ทำไมต้องมีโครงการดร.โสด โปรด จีบ?

all2.jpg

บางคนถามว่า การเอาด็อกเตอร์มาหาคู่ ทำไปเพื่ออะไร?

บางคนถามว่า การเอาด็อกเตอร์มาประกวดความสวย-หล่อ ทำไปเพื่ออะไร?

ดร.โสดโปรดจีบ ไม่ใช่เวทีหาคู่ (แต่หากใครจะพบคู่จากโครงการนี้ แอดมินจะฟินสุดๆ ^^)

ดร.โสดโปรดจีบ ไม่ใช่เวทีค้นหาคนหล่อ-คนสวย

แต่เป็นเวทีค้นหา “คนจริง” ที่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคและความท้าทาย ในวันที่อะไรๆ ก็ดูไม่เป็นใจมาแล้ว

กว่าจะประสบความสำเร็จ

กว่าจะได้มาซึ่งปริญญาเอก

เขาและเธอเหล่านั้น ต้องสละเลือดเนื้อ หยาดเหงื่อ น้ำตา และของแถมที่ได้มา คือ ความโสด !!

ธีม “โสด โปรด จีบ” เป็นเพียง “รูปแบบ” และ “วิธีการ” หนึ่ง ในการค้นหาแรงบันดาลใจ ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและสร้างสรรค์

เราเชื่อใน “พลังของความสนุก” ที่จะสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ดีกว่า

ความสวย ความหล่อ เป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอก ที่เคลือบบังแก่นแท้ภายในของความเป็น “คนอึด” และ “สู้ไม่ถอย”

มองให้ทะลุ ทุกคนมีความเป็นตัวจริง และ ความเป็นตัวเอง ที่ได้ผ่านการขัดเกลาอย่างเข้มข้นผ่านกระบวนการเรียนรู้ของปริญญาเอกมาแล้วทั้งนั้น

ตัวอย่างของผู้สำเร็จรุ่นพี่ อีกทั้งประสบการณ์ที่พร้อมแบ่งปัน จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นกำลังใจให้ผู้ที่กำลังเรียนและกำลังตัดสินใจจะก้าวเดินบนเส้นทางนี้อีกเป็นจำนวนมาก

โครงการนี้เราตั้งใจคิด เพื่อเปิดพื้นที่ให้กลุ่มด็อกเตอร์จากหลากหลายสาขาวิชา กลุ่มคนที่นับเป็นแหล่งทรัพยากรทางความคิดที่ทรงคุณค่า เป็นภูมิปัญญาของประเทศ เป็นขุมพลังทางปัญญา ที่จะสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

นอกจากการประกวดที่จะเปิดให้โหวตแบบสนุกๆ แล้ว กิจกรรมครั้งนี้เป็นการริเริ่มที่แฝงไว้ด้วยความตั้งใจที่จะรวบรวมกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในการวิจัย และรักในการแบ่งปันสิ่งดีๆให้กับสังคม ให้ได้มาพบปะ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และในอนาคตสามารถขยายผลไปสู่การพบปะกันของกลุ่มด็อกเตอร์ หรือผู้ที่กำลังศึกษาปริญญาเอกอยู่ ในลักษณะอื่นๆ ด้วย

อีกประการหนึ่ง กิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นการตอกย้ำแนวคิดของเพจก็แค่ปริญญาเอกที่เชื่อว่า “การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด” แม้กระทั่ง ผู้ที่เรียนจบปริญญาเอกที่นับเป็นการเรียนขั้นสูงสุดแล้ว ก็ยังคงมีความสนใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในมิติของ “การใช้ชีวิต”

ร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ เหล่าบรรดาด็อกเตอร์ คนจริง มีปัญญา ที่ผ่าน “ดุษฎีนิพนธ์” มา ด้วย “การลงมือทำ”

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎ดรโสดโปรดจีบ‬ ‪#‎สนุกมาก‬
ยังคงเปิดรับสมัครอยู่ จนถึง 30 มิ.ย. นี้

ดร.โสดโปรดจีบ Season I เปิดรับสมัครแล้ว

sod1.jpg

เพจก็แค่ปริญญาเอก จัดโครงการประกวด ‪#‎ดรโสดโปรดจีบ‬ ‪#‎seasonI‬ เปิดรับสมัคร ดร. สาว และ ดร. หนุ่ม บุคลิกภาพดี มีความสามารถ จิตใจดี และ สถานภาพโสด

คุณสมบัติผู้สมัคร:

1.สำเร็จการศึกษาปริญญาเอก
2.โสด
3.อายุไม่เกิน 40ปี
4.มีความพร้อมเข้าร่วมกิจกรรมกับโครงการฯ

ผู้สนใจสมัคร กรุณาส่ง…

1) รูปสวย/หล่อ คนละ 3 รูป
2) ประวัติส่วนตัวโดยย่อ
3) ชื่อหัวข้อวิจัยระดับปริญญาเอก สาขาวิชา มหาวิทยาลัยที่จบการศึกษาปริญญาเอก
4) คำคมประจำตัว 1 ประโยค เพื่อส่งกำลังใจให้ผู้เรียนปริญญาเอก

มาที่ inbox ของเพจฯ ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2559

แอดมินจะทำการคัดเลือกผู้สมัคร หญิง 5 คน ชาย 5 คน และจะเปิดโอกาสให้แฟนเพจคัดเลือกผู้ชนะ #ดรโสดโปรดจีบ #seasonI ชาย 1 คน หญิง 1 คน ผู้ชนะจะได้สัมภาษณ์ลงเพจและรับของรางวัลมากมายจากสปอนเซอร์โครงการฯ

และที่สำคัญที่สุด ผู้สมัครทุกคนเมื่อผ่านโครงการฯนี้ น่าจะครองความโสดไปอีกไม่นาน..
วี้ด วิ้ว ^^

สนใจรีบ inbox รูปถ่ายและรายละเอียดมาเลย !!

‪#‎โครงการนี้รับรองสนุกมาก‬ ‪#‎โอกาสดีดี‬ ‪#‎ร้านใดสนใจเป็นสปอนเซอร์ให้โครงการดีดีแบบนี้‬ ‪#‎inboxมาเลย‬ ‪#‎แค่คิดก็ฟินแล้ว‬

‪#‎ด็อกเตอร์ทั้งหลาย‬ ‪#‎สมัครเลย‬ ‪#‎แชร์เลย‬ ‪#‎สนุกเลย‬

กว่าจะเป็นดุษฎีบัณฑิต :: ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์

สวัสดีเพื่อนๆชาว #ก็แค่ปริญญาเอก #justaphd ค่ะ

เมื่อคราวที่แล้ว แนนได้มาเล่าประสบการณ์ในการป้องกันดุษฎีนิพนธ์ให้เพื่อนๆได้อ่าน ในวันนี้แนนจะมาเล่าประสบการณ์ในการทำดุษฎีนิพนธ์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาให้ฟังกันค่ะ เผื่อประสบการณ์ของแนน จะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆหลายๆคนได้

defense4

ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วตอนที่แนนเริ่มเรียนปริญญาเอกใหม่ๆ ครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า dissertation บอกเลยค่ะว่ารู้สึกกังวลมาก ดูมันช่างยากเย็นมาก กว่างานวิจัยจะเสร็จออกมา 1 เล่ม แนนคิดในใจนะคะว่า แนนจะทำได้เหรอ ต้องเขียนเล่มเป็นภาษาอังกฤษ แถมยังต้องเป็นการเขียนเชิงวิชาการ ไหนจะต้องนำเสนอ ทุกอย่างมันดูยากไปหมด

หลังจากนั้น เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเลือกหัวข้อ แนนใช้เวลากว่า 1 ปี ในการเฟ้นหาหัวข้อที่แนนอยากทำจริงๆ สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ คือเลือกเรื่องที่เรามี passion ที่ปรึกษาแนนบอกว่า ให้เลือกหัวข้อที่เวลาเราพูดหรือนำเสนอให้คนอื่นๆฟัง แล้วเค้าสามารถเห็นประกายออกจากตาของเรา ตอนแรกแนนก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกค่ะ แต่พอได้เห็นตัวอย่างจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนจึงเข้าใจว่า หัวข้อที่เราเลือกนั้นควรจะเป็นหัวข้อที่เรารู้สึกตื่นเต้น กระตือรือล้น ที่จะพูดและอธิบายถึง

หลักข้อที่สองคือ หัวข้อที่เราเลือกควรจะเป็นหัวข้อที่เราสนใจจริงๆ เพราะอย่าลืมนะคะว่า เราต้องอยู่กับหัวข้อนี้เป็นเวลา1-2 ปี เพราะฉะนั้น ถ้ามันเป็นหัวข้อที่เราชอบ เราจะไม่รู้สึกเบื่อที่จะทำมันค่ะ

nan1

แนนเลือกทำหัวข้อเกี่ยวกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy) ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวค่ะ โดยส่วนตัว แนนสนใจ การพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainability development) อยู่แล้ว และตั้งใจว่า จะหาหัวข้อที่สามารถนำไปพัฒนาต่อในประเทศไทยได้ ก็เลยมาลงตัวที่ทฤษฎีนี้ แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลยค่ะ

เนื่องด้วยสถานการณ์บ้านเมืองของเรา ที่ปรึกษาแนนซึ่งเป็นคนอเมริกันค่อนข้างจะกังวลมากๆ เกี่ยวกับหัวข้อนี้ แนนต้องพยายามชี้แจงให้ที่ปรึกษาฟัง หาข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่า การศึกษาทฤษฎีนี้สามารถทำได้และวิจารณ์ได้ แม้ว่าจะเป็นทฤษฎีตามแนวพระราชดำริ แนนใช้เวลากว่า 1 ปีเต็มในการรวบรวมข้อมูลและเขียน proposal

ช่วงแรกๆ มีความคิดว่า อยากเปลี่ยนหัวข้อเหมือนกันนะคะ แต่ทั้งเพื่อนและอาจารย์ที่ปรึกษาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ตาของแนนเป็นประกายเวลาพูดถึง และแนนก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ แนนเลยเลือกที่จะไม่เปลี่ยนหัวข้อและพยายามศึกษาโดยพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องที่ที่ปรึกษาเห็นว่ามัน sensitive เกินไป แนนเลือกศึกษาโดยใช้วิธีการเชิงคุณภาพ เพราะแนนอยากได้ผลลัพธ์ที่ไม่ใช่ตัวเลข และต้องการผลลัพธ์ที่สามารถเอาไปขยายผลได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

nan3.jpg

กุญแจ ข้อที่สามคือเลือกวิธีการ (method) ที่สามารถให้คำตอบเราได้ตามที่เรา คาดหวัง ซึ่งมีทั้งเชิงปริมาณ (quantitative) เชิงคุณภาพ (qualitative) และแบบผสม (mixed methods) ซึ่งวิธีการแต่ละอย่าง ใช้ระยะเวลาต่างกัน แต่ข้อมูลที่ได้จะเข้มข้นมากน้อยก็ต่างกันด้วย

สิ่งที่แนนเรียนรู้คือ อย่ากลัวว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าคนอื่น เพราะเราสามารถเรียนรู้อะไรมากมายได้ตลอดระยะเวลาการทำดุษฎีนิพนธ์ค่ะ ตัวแนนเองเลือกวิธีการเชิงคุณภาพ โดยเน้นที่ข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการสังเกต ซึ่งใช้เวลาในการถอดเทปและวิเคราะห์นานมาก แต่ข้อมูลที่ได้นั้น ไม่สามารถหาได้จากวิธีการเชิงปริมาณแน่นอน
และแล้วก็มาถึงการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล การสร้างความคุ้นเคยกับบุคคลและสถานที่ที่เราจะไปศึกษาจะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างได้ง่ายขึ้น การ build trust กับกลุ่มตัวอย่างคือ กุญแจสำคัญ อีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราได้ข้อมูลที่สำคัญแก่การวิเคราะห์ของเราค่ะ

สุดท้ายนี้ แนนพบว่า การเลือกหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ และวิธีการที่เราสนใจจริงๆ จะทำให้เรารู้สึกสนุก และกระตือรือล้นที่จะทำเล่มออกมาให้ได้ดี สำหรับแนน ระยะเวลา 2 ปีที่อยู่กับหัวข้อที่แนนเลือก นั้นคุ้มค่าค่ะ

และดุษฎีนิพนธ์ของแนน ก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพราะงานวิจัยของแนนได้รับรางวัล MSR Most Promising Dissertation Awards จากงานประชุมวิชาการ Academy of Management ซึ่งเป็นการประชุมวิชาการระดับ International 

หวังว่าประสบการณ์ของแนนอาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆคนได้นะคะ

nan2.jpg

——-
Credit Text: ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์ PhD in Organizational Psychology,
California School of Professional Psychology, San Francisco, USA

ตามไปอ่านบทความ “ประสบการณ์ในการสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์” โดย ดร.แนน ณติกา ได้ที่นี่ http://goo.gl/bmI02i

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับ “การเรียนปริญญาเอก”
มาร่วมแบ่งปัน ช่วยกันสร้างชุมชนดีดี

คำถามคำตอบ :: วิธีรักษาความสัมพันธ์ระยะไกล


คำถาม:
กำลังจะไปเรียนปริญญาเอกที่ประเทศอเมริกา ได้ทุนไป น่าจะ 4-5 ปี แฟนไม่อยากให้ไปแต่เค้าก็ไม่ได้ห้ามเพราะเป็นความฝันของเรา เรียนก็น่าจะเครียดมากอยู่แล้ว ยังต้องห่วงแฟนอีก แฟนเราอายุ 34 แล้ว ญาติแนะนำให้แต่งงานก่อนไป แต่เรากลัวว่าจะได้ใบหย่าก่อนได้ปริญญา !!

แอดมินมีวิธีรักษาความสัมพันธ์ระยะไกลบ้างไหมคะ?
คำตอบ

คนโบราณมักบอกว่า “คู่แล้ว..ไม่แคล้วกัน”

อุปสรรคเป็นสิ่งพิสูจน์จิตใจของคนสองคนว่ารักกันมากพอไหม 

สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต้องมีให้กัน คือ ความไว้ใจ เข้าใจ และยอมรับในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

จากที่เคยเจอกันทุกวันเป็นต้องห่างกันนานแรมปี 

โจทย์นี้ไม่ง่ายเลย เพราะการเรียนปริญญาเอกที่ใช้เวลา 4-5 ปี บวกกับตลอดระยะเวลานั้นต้องทุ่มเทให้กับการเรียนในระดับสูงสุด

อย่างไรก็ดี เมื่อได้ตัดสินใจเดินบนเส้นทางของการเรียนต่อ แน่นอนว่าบางเรื่องก็จะต้องทำใจ “วาง” ไว้ก่อน

แต่หากผู้เรียนสามารถ “จัดสรร” เวลาของทั้งสองด้านได้ แบ่งเวลาแต่ละวันให้กับคนรักอย่างมีคุณภาพ ทั้งสองเรื่อง (เรียนและรัก) ก็จะเอื้อกันได้อย่างดี

เทคนิควิธีรักษาความสัมพันธ์ คือ 

•แบ่งเวลาให้คนรักทุกวันวันละนิด 

•เล่าเรื่องของ “ฉัน” 

•ฟังเรื่องของ “เขา”

•และอย่าลืมคุยกันเรื่องของ “เรา” บ้าง 

หากทำได้เช่นนี้ ความรักที่ดูเหมือนเป็นเรื่องต้อง “ห่วง” ก็จะกลายเป็น “พลัง” และ “แรงจูงใจ” ที่จะให้ผู้เรียนได้มุ่งมั่นกับการเรียนให้สำเร็จโดยเร็ว

ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต…

การเลือกโฟกัสมาที่ตัวเองก่อนไม่ใช่สิ่งผิด 

ให้เวลาตัวเองในการออกไปค้นพบและพัฒนาตัวเองไปอีกขั้นหนึ่ง ทำตัวเองให้พร้อม ก่อนจะ “ให้” ผู้อื่นได้อย่างเต็มที่

ระหว่างทาง หมั่นรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ทั้ง “ต้นรัก” และ “ต้นเรียน” แต่พอดี

ท้ายที่สุด เราไม่สามารถควบคุมใจแฟนและปัจจัยภายนอกอื่นๆได้ แต่เราสามารถควบคุม “ใจ” ของตัวเองได้ 
ไม่ว่าในอนาคต จะเป็นอย่างไร… 

ไม่มีอะไรที่ต้องห่วงกับทุกการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้ว

9 ลักษณะสำคัญสำหรับผู้ประสบความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอกที่ สร้างได้ และไม่ต้องมี พรสวรรค์ มาตั้งแต่เกิด

  1. รักในงาน
  2. คิดบวก
  3. ตรงต่อเวลา
  4. จัดลำดับความสำคัญ
  5. รับฟังความเห็นต่าง
  6. รักษาความมั่นคงบนความไม่แน่นอน
  7. อึด อดทน
  8. ยิ้มสู้เสมอ
  9. ลงมือทำ

Tips 


บทสนทนา รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะกับเพื่อนรักและคนดีๆรอบกาย สามารถเติมพลังให้กับชีวิตได้เป็นอย่างมาก
อย่าปล่อยให้งานปริญญาเอกตัดผู้เรียนออกจากความสุขและแหล่งพลังเสริมที่ดี
อย่ารู้สึกผิดที่จะ “ใช้ชีวิต” ด้านอื่นอย่างเต็มที่ 
ถ้าอยากออกไปทานข้าว เฮฮาสังสรรค์ สนุกสนานกับเพื่อนบ้าง ก็ทำเลย 
เพราะแท้จริงแล้ว “ความเต็มที่” ในชีวิตอีกด้าน จะเอื้อให้ผู้เรียนมีพลังกลับมาลุยงานปริญญาเอกได้ “อย่างเต็มที่” เช่นกัน
ระหว่างการเดินทางอันแสนยาวไกลนี้
หมั่นรักษาความสมดุลระหว่าง “การทำงานปริญญาเอก” กับ “การใช้ชีวิตด้านอื่นๆ”
หาสมดุลที่ “ใช่” 
จัดโครงสร้างชีวิตให้ “ครบ” 
ในแบบฉบับของตัวเอง 
เพื่อความรื่นรมย์และความสุขของชีวิตการเรียนตลอดเส้นทาง 
#เพจก็แค่ปริญญาเอก #justaphd #tips #ปโทก็เช่นกัน

Credit photo: https://www.tumblr.com/login?redirect_to=%2Fblog%2Fgeosmin