Studying tips

1111.jpg
มีนักเรียนมัธยม นักศึกษาปริญญาตรี และปริญญาโท จำนวนหนึ่ง ส่งข้อความมา ขอคำแนะนำและเทคนิคต่างๆในการเรียน พยายามจะหาวิธีตอบแบบรวมๆอยู่ค่ะ

วันนี้ บังเอิญได้ไปเจอเว็บไซต์หนึ่ง (http://reviseordie.com/) ของ นางสาว Emily นักศึกษาปริญญาตรี สาขาวรรณคดีอังกฤษ มหาวิทยาลัย Sheffield ประเทศอังกฤษ ที่ทำขึ้น เพื่อแบ่งปันคำแนะนำ และเทคนิคการเรียน ดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจ

เป็นอีกมุมที่ทำให้เห็นว่า #ความสุข #ความสนุก และ #ความสร้างสรรค์ ในการเรียน มีอยู่จริง ลองติดตามกันดูค่ะ

วันนี้จึงขออนุญาตอ้างอิงและเลือกรูปภาพและเนื้อหาจากเว็บไซต์ของ Emily มาโพสต์ไว้ ณ ที่นี่ ค่ะ

#StudyingTips ที่ใช้ได้ในทุกระดับการเรียน

1.เลือกอ่านหนังสือดีๆ

2.ติดสติ๊กเกอร์ไว้ในจุดที่ต้องกลับมาทบทวน

3.วาดแผนภูมิ แผนภาพ หรือ mind maps เพื่อช่วยจำและทำความเข้าใจ

4.วางแผนชีวิต จดรายการสิ่งที่ต้องทำ

5.ดูสารคดีที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ศึกษา

6.ถ้ามีปัญหาหรือมีคำถาม จงถาม !

7.ลองสอนสิ่งที่ตัวเองรู้ให้คนอื่น

8.ให้รางวัลเล็กๆน้อยๆกับตัวเองเมื่ออ่านจบ

9. ผลิต “ตำรา” ของตัวเอง

10.อย่าลืมดื่มน้ำให้มาก

11.จำไว้ว่าคุณยอดเยี่ยมเสมอ

ฯลฯ

#ความสร้างสรรค์เป็นสิ่งดี
#เรียนให้สนุก

Credit: http://reviseordie.com/post/126995201317/the-first-of-hopefully-more-posts-targeting-some

 

ว่าด้วยเรื่องบรรณานุกรม

14212171_1766790200244381_7898073516573962191_n

บรรณานุกรม คือ รายการหนังสือที่ได้รับการอ่านและใช้ในวิทยานิพนธ์ โดยปกติจะปรากฏอยู่ท้ายเล่ม

บรรณานุกรมมีความสำคัญมาก

ในการประเมินคุณภาพของวิทยานิพนธ์ กรรมการบางคนเลือกที่จะตรวจสอบบรรณานุกรมเป็นอันดับแรก

เพราะไม่มากก็น้อย ความคิดและตัวตนของผู้ทำ และของวิทยานิพนธ์ มาจากรายการของสิ่งที่อ่าน

บรรณานุกรมจึงเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนความคิดและตัวตนของผู้ทำ และของวิทยานิพนธ์

หนังสือทุกเล่ม บทความทุกเรื่อง และงานเขียนทุกบท ที่อ่าน จะค่อยๆ ประกอบสร้างขึ้น และเป็นตัวกำหนดโครงสร้างและเนื้อหาสาระของวิทยานิพนธ์

ทุกเล่ม ทุกเรื่อง และทุกบทที่เลือกอ่านจึงมีความสำคัญ

ไม่ใช่อะไรก็ได้ แต่ต้องอะไรก็ได้ที่ “ใช่” เท่านั้น

อาหารอร่อยต้องเริ่มจากวัตถุดิบที่ดี ส่วนการปรุงเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน

วิทยานิพนธ์ที่ดีและมีคุณภาพ ผู้เขียนต้องให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบ บวกกับการฝึกฝนทักษะที่จำเป็น

วันนี้ บรรณานุกรมท้ายเล่ม สะท้อนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวคุณ และวิทยานิพนธ์ของคุณ

จะเลือกเป็นความ…

ล้าสมัย หรือ ร่วมสมัย
คับแคบ หรือ กว้างขวาง
ตื้นเขิน หรือ ลึกซึ้ง

สุดท้าย เนื้อหา ความคิด และตัวตนของวิทยานิพนธ์ มาจากสิ่งที่เราอ่าน และสิ่งที่เราเป็น

ใส่ใจกับ “สิ่งที่อ่าน” อีกสักนิด และกับ “การทำวิทยานิพนธ์” อีกสักหน่อย

เพราะ “You are what you read”

และท้ายที่สุด “The thesis is what you are”

#justaphd

Cr photo: www.formatgenerator.com

ความเรียบง่าย คือ ความซับซ้อนและปราณีตขั้นสูงสุด


“ความเรียบง่าย คือ ความซับซ้อนและปราณีตขั้นสูงสุด”

ผู้ทำวิทยานิพนธ์เข้าใจข้อความนี้ดีกว่าจะได้มาซึ่งความเรียบง่าย

กว่าจะตกผลึกซึ่งประเด็นสำคัญ

กว่าจะตัดใจทิ้งรายละเอียดที่ไม่จำเป็น

กว่าจะมีข้อเขียนที่ “ชัด”

กว่าจะเจอข้อสรุปที่ “ใช่”

กว่าจะผ่านแต่ละด่านจนมาถึงจุดหมาย

การเรียนปริญญาเอก คือ เส้นทางสู่ “ความเรียบง่าย” ที่ไม่ “ง่าย” อย่างที่คิด

งานและตัวตนที่ถูกขัดเกลา

จนถึงซึ่ง “ความเรียบง่าย”

กับปริญญาเอก…กับครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ฝึกฝน

หมั่นรักษา รื้อฟื้น และนำทักษะนี้มาใช้ในทุกด้านของชีวิต

เพื่อ “ความเรียบง่าย” หรือ “ความซับซ้อนและปราณีตขั้นสูงสุด” ของชีวิตตลอดไป

#เพจก็แค่ปริญญาเอก

Credit photo: http://linxspiration.com/page/7

8เทคนิคสร้างสรรค์งานเขียน แบบออฟไลน์ ช่วงวันหยุดยาว 

 1.เปลี่ยนสถานที่ทำงาน จากห้องทำงานเดิมๆ มาเป็นร้านกาแฟ ห้องสมุด ริมทะเล ฯลฯ
2.เสียงเพลง ดนตรี น้ำผลไม้ คลื่น สายลม แสงแดด ผสมผสานองค์ประกอบต่างๆนี้ให้ลงตัว..ตามสไตล์ที่ชอบ
3.ปิด wifi และ notifications ในโทรศัพท์
4. ทำงานแบบออฟไลน์ ด้วยดินสอ ปากกา สมุดโน้ต กระดาษสีสันสวยๆ
5.ปริ้นท์งานเขียนออกมาวางบนพื้นข้างหน้า ปรับมุมมอง ลองดูความสัมพันธ์ของความคิดแต่ละส่วน ส่วนไหนสั้นไป ยาวไป ใช้สีในการทำสัญลักษณ์ เชื่อมโยงแต่ละส่วน จากมุมมองใหม่นี้
6.เปลี่ยนการเขียนเป็นการพูด จินตนาการว่ามีคนนั่งฟังอยู่ พูดเล่างานของคุณออกมาให้ผู้ฟังเข้าใจ ในที่สุดตัวคุณจะเข้าใจตัวเองไปด้วย
7.ตั้งรางวัลการลงมือทำงานให้ตัวเอง สำหรับจำนวน “หน้า” ที่เขียนได้ หรือ จำนวน”ชั่วโมง” ที่ได้โฟกัสกับงาน
8.เดินเล่น วิ่งเล่น สาดน้ำสงกรานต์ บ้างอะไรบ้าง หลอกสมองให้ผ่อนคลาย ก่อนกลับมาทำงานใหม่…

สุขสันต์วันสงกรานต์ สุขสันต์วันครอบครัว

#justaphd

การลดจำนวนคำในวิทยานิพนธ์ 

วันนี้ขอแชร์ประสบการณ์เรื่องของการลดจำนวนคำในวิทยานิพนธ์ค่ะ

ด้วยการเขียนวิทยานิพนธ์สายสังคมศาสตร์ในประเทศอังกฤษมีการกำหนดจำนวนคำไว้ที่ประมาณ 80,000 คำ
ตลอดระยะเวลาของการเขียนงานในช่วง 2-3 ปีนั้น สิ่งที่ผู้เขียนมักจะทำคือกดไปที่โปรแกรม word count เพื่อนับจำนวนคำที่เขียนได้ในแต่ละวัน

ทุกครั้งที่เห็นจำนวนคำที่เพิ่มขึ้นก็จะภูมิใจเล็กๆ กับตัวเองว่า ที่นั่งหลังขดหลังแข็งในวันนี้เขียนไปได้กี่คำแล้ว
บางวันได้ 2,000 คำ หรือบางวันได้ 5,000 คำ
เขียน นับ เขียน นับ ไปเรื่อยๆ เช่นนั้นในทุกวัน
ถึงแม้จะรู้อยู่ว่าปริมาณเป็นคนละเรื่องกับคุณภาพ
แต่การเห็นผลลัพธ์เป็นจำนวนคำที่เพิ่มขึ้นก็เป็นกำลังใจที่ดีในทุกวัน
จนถึงช่วงท้ายของการเขียน เมื่อนำเนื้อหาทุกส่วนมารวมเป็นวิทยานิพนธ์ทั้งเล่ม ปรากฎว่าจำนวนคำทั้งหมด มีกว่า 140,000 คำ !!!
เกินกว่าที่มหาวิทยาลัยกำหนดไปมาก เรียกว่าเกือบจะเป็นวิทยานิพนธ์ได้ 2 เล่ม

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงต้องเข้าสู่อีกกระบวนการหนึ่งที่ยากไม่แพ้การสร้างคำให้ปรากฎ นั่นก็คือการลดจำนวนคำ
คำและประโยคที่ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาต้องถูกตัดออกเป็นจำนวนมาก

ในขั้นตอนนี้ การทำใจให้ยอมรับและพิจารณาว่าคำใดที่ไม่ใช่ หรือประโยคใดควรตัดออกเป็นเรื่องยาก
หลักเกณฑ์ที่ใช้ คือ ไม่เสียดาย !!
กล้าหาญที่จะตัดทอนคำหรือประโยคที่ไม่ใช่ออก

ให้มองว่าการตัด ละ ทิ้ง บางคำ บางประโยคออกไปนั้น ไม่ใช่การ “เสีย” แต่เป็นการ “ได้”
เช่น ทักษะในการไตร่ตรองที่ดี และ ทักษะในการตัดสินใจอย่างเหมาะสม ฯลฯ

และเมื่อสามารถลดคำลงมาได้ตามข้อกำหนด ก็ทำให้เห็นว่างานกระชับ เรียบง่าย ได้ใจความกว่าเดิมเยอะ

เรียนรู้เลยว่าการแก้ไขและปรับปรุงวิทยานิพนธ์ให้กระชับ เรียบง่าย ได้ใจความ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากแต่เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก

การขัดเกลาผลงานควรเป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการทำวิทยานิพนธ์
อย่าหยุดเจียระไนงานชิ้นเอก…และพยายามไปให้ถึงซึ่งแก่นความรู้ที่แท้จริง
และในขั้นตอนของการขัดเกลานี้ หากจำเป็นต้องปล่อยวางบางคำ บางประโยค หรือ แม้แต่ปล่อยวางตัวตนของเราเอง ก็จักต้องทำเพื่อผลงานที่ดีที่สุด

ในระหว่างการลดจำนวนคำในวิทยานิพนธ์…

สิ่งที่ผู้เขียนยังคงทำอยู่คือกดไปที่โปรแกรม word count เพื่อนับจำนวนคำที่ลดลงในแต่ละวัน เพราะการเห็นผลลัพธ์เป็นจำนวนคำที่ลดลง คือ กำลังใจที่ดีในทุกวัน

ไปต่อไป ชีวิตปริญญาเอก…

#justaphd

Credit photo: http://tapastic.com/episode/12949

ทำไมต้องเข้าถ้ำเวลาเขียนวิทยานิพนธ์ 


การเรียนปริญญาเอกถึงกับต้องเข้าถ้ำกันเลยหรือ? ต้องตัดขาดกับผู้คนขนาดนั้นเลยหรือ?
หลายคนที่ไม่ได้เรียน หรือ บางคนที่เรียน แต่ยังเดินทางไปไม่ถึงฤดูกาลเข้าถ้ำ ถาม
ในขณะที่ผู้เรียนที่อยู่ในถ้ำ ก็ไม่สามารถที่จะตอบหรืออธิบายความรู้สึก หรือสภาวการณ์นั้นๆออกมาเป็นคำพูดได้

แอดมินเลยขอมาตอบแทนใจผู้เรียนในโพสต์นี้
แน่นอนว่า การเขียนงานวิทยานิพนธ์ให้สำเร็จ ผู้เรียนจำเป็นต้องใส่ใจ ให้เวลา มุ่งมั่น และวางใจจดจ่ออยู่ที่งาน

แต่ การเข้าถ้ำ หมายถึง การ ใส่ใจ ให้เวลา มุ่งมั่น และวางใจจดจ่ออยู่ที่งาน ในระดับที่สูงที่สุดของที่สุด เพื่อตกผลึกและให้ได้มาซึ่งชิ้นงานที่มีความเป็นต้นฉบับ เลอค่าและหนักแน่นอยู่ในตัวเอง

ในช่วงเวลาแห่งการเขียนเล่ม (writing-up) เป็นช่วงเวลาที่ต้องมีการอ้างอิงข้อมูล แนวคิด ข้อถกเถียงของนักวิชาการคนโน้น คนนี้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และนำมาเชื่อมโยงกับ ข้อมูล แนวคิด และข้อถกเถียงต่างๆ ของผู้เรียนเอง

การตกผลึกซึ่งความคิด และนำมาเขียนเป็นงานวิชาการไม่ใช่เรื่องง่าย


โดยเฉพาะ ผู้เรียนปริญญาเอกที่ต้องทำงานชิ้นนี้เป็นครั้งแรก เป็นเรื่องที่สุดยอดท้าทาย ที่จะฝ่าแต่ละด่าน แต่ละบทไปได้

ที่ว่าไม่ง่ายเลย เพราะการเขียนงานวิชาการเป็นการเขียนที่มีหลักการและมาตรฐานเฉพาะ การเขียนงานวิชาการไม่ใช่เรื่องที่คิดอยากจะเขียนอะไรก็เขียนได้ตามใจฉัน แต่การเขียนงานวิชาการนั้นต้องมีรูปแบบและลักษณะที่เป็นไปตามที่วงการวิชาการคาดหวังและประพฤติปฏิบัติกันมา และในที่สุดงานแต่ละชิ้นต้องได้รับการตรวจสอบและยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงสาขาวิชานั้นๆ

การเขียนแต่ละประโยคลงไปในวิทยานิพนธ์ให้ประสบผลสำเร็จ หมายถึง ความสามารถในการถ่ายทอดและเรียบเรียงความคิดและข้อมูลต่างๆ ที่มาจากการอ่าน การเก็บข้อมูลมาแล้ว มานำเสนอให้กับผู้อ่าน ด้วยภาษาที่เรียบง่าย ตรงประเด็น ในขณะเดียวกัน ต้องมีความหนักแน่น เป็นวิชาการ พร้อมเพรียงไปด้วยตรรกะที่ชัดเจน และแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่ถูกต้อง

ดูเหมือนง่าย แต่เมื่อลงมือทำจริง การรวบรวมความความคิดต่างๆ ทั้งที่มีอยู่จริง และคิดว่ามีแต่ยังไม่มี ที่คิดว่าแม่นตรงแล้ว แต่ในความเป็นจริง ยังกระจัดกระจาย บิดเบี้ยว ไม่ครบถ้วน ซึ่งการจะตระหนักรู้ว่าความคิดในหัวนั้น พร้อมหรือไม่พร้อม สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อได้นั่งลงเขียนเรียบเรียงออกมานั่นเอง
ความคิดในหัวเป็นเช่นไร งานเขียนของเราก็เป็นเช่นนั้น และบางทีนั่นคือสาเหตุที่ผู้เรียนต้องแก้ไข ปรับปรุง ดราฟท์แล้ว ดราฟท์เล่า เพื่อให้ได้ในงานเขียนที่มีความชัดเจนและพร้อมสรรพที่สุด

เพราะการเขียนประโยคใดๆ ที่ขาดเหตุผล หลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน ย่อมจะทำให้งานนั้นๆ ถูกตีตกเอาง่ายๆ จากอาจารย์ที่ปรึกษาบ้าง จากกรรมการสอบบ้าง เพราะผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ คือ ผู้ที่ได้รับการฝึกฝน เพื่อมากำจัดจุดอ่อน ค้นหารูโหว่ของตรรกะของงานวิชาการแต่ละชิ้นอยู่แล้ว ด้วยต้องการให้งานแต่ละชิ้นมีคุณภาพ มีคุณประโยชน์ในการสร้างสรรค์ความก้าวหน้าให้กับแวดวงความรู้ให้มากที่สุด

การสร้างข้อถกเถียงทางวิชาการ อาจเปรียบได้กับการออกรบกับข้าศึก หรือไม่ก็เปรียบกับการคลอดลูก กว่าจะเบ่งออกมาได้สักหนึ่งประโยค หนึ่งย่อหน้า หรือ หนึ่งบท นั้น ผู้เรียนต้องมีสติ สมาธิ อย่างแรงกล้า ในการปล่อยและนำพาซึ่งข้อเขียนที่ดีมีคุณภาพขึ้นสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเอง

ลองคิดภาพว่าเราต้องเถียงกับใครสักคน (ในงานเขียนวิทยานิพนธ์ คือ การเถียงกับตัวเอง) และต้องหาเหตุผลมายืนยันข้อถกเถียงนั้นๆตลอดเวลา ต้องพยายามหาทุกเหตุผลที่มีอยู่ หาทุกวิถีทางในการอุดรูโหว่ต่างๆ เริ่มจากแต่ละคำ แต่ละประโยค แต่ละวรรคตอน แต่ละย่อหน้า จนถึงแต่ละบท จนเป็นเล่มวิทยานิพนธ์ ที่มีปริมาณคำประมาณ 80,000 คำ (อ้างอิงจากวิทยานิพนธ์สายสังคมศาสตร์ในประเทศอังกฤษ)

ด้วยข้อเรียกร้องทั้งหมดที่กล่าวมา จึงมีความจำเป็นที่ผู้เรียนต้อง “เข้าถ้ำ” โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาประมาณ 1 ปีสุดท้ายของการเขียนเล่ม การเข้าถ้ำสำคัญมาก

หลายครั้งที่ทำสุดพลัง ก็ยังไม่พอ หลายครั้งต้องดึงพลังงานสำรองทั้งหมดที่เก็บสะสมไว้มาใช้ การลุกขึ้นมาเปิดตู้เย็น คว้าช็อกโกแล็ต ขนมหวาน ผลไม้ ในตู้เย็น จับใส่ปาก เคี้ยวๆๆ แล้วไปลุยงานต่อ เป็นกิจกรรมที่ต้องทำเป็นปกติ

ก่อนเข้าถ้ำ ต้องแน่ใจว่าในถ้ำมีเสบียงอาหารพร้อม เพราะพลังทั้งหมดที่ใช้ไปต้องได้รับการทดแทน


ในถ้ำ คือ ช่วงเวลาของตัวเองกับงานตรงหน้า ไม่สุงสิงกับใคร งด ละ เลิกโซเชียล เป็นเวลาที่ผู้เรียนจะได้อยู่กับตัวเอง พิจารณาความคิดของตัวเอง วนเวียนอยู่กับความคิดชุดเดียวนี้ เวลาเข้าถ้ำเป็น me time อย่างแท้จริง ผู้เรียนจะจมอยู่ในภวังค์แห่งการคิดและคุยกับตัวเอง

ในถ้ำ คือ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด ไม่ต้องแต่งตัว ไม่ต้องเจอใคร ไม่ต้องยุ่งกับการคิดเพื่อผู้อื่น ไม่ต้องเสียเวลาในการประเมินว่าคนอื่นคิดอะไรกับเรา ไม่ต้องเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเวลาของการฝึกสติ มีสมาธิ และดึงเอาปัญญาของตัวเองออกมาทำงานตรงหน้าให้ดีที่สุด

การอยู่ในถ้ำ ด้วยใจที่นิ่ง ได้ใช้เวลาเต็มที่ในการสื่อสารกับงาน กับสมอง และกับใจของตัวเอง เป็นช่วงเวลาของการได้เติมเต็มตัวเองอย่างหนึ่ง สังเกตให้ดี สิ่งนี้จะนำมาซึ่งความสุขอย่างประหลาด

ถึงพลังทางกายจะค่อยๆลดระดับต่ำลงบ้าง แต่พลังทางใจ ความอิ่มเต็มสมบูรณ์ของการได้ลงมือทำจะค่อยๆเพิ่มระดับสูงขึ้น

ถ้าไม่ใช่ในถ้ำ คงทำไม่ได้ แม้เพียงชั่วขณะที่กำลังเรียบเรียงความคิดต่างๆอยู่นั้น หากมีใครมารบกวน สติและสมาธิที่หลุดจากภวังค์ตรงนั้น การจะกลับมาเริ่มใหม่ เรียบเรียงความคิดให้เชื่อมโยง สอดคล้องอีกครั้ง ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

ในการเข้าถ้ำแต่ละครั้ง ผู้เรียนสามารถกำหนดเป้าหมายระยะสั้นของงานได้ และเมื่อใดที่งานสำเร็จตามเป้าหมาย ก็อนุญาตตัวเองออกมาจากถ้ำสักครั้งหนึ่ง

ถ้างานเสร็จตามเป้า เวลาเดินออกมาจากถ้ำ เราจะสามารถยิ้มกว้างให้คนอื่นได้เต็มที่

ทำและอยู่ ให้ถูกที่ถูกเวลา

ในถ้ำ ทำเต็มที่และดีที่สุด เพื่อตัวเองและงานตัวเอง เมื่ออิ่มเต็ม รู้สึกชอบงานตัวเองแล้ว ออกจากถ้ำ

นอกถ้ำ ทำเต็มที่ เพื่อผู้อื่น ไม่ต้องคิดถึงตัวเองและงานอีก

เมื่อถึงเวลาก็กลับเข้าถ้ำใหม่ ทำซ้ำๆแบบนี้ ตลอดการเรียนปริญญาเอก …

และในวันหนึ่ง มนุษย์ถ้ำทุกคนย่อมสำเร็จดังที่ตั้งใจ ตามเป้าหมายระยะยาวที่วางไว้อย่างแน่นอน

—————————-

โหลด #สติ๊กเกอร์ไลน์ จากเพจก็แค่ปริญญาเอก ไว้ใช้เวลาเข้าถ้ำ ได้แล้ววันนี้ที่

http://line.me/R/shop/detail/1229828

[หรือค้นหา Just a PhD]

งานวิจัยที่ดี และ ชีวิตที่ดี

ในโลกแห่งวิชาการ ‪‎งานที่ดี ต้องมีความชัดเจน มีเป้าหมาย มีทิศทาง ผู้วิจัยเข้าใจในงาน เห็นคุณค่า ความหมาย ความสำคัญ เห็นประโยชน์ในสิ่งที่ตนเองทำ อิ่มเต็มสมบูรณ์อยู่ในที ในขณะเดียวกัน ต้องเปิดพื้นที่ให้โอกาสผู้อื่น ในการอภิปราย ต่อยอด และสร้างองค์ความรู้ใหม่ต่อๆไป

ไม่มีความจำเป็นที่ต้องยึดติด หรือ ด่วนสรุปว่าความเห็นหรือข้อค้นพบนั้นแน่นอนและดีที่สุดแล้ว

ในพื้นที่ เวลา บริบท หรือ ตัวละคร ที่แตกต่าง ความคิดเห็นและข้อค้นพบผันแปรได้เสมอ

โดยทั่วไป นักวิจัยจะไม่บอกว่า…

สิ่งนี้ถูกทั้งหมด สิ่งนี้ผิดทั้งหมด

สิ่งนี้ใช่ สิ่งนี้ไม่ใช่

สิ่งนี้คือสีขาว สิ่งนี้คือสีดำ

การเขียนอธิบายพื้นที่สีเทาให้เกิดความกระจ่าง เป็น “ศิลปะ” ที่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างถี่ๆ ซ้ำๆ

และบางทีนั่นหมายถึง ร้อยดราฟท์ และร้อยการแก้ไข

ย้ำ ซ้ำ ทวน กันไม่รู้กี่รอบ พิจารณากันไม่รู้กี่ครั้ง กว่าจะได้งานเขียนที่ส่งออกและเผยแพร่ได้

เคยสังเกตหรือไม่ว่า…

เวลาเราด่วนสรุป ใช้ใจที่หยาบ อ่านน้อย รู้น้อย ทึกทักเอาเองว่าเหล่านั้นคือดี แล้วเขียนงานส่งออกไป

เราต้องกลับไปแก้ไขงานที่เกิดจาก ใจที่หยาบ อ่านน้อย รู้น้อย นั้นอีกกี่ครั้ง

ใจที่หยาบ อ่านน้อย รู้น้อย ทึกทักเอาเองว่าเหล่านั้นคือดีแล้ว ไม่เหมาะกับงานเขียนดุษฎีนิพนธ์

ใจที่หยาบ อ่านน้อย รู้น้อย แต่ ถ่อมตน รู้ชัดอยู่ว่าทุกประเด็นขัดเกลาได้อีก ดีได้อีก และละเอียดได้อีก เหมาะกับงานเขียนดุษฎีนิพนธ์

‪‎ในโลกแห่งความเป็นจริง

ถ้าหากเราด่วนสรุป ใช้ใจที่หยาบ รู้น้อย ทึกทักเอาเองว่าเหล่านั้นคือดี แล้วกระทำบางอย่างลงไปกับ ‪#‎ชีวิต ของเราล่ะ

เราต้องกลับไปเรียนรู้ รับผลของชีวิตที่เกิดจาก ใจที่หยาบ รู้น้อย นั้นอีกกี่รอบ

ไม่ใช่แค่ การเขียนดุษฎีนิพนธ์

การใช้ชีวิต ยืน เดิน นอน นั่ง หรือ แม้แต่หายใจ

มนุษย์ต้องหมั่นพิจารณาเสมอว่า เราได้ทำดีแล้ว ถูกแล้ว มีจุดยืน และไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ทุกประเด็นในชีวิต ขัดเกลาได้อีก ดีได้อีก และละเอียดได้อีกเสมอ

อย่าหยุดขัดเกลาตัวเองเลย เพราะเหลี่ยมคมที่ยังไม่ลงตัว อาจเผลอไปเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

งานวิจัยที่ดี และ ชีวิตที่ดี จึงหมายถึง การกระชับพื้นที่ของตัวเอง และ ไม่รุกล้ำก้าวก่ายพื้นที่ของคนอื่น (แบบไร้ที่มา ปราศจากเหตุผลที่เหมาะที่ควร)

เรียนรู้ ฝึกฝน ขัดเกลา ในพื้นที่ของตัวเองให้แตกฉาน

งาน และ ชีวิต ที่มีคุณภาพ คือ งานและชีวิต ที่ได้ผ่านการฝึกฝน ขัดเกลา เคี่ยวกรำ เจ็บปวด และจริงที่สุดกับตัวเองมาแล้วทั้งนั้น

เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังอยู่ในกระบวนการของการ ฝึกฝน ขัดเกลา เคี่ยวกรำ เจ็บปวด และ จริงที่สุดกับตัวเอง

ไม่มีอะไรถูกทั้งหมด ไม่มีอะไรผิดทั้งหมด

ไม่มีอะไรใช่ ไม่มีอะไรไม่ใช่

ไม่มีอะไรขาว ไม่มีอะไรดำ

จงมี “ศิลปะ” ในการสร้างความกระจ่างในพื้นที่สีเทาของตัวเอง

เข้าใจเส้นกั้นบางๆ ‪‎ระหว่าง ความชัดเจน มีจุดยืน ‪กับ การด่วนสรุป มั่นใจมาก และเบียดเบียนผู้อื่น

บทสรุปของงานและชีวิต ที่ ถ่อมตน น้อมรับ และเปิดพื้นที่ให้ความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลานั้น ช่างน่าติดตามและน่าค้นหาเสมอ