11 ข้อควรรู้สำหรับการสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนปริญญาเอก

1. การสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนปริญญาเอกมีความสำคัญ ถึงแม้มหาวิทยาลัยจะพิจารณาเอกสารการสมัครอื่นๆ เช่น ประวัติการเรียน การทำงาน เค้าโครงการวิจัย หรือ ผลการสอบภาษาอังกฤษ ควบคู่ไปด้วย แต่การสอบสัมภาษณ์นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่มหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ที่ปรึกษาจะได้พบปะพูดคุย พร้อมกับประเมินความสามารถและศักยภาพของผู้สมัคร ซึ่งโดยส่วนใหญ่มีผลมากกับการรับเข้าเรียน

2. ระหว่างการสัมภาษณ์ หน้าที่ของคณะกรรมการหรืออาจารย์ที่ปรึกษา คือ ประเมินความเป็นไปได้ว่าผู้สมัครคนนี้จะสามารถศึกษาในระดับปริญญาเอกสำเร็จ ภายใต้ข้อกำหนดต่างๆของมหาวิทยาลัย อีกทั้งต้องประเมินว่าคณะวิชาของตนนั้น มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ สามารถให้คำปรึกษาในหัวข้อการวิจัยที่ผู้สมัครสนใจได้

3. รูปแบบการสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนปริญญาเอก มีความแตกต่างกันในแต่ละสถาบัน สาขาวิชา และประเทศ มีทั้งรูปแบบที่เป็นทางการ เช่น ผู้สมัครต้องนำเสนอเค้าโครงการวิจัย ตอบคำถามกับคณะกรรมการฯ และคณะกรรมการฯประเมินผลการตัดสินร่วมกัน และ รูปแบบที่ไม่เป็นทางการ เช่น ผู้สมัครอาจเพียงแค่พบปะพูดคุยกับว่าที่อาจารย์ที่ปรึกษาในบรรยากาศที่รีแลกซ์ เช่น ในร้านกาแฟภายในมหาวิทยาลัย เป็นต้น

4. ไม่ว่าการสัมภาษณ์จะเกิดขึ้นในบรรยากาศแบบใด ผู้สมัครจำเป็นต้องเตรียมประเด็นการพูดคุย ซักซ้อมการนำเสนอ หรือ การถาม-ตอบให้พร้อม อย่าประเมินค่าความสำคัญของการพบปะพูดคุย และสัมภาษณ์ ไว้ต่ำจนเกินไป เนื้อหาสาระของบทสนทนาล้วนมีความสำคัญ เพราะจะเป็นสิ่งที่คณะกรรมการฯ และอาจารย์ใช้เพื่อประเมินศักยภาพ ความรู้ และทักษะของผู้เรียนว่าเพียงพอหรือไม่ที่จะเรียนและทำงานวิจัยในสาขาวิชานั้นๆ ได้สำเร็จ เพราะมหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ที่ปรึกษาเองก็จะต้องพิจารณาด้วยว่า การลงทุน ลงแรง และเวลา ในการให้คำปรึกษา ดูแลโครงการวิจัยกับผู้สมัครคนนี้จะคุ้มค่า และในที่สุดจะสามารถสร้างคุณค่าและคุณประโยชน์ให้กับสาขาวิชาและแวดวงวิชาการได้

5. ประเด็นที่ผู้สมัครน่าจะต้องเตรียมเพื่อตอบคำถาม ได้แก่ ประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน เหตุผลในการเรียนต่อ เป้าหมายหรือแผนภายหลังการจบปริญญาเอก ความสนใจในงานวิชาการ ประสบการณ์การวิจัย สรุปงานวิจัยที่เคยทำมาในอดีต เช่น งานวิจัยในระดับปริญญาโท และเค้าโครงงานวิจัยที่สนใจในระดับปริญญาเอก นอกจากนี้ ถ้าเป็นไปได้ ผู้เรียนควรจะทบทวนงานวิจัยต่างๆในสาขาวิชาที่สมัครเรียน โดยเฉพาะงานวิจัยใหม่ๆ รวมถึงอ่านงานวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษา (ในกรณีที่ทราบว่าเป็นใคร) เพื่อแสดงว่าสนใจในสิ่งที่อาจารย์ทำ การทบทวนรายละเอียดเหล่านี้ไปล่วงหน้า จะทำให้ผู้สมัครสามารถพูดคุยในประเด็นต่างๆ ด้วยความมั่นใจ

6. อย่างไรก็ดี อย่ากังวลมากจนเกินไป การรับเข้าเรียนนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครจะต้องแสดงซึ่งความเชี่ยวชาญ หรือ ความเป็นผู้รู้ในสาขาวิชาอย่างแตกฉาน เพราะในทางหนึ่ง ยังมีระยะเวลาอีกหลายปีที่ผู้สมัครจะได้ฝึกฝนตนเองให้มีความเป็นผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญ โดยผ่านการเรียนปริญญาเอก การสัมภาษณ์จึงเป็นเพียงด่านทดสอบด่านแรกที่มหาวิทยาลัยและอาจารย์ใช้พิจารณาความสามารถ ความตั้งใจ และความใส่ใจของผู้สมัครที่จะพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญในเชิงวิชาการนั้นๆ

7. ผู้สมัครควรพิจารณาการแต่งกายให้สุภาพ และเตรียมเอกสารที่จำเป็นไปให้พร้อม เช่น เค้าโครงร่างการวิจัย เอกสารการสมัครอื่นๆ รวมถึงสมุดบันทึก และปากกา

8. หากผู้สมัครเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อทำการสอบสัมภาษณ์ ใช้โอกาสนี้ในการเยี่ยมชมมหาวิทยาลัย ห้องสมุด และ สถานที่โดยรอบ เพราะการสมัครเรียนปริญญาเอกในสถาบันหนึ่งๆนั้น คือ การที่ผู้สมัครไว้วางใจในสถาบัน ในอาจารย์ที่ปรึกษา และตัดสินใจแล้วว่าจะทุ่มเทเวลา พลังกาย พลังใจ และทรัพยากรต่างๆ ในการศึกษาวิจัย โดยร่วมมือกับสถาบันนี้ อาจารย์ที่ปรึกษาคนนี้ ดังนั้นในโอกาสที่ได้เข้าไปในมหาวิทยาลัย ใช้เวลาในการเยี่ยมชม ทัวร์มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่พูดคุยกับนักศึกษาปริญญาเอกรุ่นพี่ เพื่อที่จะได้เรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของสถาบันได้โดยเร็ว

9. อย่าเป็นผู้ถูกถามเพียงผู้เดียว ควรเตรียมคำถามที่ดีไว้ถามคู่สนทนาด้วย เพื่อแสดงถึงความสนใจและความกระตือรือล้นในการเรียน เช่น คำถามที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก รูปแบบการให้คำปรึกษา คอร์สอบรมเพื่อฝึกฝนทักษะต่างๆ ควบคู่ไปกับการทำวิจัย โอกาสในการสอน การนำเสนอผลงาน และ การตีพิมพ์ผลงานระหว่างการเรียน หรือ โอกาสในการสมัครรับทุนต่างๆ ที่อาจมี ในช่วงระหว่างเรียน เป็นต้น

10. หากเป็นการสอบสัมภาษณ์เพื่อแข่งขันรับทุนเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ควรมีการเตรียมตัวตอบคำถามในประเด็นต่างๆให้พร้อมที่สุด

11. ท้ายที่สุด ทักษะ ความรู้ และความชำนาญ มีความสำคัญ แต่ไม่เท่ากับทัศนคติและความตั้งใจที่ดี

ทำไมต้องเข้าถ้ำเวลาเขียนวิทยานิพนธ์ 


การเรียนปริญญาเอกถึงกับต้องเข้าถ้ำกันเลยหรือ? ต้องตัดขาดกับผู้คนขนาดนั้นเลยหรือ?
หลายคนที่ไม่ได้เรียน หรือ บางคนที่เรียน แต่ยังเดินทางไปไม่ถึงฤดูกาลเข้าถ้ำ ถาม
ในขณะที่ผู้เรียนที่อยู่ในถ้ำ ก็ไม่สามารถที่จะตอบหรืออธิบายความรู้สึก หรือสภาวการณ์นั้นๆออกมาเป็นคำพูดได้

แอดมินเลยขอมาตอบแทนใจผู้เรียนในโพสต์นี้
แน่นอนว่า การเขียนงานวิทยานิพนธ์ให้สำเร็จ ผู้เรียนจำเป็นต้องใส่ใจ ให้เวลา มุ่งมั่น และวางใจจดจ่ออยู่ที่งาน

แต่ การเข้าถ้ำ หมายถึง การ ใส่ใจ ให้เวลา มุ่งมั่น และวางใจจดจ่ออยู่ที่งาน ในระดับที่สูงที่สุดของที่สุด เพื่อตกผลึกและให้ได้มาซึ่งชิ้นงานที่มีความเป็นต้นฉบับ เลอค่าและหนักแน่นอยู่ในตัวเอง

ในช่วงเวลาแห่งการเขียนเล่ม (writing-up) เป็นช่วงเวลาที่ต้องมีการอ้างอิงข้อมูล แนวคิด ข้อถกเถียงของนักวิชาการคนโน้น คนนี้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และนำมาเชื่อมโยงกับ ข้อมูล แนวคิด และข้อถกเถียงต่างๆ ของผู้เรียนเอง

การตกผลึกซึ่งความคิด และนำมาเขียนเป็นงานวิชาการไม่ใช่เรื่องง่าย


โดยเฉพาะ ผู้เรียนปริญญาเอกที่ต้องทำงานชิ้นนี้เป็นครั้งแรก เป็นเรื่องที่สุดยอดท้าทาย ที่จะฝ่าแต่ละด่าน แต่ละบทไปได้

ที่ว่าไม่ง่ายเลย เพราะการเขียนงานวิชาการเป็นการเขียนที่มีหลักการและมาตรฐานเฉพาะ การเขียนงานวิชาการไม่ใช่เรื่องที่คิดอยากจะเขียนอะไรก็เขียนได้ตามใจฉัน แต่การเขียนงานวิชาการนั้นต้องมีรูปแบบและลักษณะที่เป็นไปตามที่วงการวิชาการคาดหวังและประพฤติปฏิบัติกันมา และในที่สุดงานแต่ละชิ้นต้องได้รับการตรวจสอบและยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงสาขาวิชานั้นๆ

การเขียนแต่ละประโยคลงไปในวิทยานิพนธ์ให้ประสบผลสำเร็จ หมายถึง ความสามารถในการถ่ายทอดและเรียบเรียงความคิดและข้อมูลต่างๆ ที่มาจากการอ่าน การเก็บข้อมูลมาแล้ว มานำเสนอให้กับผู้อ่าน ด้วยภาษาที่เรียบง่าย ตรงประเด็น ในขณะเดียวกัน ต้องมีความหนักแน่น เป็นวิชาการ พร้อมเพรียงไปด้วยตรรกะที่ชัดเจน และแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่ถูกต้อง

ดูเหมือนง่าย แต่เมื่อลงมือทำจริง การรวบรวมความความคิดต่างๆ ทั้งที่มีอยู่จริง และคิดว่ามีแต่ยังไม่มี ที่คิดว่าแม่นตรงแล้ว แต่ในความเป็นจริง ยังกระจัดกระจาย บิดเบี้ยว ไม่ครบถ้วน ซึ่งการจะตระหนักรู้ว่าความคิดในหัวนั้น พร้อมหรือไม่พร้อม สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อได้นั่งลงเขียนเรียบเรียงออกมานั่นเอง
ความคิดในหัวเป็นเช่นไร งานเขียนของเราก็เป็นเช่นนั้น และบางทีนั่นคือสาเหตุที่ผู้เรียนต้องแก้ไข ปรับปรุง ดราฟท์แล้ว ดราฟท์เล่า เพื่อให้ได้ในงานเขียนที่มีความชัดเจนและพร้อมสรรพที่สุด

เพราะการเขียนประโยคใดๆ ที่ขาดเหตุผล หลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน ย่อมจะทำให้งานนั้นๆ ถูกตีตกเอาง่ายๆ จากอาจารย์ที่ปรึกษาบ้าง จากกรรมการสอบบ้าง เพราะผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ คือ ผู้ที่ได้รับการฝึกฝน เพื่อมากำจัดจุดอ่อน ค้นหารูโหว่ของตรรกะของงานวิชาการแต่ละชิ้นอยู่แล้ว ด้วยต้องการให้งานแต่ละชิ้นมีคุณภาพ มีคุณประโยชน์ในการสร้างสรรค์ความก้าวหน้าให้กับแวดวงความรู้ให้มากที่สุด

การสร้างข้อถกเถียงทางวิชาการ อาจเปรียบได้กับการออกรบกับข้าศึก หรือไม่ก็เปรียบกับการคลอดลูก กว่าจะเบ่งออกมาได้สักหนึ่งประโยค หนึ่งย่อหน้า หรือ หนึ่งบท นั้น ผู้เรียนต้องมีสติ สมาธิ อย่างแรงกล้า ในการปล่อยและนำพาซึ่งข้อเขียนที่ดีมีคุณภาพขึ้นสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเอง

ลองคิดภาพว่าเราต้องเถียงกับใครสักคน (ในงานเขียนวิทยานิพนธ์ คือ การเถียงกับตัวเอง) และต้องหาเหตุผลมายืนยันข้อถกเถียงนั้นๆตลอดเวลา ต้องพยายามหาทุกเหตุผลที่มีอยู่ หาทุกวิถีทางในการอุดรูโหว่ต่างๆ เริ่มจากแต่ละคำ แต่ละประโยค แต่ละวรรคตอน แต่ละย่อหน้า จนถึงแต่ละบท จนเป็นเล่มวิทยานิพนธ์ ที่มีปริมาณคำประมาณ 80,000 คำ (อ้างอิงจากวิทยานิพนธ์สายสังคมศาสตร์ในประเทศอังกฤษ)

ด้วยข้อเรียกร้องทั้งหมดที่กล่าวมา จึงมีความจำเป็นที่ผู้เรียนต้อง “เข้าถ้ำ” โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาประมาณ 1 ปีสุดท้ายของการเขียนเล่ม การเข้าถ้ำสำคัญมาก

หลายครั้งที่ทำสุดพลัง ก็ยังไม่พอ หลายครั้งต้องดึงพลังงานสำรองทั้งหมดที่เก็บสะสมไว้มาใช้ การลุกขึ้นมาเปิดตู้เย็น คว้าช็อกโกแล็ต ขนมหวาน ผลไม้ ในตู้เย็น จับใส่ปาก เคี้ยวๆๆ แล้วไปลุยงานต่อ เป็นกิจกรรมที่ต้องทำเป็นปกติ

ก่อนเข้าถ้ำ ต้องแน่ใจว่าในถ้ำมีเสบียงอาหารพร้อม เพราะพลังทั้งหมดที่ใช้ไปต้องได้รับการทดแทน


ในถ้ำ คือ ช่วงเวลาของตัวเองกับงานตรงหน้า ไม่สุงสิงกับใคร งด ละ เลิกโซเชียล เป็นเวลาที่ผู้เรียนจะได้อยู่กับตัวเอง พิจารณาความคิดของตัวเอง วนเวียนอยู่กับความคิดชุดเดียวนี้ เวลาเข้าถ้ำเป็น me time อย่างแท้จริง ผู้เรียนจะจมอยู่ในภวังค์แห่งการคิดและคุยกับตัวเอง

ในถ้ำ คือ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด ไม่ต้องแต่งตัว ไม่ต้องเจอใคร ไม่ต้องยุ่งกับการคิดเพื่อผู้อื่น ไม่ต้องเสียเวลาในการประเมินว่าคนอื่นคิดอะไรกับเรา ไม่ต้องเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเวลาของการฝึกสติ มีสมาธิ และดึงเอาปัญญาของตัวเองออกมาทำงานตรงหน้าให้ดีที่สุด

การอยู่ในถ้ำ ด้วยใจที่นิ่ง ได้ใช้เวลาเต็มที่ในการสื่อสารกับงาน กับสมอง และกับใจของตัวเอง เป็นช่วงเวลาของการได้เติมเต็มตัวเองอย่างหนึ่ง สังเกตให้ดี สิ่งนี้จะนำมาซึ่งความสุขอย่างประหลาด

ถึงพลังทางกายจะค่อยๆลดระดับต่ำลงบ้าง แต่พลังทางใจ ความอิ่มเต็มสมบูรณ์ของการได้ลงมือทำจะค่อยๆเพิ่มระดับสูงขึ้น

ถ้าไม่ใช่ในถ้ำ คงทำไม่ได้ แม้เพียงชั่วขณะที่กำลังเรียบเรียงความคิดต่างๆอยู่นั้น หากมีใครมารบกวน สติและสมาธิที่หลุดจากภวังค์ตรงนั้น การจะกลับมาเริ่มใหม่ เรียบเรียงความคิดให้เชื่อมโยง สอดคล้องอีกครั้ง ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

ในการเข้าถ้ำแต่ละครั้ง ผู้เรียนสามารถกำหนดเป้าหมายระยะสั้นของงานได้ และเมื่อใดที่งานสำเร็จตามเป้าหมาย ก็อนุญาตตัวเองออกมาจากถ้ำสักครั้งหนึ่ง

ถ้างานเสร็จตามเป้า เวลาเดินออกมาจากถ้ำ เราจะสามารถยิ้มกว้างให้คนอื่นได้เต็มที่

ทำและอยู่ ให้ถูกที่ถูกเวลา

ในถ้ำ ทำเต็มที่และดีที่สุด เพื่อตัวเองและงานตัวเอง เมื่ออิ่มเต็ม รู้สึกชอบงานตัวเองแล้ว ออกจากถ้ำ

นอกถ้ำ ทำเต็มที่ เพื่อผู้อื่น ไม่ต้องคิดถึงตัวเองและงานอีก

เมื่อถึงเวลาก็กลับเข้าถ้ำใหม่ ทำซ้ำๆแบบนี้ ตลอดการเรียนปริญญาเอก …

และในวันหนึ่ง มนุษย์ถ้ำทุกคนย่อมสำเร็จดังที่ตั้งใจ ตามเป้าหมายระยะยาวที่วางไว้อย่างแน่นอน

—————————-

โหลด #สติ๊กเกอร์ไลน์ จากเพจก็แค่ปริญญาเอก ไว้ใช้เวลาเข้าถ้ำ ได้แล้ววันนี้ที่

http://line.me/R/shop/detail/1229828

[หรือค้นหา Just a PhD]

คอลัมน์คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ ::: ดร.กิม PhD in Economics, Lund University ประเทศสวีเดน

สวัสดีค่ะ ช่วยแนะนำตัวและพูดถึงระบบการเรียนปริญญาเอกหน่อยค่ะ       

สวัสดีครับ ชื่อวิโรจน์ เจียรวัชระมงคล หรือกิมครับ จบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ (PhD in Economics) สาขาระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ที่ Lund University ประเทศสวีเดน เมื่อเมษายน 2014 ครับ

งานเลี้ยงฉลองหลังสอบจบกับเพื่อนและซุปเปอร์ไวเซอร์ที่ร้านอาหารไทยในโคเปนเฮเกน.jpg

ถ้าจะพูดถึงระบบการเรียนของที่สวีเดน ที่นี่ไม่ค่อยจะเครียดหรือกดดันเท่าไหร่ครับ อย่างตอนที่ผมเริ่มมาต่อโทที่สวีเดนเมื่อปี 2008 ที่ Jönköping International Business School ที่เมืองเยินเฌอปิง (Jönköping) ก็จะแบ่งวิชาเรียนเป็น 2 quarter ต่อหนึ่งเทอม แต่ละ quarter ก็จะมีวิชาเรียน 2 วิชาต่อสัปดาห์เท่านั้นเอง เวลาที่เหลือก็ทำรายงานหรืออ่านหนังสือไป พอมาต่อเอก ก็มีเรียนวิชาบังคับภายในสองปีแรก ส่วนวิชาเสริมก็เลือกเรียนตามที่มหาวิทยาลัยอื่นเปิดสอนตามต้องการเลย

การเรียนปริญญาเอกที่สวีเดนถือเป็นการจ้างงานโดยมหาวิทยาลัย ดังนั้น นักศึกษาจะมีสถานะเป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัย ได้รับเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ ในลักษณะเดียวกันกับการทำงานในบริษัทเอกชน ไม่ว่าจะเป็นวันลา, เงินบำนาญ หรือกระทั่งการขึ้นเงินเดือนประจำปี (แต่มหาวิทยาลัยไม่มีโบนัสนะ) ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลกับเรื่องทุน นอกจากนั้น นักศึกษาป.เอก ยังสามารถไปงานสัมมนาในต่างประเทศได้ทุกปี ขึ้นอยู่กับว่ามีเงินทุนจากโปรเจคหรือได้ทุนสนับสนุนที่หาได้เองจากภายนอกเท่าไหร่ครับ

ซึ่งอันนี้ ผมว่าดีนะครับ ไม่ต้องเครียดว่า จะต้องเขียนโครงการขอเงินทุนสนับสนุนทุกๆ ปี ทำให้เราทุ่มเวลาได้เต็มที่กับการทำวิจัยและการสอน เนื่องจากเป็นการจ้างงาน เลยมีสัดส่วนงานสอนและตรวจวิทยานิพนธ์นักศึกษาป.โทราว 20-25% ของชั่วโมงทำงาน

สำหรับผมเอง โชคดีหน่อยตรงที่ได้ทุนให้เปล่าจากมูลนิธิ Torsten Söderberg เป็นเวลาสองปี เลยทำให้มีอิสระมากขึ้น ผมเลยตัดสินใจย้ายมหาวิทยาลัย จากที่ตอนแรกเรียนที่ Jönköping ก็ขอย้ายมาที่ Lund University เพราะซุปเปอร์ไวเซอร์ท่านเพิ่งย้ายมาประจำที่นี่ และด้วยทุนตรงนี้ทำให้ในช่วงครึ่งหลังของการทำป.เอกของผม ไม่ต้องมีภาระงานสอนเลย เลยทำให้ผมจบป.เอกเร็วหน่อย จากปรกติที่ส่วนใหญ่จะใช้เวลากัน 4-5 ปี ผมก็จบ 3 ปีครึ่ง ผมเริ่มเมื่อกันยายน 2010 จบเมษายน 2014 ครับ ส่วนหนึ่งเพราะคิดว่าอายุก็เริ่มจะเยอะแล้ว อยากจบไวๆ หน่อย

การจะจบปริญญาเอกที่สวีเดนได้นั้น จะต้องผ่านการนำเสนองานวิจัยสองรอบ รอบแรกเป็น Final Seminar เหมือนเป็นการซ้อมสอบจบ คือมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาสอบถามเกี่ยวกับงานวิจัยและให้คำแนะนำ ทีนี้ เราก็จะมีเวลากลับมาแก้งาน เพื่อนำเสนอรอบที่สองเป็น Public Defense ที่จะมีคณะ Thesis committee ซักค้าน และเราจะโต้ตอบประเด็นต่างๆ เหล่านั้นต่อหน้าสาธารณชน จนในท้ายที่สุดองค์คณะก็จะตัดสินว่าเรามีศักดิ์และสิทธิ์ที่จะได้เป็นดอกเตอร์หรือไม่ครับ หากสอบผ่าน ก็ถึงเวลาฉลองกันได้เลย

ทำไมถึงได้ตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก?

ตอนที่ผมกำลังเขียนวิทยานิพนธ์สำหรับปริญญาโทที่ Jönköping International Business School ทางซุปเปอร์ไวเซอร์บอกว่ามีตำแหน่งป.เอกเปิดอยู่ ถ้าสนใจก็ลองสมัครดู ผมคิดๆ ดูว่า ไหนๆ ก็จบโทแล้ว ลองต่อเอกอีกไม่กี่ปีก็คงไม่นานเท่าไหร่ เลยส่งใบสมัครไปครับ และก็ได้เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดิมเลย โดยได้ซุปเปอร์ไวเซอร์ท่านเดิมด้วย

ตอนนั้น ยังไม่ได้หาข้อมูลเชิงลึก เลยไม่รู้ว่ามีหลายคนที่เครียดและกดดันมากถึงขนาดมี impostor syndrome หรือภาวะที่ไม่เชื่อมั่นตัวเอง คิดว่าตัวเองเป็นตัวปลอม ไม่คู่ควรกับการมาเรียนปริญญาเอกก็มี แต่เมื่อมาเรียนที่สวีเดนจริงๆ ก็ไม่เครียดหรือกดดันมากครับ เลยจบมาได้ด้วยดี

พักผ่อนริมชายหาดอิตาลีหลังนำเสนองานวิจัย.jpg

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง?

ผมคิดว่าการมาเรียนปริญญาเอกช่วยพัฒนาความคิด, ทักษะการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ, การทำงานด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องมี supervision มากนัก, การบริหารเวลา รวมไปถึงทักษะเชิงปริมาณ (quantitative analysis) ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิทยานิพนธ์ของผมโดยตรงครับ หัวข้อที่ทำปริญญาเอกของผมคือ What Drives Exports? Empirical Evidence at the Firm Level เป็นการวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งออก โดยใช้ข้อมูลปริมาณมหาศาลจากทุกบริษัทในสวีเดน ซึ่งได้มาจากสำนักงานสถิติแห่งชาติครับ

ถ้าจะพูดโดยสรุปง่ายๆ ในช่วงเวลาที่เราเรียนปริญญาตรีนั้น เราก็มักจะเรียนหลายๆ วิชาอย่างกว้างๆ ใช่ไหมครับ ต่อเมื่อมาเรียนปริญญาโท เราก็จะเรียนอย่างเจาะลึกในสาขานั้นๆ ลงไปอีก

และเมื่อเรามาต่อปริญญาเอก คราวนี้ เราก็จะเรียนรู้และวิจัยในหัวข้อเฉพาะทาง เพื่อตอบประเด็นปัญหาหนึ่งๆ ที่อาจจะยังไม่เคยมีใครเคยตอบมาก่อน หรือที่ยังไม่มีข้อสรุปที่กระจ่าง ทีนี้ เราก็จะใช้ความรู้ประกอบกับทักษะต่างๆ ที่ร่ำเรียนมาเพื่อวิจัยค้นคว้าหาคำตอบเหล่านั้นด้วยตัวเอง ด้วยระเบียบวิธีวิจัยที่เป็นระบบ ภายใต้เวลาที่มีจำกัด (4-5 ปี ตามแต่สัญญา) มีผู้เชี่ยวชาญมาซักไซ้ไล่เรียงอย่างเข้มข้นในตอนท้าย (สอบจบ) เพื่อพิสูจน์ว่าเรานั้นมีความรู้ความสามารถในการวิจัยอย่างแท้จริง ทักษะด้านการวิจัยเหล่านี้เองที่ผมได้เรียนรู้จากการศึกษาปริญญาเอกครับ

ระหว่างเรียน พบเจออุปสรรค ความท้าทายอะไรบ้าง?

ความท้าทายอันดับแรกที่เจอเลยคือ สภาพอากาศครับ เพราะที่นี่หนาวกว่าที่ไทยมาก ผมยังคงไม่ชินกับการที่พระอาทิตย์ตกบ่ายสามบ่ายสี่ในหน้าหนาว และพระอาทิตย์ตกห้าทุ่มในหน้าร้อนเลยครับ

ส่วนอุปสรรคที่เกี่ยวกับการเรียน จะเป็นเรื่องที่ซุปเปอร์ไวเซอร์ไม่ค่อยว่างและไม่ค่อยมีเวลาให้กับเราเท่าไหร่ครับ ถึงแม้ว่าผมจะมีซุปเปอร์ไวเซอร์ถึงสามท่าน แต่แต่ละท่านก็มีภาระหน้าที่รัดตัว ทำให้ต้องปรับตัวด้วยการพยายามนัดวันล่วงหน้า พร้อมกับนำเสนอความคืบหน้าอยู่เป็นระยะๆ ครับ

ส่วนด้านสังคม ในระยะแรกๆ ก็อาจจะรู้สึกเหงาๆ บ้าง เพราะสวีเดนมีประชากรเบาบางอยู่แล้ว แต่เมื่อรู้จักเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน ก็เริ่มปรับตัวได้มากขึ้น ได้เรียนรู้วัฒนธรรม, แนวคิด และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เราหาไม่ได้จากที่อื่นครับ

ผ่านพ้นความยากลำบากต่างๆมาได้อย่างไร

กำลังใจจากเพื่อนๆ ทั้งที่ไทยและที่สวีเดนและทางบ้านครับ แต่ที่สำคัญที่สุดคือเป้าหมายของตัวเอง ที่พยายามบอกตัวเองเสมอๆ ว่า มีโอกาสแล้วก็ต้องทำให้เต็มที่ นอกจากนี้ ก็พยายามหางานอดิเรกทำแก้เครียดครับ ผมชอบท่องเที่ยว, ถ่ายภาพ และดูหนัง เลยใช้เวลาว่างๆ กับงานอดิเรกเหล่านี้ครับ

นอกจากนี้ ซุปเปอร์ไวเซอร์เองก็คอยให้คำแนะนำดีๆ อยู่เสมอครับ แต่ละท่านมีความเป็นกันเอง คุยกันได้ง่าย เลยทำให้เราไม่กดดันหรือเครียดมากนักครับ แต่ส่วนหนึ่ง ตัวเราเองก็ควรจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง คือมีความคืบหน้า และมีข้อเสนอหรือข้อคิดเห็นด้วย ไม่ใช่ว่าจะรอฟีดแบคจากท่านเพียงอย่างเดียวครับ

ส่วนในด้านงานวิจัย ไม่ค่อยจะมีปัญหามากนักครับ เพราะผมเริ่มวิจัยตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่มาเลย เลยพอจะคุ้นทาง และมีเวลาแก้ไขหรือปรับตัวทัน อันนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับซุปเปอร์ไวเซอร์ครับ ที่อยากให้ผมเคยชินกับข้อมูลแต่เนิ่นๆ ด้วยความที่ผมมีข้อมูลมหาศาลให้ได้ศึกษาวิจัยแต่ต้นๆ โดยที่ไม่ต้องไปเก็บข้อมูลด้วยตัวเอง เลยได้ทุ่มเวลากับการวิจัยได้เต็มที่ครับหลังจากนำเสนองานวิจัยก็มีเวลาได้พักผ่อนกันกับหัวหน้าภาค.jpg

ปัจจุบันทำอะไร และได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้าง?

ปัจจุบัน ผมเป็น Visiting Assistant Professor ที่คณะ Quantitative and Applied Economics ที่มหาวิทยาลัย Nottingham แคมปัส Ningbo ประเทศจีนครับ โดยเริ่มมาสอนเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และล่าสุดกำลังจะสอนวิชา Public Economics ในภาคฤดูใบไม้ผลินี้ครับ ขณะเดียวกันก็กำลังเขียนงานวิจัยร่วมกันกับ coauthor ที่สวีเดนเกี่ยวกับ survival analysis of newly-established firms ครับ

ประสบการณ์การสอนจากที่สวีเดนก็เอามาใช้กับการจัดการสอนที่นี่ได้ดี แม้ว่าจะแตกต่างกันในด้านรูปแบบบ้าง คือที่สวีเดนจะผ่อนคลายกว่า ส่วนที่จีนก็จะระบบเดียวกับ Nottingham จากอังกฤษ ดูจะ strict กว่าครับ ส่วนในด้านการวิจัยก็ใช้ทักษะด้านการวิจัยเชิงปริมาณต่อเนื่องจากตอนที่ทำปริญญาเอกครับ

สุดท้าย อยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง?

อยากจะฝากไว้ว่า พยายามวางแผนแต่เนิ่นๆ ในช่วงแรกๆ จะมีเวลาได้คุยกับซุปเปอร์ไวเซอร์เยอะหน่อย (honeymoon period) ก็ตักตวงโอกาสนี้ไว้ให้มากที่สุด เพราะหลังจากนี้ จะไม่ค่อยมีเวลา ทั้งเรียน, ทั้งสอน (ถ้ามีภาระงานสอน), ทั้งเขียนงานวิจัย และถ้าเกิดมีปัญหาอะไร จะได้เห็นและปรับแก้ได้แต่เนิ่นๆ ครับ

นอกจากนั้น ก็อยากจะให้พยายามสื่อสารกับซุปเปอร์ไวเซอร์ให้ตรงประเด็น มีปัญหาสงสัยหรือไม่แน่ใจ ก็ควรจะสอบถามทันที เพื่อจะได้ไม่ค้างคาไว้ก่อประเด็นปัญหาในภายหลังได้ ถ้าอยากจะให้ท่านอ่านตรวจทาน ก็ขอตรงๆ ว่ามีเวลาหรือไม่ ช่วงใดได้บ้าง และคอยหาโอกาสไปนำเสนอผลงานตามงานสัมมนาบ้าง ส่วนหนึ่งก็เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ และเราก็จะได้รับคำวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญที่มีความสนใจเดียวกันหรือต่างกันเอามาปรับปรุงครับ

ท้ายนี้ ก็ขอให้ทุกคนมุ่งมั่นและฝ่าฟันไปสู่ความสำเร็จกันทุกคนนะครับ

รับปริญญา.jpg

“เพจก็แค่ปริญญาเอก” ขอขอบคุณ ดร.กิม ที่มาแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเราที่นี้ เชื่อว่าผู้เรียนสามารถนำไปคิดต่อ และ ใช้เป็นแนวทางในการเรียนของตนได้แน่นอน

เรายินดีเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เรียนจบแล้ว หรือกำลังเรียนอยู่ แชร์ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของท่านได้ที่นี่

แขกรับเชิญท่านต่อไปจะเป็นใคร เชิญติดตามได้ที่นี่ที่เดียว

 

คอลัมน์แขกรับเชิญ :: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ :: ดร.วิกกี้ :: ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกในประเทศสวีเดน

วันนี้แขกรับเชิญ “คอลัมน์คุยเรื่องเรียนดอกเตอร์กับดอกเตอร์” ที่เพจก็แค่ปริญญาเอก ภูมิใจนำเสนอ คือ ดร. วิกกี้ วิภาวี พอลสัน ที่ปัจจุบันเป็นPostdoctoral researcher ในสาขา Business ที่  The Irish Centre for Cloud Computing and Commerce (IC4), Dublin City University ณ กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์

GraduationCere2

ดร.วิกกี้ เรียนจบทางด้านไหนมาค

เรียนจบปริญญาเอกทางระบบสารสนเทศ  (PhD in Information Systems) จากมหาวิทยาลัยลุนด์ (Lund University) ซึ่งตั้งอยู่ ณ เมืองลุนด์ (Lund) ประเทศสวีเดนค่ะ

ก่อนที่จะมาเรียนต่อเอกนั้น ก็เรียนโทอยู่ที่สวีเดนอยู่แล้ว ที่มหาวิทยาลัยมาร์ลาดาเลน  (Marlardalen University College) ซึ่งจะอยู่อีกเมืองหนึ่งทางภาคกลางของสวีเดน แต่มหาวิทยาลัยลุนด์นี่อยู่ทางใต้ของสวีเดน ติดกับเดนมาร์ก โดยปริญญาโทนั้นเป็นทางด้าน IT Management ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในสายเดียวกันกับที่มาต่อปริญญาเอกนั่นเอง

ก่อนที่จะมาเรียนต่อที่สวีเดน ก็เรียนอยู่ที่ไทย จบปริญญาตรีทางด้านบัญชี หลักสูตรนานาชาติ หรือ BBA ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  หลังจากเรียนจบก็เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชีที่ PricewaterhouseCoopers  ได้เกือบสองปีก่อนไปเรียนต่อปริญญาโทและเอกที่สวีเดน

อยากให้เล่าเกี่ยวกับระบบการเรียนปริญญาเอกที่สวีเดนให้ฟังหน่อย 

ระบบการเรียนปริญญาเอกที่สวีเดนนั้น จริงๆไม่อยากให้ใช้คำว่า “เรียน” แต่อยากให้ใช้คำว่า “ทำวิจัย” มากกว่า เนื่องจากการเรียนปริญญาเอกที่สวีเดนนั้นไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน และยังได้รับเงินเดือนทุกเดือน

นักศึกษาปริญญาเอก ถือว่า เป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง เพียงแต่มีระยะเวลาการจ้างงานที่ชัดเจน คือ 4-5 ปี แล้วแต่จำนวนและแหล่งที่มาของเงินทุน ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ค่อนข้างซับซ้อน ขอยกยอดไว้คราวหน้าหากมีคนอื่นสนใจ

หน้าที่หลักๆ ของนักศึกษาปริญญาเอกที่สวีเดนก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า การเขียนวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ ฟังๆดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่มันเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการเลยละ เนื่องจากเราต้องจัดการกับขบวนการต่างๆในทำวิจัยเป็นระยะเวลา 5  ปีด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อ การหาข้อมูล การเลือกทฤษฎี และการเลือกวิธีในการทำวิจัย ซึ่งเราต้องมีเหตุผลมีสนับสนุนตลอดว่า ทำไมเราเลือกอย่างนั้นอย่างนี้

ส่วนตัวเองนั้น ปีแรกที่ไปเรียนไม่รู้เลยว่าจะทำข้อหัวอะไร มี key word อยู่คำเดียว คือ Enterprise resource planning (ERP) system  ซึ่งเป็นระบบเกี่ยวกับการจัดการธุรกิจในองค์กร แต่มันไม่มีมุมที่จะลงว่าด้านไหนของ ERP system นั้นที่น่าสนใจสำหรับการทำวิจัย กว่าจะได้หัวข้อที่ค่อนข้างนิ่งมากๆในการทำวิจัยก็หมดเวลาไปแล้วกว่า 2 ปี

อาจารย์ที่ปรึกษาที่สวีเดน มีอยู่สองคน คือ Head supervisor  กับ Co-supervisor  โดย Head supervisor จะเป็นคนหลักที่จ้างเราเข้ามาทำงาน แต่เขาอาจะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญโดยตรงมากๆที่เกี่ยวกับสาขาที่เราต้องการทำวิจัย  หรือมี แต่เขายุ่งสุดๆ แบบในกรณีของตัวเอง เพราะว่าเขาทำหน้าที่บริหารคณะควบคู่ไปกับงานวิชาการ

ดังนั้น  Co-supervisor จึงมีบทบาทในการเติมเต็มเรื่องต่างๆในการทำวิจัยให้ บางคนก็อาจจะมี co-supervisor  2 คน ขึ้นอยู่กับการตกลงกันมากกว่า  Co-supervisor จะเป็นอาจารย์ที่ไหนก็ได้ที่เขายินดีรับเราเป็นนักศึกษาในการดูแลของเรา โดยไม่มีความจำเป็นว่าต้องเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยในสวีเดน PublicDefense1

ที่สวีเดน จะไม่มีการเรียกไปรายงานความคืบหน้าทุกระยะๆ เหมือนทางฝั่งอเมริกา หรือ อังกฤษ แต่อาจารย์จะดูความคืบหน้าแบบง่ายๆ มากกว่า เช่น ตอนนี้เธอทำอะไรอยู่ แต่อย่างไรก็ตามมีสัมมนา 3 ครั้งหลักที่เกี่ยวกับงานวิจัย ซึ่งต้องทำก่อนที่จะไปนำเสนองานวิจัยจบได้ คือ Research proposal seminar, Mid-seminar  และ Final-seminar หากเรียนตามเวลา 5 ปีนั้น ความถี่ของการทำสัมมนาแต่ละครั้งจะอยู่ที่ 1 ปี, 2 ปี และ 1.5 ปีตามลำดับ   เผื่อหกเดือนสุดท้ายไว้แก้งานครั้งสุดท้ายก่อนนำเสนองานวิจัยจบครั้งสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ไม่มีกฎอะไรที่แน่นอนตายตัว เราเป็นผู้ตกลงกับอาจารย์ที่ปรึกษาว่าเราจะทำสัมมนาแต่ละครั้งเมื่อไหร่ดี

โดยระหว่างการเรียนนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาก็จะคอยชักชวน จริงๆจะว่า “กดดัน” ก็ได้ ให้ตีพิมพ์บทความ และนำบทความที่ทำวิจัยไปส่งกับงานประชุมทางวิทยาการระดับนานาชาติตลอดเวลา

การตีพิมพ์ ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทายมากสำหรับนักวิจัยหน้าใหม่ทุกคน ไหนจะเรื่องภาษาอังกฤษ ที่อย่างไรคนที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่นั้น จะทำได้ไม่ดีเท่าเจ้าของภาษาอย่างแน่นอน ไหนจะเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอข้อมูลในบทความนั้นๆ อีก โดยผู้พิจารณาที่จะรับหรือไม่รับงานของเราเข้าตีพิมพ์ ส่วนมากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลก ในเรื่องที่เราทำวิจัย พวกเขาจะมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ ค่อนข้างมาก พอที่จะให้นักวิจัยระดับปริญญาเอกหน้าใหม่อย่างเราๆ “เหวอ” ไปได้เกือบทุกครั้ง ในความล้ำลึกของท่านในการวิจารณ์งานของเรา

จุดนี้ถือว่าท้าทายมาก แต่ผลที่ได้รับตอบกลับมาก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะเราได้พัฒนาศักยภาพของตัวเราเยอะมาก นอกจากนั้น การที่มีบทความไปนำเสนอข้างนอกเยอะๆ ยังถือว่า เป็นเรื่องดีสำหรับเรา ในการเขียนวิทยานิพนธ์จบอีก เมื่อเทียบกับเพื่อนที่เลือกที่จะเขียนงานแบบเล่มเดียวจบเลย หรือที่เรียกว่า แบบเอกสารเฉพาะเรื่อง (Monograph)  เนื่องจากแต่ละงานที่เราออกไปนำเสนอข้างนอก จะเหมือนตราเครื่องหมายรับรองคุณภาพว่างานชิ้นนี้ของเรามีคุณภาพนะ เนื่องจากแวดวงวิชาการ ให้การยอมรับงานชิ้นนี้ พูดง่ายๆ คือ เราไม่หลงทางนั้นแหละ ซึ่งเพื่อนที่เลือกเขียนวิทยานิพนธ์แบบที่ไม่มีการตีพิมพ์เลยจะไม่มีโอกาสตรงนี้

นอกจากงานวิจัย ก็มีส่วนในการดูแลนักเรียนปริญญาโท ในการสัมมนา และไปบรรยายให้นักศึกษาปริญญาโทบ้าง เป็นครั้งคราว รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทด้วย

ทำไมถึงมาเรียนปริญญาเอกคะ

ตอบจริงๆ เลย คือ มาเรียนเพราะมีโอกาสมากกว่า ต้องเท้าความกลับไปว่าจริงๆก่อนที่จะมาเรียนต่อโทที่สวีเดนนั้นมีความคิดว่าจะเรียนปริญญาโทที่ยุโรป 2 ใบแล้วกลับไทย ไม่เคยมีความคิดที่จะเรียนปริญญาเอกในหัวเลย ซึ่งตอนนั้นก็ทำตามแผนทุกอย่าง สมัครเรียนโทใบที่สองไปตามเรื่องราว จนมาช่วงก่อนทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท อาจารย์ที่ดูแลโปรแกรมก็ส่งเมล์มาว่า นี่เธอ เขามีเปิดตำแหน่งนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยที่เรียนโทตอนนั้นนะ (Malardalen University College) แล้วก็มีอีกที่จากลุนด์ด้วย เราก็สมัครไป ไม่ได้คิดอะไร เพราะลองคุยกับทางบ้านแล้วก็ไม่เสียหายอะไร ลองดู แต่ไม่ได้คิดว่าจะได้หรอก สมัครไปงั้นๆจริงๆ เพราะแผนของเราจริงๆคือไปเรียนโททาง  Real estate finance ใบที่สอง เนื่องจากเป็นสายที่ไปต่อยอดได้กับการเรียนจบบัญชีมา

ปรากฏว่าทางลุนด์ติดต่อมาว่าได้เรียนปริญญาเอก ซึ่งจริงๆตอนนั้นเพิ่งย้ายไปเรียนปริญญาโทใบที่สองที่ฟินแลนด์ได้อาทิตย์หนึ่งแล้ว จริงๆ ตอนนั้นอายุ 24 คิดอย่างเดียวว่า เอาเหอะ เรียนอีก 5 ปี เรียนจบก็ 29 ก่อน 30 นะ เผื่อทางนี้ไม่ใช่จริงๆคงยังไม่สายไปที่จะไปเลือกเดินทางอื่น

มองย้อนกลับไปก็คิดว่าความคิดตอนนั้นมันอ่อนต่อโลกไปนิดหนึ่ง คือเราเข้ามาแบบไม่ได้เข้าใจเลยว่าการเรียนปริญญาเอกคืออะไร  ตอนเรียนปริญญาโทได้เกรด A เกือบทุกตัวก็จริงแต่เราไม่ได้เข้าใจหรอกว่าการทำวิจัยคืออะไร และเราไม่เคยเป็นคนมีความฝันว่า เออ ชาตินี้เราอยากเป็นอาจารย์ เป็นนักวิจัยนะ ซึ่งพี่ๆบางคนที่เคยได้คุยด้วยเขามีความฝันมาตั้งแต่  ป.2  เลยว่าอยากเรียนปริญญาเอก อยากเป็นด็อกเตอร์ เราค่อนข้างจะมีประทับใจกับคนอย่างนี้มากๆ เพราะเราไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่คิดว่าเรียนให้เก่ง ได้ทำงานบริษัทดีๆก็พอ  พูดเลยว่าสำหรับตัวเองการเข้ามาเรียนปริญญาเอกนั้นเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตที่สำคัญมาก จากอยู่ดีๆที่อยู่สายบัญชี การเงิน ก็เปลี่ยนมาทางการบริหารสาระสนเทศแบบดื้อๆ จากที่ไม่คิดว่าจะทำงานราชการ คิดแต่จะทำงานเอกชน ก็ย้ายมาทำงานราชการให้มหาวิทยาลัย

PublicDefense2

ระหว่างเรียนปริญญาเอกได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง 

ทักษะที่พัฒนาระหว่างการเรียนปริญญาเอกนั้นมีหลายด้านมาก แต่ขอเลือกเอาสองด้านหลักตามความคิดของตัวเองแล้วกัน

ด้านแรก คือ ทักษะทางด้านการบริหารจัดการโครงการ  (Project) ซึ่งก็คืองานวิจัยของเราเองนั่นแหละ   พูดง่ายๆเลย คือ เขาโยนเงินมาให้เราก้อนหนึ่งเพื่อเป็นเงินเดือนของเราจำนวน 5 ปี แล้วก็ให้ key word มาคำหนึ่งว่าต้องทำวิจัยเรื่องนี้  ไปทำวิจัยมาให้เสร็จให้จบปริญญาเอกให้ได้ก็พอ  แต่เรื่องอื่นๆเราต้องจัดการเองหมดอย่างที่บอกไปแต่ต้นทั้งการหาหัวข้อ การเก็บข้อมูล ฯลฯ  อาจารย์ที่ปรึกษาที่สวีเดนก็จะไม่ใช่แนวอาจารย์ที่บอกให้เราทำเรื่องวิจัยนั้นเรื่องนั้นเรื่องนี้ อย่างนี้อย่างนั้นนะ แต่เขาจะเป็นแค่ผู้ให้คำแนะนำมากกว่า เหมือนบอกว่า เออเรื่องประมาณนี้มันน่าสนใจแต่ด้านไหนเธอต้องไปอ่าน คิดเอาเอง แล้วเอาเรื่องที่เธอคิดว่าน่าสนใจมาคุยกัน  ซึ่งเราอาจไม่เชื่อฟังคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาเราก็ได้ เราสามารถเอาความคิดของเราไปคุยกับนักวิจัยคนอื่นๆหมด มันเป็นแนวพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดระหว่างนักวิจัย

เท่าที่รู้ ตรงนี้จะต่างจากทางอเมริกา ที่อาจารย์ที่ปรึกษาจะมีบทบาทมากในการกำหนดทิศทางในการวิจัย ที่สวีเดนนั้นเรามีอิสระอย่างเต็มที่ ซึ่งจริงๆมันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากแต่มันก็เป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับนักวิจัยมือฝึกหัด เพราะความอิสระนั้นก็มากับความเป็นไปได้ที่สูงขึ้นว่าคุณจะหลงทางจนเรียนไม่จบ อย่างที่เขาว่า With Great Power Comes Great Responsibility

ด้านที่สอง คือ ทักษะทางด้านการคิดให้เป็นเหตุเป็นผล และความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงลึก ซึ่งทั้งหมดนั้นจะสะท้อนออกมาในงานเขียนของเรา หรือการนำเสนอผลงานต่างๆของเราที่ต้องเป็นตามหลักเหตุผลทั้งหมด เราจะคิดตลอดถ้า A แล้วมันต้อง B นะ มันจะข้ามไป C ไม่ได้เลยนะ คือถ้าจะข้ามไปเลยก็ต้องมีเหตุมาสนับสนุนว่าทำไมหละ ทำไมมันต้องไป C เลย พอเราคิดอย่างนี้บ่อยๆ เราจะเห็นได้ชัดเลยว่าใครที่ไม่ได้คิดตามหลักเหตุผล แล้วเขาข้ามอะไรตรงไหนไปบ้าง

ระหว่างเรียนปริญญาเอกมีอุปสรรคอะไรบ้าง 

อุปสรรคหลักๆตอนเรียนปริญญาเอก คือ การหาข้อมูล อย่างที่บอกว่าเราต้องจัดการงานของเราทั้งหมดเอง ซึ่งรวมไปถึงการหาข้อมูลด้วย และด้วยเนื้อหาที่ทำวิจัยต้องไปสัมภาษณ์บริษัทที่มีการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์นั้นจริงๆ มันค่อนข้างเป็นการยากในการเข้าถึงองค์กรที่จะให้เราไปสัมภาษณ์  ซึ่งจริงๆทางอาจารย์อยากให้เราไปคลุกคลีกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งมากๆ เช่น ไปคุยกับคนในบริษัทนั้นสัก 20 คน  แต่เราไม่สามารถหาบริษัทที่ตอบรับได้อย่างนั้น เพราะเราก็เข้าใจว่าหน้างานตรงนั้นมันก็มีข้อมูลความลับทางธุรกิจเยอะเหมือนกัน เขาคงไม่อยากให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้ไปคลุกคลีอยู่นานๆ ซึ่งสุดท้ายก็มาลงตัวว่าให้ใช้เป็นสัมภาษณ์บริษัทหลายๆที่เอา โดยไม่ต้องลึกมากในแต่ละที่ ตอนนั้นก็ได้ผู้มีพระคุณหลายๆท่าน และเพื่อนหลายๆคนที่ช่วยใช้คนรู้จักติดต่อบริษัทให้ ต้องขอขอบคุณท่านๆ และเพื่อนๆเหล่านั้นมาจนถึงทุกวันนี้

อุปสรรคเรื่องที่สอง คือ การปรับตัวให้เข้ากับสังคมสวีเดน มองกลับไปก็คือตอนนั้นเราก็ค่อนข้างใช้เวลาในการปรับตัวนานอยู่เหมือนกัน คือตอนเรียนโท เราไม่ได้ตั้งใจจะอยู่สวีเดน เราก็ใช้ชีวิตแบบเด็กต่างชาติทั่วๆไป ไม่ได้เรียนภาษาสวีเดน ไม่รู้ว่าคนสวีเดนเขาเป็นอย่างไรจริงๆ ไม่ได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมของเขา รวมไปถึงวิธีคิดของคนสวีเดน พอมาเริ่มเรียนปริญญาเอก ทั้งคณะมีเราเป็นหัวดำอยู่คนเดียว พูดภาษาสวีเดนก็ไม่ได้ ตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยมีนักศึกษาปริญญาเอกต่างชาติเท่าไรในคณะ ไม่ใครปรับทุกข์ด้วย หัวเดียวกระเทียมเลียบอยู่สักพักกว่าจะปรับตัวได้

ปัจจุบันทำงานอะไรอยู่ และใช้ทักษะที่ได้ในการเรียนปริญญาเอกมาประยุกต์ใช้อย่างไร 

ตอนนี้เป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก สาขาธุรกิจ ที่  The Irish Centre for Cloud Computing and Commerce (IC4) ที่ Dublin City University อยู่ที่ดับลิน ไอร์แลนด์ โดยรับผิดชอบทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง Cloud computing ที่เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลต่างๆบนโลกอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่การเรียกใช้โปรแกรมต่างๆผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนใหม่มากในวงการวิจัย

เดาได้ไม่ยากจากชื่อตำแหน่งงานว่า ความรู้ความสามารถทางด้านการวิจัยนั้นได้นำมาใช้ต่ออย่างเต็มที่ สำหรับงานนักวิจัยหลังปริญญาเอกนี้ จริงๆจะว่ามันเป็นการเรียนปริญญาเอกใบที่สองก็ได้ แต่ด้วยความที่คุณมีประสบการณ์มาแล้ว คุณต้องทำวิจัยได้ดีขึ้น เร็วขึ้นกว่าเดิม  เราต้องออกแบบงานวิจัยทั้งกระบวนการ และทำวิจัยเองทั้งหมด เป้าหมายคือ สักพักเราต้องมีเด็กมาช่วยเราทำวิจัย เราจะได้ทำงานได้หลายๆโปรเจค ซึ่งตอนนี้ยังไปไม่ถึง ยังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบงานวิจัยอยู่

GraducationCere1

อยากฝากอะไรให้ผู้ที่เรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง  

ตัวเองนั้น สรุปประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกว่า เหมือนการเดินเข้าถ้ำแห่งหนึ่ง เรารู้ก่อนเดินเข้าว่า ถ้ำนี้มันมีทางเข้าหนึ่งทาง แต่มีทางออกหลายทาง แต่มันอยู่ตรงไหน จะเจอเมื่อไหร่ มันไม่รู้เท่านั้นเอง เดินผ่านทางเข้ามา ยิ่งลึกมันก็เริ่มมืดขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี ถ้าเหนื่อยเราก็พักได้ แต่ต้องเดินต่อไปนะ ต้องท่องในใจเสมอว่า เดี๋ยวมันก็มีทางออก เดี๋ยวเราจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เดี๋ยวเราจะเจอทางออกสักทาง สักวัน ถ้าคุณคิดว่า คุณกำลังอยู่กลางถ้ำที่มืดมิด หาทางออกไม่ได้ ต้องเชื่อไว้เสมอว่า ทางออกยังมี และต้องพยายามต่อไป

การเรียนปริญญาเอกไม่ได้หาคนที่ฉลาดที่สุด แต่เป็นวัดว่า คุณมีความมุ่งมั่นในการจัดการกับอุปสรรคต่างๆในการทำวิจัยได้หรือไม่  ซึ่งรับรองได้ว่า ในเส้นทางการวิจัยของทุกๆคนก็จะมีอุปสรรคที่แตกต่างกันไป ถ้าคุณมีความพยายาม และความต้องการในการทำตามความมุ่งมั่นมากพอ ปริญญาเอกนั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถอย่างแน่นอน

เพจก็แค่ปริญญาเอกขอขอบคุณดร.วิกกี้ ที่มาแชร์ประสบการณ์และมุมมองที่ยอดเยี่ยมให้กับเรา
แขกรับเชิญที่จะมาแชร์ประสบการณ์การเรียนต่อปริญญาเอกทั้งในและต่างประเทศจะเป็นใคร เชิญติดตามได้ที่ Just a PhD Blog ที่นี่ที่เดียว

สุขสันต์วันครูแห่งชาติ


ขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษา ที่…
ดูแลและชี้แนะ

อ่านงานแล้วอ่านงานอีก

แก้ไขงานแล้วแก้ไขงานอีก

เป็นตัวอย่างที่ดี

เป็นแรงผลักดันให้ก้าวต่อ

เป็นกำลังใจ

รับฟัง

ฝึกให้รู้จักการรอคอย

ฝึกให้อดทน

ฝึกให้รู้จักความผิดหวัง

ฝึกให้เจ็บเป็น

ฝึกให้ล้มเป็น

ฝึกให้ลุกเป็น

ฝึกให้ละอัตตาเป็น

ยอมรับในงานและยอมรับในเรา

ลงนามให้ผ่าน

และ…ชื่นชมในความสำเร็จ

…การเรียนปริญญาเอกคือกระบวนการฝึกตนและฝึกใจ อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้สนับสนุนในทุกขั้นตอนของการฝึกฝนนี้

…ความรักและความกตัญญูที่ส่งไปให้อาจารย์จะทำให้ชีวิตปริญญาเอกของเราดีขึ้นทุกวัน

#สุขสันต์วันครูแห่งชาติ #16มกราคม #ไม่มีครูไม่มีเรา #justaphd

—————————-

โหลด #สติ๊กเกอร์ไลน์ จากเพจก็แค่ปริญญาเอก ส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษา ได้แล้ววันนี้ที่

http://line.me/R/shop/detail/1229828

[หรือค้นหา Just a PhD]

ขำหนักมาก


หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าการเป็นดอกเตอร์ หรือ การเรียนปริญญาเอกต้องวางมาดเคร่งขรึม ต้องดูเครียด จริงจัง ทรงภูมิ ตลกไม่เป็น สนุกไม่ได้ ไร้สาระไม่ควร ทุกคำพูดต้องถูกต้อง เป็นวิชาการ และอ้างอิงทฤษฎีตลอดเวลา
ถึงแม้จะปิดคอมพ์แล้ว อยู่นอกห้องทำงานแล้ว ก็ยังมุ่งมั่นรักษาภาพของคนจริงจัง เคร่งขรึม และผิดไม่ได้นั้นอยู่

ลองพิจารณาดูว่าเราเป็นคนแบบไหน เรากำลังเป็นไปตามที่สังคมคาดหวัง หรือ เหล่านั้นคือตัวตนของเราจริงๆ

คนเก่ง อัจฉริยะ และบุคคลที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่มีอารมณ์ขันและมีความฮาเป็นเครื่องประดับ อีกทั้งยังถ่อมตัว แยกแยะชัดเจนว่าเวลางานจริงจัง ส่วนเวลาเล่นก็ขำได้หนักมาก

เพราะการทำงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น ต้องอาศัยความสนุก อารมณ์ดี และก็แค่..เป็นตัวจริง

สลัดความเชื่อและความเข้าใจแบบผิดๆ ก้าวข้ามทุกข้อจำกัด และค้นพบตัวตนภายใน

มาเปิดใจยอมรับกันเถอะว่า ความฮาและขำหนักมากเป็นเรื่องที่ควรมีและควรทำ

การเรียนปริญญาเอกต้องอาศัยความสนุกและอารมณ์ดีควบคู่ไปด้วย

#ถ้าขำหนักมาก #จบดรแน่นอน #วันนี้เรื่องขำของคุณคืออะไร

#justaphd

Cr: https://parisapartment.wordpress.com/2012/05/10/cant-take-that-away/

ภาพจากแฟนเพจ

 แฟนเพจ: “แอดมินคะ มีเรื่องปรึกษาค่ะ ดิฉันส่งสติ๊กเกอร์รูปนี้ไปให้เพื่อนหลายๆกลุ่มในไลน์ ปรากฎว่าเงียบกริบ ทำไมพวกเขารีดแล้วไม่ตอบคะ ไม่เข้าใจค่ะ”
“ตัดสินใจซื้อเพราะรูปนี้เลยค่ะ”

แอดมิน: เป็นกำลังใจให้ค่ะ ลองใช้สติ๊กเกอร์ รูป “ได้โปรด” ตามไปดูค่ะ อันนี้แนะนำค่ะว่าอาจได้ผล


แฟนเพจ: “ทำตามที่แนะนำ ก็ยังรีดแล้วไม่ตอบน่ะค่ะ”

แอดมิน: …………..