือ การที่เรายังไม่ทำอะไรถึงสุดๆ แล้วเราก็จะไม่เจอทางออก

ทางออก(ทางลง)มันมีหลายทาง แต่มันถูกสันเขาบังอยู่ทำให้เรามองไม่เห็น แต่พอเราขึ้นไปยืนอยู่บนสันเขาได้แล้วเราจะมองเห็นวิวที่สวยงาม มองเห็นทางลงหลายทาง เวลาลง ก็จะลงเร็วกว่าตอนขึ้น

แล้วก็ให้รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ อย่าไปเอาคำพูดคนรอบข้างมากดดันตัวเอง

ตอนที่ผมเรียนเกินปีที่ 3 มีคนถามว่า ไหนว่าเก่งไง ทำไมยังไม่จบซักที คนในหมู่บ้านก็ถามอยู่นั่นแล้วว่า เห็นไปนานแล้ว เมื่อไหร่จะจบบางคนถามผมอีกว่า เรียนจบปริญญาเอกแล้วได้อะไร ไปขายก๋วยเตี๋ยวอาจรวยกว่าเสียอีก คำพูดพวกนี้ไม่ทำให้ประโยชน์ให้กับคุณเลย ฟังข้ามๆ ไป

คนที่พูดแบบนี้เพราะเค้านึกว่า การเรียนปริญญาเอกเหมือนการเรียนทั่วๆ ไปที่ฟังครูสอนในห้อง แล้วจำไปสอบให้ผ่าน หรือทำรายงานส่งครู 2 ฉบับก็จบได้ แต่การจะจบปริญญาเอก คืองานของคุณต้องถูกยอมรับโดยคนในสาขาวิชาเดียวกันก่อน ถ้าใครที่ไม่ได้เรียนเองเค้าก็จะไม่รู้

เคยเจออีกคนนึงคิดว่า ตัวเองเป็นตัวแทนประเทศไทย(กรณีนักเรียนที่ได้ทุนมาเรียนต่างประเทศ) เพราะอยู่ที่ไทยสอบได้ที่ 1 ตลอด ได้เกียรตินิยม สอบชิงทุนได้ แต่พอเค้ามาอยู่ที่ที่คนได้ที่ 1 จากทั่วโลกมารวมกัน แล้วเค้าไม่ได้ที่ 1 ก็เริ่มอาการเครียด มีความกดดันมาก ซึ่งความกดดันเหล่านี้เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาด้วยตัวเองทั้งนั้น สรุปคือทำอะไรให้สุดๆและอย่าสร้างความกดดันให้ตัวเอง

……..

เพจ “ก็แค่ปริญญาเอก” ขอขอบคุณการแบ่งปันและข้อคิด-คำแนะนำจาก ดร.เบียร์ เชื่อว่าประสบการณ์จาก ดร.เบียร์จะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่สนใจ หรือกำลังศึกษาปริญญาเอกอยู่

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกันค่ะ

แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ ที่เดียว!!

ธีรติร์ บรรเทิง  ::  คอลัมน์แขกรับเชิญ  ::  A Super Busy Day with a PhD Student  ::  วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก  ::

วันนี้ “ก็แค่ปริญญาเอก” ได้มีโอกาสพบปะกับ ว่าที่ ดร. คนเก่ง ต้น ธีรติร์ บรรเทิง นักศึกษาปริญญาเอก Ph.D. in Journalism and Communication จาก Tsinghua University ระหว่างที่เขาเดินทางกลับมาเมืองไทยเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะบินลัดฟ้ากลับไปศึกษาต่อ

“ก็แค่ปริญญาเอก” ไม่รอช้า รีบคว้าตัวเขามาให้สัมภาษณ์พูดคุย ให้ชาว Just a PhD ได้ทำความรู้จักกัน   

14_%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c

ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ  

สวัสดีครับ ผมชื่อธีรติร์ บรรเทิง (ต้น) จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโทสาขานิเทศศาสตรพัฒนาการ จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกชั้นปีที่ 3 ของ School of Journalism and Communication, Tsinghua University ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับ การสร้างแบรนด์แห่งชาติของจีนในประเทศไทยครับ

2.jpg

ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอกคะ

โดยส่วนตัวเป็นคนชอบเรียนครับ หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโทแล้วเราคิดว่าอยากเรียนต่อในระดับสูงเพื่อให้เข้าใจสังคมในวงกว้างมากขึ้น เลยตัดสินใจว่าจะเรียนต่อครับ

ตอนนั้นมีหลายประเทศที่อยากไป เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รัสเซีย ญี่ปุ่น เคยลงทุนเรียนภาษาญี่ปุ่นถึงสองปีระหว่างเรียนปริญญาตรี จนสอบผ่าน JLPT ระดับต้นมาแล้ว และลงเรียนภาษารัสเซียที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกหนึ่งปี

แต่จุดหักเหของเราตอนนั้นอยู่ที่หลังจากจบปริญญาโท ได้มีโอกาสทำงานที่ http://www.eduzones.com เป็นเว็บไซต์ด้านการศึกษาซึ่งเราเป็นนักข่าวตอนนั้น จะต้องออกไปทำข่าวด้านการศึกษาในที่ต่างๆ

แล้วพอดีทางศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชิญนักข่าวไปทำข่าวเสวนาเกี่ยวกับอาเซียน จีน และสหรัฐอเมริกา และได้ฟังนักวิชาการหลายท่าน โดยเฉพาะรองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนในประเทศไทย เราเลยได้แรงบันดาลใจมาจากท่านครับ

หลังจากนั้นเราก็ศึกษาข้อมูลการเรียนต่อที่จีนเพิ่มมากขึ้นและทราบว่า ไทยเรามีนักวิชาการที่ไปร่ำเรียนตะวันตกมากมายแต่ไม่ค่อยมีนักวิชาการด้านจีนศึกษาที่จบปริญญาเอกจากจีน จึงเป็นแรงผลักดันให้ค้นหาหลักสูตรที่เราสนใจและลองสมัครเรียนต่อดู

6_หน้าคณะวารสารศาสตร์ ชิงหวากับเพื่อนๆและอาจารย์.jpg

ช่วยเล่าถึงการสมัครเรียนต่อปริญญาเอกที่จีนหน่อยค่ะ

การสมัครเรียนต่อระดับปริญญาเอกในประเทศจีนนั้น หลายมหาวิทยาลัยจะต้องทำการติดต่อหาอาจารย์ที่ปรึกษาคนจีนให้รับเราเข้าศึกษาก่อนครับ แล้วถึงจะสมัครเข้ากระบวนการสอบด่านต่างๆของทางมหาวิทยาลัย โดยเรามองไปที่มหาวิทยาลัยใหญ่ๆของจีนก่อน

โดยที่มหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) มีคณาจารย์ที่ผมสนใจงานของเขา เลยทำการสมัครเรียนที่นี่ และได้รับโอกาสจากทางมหาวิทยาลัยให้ได้รับทุนการศึกษาตลอดระยะเวลาการศึกษาครับ

พอได้มาเรียนแล้วไม่ผิดหวังที่มาเรียน มหาวิทยาลัยมีทรัพยากรทางการศึกษาที่ครบครัน มีกิจกรรมทางวิชาการตลอดเวลา รวมทั้งกิจกรรมของนักเรียนซึ่งทำให้เราสนุกและไม่เบื่อเลยครับ

12_ในห้องเรียนกับเพื่อนปริญญาเอกและอาจารย์.jpg

ช่วงนี้ ภาพรวมของชีวิตการเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างไรบ้างคะ super busy ไหมคะ

ตอนนี้อยู่ในช่วงเทอมสองของชั้นปีที่ 3 ครับ โดยเราได้เรียนรายวิชา สอบวัดคุณสมบัติ (Comprehensive Exam) และก็สอบโครงร่างวิทยานิพนธ์เสร็จสิ้นแล้ว ที่เหลืออยู่ตอนนี้คือกำลังพยายามตีพิมพ์บทความสองเรื่องซึ่งเป็นข้อบังคับนักเรียนทุกคนของคณะจึงจะสามารถขอสอบจบและสำเร็จการศึกษาได้ครับ

5_ในวันที่ยุ่งๆกับการทำวิทยานิพนธ์.jpg

ถ้าถามว่ายุ่งไหมส่วนตัวมองว่า เลยช่วงเวลาที่เรายุ่งมากไปแล้ว คือช่วงของการคิดและพัฒนาโครงร่างวิทยานิพนธ์ครับ ซึ่งต้องคิดเยอะมากครับ เริ่มจากการเขียนบรรณานุกรม รวบรวมงานสำคัญในสาขาวิจัยก่อนเลยครับ นั่งไล่อ่านไปเรื่อยๆเพื่อประกอบเป็นแนวคิดและทฤษฎีในงานวิจัยของเราครับ

ส่วนตัวพบว่า ถ้าเราสนุกกับเรื่องที่เราทำ แม้จะยากแค่ไหน เราก็จะสามารถผ่านมันไปได้ครับ

1.jpg

เมื่อมาเรียน ป.เอกแล้ว มีการแบ่งเวลาในชีวิตอย่างไรบ้างคะ

ส่วนตัวเรื่องของการแบ่งเวลาจำเป็นมากครับ เพราะในแต่ละวันมีสิ่งที่เราจะต้องทำหลายอย่าง ต้องกำหนด deadline ส่งงานของตัวเอง เพราะการเรียนระดับปริญญาเอกตนเป็นที่พึ่งแห่งตนครับ จะต้องคิดกระบวนการทำวิจัยเอง

เมื่อเราไม่เข้าใจงานวิจัยตรงไหน เมื่อไปปรึกษาอาจารย์ของเรา อาจารย์ท่านจะไม่บอกมาตรงๆ ครับ แต่จะส่งบทความมาให้เราอ่านให้เราไปคิดต่อยอดเอาเอง ตรงนี้ส่วนตัวมองว่า อาจารย์ท่านต้องการฝึกเรา ให้เราแสวงหาความรู้เอาเองจากการอ่าน ทบทวนซ้ำๆ  เพื่อฝึกเรา

และเราก็พบว่า สิ่งนี้เป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้องค์ความรู้ต่างๆ ของเรื่องที่เราเรียนซึมซับเข้าสมองเราได้เป็นอย่างดี เมื่ออยากทบทวนเรื่องที่เราต้องการหาในครั้งต่อไป ก็จะทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น

11_ออกกำลังกายในมหาวิทยาลัย.jpg

แต่เรียนอย่างเดียวก็ทำให้ล้าได้ครับ จึงต้องหาสมดุลของร่างกาย เช่นทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ น้องๆในมหาวิทยาลัย หรือการไปออกกำลังกาย ซึ่งส่วนตัวเกือบทุกวัน จะไป Weight Training ที่ยิมของมหาวิทยาลัย มีปั่นจักรยาน RPM ฝึกปอดและพัฒนากล้ามเนื้อหัวใจ และมีวิ่งรอบสนามกีฬาบ้างครับ

10_งานสงกรานต์ปักกิ่ง.jpg
ทำ thesis เกี่ยวกับอะไรคะ และทำไมถึงสนใจทำเรื่องนี้

ตอนนี้กำลังทำวิจัยด้านการสร้างแบรนด์ประเทศ (Nation Branding) ของประเทศจีนในประเทศไทยครับ เรื่องของการสร้างแบรนด์ประเทศ เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศ

ซึ่งการที่ประเทศหนึ่งจะมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมต่ออีกประเทศหนึ่งได้จำเป็นที่จะต้องให้คนในประเทศนั้น มีความชื่นชอบ มีทัศนคติที่ดี และมีแนวโน้มของการสนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ที่สำคัญหลากหลาย ในด้านหลักๆก็จะมีด้านการสื่อสารระหว่างประเทศ (International Communication)

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านทางการทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) รวมทั้งการตลาด (Marketing) เป็นต้น โดยเป็นงานวิจัยที่ทำอยู่มีความคาดหวังว่าจะสามารถช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนให้ดีขึ้น นำมาซึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญทางการค้าการลงทุน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและนำมาเป็นโมเดลพัฒนาประเทศเราในอนาคตครับ

ที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับต้นๆของไทยเราครับ และโอกาสอันดีที่มหาวิทยาลัยชิงหวาเองก็มีศูนย์วิจัยภาพลักษณ์แห่งชาติจีนตั้งอยู่ งานวิจัยหลายเรื่องเราก็ได้มีโอกาสได้ศึกษาเพิ่มเติมจากที่นี่ครับ

4_ในหอสมุดสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัย.jpg

นอกจากนี้ส่วนตัวได้เปิดเพจ Facebook ที่ชื่อ “Brand China ยุทธศาสตร์ชาติจีน www.facebook.com/brandingchina ซึ่งจะแบ่งปันข่าวด้านการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ของจีนในแง่มุมต่างๆ และเขียนบทความวิเคราะห์เป็นระยะเพื่อรวมรวมไว้เป็นฐานองค์ความรู้ของตัวเอง

และยังมีเพจ Facebook มองการศึกษาโลก www.facebook.com/tonsung.eduzones ไว้แบ่งปันข่าวด้านการศึกษาต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับทุนการศึกษาซึ่งเปรียบได้กับกลยุทธ์ด้านการทูตสาธารณะของประเทศต่างๆในการกระจายชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักผ่านนักเรียนทุนด้วยครับ

13_อาจารย์และเพื่อนต่างชาติ.jpg

คิดว่าสิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกคืออะไรคะ

สิ่งที่ยากในการเรียนระดับปริญญาเอก ส่วนตัวมองว่าคงจะเป็นเรื่องของภาษาในการเข้าถึงงานวิจัยเชิงลึก โดยเฉพาะในภาษาจีน ซึ่งเรื่องการทูตสาธารณะที่จีนเป็นเรื่องที่มีผู้นิยมทำวิจัยกันมากในหลายมหาวิทยาลัย เพราะจีนเองก็ต้องการพัฒนาภาพลักษณ์ของตนเองให้ดีขึ้นในเวทีโลก

รัฐบาลจีนมีงบประมาณลงมาสนับสนุนการทำวิจัยเรื่องนี้เป็นพิเศษทีเดียวครับ หลายๆ มหาวิทยาลัยมีการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้น เพื่อดึงดูดนักเรียนต่างชาติ มีการเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษ มีความร่วมมือกับต่างชาติ เพื่อทำลายกำแพงด้านภาษาจีน สำหรับหลายคนที่มองว่า ภาษาจีนเป็นภาษาที่ยากโดยให้โอกาสกับชาวต่างชาติมากขึ้น โดยเขามองว่าชาวต่างชาติเปรียบได้กับทูตที่สื่อสารเรื่องราวของประเทศของเขาไปยังประเทศต่างๆ นับว่าเป็นอีกกลยุทธ์ที่ไทยเราจะต้องเรียนรู้และพัฒนาให้เท่าทันครับ

3.jpg

คิดว่าทำอย่างไรจึงจะผ่านด่านความยากของการเรียนปริญญาเอกไปได้คะ

สิ่งที่จะทำให้ผ่านไปได้อย่างแรกเลยคือ ต้องอดทนครับ และส่วนตัวยังยึดถือคติที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ในภาษาจีนอาจกล่าวได้ว่า 求人不如求己 (qiúrén bùrú qiú jǐ) หรือ พึ่งคนอื่นไม่สู้พึ่งตนเอง ไม่มีใครสามารถมาเรียนแทนเราได้ เราเลือกมาเรียนแล้วเราก็ต้องทำให้สำเร็จด้วยตัวเราเอง งานวิจัยที่เราทำเป็นเรื่องที่เราต้องรู้ดีและเข้าใจที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เราเรียนจบได้ครับ

เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ

เมื่อเรียนจบแล้วคิดว่าอยากจะพักผ่อนไปเที่ยวทะเลหรือภูเขาซักเดือนหนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มนำความรู้ที่ได้เรียนมาไปทำให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างครับ

9.jpg

มีคำแนะนำอะไรสำหรับคนที่สนใจสมัครเรียนปริญญาเอก ควรเริ่มต้นเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เมื่อคิดที่จะมาเรียนต่อปริญญาเอก อยากให้ถามตัวเองก่อนว่า เราจะเรียนเพื่อนำความรู้ไปทำอะไร เพราะการเรียนปริญญาเอกเราต้องอยู่กับงานวิจัยไปตลอด 3-4 ปี หรือตลอดชีวิตการทำงานหลังสำเร็จการศึกษา จะต้องอ่านเอกสาร ร่วมงานประชุมวิชาการ เขียนบทความวิจัย เขียนใหม่หลายรอบ เพื่อให้งานของเรามีความสมบูรณ์ รวมถึงการให้คำปรึกษากับคนหลากหลายฐานะระดับการศึกษา

ถ้าเรามองว่า เราชอบค้นคว้าในบางเรื่องที่เราสนใจ เป็นคนขี้สงสัยและอยากได้คำตอบของสิ่งนั้น การเรียนปริญญาเอกอาจจะตอบโจทย์คุณในเบื้องต้นก็ได้ครับ

15_หน้าหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย.jpg

ช่างเป็นคำแนะนำที่ยอดเยี่ยม และเป็นแรงบันดาลใจที่ดีสำหรับผู้ที่สนใจอยากศึกษาต่อปริญญาเอกค่ะ

“ก็แค่ปริญญาเอก” ขออวยพรให้ต้นประสบความสำเร็จในการเรียนในเร็ววัน เพื่อจะได้กลับมาเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศไทยของเราต่อไปค่ะ

แขกรับเชิญคนต่อไปที่จะมาพูดคุยเกี่ยวกับการศึกษาปริญญาเอก จะเป็นใคร ติดตามได้ ที่นี่ที่เดียว !