5 สิ่งที่ได้เรียนรู้ “เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดในตัวเอง” จนได้มาซึ่ง “ปริญญาเอก”

ตอนที่เรียนปริญญาเอกอยู่ที่ประเทศอังกฤษ สิ่งที่ยากและท้าทายที่สุดสำหรับฉัน คือ การที่ไม่สามารถทำวิทยานิพนธ์ให้ก้าวหน้าไปได้เร็วเท่าใจอยาก ความรู้สึกผิดหวังและท้อแท้ก่อตัวและสะสมอยู่ในตัวเอง จนในช่วงหนึ่งนั้น ฉันถึงขนาดนอนซมทั้งวัน หมดพลังใจที่จะลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหา

ฉันผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้อย่างไร อะไรทำให้ฉันลุกขึ้นสู้ จนสามารถเขียนวิทยานิพนธ์ซึ่งมีความยาว 80,000 คำ เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน วันนี้ขอแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับ 5 สิ่งที่ได้เรียนรู้ “เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดในตัวเอง” จนได้มาซึ่ง “ปริญญาเอก”

104100191.เปิดใจยอมรับกับความล้มเหลวของตัวเอง

ความ “fail” หรือ “ความล้มเหลว” อาจเป็นคำที่ไม่สวยงามนัก ไม่มีใครอยากล้มเหลว เมื่อได้เริ่มต้นและทุ่มเททำอะไรลงไปแล้ว ทุกคนก็อยากสำเร็จทั้งนั้น ฉันเชื่อว่า หลายคนเมื่อได้รับการตอบรับเข้าเป็นนักศึกษาปริญญาเอกจะมีความภาคภูมิใจ และรู้สึกถึงการยอมรับจากคนรอบข้าง ที่ต่างแสดงความชื่นชม กับ “สถานะ” นักศึกษาปริญญาเอก !!

แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป กับระยะทางที่มองไม่เห็นปลายทาง ไม่รู้แม้กระทั่งว่า เราเดินมาไกลเพียงใด เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ “ยาก” และ “ท้าทาย” สำหรับนักศึกษาปริญญาเอกทุกคน

สำหรับฉัน ความรู้สึกท้อแท้และสับสนก่อตัวขึ้นวันละเล็กละน้อย จนถึงจุดที่ฉันไม่รู้อีกต่อไปแล้วว่า ฉันรู้อะไรบ้าง ฉันเริ่มเบื่อหน่ายกับการเรียน วันๆ นอนซึมเซา เล่นอินเทอร์เน็ตทั้งวัน ในระหว่างนั้น รู้ตัวว่า กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แต่เมื่อจะหันมาเขียนงานวิทยานิพนธ์ ก็มองไม่เห็นคำตอบว่า จะสามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้อย่างไร ความเครียด สับสน โกรธตัวเองอยู่ลึกๆ สะสมอยู่ในตัวมากมาย เมื่อเจอคนอื่นถามเกี่ยวกับงาน ก็อึดอัด ไม่สามารถพูดตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เรียกว่าอยู่ในจุดที่ “กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง” อย่างแท้จริง

แต่เพราะฉันมีพี่สาว (พี่พัด) ที่เรียนปริญญาเอกอยู่ที่อังกฤษด้วยเช่นกัน ในวันที่ท้ออย่างหนัก ฉันยอมเปิดใจพูด แชร์ปัญหากับเขา บอกเล่าระบายทุกสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ในใจ โดยเฉพาะความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำให้งานวิทยานิพนธ์ก้าวหน้ามาเป็นระยะเวลานานแล้ว

เมื่อได้ “เปิดใจ” ออกมา “ยอมรับ” กับความผิดพลาดทั้งหมดที่ผ่านมาของตัวเอง ฉันกลับรู้สึกโล่งใจที่ได้บอกกล่าว “ความลับ” ที่เก็บมานานกับใครสักคนที่ฉันไว้ใจได้เสมอ สิ่งนี้กลับทำให้ฉันลุกขึ้นมามีพลังอีกครั้ง

ในตอนนั้น พี่พัดได้ให้กำลังใจว่า เป็นเรื่องปกติ ผู้เรียนปริญญาเอกทุกคนมีปัญหาไม่ต่างกัน และได้เล่าถึงปัญหาของการเรียนปริญญาเอกในแง่มุมต่างๆที่เคยได้ยินได้ฟังมา ซึ่งที่ผ่านมาฉันไม่เคยรู้เลย ฉันไปทำอะไรอยู่ ฉันมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความทุกข์ของตัวเอง ฉันนึกว่าคนอื่นเก่งกว่าฉัน และเขาคงไม่มีปัญหางี่เง่าอะไรเหมือนฉันหรอก

ในที่สุด ใจที่คลายทุกข์ ก็เริ่มเปิดรับความคิดใหม่ เป็นการเปลี่ยนความคิดที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน ความทุกข์หายไป ฉันกลับมามีความสุข และเริ่มมีพลังกลับมาสู้กับการเรียนอีกครั้ง
10400011
2.เปลี่ยนความรู้สึกเป็น “ผู้ควบคุมสถานการณ์” 

ย้อนกลับไปเมื่อเริ่มต้นเรียนปริญญาเอก ฉันไม่ได้รู้สึกเป็นผู้ควบคุมทิศทางการทำวิทยานิพนธ์ของตัวเอง ด้วยความเคยชินจากรูปแบบการศึกษาที่ผ่านมา ฉันมักจะรู้สึกว่าต้องเชื่อฟังอาจารย์ และรอให้อาจารย์เป็นผู้ชี้นำ เมื่อเริ่มเรียนปริญญาเอกฉันก็ติดอยู่กับกรอบความคิดแบบเดิมนั้น คืออาจารย์บอกให้ทำอะไร ฉันจะทำในสิ่งนั้นและเพียงเท่านั้น ไม่เคยคิดว่าจะต้องเป็นผู้ริเริ่ม ขุดคุ้ย กรุยทาง สู่ปริญญาเอกด้วยตนเอง

แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป ฉันยิ่งรู้สึกเคว้งคว้าง ไร้ทิศทาง เหมือนเรือที่แล่นไปในทะเล แต่ไม่ได้รู้สึกเป็นผู้ควบคุมเรือนั้น ฉันปล่อยให้เรือลำนี้แล่นไปตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา โดยที่ฉันไม่ได้ลุกขึ้นมาควบคุมเรือลำนั้นด้วยตัวเอง

สาเหตุของปัญหาอยู่ตรงที่ เพราะฉันไม่เข้าใจธรรมชาติของการเรียนปริญญาเอกอย่างเพียงพอ เมื่อฉันปรับเปลี่ยนความคิด และเกิดความเข้าใจว่า การจะก้าวไปข้างหน้าได้ ฉันต้องเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์นี้เอง

จากวันที่ฉันเปลี่ยนความคิดมาเป็น “ผู้ควบคุม” ฉันมีความรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เพราะไม่ว่าทิศทางของเรือนี้จะดำเนินไปอย่างไรขึ้นอยู่กับตัวฉันร้อยเปอร์เซ็นต์ และฉันคนเดียวที่เป็นผู้รับผิดชอบกับผลของสิ่งที่ตนเองทำลงไป

IMG_0146
3. รับฟัง แลกเปลี่ยน และ แบ่งปันมุมมองกับคนรอบข้าง

แน่นอนว่า ในการทำวิทยานิพนธ์ เราต้องเป็นคนทำงานนี้คนเดียวเท่านั้น แต่บางครั้ง มุมมองและคำแนะนำจากคนรอบข้าง ก็เป็นประโยชน์มาก และช่วยย่อระยะเวลาของเราลง บางครั้งคำแนะนำดีๆ ก็เกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน ถ้าเรารู้จักหยิบฉวยมุมมองความคิดของคนรอบตัวที่ให้แง่คิดอันหลากหลายกับเรา เราอาจจะมองเห็นงานของตัวเองได้ชัดขึ้น

ฉันได้รับคำแนะนำและมุมมองดีๆมากมายจากอาจารย์และเพื่อน แต่คนสำคัญที่จะลืมไม่ได้คือพี่สาวของฉัน ฉันโชคดีที่มีพี่พัด เพราะเราเป็นพี่น้องที่คุยกันได้ทุกเรื่อง เทคนิคที่เราใช้ คือเราจะสับเปลี่ยนกันเล่าหัวข้อของเราให้กันฟัง ทั้งภาพใหญ่ เช่นเรื่องโครงสร้างของวิทยานิพนธ์ทั้งเล่ม หรือภาพเล็ก เช่นข้อถกเถียงในบางประเด็นที่เราติดอยู่

ฉันจะเล่าให้พี่พัดฟังว่า งานของฉันเป็นแบบนี้ ฉันกำลังสร้างข้อถกเถียงแบบนี้อยู่ แล้วพี่พัดก็จะฟัง แล้วให้มุมมองที่ฉันอาจมองข้าม บางครั้งการที่เราจมอยู่กับข้อมูลนานๆ มองข้อมูลนั้นด้วยมุมมองที่ใกล้ชิดเกินไป ฉันจะมองไม่เห็นว่างานนั้นขาด (หรือเกิน) ในส่วนไหน

การแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างฉันกับพี่พัด มีข้อดีมาก เพราะทำให้ฉันได้เห็นข้อถกเถียงแบบใหม่ที่สั้น ง่าย ได้ใจความกว่าเดิม ประหยัดเวลาในการถกเถียงอยู่กับตัวเองไปได้เยอะ

4. มุ่งมั่น โฟกัส จดจ่ออยู่ที่เป้าหมาย

หลังจากคลี่คลายความรู้สึกผิดหวังในตัวเองออกไป ฉันเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง คราวนี้เกิดความรู้สึกมุ่งมั่นมาก ใจจดจ่ออยู่ที่เป้าหมายความสำเร็จ ใจของฉันไม่สนใจอะไรอย่างอื่นนอกจากการเขียนวิทยานิพนธ์ ถ้อยคำและข้อถกเถียงต่างๆวิ่งแล่นอยู่ในหัว ฉันพยายามคิดว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งที่เขียนและอธิบายอยู่ เขียนได้ดีและชัดเจนขึ้นกว่าเดิม แม้ตอนหลับฉันก็ยังฝันถึงภาพโปรแกรม Microsoft Word ที่ปรากฏถ้อยคำต่างๆเลื่อนขึ้นเลื่อนลงอยู่ตลอดเวลา

ยิ่งทำ ก็ยิ่งเห็นความก้าวหน้าของงาน กำลังใจก็ดีขึ้น การจะไปให้ถึงปลายทาง คือ การลงมือทำอย่างหนัก ฉันมุ่งมั่น ตั้งใจแบบสุดๆ คำทุกคำ ประโยคทุกประโยค ที่เรียงร้อย ช่างมีความหมาย มีคุณค่า

รู้เลยว่าการใช้ใจที่มุ่งมั่นกับงานที่อยู่ตรงหน้า ได้ให้ “รางวัล” เป็นความรู้สึกอิ่มเต็มอยู่ภายใน ที่อธิบายได้ยาก ตอนนั้น ฉันรู้เลยว่า ฉันทำวิทยานิพนธ์นี้สำเร็จได้อย่างแน่นอน ความรู้สึกมั่นคงในจิตใจเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยยากกับการเขียนงานวิทยานิพนธ์อย่างต่อเนื่องในทุกวัน

IMG_0011

5. ไม่ลืมที่จะมีความสุข

ความสุขเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำวิทยานิพนธ์ แม้ในช่วงเวลาของการทำงานอย่างหนัก ฉันกลับมีความสุขในทุกวันที่ตื่นขึ้นมา เป็นความสุขที่เรียบง่ายอย่างที่สุด ฉันจะใส่เสื้อผ้าตัวแรกที่คว้าเจอในตู้ ใช้เกือบทุกเวลานาทีหน้าคอมพ์ ทำงานแบบลืมวันลืมคืน อาหารหมดจากตู้เย็นและตู้เสบียงเมื่อไหร่ จึงค่อยก้าวเท้าออกจากบ้าน

ความบันเทิงอย่างเดียวในตอนนั้นดูจะเป็นคืนวันศุกร์ที่ฉันจะเดินออกไปทาน Sandwich ร้านอร่อย เดินซื้ออาหารใน Supermarket และแวะนั่งร้านกาแฟ พร้อมนั่งอ่านและทบทวนงานที่ทำมา เพื่อหาข้อแก้ไขต่อไป

ความรู้สึกในตอนนั้นดีกว่าเมื่อตอนเริ่มต้นเรียนปริญญาเอก ที่ฉันยังคงร่าเริง เวิ่นเว้อ ไปท่องเที่ยวที่โน่น ที่นี่  หรือ ตอนที่นอนซมหลบหนีความเครียดมาก ความรู้สึกของการได้ทำงานอย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน  ความรู้สึกถึงความก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้นในทุกๆวัน และความรู้สึกถึงความสำเร็จที่ใกล้เป็นจริงมากขึ้นในทุกๆวัน ช่างดีกว่าความรู้สึกสุขแบบปลอมๆ ที่สร้างขึ้นมาหลอกตัวเองในตอนต้นมากนัก
…………………………………

…ฉันใช้เวลาเรียนปริญญาเอก 4 ปี แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ระยะเวลา 6 เดือนสุดท้าย จากวันที่ท้อแท้อย่างหนักจนหมดพลัง จนถึงวันที่ฉันปรับเปลี่ยนความคิดใหม่และลุกขึ้นมาทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จสิ้น จนสามารถสอบป้องกันผ่านไปด้วยดีนั้น เป็นช่วงเวลาที่ฉันได้เรียนรู้อย่างมากมายเกี่ยวกับ “การก้าวข้ามข้อจำกัดในตัวเอง” และ “การเอาชนะตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม ขอฝากเป็นข้อคิด เรื่องของการบริหารจัดการเวลา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการเรียนปริญญาเอก ในกรณีของฉัน ต้องยอมรับว่า ฉันบริหารเวลาได้ไม่ดี เพราะมาเร่งทำในตอนท้าย แทนที่จะทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้น ฉันเผชิญกับ “ปัญหา” และ “ความล้มเหลว” ในแบบของฉัน และฉันได้เรียนรู้ “วิธี” ก้าวข้ามสิ่งนั้นในแบบของฉัน หวังว่าประสบการณ์นี้ อาจเป็นประโยชน์กับใครหลายคนที่กำลังอยู่บนเส้นทางนี้

อย่างไรก็ตาม บนเส้นทางการเรียนปริญญาเอก ปัญหาและอุปสรรคที่แต่ละคนต้องเผชิญนั้นไม่เหมือนกัน หลายครั้งเราต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวังและเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันมากมาย

ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเรียนอยู่ “ค้นพบ” วิธีการในแบบของตัวเอง ก้าวข้ามข้อจำกัดบางอย่างที่ตนเองมีอยู่ เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายของคุณค่ะ


ดร.พัน
ผู้ก่อตั้งเพจก็แค่ปริญญาเอก

———————————-
ติดตามข้อคิดเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอกจาก ดร.พัด และ ดร.พัน ได้ที่ เพจก็แค่ปริญญาเอก
อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมดที่ www.justaphdblog.com

 

 

ดร.สุรพงษ์ รัตนกุล :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แขกรับเชิญคนเก่งที่มาพูดคุยกับ เพจก็แค่ปริญญาเอก ในวันนี้คือ ดร.เก่ง สุรพงษ์ รัตนกุล PhD in Environmental Engineering, The University of Tokyo ประเทศญี่ปุ่น และปัจจุบันเป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก (Post-doctoral researcher) ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม

ดร.เก่งฝากคำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอกไว้มากมาย ติดตามกันได้เลย…

DSCF0238.JPG

ทำไมจึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

ผมมีความรู้สึกที่อยากเรียนต่อ ป.เอก แบบจริงๆจังๆ ก็ตอนทำ project จบ ตอนเรียนอยู่ปริญญาตรี ปี 4 ครับ เพราะตอนนั้นคิดว่า ตัวเองยังมีความรู้ไม่พอที่จะอธิบายผลการทดลองที่ได้แบบเชิงลึก เลยตัดสินใจยื่นขอทุนเรียนต่อปริญญาโท และเลือกเรียนในสาขาวิชาที่เฉพาะทางมากขึ้น ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian institute of Technology) จนวันหนึ่ง ที่ภาควิชามีประกาศว่า มีการเปิดรับนักเรียนปริญญาเอกทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ในด้านที่เรากำลังทำวิจัยอยู่พอดี ตอนได้ยินข่าวนี่ตาโตเลยคับ ประมาณแบบ เฮ้ย ญี่ปุ่น ดินแดน แห่งการ์ตูนและอะนิเมะ เลยสมัครแบบไม่รอช้าเลยครับ

มีคำแนะนำสำหรับผู้สนใจสมัครทุนนี้อย่างไรบ้าง

การสมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่นจะมีสองประเภทครับ คือ ประเภทแรก สมัครผ่านทางสถานทูตญี่ปุ่น ในประเทศไทย และ ประเภทที่สอง ผ่านทางมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น สองประเภทนี้จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปครับ

ทุนประเภทที่สมัครผ่านสถานทูต การแข่งขันจะค่อนข้างสูง เพราะโควตาในแต่ละปีมีไม่มาก คนที่สมัครผ่านทางนี้จะต้องเตรียมตัวให้มาก เพราะมีการสอบหลายขั้นตอน ข้อดีของทุนประเภทนี้คือ ผู้สมัครสามารถเลือก มหาวิทยาลัยและสาขาได้เอง แต่ผู้สมัครผ่านจะต้องเข้าไปเป็น Research student ก่อน แล้วต้องไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ตัวเองเลือกอีกครั้งครับ

ส่วนทุนประเภทที่สมัครผ่านมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยจะเป็นคนกรองผู้สมัครโดยตรง การแข่งขันจะค่อนข่างต่ำกว่า แต่ส่วนมาก สาขาวิชาที่เปิดรับจะค่อนข้างจำเพาะเจาะจง และจะไม่รับคนที่ไม่มี background ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสาขาเลย ผู้ที่ได้ทุนประเภทนี้จะได้เริ่มเข้าศึกษาปริญญาโทหรือปริญญาเอกได้เลยครับ

สิ่งที่สำคัญสำหรับการสมัครทุนทั้งสองชนิดคือ การเขียนแผนงานวิจัย (Research plan) ครับ เพราะกรรมการจะให้พิจารณาจากตรงนี้เป็นหลัก โดยงานวิจัยที่ดูเป็นรูปธรรมและสามารถนำไปใช้จริง หรือต่อยอดได้ จะมีโอกาสสูงในการผ่านการคัดเลือกครับ รวมทั้งคะแนนภาษาอังกฤษก็มีส่วน ยิ่งใครมีคะแนน ภาษาญี่ปุ่นยื่นไปด้วย จะเพิ่มโอกาสได้ขึ้นอีกมากครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยครับ บางแห่งไม่พิจารณาจากภาษาญี่ปุ่น แต่ต้องแอบกระซิบว่า มีไว้ยังไงก็ได้เปรียบครับ

DSCF0225.JPG

ตอนเรียนปริญญาเอกทำวิจัยเรื่องอะไร

ผมทำวิจัยเรื่อง “การใช้รังสีอัลตร้าไวโอเลตร่วมกับสารคลอรีนเพื่อกำจัดเชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนในน้ำ” ครับ เป็นการหาวิธีการฆ่าเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในน้ำประปา ต้องเกริ่นก่อนว่า ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นคนส่วนมาก ดื่มน้ำประปาเพราะกระบวนการผลิตของเขามีประสิทธิภาพ แต่ตอนนี้มีไวรัสชนิดใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะมาก และ บางสายพันธุ์มีความต้านทานกับสารฆ่าเชื้อในน้ำด้วยวิธีเดิมสูง ถ้าเกิดปนเปื้อนในน้ำประปาอาจทำให้เกิดโรคระบาดได้ครับ เพราะฉะนั้น การหาวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการฆ่าเชื้อไวรัสจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากครับ

ส่วน Original Contribution ในงานวิจัยของผมก็คือ วิธีนี้ไม่เคยมีที่ไหนนำมาประยุกต์ใช้ในการฆ่าเชื้อครับ อีกทั้งผมยังค้นพบว่า ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อสูงมาก รวมทั้งกลไกในการฆ่าเชื้อไวรัส (Inactivation mechanisms) นั้น มีลักษณะพิเศษและแตกต่างจากวิธีทั่วๆไปอย่างมากครับ

DSCF0192.JPGสิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนปริญญาเอกคืออะไร

ผมคิดว่า คือการเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่เคยทำครับ ซึ่งมันเป็นอุปสรรคใหญ่ ในการเรียนของผมเลยทีเดียว ต้องเกริ่นก่อนว่า งานวิจัยด้านที่ผมทำอยู่นั้น ผลที่ได้จากการทดลองนี่จะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตเลยครับ และงานวิจัยตอน ป.เอก ของผมมันเกี่ยวกับพวกไวรัส ซึ่งส่วนตัวจบวิศวะมา มีพื้นฐานเกี่ยวกับพวกนี้น้อยมากๆ ครับ ทำให้ตอนแรกๆ ที่เริ่มทำการทดลองนั้น ผลการทดลองใช้ไม่ได้เลยครับ และเสียเวลาไป 1 ปีเต็มๆ

ตอนนั้นแอบเครียดมาก เพราะแค่เลี้ยงไวรัสให้โตยังทำไม่ได้เลย ถ้าใครที่เรียนมาด้านนี้จะรู้ว่า มันใช้เวลานาน และต้องระมัดระวังสุดๆ เพราะปนเปื้อนได้ง่าย มีวันนึงเครียดถึงขั้นเดินเล่นไปเรื่อยๆ จากมหาลัยร่วม 10 กิโล ไม่รู้เหมือนกันว่า ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ครับ ฮ่าๆ แต่ในที่สุด ก็ผ่านมาได้ด้วยดีครับ

จุดที่เครียดที่สุดในการเรียนปริญญาเอกคือตอนไหน แล้วสภาพตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

ตอนเขียนเล่มครับ คือมีวันนึง ตอนปี 3 อาจารย์ส่งอีเมลล์มาบอกว่า นัดกรรมการกับหาวันสอบให้แล้วนะ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีวี่แววเลย ผมเลยทำแต่แลบ ในใจตอนนั้น ดีใจมากว่าได้สอบแล้ว แต่เล่มนี่เพิ่งเขียนไปได้คร่าวๆ นี่สิ หลังจากนั้นคือแบบลนมาก ผมนี่ต้องนับวันเลยว่า วันนึงต้องเขียนให้ได้กี่หน้าๆ ส่วนสภาพเหรอครับ ซอมบี้เดินได้ดีๆ นี่เอง

12900190_10156652515175177_266525623_nผ่านพ้นอุปสรรคมาได้อย่างไร

หาวิธีคลายเครียดครับ และกิจกรรมหลักที่ผมทำบ่อยๆ คือ “เดินเข้าร้านตกตุ๊กตา” ถ้าใครเคยมาญี่ปุ่นจะรู้ว่า ร้านแบบนี้มีเยอะมาก ตอนมาแรกๆ ผมรู้สึกเฉยๆ จนได้มาลองเล่นตอนเครียดๆ ทำให้รู้สึกดีขึ้นมากครับ พอไม่เครียดแล้ว ทำให้ผมมีความคิดดีๆ หรือได้ไอเดียในการแก้ปัญหามาเยอะมากครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อนๆ ที่รู้ผมจัก ก็มีส่วนช่วยผมมาก เพราะผมมักได้รับคำแนะนำและข้อเสนอแนะจากเพื่อนๆ ที่มีความรู้เกี่ยวกับพวกไวรัสมากกว่าผมมาปรับใช้ในการวิจัยของผม และสุดท้ายผมคิดว่าผมโชคดีมากที่คนในครอบครัวเข้าใจและให้กำลังใจเสมอ

เมื่อเรียนจบมาแล้ว มีข้อคิดหรือมุมมองอะไรที่อยากฝากสำหรับคนที่กำลังเรียนอยู่บ้าง

สิ่งที่ผมอยากฝากถึงเพื่อนๆที่กำลังเรียนอยู่ คือ “ให้มองโลกในแง่ดี เวลาประสบปัญหาครับ” ไม่ใช่ว่าให้เป็นคนโลกสวยนะครับ ฮ่าๆ แต่อยากให้มองในด้านดีของปัญหาที่กำลังพบว่า มันเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง การเรียนปริญญาเอก ผมเชื่อว่า ไม่มีใครไม่มีปัญหาระหว่างการทำวิจัย ไม่งั้นทุกคนต้องจบเอกกันง่ายๆแล้วสิเนอะ แต่ถ้าเราผ่านมันไปได้มันจะทำให้เราแกร่งและเก่งขึ้น ซึ่งปกติผมมักท่องในใจเสมอๆว่า เดี๋ยวทุกอย่างจะโอเคเอง Everything will be fine

26.11.2013 15-54-59.JPG

คำแนะนำที่จะฝากไว้เกี่ยวกับการทำวิทยานิพนธ์คืออะไร

คงเป็นเรื่องการออกแบบและการวางแผนการทำการทดลองครับ การออกแบบการทดลองที่ดี ผมว่าเราควรอ่าน Literature ให้เยอะๆ เพราะตรงนี้จะช่วยลดข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นในระหว่างการทำการทดลองจากปัจจัยอื่นๆที่เราควบคุมไม่ได้ ให้น้อยลงได้ครับ และเราควรมีแผนสำรอง (Back-up plan) ด้วย พูดง่ายๆ คือ เราควรคิดไปถึงผลการทดลองที่จะได้ ในกรณีที่ผลออกมาแล้วมันไม่ใช่ตามที่เราคาดหวัง

การเรียนปริญญาเอก คือ การศึกษาและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมันอย่างลึกซึ้ง ฉะนั้น ผมคิดว่า ไม่มีใครเดาได้หรอกครับว่าอะไรจะเกิดขึ้น การมีแผนสำรองที่ดี จะช่วยทำให้เราไม่เสียเวลาไปเปล่าๆ ครับ

สิ่งที่ได้จากปริญญาเอกได้นำมาใช้ในปัจจุบันอย่างไร

ปัจจุบันผมเป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก (Post-doctoral researcher) ซึ่งได้เอาความรู้ที่ได้จากปริญญาเอก มาต่อยอดในการทำวิจัยด้านอื่นๆ ได้มากขึ้น อีกทั้งเนื่องด้วยงานผมเป็นเชิงประยุกต์ใช้ (Application) ผลงานที่ได้จากตอน ป.เอก ก็กำลังจะไปประยุกต์ใช้จริงกับบางโรงงานในประเทศญี่ปุ่น และไม่แค่ผลงานวิจัยเท่านั้น ทัศนคติและประสบการณ์ที่ได้ตอนเรียน ป.เอก เช่น การไม่คิดมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็ช่วยให้ชีวิตการเป็นนักวิจัยของผมในตอนนี้ มีความสุขมากขึ้นครับ

ทำอย่างไรจึงได้มาทำ postdoc ต่อ? การทำ post-doc ต่างจากตอนเรียนปริญญาเอกอย่างไร?

ผมมีแพลนในการทำ post-doc ตั้งแต่ตอนที่ใกล้ๆจบแล้วครับ ฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การหาทุนวิจัยครับ ซึ่งมีการแข่งขันค่อนข้างสูงมากครับ ฉะนั้น research proposal จะต้องมี impact สูงมาก หลังจากนั้นก็ลองสมัครอยู่หลายๆทุนครับ จนได้มาในที่สุด

การทำ post-doc จะต่างจากตอนเรียนคือ ตอนนี้อาจารย์เขาจะไม่ยุ่งกับเราแล้วครับทุกอย่างเราต้องคิดเอง ทำเอง เพราะเขาถือว่าเราไม่ใช่เด็กแล้ว

การที่จบ Ph.D. ได้คือ คุณพร้อมที่จะเดินได้ด้วยตัวคุณเองในสายงานนี้แล้ว ผมว่าก็สนุกดีนะ มีอิสระในทางความคิดดี บางทีได้ไอเดียอะไรใหม่ๆก็ลงมือทำเองได้เลยครับ

————————-
เพจก็แค่ปริญญาเอกขอขอบคุณ ดร.เก่ง ที่เก่งสมชื่อมากๆ ค่ะ
แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ เร็วๆนี้

 

แบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก โดย ดร.พัด ผู้ก่อตั้งเพจก็แค่ปริญญาเอก

การตัดสินใจเริ่มเรียนปริญญาเอกของฉันวางอยู่บนความตั้งใจที่อยากจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ในวันที่ตัดสินใจสมัครเรียน ทุกอย่างดูง่ายราวกับถูกจัดมาให้แล้ว มหาวิทยาลัยในอังกฤษเดินทางมาออกนิทรรศการที่เมืองไทย พร้อมกับว่าที่อาจารย์ที่ปรึกษาที่เดินทางมาด้วย ฉันได้มีโอกาสคุยกับอาจารย์ถึงหัวข้องานวิจัยที่สนใจ อาจารย์สัมภาษณ์ฉันในวันนั้นเลย พร้อมกับแนะนำวิธีการยื่นใบสมัครและกระบวนการเรียนปริญญาเอกทั้งหมดอย่างคร่าวๆ

หลังจากคุยกันพักหนึ่ง เขาพูดกับฉันเลยว่า “ฉันเห็นปริญญาเอกอยู่ข้างหน้าเธอแล้ว!!” แค่เพียงประโยคเดียวของเขานั้น เป็นแรงจูงใจและกำลังใจสำคัญที่ทำให้ฉันผ่านขั้นตอนการสมัคร การเตรียมและส่งเอกสารที่มีรายละเอียดจำนวนมากไปได้ ด้วยใจที่สบายๆ และในที่สุด ฉันก็นำตัวเองเดินทางไปอังกฤษ และไปนั่งอยู่ในห้องทำงานของอาจารย์ที่ปรึกษา

“คำถามการวิจัยของเธอ คืออะไร?” หัวใจที่สำคัญที่สุดของการวิจัย คือ คำถามการวิจัย ถ้าเธอเริ่มต้นได้ดี งานวิจัยก็จะดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง อาทิตย์หน้ามาพบฉัน พร้อมกับคำถามการวิจัยของเธอนะ” นี่คือคำพูดของอาจารย์ในวันแรกที่ฉันเข้าพบเพื่อปรึกษาเรื่องงานวิจัย เป็นประโยคที่ฉันยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ และยังคงนำไปใช้กับนักศึกษาปริญญาเอกของฉันเองอย่างต่อเนื่อง

ฉันจำได้ดีว่าในการเข้าพบครั้งนั้น ฉันถือโครงร่างการวิจัยที่เขียนขึ้น จำนวน 7-8 หน้า โครงร่างที่พยายามตั้งใจทำเป็นอย่างมากตั้งแต่ตอนสมัครเรียน อาจารย์อ่านแล้วชมว่า เป็นความพยายามที่ดี แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะเริ่มต้นทำวิจัยได้

148947

ชีวิตจริงปริญญาเอก เริ่มต้นทันทีในเย็นวันนั้น เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันนอนไม่หลับไป 3 วัน วนเวียนอยู่กับการคิดๆๆ ค้นๆๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่จะต้องนำไปตอบอาจารย์ให้ได้ว่า “คำถามการวิจัยของเธอ คืออะไร?”

หลังจากคิด และ ค้น ซ้ำๆ อยู่หลายรอบ ทั้งอ่านงานของตัวเอง พร้อมกับการหาตัวอย่างงานวิจัยที่ทำสำเร็จไปแล้ว โดยดูตัวอย่างการตั้งคำถามของงานแต่ละเล่ม ในคืนวันที่ 4 ก่อนล้มตัวลงนอน เมื่อหัวกำลังจะถึงหมอน เกิดความรู้หนึ่งแว่บเข้ามาในหัว ฉันคิดคำถามงานวิจัยออก จึงรีบลุกขึ้นมาจดไว้ในสมุดโน้ต และเมื่อนำไปปรึกษาอาจารย์ในวันนัดพบ อาจารย์พิจารณาแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาบอกว่า “มันใช่ !!”

จากจุดนั้นคือจุดที่การวิจัยเริ่มต้น ฉันค่อยๆ เรียนรู้ เข้าใจ ซึมลึกกับกระบวนการเรียนปริญญาเอกแบบเน้นการทำวิจัย ทุกด่านที่พานพบคือการเรียนรู้ใหม่ การฝ่าฟันและก้าวข้ามในแต่ละขั้นตอนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บางขั้นตอนก็ต้องทำซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนกว่าจะเจอสิ่งที่ “ใช่” และในหลายครั้งก็มักจะมีสิ่งที่ “ใช่กว่า” รออยู่เสมอ ชีวิตของฉันในฐานะนักศึกษาปริญญาเอกวนเวียนอยู่กับการเข้าห้องสมุด อ่าน เขียน อ่าน เขียน แก้ไข เรียบเรียง ปรับปรุง อยู่เช่นนั้น ตั้งแต่ปีแรก จนงานเสร็จสมบูรณ์พร้อมส่ง

IMG_4932.JPG

สำหรับฉัน การเรียนปริญญาเอก ในช่วงอายุระหว่าง 25 จนถึง 29 ปี เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตัวเอง เพราะเป็นช่วงวัยที่ฉันยังไม่มีภาระใดๆ เป็นวัยที่มีสมาธิจดจ่อและทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มที่ จะว่าไปแล้วในช่วงวัยนั้นของฉัน ฉันเองก็ยังไม่เคยได้เผชิญกับความ “จริง” ของชีวิต ยังไม่เคยพบเจอมรสุมหรืออุปสรรคใดๆ ในชีวิตเลย เพราะชีวิตส่วนใหญ่ก็เติบโตมาโดยอยู่ในอ้อมกอดและการดูแลของพ่อแม่

การเรียนปริญญาเอก ที่ต้องอยู่ห่างจากครอบครัว จากบ้านเกิดเมืองนอน เป็นเวลากว่า 4 ปี  จึงเปรียบเสมือน บททดสอบฉบับย่อของชีวิต หลายอย่าง หลายเหตุการณ์ของการเรียนปริญญาเอก ดูจะเป็นความ “ทุกข์” แรกๆ ที่ชีวิตต้องเผชิญ

ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปในตอนนี้ ทุกข์ที่เกิดขึ้นระหว่างเรียนที่เคยคิดว่าทุกข์เหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ถูกอาจารย์ไล่ให้กลับมาแก้ไขงาน หรือตอนที่อยากจะจบแต่ก็ยังจบไม่ได้เสียที ต่างๆเหล่านั้น ในความเป็นจริงก็เป็นเพียง “ทุกข์” แบบเทียมๆ แต่ถึงแม้จะเป็นทุกข์เทียม ในขณะวินาทีตรงนั้น ใจก็รู้สึก “ทุกข์” เสียเต็มประดา

การเรียนปริญญาเอก คือ การฝึกใจตนเอง เพราะคนเราถ้าไม่เจอ “ทุกข์” เสียบ้าง ก็จะไม่รู้จักชีวิต ไม่ได้เข้าถึงและสื่อสารกับตัวเองอย่างแท้จริง ดังนั้น การเรียนปริญญาเอกสำหรับฉัน คือ “โอกาส” ของการฝึกฝนและขัดเกลา โอกาสในการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ได้มองโลกอย่างที่โลกเป็น ได้เข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้งกว่าเดิม  ประสบการณ์ 4 ปีของการเรียนปริญญาเอกจึงเป็นเวลาของการบ่มเพาะปัญญาของตัวฉันอย่างแท้จริง

148950.jpg

มองย้อนกลับไป เส้นทางการเรียนปริญญาเอกของฉัน ไม่ได้พบเจอปัญหาใดๆ ที่หนักหน่วง ฉันต้องขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษาและกัลยาณมิตรที่คอยแนะนำ แบ่งปันประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ อยู่เสมอ ฉันมีกลุ่มรุ่นพี่ รุ่นน้อง และเพื่อนๆนักเรียนไทยที่เรียนปริญญาเอก มีกลุ่มเพื่อนต่างชาติที่เรียนปริญญาเอกในคณะเดียวกัน และต่างคณะ จำนวนมาก

ในการเรียนปริญญาเอก การมีชุมชนที่ไว้ใจได้ ที่สามารถเล่าและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตปริญญาเอกสู่กันฟัง มีความสำคัญมาก ตลอดเส้นทางการเรียนรู้ ฉันได้มองเห็นรุ่นพี่ที่เดินอยู่ข้างหน้า ที่ยินดีแชร์ขั้นตอน เทคนิค วิธี และประสบการณ์ที่เขาเผชิญอยู่ มองไปข้างตัว ก็มีเพื่อนจำนวนมากเดินร่วมทาง รวมถึงรุ่นน้องที่เดินตามหลังมาติดๆ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกำลังใจที่ทำให้ฉันไม่ท้อ และเดินถึงจุดหมายได้ในที่สุด

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญและส่งผลต่อความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอกก็คือ ตัวเอง การเรียนปริญญาเอกด้วยใจที่สบายๆ ไม่เร่งรีบ ไม่บีบคั้นตัวเอง ในวันที่ต้องทำงาน ก็ทำงาน และในวันที่พักผ่อน ก็พักผ่อน

IMG_0032

วินัยในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้งานสำเร็จ ในทุกวันที่ผ่านไป การมีสติระลึกรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ พร้อมๆ ไปกับการจับจ้องที่เป้าหมาย และลงมือทำอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งเราเองสามารถวางใจได้ว่าต้องมีวันนั้นวันแห่งความสำเร็จของเราอย่างแน่นอน

โดยธรรมชาติแล้ว ฉันไม่ใช่คนสมองดี เฉียบไว แหลมคม ปัจจัยที่ทำให้ฉันเรียนได้ดีในการเรียนระดับอื่นที่ผ่านมา ก็เพราะความมีวินัยกับความสม่ำเสมอ โชคดีที่สองข้อนี้เป็นลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างเวิร์คมากสำหรับการเรียนปริญญาเอก ตลอดระยะเวลาการเรียน ฉันส่งงานตรงตามที่นัดหมายกับอาจารย์ทุกครั้ง ตั้งใจปรับปรุงแก้ไข ทำตามคำแนะนำของอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ จนอาจารย์ที่ปรึกษาพูดบ่อยๆว่าอยากให้ลูกศิษย์ของเขาทุกคนเป็นเหมือนฉัน

อย่างไรก็ตาม ฉันพบว่าหลายทักษะที่จำเป็นในการทำวิจัยระดับปริญญาเอก กลับเป็นทักษะที่ฉันไม่เชี่ยวชาญ หรือ ไม่เคยฝึกมาก่อนเลย เป็นธรรมดาเมื่อเราพบเจองานที่ตัวเราไม่ชำนาญ ไม่มีทักษะ ก็ทำให้งานต้องชะงักไปบ้าง ช้าไปบ้าง

อย่างไรก็ตาม ปริญญาเอกมีเวลาและพื้นที่ให้กับการฝึกปรือตนเองเสมอ ตราบใดที่เรามุ่งมั่น จดจ่อ มีสติ และตั้งใจกับงานที่อยู่ตรงหน้า เราก็จะสามารถก้าวข้ามในที่สุด

pad1
ฉันมีโอกาสได้พัฒนาตนเองในช่วงการเรียนปริญญาเอกนี้เยอะพอควร ทักษะต่างๆที่ฉันยังไม่รู้ หรือ ไม่มีติดตัวมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง คิดสร้างสรรค์ หรือ การตั้งคำถามใหม่ๆ และการมองโลกให้รอบด้าน เหล่านี้เป็นสิ่งที่ฉันต้องค่อยๆ ฝึกปรือ และเมื่อได้ทำบ่อยเข้า ก็กลับกลายเป็นเชี่ยวชาญในที่สุด

ถึงแม้ชีวิตจะดูราบรื่น แต่ก็มีวันที่ผิดหวังและร้องไห้กับปริญญาเอกอยู่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ในปีสุดท้ายของการเรียน ในวันที่เข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อรับฟังคอมเม้นต์ที่มีต่องานเล่มสมบูรณ์ที่ส่งไป ในใจนั้นคิดไว้ว่า เล่มนี้น่าจะเป็นเล่มที่ “ใช่” และใกล้เคียงกับเล่มจริงที่จะส่งเพื่อขึ้นสอบที่สุดแล้ว ประเมินไว้ว่า หากจะต้องแก้ไข ก็คงมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฉันฝันหวานและวางแผนไว้เลยว่าหลังจากวันนี้ฉันจะไปเที่ยวๆๆ และพักให้เต็มอิ่มเลย แต่ปรากฎว่า อาจารย์ที่ปรึกษาวิจารณ์งานเยอะมาก ให้ฉันกลับมาแก้ไขโดยให้รื้อโครงสร้างและรูปแบบการเขียนของบทที่เป็นผลการวิจัยทั้งหมด ให้เปลี่ยนการเรียงลำดับหัวข้อใหม่ เอาประเด็นย่อยขึ้นไปเป็นประเด็นหลัก แล้วเอาประเด็นหลักลงมาอยู่ใต้ประเด็นย่อย

ณ ตอนนั้น ฉันแทบจะล้มทั้งยืน ฉันรู้สึกต่อต้าน ไม่อยากทำ มองว่าสิ่งที่อาจารย์ให้แก้ไขนั้นเยอะเกินไป ทำไม่ไหวแน่ๆ เดินกลับมาบ้าน น้ำตาตกใน อกหักอยู่หลายวัน ไม่แตะเอกสารการเรียนใดๆเลย กว่าจะทำใจ และกลับมาแก้ไขงานอีกครั้ง ก็แทบแย่ แต่พอลงมือทำจริงๆ ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด และงานที่ได้รับการแก้ไขก็ดีขึ้นจริงๆ กับเหตุการณ์นี้ ถ้ามองย้อนกลับไป จะเห็นว่า ความผิดหวังของฉันเกิดขึ้น ก็เพราะฉันไปคาดหวัง และยึดติดไว้แน่นว่าสิ่งนี้คือใช่แน่แล้ว ครั้นพอไม่ได้ก็เลยผิดหวังมาก

อีกวันที่พีคที่สุด คือ คืนก่อนวันที่จะไปปรินท์งานเพื่อยื่นส่งเล่มสมบูรณ์ให้กับมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยจะจัดส่งให้กรรมการสอบอ่าน และเพื่อขึ้นสอบจบ ในคืนนั้น
ฉันจำได้ว่าฉันไม่ยอมหลับยอมนอน จมอยู่กับความคิดที่ว่าฉันจะต้องนั่งตรวจทานทุกอย่างโดยละเอียดอีกครั้ง ถึงแม้ว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ ฉันก็ได้ตรวจเช็คทบทวนไปแล้วหลายรอบ

ในคืนนั้น น้องสาวฉัน (พัน) อยู่กับฉัน เขาบอกกับฉันว่า ให้นอนได้แล้ว พรุ่งนี้จะได้สดชื่น ไปปริ้นท์งานจะได้ไม่เบลอ ทันใดนั้น ฉันก็เริ่มร้องไห้หนักมาก หาว่าน้องไม่เข้าใจฉัน ฉันจะปล่อยให้งานเว้นช่องไฟผิดๆ ได้อย่างไร ตลอดการตรวจงานทั้งคืนจนถึงตี 4 ฉันเจอจุดที่ผิดทั้งหมด 4 จุด อันประกอบด้วย การเว้นช่องไฟผิด การลืมจุดฟูลสต็อบ 2 ที่ และ อีกจุดคือ ลืมใส่เครื่องหมายปิดคำสัมภาษณ์ ทันทีที่เจอจุดผิด อาการของฉันคือ ใจสั่น มือสั่น ร้องไห้ เป็นมากถึงขั้น จะโยนงานลงถังขยะ พูดอยู่นั่นแล้วว่า เห็นไหมๆๆ งานของฉันไม่ดีพอ !!
IMG_7913มื่อมองย้อนกลับไป ฉันว่ามันตลกมาก อาการของฉันคล้ายเป็นคนบ้า มันเหมือนกับอาการของคนที่กลัวความสำเร็จ เหมือนกับคนที่ปีนเขามาชิลล์ๆ จนพอใกล้ถึงจุดสูงสุด แหงนมองขึ้นไปเห็นยอดเขา เกิดอาการขาสั่น กลัว ไม่กล้าไปต่อ และเตรียมที่จะปีนลงเขาท่าเดียว

โชคดีที่มีน้องสาวอยู่ด้วย เป็นกำลังใจ พูดให้ฉันถอยมาดูภาพทั้งหมดในมุมกว้าง ภาพของชีวิตปริญญาเอกตลอดระยะเวลา เกือบ 4 ปี ที่ฉันทำมาทั้งหมด
แล้ววันนี้ก็เป็นแค่อีกวันที่ต้องก้าวไปต่อ เพื่อไปให้ถึงซึ่งจุดที่ฉันตั้งเป้ามาโดยตลอด มันเป็นแค่อีกก้าวเดียวเท่านั้น ทันทีที่ฉันเข้าใจอะไรมากขึ้น เข้าใจว่า ความสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง และฉันก็ได้ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ฉันจึงยอมวางวิทยานิพนธ์ของฉันลง ปล่อยมือจากการยึดมันเอาไว้ และยอมเข้านอน เพื่อหลับและตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่ควรทำ และในวันรุ่งขึ้น ฉันก็สามารถส่งงานของฉันที่หน้าเคาน์เตอร์รับงานของนักศึกษาปริญญาเอก

ณ ที่นั้น ฉันเห็นภาพเพื่อนหลายคนที่กำลังเปิดเช็คดูจุดฟูลสต็อป ดูเลขหน้า ดูการเว้นช่องไฟ หลายคนดูเครียด ลนลานเมื่อพบจุดผิดของตัวเอง เมื่อฉันส่งงานเรียบร้อย จึงเดินไปหาเพื่อน รู้ซึ้งลงไปในใจของเขาเลยว่า เขากำลังคิดอะไรอยู่ บอกกับเขาว่าฉันก็เพิ่งผ่านขั้นตอนนี้มาเมื่อคืน และบอกถึงความคิดที่ทำให้ฉันก้าวข้ามจุดนั้นมาได้

การสอบปากเปล่าเพื่อจบของฉันนั้น ผ่านไปอย่างเรียบร้อย ในวันนั้นที่ทราบผลว่าผ่าน เป็นวันที่ฉันอิ่มเต็มสมบูรณ์จากภายใน ฉันจำได้ว่าเมื่อทุกอย่างสำเร็จเรียบร้อย ใจมันว่าง เบาสบาย รู้ลงไปอย่างลึกซึ้งเลยว่า ความรู้ที่ค้นพบ ก็เป็นแค่จุดเล็กๆจุดหนึ่ง และในโลกนี้ ยังมีอะไรอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้ ในเวลานั้น ฉันรู้สึกสบาย กายและใจไม่ได้ฟูพองเกินเลยจากสิ่งที่ได้รู้มา และ ก็ไม่ได้แฟบเล็กกับความรู้สึกที่ว่าฉันไม่รู้อะไรเลย นี่ล่ะมั้ง คือ ความรู้สึกอิ่มเต็มอยู่ในทีกับสิ่งที่มีและได้รับจากการลงมือทำด้วยตัวเอง

pad2

ละจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ปริญญาเอกสำหรับฉัน ก็เป็นเพียง “แค่ปริญญาเอก” และฉันเชื่ออยู่เสมอว่า ดร.ก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และ ยังต้องพัฒนาและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา จะหยุดตัวเองและความรู้ไว้ที่ปริญญาเอกไม่ได้

ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประสบการณ์เหล่านี้ของฉัน จะช่วยย่นย่อระยะทางของการศึกษาปริญญาเอกของใครหลายๆคน และที่สำคัญช่วยเสริมสร้างพลังจากภายใน ให้ลุกขึ้นมาและก้าวไป จนถึงปลายทางให้จนได้

ทุกบทเรียนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตปริญญาเอกก็เพื่อให้เราได้เรียนรู้ ตราบใดที่เรามีใจที่ตั้งมั่น มีสติ จดจ่อกับทุกขั้นตอนของการเรียนรู้นี้ เราจะสามารถก้าวข้าม และผ่านทุกด่านไปได้อย่างแน่นอน

ผศ.ดร.พัด ลวางกูร
PhD in Politics and International Studies,University of Leeds, ประเทศอังกฤษ

————————————–
ติดตามข้อคิดและมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาปริญญาเอก จาก ดร.พัด และ ดร.พัน ผู้ก่อตั้งเพจก็แค่ปริญญาเอก ได้ที่เพจก็แค่ปริญญาเอก https://www.facebook.com/justaphd/
https://justaphdblog.com/

แนะนำการศึกษาต่อระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ที่ไต้หวัน

taiwan6.jpg

ไต้หวัน เป็นเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกใกล้จีนแผ่นดินใหญ่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันปกครองโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่มีความเป็นเอกเทศจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ช่วงนี้มีการรับสมัครนักศึกษาปริญญาโท และปริญญาเอก เพจก็แค่ปริญญาเอกจึงไปติดตามข้อมูลมาฝากกัน…

ระบบการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของไต้หวัน ปริญญาโทใช้ระยะเวลาเรียน 1 ถึง 4 ปี และปริญญาเอกใช้ระยะเวลาเรียน 2 ถึง 7ปี

การสมัครเรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษาที่ไต้หวัน เป็นอย่างไร วงศ์ลัดดา วีระไพบูลย์ นักศึกษาปริญญาเอกสาขาวิชา Recreation, Tourism and Hospitality Management จาก มหาวิทยาลัยแห่งชาติเจียอี้ ให้ข้อมูลกับเรา…

“…ปัจจุบันมหาวิทยาลัย ในไต้หวันมีหลายสาขาที่เป็นภาคอินเตอร์ โดยเรียนเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งของปริญญาตรี โทและเอก คนที่จะสมัครเรียน ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานภาษาจีน เพราะมหาวิทยาลัยจะมีให้เรียนภาษาจีนพื้นฐานเพื่อให้นักศึกษาใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน การเรียนภาคอินเตอร์ จะมีอาจารย์ที่จบจากต่างประเทศทั้งหมด ส่วนใหญ่เพื่อนร่วมชั้นก็เป็นนักเรียนต่างชาติ จึงไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคในการเรียนมากนัก

มาตรฐานการเรียนที่นี่ค่อนข้างดี สภาพแวดล้อมดีมาก และทุกมหาวิทยาลัยมีอุปกรณ์การเรียน เทคโนโลยีทันสมัย มีความปลอดภัยสูง คนไต้หวันอัธยาศัยดี มีไมตรีจิตกับชาวต่างชาติ ค่าครองชีพสูงกว่าของไทยไม่มาก หรืออาจจะพอ ๆ กัน ยกเว้นในเมืองไทเปซึ่งเป็นเมืองหลวง

เรื่องการเดินทางเพื่อมาเรียนในมหาวิทยาลัย ถ้าเรียนในเมืองไทเป เกาสุง ไถจง การเดินทางจะสะดวกมากค่ะ แต่บางเมืองอาจจะลำบากหน่อย เช่นเจียอี้ จางฮว้า หวินหลิน เพราะเป็นเมืองเล็ก แต่สามารถอยู่หอพักในมหาวิทยาลัยได้ โดยอาจใช้จักรยาน หรือมอเตอร์ไซด์ค่ะ”

taiwan8.jpg

วงศ์ลัดดา เล่าถึงประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกในไต้หวัน กับเราว่า

“สำหรับตัวเอง การเรียนที่นี่ค่อนข้างจะหนักกว่าคนอื่นเพราะว่า ตัวเองไม่ได้จบสาขานี้มาโดยตรง ต้องเรียนวิชาของปริญญาโทอีกประมาณ 5 วิชาค่ะ และต้องเรียนเป็นภาษาจีน เลยรู้สึกว่า ยากกว่าสาขาอื่น ถ้าใครมีพื้นฐานอยู่แล้่ว น่าจะเรียนได้เร็วกว่านี้ค่ะ ที่มหาวิทยาลัยจะเน้นเรื่องงานวิจัย เขาจัดห้องทำงาน ห้องวิจัยให้นักศึกษาปริญญาโทกับปริญญาเอก ไว้ให้ทำวิจัย อ่านหนังสือ และทำวิทยานิพนธ์ มีคอมพิวเตอร์และที่นั่งประจำเป็นของตัวเอง สะดวกดีค่ะ”

ตอนนี้หลายมหาวิทยาลัยในไต้หวันต้องการนักศึกษาต่างชาติ เนื่องจากประชากรมีอัตราการเกิดน้อยลง และต้องการให้นักศึกษาไต้หวันได้มีโอกาสการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชาวต่างชาติ จึงมีการเสนอทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาต่างชาติด้วยค่ะ”

taiwan3.jpg

สนใจข้อมูลการศึกษาต่อที่ไต้หวัน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Taiwan Education Center, Thailand http://www.tec.mju.ac.th/ (มีข้อมูลเป็นภาษาไทย)

ต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ กำหนดการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ ของมหาวิทยาลัยในไต้หวัน ปีการศึกษา 2016-2017 รวมทั้งทุนการศึกษา ดูเพิ่มเติมที่

https://docs.google.com/document/d/1d01uklQn9MeyHQjQNGXp_2ltgJCjCp6tWgAn0EKidI4/edit?pref=2&pli=1

และเว็บไซต์ Study in Taiwan ที่นี่ http://www.studyintaiwan.org/

taiwan2.jpg

ขอบคุณข้อมูลจาก วงศ์ลัดดา วีระไพบูลย์ นักศึกษาปริญญาเอกสาขาวิชา Recreation, Tourism and Hospitality Management จาก มหาวิทยาลัยแห่งชาติเจียอี้  แฟนเพจก็แค่ปริญญาเอก

เลือกเรียนต่อปริญญาเอก สาขาอะไรดี?


คำถาม: การเรียนต่อปริญญาเอก จะต่อสาขาอะไรก็ได้ หรือว่าต้องเป็นสาขาที่ต่อเนื่องจากปริญญาโทคะ ขอบคุณค่ะ
คำตอบ: การเรียนปริญญาเอกคือการเรียนที่เฉพาะเจาะจง หากมีพื้นฐานความรู้ปริญญาตรีและโทในสาขาวิชาเดียวกันเป็น background อยู่ ก็จะทำให้การเรียน “ง่าย” ขึ้น ในแง่ความเข้าใจ องค์ความรู้ หรือ ศัพท์วิชาการต่างๆ ที่คุ้นเคยอยู่

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่จำเป็นเสมอไป อาจจะเปลี่ยนสาขาก็ได้ เพราะในระดับปริญญาเอก หัวข้อวิจัยที่สนใจ มีความสำคัญและจะเป็นตัวกำหนดว่าผู้เรียนควรเรียนสาขาใด
ผู้สมัครควรพิจารณาเหตุผลให้ชัดว่า ทำไมจึงเปลี่ยนสายการเรียน และถ้าต้องอ่านและทำงานหนักเพิ่มขึ้น จะโอเคมั้ย แต่ถ้าใจรัก สนใจ ในหัวข้อวิจัยในสาขาใหม่นี้ ก็สามารถทำได้

อีกทั้งควรพิจารณาด้วยว่า สาขาที่เปลี่ยนนั้น เปลี่ยนมาก หรือยังอยู่ใน area ใกล้เคียงสาขาเดิม และการเปลี่ยนนี้จะส่งผลต่อการสมัครงานในอนาคตหรือไม่ หมายถึง งานที่อาจต้องการการจบวุฒิตรี โท และเอกในสาขาเดียวกัน

หากพิจารณาแล้วเห็นว่าการเปลี่ยนสาขาวิชาในปริญญาเอก จะตอบโจทย์ชีวิตของเราในปัจจุบันและในอนาคตมากที่สุด ก็สามารถเปลี่ยนได้ค่ะ

สุดท้ายก็ต้องดูด้วยว่ามหาวิทยาลัย/คณะ ที่สมัคร เขารับเข้าเรียนหรือไม่ ถ้าเขารับก็แสดงว่าผู้สมัครสามารถเรียนได้ มีโอกาสจบได้ และสำเร็จได้ค่ะ

พิจารณาให้รอบด้าน มีเหตุผลรองรับการตัดสินใจของตัวเอง ขอให้โชคดีค่ะ 🙂
เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD

8เทคนิคสร้างสรรค์งานเขียน แบบออฟไลน์ ช่วงวันหยุดยาว 

 1.เปลี่ยนสถานที่ทำงาน จากห้องทำงานเดิมๆ มาเป็นร้านกาแฟ ห้องสมุด ริมทะเล ฯลฯ
2.เสียงเพลง ดนตรี น้ำผลไม้ คลื่น สายลม แสงแดด ผสมผสานองค์ประกอบต่างๆนี้ให้ลงตัว..ตามสไตล์ที่ชอบ
3.ปิด wifi และ notifications ในโทรศัพท์
4. ทำงานแบบออฟไลน์ ด้วยดินสอ ปากกา สมุดโน้ต กระดาษสีสันสวยๆ
5.ปริ้นท์งานเขียนออกมาวางบนพื้นข้างหน้า ปรับมุมมอง ลองดูความสัมพันธ์ของความคิดแต่ละส่วน ส่วนไหนสั้นไป ยาวไป ใช้สีในการทำสัญลักษณ์ เชื่อมโยงแต่ละส่วน จากมุมมองใหม่นี้
6.เปลี่ยนการเขียนเป็นการพูด จินตนาการว่ามีคนนั่งฟังอยู่ พูดเล่างานของคุณออกมาให้ผู้ฟังเข้าใจ ในที่สุดตัวคุณจะเข้าใจตัวเองไปด้วย
7.ตั้งรางวัลการลงมือทำงานให้ตัวเอง สำหรับจำนวน “หน้า” ที่เขียนได้ หรือ จำนวน”ชั่วโมง” ที่ได้โฟกัสกับงาน
8.เดินเล่น วิ่งเล่น สาดน้ำสงกรานต์ บ้างอะไรบ้าง หลอกสมองให้ผ่อนคลาย ก่อนกลับมาทำงานใหม่…

สุขสันต์วันสงกรานต์ สุขสันต์วันครอบครัว

#justaphd

สุขพิชญา จรัญชล :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: a super busy day with a PhD student

phos2สวัสดีค่ะ แนะนำตัวหน่อยค่ะ
โฟส สุขพิชญา จรัญชล ค่ะ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนศรียานุสรณ์ จ.จันทบุรี และจบการศึกษาระดับปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอนนี้กำลังศึกษาปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์ ณ University of Alberta ประเทศแคนาดาค่ะ

ทำไมจึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอกคะ

จุดเริ่มต้นเกิดจากในสมัยเด็กๆ โฟสชอบดูการ์ตูน และมีความใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นนักบินอวกาศ หลังจากนั้นจึงได้ค้นพบว่าตนเองชอบวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะชอบสาขาไหน เมื่อโฟสเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้โฟสได้ตกหลุมรักฟิสิกส์เข้าอย่างจัง หลังจากได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการสอวน.สาขาฟิสิกส์ หรือโครงการส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ค่ะ

พอจบระดับมัธยมศึกษา โฟสได้มีโอกาสรับทุนเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีและโท จากโครงการพสวท. หรือ โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โฟสได้รับทุน แบบไม่มีข้อผูกมัด จากประเทศแคนาดา จึงตัดสินใจมาศึกษาต่อปริญญาเอกที่นี่ การเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ต่างประเทศ เป็นอีกช่องทางในการเปิดโลกทัศน์มุมมองการทำวิจัยในระดับนานาชาติมากขึ้นค่ะ

โฟสเตรียมตัวเพื่อสมัครเรียนปริญญาเอกอย่างไรบ้างคะ  

โฟสเริ่มด้วยการดูงานวิจัยของแลปต่างๆ ที่สอดคล้องกับงานที่ทำตอนที่เรียนปริญญาตรีและโทค่ะ โฟสคิดว่า หากได้มีโอกาสเรียนในประเทศที่ไม่เคยไป ก็ย่อมได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆมากขึ้นค่ะ โฟสจึงทำการค้นข้อมูลและพบว่า สถาบันนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศแคนาดา มีการทำวิจัยในด้านที่โฟสทำมาตั้งแต่ปริญญาตรี ซึ่งสถาบันนี้ตั้งอยู่ใน University of Alberta เป็นมหาลัยติดอันดับหนึ่งในห้าของประเทศแคนาดา เมื่อเข้าไปเช็คข้อมูลในเว็บภาควิชา พบว่า มีทุนมากมายเลยค่ะ จากนั้นโฟสจึงยื่นสมัครมาที่นี่ที่เดียว

ตอนยื่นสมัครต้องเตรียมตัวอย่างไร

ในด้านการเตรียมตัวนั้น โฟสก็เตรียมตัวสอบภาษาอังกฤษ และเตรียมเอกสารอื่นๆ ในเวลาเดียวกันค่ะ โดยเอกสารหลักๆ คือ คะแนนภาษา, CV, Statement of Purpose, Letter of recommendation 3 ฉบับ (ทางไปรษณีย์), Transcript เป็นต้น

สิ่งสำคัญในตอนนั้น นอกจากเรื่องคะแนนภาษา ที่จะต้องได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว คือ การเช็คเรื่อง Letter of recommendation ค่ะ เพราะทางมหาวิทยาลัยต้องการเเบบส่งไปรษณีย์ โดยควรจะไปติดต่ออาจารย์เนิ่นๆ เพื่อจะได้มีเวลาและเอกสารส่งไปถึงมหาวิทยาลัยครบตามเวลาที่กำหนดค่ะ

phos3
ถ่ายภาพกับ Professor Emeritus Arthur B. Mcdonald นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ปี 2015
ชีวิตการเรียนปริญญาเอกตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ

โฟสกำลังเรียนปีสองของระดับปริญญาเอกค่ะ โดยกำลังเรียนวิชาตัวสุดท้ายในเทอมนี้ และผ่านการเรียนรู้กระบวนการต่างๆ ในแลปมากมาย จนเห็นภาพรวมของงานวิจัย แต่เนื่องจากงานวิจัยเป็นทางด้านชีวฟิสิกส์ จึงทำให้ต้องศึกษาเรื่องราวมากมายในทางด้านชีววิทยาและเคมี โดยเทอมที่แล้วค่อนข้างหนักมาก เพราะว่า โฟสเข้าแลปชีวเคมีทุกวันเลย ทั้งๆ ที่เป็นเด็กฟิสิกส์ แต่แล้วเมื่อเรียนรู้กับมันและเวลาผ่านไปก็พบว่า ชีวเคมีก็เป็นอะไรที่สนุกเช่นกันค่ะ

เมื่อมาเรียนปริญญาเอกแล้ว มีการแบ่งเวลาในชีวิตอย่างไรบ้างคะ

โฟสชอบคำพูดนึงที่มีใจความประมาณว่า คนเราทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน เราสามารถแบ่งเวลาได้เป็น 8 ชั่วโมงสำหรับการนอน 8 ชั่วโมง สำหรับการเรียน และ ทำงาน และจะมีเวลาอื่นๆอีก 8 ชั่วโมง โฟสก็พยายามใช้สูตรนี้เช่นกันค่ะ แต่ว่า บางครั้งช่วงเวลาสำหรับการเรียน และทำงานในแลปมันอาจมากกว่า 8 ชั่วโมง อย่างเทอมที่แล้วมีโหดสุดคือ ทำแลป 13 ชั่วโมงรวด มีเวลาพักรวมๆในนี้ประมาณเพียงครึ่งชม.เท่านั้น อีกวันก็ทำ 11 ชั่วโมงรวมสองวันทำแลป 24 ชั่วโมงพอดีเลยค่ะ

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หากดูตามสูตรเวลาข้างต้น แม้ว่าจะเรียนและทำงานถึง 13 ชั่วโมงก็แสดงว่า โฟสยังมีเวลาอื่นๆอีกถึง 3 ชั่วโมงค่ะ และมันก็คงไม่ได้โหดขนาดนี้ในทุกวัน เพราะปกติก็ประมาณ 10 ชั่วโมงกำลังดี

ดังนั้น การบริหารเวลาของโฟสในเทอมนี้ก็คือ 24 ชั่วโมงของวัน โฟสจะแบ่งเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงเอาไว้สำหรับตนเองในทุกๆวัน เป็นของขวัญให้กับตนเองสำหรับสิ่งที่อยากทำ เช่น การร่วมกิจกรรมในมหาวิทยาลัยที่ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์มุมมองใหม่ๆที่อาจมีประโยชน์ในอนาคต การสวดมนต์ทำสมาธิ การนั่งพักชมธรรมชาติให้สมองโลดแล่นในปาร์คข้างๆ แลป หรือการออกกำลังกายดูแลสุขภาพตนเอง โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะพยายามออกกำลังกายครั้งละครึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละสองครั้ง โดยบางครั้งไอเดียดีๆ ในการทำแลปของโฟส มันก็มาจากตอนที่กำลังว่ายน้ำค่ะ

ถ้าเราเลือกที่จะจัดเวลาก่อน โฟสคิดว่า เราก็จะสามารถเป็นผู้เลือกและจัดการเวลา แทนที่ว่า เวลาจะจัดการเราค่ะ

ช่วยนิยามคำว่า Super Busy ในแบบของนักศึกษาปริญญาเอกหน่อยค่ะ

ขอแบ่ง Super Busy เป็นสองแบบค่ะคือ หนึ่ง “Super Busy” ที่ใจด้วยความคิดมโนต่างๆ และ สอง Super Busyด้วยการทำสิ่งต่างๆมากมาย โดยการลงมือทำ

โฟสนึกถึงคำพูดนึงของ อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวมีใจความประมาณว่า  ถ้าข้าพเจ้ามีเวลา 6 ชั่วโมงในการตัดต้นไม้ ข้าพเจ้าจะใช้ 4 ชั่วโมงแรกไว้ลับขวานและในวันนี้ที่เรากำลังบอกตนเองว่า “Super Busy” นั้น เรากำลัง “Super Busy” กับการใช้เวลาทั้ง 6 ชั่วโมงในการตัดต้นไม้อยู่หรือเปล่า

โฟสเชื่อว่า คนเราทุกคนมีศักยภาพที่จะผ่านเรื่องราวมากมายไปได้ ขอเพียงแค่มีสติ มีการวางแผนที่ดี วางแผนที่เฉียบคมมองเห็นเป็นรูปธรรม จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาลงมือทำ ณ วินาที อย่างมีความสุข

ถึงแม้ว่าจะดูว่าตัวเราจะ “Super Busy” จากการทำสิ่งต่างๆมากมาย แต่เราจะไม่ “Super Busy” ที่ใจด้วยความคิด มโนภาพมากมายถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ลงมือทำไปอย่างเต็มที่ทุกวินาทีตรงนี้ ด้วยใจที่เบาๆ แล้วผลจะเป็นอย่างไร นั่นแหละค่ะ ของจริง

คิดว่าสิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกคืออะไรคะ

สิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกสำหรับโฟสคือ “การชนะใจตนเอง”ค่ะ

โฟสขอขอบคุณที่งานวิจัยที่ทำ  ทำให้สัมผัสถึงการทำงานแบบจริงๆ โฟสได้คลุกคลีกับพี่ๆ นักวิจัยอาวุโสและพี่ๆ ที่มาทำวิจัยหลังปริญญาเอกมากมาย

แลปของโฟสค่อนข้างเป็นทางด้านบูรณาการ จึงได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายตั้งแต่ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ไปจนกระทั่งถึงการเขียนโปรแกรม ในเวลาไม่ถึงปีแรกของการทำแลป โฟสใช้สมุดแลปเล่มใหญ่ 200 หน้าไปหมดเกลี้ยงเลยค่ะ เป็นเด็กฟิสิกส์ แต่ก็ต้องมาเรียนรู้เรื่องการสังเคราะห์โปรตีน การทำปฎิกิริยาต่างๆ และอื่นๆ

รุ่นพี่ก็มีเรียนจบปริญญาเอกภายใต้อาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสิ้น 3 คน และใช้เวลาอย่างต่ำ 6 ปีกันทั้งนั้น 

ในตอนแรกๆ ที่มาเรียนนั้น มันดูเหมือนว่า อะไรมันก็ดูยากไปซะหมด ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านเนื้อหาวิชาการ การลงมือทำแลป การแก้ปัญหาในแลป การเรียนในสถานที่ต่างภาษาและวัฒนธรรม 

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความยากทั้งหมดที่ผ่านมานั้น มันจะไม่ยากเลย ถ้าหากเราชนะใจตนเองค่ะ ค่อยๆทำไป ค่อยๆเรียนรู้ไปด้วยใจเบาๆสบายๆ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจและไม่หยุดเดิน อะไรๆ มันก็สามารถที่จะเป็นไปได้ค่ะ

phos1
บรรยากาศมุมโปรดในมหาวิทยาลัย
คิดว่าทำอย่างไรถึงจะผ่านด่านการเรียนปริญญาเอกไปได้คะ

ในมุมมองของโฟส การเรียนปริญญาเอกก็เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ยืนต้นค่ะ ซึ่งย่อมใช้เวลาไม่น้อย กว่าที่ต้นไม้ต้นนั้นจะเติบใหญ่ ต้นไม้ยืนต้น ในยามที่เป็นต้นกล้าก่อนที่จะเเข็งแรงสามารถลงดินได้นั้น เราย่อมดูแลมัน ค่อยๆรดน้ำเบาๆ ไม่มากไป ไม่น้อยไป ไม่ให้โดนแดดแรงจัด เหมือนโฟสในช่วงปีแรกที่มาเรียนปริญญาเอก ขอขอบคุณกำลังใจจากครอบครัวและเพื่อนๆทุกๆคน ในช่วงแรกๆ โน่นก็ไม่เข้าใจ นี่ก็ไม่เข้าใจ มีการปรับตัวมากมาย และในเรื่องเนื้อหาวิชาการก็เน้นทยอยอ่าน ทยอยเรียนโดยรู้กำลังตน เหมือนกับการรดน้ำต้นไม้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากไปหรือน้อยไป ใส่ปุ๋ยบ้าง แล้ววันนึงต้นไม้ก็จะโตและแข็งแรงขึ้นค่ะ

เมื่อปีแรกผ่านไป ต้นกล้าต้นนี้ก็สูง ลำต้นพอตั้งได้ดี ก็สามารถลงดินได้ สิ่งที่เราทำเสมอเพื่อให้ต้นไม้โตขึ้น ก็คือการรดน้ำใส่ปุ๋ย ในปริมาณที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ต้นไม้ต้นนี้ก็จะเติบใหญ่ แข็งแรง มั่นคง สามารถเป็นที่พักพิงและมอบอากาศบริสุทธิ์แด่เหล่าสิ่งมีชีวิตมากมาย

ซึ่งการที่เราจะทำมันได้อย่างต่อเนื่องในระยะเวลาที่นาน ในมุมมองของโฟสก็คือ การสนุกกับมันหรือการรู้ว่าผลลัพธ์มันจะมีประโยชน์ต่อผู้คนมากมาย

ในเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนั้น มันค่อนข้างใช้เวลาหลายปี แต่หากเราสนุกกับมันแล้ว เราย่อมทำมันได้เรื่อยๆอย่างมีความสุขค่ะ ในทุกวันนี้เวลาโฟสทำแลป บางครั้งก็ฟังเพลงไปด้วย หากไม่มีคนอยู่ในแลปก็อาจร้องเพลง แทบเรียกได้ว่า เกือบเปิดคอนเสิร์ตกันได้เลย จึงทำให้บางครั้งเพลิน ดึกดื่นจนลืมเวลาเลยทีเดียวค่ะ

เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ  

สิ่งแรกที่โฟสจะทำหลังจากจบปริญญาเอกคือ จะไปขอบคุณผู้ชายและผู้หญิงคู่นึงที่รักโฟสและโฟสรัก ซึ่งคือ คุณพ่อและคุณแม่ค่ะ หากไม่มีท่านทั้งสองคน ก็คงไม่มีโฟสในวันนี้ ขอบคุณการเลี้ยงดู การอบรมสั่งสอนจนเติบใหญ่ ขอบคุณกำลังใจในทุกๆเวลา และขอบคุณที่ให้โฟสได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่ค่ะ

ฝากอะไรถึงชาว Just a PhD หน่อยค่ะ

โฟสขอส่งกำลังใจให้กับทุกๆท่านนะคะ ค่อยๆทำไป ค่อยๆเรียนรู้ไปด้วยใจเบาๆสบายๆ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ อะไรๆมันก็สามารถที่จะเป็นไปได้ค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณโฟส กับมุมมองและข้อคิดดีๆ ในการเรียนปริญญาเอก ที่มาแบ่งปันกับเราที่นี่ แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ที่เดียว