คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: ดร.มิก

ก่อนอื่นเลยรู้สึกยินดีมากครับที่ได้รับข้อความขอสัมภาษณ์ให้กับ Facebook Page “ก็แค่ปริญญาเอก” ผมเป็นแฟนคลับของเพจมาระยะหนึ่งแล้วนะครับ ทั้งชอบบทความต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในแง่วิชาการ หรือ การให้กำลังใจผู้เรียนปริญญาเอก จนเมื่อล่าสุดได้มีโอกาสร่วมสนุกกับทางเพจและได้รางวัลเป็นสมุดจดบันทึกจาก Oxford University ดีใจมากครับ รู้สึกอบอุ่นมาก ขอขอบคุณทาง Admin มากครับ เขียนมาตั้งยาวแล้วผมเป็นใครเหรอครับ ลืมแนะนำตัวครับwathit1

ผมชื่อ ดร.วาทิต อินทุลักษณ์ (ดร.มิก) เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยดุสิตธานี ประวัติการศึกษา จบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ด้านบริหารธุรกิจสาขาการจัดการ, ปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา และปริญญาโทด้านการตลาดที่ Australian National University, Canberra, Australia, ปริญญาเอกด้านการบริหารพัฒนา (PhD. In Development Administration) ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยใช้เวลาในการจบปริญญาเอก 3 ปีครึ่งครับ

…ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก?

มันเป็นเรื่องของความอยากสองด้านครับ คือ ความอยากรู้ และ ความอยากเป็น

1) ความอยากรู้ ก็คือว่า เราคงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าการเรียนปริญญาเอกนั้น เป็นการแสวงหาความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เรามีการเรียนรู้ในการค้นหามันอย่างเป็นระบบ เราเรียน Method of Inquiry ซี่งก็เป็นแนวทางในการตั้งคำถามเพื่อใช้ในการแสวงหาความรู้ เราอยู่กับมันเป็นปี จนก่อเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ เราได้เรียนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้ในสาขาที่ศึกษา หรือ การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ซึ่งก็ทำให้เราเห็นถึงความเป็นมาเป็นไปของศาสตร์ในสาขาที่เราเรียน เข้าใจมันมากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับทำให้เรารู้ว่ายิ่งเราเรียนสูงมากเท่าใดเราก็รู้สึกว่าเรารู้น้อยลงเท่านั้นเพราะมันมีอะไรที่เราต้องรู้อีกมาก เหมือนกับที่ Socrates กล่าวว่า “Wisdom only comes when you realize how ignorant you are”

2) ความอยากเป็น ก็คือ มนุษย์มีความอยากเป็นหลายอย่าง เราอยากเป็น นักบินอวกาศ, เราอยากเป็นหมอ, เราอยากเป็นวิศวกร และอื่นๆอีกมากมาย ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่มีฝันแม้มันจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามอายุ แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งมันก็เป็นจุดที่ผมเลือกที่อยากจะทำมันจริงๆ คือ การเป็นครู มันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญครับ มันเป็นตอนที่ผมเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยบูรพาครับ ซึ่งก็ทำให้ต้องกลับบ้านเย็นมากๆ ระหว่างทางกลับบ้านก็มีประกาศรับสมัครผู้ช่วยจัดรายการวิทยุ Part-time ซึ่งพอพิจารณาดูก็เห็นว่าเป็นช่วงที่เราว่างพอดี และก็ไม่ต้องทำงานเต็มเวลา ซึ่งก็เป็นช่วงทำวิทยานิพนธ์ และงานที่ทำตอนนั้นก็อยู่ตัวแล้ว ก็เลยลองสมัครดูครับปรากฏว่าได้อาจเป็นเพราะรู้จักกับพี่นักจัดรายการครับเลยมีโอกาสได้สัมผัสงานด้านการจัดรายการ มาถึงตรงนี้หลายคนถามว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกันกับเรื่องเรียนปริญญาเอก ซึ่งตอนนั้นความสำนึกในการอยากเป็นครูไม่มีเลยครับ คือยังไม่รู้ตัวเองครับ จนโอกาสมันผ่านมาครับ เมื่อขณะที่นั่งช่วยพี่นักจัดรายการอยู่ (โดยปกติก็จะเป็นพวกหลังไมค์ รับโทรศัพท์, จัดเพลงตามคำขอ, หาข่าวอะไรประมาณนั้น) ครับ พี่คนจัดรายการเกิดอาการเกเร จริงๆคือเสียงหายครับ เค้าเลยมาขอความช่วยเหลือตอนนั้นเหลือเวลาเกือบ 1.5 ชม. เอาสิ ไม่ได้เตรียมอะไรมาเลยแล้วเราจะจัดอะไร พอดีช่วงที่พี่นักจัดรายการเค้าให้เราทำเป็นช่วงเปิด คือนำเอาเรื่องราวที่ได้อ่านเจอในชีวิตประจำวันมาเล่าสู่กันฟัง พอดีวันนั้นมีรุ่นน้องปริญญาตรี เค้ามาถามเรื่องการเรียนต่อปริญญาโทผมก็เลยมีเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนต่อมาบ้างพอสมควรก็เลยจัดรายการด้วยเรื่องการศึกษาต่อครับ

เรื่องไม่จบแค่นั้นครับ ด้วยโชคครับ เรื่องที่เล่านั้นไปถึงหูอาจารย์แนะแนวโรงเรียนอาชีวะแห่งหนึ่ง และท่านเกิดสนใจครับเลยทำจดหมายเชิญอย่างเป็นทางการผ่านทางสถานีว่าให้เราไปพูดสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆในวันปัจฉิมนิเทศ จบการศึกษา เอาหละสิ อย่างนี้เค้าเรียกงานเข้าครับ แต่ก็ตอบตกลงไปครับ กำหนดการเป็นเวลาอีก 1 อาทิตย์ รีบทำการบ้านเลยครับเตรียมตัวเพื่อการนี้โดยเฉพาะเลยครับ สรุปครับเมื่อถึงวันนั้นก็ทำไปได้ด้วยดีครับ เวลาเกือบสามชั่วโมงพูดได้อย่างไหลลื่นมากจนทุกคนปรบมือให้เลยครับ ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตเลยครับ เข้าขั้น Paradigm shift เลย เรารู้สึกว่าเราชอบการสอน เราชอบการพูดต่อหน้าคน เราชอบเวลาเราให้ความรู้คน มันเป็นความรู้สึกที่ประทับใจมากเลยครับ จากนั้นก็เริ่มมีความคิดว่าอยากเป็นอาจารย์ ก็นั่นแหละครับจึงเป็นที่มาของการเรียนปริญญาเอกและเป็นอาจารย์ในที่สุด

ระหว่างที่เรียนอยู่พบอุปสรรคอะไรบ้างและผ่านพ้นมาได้อย่างไร?

ผมได้แนวคิดมาจากตอนไปเรียนโทที่ Australia ซึ่งผมมองว่าไม่แตกต่างจากการเรียนปริญญาเอกเลยครับ ขออนุญาตนำแผนภาพ U Curve Model มาอธิบาย

wathit2

(ที่มา: Martin, J. N., & Nakayama T. K. (2009). Intercultural communication in contexts (5th ed.). New York, NY: McGraw-Hill Higher.)

เมื่อเริ่มเรียนแรกๆ ก็เหมือนกับการจากบ้านเพื่อไปเรียนต่อ เราจะยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากเท่าไหร่ยังคงมีความสุขที่สอบติดและผ่านเข้ามาเรียนมีความสุขกับการบอกใครๆว่าสอบติดปริญญาเอก แต่ก็เริ่มมีความรู้สึกเริ่มที่จะเศร้าๆ จากการเริ่มสงสัยในตนเองที่จะผ่านไปได้มั้ย เมื่อเริ่มเรียนก็เหมือนตอนมาถึงใหม่ๆเริ่มสับสน และเหนื่อยกับการได้รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ปริญญาใบนี้แต่ก็ยังคงมีความสุขอยู่บ้างเพราะยังคงไม่ต้องรีบอะไรมากและได้เจอเพื่อนใหม่พบคนใหม่ๆที่มีความสนใจคล้ายๆกัน

เมื่อผ่านไปซักเดือนสองเดือนเริ่มรู้สึกโดดเดี่ยวเพราะการเรียนปริญญาเอก และงานที่ได้รับมอบหมายนั้นเป็นงานเดียวทั้งหมด ไม่ต้องมีปัญหา Free rider ให้หนักใจเลย แต่ก็เหงามากๆ ในช่วงนี้เริ่มมีการรับเอาวัฒนธรรมของนักเรียนปริญญาเอกเข้าไปคือ การมีห้องสมุดเหมือนเป็นบ้านที่สอง แทบจะต้องหอบข้าวหอบน้ำมากินที่นั้นเลย

ต่อมาเมื่อถึงช่วงสอบในครั้งแรกก็เหมือนกับการอยู่ในช่วงจุดต่ำสุดของ U Curve คือเริ่มรู้สึกไม่มีความสุขกับการเรียนและเริ่มตั้งข้อสงสัยของการมาเรียน และเริ่มเห็นเพื่อนหลายคนต้อง Drop ออกไปด้วยเหตุผลต่างๆนานา แต่ก็พยายามที่จะมุ่งมั่นเพื่อที่จะผ่านมันไปให้ได้ ช่วงนี้กำลังใจและความมุ่งมั่นนั้นสำคัญมากคนส่วนใหญ่ที่ไม่สำเร็จมักจะอยู่ในช่วงนี้ ตัวเองก็เกือบจะต้องไปเหมือนกัน แต่เพราะกำลังใจและความมุ่งมั่นจึงพามันมาได้

เมื่อเรียนมาได้ซักพักก็จะรู้สึกเริ่มปรับตัวได้ ซึ่งก็คือระยะที่ Adjusting เป็นระยะที่เริ่มมีความมั่นใจและได้ผ่านการสอบที่ยากลำบากไปแล้วหนึ่งด่าน คือการสอบคุณสมบัติ Qualification Exam (QE) ซึ่งถือเป็นด่านสำคัญ เมื่อผ่านมาได้ก็จะเหมือนกับยกภูเขาหนึ่งในสองลูกออกจากอกทำให้รู้สึกสบายขึ้น

แต่ก็ยังมีด่านหินต่อไปอีกคือการสอบ Proposal และการสอบ Final Defense รวมทั้งการตีพิมพ์ ซึ่งถือเป็นด้านสำคัญในการประสบความสำเร็จ และเมื่อผ่านมันไปได้ก็จะเข้าสู่ขั้นสุดท้ายคือ Completion of Study ก็จะนำมาซึ่งความสุขและความปราบปลื้มยินดีจากตนเองและคนรอบข้าง

กล่าวโดยสรุปว่า การผ่านช่วงเวลาเหล่านี้มาได้ ต้องอาศัยหลายปัจจัยด้วยกันไม่ว่าจะเป็น ความมุ่งมั่น, ความเข้าใจ, กำลังใจ และความขยันอดทน เป็นต้น มันเหมือนกับการปีนเขาถ้ามันเป็นเขาเตี้ยๆ ก็ใช้แรงพยายามไม่มาก กลับกันถ้าเป็นเขาที่สูงใหญ่อย่างภูเขาแห่งการเรียนรู้มันก็ยากหน่อย แต่มันก็คุ้มค่าเพราะทุกย่างก้าวที่ปีนขึ้นไปได้นั้น คุณต้องทำมันด้วยตัวเองและทุกก้าวที่สูงขึ้นคุณจะได้มองเห็นอะไรมากขึ้น มันเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมากเลยครับ

สิ่งที่ประทับใจเกี่ยวกับสถาบันที่ศึกษา คือ นิด้า หรือ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นสถาบันที่ให้ความสำคัญในทุกด้านไม่ว่าจะในด้านการวิจัยและพัฒนา ส่วนที่ประทับใจที่สุดคงเป็นห้องสมุดครับ นิด้ามีห้องสมุดที่สวยงามและมีความเป็นส่วนตัวอย่างมากซึ่งถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นของนักศึกษาปริญญาเอกที่ต้องศึกษาเอกสารตำราและต้องใช้เวลาอยู่กับมันอย่างมีสมาธิ ความเป็นส่วนตัวจึงมีความสำคัญอย่างมาก ที่นี่นักศึกษาปริญญาโทกับปริญญาเอกมีห้องแยกจากกันเป็นสัดส่วนจึงทำให้ไม่มีเสียงรบกวน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดมีความเป็นกันเองกับนักศึกษามาก จึงทำให้ทุกครั้งที่ไปปรึกษางานก็จะได้รับความรู้และความสะดวกสบายเสมอๆ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การทำงานในห้องสมุดที่มีทีมงานที่เป็นมืออาชีพจะช่วยให้งานออกมามีคุณภาพมาก อีกเรื่องที่ประทับใจคือคณาจารย์ที่นิด้ามีความรู้ความสามารถ ทำให้เราในฐานะผู้เรียนได้ประโยชน์เต็มที่และได้ความรู้ทั้งในเชิงวิชาการและประสบการณ์

สี่งที่ได้จากการเรียนปริญญาเอก?

การเรียนปริญญาเอก ถ้ามองให้ดีก็เป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือมันทำให้เราได้เห็นอะไรมากขึ้นเข้าใจถึงช่องว่างทางวิชาการต่างๆที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเวลาอ่านหนังสือบริหารธุรกิจจะมีการกล่าวถึงทฤษฎี แนวคิดต่างๆมากมาย แต่ในสมัยเรียนปริญญาโทก็ไม่เคยมีการกล่าวถึงที่มาที่ไปที่ชัดเจนลงไป ซึ่งในระดับปริญญาเอกเราเรียนรู้ที่จะเข้าใจมันในเชิงลึกก็ทำให้เรารู้ถึงฐานคติ, สมมติฐาน (Assumptions) ของสิ่งเหล่านั้นจึงทำให้เราเข้าใจมันมากขึ้น

ส่วนข้อเสียคือการเรียนปริญญาเอกทำให้คุณเสียเวลาและพลังงานไปกับการอ่านการทำความเข้าใจบทเรียนหรือแม้กระทั่งการศึกษาทฤษฎีที่บางครั้งอาจมีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง แต่บางครั้งก็ยังคงเป็นแค่ทฤษฎีในเชิงอุดมคติ ที่ยากจะนำไปใช้ได้จริง จนบางครั้งการรู้ลึกถึงรากฐานของความรู้นั้นทำให้เราอาจดูเหมือนพูดไม่รู้เรื่อง แต่เพราะเรากำลังอธิบายสิ่งที่เป็นวิวัฒนาการของความรู้ที่อาศัยเวลาหลายปีในการสร้างสรรค์ในเวลาอันจำกัด

การเรียนปริญญาเอกอาจถูกนำมาใช้ได้ทั้งในทางตรงและทางอ้อม โดยความรู้ทางตรง ก็ได้แก่ความรู้ในสาขาวิชานั้นที่เรียนมา อย่างผม คือเป็นอาจารย์ ก็จะนำความรู้ที่ได้เรียนมาสอนในวิชาที่รับผิดชอบ โดยความรู้ทางอ้อม ก็ได้แก่ เทคนิคการสอนที่ได้จากอาจารย์, ความรู้ความเข้าใจในการทำวิจัยและการตีพิมพ์ หรือแม้กระทั่งความรู้ทางด้านภาษาและการคิดที่เป็นระบบ สิ่งเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการงานและด้านชีวิตส่วนตัว

ก็หวังว่าสิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ ที่กำลังเดินอยู่ในเขาวงกตแห่งการเรียนปริญญาเอก สู้ๆครับ ขอบคุณครับ

ก็แค่ปริญญาเอก….ไม่ใช่


ก็แค่ปริญญาเอก….ไม่ใช่

ก็แค่ มีเงินจ้างทำ

ก็แค่ จ่ายครบ…จบแน่

ก็แค่ สุกเอาเผากิน

ก็แค่ ปริญญาชุบตัว

ก็แค่ สถานะทางสังคมที่เอาไว้ข่มผู้อื่น

แต่ “ก็แค่ปริญญาเอก” เป็นเสียงสุดท้ายของผู้ที่สามารถก้าวข้ามทุกอุปสรรคและความท้าทายของเส้นทางปริญญาเอกด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา

ในวันที่เขาเดินมาถึงเส้นชัย และได้ย้อนกลับไปมองประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาดีใจที่ระหว่างทาง เขาได้ลงมือทำทุกอย่าง อย่างเต็มที่ด้วยหนึ่งสมอง สองมือ และใจถึงๆ ของตัวเอง

และเมื่อมองไปเบื้องหน้า เขาก็เห็นว่า ชีวิตไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ ยังคงมีเรื่องราวอีกมากมายให้เรียนรู้ และยังต้องหมั่นฝึกฝนและขัดเกลาตัวเองทุกวัน

“ก็แค่ปริญญาเอก” เป็น จุดเล็กๆ ที่วางอยู่บนเส้นกั้นบางๆ ระหว่าง ความภาคภูมิใจในตัวเอง และความสามารถในการปล่อยวางความสำเร็จนั้นลงอย่างเบาๆ

และจุดนั้น คือ จุดเดียวที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับการเรียนปริญญาเอก เป็นจุดที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของผู้เรียนทุกคน

…ถ้าไม่ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง คงไม่สามารถเข้าใจและซาบซึ้งกับคำๆนี้ได้

…การได้มาในแบบที่ไม่ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง เป็น การสะท้อนถึงความไม่เคารพ ไม่เชื่อ และไม่ศรัทธาในตัวเองเพียงพอ

…ปริญญาเอกที่ได้มาแบบนั้น ก็คงเป็นได้แค่ปริญญาแบบผิวๆ เผินๆ ที่ไม่มีคุณค่า และ ไม่ยั่งยืน

…มองไปให้สุดทาง คนเหล่านั้น กลับน่าสงสารที่ต้องแบกไว้ซึ่ง ความสำเร็จปลอมๆ ด้วยใจกลวงๆ ที่ไร้ซึ่งความภาคภูมิใจในตัวเองไปตลอดชีวิต

เราขอเป็นกำลังใจให้ผู้กล้าและผู้ที่มีศรัทธาในตัวเองทุกคน ที่ไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้ง ก็ยังลุกขึ้นมาสู้ต่อ

จงพยายามอย่างเต็มที่เถิด และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เข้าไปแตะและรับเอาประสบการณ์และองค์ความรู้ของปริญญาเอกอย่างแท้จริง

จงเล่นจริงเจ็บจริง ‪‎แบบไม่มีสแตนอิน

เพราะเมื่อถึงวันที่คุณสามารถกล่าวคำว่า “ก็แค่ปริญญาเอก” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

…ขอบอกว่ามัน “ฟิน” สุดๆ ค่ะ

IMG_8769


ก่อนลงมือเขียนธีสิส

008787

ก่อนลงมือเขียนธีสิส จะต้องมี:

ห้องที่มองเห็นวิว ทิวทัศน์ สวยๆ
กำจัดงานอื่นที่จะเข้ามารบกวน
ล็อคห้องห้ามเด็กเข้า
วางนาฬิกาติ๊กต่อก…
แสงธรรมชาติส่องเข้ามาทางหน้าต่าง
ลมเย็นๆพัดโชย
เก้าอี้นั่งดีๆ
กระดาษ ปากกา ใหม่ๆ
เสียงเพลงคลอเบาๆ
กาแฟหอมกรุ่น
และ………

ฉันต้องการ ทั้งหมดข้างต้น…

หรือ..

แท้จริงแล้ว สิ่งเดียวที่ต้องการ
คือ “แรงจูงใจภายใน”

‪#‎ก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎justaphd‬

Credit photo: http://www.incidentalcomics.com/…/…/all-i-need-to-write.html

คุณสมบัติ 8 ประการของคน (จะ) เป็นแฟนว่าที่ ดร.

1) เข้าใจคำว่า “การรอคอยที่ยาวนาน”
2) ไม่ขี้หึง อิจฉาตาร้อนกับวัตถุ อันได้แก่ ตำรา หนังสือ เศษกระดาษ และ คอมพิวเตอร์
3) เรียนรู้และเข้าใจศาสตร์แห่งการดูแลรักษาสุขภาพ ทำอาหารที่มีประโยชน์ ชวนไปออกกำลังกาย และ หมั่นหาวิตามินมาให้เพื่อบำรุงสมอง และ ร่างกาย
4) เรียนรู้และเข้าใจศาสตร์แห่งการชื่นชม และให้กำลังใจ มองโลกในแง่ดี คิดบวก
5) จะดีเป็นพิเศษ ถ้าพิมพ์เก่ง ทำ powerpoint เป็น เก่ง excel และเก่งสถิติ
6) รู้จักศิลปะของการอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ
7) อึด ทรหด อดทน ดูแลตัวเองได้ดี ไม่ทำตัวเป็นภาระหนักๆ
8) เข้าใจและยอมรับว่า ดร.ไม่ใช่สถานะทางสังคมที่สูงกว่า แต่เป็น “ก็แค่ปริญญาเอก” ที่หมายถึง การพัฒนาตัวเองในมิติหนึ่ง ที่เขาหรือเธอ (คนที่คุณรัก) เลือกที่จะทำ
tshi
#lovemelovemyPhD #ถ้ามีแบบนี้จะรักมากเลย
หรือนี่คือสาเหตุที่(ว่าที่)ดร. หลายคนต้องขึ้น…

Credit photo: http://www.zazzle.com/phd_survivor_tee_shirt-235258446195222231

ข่าวทุนการศึกษาปริญญาเอก

สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีข่าวสารดีดีเกี่ยวกับทุน Newton-TRF PhD Scholarship เป็นทุน PhD Placement สำหรับนักศึกษาปริญญาเอก และ Supervisors ให้โอกาสในการไปทำวิจัย และสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ 
ผู้มีสิทธิสมัครต้องเป็นผู้ได้รับทุนภายใต้โครงการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (Thailand Research Fund) อันได้แก่ 

– Royal Golden Jubilee PhD Programme

– Researchers and Research Funds for Industries (RRi)

– International Research Network (IRN)

ลองติดตามรายละเอียดจาก Link ด้านล่าง 

หมดเขตรับสมัคร 12 กันยายนนี้ค่ะ 

http://www.britishcouncil.or.th/en/programmes/education/our-work-support-higher-education-and-research-sector/NewtonFund/phd-placement