ว่าด้วยการใช้ Calendar และ Research Diary ให้เป็นประโยชน์กับการเรียนปริญญาเอก โดย วัชรพล พุทธรักษา :: Guest Blog Post

การศึกษาในระดับปริญญาเอกเป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนถูกคาดหวังและกำหนดให้เป็นตัวแสดงสำคัญในการแสวงหาและสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้วยตัวผู้เรียนเอง ไม่ใช่การเรียนที่มีผู้สอนคอยบอกและป้อนข้อมูลให้เช่นที่เคยพบเจอในการเรียนระดับอื่นๆ ดังนั้นปัญหาใหญ่สำหรับผู้เรียนในระดับนี้ที่มักเกิดขึ้น (โดยเฉพาะผู้ที่เรียนปริญญาเอกในระบบที่มุ่งเน้นการวิจัยอย่างเดียว เช่น ในประเทศอังกฤษ หรือออสเตรเลีย) ไม่ใช่เหตุผลเรื่องการเรียนไม่ไหว หรือไม่มีศักยภาพมากพอที่จะเรียน (กล่าวคือผู้เรียนที่ต้องระงับการเรียนไปด้วยเหตุผลนี้ก็มีอยู่บ้าง แต่ถือเป็นคนส่วนน้อยมากๆ เพราะกว่าที่แต่ละคนจะบากบั่นฝ่าฟันมาในหลายๆด่านเพื่อเข้าเรียนปริญญาเอกได้นั้น ก็ต้องถือว่าทุกคนมีศักยภาพที่ดีพอตัว)

แต่ปัญหาที่พบโดยมากคือ “การที่ผู้เรียนไม่สามารถจัดสรรเวลาในการเรียนได้อย่างลงตัว”  นักเรียนหลายคนเมื่อเห็นว่ามีเวลาว่างค่อนข้างมากเนื่องจากไม่มีการบังคับเข้าห้องเรียน (หรือผู้ที่เรียนรายวิชาครบหมดแล้ว) หลายคนเลือกที่จะรอคอยให้อาจารย์ที่ปรึกษาเรียกไปพบว่าจะทำอะไรกับงานวิจัยของตนเองต่อไป หรือหลายคนก็เลือกที่จะพักผ่อน ท่องเที่ยว หรือใช้เวลาไปกับสันทนาการต่างๆอย่างมากมายเกินไป นักเรียนปริญญาเอกหลายคนเริ่มรู้สึกตัวเมื่ออาจจะ “สายเกินไป” หลายคนคิดว่า “หากรู้เช่นนี้น่าจะแบ่งเวลาให้ดีกว่านี้” หรือ “ทำไมเวลาจึงเดินเร็วเช่นนี้” ฯลฯ

ความเป็นจริงก็คือเวลานั้นก้าวเดินอย่างมั่นคงเท่าเดิมในทุกวัน และทุกๆคนก็ต้องมีเวลาที่เท่ากัน และนั่นเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุดคือ 24 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับนักเรียนปริญญาเอกก็คือจะต้องบริหารเวลาอย่างไรภายใต้เวลาที่มีเท่ากันนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด บทความสั้นๆที่นำเสนอในที่นี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์โดยส่วนตัว (ซึ่งผู้เขียนได้เรียนรู้และประยุกต์จากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ชาวเยอรมันมาอีกทีหนึ่ง)

โดยจะนำเสนอเทคนิคที่แสนธรรมดาแต่มีประโยชน์ 2 เรื่องด้วยกันคือการใช้ประโยชน์จาก “การใช้ปฏิทิน” และ “การเขียนบันทึกเกี่ยวกับงานวิจัย” (ส่วนเทคนิคและประสบการณ์แบบอื่นในการเอาตัวรอดจากปริญญาเอกนั้นหาอ่านได้เพิ่มเติมจากประสบการณ์ของนักวิจัยท่านอื่นๆทางเพจ “ก็แค่ปริญญาเอก” )

1)       การใช้ประโยชน์จากปฏิทิน

การใช้ปฏิทินนั้นอ่านดูแล้วเป็นเรื่องสามัญที่ใครๆก็ใช้กัน ผู้คนใช้ปฏิทินเพื่อดูวันและเดือนกันเป็นปกติอยู่แล้วก็จริง แต่ปฏิทินนั้นสามารถนำมาใช้ช่วยในการวางแผนการทำงานวิจัยให้นักเรียนปริญญาเอกได้ดีมาก การใช้ปฏิทินในที่นี้จะใช้ปฏิทินที่เป็นกระดาษจริง (หากมีขนาดใหญ่หน่อยก็จะดีมากเพื่อให้สามารถเขียนสิ่งที่ต้องการทำลงไปได้มากขึ้น) หรือจะใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์โดยใช้ปฏิทินของ Google หรือ Applications ต่างๆในระบบของโทรศัพท์มือถือก็ได้เช่นกัน

แต่ในกรณีของผู้เขียนนั้นเลือกใช้ปฏิทินตั้งโต๊ะที่มีขนาดใหญ่พอสมควรเพื่อให้มีพื้นที่ในการเขียนมากขึ้น หลักการใช้ปฏิทินในที่นี้ก็เป็นเรื่องสามัญที่หลายคนสามารถคาดเดาได้ซึ่งก็คือการวงและขีดเขียนลงไปบนปฏิทินของเราว่ากำหนดการสำหรับการส่งงานให้อาจารย์ที่ปรึกษาครั้งถัดไปคือวันที่เท่าไร ในกรณีของผู้เขียนนั้นทุกครั้งที่ไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อรับฟังความเห็นจากงานที่ได้ส่งไป ก่อนจบการพบกันทุกครั้งอาจารย์จะนำปฏิทินตั้งโต๊ะมากางแล้วถามผู้เขียนว่า ด้วยเนื้อหางานใหม่ที่จะต้องเขียนซึ่งมีความยาวระดับนี้ (เช่น 1 บท 12,000 คำ ในสายสังคมศาสตร์) ผู้เขียนคาดว่า จะใช้เวลาเท่าไรและจะส่งงานได้เมื่อใด เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาพิจารณาแล้วเห็นว่าวันและเดือนที่เราเสนอไปนั้นสมเหตุสมผล (เช่น เป็นเวลาสามเดือนนับจากนี้) อาจารย์ที่ปรึกษาจะอนุญาตแล้ววงลงไปในปฏิทินของท่านว่าอีกสามเดือนนับจากวันที่คุยกันนักเรียนปริญญาเอกผู้นี้จะต้องส่งงาน (อย่างไรก็ตามสามารถส่งก่อนหรือหลังจากวันที่กำหนดได้เล็กน้อยโดยมีข้อแม้ให้เขียนอีเมล์มาขออนุญาตก่อนเสมอ)

อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีปฏิทินไว้เพื่อเพียงเขียนวันที่จะต้องส่งงานลงไปเท่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่านั้นมากคือนักเรียนปริญญาเอกต้องมี “Spirit” ที่จะ “เคารพ” ต่อเส้นตายที่ได้ขีดเขียนไว้ในปฏิทินด้วยตัวเราเอง เมื่อเรากำหนดไว้แล้ว เช่น งานจะต้องส่งภายในวันที่ 31 สิงหาคม ให้เราตั้งเป้าที่จะต้องทำงานชิ้นนั้น/บทนั้นให้แล้วเสร็จภายในวันที่กำหนดแล้วทำให้ได้อย่างแท้จริง ข้อดีของการยึดมั่นในเส้นตายที่กำหนดไว้ในปฏิทินก็คือผู้เรียนจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าขณะนั้นเรากำลังจะทำอะไรและควรจะทำอะไรต่อบ้าง อาจารย์ที่ปรึกษาเองก็จะได้ทราบด้วยเช่นกันว่าขณะนั้นผู้เรียนกำลังทำอะไรอยู่และอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องในการก้าวไปสู่ PhD หรือไม่ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือผู้เรียนก็จะสามารถจัดสรรวันว่างเพื่อไปใช้ชีวิต พักผ่อน ดูหนัง ชมฟุตบอลที่สนาม ชมละครเวที หรือสันทนาการอื่นๆ ได้ตราบเท่าที่ภายใต้เส้นตายนั้นเรายังสามารถควบคุมหรือจัดการงานชิ้นที่ได้รับมอบหมายได้ดี เส้นตายในปฏิทินไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่าต้องทำเฉพาะงานเท่านั้น แต่ในทางกลับกันมันทำให้เราสามารถวางแผนเพื่อ Balance การใช้ชีวิตของเราได้ดีขึ้นอีกด้วย

2)       การเขียนบันทึกเกี่ยวกับงานวิจัย

หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ในการเขียนสมุดบันทึกเรื่องราวประจำวัน (Diary) อยู่บ้าง ผู้เขียนเองไม่เคร่งครัดกับการเขียนสมุดบันทึกประจำวันในแบบการจดบันทึกเรื่องราวทั่วไปนัก แต่ผู้เขียนมองเห็นว่าการเขียนบันทึกเกี่ยวกับเรียนปริญญาเอกเป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อการติดตามความก้าวหน้าและสถานะของผู้เรียนเอง สำหรับผู้เขียนนั้นเลือกใช้วิธีการพิมพ์บันทึกในโปรแกรมเวิร์ดและตั้งชื่อไฟล์ว่า “My PhD Journey” แล้วบันทึกเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอกทั้งหมดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการหาที่เรียน การหาอาจารย์ที่ปรึกษา การไปมหาวิทยาลัยวันแรก การส่งงานบทแรก การประเมินความก้าวหน้าครั้งแรก ฯลฯ และทุกๆรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการเรียน

ผู้เขียนพบว่า การทำเช่นนี้มีประโยชน์อยู่สองทางเป็นอย่างน้อย ประการแรก คือ ทำให้ผู้เรียนปริญญาเอกสามารถทบทวนสิ่งที่ได้ทำไปแล้วตั้งแต่เริ่มต้นการเรียนว่าผู้เรียนนั้นกำลังอยู่บนเส้นทาง (Track) ที่ถูกต้องหรือไม่ เช่น ในบางมหาวิทยาลัยระบุว่าจะต้องมีการสอบเพื่อเลื่อนสถานะ (จาก MPhil กล่าวคือในระบบอังกฤษดั้งเดิมนั้นแม้ผู้เรียนจะสมัครเพื่อเข้าเรียนปริญญาเอกก็ตาม แต่ในปีแรกผู้เรียนจะถูกให้ลงทะเบียนเป็นนักเรียน MPhil โดยอัตโนมัติ) ไปสู่การเป็น PhD Candidate  (Upgrading Examination แต่ทุกวันนี้หลายมหาวิทยาลัยเริ่มเปลี่ยนมาเรียกกระบวนการนี้ว่า First Year Review หรือ Confirmation of PhD Status แทน) ภายในระยะเวลา 12-18 เดือน การที่ผู้เรียนจดบันทึกกระบวนการเรียนที่สำคัญไว้ทั้งหมดนั้นทำให้เราสามารถทบทวนตัวเองได้อย่างง่ายดายและชัดเจนว่าเรากำลังเดิน “ช้าหรือเร็ว” เกินไปหรือไม่เมื่อเทียบกับกระบวนการปกติที่มหาวิทยาลัยกำหนด

ประการที่สอง การเขียนบันทึกการเดินทางสายปริญญาเอกนั้นยังสามารถช่วยในการมองไปข้างหน้า (Looking forward) ได้อีกด้วย หากผู้เรียนบันทึกภาพเป้าหมายในอนาคตเอาไว้เพื่อเป็นแรงจูงใจในการเรียน เช่น ระบุไว้ตั้งแต่เริ่มเรียนว่าในอีก 12 เดือนจะต้องสอบเลื่อนสถานะให้สำเร็จ เมื่อครบ 24 เดือนจะต้องเก็บข้อมูลภาคสนามได้ครบถ้วน เมื่อครบ 36 เดือนจะต้องเสร็จสิ้นกระบวนการวิจัย เป็นต้น เมื่อกระบวนการเรียนปริญญาเอกผ่านไปในแต่ละสัปดาห์แต่ละเดือน เราก็จะสามารถมองเห็นภาพรวมของกระบวนการได้ว่า เรายังคงอยู่ห่างจากเป้าหมายที่ตั้งไว้อีกไกลแค่ไหน และนั่นหมายถึงว่าเราจะสามารถวางแผนได้ว่าเราจะยังสามารถเย็นใจได้อยู่ หรือควรจะร้อนใจได้แล้วหรือไม่หากเราตามหลังเป้าหมายที่กำหนดไว้เสียแล้ว

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการใช้ปฏิทินและการเขียนบันทึกนั้นเป็นสิ่งที่ปกติธรรมดาและเราก็ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามผู้เรียนสามารถใช้กลยุทธ์สองอย่างนี้ได้เพื่อสร้างแรงจูงใจ/แรงกระตุ้นในการทำงาน วางแผนการใช้ชีวิตให้สมดุลระหว่างการทำงานวิชาการและการใช้ชีวิตทั่วไป รวมถึงการพักผ่อน อีกทั้งยังทำให้ผู้เรียนมองเห็นภาพรวมความก้าวหน้าของกระบวนการเรียนทั้งหมดของตนเองได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ทั้งนี้หากผู้เรียนมีวินัยในตัวเอง รักษาความก้าวหน้าด้วยตนเองได้ก็จะเป็นพื้นฐานที่ดีมากในการเดินทางสู่สิ่งที่เรียกว่า (ก็แค่) “ปริญญาเอก” ได้ในท้ายที่สุด

received_10153652251522339
ดร.วัชรพล พุทธรักษา

ป.ล. 1 ขอขอบคุณเพจ “ก็แค่ปริญญาเอก” ที่ให้เกียรติผู้เขียนนำเสนอบทความในที่นี้ และขอขอบคุณที่ทำเพจที่ดีและมีประโยชน์ให้กับชุมชนวิชาการไทย

ป.ล. 2 ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความอื่นๆของผู้เขียนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนปริญญาเอกได้ดังต่อไปนี้

–          “ข้อคิด 10 ประการเพื่อการเรียนปริญญาเอกในระบบอังกฤษให้ประสบความสำเร็จ” ที่ https://goo.gl/5on6UI

–          “ว่าด้วยระบบการยืมหนังสือข้ามห้องสมุดของมหาวิทยาลัยในอังกฤษ” ที่ https://goo.gl/BvsTrt

–          “ว่าด้วยระบบติดตามความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยยอร์ก” ที่ https://goo.gl/E8kzgF

กี่ยวกับผู้เขียน

วัชรพล พุทธรักษา สำเร็จการศึกษา PhD (Politics) จาก University of York สหราชอาณาจักร เมื่อปี 2557 และได้รับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ: รางวัลวิทยานิพนธ์ระดับดีมาก สาขารัฐศาสตร์ จากสภาวิจัยแห่งชาติ และได้รับรางวัล The Anglo-Thai Society Educational Awards of Excellence in Humanities and Social Science ในปี 2556 มีหนังสือวิชาการตีพิมพ์ล่าสุดเรื่อง “บทสำรวจความคิดทางการเมืองของอันโตนิโอ กรัมชี่” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สมมติ ปัจจุบันเป็นอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ติดต่อผู้เขียนได้ที่ watcharabonb@nu.ac.th
———

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณบทความที่มีค่าและน่าติดตามจาก ดร.วัชรพล เป็นอย่างมากค่ะ
เรายินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับ “การเรียนปริญญาเอก”
มาร่วมแบ่งปัน ช่วยกันสร้างชุมชนดีดี

9 เทคนิควิธีในการสร้างคอนเทนต์การวิจัยปริญญาเอกให้ปัง !!


1.ระบุและตัดสินใจให้ชัดว่าผู้เรียนต้องการสร้าง “คอนเทนต์” อะไร? เพราะเหตุใด? สร้างแล้วจะมีประโยชน์กับใคร อย่างไร? การกำหนดเป้าหมายได้อย่างชัดเจนแต่ต้นจะช่วยให้การเดินทางราบรื่นและไม่หลงวกวน

2.เมื่อมองเห็นทิศทางที่จะไปชัดเจน ให้เริ่มค้นหา คัดสรร อ่านทบทวน และรวบรวมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นอย่างเข้มข้นจริงจัง

3. ขณะที่อ่าน ควรทำการจัดระบบการบันทึก จดประเด็นสำคัญต่างๆ รวมถึงชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง เลขหน้าของเอกสารที่อ่านทุกเล่มด้วย เพราะคอนเทนต์ที่ “ปัง” จำเป็นต้องมีแหล่งที่มาและการอ้างอิงที่ถูกต้อง

4. การเชื่อมโยงสิ่งที่อ่านเข้ากับประเด็นวิจัย การเชื่อมโยงเนื้อหาแต่ละเล่มที่อ่านเข้าหากัน ความพยายามที่จะคิด วิเคราะห์ วิพากษ์งานแต่ละชิ้นที่อ่าน เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “คอนเทนต์” ใน “แบบฉบับของตัวเอง” ที่จะนำสู่ความ “ปัง” ในที่สุด

5.เมื่อได้อ่าน ทบทวน สะสมองค์ความรู้ในระดับหนึ่งแล้ว ให้ออกไปเก็บ “ข้อมูลใหม่ๆ” ของตัวเอง จากพื้นที่วิจัย

6. คอนเทนต์จะปังหรือไม่ปัง ขึ้นอยู่กับช่วงของการเก็บข้อมูลในพื้นที่วิจัยนี้ เพราะสิ่งที่ได้รับจะกลายมาเป็น “คอนเทนต์เฉพาะตัว” ขั้นตอนนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำวิจัย จงใส่ใจและทุ่มเทเต็มร้อย !!

7. ขั้นตอนต่อไปคือการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบคำถามการวิจัย ขั้นตอนนี้เป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการนำเสนอ “มุมมองใหม่ๆ” และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างคอนเทนต์ให้ “ปัง”

8. การแบ่งปันและนำเสนอคอนเทนต์ของงานวิจัยผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การเขียนบทความวิชาการ หรือ การนำเสนอผลงานในงานประชุมวิชาการ เป็นการเปิดโอกาสให้คอนเทนต์ได้รับการปรับปรุง พัฒนา และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น

9.คอนเทนต์ที่ “ปัง” ต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์ ลองผิด ลองถูก แก้ไข ปรับปรุง ใจเย็นๆ ค่อยๆ บ่มเพาะจนกว่าจะถึงวันที่ “ใช่” ของตัวเอง

สำหรับการทำวิจัยในระดับปริญญาเอก การสร้างคอนเทนต์ให้ “ปัง” หรือ การมี “ข้อมูล” และ “มุมมองในการวิเคราะห์” ที่มีคุณค่า มีแบบฉบับเฉพาะตัวนั้น เป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะนำสู่ความสำเร็จ 

ในโลกแห่งวิชาการ…

ในโลกแห่งวิชาการ…

ทุกคนต่างมีพื้นที่ยืนของตนเอง ไม่จำเป็นต้องแข่งขัน

ไม่จำเป็นต้องแย่งชิง

เรียนรู้และเติบโตในแบบของตนเอง

เพื่อสร้างประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่มากยิ่งไปกว่าประโยชน์ของตัวเอง

#เพจก็แค่ปริญญาเอก

PhD Life Lessons :: บทเรียนชีวิต 3 ข้อที่ได้จากการเรียนปริญญาเอก :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: ดร.กุลชัย กุลตวนิช

สวัสดีครับ ผม ดร.กุลชัย กุลตวนิช (บิ๊ก) ดุษฎีบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ ขอขอบคุณแอดมินที่ให้โอกาสมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในคอลัมน์ใหม่ “Life Lessons” จากการเรียนปริญญาเอก สิ่งที่อยากจะแบ่งปันต่อไปนี้เป็นบทเรียนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างการเรียนปริญญาเอก ดังนั้นอาจจะไม่ได้เล่าถึงประเด็นที่เกี่ยวกับเทคนิคการเรียนมากนักนะครับ

big6_n.jpg

Lesson 1: (W)ork and Life Balance

เนื่องจากผมเป็นคนที่ตัดสินใจเรียนปริญญาเอกในประเทศและใช้ทุนส่วนตัวในการจ่ายค่าเล่าเรียน ดังนั้น ผมเชื่อว่ามีเพื่อน ๆ หลายคนในนี้น่าจะเคยพบเจอกับภาวะเดียวกันกับผม คือ “นอนน้อย” เนื่องจากต้องทำงานและเรียนไปด้วย เหตุการณ์นี้เองที่ทำให้ชีวิตของผมเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน… ผมเองเป็นคนที่เชื่อมาตลอดว่า “งานหนักไม่ทำให้ใครตาย” ด้วยประโยคนี้ทำให้ผมเอาแต่ทำงานจนดึกดื่น พอเพิ่มโปรแกรมการเรียนซึ่งก็เลือกเรียนในเวลาราชการแบบปกติ ทำให้ตารางมันชนกันจนวุ่นวาย กว่าจะจัดสรรเวลาทุกสิ่งอย่างให้ลงตัวได้ก็ใช้เวลาปรับตัวนานหลายเดือน 

การที่เราจะทำสิ่งต่าง ๆ ให้ได้มากขึ้น โดยยังคงมีเวลา 24 ชม. ในหนึ่งวันเท่าเดิม ก็คือการยอมสละเวลาพักผ่อนตัวเองลง นั่นหมายความว่าหลังจากที่ผมเริ่มเรียน เวลานอนและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตของผมก็ลดลงจากเดิมที่นอนวันละ 6-8 ชม. ออกกำลังกายด้วยการเล่นแบดมินตันวันเว้นวัน เป็นนอนวันละ 3-4 ชม. ไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย และถ้าหนักหน่อยบางวันก็ไม่ได้นอน เพราะต้องตรวจงานนักศึกษาที่สอนอยู่และตัวเองก็ต้องทำการบ้านส่งอาจารย์ให้ทันกำหนดเช่นเดียวกัน (ดูตลกดีนะครับเราตามทวงงานเด็กและก็ตัวเราเองก็ถูกทวงงานด้วย 555) 

ผลจากการใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้สุขภาพของผมแย่ลงมากครับ อย่างแรกที่เห็นได้ชัดเลยคือ พอไม่ออกกำลังกายก็เกิดภาวะ “อ้วน” จากเดิมที่เป็นคนผอมมากน้ำหนัก 52 กก. ภายใน 1 เทอมน้ำหนักทะลุไปเป็น 62 กก. กลายเป็นคนเหนื่อยง่าย และบางครั้งก็รู้สึกร้อนวูบ ๆ ภายใน ปวดหัว นอนตื่นมาแล้วเพลีย แถมกลายเป็นคนนอนกรนอีกต่างหาก พออดหลับอดนอนมากเกินไป ร่างกายก็เลยทำการประท้วงครับ ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลกระทันหันด้วยอาการตับอักเสบเพราะพักผ่อนน้อยเกินไป 

หลังจากเหตุการณ์นี้ทำให้ผมเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพมากยิ่งขึ้น จึงตัดสินใจเลิกสอนหนังสือซึ่งเป็นงานหลัก โดยคงไว้แค่การรับงานพิเศษ เช่น ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ ทำสื่อต่าง ๆ เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนมากขึ้น ใส่ใจกับอาหารการกินมากขึ้น พักผ่อนให้มากขึ้น และพยายามหาเวลามาออกกำลังกาย สารภาพว่าอาจจะยังจัดการตัวเองได้ไม่ดีนักแต่ก็ทำให้รอดชีวิตในการเรียนที่เหลือมาได้โดยไม่ป่วยหนักอีกครับ

สำหรับบทเรียนนี้สอนให้ผมรู้ว่า การจะเป็น PhD นั้นมันมีอะไรมากกว่าการเรียนอย่างหนักหน่วงเพียงอย่างเดียว ถ้าเราเรียนมากไปโดยไม่ใส่ใจกับสุขภาพ เราจะกลายเป็น “PHD: Permanent Health Damage” แทนครับ อิอิ

Big2_n.jpg

Lesson 2: (I)nterpersonal Skill

ผมเชื่อว่าส่วนมากคนที่มาเรียนต่อจนถึงในระดับปริญญาเอกมักจะเป็น Independent Learners ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และอยากจะบรรลุเป้าหมายในการศึกษาขั้นสูงสุด ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในคนที่มีความคิดแบบนี้ครับ ว่าการเรียนระดับสูงขนาดนี้เป็นการพึ่งพาและพัฒนาตนเองให้มากๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาอันมีค่าไปกับเรื่องไร้สาระของคนอื่น แต่ที่จริงแล้วมันเป็นความคิดที่ผิดมาก ๆ เลยครับการรู้จักเข้าหาคนอื่นทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน การเรียนในระดับปริญญาเอกทำให้ผมรู้จักการเข้าสังคมมากยิ่งขึ้น ไม่ได้หมายความว่า ผมเป็นคนมีปัญหาด้านมิตรสัมพันธ์นะครับ แต่ผมมักจะเป็นคนที่ชอบทำอะไรด้วยตัวเองคนเดียว เพราะเชื่อเสมอว่าเราทำได้ แต่การเรียนในระดับนี้มันมีอะไรมากกว่าท่องจำ และการที่ผมใช้เวลากับตัวเองมากเกินไป ทำให้ยึดติดกับมุมมองเดิม ๆ พอถึงจุดนึงมันจะเริ่มตันครับ และเกิดอาการไปต่อไม่ถูก จนต้องบากหน้าไปหาอาจารย์เป็นครั้งแรก สารภาพเลยว่า ปกติผมมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่ชอบถามอาจารย์ เพราะกลัวถูกมองว่าโง่ แต่มันเป็นอัตตาที่ผิดมาก ๆ ครับ

“การถามไม่ใช่ถามเพราะเราโง่ แต่เพราะเรามองแล้วไม่เข้าใจ ก็ต้องหาคนที่มีความรู้ที่เราขาดมาช่วยมอง ในบางครั้งคนที่ให้คำตอบในบางเรื่องก็อาจจะกลายเป็นผู้ถามในบางเรื่องเช่นเดียวกัน” นี่คือบทเรียนที่ผมเรียนรู้มาครับ การเรียนก็เหมือนต่อจิ๊กซอว์ไปเรื่อย ๆ แต่ละคนก็มีจิ๊กซอว์ไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเอามาต่อกันก็จะได้ภาพที่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ การเข้าหาคนอื่นก็เหมือนการสะสมแลกเปลี่ยนจิ๊กซอว์เหล่านี้

การแลกเปลี่ยนนอกจากจะให้สัมพันธภาพระหว่างเราและคนรอบข้างดีขึ้น ยังทำให้เราได้มีโอกาสฝึกตัวเองช่วยแก้ปัญหา หรือช่วยทำงานบางอย่างให้ผู้อื่น ที่ล้วนแต่ได้ประสบการณ์ทั้งนั้น ซึ่งเราจะกลายเป็นที่ยอมรับขึ้นเรื่อย ๆ จากพี่น้องและอาจารย์ครับ และเชื่อไหมว่าสัมพันธ์ภาพเหล่านี้ยังส่งผลยาวมาถึงชีวิตทำงานหลังปริญญาเอกด้วยซ้ำ การเรียนถ้าได้ใบปริญญามาก็ถือว่าได้ทุนคืนครับ แต่สิ่งอื่น ๆ ที่แต่ละคนมีไม่เท่ากันก็คือ “กำไร” ในรูปของมิตรภาพและการฝึกประสบการณ์ที่หาได้ระหว่างเรียน สิ่งนี้ก็เป็นบทเรียนชีวิตและทำให้ผมเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิตไปมากทีเดียว

big4_n.jpg

Lesson 3: (N)ever Give up!

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการเรียนก็คือความกลัวที่พร่ำเพรื่อ ซึ่งมันไม่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ อะไรในชีวิตเลย ผมเคยกลัวที่จะลงมือทำ ระแวงนู่นนี่ กลัวว่ามันจะไม่ดีบ้าง กลัวว่ากรรมการสอบจะไม่โอเคบ้าง และทุกครั้งที่กลัว เราจะท้อแท้และหยุดทำ ผมเรียกจุดนั้นว่า “ห้วงเวลาที่สูญเปล่า” ไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะเรามัวเอาเวลาไปคิดมาก บ่น โวยวาย แล้วก็ไม่ได้ลงมือทำสักที ความกลัวมักเกิดจากการที่เราคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคตแล้วไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนที่คิดลบมักจะประเมินเหตุการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ไว้ก่อน พอคิดแบบนี้ความกลัวก็จะเกิดขึ้น บางคนอาจกลายเป็นโรคกลัวการเข้าหาอาจารย์ หรือมองอาจารย์เป็นศัตรูไปเลยก็มี ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบคิดมาก จึงทำ ๆ หยุด ๆ งานตัวเองอยู่หลายครั้ง ซึ่งตรงนี้แหล่ะที่ทำให้ผมเรียนรู้ในภายหลังว่าการคิดมากและโวยวายไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากทำให้เราสูญเวลา และจบช้าลงไปเรื่อย ๆ การหยุดไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่มันเป็นเพียงการผ่อนเวลาที่จะเผชิญความจริงเท่านั้น การกลัวโดยไม่ลงมือทำอะไร ก็เหมือนกับการผ่อนดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ ไม่ถึงเงินต้นสักที

“วิทยานิพนธ์สำเร็จได้ด้วยการลงมือทำ” สิ่งนี้เป็นสัจจะธรรมที่อาจารย์สอนผม มันไม่เพียงแค่วิทยานิพนธ์เท่านั้น แต่มันเป็นบทเรียนที่สอนให้เราไม่ว่าจะเจองานหรือปัญหาใด ๆ จงอย่าหยุดที่จะทำ เพราะการลงมือทำและหันหน้าเข้าหาปัญหา เป็นวิธีเดียวที่สามารถผ่อนดอกเบี้ยไปพร้อม ๆ กับเงินต้นได้ การผ่านวิทยานิพนธ์มันเหมือนการผ่านบททดสอบแห่งจิตใจบางอย่างที่เมื่อเราผ่านไปแล้วจะมีความทนทานและแข็งแกร่งต่อปัญหาต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ทุกอย่างเสร็จและสำเร็จได้ครับ ขอแค่อย่าหนีปัญหา ให้เผชิญหน้ากับมันแล้วจะพบว่าทางออกที่จริงมีมากกว่า 1 เสมอครับ ขอแค่ไม่ยอมแพ้

Big1_n

นี่เป็นบทเรียนชีวิต 3 ประการที่ผมคิดว่ามีคุณค่าและได้รับจากการเรียนปริญญาเอกครับ
ที่จริงมันมีเรื่องที่ผมอยากเล่ามากกว่านี้ แต่ผมคิดว่า 3 ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตของผมที่ได้รับมาระหว่างเรียนครับ 

การมีใจที่เข้มแข็ง เปิดใจรับความรู้จากผู้อื่นอยู่เสมอ และที่สำคัญคือรู้จักดูแลตัวเอง จะทำให้คุณ WIN ในเกมของตัวเองครับ เป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ และสมาชิกทุกคนครับ และผมเชื่อว่าทุกท่านก็มีบทเรียนชีวิตอันมีค่ามากเช่นเดียวกัน มาช่วยกันแบ่งปันสิ่งดี ๆ เหล่านี้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจกันนะครับ

—————-
Credit Text: ดร.กุลชัย กุลตวนิช

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปัน “PhD Life Lessons บทเรียนชีวิตที่ได้จากการเรียนปริญญาเอก” 

มาร่วมแบ่งปัน ช่วยกันสร้างชุมชนดีดี

20 ข้อควรรู้ ก่อนไปเรียนต่อที่ประเทศจีน

20notesChina.jpg

1.ไม่ต้องมีพื้นฐานภาษาจีน ก็เรียนปริญญาที่จีนได้

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยหลายแห่งในจีน เปิดหลักสูตรปริญญาแบบอินเตอร์–ภาษาอังกฤษ มากขึ้น  โดยเฉพาะปริญญาโทและปริญญาเอก หากคิดว่ามีทักษะภาษาอังกฤษเพียงพอ สามารถเลือกเรียนแบบอินเตอร์ได้

หลักสูตรอินเตอร์ของทุกมหาวิทยาลัย จะบรรจุ วิชาภาษาจีน เพื่อให้เรามีความรู้ทางภาษาจีน เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันในเมืองจีนได้

ถ้าหากไม่มีพื้นฐานภาษาจีน หรือคะแนนทดสอบระดับภาษาจีน (HSK) ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ คือ HSK4 สำหรับปริญญาตรี และ HSK 5 หรือ 6 สำหรับปริญญาโทและเอก สามารถเรียนคอร์สภาษาจีน เพื่อปรับภาษาจีนของเราก่อนที่จะเริ่มเรียนได้

บางมหาวิทยาลัยอาจ บังคับให้เราสอบผ่าน HSK ในระดับที่กำหนด แม้เราจะเรียนในหลักสูตรอินเตอร์ก็ตาม เพื่อเป็นกุศโลบาย ให้เราสนใจเรียนภาษาจีน  ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง โดยเฉพาะการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะที่นี่คือเมืองจีน ภาษาจีนสำคัญสุดสุดChinese letter 2. ค่าใช้จ่ายไม่แพงอย่างที่คิด

ค่าใช้จ่ายในการเรียนปริญญาที่เมืองจีน คิดเป็นรายปี และค่อนข้างถูก ถ้าเทียบกับประเทศอื่น   และยังมีทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาอีกเป็นจำนวนมากโดยไม่มีข้อผูกมัด  อย่างเช่น ทุนการศึกษารัฐบาลจีน, ทุนการศึกษาของสถาบันขงจื่อ ,ทุนการศึกษาของมณฑล/เมือง  ,ทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย  เป็นต้น

3. หลักสูตรอินเตอร์ที่อาจไม่อินเตอร์อย่างที่คิด

ในบางมหาวิทยาลัย แม้เราเลือกเรียนเป็นหลักสูตรอินเตอร์ แต่บางคลาส บางวิชา เราอาจต้องเรียนเป็นภาษาจีน เรียนร่วมกับคนจีน เนื่องจากจำนวนนักศึกษาต่างชาติในสาขานั้น มีจำนวนน้อย

4.  เพื่อนร่วมชั้นเรียน

หากเรียนในหลักสูตรภาษาจีน จะเรียนร่วมกับคนจีน ซึ่งการแข่งขันค่อนข้างสูง และกดดัน เพราะคนจีนขยันมาก และถ้าหากเรามีความสามารถทางภาษาอังกฤษ เราจะเนื้อหอมเป็นพิเศษ

หากเรียนในหลักสูตรอินเตอร์ เพื่อนร่วมคลาสส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะสัญชาติปากีสถาน  แอฟริกัน และเพื่อนบ้านอาเซียนของเรา อย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย

หากเรียนภาษาจีนระยะสั้น – ระยะยาว  เพื่อนร่วมคลาสส่วนใหญ่น่าจะถูกใจสาวไทยเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ เกาหลีใต้

Shanghai_1494280c.jpg 5. สภาพอากาศหลากหลาย

สภาพอากาศที่เมืองจีน ในฤดูหนาว จะหนาวจัด ฤดูร้อนจะร้อนจัด  โดยเฉพาะทางเหนือของประเทศจีน ส่วนทางใต้ อากาศค่อนข้างโอเค สำหรับคนไทย หนาวไม่มากจนเกินไป พอทนได้ และยังมีหิมะให้ได้เห็นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศของจีน ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงบ่อย  ใน 1 วัน อาจมีครบทั้ง ฝน แดด หนาว ซึ่งบางครั้ง ตอนเช้าแดดออกอยู่ดีดี แต่ตกกลางดึก หิมะตกก็มีมาแล้ว

อีกอย่างหนึ่งที่ควรระวังคือ ปัญหาฝุ่นควัน ในเมืองจีน  อย่าอายที่จะใส่หน้ากากป้องกัน  เพราะสุขภาพของเราสำคัญที่สุด

6. ค่าครองชีพแต่ละเมืองแตกต่างกัน

ค่าครองชีพที่เมืองจีน จะแตกต่างกันไปตามแต่เมืองที่เราเลือก ถ้าเราเลือกเรียนที่เมืองใหญ่ อย่างเช่น ปักกิ่ง-เมืองหลวงของประเทศจีน , เซี่ยงไฮ้ , กวางโจว  ค่าครองชีพอาจจะค่อนข้างสูงสักนิด แต่สำหรับพวกเราที่เป็นนักเรียนนักศึกษา วิธีการประหยัดที่ดีที่สุด คือการกินอาหารในโรงอาหาร เพราะกับข้าวในโรงอาหารจีนค่อนข้างมีราคาถูก แม้รสชาติอาจจะไม่ค่อยถูกปากพวกเรานัก  หรือ ทำกับข้าวเองในหอพักนักศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่หอพักนักศึกษาต่างชาติ จะมีห้องครัวรวม ให้พวกเราได้ทำอาหารได้

0o1a0433-100.jpg

7. สวรรค์ของการชอบปิ้ง

สินค้าเมืองจีนค่อนข้างถูก มีหลายเกรด หลายราคาให้เราเลือกซื้อ ถ้าหากเราเลือกซื้อสินค้าตามร้านค้าทั่วไป เราต้องอย่าอายที่จะต่อราคา เพราะพ่อค้าแม่ค้าชาวจีน มักตั้งราคาสูงเกินจริง โดยเฉพาะหากรู้ว่าเราเป็นต่างชาติ

ชอปปิ้งออนไลน์ (Taobao.com, Tmall.com) ถือเป็นสวรรค์ของนักศึกษาไทย เพราะราคาถูกและสะดวก  แต่ต้องพึงระลึกไว้ว่า ตาดีได้ ตาร้ายเสีย

นอกจากนี้ บริการในเมืองจีน จะราคาถูกลงมาก หากเราใช้บริการผ่านทางแอพพลิเคชันออนไลน์ เช่น ซื้อตั๋วภาพยนตร์ หากเราซื้อหน้าเคาท์เตอร์ เราอาจต้องเสียเงินถึง 100หยวน ในขณะที่ เสียเพียง 25หยวน หากซื้อผ่านแอพพลิเคชัน

8. จ่ายเงินออนไลน์ได้ (เกือบ) ทุกอย่าง

การจ่ายเงินออนไลน์ในเมืองจีน ถือเป็นสิ่งพื้นฐานที่เริ่มมาแทนที่การจ่ายเงินด้วยเงินสด เพราะสะดวกสบาย และมักได้ส่วนลด อย่างเช่น Alipay, WeChat payment   แม้แต่พี่วินหน้าปากซอย  เรายังสามารถจ่ายเงินด้วย WeChat payment และเมื่อถึงเทศกาลตรุษจีน ไม่ต้องนำเงินใส่ซองแดงให้เสียเวลา เพียงแค่ส่งซองแดงออนไลน์ ผ่านทาง QQ, WeChat เป็นอันเรียบร้อย

9. ห้ามใช้สื่อโซเซียล

Facebook, Google, Gmail, Youtube, Twitter,Line (อาจใช้ได้บน Android)  , Instagram และบริการออนไลน์ยอดฮิตอื่น ๆ ถูกบล็อกในเมืองจีน  โดยจะถูกแทนที่ด้วยบริการของคนจีน อย่าง Renren,Baidu,126.com,Youku, Weibo,WeChat,  QQ  ถ้าหากเราต้องการใช้บริการที่ถูกบล็อก เราต้องใช้ตัวช่วยที่เรียกว่า “VPN”

chinese spring rolls

 10. อาหารจานใหญ่มาก

อาหารการกินในเมืองจีน จะเน้นปริมาณเข้าว่า ใครมาจีนในช่วงแรก อาจจะยังไม่ค่อยชิน และกินอาหารไม่หมด เพราะที่นี่ให้เยอะมากจริง ๆ และอาหารค่อนข้างมัน

11. คนส่วนใหญ่งีบตอนกลางวัน

ที่เมืองจีน ส่วนใหญ่จะเป็นเหมือนกันหมดทั่วประเทศ ทั้งสถานที่ราชการ มหาวิทยาลัย โรงเรียน รวมถึงบริษัทเอกชน ที่จะมีช่วงเวลานอนพักกลางวัน  ประมาณ 2 – 2.5 ชั่วโมง

12. ประสบการณ์นอนที่ห้องแลป

การเรียนในระดับปริญญา โดยเฉพาะ ปริญญาโท/ปริญญาเอก อาจต้องพบกับประสบการณ์นอนที่แลป โดยเป็นการนอนแบบจริง ๆ มีเตียง เครื่องนอนพร้อม เพราะที่นี่ เรียนหนัก ทำงานหนัก  บางแลปมีกฎในการเข้าแลป 8.30 – 22.00น. แต่ยังดี ที่มีเวลาพักช่วงบ่ายและช่วงเย็น ช่วงละประมาณ 2-3 ชม.

13. ขอถุงต้องเสียเงิน

ซื้อสินค้าที่เมืองจีน อย่าลืมบอกว่า เอาถุงด้วย เพราะที่นี่  Supermarket, ร้านค้า,มินิมาร์ท ส่วนใหญ่ จะคิดค่าถุงพลาสติก  นอกจากนี้ จงอย่าแปลกใจ หากไปกินข้าวที่ร้านอาหาร แล้วสั่งแบบเอากลับบ้าน หรืออาหารเหลือแล้วห่อกลับ พนักงานจะเอาถุงพลาสติกมาใส่ให้เรา แบบไม่มีถุงร้อนแบบบ้านเรา   ถ้าไม่เคยชินกับการห่อกลับบ้านแบบนี้ แนะนำให้ถามทางร้านว่า มีแบบกล่องไหม ถ้ามี ก็จะเสียเงินเพิ่มอีก 1-2 หยวน

14. เสียงดังเป็นเรื่องปกติ

เสียงดังเป็นเรื่องปกติของคนจีน  ในความเชื่อของคนจีน เสียงดังมาก ยิ่งจริงใจ และสนิทสนม  แต่เสียงดังบนท้องถนนจากการบีบแตร นั่นไม่ใช่ว่าคนจีนสนิทสนมกันนะ  แต่เป็นเรื่องปกติของที่เมืองจีนในชั่วโมงเร่งรีบ ซึ่งในความเป็นจริง ดูเหมือนจะรีบตลอดเวลา

49fcaa1aa5724507aee37940_cp_659x438.jpg

15. การแซงคิวเป็นเรื่องปกติ

การถูกคนจีนเหยียบเท้า เดินชน  ผลัก ทั้งขณะเดิน โหนรถเมล์ รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือแม้กระทั่งเข้าลิฟต์  โดยเฉพาะ “การแซงคิว” ขอให้ทุกคนมีความอดทนอดกลั้น และเข้าใจนิสัยของคนจีน เพราะพวกเขาถือว่าเป็นเรื่องปกติ และไม่มีใครใส่ใจในเรื่องเหล่านี้  เนื่องจากจำนวนประชากรจีนค่อนข้างเยอะ และทุกคนต้องเร่งรีบต่อเวลา ดังนั้น การกระทบกระทั่ง การชนกัน ถือเป็นเรื่องปกติของที่นี่ และมักจะไม่มีคำขอโทษออกมา แต่ถ้าหากเราส่งเสียงโวยวายออกมาสักนิด และแสดงตัวว่าเป็นชาวต่างชาติ คนจีนส่วนใหญ่ก็จะรีบขอโทษเราโดยทันที

16. กับดักระเบิด น้ำลาย

บนทางเดิน  หากได้ยินเสียงชาร์จพลัง ขาก…. มาแต่ไกล  ให้รีบเดินเลี่ยงทันที มิเช่นนั้น อาจจะโดนกับดักระเบิด การถ่มน้ำลายของคนจีน ถือเป็นเรื่องปกติที่เรามักพบเห็นกันทั่วไป แต่ในปัจจุบัน จากการสังเกต การถ่มน้ำลายเริ่มน้อยลง(เล็กน้อย)

17. คนจีนชอบคนไทย

คนจีนส่วนใหญ่ ชอบคนไทย ดาราไทย สินค้าไทย สถานท่องเที่ยวไทย ดังนั้นไม่ใช่เรื่องยากที่จะผูกมิตรกับคนจีน  และเมื่อคนจีนรู้ว่าเราเป็นคนไทย มักทักทายเราด้วย “สวัสดีค่ะ”  ไม่ว่าคนจีนที่พูดจะเป็นหญิงหรือชาย เนื่องจากไม่ทราบความแตกต่างระหว่าง “ค่ะ” กับ “ครับ”

และอย่าแปลกใจ เมื่อคนจีนทำหน้าตาสงสัยและจ้องมาทางเราอย่างไม่แคร์สื่อ เมื่อได้ยินเราพูดภาษาไทย และคำถามที่ตามมาก็คือ “คุณเป็นคนชาติไหน?” “เกาหลี ใช่ไหม?”  เพราะที่เมืองจีน คนเกาหลีเยอะมาก พอเห็นคนเอเชีย ก็ทึกทักว่าเกาหลีไว้ก่อน หรือถ้าใครที่มีเชื้อสายจีน ก็จะโดนมองว่าเป็นคนจีนไปโดยปริยาย  อีกอย่างหนึ่งที่หลายคนมักเจอ เมื่อเราบอกไปว่าเป็นคนไทย จะมีคำถามตามมาว่า “ไถวัน –ไต้หวัน ใช่ไหม?” ต้องย้ำหลายรอบกว่าจะเข้าใจว่า ประเทศเราน่ะ Thailand Not Taiwan

18. “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

การเรียน การใช้ชีวิตที่เมืองจีน  ต้องยึดถือคติ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน โดยเฉพาะการเรียน จะไม่มีการจ้ำจี้จ้ำไชแบบที่เมืองไทย  หากเรามีข้อสงสัยอะไร ต้องการรู้อะไร เราต้องถาม  ไม่ควรอาย  เพราะหากเราไม่ถาม ก็จะไม่มีใครบอกเรา

ทำใจไว้เผื่อเลยว่า เราอาจจะเจอวัฒนธรรมแบบจีนจีน ที่เวลาเราถามอะไรไป จะเจอกับความเงียบงัน โดยเฉพาะผ่านทางข้อความ

เตรียมใจไว้สำหรับการบอกเรื่องสำคัญล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง ด้วยเหตุผลที่ว่า ต้องการให้แน่ใจจริง ๆ เพราะที่เมืองจีนมีคติประจำใจ “การรักษาหน้า” คือจะกลัวเสียหน้าเมื่อบอกผิด และกลัวว่าหากปฏิเสธไปตรง ๆ ว่า ไม่รู้ จะทำให้อีกฝ่ายเสียความรู้สึก ดังนั้น สำหรับคนจีนการเงียบคือสิ่งที่ดีที่สุด

10027826tm.jpg

19. ไปท่องเที่ยวบ้าง

สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองจีน มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งท่องเที่ยวแนวประวัติศาสตร์ แนวธรรมชาติ แนวสมัยใหม่  ดังนั้นอย่ามัวเรียนอย่างเดียว ควรเดินทางท่องเที่ยว หาประสบการณ์ใหม่ในเมืองจีนบ้าง โดยเฉพาะการเป็นนักศึกษา เราสามารถใช้บัตรนักศึกษาลดราคาได้  แต่บางแห่ง จะไม่ลดราคาให้ หากเราเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโท/เอก

20. คุณอาจตกหลุมรักประเทศนี้

สภาพความเป็นอยู่ในเมืองจีน ไม่ได้แย่ เหมือนที่หลายคนคิด  ภายในตัวเมืองและย่านมหาวิทยาลัย ค่อนข้างมีระเบียบและสะอาด  เพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยทำความสะอาดตลอด รวมถึงเทศกิจที่มักจะตรวจตรา คอยไล่พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ อยู่เป็นประจำ ความปลอดภัยมากพอสมควร มีกล้องวงจรปิดตามท้องถนนและสถานที่ต่างๆ รวมถึง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ คอยตรวจตรายามค่ำคืน

จากประสบการณ์ มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่พอมีโอกาสมาเรียนที่เมืองจีน ก็มักตกหลุมรักเมืองจีน (และคนจีน ) และกลับมาที่เมืองจีนอีกหลายครั้ง

————————————

ขอบคุณข้อมูลจาก  ภากร กัทชลี นักศึกษาปริญญาเอก สาขา Computer Science and Technology

ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียนต่อที่ประเทศจีน ข่าวสารทุนการศึกษา ข่าวสารงานสัมมนาทางวิชาการในประเทศจีน จาก กลุ่มนักศึกษาไทยในประเทศจีน (Thai Ph.D. in China) ติดตามได้ที่ https://thaiphdinchina.wordpress.com/
และ Facebook page: https://www.facebook.com/thaiphdinchina/

Credit photo: Bigstock; travelchinaguide.com; glogou.com

ดร.สิทธิวุฒิ เจริญสุทธิวรากุล :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: คุยเรื่องเรียนด็อกเตอร์กับด็อกเตอร์

วันนี้ “เพจก็แค่ปริญญาเอก” เปิดบ้านต้อนรับ ดร.สิทธิวุฒิ เจริญสุทธิวรากุล นักวิจัยหลังปริญญาเอก ด้าน Anti-infective Drug Discovery จากLiverpool School of Tropical Medicine

12986336_10153993786027850_987258318_o.jpg

ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ

ผมชื่อสิทธิวุฒิ เจริญสุทธิวรากุล ชื่อเล่นตามที่แม่ตั้งคือ “เท่” แต่เพื่อนเรียกว่า “แหนม” มาตั้งแต่สมัยมัธยม เลยตามเลย แหนมก็แหนม

ปัจจุบันจบปริญญาเอกแล้ว ทางเคมีเน้นงานวิจัยทาง Medicinal Chemistry จาก University of Liverpool ตอนนี้ทำงานวิจัยหลังปริญญาเอกทางด้าน Anti-infective Drug Discovery อยู่ที่ Liverpool School of Tropical Medicine

รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการติดต่อมาขอสัมภาษณ์ เรียกได้ว่าตกใจเหมือนกัน เพราะแหนมเองก็อ่านติดตามเพจนี้มาเรื่อยๆ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่กำลังเรียนปริญญาเอก มา ณ ที่นี้ด้วย

ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

ย้อนกลับไปนานมาก ย้อนไปถึงสมัย ม.ปลายดีกว่า คือแหนมเป็นคนชอบเรียนวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ ม. ปลาย แต่ถ้า ม.ต้น นี่เป็นอีกเรื่องเลย คือเกลียดวิทยาศาสตร์มาก แต่ที่ภายหลังเปลี่ยนมาชอบ เพราะวิทยาศาสตร์อธิบายสิ่งที่เราอยากรู้ได้กว้างขวางขึ้น และมีเหตุผลด้วย เอาจริงๆ ตอนนั้นชอบวิชาเคมีมาก ชอบในแบบที่ว่า ไปเรียนและสอบในโครงการพวกโอลิมปิกวิชาการ แต่อย่าถามว่าไปไกลแค่ไหน เพราะไปไม่ไกลเลย ไม่ได้เข้าค่ายสอง สาม สี่ อะไรทั้งนั้น แต่คือได้เรียนวิชาเคมี ซึ่งเป็นในส่วนที่เป็นพื้นฐานของวิชาในมหาลัย และมันทำให้เราชอบและเห็นถึงความสำคัญของวิชานี้

โชคดีอีกอย่างหนึ่งคือ ห้องสมุดของสวนกุหลาบฯ มีหนังสือเคมีระดับมหาลัยของต่างประเทศเยอะมาก ก็ได้ห้องสมุดนี่แหละเป็นเครื่องดับกระหายความอยากรู้ เพราะสมัยนั้นอินเตอร์เน็ต dial-up อย่าได้คิดจะค้นอะไรทั้งสิ้น ยิ่งได้อ่านเยอะขึ้น ก็มีความคิดเลยว่า อยากทำงานที่ได้คิดค้นอะไรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเคมีที่เกี่ยวกับยา

ที่นี้พอเรียน ม ปลาย มันก็ต้องมีเอนทรานซ์ใช่มะ สมัยนั้นคือรุ่นแหนมเป็นรุ่นแอดมิชชันรุ่นแรก ตอนนั้นก็เล็งคณะไว้เยอะ ตามที่คนเค้านิยม ก็มีแพทย์ เภสัช วิทยาศาสตร์เคมี แพทย์นี่ตัดทิ้งก่อน จริงๆก็เสียดาย เพราะตอนนั้นติดรามาฯด้วย เอาจริงๆ เพราะเป็นคนกลัวเลือด กลัวมากด้วย ถึงกับเป็นลมเมื่อดูหนังจำพวก Saw เพราะฉะนั้นก็อย่าเสี่ยงดีกว่า ทีนี้มีเภสัช กับวิทยาศาสตร์ บังเอิญตอนนั้น ไปสอบทุนของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลไว้ ชื่อทุนศรีตรังทอง เรียนฟรี ได้เงินเดือนระหว่างเรียน ไม่มีข้อผูกมัดด้วย ก็เลยคิดว่า เอ้ย ดีจัง เรียนวิทยาศาสตร์ก็ได้ ก็ตั้งใจแต่แรกแล้วล่ะ ว่าอยากจะเรียนเคมี

13054766_10153993785527850_804477031_o

แรงบันดาลใจในการเรียนต่อปริญญาเอก

พอก้าวเข้าคณะวิทยาศาสตร์ปุ๊ป โอ้โห สิ่งแรก อาจารย์ทุกคนจบเอกต่างประเทศหมดเลยอะ ทำงานวิจัยที่หรูหราอลังการ ในใจคิดละ ถ้าเราจะเป็นแบบนั้นบ้าง เราก็คงต้องเรียนถึงระดับนั้นเหมือนกัน

แล้วในคณะวิทย์ มีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งมากอย่างนึง คือการวิจัย เดินไปมาในคณะ ทุกคนพูดถึงแต่งานวิจัย การตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ ถ้าอาจารย์ท่านไหนมีงานวิจัยดีๆ ได้ตีพิมพ์ในวารสารดีๆ ไปได้รางวัลอะไรมา ทุกคนก็จะพูดถึง มันยิ่งทำให้ นักศึกษาอย่างเราอยากทำงานวิจัยดีๆ อยากมีผลงานดีๆบ้าง ก็เลยตั้งใจว่ายังไงเราก็ต้องเรียนถึงระดับนั้นให้ได้

พอเราวางแผนว่าจะเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือภาษาอังกฤษ เพราะแหนมไม่ใช่คนที่เรียนโรงเรียนหรือมหาลัยอินเตอร์มาก่อนเลย โชคดีที่สุดเลยคือ ตอนเรียน ปริญญาตรีปีที่สี่ อาจารย์ที่ปรึกษา รศ.ชุลีวัลย์ ราษฎร์วิรุฬห์กิจ แนะนำให้ไปสอบภาษาอังกฤษเอาคะแนนเก็บไว้ก่อนเรียนจบ ด้วยความที่เราค่อนข้างจะเตรียมตัว เรื่องภาษาอังกฤษมาสักพักนึงแล้ว คือเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่อยู่ปี 2 ก่อนจบปี 4 เลยมีคะแนน IELTS ติดตัวไว้สมัครมหาลัยต่างประเทศได้ อีกอย่าง ทุนศรีตรังทองที่ตอนนั้นรับอยู่ก็สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการสอบส่วนนึงด้วย

พอเรียนจบตรี ก็มีทุนโครงการพิเศษ โครงการทุนมหิดล-ลิเวอร์พูล เป็นทุนสำหรับให้ นศ หรือบุคลากรของมหิดล ไปเรียนต่อที่ University of Liverpool ปีนั้นคือเป็นปีแรกที่โครงการนี้เริ่มต้นเลย ก่อนสมัครทุนเค้า require คะแนนภาษาอังกฤษ ซึ่งด้วยความที่เป็นโครงการใหม่ เลยไม่มีใครเตรียมพร้อมคะแนนมากเท่าไรนัก ทำให้คนสมัครมีไม่เยอะ แต่ตอนสัมภาษณ์ก็โหดเหมือนกัน เพราะแหนมเป็นคนที่โปรไฟล์เมื่อเทียบกับ candidate คนอื่นๆ แล้วคือด้อยกว่าชาวบ้านหมดเลย แต่สุดท้ายพอสัมภาษณ์จบก็ได้ทราบว่า เราได้ทุนนะ แหนมก็เป็นคนแรกที่รับทุนในโครงการนี้ จนถึงปัจจุบัน มีผู้รับทุนทั้งสิ้นแล้ว 12 คน โดยประมาณ

สิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนปริญญาเอกคืออะไร

อุปสรรคใหญ่สุดเลย คือ ภาษา ถึงแม้จะสอบผ่าน IELTS ที่ใช้ในการสมัครเรียน แต่ความรู้ในการสอบไม่ได้ช่วยในชีวิตจริงเท่าไรเลย ยิ่งมาเจอสำเนียงท้องถิ่นของ Liverpool แล้วยิ่งไปกันใหญ่ อีกอย่างแหนมมาเรียนเอกตั้งแต่อายุ 22 ถามว่าเด็กมั้ย คำตอบคือเด็กมาก คือไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเท่าไรเลย ตอนนั้นเพื่อนก็ไม่มี ภาษาเราก็ไม่ดี เลยไปกันใหญ่ ก็ได้สมาคมคนไทยช่วยประคับประคองความรู้สึกในช่วงเริ่มแรก

นอกจากอุปสรรคด้านภาษา มีอุปสรรคอื่นไหม

อุปสรรคต่อมาเป็นเรื่องงานวิจัยละ สิ่งที่ตอนนั้นทำ คือ สังเคราะห์และปรับปรุงสารต้นแบบเพื่อนำไปรักษาโรคมาเลเรีย ชอบนะ แต่ประสบการณ์ในด้านเคมีของยาต่ำมาก เรียกได้ว่าเรี่ยดิน คือ เด็ก ปริญญาตรีที่นี่ เค้ามีวิชาเคมีทางยาในหลักสูตรเลย เพราะเป็นอุตสาหกรรมทางเคมีที่มีความสำคัญของประเทศเค้า แต่ที่แหนมเรียนที่ไทย คือ ไม่เคยผ่านวิชานี้มาก่อนเลย ที่เรียนมาก็มีวิชาที่ใกล้เคียงกัน เราก็ใช้วิธีการขอไปนั่งเรียนกับเด็ก ปริญญาตรี โชคดี คือเป็นวิชาที่ supervisor เป็นคนสอนพอดี แล้วก็ต้องอ่านเยอะมาก technical term ล้านแปด อีกส่วนนึงก็เรียนรู้จากประสบการณ์เอา ทาง Supervisor ก็คอยเน้นย้ำว่าอันนี้หมายความว่าอะไร ค่าอย่างนี้คือดีหรือไม่ดี แล้วต้องพัฒนาสารต้นแบบยังไงให้มีคุณสมบัติที่ดีที่สุด

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเพื่อน มาเรียนเอกต่างประเทศ สิ่งที่ตัวเองคาดหวังคือ อยากเจอคนในสังคมใหม่ๆ อยากจะรู้ อยากจะเข้าใจว่าเค้ามีความคิดเหมือนหรือต่างจากเรายังไง พูดตรงๆ คนอังกฤษไม่ใช่คนที่ friendly ที่สุดในโลก และแหนมก็ไม่ใช่คนดูบอล ทำให้ topic ที่จะคุยก็เหมือนจะหายาก เราก็เลยเริ่มจากดูทีวี กับอ่านหนังสือพิมพ์หรือ BBC ก่อน พอเราเริ่มมีข้อมูลอะไรในหัวบ้าง จะไปพูดคุยกะเค้าก็ไม่เคอะเขินเท่าไร

อีกอย่างที่ทำเป็นประจำและทุกวันนี้ก็ยังทำ ก็คือออกไปดื่ม การดื่มนี่เป็นวัฒนธรรมของคนอังกฤษ ไม่ต้องดื่มจนถึงกับเมากลับบ้านไม่ถูก แต่ดื่มแค่กล้อมแกล้มพองาม อันนี้เป็นวิธีการหาเพื่อนที่ดี เทคนิคคือ ใครชวนไปดื่ม เราไปหมด รู้จักไม่รู้จักเราก็ไป สำหรับคนไม่ดื่ม ก็ไปกับเค้า แต่เราก็ไม่ดื่มก็ได้ อันนี้มันเริ่มมาจากที่แลปก่อน เพราะ supervisor ชอบดื่มและชอบชวนคนในแลปไปเป็นเพื่อน ซึ่งอันนี้ดี เพราะส่วนใหญ่อาจารย์จะเลี้ยง

และที่ Department of Chemistry ที่นี่ ก็มีงานสังสรรค์เยอะมาก นอกจากงาน Ball ประจำปีแล้ว และ Connect/Cheers ทุกสามเดือนแล้ว ปกติก็คือแทบทุกศุกร์ นักศึกษาปริญญาเอกจะชวนออกไปดื่มกันที่ผับของมหาลัย เราก็ไปกะเค้านั่นล่ะ ไปหาเพื่อนใหม่ ซึ่งก็ได้เจอเพื่อนใหม่จริงๆ ซึ่งคนเหล่านี้ ก็ทำงานในวงการเคมี ก็อาจจะช่วยเหลือเรา หรือทำงานวิจัยอะไรร่วมกันได้ในอนาคตอีก

13054499_10153993785747850_231393164_o.jpgเมื่อเรียนจบมาแล้ว มีข้อคิดหรือมุมมองอะไรที่อยากฝากสำหรับคนที่กำลังเรียนอยู่บ้างคะ  

คติประจำใจตอนเรียนคือ เรามีโอกาสเรียนปริญญาเอกครั้งเดียวในชีวิต ทำอะไรต้องทำให้เต็มที่ เห็นนักศึกษาไทยหลายคนที่มาเรียน ตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง บางคนก็เอาเวลาไปเที่ยวเล่นเสียเยอะ แต่ในใจเลย คือคิดว่าเวลาเที่ยวเล่นยังมีอีกพอสมควร

แต่เรียนปริญญาเอกเนี่ยมีครั้งเดียว ถ้าเราทำไม่ดี อาจารย์เค้าก็อาจจะมีภาพลบกับนักศึกษาไทยไปเลย แต่ถ้าเราทำดี ก็เหมือนเป็นการช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของ นักศึกษาไทยไปในตัว แล้วยิ่งถ้าสนิทกับอาจารย์ ก็อาจจะนำไปสู่ความร่วมมือทางงานวิจัยในอนาคต ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องดี ไม่ใช่แค่ตัวเรา แต่กับประเทศเราด้วย ถ้าวันนึงเรากลับไปทำงานในประเทศไทย

ความแตกต่างระหว่าง ปริญญาเอก กับ post doc

โอ้โห เยอะมาก งานปริญญาเอกมันก็จะเป็นแค่งานเราคนเดียว ได้รับมอบหมายเท่าไรก็คือ scope of study ก็ประมาณเท่านั้น แต่พอทำงานเป็น post doc คือทุกอย่างที่อาจารย์ supervisor มอบหมายมาคืองานเรา ซึ่งก็คือสิ่งที่อาจารย์ที่อาจไม่อยากทำ

ยกตัวอย่างงานทุกวันนี้ เช่น งานวิจัย อันนี้ต้องทำอยู่แล้ว อาจารย์จะมอบหมายมาให้เป็นอะไรที่กว้างถึงกว้างมาก เช่น ให้งานวิจัยมาอ่านเรื่องนึงแล้วต้องไปคิดต่อเองว่าต้องจะทำอะไร และจะทำยังไง ซึ่งก็ต้องทำเป็นแผนมาให้อาจารย์ดูถึงความเป็นไปได้ รวมทั้งเขียนรีพอร์ต เขียนเปเปอร์

นอกจากนี้ ยังมีความรับผิดชอบอื่นๆ อีก เช่น ดูแลรักษาเครื่องมือ ติดต่อกับ external collaborator เข้าประชุมความปลอดภัยของภาควิชา ดูแล นักศึกษาปริญญาตรีและโท อันนี้งานค่อนข้างเยอะ เพราะต้องคิดงานให้นักศึกษา อ่านงาน แก้งาน ให้คำแนะนำ และร่วมแก้ปัญหา ตั้งแต่แรกจนจบ

แต่อย่างนึงที่สังเกตได้ชัดมากคือ อาจารย์ไว้ใจเรามากขึ้น ไม่รู้เพราะเห็นว่าเรามีประสบการณ์มากขึ้น หรือว่ายุ่งมากจนไม่มีเวลามาตามงาน ฮ่าๆๆ แต่คิดว่าน่าจะเป็นอย่างแรก

13064014_10153993785342850_1890723225_o.jpg

ได้นำเอาสิ่งที่ได้จากปริญญาเอกมาใช้อย่างไรในปัจจุบัน

อันดับแรกเลย คือ เอามาสมัครทำ post doc ซึ่งถ้าไม่จบปริญญาเอก เค้าก็คงไม่รับถูกมะ

อันดับสองคือ ทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ อันนี้คือไม่มีใครทันสังเกตหรอกตอนที่ทำ ป เอก แต่พอย้อนกลับไปดู จะเห็นเลยว่า กระบวนการเรียนปริญญาเอกนั้น มันสอนให้เราคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น มีการวางแผนและทำงานอย่างมีขั้นตอน ใช้เหตุผลในการตัดสินใจได้ดีขึ้น ไมใช่แค่ในด้านวิชาการ แต่ในชีวิตจริงด้วย

ฝากอะไรถึงเพื่อนในเพจ

ขอให้ทุกคนในเพจก็แค่ปริญญาเอกเรียนจนจบถึงจุดที่ตั้งเป้าหมายไว้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นระดับไหนก็ตาม ขอบคุณครับ

——————–
เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์จากดร.แหนม ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ดียิ่งให้ใครอีกหลายคนที่สนใจหรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนี้

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ ที่เดียว!!

ความเรียบง่าย คือ ความซับซ้อนและปราณีตขั้นสูงสุด


“ความเรียบง่าย คือ ความซับซ้อนและปราณีตขั้นสูงสุด”

ผู้ทำวิทยานิพนธ์เข้าใจข้อความนี้ดีกว่าจะได้มาซึ่งความเรียบง่าย

กว่าจะตกผลึกซึ่งประเด็นสำคัญ

กว่าจะตัดใจทิ้งรายละเอียดที่ไม่จำเป็น

กว่าจะมีข้อเขียนที่ “ชัด”

กว่าจะเจอข้อสรุปที่ “ใช่”

กว่าจะผ่านแต่ละด่านจนมาถึงจุดหมาย

การเรียนปริญญาเอก คือ เส้นทางสู่ “ความเรียบง่าย” ที่ไม่ “ง่าย” อย่างที่คิด

งานและตัวตนที่ถูกขัดเกลา

จนถึงซึ่ง “ความเรียบง่าย”

กับปริญญาเอก…กับครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ฝึกฝน

หมั่นรักษา รื้อฟื้น และนำทักษะนี้มาใช้ในทุกด้านของชีวิต

เพื่อ “ความเรียบง่าย” หรือ “ความซับซ้อนและปราณีตขั้นสูงสุด” ของชีวิตตลอดไป

#เพจก็แค่ปริญญาเอก

Credit photo: http://linxspiration.com/page/7