คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: ดร.มิก

ก่อนอื่นเลยรู้สึกยินดีมากครับที่ได้รับข้อความขอสัมภาษณ์ให้กับ Facebook Page “ก็แค่ปริญญาเอก” ผมเป็นแฟนคลับของเพจมาระยะหนึ่งแล้วนะครับ ทั้งชอบบทความต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในแง่วิชาการ หรือ การให้กำลังใจผู้เรียนปริญญาเอก จนเมื่อล่าสุดได้มีโอกาสร่วมสนุกกับทางเพจและได้รางวัลเป็นสมุดจดบันทึกจาก Oxford University ดีใจมากครับ รู้สึกอบอุ่นมาก ขอขอบคุณทาง Admin มากครับ เขียนมาตั้งยาวแล้วผมเป็นใครเหรอครับ ลืมแนะนำตัวครับwathit1

ผมชื่อ ดร.วาทิต อินทุลักษณ์ (ดร.มิก) เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยดุสิตธานี ประวัติการศึกษา จบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ด้านบริหารธุรกิจสาขาการจัดการ, ปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา และปริญญาโทด้านการตลาดที่ Australian National University, Canberra, Australia, ปริญญาเอกด้านการบริหารพัฒนา (PhD. In Development Administration) ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยใช้เวลาในการจบปริญญาเอก 3 ปีครึ่งครับ

…ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก?

มันเป็นเรื่องของความอยากสองด้านครับ คือ ความอยากรู้ และ ความอยากเป็น

1) ความอยากรู้ ก็คือว่า เราคงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าการเรียนปริญญาเอกนั้น เป็นการแสวงหาความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เรามีการเรียนรู้ในการค้นหามันอย่างเป็นระบบ เราเรียน Method of Inquiry ซี่งก็เป็นแนวทางในการตั้งคำถามเพื่อใช้ในการแสวงหาความรู้ เราอยู่กับมันเป็นปี จนก่อเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ เราได้เรียนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้ในสาขาที่ศึกษา หรือ การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ซึ่งก็ทำให้เราเห็นถึงความเป็นมาเป็นไปของศาสตร์ในสาขาที่เราเรียน เข้าใจมันมากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับทำให้เรารู้ว่ายิ่งเราเรียนสูงมากเท่าใดเราก็รู้สึกว่าเรารู้น้อยลงเท่านั้นเพราะมันมีอะไรที่เราต้องรู้อีกมาก เหมือนกับที่ Socrates กล่าวว่า “Wisdom only comes when you realize how ignorant you are”

2) ความอยากเป็น ก็คือ มนุษย์มีความอยากเป็นหลายอย่าง เราอยากเป็น นักบินอวกาศ, เราอยากเป็นหมอ, เราอยากเป็นวิศวกร และอื่นๆอีกมากมาย ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่มีฝันแม้มันจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามอายุ แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งมันก็เป็นจุดที่ผมเลือกที่อยากจะทำมันจริงๆ คือ การเป็นครู มันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญครับ มันเป็นตอนที่ผมเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยบูรพาครับ ซึ่งก็ทำให้ต้องกลับบ้านเย็นมากๆ ระหว่างทางกลับบ้านก็มีประกาศรับสมัครผู้ช่วยจัดรายการวิทยุ Part-time ซึ่งพอพิจารณาดูก็เห็นว่าเป็นช่วงที่เราว่างพอดี และก็ไม่ต้องทำงานเต็มเวลา ซึ่งก็เป็นช่วงทำวิทยานิพนธ์ และงานที่ทำตอนนั้นก็อยู่ตัวแล้ว ก็เลยลองสมัครดูครับปรากฏว่าได้อาจเป็นเพราะรู้จักกับพี่นักจัดรายการครับเลยมีโอกาสได้สัมผัสงานด้านการจัดรายการ มาถึงตรงนี้หลายคนถามว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกันกับเรื่องเรียนปริญญาเอก ซึ่งตอนนั้นความสำนึกในการอยากเป็นครูไม่มีเลยครับ คือยังไม่รู้ตัวเองครับ จนโอกาสมันผ่านมาครับ เมื่อขณะที่นั่งช่วยพี่นักจัดรายการอยู่ (โดยปกติก็จะเป็นพวกหลังไมค์ รับโทรศัพท์, จัดเพลงตามคำขอ, หาข่าวอะไรประมาณนั้น) ครับ พี่คนจัดรายการเกิดอาการเกเร จริงๆคือเสียงหายครับ เค้าเลยมาขอความช่วยเหลือตอนนั้นเหลือเวลาเกือบ 1.5 ชม. เอาสิ ไม่ได้เตรียมอะไรมาเลยแล้วเราจะจัดอะไร พอดีช่วงที่พี่นักจัดรายการเค้าให้เราทำเป็นช่วงเปิด คือนำเอาเรื่องราวที่ได้อ่านเจอในชีวิตประจำวันมาเล่าสู่กันฟัง พอดีวันนั้นมีรุ่นน้องปริญญาตรี เค้ามาถามเรื่องการเรียนต่อปริญญาโทผมก็เลยมีเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนต่อมาบ้างพอสมควรก็เลยจัดรายการด้วยเรื่องการศึกษาต่อครับ

เรื่องไม่จบแค่นั้นครับ ด้วยโชคครับ เรื่องที่เล่านั้นไปถึงหูอาจารย์แนะแนวโรงเรียนอาชีวะแห่งหนึ่ง และท่านเกิดสนใจครับเลยทำจดหมายเชิญอย่างเป็นทางการผ่านทางสถานีว่าให้เราไปพูดสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆในวันปัจฉิมนิเทศ จบการศึกษา เอาหละสิ อย่างนี้เค้าเรียกงานเข้าครับ แต่ก็ตอบตกลงไปครับ กำหนดการเป็นเวลาอีก 1 อาทิตย์ รีบทำการบ้านเลยครับเตรียมตัวเพื่อการนี้โดยเฉพาะเลยครับ สรุปครับเมื่อถึงวันนั้นก็ทำไปได้ด้วยดีครับ เวลาเกือบสามชั่วโมงพูดได้อย่างไหลลื่นมากจนทุกคนปรบมือให้เลยครับ ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตเลยครับ เข้าขั้น Paradigm shift เลย เรารู้สึกว่าเราชอบการสอน เราชอบการพูดต่อหน้าคน เราชอบเวลาเราให้ความรู้คน มันเป็นความรู้สึกที่ประทับใจมากเลยครับ จากนั้นก็เริ่มมีความคิดว่าอยากเป็นอาจารย์ ก็นั่นแหละครับจึงเป็นที่มาของการเรียนปริญญาเอกและเป็นอาจารย์ในที่สุด

ระหว่างที่เรียนอยู่พบอุปสรรคอะไรบ้างและผ่านพ้นมาได้อย่างไร?

ผมได้แนวคิดมาจากตอนไปเรียนโทที่ Australia ซึ่งผมมองว่าไม่แตกต่างจากการเรียนปริญญาเอกเลยครับ ขออนุญาตนำแผนภาพ U Curve Model มาอธิบาย

wathit2

(ที่มา: Martin, J. N., & Nakayama T. K. (2009). Intercultural communication in contexts (5th ed.). New York, NY: McGraw-Hill Higher.)

เมื่อเริ่มเรียนแรกๆ ก็เหมือนกับการจากบ้านเพื่อไปเรียนต่อ เราจะยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากเท่าไหร่ยังคงมีความสุขที่สอบติดและผ่านเข้ามาเรียนมีความสุขกับการบอกใครๆว่าสอบติดปริญญาเอก แต่ก็เริ่มมีความรู้สึกเริ่มที่จะเศร้าๆ จากการเริ่มสงสัยในตนเองที่จะผ่านไปได้มั้ย เมื่อเริ่มเรียนก็เหมือนตอนมาถึงใหม่ๆเริ่มสับสน และเหนื่อยกับการได้รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ปริญญาใบนี้แต่ก็ยังคงมีความสุขอยู่บ้างเพราะยังคงไม่ต้องรีบอะไรมากและได้เจอเพื่อนใหม่พบคนใหม่ๆที่มีความสนใจคล้ายๆกัน

เมื่อผ่านไปซักเดือนสองเดือนเริ่มรู้สึกโดดเดี่ยวเพราะการเรียนปริญญาเอก และงานที่ได้รับมอบหมายนั้นเป็นงานเดียวทั้งหมด ไม่ต้องมีปัญหา Free rider ให้หนักใจเลย แต่ก็เหงามากๆ ในช่วงนี้เริ่มมีการรับเอาวัฒนธรรมของนักเรียนปริญญาเอกเข้าไปคือ การมีห้องสมุดเหมือนเป็นบ้านที่สอง แทบจะต้องหอบข้าวหอบน้ำมากินที่นั้นเลย

ต่อมาเมื่อถึงช่วงสอบในครั้งแรกก็เหมือนกับการอยู่ในช่วงจุดต่ำสุดของ U Curve คือเริ่มรู้สึกไม่มีความสุขกับการเรียนและเริ่มตั้งข้อสงสัยของการมาเรียน และเริ่มเห็นเพื่อนหลายคนต้อง Drop ออกไปด้วยเหตุผลต่างๆนานา แต่ก็พยายามที่จะมุ่งมั่นเพื่อที่จะผ่านมันไปให้ได้ ช่วงนี้กำลังใจและความมุ่งมั่นนั้นสำคัญมากคนส่วนใหญ่ที่ไม่สำเร็จมักจะอยู่ในช่วงนี้ ตัวเองก็เกือบจะต้องไปเหมือนกัน แต่เพราะกำลังใจและความมุ่งมั่นจึงพามันมาได้

เมื่อเรียนมาได้ซักพักก็จะรู้สึกเริ่มปรับตัวได้ ซึ่งก็คือระยะที่ Adjusting เป็นระยะที่เริ่มมีความมั่นใจและได้ผ่านการสอบที่ยากลำบากไปแล้วหนึ่งด่าน คือการสอบคุณสมบัติ Qualification Exam (QE) ซึ่งถือเป็นด่านสำคัญ เมื่อผ่านมาได้ก็จะเหมือนกับยกภูเขาหนึ่งในสองลูกออกจากอกทำให้รู้สึกสบายขึ้น

แต่ก็ยังมีด่านหินต่อไปอีกคือการสอบ Proposal และการสอบ Final Defense รวมทั้งการตีพิมพ์ ซึ่งถือเป็นด้านสำคัญในการประสบความสำเร็จ และเมื่อผ่านมันไปได้ก็จะเข้าสู่ขั้นสุดท้ายคือ Completion of Study ก็จะนำมาซึ่งความสุขและความปราบปลื้มยินดีจากตนเองและคนรอบข้าง

กล่าวโดยสรุปว่า การผ่านช่วงเวลาเหล่านี้มาได้ ต้องอาศัยหลายปัจจัยด้วยกันไม่ว่าจะเป็น ความมุ่งมั่น, ความเข้าใจ, กำลังใจ และความขยันอดทน เป็นต้น มันเหมือนกับการปีนเขาถ้ามันเป็นเขาเตี้ยๆ ก็ใช้แรงพยายามไม่มาก กลับกันถ้าเป็นเขาที่สูงใหญ่อย่างภูเขาแห่งการเรียนรู้มันก็ยากหน่อย แต่มันก็คุ้มค่าเพราะทุกย่างก้าวที่ปีนขึ้นไปได้นั้น คุณต้องทำมันด้วยตัวเองและทุกก้าวที่สูงขึ้นคุณจะได้มองเห็นอะไรมากขึ้น มันเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมากเลยครับ

สิ่งที่ประทับใจเกี่ยวกับสถาบันที่ศึกษา คือ นิด้า หรือ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นสถาบันที่ให้ความสำคัญในทุกด้านไม่ว่าจะในด้านการวิจัยและพัฒนา ส่วนที่ประทับใจที่สุดคงเป็นห้องสมุดครับ นิด้ามีห้องสมุดที่สวยงามและมีความเป็นส่วนตัวอย่างมากซึ่งถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นของนักศึกษาปริญญาเอกที่ต้องศึกษาเอกสารตำราและต้องใช้เวลาอยู่กับมันอย่างมีสมาธิ ความเป็นส่วนตัวจึงมีความสำคัญอย่างมาก ที่นี่นักศึกษาปริญญาโทกับปริญญาเอกมีห้องแยกจากกันเป็นสัดส่วนจึงทำให้ไม่มีเสียงรบกวน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดมีความเป็นกันเองกับนักศึกษามาก จึงทำให้ทุกครั้งที่ไปปรึกษางานก็จะได้รับความรู้และความสะดวกสบายเสมอๆ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การทำงานในห้องสมุดที่มีทีมงานที่เป็นมืออาชีพจะช่วยให้งานออกมามีคุณภาพมาก อีกเรื่องที่ประทับใจคือคณาจารย์ที่นิด้ามีความรู้ความสามารถ ทำให้เราในฐานะผู้เรียนได้ประโยชน์เต็มที่และได้ความรู้ทั้งในเชิงวิชาการและประสบการณ์

สี่งที่ได้จากการเรียนปริญญาเอก?

การเรียนปริญญาเอก ถ้ามองให้ดีก็เป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือมันทำให้เราได้เห็นอะไรมากขึ้นเข้าใจถึงช่องว่างทางวิชาการต่างๆที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเวลาอ่านหนังสือบริหารธุรกิจจะมีการกล่าวถึงทฤษฎี แนวคิดต่างๆมากมาย แต่ในสมัยเรียนปริญญาโทก็ไม่เคยมีการกล่าวถึงที่มาที่ไปที่ชัดเจนลงไป ซึ่งในระดับปริญญาเอกเราเรียนรู้ที่จะเข้าใจมันในเชิงลึกก็ทำให้เรารู้ถึงฐานคติ, สมมติฐาน (Assumptions) ของสิ่งเหล่านั้นจึงทำให้เราเข้าใจมันมากขึ้น

ส่วนข้อเสียคือการเรียนปริญญาเอกทำให้คุณเสียเวลาและพลังงานไปกับการอ่านการทำความเข้าใจบทเรียนหรือแม้กระทั่งการศึกษาทฤษฎีที่บางครั้งอาจมีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง แต่บางครั้งก็ยังคงเป็นแค่ทฤษฎีในเชิงอุดมคติ ที่ยากจะนำไปใช้ได้จริง จนบางครั้งการรู้ลึกถึงรากฐานของความรู้นั้นทำให้เราอาจดูเหมือนพูดไม่รู้เรื่อง แต่เพราะเรากำลังอธิบายสิ่งที่เป็นวิวัฒนาการของความรู้ที่อาศัยเวลาหลายปีในการสร้างสรรค์ในเวลาอันจำกัด

การเรียนปริญญาเอกอาจถูกนำมาใช้ได้ทั้งในทางตรงและทางอ้อม โดยความรู้ทางตรง ก็ได้แก่ความรู้ในสาขาวิชานั้นที่เรียนมา อย่างผม คือเป็นอาจารย์ ก็จะนำความรู้ที่ได้เรียนมาสอนในวิชาที่รับผิดชอบ โดยความรู้ทางอ้อม ก็ได้แก่ เทคนิคการสอนที่ได้จากอาจารย์, ความรู้ความเข้าใจในการทำวิจัยและการตีพิมพ์ หรือแม้กระทั่งความรู้ทางด้านภาษาและการคิดที่เป็นระบบ สิ่งเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการงานและด้านชีวิตส่วนตัว

ก็หวังว่าสิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ ที่กำลังเดินอยู่ในเขาวงกตแห่งการเรียนปริญญาเอก สู้ๆครับ ขอบคุณครับ

ก็แค่ปริญญาเอก….ไม่ใช่


ก็แค่ปริญญาเอก….ไม่ใช่

ก็แค่ มีเงินจ้างทำ

ก็แค่ จ่ายครบ…จบแน่

ก็แค่ สุกเอาเผากิน

ก็แค่ ปริญญาชุบตัว

ก็แค่ สถานะทางสังคมที่เอาไว้ข่มผู้อื่น

แต่ “ก็แค่ปริญญาเอก” เป็นเสียงสุดท้ายของผู้ที่สามารถก้าวข้ามทุกอุปสรรคและความท้าทายของเส้นทางปริญญาเอกด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา

ในวันที่เขาเดินมาถึงเส้นชัย และได้ย้อนกลับไปมองประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาดีใจที่ระหว่างทาง เขาได้ลงมือทำทุกอย่าง อย่างเต็มที่ด้วยหนึ่งสมอง สองมือ และใจถึงๆ ของตัวเอง

และเมื่อมองไปเบื้องหน้า เขาก็เห็นว่า ชีวิตไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ ยังคงมีเรื่องราวอีกมากมายให้เรียนรู้ และยังต้องหมั่นฝึกฝนและขัดเกลาตัวเองทุกวัน

“ก็แค่ปริญญาเอก” เป็น จุดเล็กๆ ที่วางอยู่บนเส้นกั้นบางๆ ระหว่าง ความภาคภูมิใจในตัวเอง และความสามารถในการปล่อยวางความสำเร็จนั้นลงอย่างเบาๆ

และจุดนั้น คือ จุดเดียวที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับการเรียนปริญญาเอก เป็นจุดที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของผู้เรียนทุกคน

…ถ้าไม่ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง คงไม่สามารถเข้าใจและซาบซึ้งกับคำๆนี้ได้

…การได้มาในแบบที่ไม่ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง เป็น การสะท้อนถึงความไม่เคารพ ไม่เชื่อ และไม่ศรัทธาในตัวเองเพียงพอ

…ปริญญาเอกที่ได้มาแบบนั้น ก็คงเป็นได้แค่ปริญญาแบบผิวๆ เผินๆ ที่ไม่มีคุณค่า และ ไม่ยั่งยืน

…มองไปให้สุดทาง คนเหล่านั้น กลับน่าสงสารที่ต้องแบกไว้ซึ่ง ความสำเร็จปลอมๆ ด้วยใจกลวงๆ ที่ไร้ซึ่งความภาคภูมิใจในตัวเองไปตลอดชีวิต

เราขอเป็นกำลังใจให้ผู้กล้าและผู้ที่มีศรัทธาในตัวเองทุกคน ที่ไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้ง ก็ยังลุกขึ้นมาสู้ต่อ

จงพยายามอย่างเต็มที่เถิด และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เข้าไปแตะและรับเอาประสบการณ์และองค์ความรู้ของปริญญาเอกอย่างแท้จริง

จงเล่นจริงเจ็บจริง ‪‎แบบไม่มีสแตนอิน

เพราะเมื่อถึงวันที่คุณสามารถกล่าวคำว่า “ก็แค่ปริญญาเอก” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

…ขอบอกว่ามัน “ฟิน” สุดๆ ค่ะ

IMG_8769


ก่อนลงมือเขียนธีสิส

008787

ก่อนลงมือเขียนธีสิส จะต้องมี:

ห้องที่มองเห็นวิว ทิวทัศน์ สวยๆ
กำจัดงานอื่นที่จะเข้ามารบกวน
ล็อคห้องห้ามเด็กเข้า
วางนาฬิกาติ๊กต่อก…
แสงธรรมชาติส่องเข้ามาทางหน้าต่าง
ลมเย็นๆพัดโชย
เก้าอี้นั่งดีๆ
กระดาษ ปากกา ใหม่ๆ
เสียงเพลงคลอเบาๆ
กาแฟหอมกรุ่น
และ………

ฉันต้องการ ทั้งหมดข้างต้น…

หรือ..

แท้จริงแล้ว สิ่งเดียวที่ต้องการ
คือ “แรงจูงใจภายใน”

‪#‎ก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎justaphd‬

Credit photo: http://www.incidentalcomics.com/…/…/all-i-need-to-write.html

คุณสมบัติ 8 ประการของคน (จะ) เป็นแฟนว่าที่ ดร.

1) เข้าใจคำว่า “การรอคอยที่ยาวนาน”
2) ไม่ขี้หึง อิจฉาตาร้อนกับวัตถุ อันได้แก่ ตำรา หนังสือ เศษกระดาษ และ คอมพิวเตอร์
3) เรียนรู้และเข้าใจศาสตร์แห่งการดูแลรักษาสุขภาพ ทำอาหารที่มีประโยชน์ ชวนไปออกกำลังกาย และ หมั่นหาวิตามินมาให้เพื่อบำรุงสมอง และ ร่างกาย
4) เรียนรู้และเข้าใจศาสตร์แห่งการชื่นชม และให้กำลังใจ มองโลกในแง่ดี คิดบวก
5) จะดีเป็นพิเศษ ถ้าพิมพ์เก่ง ทำ powerpoint เป็น เก่ง excel และเก่งสถิติ
6) รู้จักศิลปะของการอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ
7) อึด ทรหด อดทน ดูแลตัวเองได้ดี ไม่ทำตัวเป็นภาระหนักๆ
8) เข้าใจและยอมรับว่า ดร.ไม่ใช่สถานะทางสังคมที่สูงกว่า แต่เป็น “ก็แค่ปริญญาเอก” ที่หมายถึง การพัฒนาตัวเองในมิติหนึ่ง ที่เขาหรือเธอ (คนที่คุณรัก) เลือกที่จะทำ
tshi
#lovemelovemyPhD #ถ้ามีแบบนี้จะรักมากเลย
หรือนี่คือสาเหตุที่(ว่าที่)ดร. หลายคนต้องขึ้น…

Credit photo: http://www.zazzle.com/phd_survivor_tee_shirt-235258446195222231

ข่าวทุนการศึกษาปริญญาเอก

สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีข่าวสารดีดีเกี่ยวกับทุน Newton-TRF PhD Scholarship เป็นทุน PhD Placement สำหรับนักศึกษาปริญญาเอก และ Supervisors ให้โอกาสในการไปทำวิจัย และสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ 
ผู้มีสิทธิสมัครต้องเป็นผู้ได้รับทุนภายใต้โครงการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (Thailand Research Fund) อันได้แก่ 

– Royal Golden Jubilee PhD Programme

– Researchers and Research Funds for Industries (RRi)

– International Research Network (IRN)

ลองติดตามรายละเอียดจาก Link ด้านล่าง 

หมดเขตรับสมัคร 12 กันยายนนี้ค่ะ 

http://www.britishcouncil.or.th/en/programmes/education/our-work-support-higher-education-and-research-sector/NewtonFund/phd-placement

‪‎PhD Survival Tips‬ ‪::: No.8‬ ‪::: ‎Be Original‬ ::: ‎Be You‬ ‪::: ‎Be Your Thesis‬

copy2ข้อเรียกร้องสำคัญข้อหนึ่งในการทำวิจัยระดับปริญญาเอกคือ การสร้างสรรค์งานวิจัยให้ใหม่ ไม่ซ้ำใคร มีลักษณะริเริ่ม และ แตกต่าง (original work) อีกทั้งต้องเป็นงานที่ให้ประโยชน์อย่างยิ่งในแง่องค์ความรู้ทางวิชาการ (significant contribution to knowledge)

ในระดับปริญญาเอก คำว่า ‘originality’ ‘significance’ และ ‘contribution to knowledge’ เป็นข้อเรียกร้องสำคัญหนึ่งที่มักจะถูกใช้ในการตัดสินงานวิจัยของผู้เรียน

อย่างไรก็ดี คำเหล่านี้ก็ยังคงมีความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน หลายครั้งความคลุมเครือนี้ ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความกลัว ความขลาด ตีความข้อเรียกร้องเหล่านี้ผิด บ้างว่า ยาก ทำไม่ได้ และหลายครั้งพยายามที่จะลืม ละเลย หลีกหนี หรือ ไม่ให้ความสำคัญ

เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น ที่ผู้วิจัยอาจยังมองงานของตัวเองไม่ขาด อาจยังไม่เห็นว่าท้ายสุดที่ปลายทาง เขาหรือเธอจะสร้างสรรค์ องค์ความรู้ใหม่ ที่แตกต่าง และเป็นประโยชน์อย่างสำคัญนั้นได้อย่างไร เพราะจริงๆแล้ว ข้อเรียกร้องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีและไม่เคยได้ทำอย่างจริงๆจังๆ มาก่อนในการศึกษาระดับก่อนหน้า

แต่หากไปถาม ผู้ที่ผ่านการสรรค์สร้างงานวิจัยระดับปริญญาเอกมาแล้ว เขาหรือเธอเหล่านั้น จะมีความรู้ชัดว่า ข้อเรียกร้องที่ปริญญาเอกต้องการข้างต้นนั้นหมายถึงอะไร และส่วนใหญ่จะเข้าใจตรงกันว่า ‘originality’ ‘significance’ และ ‘contribution to knowledge’ ใน ดุษฎีนิพนธ์ นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การสร้างทฤษฎีใหม่ หรือ การปฏิวัติแวดวงวิชาการ แบบที่หลายๆคนอาจจินตนาการไว้ในช่วงแรก

แท้จริงแล้ว องค์ความรู้ใหม่ที่ว่านี้ ก็คือ การต่อยอดองค์ความรู้ขึ้นมาจากองค์ความรู้เดิมๆที่มีอยู่ เป็นเพียงจุดเล็กๆจุดหนึ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาที่แน่นอนต้องมีความใหม่ สำคัญ และสร้างประโยชน์ในแง่องค์ความรู้ต่อสาขาวิชาของผู้เรียน

หากแต่ ความใหม่ สำคัญ และเป็นประโยชน์ในแง่องค์ความรู้นั้น จะมีลักษณะที่ค่อนข้างเล็ก สะท้อนซึ่ง ความพอประมาณ ไม่มากมาย ไม่โอ้อวด สงบเสงี่ยม อ่อนน้อม สุภาพ เรียบง่าย แต่ลึกๆ ก็แฝงไว้ซึ่งความเป็นตัวจริง หนักแน่น หนึ่งเดียว ของแท้ ไม่มีปลอม และไม่มีก๊อปปี้

การจะสร้างจุดเล็กๆ ที่จะนำมาซึ่งความภูมิใจลึกๆ จุดนั้นได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป หากผู้เรียนทุ่มเทและพยายามเพียงพอ

วิถีของการสรรค์สร้างสิ่งใหม่ในงานวิจัย ก็คือ ผู้วิจัย ต้องรู้จัก เข้าใจ ทั้งงานของนักวิจัยคนอื่นๆ และ งานของตัวเอง อย่างลึกซึ้ง เพราะงานวิจัยไม่ได้เป็นงานที่ทำขึ้นแบบโดดเดี่ยวไม่เกี่ยวข้องกับใคร กับอะไร แต่เป็นการสร้างสรรค์งานท่ามกลางงานชิ้นอื่นๆ ของนักวิจัยคนอื่น ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง

ในที่นี้ ผู้เรียน จำเป็นต้องอ่านทบทวนงานดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ไล่เรียงลำดับ สั่งสมองค์ความรู้ขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง สามารถเชื่อมโยง ประสาน วรรณกรรมต่างๆที่มีอยู่เดิมเข้าด้วยกัน และในขณะเดียวกันก็ศึกษางานวิจัยของตัวเองไปด้วย และเมื่อทุกอย่างสุกงอม พอเพียง นักวิจัยจะเริ่มมองเห็นความเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของงานวิจัยตนเอง จะมองเห็นจุดที่งอกออกมา เพิ่มเติมออกมา จากงานอื่นๆ ซึ่งอาจจะเพิ่มในหลายมิติ หรือ ในมิติเดียวก็ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น การสร้างความแตกต่างและความใหม่ที่สมบูรณ์ลงตัวนี้ ต้องอาศัยภูมิปัญญา และความพยายามของผู้วิจัยเป็นอย่างมาก เพราะความใหม่ในที่นี้ ไม่ใช่แค่การหยิบข้อถกเถียง และข้อมูลหลักฐานของคนโน้นมาผสมกับของคนนี้ ตัดแปะ เชื่อมต่อแล้วออกมาเป็นความใหม่ของเรา เพราะการก๊อปปี้ ตัดแปะ ความคิดของนักวิจัยอื่น เป็นการสร้างความแตกต่างแบบผิวเผิน ฉาบฉวย และไม่เพียงพอกับการเป็นความรู้ในระดับปริญญาเอก

ผู้วิจัยต้องทุ่มเทเป็นอย่างมาก ในการค้นพบแก่นแท้ของงานตนเอง ให้ความสำคัญ ละเอียดลึกซึ้งในจุดเล็กๆขององค์ความรู้ และในจุดเล็กๆนั้น เพ่งให้ทะลุลงไปจนเห็นองค์ความรู้ที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงสามารถที่จะดึงองค์ความรู้ที่ค้นพบใหม่นี้ ออกมาเรียบเรียง สื่อสาร อย่างเรียบง่าย ให้เกิดความชัดเจน มีความโดดเด่น เฉพาะตัว

ในที่สุดแล้ว ถึงแม้สิ่งที่ค้นพบนั้นจะเล็กมาก และ ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาระดับชาติหรือระดับโลกได้ แต่ในที่สุดเมื่อนำไปรวมกับองค์ความรู้อื่นๆ ก็จะสามารถนำสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี หรือ นำสู่ความเข้าใจในปรากฎการณ์ต่างๆในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้

ตัวอย่างของ original work ในงานวิจัยระดับปริญญาเอก อาจมีดังนี้

…มีข้อค้นพบเชิงประจักษ์ ที่ไม่เคยมีใครค้นพบหรือศึกษามาก่อน

…มีการผสมผสานวรรณกรรม องค์ความรู้จากสาขาวิชาต่างๆ แบบที่ไม่เคยมีใครศึกษามาก่อน

…มีการนำเทคนิค ทฤษฎี หรือ โมเดลบางอันที่มีอยู่ นำไปศึกษาในบริบทใหม่ สถานการณ์ใหม่ พื้นที่ใหม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นชื่อว่า ใหม่ ไม่ซ้ำใคร รูปแบบที่ตายตัวเลยนั้นย่อมไม่มี ธีสิสแต่ละเล่มย่อมมีความแตกต่างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาของนักวิจัยที่จะมองเห็น ตระหนักรู้ และ นำเสนอ ความใหม่ เหล่านั้นออกมา

โดยสรุป การเรียนปริญญาเอก ต้องสรรค์สร้างความแตกต่างที่เป็นประโยชน์ จะเกิดขึ้นได้ ต้องใส่ใจศึกษาความรู้ภูมิปัญญารอบตัวที่มีอยู่เดิม ผนวกกับ การยกระดับภูมิปัญญาภายในตัวเองจนกระทั่งสามารถสร้างงานดังที่ว่าได้

ในทิศทางเดียวกัน เมื่อหันมามองชีวิตหนึ่งของมนุษย์ การมองเห็นสิ่งดีๆในตัวผู้อื่นเป็นเรื่องดี แต่อย่ามัวทุ่มเวลาทั้งชีวิต มองหาสิ่งดีๆของผู้อื่น และ เฝ้าเดินตามแบบขาดสติ ในการคิด วิเคราะห์ ไตร่ตรอง หมั่นใช้เวลาของชีวิตในการมองเห็น ตระหนักรู้ และชื่มชม สิ่งดีๆ ภายในตัวเองตามความเป็นจริงด้วย เพราะการเข้าใจและยอมรับตัวเอง รวมถึงเข้าใจและยอมรับคนอื่นได้อย่างลึกซึ้ง คือ ปัจจัยสำคัญของการมีชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขแท้จริง copy

และเมื่อใดก็ตามที่การศึกษา (ไม่ว่าจะระดับใด หรือ รูปแบบใด) สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจ เห็นคุณค่าในตัวเอง เป็นตัวเองที่ไม่ต้องเหมือนใคร เป็นตัวจริง ที่ หยั่งรู้ถึงความเรียบง่าย ถ่อมตน พอประมาณ มีความสุขภายในลึกๆ ที่อิ่มเต็ม และเมื่อคนเหล่านั้น ได้มาอยู่ร่วมกันในสิ่งแวดล้อมดีดีก็ย่อมสามารถสร้างประโยชน์ให้โลกใบนี้ได้อีกมากมาย….

‪#‎ก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎justaphd‬

Credit photos: http://jannastyleblog.com/;http://allquotesandsayings.tumblr.com/post/64048117361

ประสบการณ์ present paper ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ

confเมื่อเร็วๆ นี้แอดมินได้มีโอกาสเดินทางไปนำเสนอผลงานวิจัย ในการประชุมวิชาการที่จัดขึ้น ณ University of Oxford ประเทศอังกฤษ และถ้าใครที่ติดตามอยู่คงเคยอ่านเกี่ยวกับ “วิธีการสมัครเพื่อเข้าร่วมการประชุมวิชาการ” มาแล้ว

สำหรับโพสต์นี้ ขอนำประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาได้จากการประชุมครั้งล่าสุดมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

‪‎เตรียมความพร้อมก่อนเข้าประชุม‬

…หลังจากได้รับการตอบรับ ผู้เข้าร่วมประชุมต้องเขียน paper ซึ่งมีความยาวประมาณ 3,000 คำส่งให้ทางผู้จัดการประชุม (ทั้งนี้แล้วแต่เงื่อนไขของการประชุม)

…หากที่ประชุมกำหนด deadline ให้ส่ง paper ล่วงหน้า ผู้เข้าร่วมประชุมต้องถือกำหนดเวลานั้นเป็นสำคัญ เพราะการตรงต่อเวลานับเป็นมาตรฐานสำคัญในการทำงานระดับนานาชาติ

…ผู้เข้าร่วมประชุมจำเป็นต้องสื่อสารกับผู้จัดประชุม เกี่ยวกับความต้องการด้านที่พัก ความต้องการพิเศษเกี่ยวกับอาหาร เอกสารประกอบการสมัครวีซ่า การจ่ายค่าลงทะเบียน และอื่นๆ ให้เรียบร้อยก่อนการเดินทาง

Paperที่ดีมีลักษณะอย่างไร‬

…Paper ที่ผู้จัดการประชุมมองหา เพื่อรวบรวมมาจัดใน conference program คือ paper ที่สอดคล้องกับหัวข้อหรือ theme ของการประชุม

…Paper ที่ดีนั้น ควรมีข้อถกเถียงทางวิชาการ (arguments) ที่คมชัด น่าสนใจ มี focus ที่ชัดเจน จนทำให้เกิดความโดดเด่น(uniqueness) ไม่ใช่ paper ที่บรรยายและพรรณนาไปเรื่อยๆเปื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย

…การไปนำเสนอผลงานทางวิชาการไม่จำเป็นต้องรอจนทำงานวิจัยเสร็จ ผู้วิจัยสามารถไปนำเสนอ ตั้งแต่ช่วงต้น (อาทิ ช่วงร่าง Proposal) ช่วงกลาง หรือช่วงปลาย ได้ตลอดระยะเวลาวิจัย

ว่าด้วยเรื่องของการเตรียม Presentation

…ควรเตรียมตัวและซักซ้อมการ present ก่อนล่วงหน้าทุกครั้ง ไม่ว่าจะมีประสบการณ์ในการ present มามากเพียงใดก็ตาม เพราะเวลา 20 นาทีจะผ่านไปไวอย่างเหลือเชื่อ

…Power Point ที่ผู้เข้าร่วมประชุมจะใช้ประกอบการพูด ไม่ควรมีแต่ Text Text Text…และ Text
และ การ present ไม่ควรเป็นการอ่านไปตาม Text เพราะจะทำให้ไม่น่าสนใจ ขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง (ในการประชุมที่แอดมินไปมา มีคำแนะนำว่า หากจะใช้ ควรมี Text น้อยที่สุด หรือใช้เพียงรูปภาพประกอบเท่านั้น)

โมเมนต์ที่ควรค่าแก่การจดจำ‬

…ณ ช่วงเวลาที่เวทีเป็นของผู้นำเสนอ การได้พูดในประเด็นที่เป็น passion และ expertise
แล้วมีคนอื่นนั่งฟัง เป็นช่วงเวลาที่มีค่าและน่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง

…คำถามจากผู้ฟังเป็นการแสดงถึงความสนใจต่อหัวข้อที่นำเสนอ การซักถามทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองและความคิดที่หลากหลาย เป็นสิ่งดีงามและจำเป็นอย่างมากสำหรับงานประชุมวิชาการ

สิ่งที่ได้จากการรับฟัง‬

…การได้รับฟังผู้อื่น ทำให้ได้รับมุมมองที่กว้างขวาง และทำให้สามารถมองสะท้อนกลับมาที่งานของตัวเอง ส่งผลดีและสร้างความคมชัดต่องานของตนเพิ่มได้อีก

…นอกจากความรู้ มุมมองใหม่ๆที่ได้รับ มิตรภาพดีๆก็เกิดขึ้นได้เสมอ

…และบางทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ connections ดีๆ ก็เกิดขึ้นได้นอกห้องประชุม เช่น ตอนพักดื่มชา กาแฟ

เรียนรู้ว่าทุกคนเท่ากัน

…ในการประชุมวิชาการหนึ่งๆ อาจมีตั้งแต่ นศ.ปริญญาตรี โท หรือเอก ไปจนถึง professor ที่มีผลงานมาแล้วมากมาย สิ่งที่แอดมินประทับใจคือ ไม่มีใครแสดงท่าทีเหนือกว่าใคร ทุกคนต่างมีมิตรภาพ ให้เกียรติ รับฟัง เปิดใจยอมรับกันและกัน โดยไม่มีข้อจำกัดและการแบ่งแยก

…(ในงานประชุมที่แอดมินไป เปิดกว้างมากในแง่ผู้เข้าร่วมประชุมที่มาจากหลากหลายสาขาวิชา
และมีนโยบายงดเว้นการใช้ title ใดๆ นำหน้าชื่อ)

ในโลกแห่งวิชาการ‬

…ข้อดีของโลกแห่งวิชาการคือ ผู้วิจัยมีอิสระในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ และไม่ว่าผู้วิจัยจะสนใจทำเรื่องอะไร มักมีคำอธิบายในทางวิชาการเสมอ

…แอดมินเชื่อว่า โลกวิชาการค่อนข้างเป็นโลกที่เปิดกว้าง ทุกคนต่างมีพื้นที่ยืนเป็นของตนเอง ไม่มีใครต้องแข่งขันกับใคร ต้นไม้แห่งการเรียนรู้สามารถเติบโตได้ในรูปแบบของตัวเอง และเมื่อต้นไม้หลายต้นเติบโตร่วมกัน จะยิ่งก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลกับโลกใบนี้

หลังการประชุมสิ้นสุด‬

…หน้าที่ของผู้เข้าประชุม คงไม่หยุดอยู่เพียงแค่เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง เพราะนอกจากจะต้องปรับปรุงบทความที่ส่งไปก่อนหน้า ให้มีความสมบูรณ์มากที่สุดอีกครั้งก่อนส่งตีพิมพ์ บทบาทและหน้าที่ของการเป็นนักวิชาการและนักวิจัย ยังคงต้องดำเนินต่อไป…
——————————