ดร.พงศ์ศิริ คำขันแก้ว ::: บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แนะนำตัวนิดนึง

สวัสดีครับ ผมเจี๊ยบ หรือ ดร.พงศ์ศิริ คำขันแก้ว ครับ ตอนนี้ทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและวิจัย และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนนานาชาติอังกฤษแห่งภาคเหนือ จ.ลำปาง และโรงเรียนนานาชาติอังกฤษแห่งกระบี่ จ.กระบี่ ครับ

สำเร็จการศึกษา ศิลปศ่าสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) สาขาภาษาเยอรมัน และปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยพายัพ ปริญญาเอก บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ครับ30177278_569849486723353_1650684325_o.jpgทราบว่าเพิ่งเรียนจบ ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ วันที่เรียนจบ รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

วันที่รู้ว่าตัวเองจบ คือ เอาจริง ๆ “งง” มากครับ ตอนที่คณะกรรมการบอกผมว่ายินดีด้วย ดร.พงศ์ศิริ .. คือผมยืนแบบ งง มากครับ ทำหน้าแบบเอ๋อ ๆ ยืนนิ่ง มาก ก็เลยเข้าใจว่า อ๋อนี้แหละ ความรู้สึกแบบ Just a PhD ครับ

ทำดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับอะไร มีข้อค้นพบอะไรที่สำคัญและอยากแบ่งปันไหม

 ดุษฎีนิพนธ์ที่ทำเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการบริหารแบรนด์องค์การ (Corporate Brand Management) สำหรับ SMEs ภาคการผลิตอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยครับ

สำหรับงานที่ทำและมีค้นพบเลยก็คือ ได้ตัวโมเดลที่สะท้อนความเป็นจริงสำหรับ SMEs ครับ กล่าวคือความเป็นผู้ประกอบการคือจุดเริ่มต้นของการบริหารแบรนด์องค์การ ที่เป็นแบบนี้เพราะว่า ความเป็น SMEs จะผูกติดกับผู้ประกอบการซึ่งลองสังเกตครับว่า ผู้ประกอบการ SMEs นี้เป็นเหมือนกับทุกอย่างขององค์การ บางรายทำหน้าที่เองแทบทุกหน้าที่ใน Business Faction ครับ ซึ่งหากผู้ประกอบการมีการยอมรับแนวคิดรูปแบบใหม่เพื่อนำมาปรับใช้ในการออกแบบการบริหารแบรนด์องค์การซึ่งต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมทางการแข่งขันไปพร้อมกันครับ

20151127_154755.jpg

… สำหรับตัวโมเดลการบริหารแบรนด์องค์การที่ได้ศึกษาและพัฒนาจากการวิจัยแบบผสมสาน (Mixed Mode Method) ที่ทำการทดสอบด้วยค่าทางสถิติและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับรางวัล Thailand Best SMEs Award กว่า 22 ราย ก็ได้ตัวโมเดลการบริหารแบรนด์องค์การที่เป็นกระบวนการคือ

1) การศึกษาบริบทแบรนด์องค์การ 2)การสร้างแบรนด์แบรนด์องค์การ 3)การรวบรวมกลยุทธ์แบรนด์องค์การ 4)การนำไปปฏิบัติ และ 5)การประเมินผลและการสร้างความต่อเนื่องเพื่อทำให้แบรนด์องค์การมีความยั่งยืนครับ ซึ่งงานที่ผมทำสามารถยืนยันได้ว่าแนวคิดการบริหารแบรนด์องค์การสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับ SMEs ได้ครับ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ในการขอบเขตพื้นที่ของการศึกษาแบรนด์ในวงวิชาการไทยครับ

1463130649551.jpg

ขอย้อนถาม ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ที่ตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก เพราะว่าตอนจบปริญญาโทไปทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แล้วคิดว่าความรู้ที่เรามีอยู่มันจะไม่เพียงพอที่จะมาสอนนักศึกษาครับ กอปรกับความตั้งใจที่อยากเรียนให้จบปริญญาเอกเพราะเป็นเป้าหมายหนึ่งในชีวิตของตัวเองด้วยครับ

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ชีวิตเป็นอย่างไรบ้างคะ เล่าให้เราฟังหน่อย

อย่างแรกเลยตอนที่เรียนปริญญาเอกนี้ จะพูดคำว่า “เบื่อ” บ่อยมาก ครับ เพราะเรียนหนัก ทั้งต้องอ่านหนังสือ ติดตามข่าวสารทางการบริหารธุรกิจ และต้องเขียน Paper ส่งอาจารย์ และต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการเรียนทุกวัน เพราะว่าเวลาเรียนไม่มีการ lecture ของอาจารย์เลยครับ คือเรียนแบบ discuss กับ business issues ที่อาจารย์จะบอก topic ล่วงหน้า หมายความว่าเราต้องทำการบ้านเยอะมาก ต้องค้น paper อ่าน จด วิเคราะห์ และต้องสังเคราะห์ออกมาให้ได้ครับ เป็นแบบนี้อยู่ประมาณ ปีครึ่งจน course work หมดครับ

อย่างที่สองคือ ต้องเขียนบทความทั้งบทความวิจัย และบทความวิชาการตีพิมพ์ และนำเสนอด้วยครับ ตรงนี้แหละที่ผมใช้ให้เป็นโอกาสในการหาหัวข้อและพัฒนาหัวข้อของตัวเองไปด้วยครับ อย่างที่สามคือปัญหาในเรื่องการจัดการกับเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด คือก็พยายาม balance เวลาของตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ และอย่างสุดท้ายคือสุขภาพครับ อันนี้คือสำคัญมากครับ เพราะความกดดัน และความเครียดทำให้เราป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลนอนป่วยเพราะความเครียดอยู่เป็นสัปดาห์ครับ หลังจากนั้นก็ปรับพฤติกรรมและจัดระเบียบความคิดและชีวิตตัวใหม่ครับ

1450421132462

ระหว่างเรียน เจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำดุษฎีนิพนธ์ครับ เพราะใช้การวิจัยแบบแบบผสมสาน (Mixed Mode Method) เพราะต้องเก็บข้อมูลสองรอบทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ ซึ่งความยากอยู่ตรงที่การเก็บข้อมูลครับ ด้วยความที่เราทำอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่มทั้งประเทศ ซึ่งตอนที่เสนอ Proposal คิดว่ามันไม่น่าจะยากเกินไป

พอได้มาทำจริงๆ รู้เลยว่ายากมาก โดยที่เราคิดว่าเราวางแผนดีแล้วในเวลาที่เรากำหนดไว้ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด ต้องลงพื้นที่เอง ไปเก็บข้อมูลเอง ซึ่งใช้เวลาไปเกือบ 8 เดือนสำหรับการเก็บข้อมูลเพื่อการวิจัยเชิงปริมาณ และอีก 4 เดือนสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ และโชคดีมากที่ได้รับความกรุณาจากผู้ใหญ่ใจดีจากสถาบันอาหาร และ สสว. ที่กรุณาประสานงานให้ด้วยครับ อันนี้หนักที่สุดครับกับการเก็บข้อมูล

หากย้อนไปได้จะบอกกับตัวเอง “Das Leben ist eine Reise” ซึ่งแปลได้ว่า ชีวิตคือการเดินทาง หากไม่เดินทางผ่านอุปสรรคในวันนั้นมา ก็จะไม่รู้ถึงคุณค่าของการเป็นด๊อกเตอร์

1463129884175.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร

ความพยายามและความอดทน ครับ อย่างที่บอกไปครับ การเก็บข้อมูลนั้นยากมาก ต้องพยายามก็คือต้องกลับมาวางแผนแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าให้หน้า พยายามสร้างทางเลือกให้ตัวเองและยอมรับสิ่งที่ผิดพลาด และเรียนรู้กับสิ่งที่เราทำ

ความอดทนนี้ เป็นสิ่งที่คนเรียนปริญญาเอกต้องมีเลยครับ ผมเคยพูดกับหลาย ๆ คน ที่ชื่นชมผมตลอดว่า จบปริญญาเอกตอนอายุ 30 เป๊ะ ผมมักจะตอบไปว่า ผมไม่ได้เก่งเลยครับ แต่ผมพยายามและอดทนเพื่อให้ผ่านสิ่งที่ผมกำลังทำก็แค่นั้น

1463129896714.jpg

คิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

สิ่งแรกคือ เงินครับ เพราะการเรียนปริญญาเอกต้องเป็นโครงการลงทุนที่เสี่ยงมาก และผลตอบแทนจากการลงทุนที่เป็นตัวเงินไม่มากอย่างที่คิด ฉะนั้น การมาเรียนปริญญาเอกต้องวางแผนทางการเงินให้ดีครับ

สิ่งที่สองคือ สุขภาพครับ ซึ่งการเรียนปริญญาเอกมีความกดดัน ความเครียด และจะมีอาการวิตกตลอดเวลา ตรงนี้ทำให้เราต้องบริหารจัดการความคิด ปรับมุมมองการใช้ชีวิต และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพทั้งการออกกำลังกาย และอาหาร

สิ่งสุดท้ายคือ เวลาครับ การเรียนปริญญาเอกต้องลงทุนเรื่องเวลาเยอะมากทำให้เราต้องสูญเสียเวลาที่ควรจะมีให้กับครอบครัว และตัวเองน้อยลง แต่ก็ต้องวางแผนและจัดสรรเวลาให้ดีเท่าที่จะทำได้ และต้องบริหารเวลาในชีวิตอย่างรอบคอบมากครับ

20151022_144957.jpg

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้าง

จริง ๆ ที่ตัวเองทำอยู่ก็คืองานด้านการตลาด การวิจัย และงานวิชาการของโรงเรียน ทำให้เรามีความคิดที่เชื่อมโยง มองประเด็นต่าง ๆ อย่างรอบด้าน แบบองค์รวม เพราะการทำโรงเรียนเป็นธุรกิจการศึกษา ทำให้เราต้องวิเคราะห์และนำเครื่องมือทางการจัดการบริหารธุรกิจต่าง ๆ มาใช้กับการบริหารจัดการโรงเรียนได้อย่างเหมาะสม

รวมถึงตอนนี้ผมก็เป็นอาจารย์พิเศษบรรยายให้กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็ได้นำความรู้ และเทคนิคบางอย่างมาสอนลูกศิษย์ด้วยครับ นอกจากนี้ก็ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับสมาคมธุรกิจผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดลำปาง และหอการค้าลำปางด้วยครับ ก็เลยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันความรู้กับผู้ประกอบการด้วยครับ

30223517_569848893390079_209378686_o.jpg

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

หากคุณต้องข้ามทะเล อย่ายืนมองมันเพียงอยู่บนฝั่ง คุณต้องว่ายน้ำไป แม้ว่าคุณจะเหนื่อยและรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะจม แต่คุณต้องถึงจุดหมาย !!!

คำว่า “ก็แค่ปริญญาเอก” มีความหมายว่าอย่างไรสำหรับคุณ

ใบปริญญาไม่ได้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้เรียนรู้ตลอดทางที่เรียน ทั้งการบริหารตนเอง การบริหารอาจารย์ที่ปรึกษา การแก้ปัญหา และเรียนรู้ชีวิต ซึ่งเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสิ่งเหล่านี้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากครับ การสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกไม่ได้เป็นเครื่องประดับชิ้นใหม่ทางสังคมของผมเลย ทว่ากลับเป็นเครื่องตอกย้ำให้ผมต้องรู้จักเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ให้มากขึ้น และนอบน้อมต่อความรู้ยังมีอีกมากมายในโลกใบนี้ครับ

30126066_569847943390174_735204198_o

…..

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่าของ ดร.พงศ์ศิริ มากค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

ดร.พิมพ์ สุพิมพ์มาศ เธียรหิรัญ:::ปริญญาเอกสาขา Industrial Engineering and Economics, Tokyo Institute of Technology::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

ช่วยแนะนำตัวนิดนึงค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อพิมพ์ สุพิมพ์มาศ เธียรหิรัญ เรียนจบปริญญาเอกจาก Tokyo Institute of Technology สาขา Industrial Engineering and Economics ค่ะ พิมพ์ไปเรียนหลักสูตร International program ของทางมหาลัย ตอนนี้ทำงานด้าน planning and improvement อยู่ที่บริษัท Johnson & Johnson ประเทศไทยค่ะ

14095816_1255405444480476_6461359266906881254_n

วันที่เรียนจบ รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

จริงๆ วันที่เรียนจบกลับต่างกับตอนที่เราคิดไว้เยอะเลยค่ะ เพราะตอนที่ใกล้จะจบนี่ท้อมากๆ จากที่เคยคิดไว้ว่าจะตื่นเต้นและเป็นวันที่รอคอยมาทั้งชีวิต วันนั้นกลับทำให้เราแอบปลงนิดๆ และรู้สึกแค่ว่า เออเราก็ทำได้แล้วเนอะ มันก็เป็นก้าวนึงในชีวิต แล้วสุดท้ายมันก็จะผ่านไป

20953790_1625760244111659_6953272801329792930_n.jpg

ขอย้อนถามว่า ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก?

ตอนนั้นรู้สึกอยากทำวิจัยต่อค่ะ มีความรู้สึกว่ามีอะไรที่เรายังอยากทำเพิ่มเติม และเราก็สนใจการเข้าถึงผู้บริโภคและออกแบบสิ่งของตามวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของคนในประเทศต่างๆ พอหลังจากจบปริญญาโทที่ AIT อาจารย์ที่ปรึกษาก็พาไปเข้า conference แล้วก็สนับสนุนเรื่องเรียนต่อ เราก็เลยลองส่งใบสมัครดู แต่เลือกในแถบเอเชีย เพราะที่บ้านไม่อยากให้ไปเรียนไกลมากค่ะ พอได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ก็เลยตัดสินใจตอบรับเลย เมื่อมีโอกาส เราก็ควรคว้าไว้ 15337544_1362182123802807_7343947000140075322_n.jpgระหว่างเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างไรบ้างคะ เล่าให้เราฟังหน่อย

ระหว่างเรียนก็เจออุปสรรคเยอะค่ะ ส่งเปเปอร์ไปตีพิมพ์ก็โดนรีเจกบ้าง ได้แต่นึกถึงคำพูดอาจารย์ว่า เราจะต้องเจอคนอ่านที่เค้าเข้าใจงานเราและอยากได้งานเรา งานเราจึงควรจะตีพิมพ์ที่นั่นซึ่งตอนหลังก็ได้ตีพิมพ์ค่ะ ไม่ใช่ว่าทำอะไรแล้วจะสำเร็จครั้งแรก แต่เราต้องพยายาม แล้วก็ปรับปรุงตัวเอง แก้เนื้อหาตามที่รีวิวเวอร์คอมเม้นต์มาให้ค่ะ จริงๆ พิมพ์เป็นคนไม่ค่อยถนัดการใช้พวกโปรแกรมเลยค่ะ มาที่นี่ต้องเรียนรู้เอง ใช้โปรแกรมใหม่ๆ คิดแต่ว่าไม่ได้ก็ต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่น ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ค่ะ แต่ดีกว่าเราไม่ลงมือทำ อย่างน้อยมันก็ก้าวไปข้างหน้า

14595827_1316447468376273_3296897603646441977_n.jpg

ตอนใกล้จะจบ ก็ลุยทั้งเขียนเล่ม ส่งงาน conference ไปด้วย แถมแก้เปเปอร์ที่ส่งไปตีพิมพ์อีก ช่วงนั้นวุ่นวายมากเลยค่ะ แถมนอนไม่หลับเพราะกังวล จริงๆเรื่องนอนไม่หลับนี่เป็นปัญหาของคนเรียนเอกทุกคนเลยก็ว่าได้ค่ะ มีมากน้อยต่างกัน

พิมพ์ใช้วิธีออกกำลังกาย จากที่ไม่เคยเริ่มวิ่งก็ไปวิ่งค่ะ วิ่งมันทุกเย็น ถ้ายังนอนไม่หลับก็เปิดคอมทำงานไปล่ะค่ะ ไม่ก็ดูหนังที่เราอยากดูเพื่อให้ใจได้ผ่อนคลายบ้าง พิมพ์โชคดีที่อยู่ที่นี่เพราะเพื่อนๆ คนไทยเยอะ ก็ได้พูดคุยและเปลี่ยนกัน ช่วยๆ กันปลอบใจในช่วงที่เจอมรสุมชีวิตค่ะ

15181676_1348538605167159_7314073380188579445_n.jpg

ประสบการณ์ในประเทศญี่ปุ่น มีอะไรสนุกๆ เล่าให้ฟังบ้างคะ

โดยส่วนตัวเราว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เหมาะกับการไปเที่ยว แต่การอยู่นาน อาจะทำให้จิตตกได้ในหลายครั้งเลยค่ะ เพราะสังคมที่นี่ค่อนข้างเครียด

เรื่องที่ประทับใจมากๆ คือ เราก็ต้องไปแจกแบบสอบถามคนญี่ปุ่นราวๆ 400คน เลยค่ะ เราก็พูดญี่ปุ่นได้ไม่คล่องมาก แล้วก็หอบเอาขนมจากไทยไปแจกเองเลย เวลาไปแจก เค้าก็จะถามว่าทำทีสิสหรอ เป็นงานวิจัยใช่มั้ย หลายๆ คนเค้าทำให้แล้วก็บอกว่า “พยายามเข้านะ” โห น้ำตาคลอเลย เพราะตอนแรกกลัวว่าจะไม่มีใครทำให้เรา แต่พอได้ลองทำ มันก็คุ้มค่าค่ะ เหมือนเป็นการเติมพลังค่ะ

ในประเทศญี่ปุ่น ด้วยความเป็นระเบียบของเค้า ชีวิตเราก็ง่ายเลยค่ะ การมาอยู่ที่นี่ ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ได้ใช้ชีวิตเองลำพัง มันสบายดีนะคะ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้ต้องอยู่ในกรอบอะไรมาก เราชอบที่อาจารย์จะไม่บอกว่า ผิดหรือถูก แต่จะถามว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น และแนะนำเพิ่มเติม มันเปิดโลกให้เราได้แสดงออกอย่างเต็มที่ และที่ชอบมากๆ คงจะเป็นตู้กดน้ำที่มีอยู่ทุกที่เลย และรถไฟที่เดินทางง่ายมาก

16195852_1413615108659508_5996656909708684069_n.jpg
ระหว่างเรียนเจออุปสรรคอะไรบ้างไหมคะ

ตอนนั้นที่เจอปัญหาหนักสุดคือ กลัวเรียนจบไม่ทันสามปีตามที่ทุนให้ไว้ค่ะ เพราะอาจารย์ไม่ค่อยถนัดด้านที่เราทำเท่าไหร่ และเราก็ต้องทำเองทุกอย่างเลย ตอนนั้นรู้สึกผิดหวังที่อาจารย์บอกว่าอาจจะต้องอยู่ต่อนะ เพราะเข้าใจเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยผิดกันค่ะ และกรรมการสอบก็ไม่พอใจกับงานเราเท่าไหร่ ช่วงนั้นร้องไห้ไปหลายรอบมาก และก็รู้สึกท้อ อยากกลับบ้าน ไม่อยากไปสอบแล้ว จนคุณแม่ก็พูดให้กำลังใจว่า อยู่มาได้ตั้งนาน อีกนิดเดียวจะเป็นอะไรไป ถ้าสู้แล้วไม่ไหวจริงๆ ก็กลับมา มีอะไรให้ทำที่บ้านเยอะแยะ ปริญญาใบนี้เป็นแค่บททดสอบหนึ่งในชีวิตแค่นั้นเอง

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะพูดกับตัวเองว่าอย่างไร

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราก็จะพูดกับตัวเองว่า อย่ากดดันตัวเองมาก อดทนและพยายามอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จจะมาถึงแน่ๆ ชีวิตมันไม่ได้สวยงามและคาดเดาได้ทุกอย่างหรอก แต่เราจะได้สิ่งที่ดีที่สุด ณ ตอนนั้นๆ เสมอ

21687898_1652277398126610_6040993105028633000_n.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร?

ช่วงที่แย่ๆ เราได้ฟังหนังสือเสียงเกี่ยวกับ self improvement จาก Youtube ช่องหนึ่งของ JR audio ค่ะ แล้วเค้าพูดถึงหนังสือ the magic เราเลยลองไปสั่ง amazon ออนไลน์ ให้มาส่งที่บ้านได้เลย โดยรวมหนังสือเล่มนี้จะสอนให้เรามองเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นเรื่องที่ดี แม้ว่าสิ่งไม่ดีจะเกิดขึ้น เค้าจะให้เราขอบคุณเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน และเขียนข้อดีที่มันเกิดขึ้นมา

นอกจากนี้ เค้าให้เราเขียนสิ่งที่เราอยากได้ ให้เราสร้างความเชื่อให้ตัวเอง และก็ต้องเขียนขอบคุณกับ10 อย่างในทุกๆวันโดยไม่ซ้ำกันค่ะ พอเริ่มทำไป เราก็รู้สึกว่าชีวิตเรายังมีค่า ในวันที่ไม่ดี มันก็ยังมีมีอะไรที่ดีในทุกๆวัน จุดนั้นทำเรามีพลังและเดินต่อไปได้อีกเลยค่ะ

ที่ขาดไม่ได้ก็คือครอบครัว แฟน เพื่อนๆทั้งที่ไทยและที่ญี่ปุ่นเลยค่ะ ได้รับกำลังใจจากหลายๆ คนมาจริงๆ ตอนนั้นเราถามแฟนว่า ถ้าเราเรียนไม่จบสามปี จะทำให้เราดูแย่มั้ยนะ เค้าก็บอกว่า ไม่เห็นจะแย่เลย เพราะมีหลายคนที่ไม่มีโอกาสไปเรียน เราไปอยู่ตรงนั้นแล้ว ต้องพยายามให้มาก ให้สมกับที่เราได้รับโอกาสนี้ จุดนั้นทำให้เราฮึดสู้เลยค่ะ

21616036_1652273824793634_2400261357406085175_n.jpg

คิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

ความอดทน การยอมรับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ และการจัดลำดับความคิดของตัวเอง การเรียนปริญญาเอก มันเหมือนเราเดินไปหาแสงที่ปลายอุโมงค์เป็นเวลานานๆ ซึ่งมันเป็นธรรมดาที่เราจะต้องเจออุปสรรคในชีวิต เราทุกคนต่างมีวันที่ดีและไม่ดี ที่สำคัญ มันเป็นแค่บทเรียนหนึ่ง ต้องบอกตัวเองอยู่เสมอว่า เราทำดีที่สุดแล้วในเกมส์ที่เราลงเล่น ถ้ามันเกินสิ่งที่เราจะไปควบคุมได้ เราก็ทำได้แค่เฝ้าดูผลและยอมรับมัน

การปล่อยวาง และพยายามไม่กังวลถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และเลิกตำหนิตัวเองเกี่ยวกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ทำให้เราเรียนสำเร็จจนได้ค่ะ ขอแค่อย่าหมดศรัทธาในตัวเอง แม้ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ตาม

21615969_1652276018126748_4015409793911112887_n.jpg

อยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง  

เรารู้ว่ามันเหนื่อยและท้อมากๆ ในบางเวลา แต่ขอให้เชื่อมั่น ขอให้อดทน เหมือนที่เค้าชอบพูดกันว่า เมื่อถึงเวลา ดอกไม้จะบานเพราะทุกอย่างมีเวลาของมันเสมอ และเราจะได้รับมันเมื่อมันถึงเวลา และถึงแม้ว่าเราจะตัดสินใจพลาดไปบ้าง ให้อภัยตัวเองนะคะ เราทำดีที่สุดแล้วในตอนนั้น

ข้อคิดที่เราท่องไว้กับตัวเองเสมอคือ everything happens for a reason: ทุกอย่างมีเหตุผลที่มันเกิดขึ้นเสมอค่ะ เพราะถ้าเราเชื่อแบบนี้ เราจะคิดว่าถึงมันเป็นเรื่องที่ไม่ดี มันก็ควรเกิดขึ้น เพราะเราต้องได้เรียนรู้อะไรจากมันในอนาคตแน่นอนค่ะ

21686120_1652276118126738_7096624125067645225_n.jpgเพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์จากดร.พิมพ์ ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ดียิ่งให้ใครอีกหลายคนที่สนใจหรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนี้

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกันค่ะ

รศ.ดร ศากุน บุญอิต :: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

ความหมายของปริญญาเอก คือ “การรักในการค้นหาความรู้”

049_2_sakul-570x570.jpg

…คอลัมน์แขกรับเชิญวันนี้ เราพาไปพูดคุยกับ รศ.ดร ศากุน บุญอิต อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาปริญญาเอก

รศ.ดร.ศากุน สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจาก สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย สาขา Operations and Technology Management และปริญญาโทด้าน Operations Management ที่ Southern Methodist University สหรัฐอเมริกา เจ้าของเพจ ‘Fast Forward Statistics’ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสถิติเพื่อการวิเคราะห์

– ตอนที่อาจารย์เรียนปริญญาเอก พบเจออุปสรรคอะไรบ้างคะ

…จำไม่ค่อยได้ว่าเจอปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง แต่หลักๆ คงเป็นเรื่องการจัดการเวลา และสร้างความมุ่งมั่นในการสำเร็จ PhD เนื่องจากพออยู่ในเมืองไทย จะมีสิ่งเร้าต่างๆ ที่ทำให้เราไม่ Focus ส่วนปัญหาด้านอื่นๆ ไม่ค่อยเจออะไรมาก

แต่จะบอกว่าไม่มีปัญหาก็ไม่ใช่ แต่รู้สึกบวกกับปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ เพราะมองว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ เจอปัญหาก็แก้ แล้วเรียนรู้ว่า เกิดจากอะไร จะกระทบอะไรในกระบวนการทำวิจัย

อีกสิ่งหนึ่งที่ยากตอนนั้น คือ การบริหารเวลาให้ดีในการเข้าพบ Advisor เวลาเข้าพบต้องเร็ว ตรงประเด็น จับใจความ ไม่ถามว่าอันนี้ทำยังไง แต่ต้องหาข้อมูลไปก่อน เพียงขอข้อแนะนำว่า มีทางเลือก 1,2,3 แล้วอันไหนเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสุด

เพราะ Advisor ทำงานบริหารด้วยจึงยุ่งมาก ส่วนในด้านการเรียนก็ไปเรื่อยๆ ใช้เวลาทั้งหมด 4 ปีกว่า ไม่มองว่า จบเร็วคือเก่งกว่า อันนั้นไม่ใช่แนวคิด PhD

28741242_2044721882211161_1116324269_n.jpg

– ในตอนนั้น ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะบอกตัวเองว่าอย่างไร

ถ้าย้อนเวลากลับไปบอกกับตัวเองว่า น่าจะมีโอกาสไปสร้าง Network กับต่างประเทศมากขึ้น จริงๆ ก็มีพอควรแต่ขาดบางส่วน บางประเทศไป ที่จะมาช่วยเราในการทำวิจัยในปัจจุบันได้มากขึ้น

– อาจารย์มองว่า ปริญญาเอกคืออะไร

ผมตอบในฐานะอาจารย์ ปริญญาเอก คือ Training มากกว่าการเรียน ผมไม่อยากให้เราใช้คำว่า เรียนปริญญาเอก ปริญญาเอกคือการ Train ให้เราพร้อมออกไปทำวิจัย (ที่ดี) และจบกระบวนการให้ได้ การทำวิจัยไม่ใช่จบแค่ Thesis แต่ต้องจบที่การตีพิมพ์งานวิจัยในวารสารวิชาการ (ที่มีคุณภาพ)

ดังนั้น ถ้าจบ PhD เราต้องทำกระบวนการทั้งหมดนี้ได้ ดังนั้น ไม่ใช่การเรียน เพราะการเรียนเป็นการเน้นไปรับความรู้ แต่ PhD เป็นการฝึกเราให้ออกไปทำวิจัยเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ได้

PhD ย่อมาจาก Doctor of Philosophy รากศัพท์ของคำว่า Doctor มาจาก Doctrine แปลว่า ความรู้ และคำว่า Philosophy รากศัพท์แปลว่า รักในการแสวงหาความรู้ รวมๆ กันแล้ว ความหมายของปริญญาเอก จึงหมายถึง “การรักในการค้นหาความรู้”

ตั้งต้นที่จุดนี้ การทำ PhD จะชัดเจนมากขึ้นว่า ควรต้องรู้อะไร หรือทำอะไรบ้าง ดังนั้น ตอบสั้นๆ คือ PhD เหมาะกับคนที่จะไปสอนต่อ โดยเฉพาะการสอนในมหาวิทยาลัย หรืออาจเหมาะกับ คนที่ต้องการค้นหาความรู้ใหม่ในการแก้ปัญหา

28906601_2044721878877828_463578457_n.jpg

– มีคำแนะนำสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกอย่างไรบ้างคะ

ผมอยากบอกหรือแนะนำคนที่กำลังทำ PhD ตอนนี้ว่า ต้องรักในการค้นหาความรู้ใหม่และต้องสนุกกับมัน ไม่เช่นงั้น เราจะรู้สึกว่า ทรมาณมากในสิ่งที่ทำอยู่ ต้องรู้ว่า เป้าหมายของ PhD คืออะไร

จริงๆ แล้วเป้าหมายของการทำ PhD คือ การผึกหัดการทำวิจัยเพื่อค้นหาความรู้แล้วนำไปสอนได้ ต้องรู้ว่า เราจะต้องผึกหัดจนทำให้เป็นในเรื่องอะไรบ้าง สิ่งที่ต้องฝึกหัดมากๆ ทำบ่อยๆ จนชำนาญ ได้แก่ ทักษะด้านการ ฟัง พูด อ่าน เขียน และคิดวิเคราะห์ ต้องทำสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา ขาดด้านหนึ่งด้านใดไม่ได้

สิ่งที่อยากแนะนำสำหรับคนที่ทำ PhD ตอนนี้มากๆ คือ

…ฝึกหัดตัวเองให้ชำนาญในเครื่องมือ เทคนิคหรือวิธีวิจัยที่ใช้ในสาขาของตนเองให้เร็วที่สุด (ใน 2 ปีแรกต้องเชี่ยวชาญ) เมื่อเราเชี่ยวชาญชำนาญในสิ่งเหล่านี้แล้ว จะเพิ่มศักยภาพให้กับการค้นหาหัวข้อวิจัยและจะสามารถทำวิจัยในโจทย์ที่ซับซ้อนได้ นำไปสู่ Research contribution ที่มากขึ้น

ในปัจจุบัน (ในสาขาที่ผมทำวิจัย) ผมกำลังเน้นมากในเรื่องของสถิติวิเคราะห์เพื่อการวิจัย การมีข้อจำกัดในเรื่องนี้ จะทำให้เรามีจุดอ่อนในการอ่าน paper หรือการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนมากๆ ดังนั้น ขอให้หาโอกาสเติมเต็มในสิ่งเหล่านี้ให้มากๆ

…อีกประเด็นคือ เรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล (โดยเฉพาะเรื่องสถิติ) ที่มีข้อผิดพลาดเยอะมาก ตั้งแต่การออกแบบจนการวิเคราะห์ ทำให้งานวิจัยที่ออกมาไม่มีคุณภาพ ผมต้องของคุณเพจ ‘ก็แค่ปริญญาเอก’ ที่ช่วย share เพจใน Facebook ที่ผมสร้างขึ้น ชื่อ ‘Fast Forward Statistics’ ซึ่งเป็นเพจที่ให้ความรู้สำหรับสถิติเพื่อการวิเคราะห์

…และสุดท้าย ด้านการเขียนต้องฝึกมากๆ เขียนทุกวันและตั้งเป้าตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการที่มีคุณภาพให้ได้ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเราไม่ได้คิดว่างานวิจัยของเราดีกับแค่คนกลุ่มเดียว เมื่อสำเร็จการศึกษาปริญญาเอก โชคดีครับ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์และแรงบันดาลใจที่ดีจาก รศ.ดร ศากุน บุญอิต มากค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์กันค่ะ

ดร.เตย อรัชมน พิเชฐวรกุล ::: ปริญญาเอก สาขา กฎหมายอวกาศและกิจการโทรคมนาคม จาก Université Paris-Saclay (Paris-sud) ประเทศฝรั่งเศส ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แขกรับเชิญคนล่าสุดของเรา หอบกลิ่นอายความสดใส มาจากเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส พร้อมกับความสำเร็จในการคว้าปริญญาโทและปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในปารีส ไปทำความรู้จักกับเธอกัน

a5

แนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ‘เตย’ อรัชมน พิเชฐวรกุล ค่ะ เรียนจบปริญญาโทใบแรก สาขากฎหมายธุรกิจ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ส่วนปริญญาโทใบที่สอง และปริญญาเอก ที่ Université Paris-Saclay (Paris-sud) สาขา กฎหมายอวกาศและกิจการโทรคมนาคม (Droit des activités spatiales et des télécommunications) ตอนปริญญาโท และ สาขากฎหมายโทรคมนาคม (Droit public : spécialité de droit des télécommunications) ปริญญาเอกค่ะ

a8.jpg

ทราบว่าเพิ่งเรียนจบ ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ ความรู้สึกในวันที่รู้ตัวว่าเรียนจบ รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

ถ้าถามถึงความรู้สึกแรกหลังจากที่ได้ยินประธานการสอบประกาศว่า “ขอแสดงความยินดีด้วย…docteur en droit…” นั้น ขอตอบว่า ไม่มีความรู้สึกใดๆ เกิดขึ้นเลยค่ะ คิดแค่ว่า “โอเค จบแล้ว การสอบที่ยาวนาน และการเรียนที่เหมือนไม่มีวันสิ้นสุด” เท่านั้นจริงๆค่ะ

หลังจากนั้น สามวันก็ค่อยเริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่ต้องทำทุกวันเป็นกิจวัตรประจำวันนั้นมันหายไป ก็เลยมารู้สึกตัวจริงๆว่า คงต้องหาอะไรอย่างอื่น ทำทดแทนการนั่งเขียนงานหน้าคอมซะแล้ว

แต่ก็โชคดีที่สอบเสร็จปุ๊บก็ทำงานปั๊บ เพราะว่าสลับวันทำงานกับเพื่อนๆ ไว้เพื่อมาเตรียมตัวสอบ พอสอบเสร็จก็ต้องตามเก็บงานชดใช้กรรมไปค่ะ ไม่ได้มีเวลาที่จะรู้สึกดีใจ หรือเลี้ยงฉลองอะไรขนาดนั้นค่ะ

a1

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก?

ตอนที่สมัครเรียนปริญญาเอก คิดแค่ว่า การเรียนก็เหมือนกับการที่เราเดินทางท่องเที่ยว ค้นหาสิ่งแปลกใหม่ที่เราไม่เคยรู้จัก และรู้สึกว่า เราน่าจะมีศักยภาพมากพอที่จะจบปริญญาเอกได้ค่ะ

พอได้นั่งลงเขียนเค้าโครง อ่านหนังสือ ไปห้องสมุด นัดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา จนกระทั่งได้รับการตอบรับจากอาจารย์ที่ปรึกษา ก็เริ่มรู้สึกว่า เราลงมือทำมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็เริ่มเสียดายโอกาส ที่สร้างมาเองกับมือ และคิดแค่ว่าในเมื่อเราสร้างโอกาสนี้มาแล้ว ก็ไม่ควรปล่อยให้โอกาสหลุดมือ แล้วมานั่งเสียดายทีหลังว่า ทำไมไม่เดินต่อไปจนสุดทางค่ะ

a2.jpg

ระหว่างเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างไรบ้างคะ เล่าให้เราฟังหน่อย?

ระหว่างการเรียนนั้น คิดว่า ตัวเองใช้ชีวิตได้คุ้มมากค่ะ เนื่องจากไม่ได้เป็นนักเรียนทุนแบบเพื่อนๆ คนอื่นๆ ดังนั้นก็ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย และถ้ามีโอกาสก็หาเวลาไปเที่ยวบ้างค่ะ

เพราะบอกตัวเองเสมอว่า ที่สุดแล้วระหว่างทางนั้นสำคัญกว่าปลายทาง อาจจะเป็นเพราะไม่ใช่ นร ทุนด้วย อีกอย่างก็ทำงาน และใช้ชีวิตด้วยตัวเองมั้งคะ เลยไม่ได้มีความกดดันว่าจะต้องรีบจบตามที่ได้รับทุนมา

สำหรับตัวเองคิดว่า การเรียนและการใช้ชีวิตที่ปารีส ก็เหมือนกับการที่เราออกเดินทาง เพื่อตามหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในชีวิต และสุดท้ายก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ค่ะ มันเป็นช่วงเวลาที่ให้ประสบการณ์ที่คุ้มค่ามาก เรียกได้ว่า มีทั้งทุกข์และสุขปนเปกัน

ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ เยอะค่ะ เพราะเราทำงานไปด้วยนี่แหละ เลยได้มองชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งทำให้มีกำลังใจและเก็บสิ่งต่างๆ มาคิดมากขึ้น และรู้ว่า มีอย่างอื่นที่สำคัญสำหรับชีวิตที่ไม่ใช่แค่ใบปริญญา

 

a9

ระหว่างเรียนเจออุปสรรคอะไรบ้างไหมคะ

อุปสรรคที่สำคัญอันดับแรก ก็คงไม่พ้นภาษาฝรั่งเศสนี่แหละค่ะ เพราะมาเริ่มเรียน a b c d ที่ปารีสเลยก็ว่าได้ เพราะตอนอยู่ไทยก็ไม่ได้เรียนจริงจังคะ อีกอย่าง พอเข้าเรียนกฎหมายที่เป็นสาขาเฉพาะแล้ว

จริงๆ ตอนปริญญาโท ก็รู้ซึ้งเลยว่า ภาษาเป็นสิ่งสำคัญมากจริงๆ เพราะมีศัพท์เฉพาะ และศัพท์เทคนิคเยอะมาก ทั้งในส่วนของทางด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม และวิศวโทรคมนาคมค่ะ เรียกได้ว่า ต้องเรียนคำศัพท์จากสารานุกรมโลกของเราเป็นอันดับแรกๆ เลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะไม่งั้นจะไม่สามารถเข้าใจวิชาที่เรียนได้เลย

แต่ก็โชคดีที่เจอเพื่อนที่ดีมากๆ ขอย้ำเลยค่ะว่า ดีทุกคน เพราะถ้าไม่ได้เพื่อนๆ ในสาขาทุกคนช่วยกันแบ่งวิชาติวให้ อาจจะไม่จบปริญญาโทได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดค่ะ อีกอย่าง ได้เจ้าของบ้าน ทั้งสองคน สามีภรรยาที่เป็น รศ. ดร. จากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดียวกันกับดิฉัน เป็นคนคอยช่วยตรวจภาษา และให้กำลังใจเป็นอย่างดีค่ะ

a3.jpg

ปัญหาอย่างที่สองก็เป็นเรื่องของ อาจารย์ที่ปรึกษา เนื่องจากเป็นสาขาค่อนข้างเฉพาะ ในฝรั่งเศสเองก็มีแค่มหาวิทยาลัยนี้ที่มีสาขานี้ค่ะ ดังนั้น อาจารย์ที่ปรึกษาก็เลยภาระกิจรัดตัว ไม่ค่อยอยู่ที่ปารีสเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะทำงานที่อื่นในยุโรป แอฟริกา หรือ เอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงค์โปร์

ดังนั้น จึงไม่สามารถคาดหวังได้ว่าจะเดินไปเจอและนัดคุยกันที่คณะ หรือส่งเมล์คุยกันถามตอบเหมือนคนอื่นๆ ปีๆ นึงเจอกันมากสุดแค่สองสามครั้งเท่านั้นแหละค่ะ ไม่มีการตามงาน ไม่มีการโทรถามสารทุกข์สุกดิบ เป็นตัวเราเองที่ต้องทำงานอย่างจริงจัง เพื่อที่จะเอางานไปคุยกับอาจารย์ให้ได้มากที่สุด

อาจารย์ที่ปรึกษาเคยบอกว่า อย่าคาดหวังว่า ผมจะให้อะไรคุณได้ วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เป็นสิ่งที่ตัวคุณต้องศึกษาค้นคว้าวิจัยและเรียนรู้ด้วยตัวเอง อาจารย์มีหน้าที่อ่านและให้คำแนะนำในเรื่องที่มองแล้วว่า คุณจะหลุดออกจากกรอบหัวข้อที่คุยกันไว้เท่านั้น คนที่มีหน้าที่หลักที่ทำให้ thesis สมบูรณ์แบบมีแค่ตัวคุณเอง ท่านบอกแค่ว่า สงสัยประเด็นไหน ก็แค่เดินไปห้องสมุดอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และคุณจะได้คำตอบนั้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผมเลยด้วยซ้ำ

คิดเลยค่ะว่า สิ่งที่ท่านพูดนั้น จริงมากๆ อย่าคาดหวังอะไรจากอาจารย์ที่ปรึกษามากเกินไป เพราะคนที่พึ่งได้มากและดีที่สุด คือตัวเราเอง มันเป็นงานของเราเองค่ะ

a7.jpg

ปัญหาสุดท้าย ก็คงเป็นเรื่องการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยค่ะ ต้องแบ่งเวลาให้ได้ จริงๆ แล้วไม่อยากบอกว่า การทำงานเป็นปัญหานะคะ เพราะจริงๆ แล้วโดยส่วนตัวรู้สึกว่า มันไม่ใช่ปัญหาซะทีเดียว เพราะว่าทำงานต่างหากถึงรู้ว่า เวลามีค่า เวลาที่เหลือต้องแบ่งมาเขียนงานให้ได้ ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็จะทำเหมือนเดิมทุกอย่างค่ะ ทำงานด้วยเรียนด้วย อย่างที่บอกปริญญาเอกไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งในชีวิตเท่านั้น ในชีวิตของคนๆ นึง มีอะไรตั้งหลายอย่าง ที่เป็นปัจจัยที่สำคัญในชีวิต อย่าให้การเรียนปริญญาเอก มาพรากสิ่งอื่นที่เป็นสำหรับชีวิตไปนะคะ มันไม่คุ้มเลย ถ้าเรารู้จักบาล้านซ์ชีวิตให้ได้ ทุกอย่างก็อยู่ในคอนโทรลค่ะ ถ้าจะมีหลุดๆ ไปบ้างก็ปล่อยมันค่ะ มันคือเสน่ห์ของชีวิต

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร?

ช่วงเวลาที่ยากที่สุดก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่รออาจารย์อ่านงาน ปีนึงเต็มๆ จริงๆ ถือว่า เรียนจบตามเกณฑ์เนื่องจากเขียนเล่มเสร็จตอนปีสามพอดี ส่งเล่มทั้งหมดให้ อาจารย์อ่าน อาจารย์ใช้เวลาอ่านปีนึงเต็มๆ ก่อนสอบ เพราะท่านไม่ค่อยอยู่ปารีสไม่ค่อยมีเวลา ช่วงระหว่างปีนึงที่รอนั้น ก็มีฟุ้งซ่านค่ะ แต่ก็ยังดีที่มีอะไรให้ทำตลอด อีกทั้งคนรอบข้างก็เข้าใจเป็นอย่างดีค่ะ ต้องขอบคุณคนรอบข้างทุกคนค่ะที่อยู่ด้วยกันเสมอมา

คิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

ทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตเลยค่ะ ที่มีส่วนให้เรียนจบ มันไม่มีปัจจัยอะไรที่สามารถเฉพาะเจาะจงได้ขนาดนั้น ทุกๆปัจจัยไม่ว่าจะดีหรือร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ล้วนส่งผลต่อการเรียนไม่มากก็น้อยค่ะ สุดท้ายก็อยู่ที่มุมมองของเรานะคะว่า เราเลือกที่จะมองให้มันท้อแท้และหยุดไป หรือจะมองให้มันเป็นแรงผลักดัน ให้เราเดินหน้าต่อไป เพราะคนที่สามารถไปแตะความสำเร็จได้นั้น ไม่ใช่ใครนอกจากตัวเราเองค่ะ

a6

สุดท้า มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

ข้อคิดที่อยากบอกเพื่อนๆ ก็คงไม่พ้น คำว่า จงใช้ชีวิตในเเต่ละวันให้มีความสุขค่ะ เพราะระหว่างทางสำคัญกว่าจะถึงปลายทาง ยังคงยืนยันนะคะว่า ปริญญาเอกไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต โดยส่วนตัว ปริญญาเอกทำให้เราได้เรียนรู้ถึงข้อจำกัดและศักยภาพของตัวเองเท่านั้น อย่าเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับใครค่ะ เพราะในชีวิตการเรียน ปริญญาเอก มันไม่สามารถวัดความเก่งกันได้ คุณจะวัดความเก่งจากอะไรในเมื่อหัวข้อของแต่ละคนมันไม่ซ้ำกัน ทุกคนมีจังหวะและสไตล์การเขียนของตัวเอง

ไม่มีชีวิตไหนของมนุษย์ที่ perfect  thesisก็เช่นกัน ความ perfect ในการเขียน thesis ไม่มีอยู่จริงค่ะ มันมีแค่ถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาใส่กระดาษ โดยมีทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และแหล่งที่มาที่สามารถอ้างอิงได้เท่านั้น สิ่งที่ต้องทำ ก็แค่จัดตารางเวลาของตัวเอง และทำตามตารางนั้น ให้ได้ก็พอค่ะ และอย่าลืมปล่อยให้ชีวิตออกไปตามหาแรงบันดาลใจอื่นๆ ด้วยนะคะ อย่าปล่อยให้เวลาสามสี่ปี หมดไปกับการเรียนปริญญาเอกเพียงอย่างเดียวนะคะ ขอให้ทุกคนสนุกกับการใช้ชีวิตค่ะ

a4.jpg

เพจก็แค่ปริญญาเอกขอขอบคุณ ดร.เตย อรัชมน สำหรับการแบ่งปันแนวคิดดีๆ และประสบการณ์ที่มีค่าในการเรียนปริญญาเอกค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

ความในใจจากอาจารย์ที่ปรึกษา

Dear my advisee,

กี่วัน กี่เดือน (หรือกี่ปี) แล้วนะ ที่เราไม่ได้พบกัน

อาจารย์จำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้าย เราเจอกันเมื่อไหร่

ป่านนี้ พวกคุณจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ สุขสบายดีหรือเปล่า ชีวิตวุ่นวายยุ่งเหยิงกันอย่างไรบ้าง

ส่วนอาจารย์ก็ยังสบายดีอยู่นะ คิดถึงพวกคุณขึ้นมา และมีบางอย่างอยากที่จะบอก

สิ่งที่อาจารย์จะบอกกับพวกคุณนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่อาจารย์จะสามารถพูดออกมาได้หมด เมื่อเราเจอหน้ากัน

แต่ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในใจมานาน และคิดเสมอว่า อยากบอกกับคุณ

นักศึกษาที่รัก,

อาจารย์รู้และเข้าใจว่า การทำวิทยานิพนธ์มันไม่ง่าย และหลายครั้งคุณอาจจะคิดว่า คุณต้องรอให้คุณเขียนทุกสิ่งทุกอย่างจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงจะมาพบหน้ากับอาจารย์ได้

หรือคุณอาจจะคิดไปต่อว่า แล้วคุณจะมาพบอาจารย์ได้อย่างไรกัน ในเมื่อคุณเพิ่งเขียนเสร็จไปได้แค่ “สองหน้า”…

1. อาจารย์อยากบอกคุณว่า…อาจารย์ไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ…

การทำวิทยานิพนธ์…เป็นเรื่องของการเริ่มต้นจากความไม่รู้ คุณต้องเริ่มต้นจากศูนย์และค่อยๆ นับไปจนถึงร้อย

การทำวิทยานิพนธ์…เป็นเรื่องของการ edit และแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกว่าจะได้งานที่ดีที่สุด

เป็นไปไม่ได้ ที่คุณจะเขียนงานออกมาแล้วเสร็จในครั้งเดียว โดยไม่แก้ไขอะไรเลย

เพราะกระบวนการเรียนรู้ เกิดขึ้นจากกระบวนการแก้ไข ปรับปรุง และเขียนซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นเอง

ถ้าคุณไม่ลงมือเขียน คุณก็จะไม่มีหลักฐานที่ปรากฏตรงหน้า ว่าคุณเขียนได้ “แย่” อย่างไร

และถ้าคุณไม่เขียนออกมาได้ “แย่” (หรือ “แย่ที่สุด”) มาก่อน แล้วคุณจะเขียนได้ “ดี” (หรือดีมากๆ) ได้อย่างไร

อย่ารอจนงาน “สมบูรณ์แบบ” แล้วค่อยมาพบอาจารย์

2. อาจารย์อยากบอกคุณว่า…อาจารย์ยินดีที่จะอ่านงานที่ “แย่ๆ” นั้นของคุณ

อาจารย์จะดีใจมากนะ ถ้าคุณจะมาพบอาจารย์บ้าง เอางานของคุณมาให้อาจารย์ดูบ้าง

เพราะอย่างน้อยที่สุด นั่นคือ “จุดเริ่มต้น” ในการ “ไปต่อ” ของคุณ

การทำวิทยานิพนธ์…เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษา

ผู้ที่จะเป็นอีกสายตา ที่ช่วยมองเข้ามายังบางจุดของงาน ที่คุณมองไม่เห็น เพราะอยู่ใกล้เกินไป

เอางาน “สองหน้า” ของคุณมาให้อาจารย์ดู

เพราะอาจารย์เอง ก็เคยอยู่ในจุดที่ เขียนได้แค่ “สองหน้า” และ “ไม่รู้จะไปต่ออย่างไร” เช่นกัน

แต่จากประสบการณ์การเป็นที่ปรึกษา นักศึกษาที่ประสบความสำเร็จ คือนักศึกษาที่ขยันมาพบอาจารย์ เพราะเขาขยันที่จะเรียนรู้ ปรับปรุง แก้ไขจนสำเร็จได้ในที่สุด

3. อาจารย์อยากบอกคุณว่า…อย่าตกใจกับคอมเมนท์ของอาจารย์นะ

บางครั้ง คุณอาจจะเคยพบว่า ร่างวิทยานิพนธ์ของคุณที่เอามาส่งไว้

เต็มไปด้วยคอมเมนท์ ชี้จุดผิด ด้วยปากกาแดงเต็มหน้ากระดาษ

การที่อาจารย์คอมเมนท์แบบ “จัดเต็ม” เช่นนั้น เพราะเป็นหน้าที่ของอาจารย์ที่ “ต้องทำ”

การชี้ไปตรงๆ ที่ข้อบกพร่องในงานของคุณ ก็เพื่อการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น ในครั้งต่อๆ ไป

การลงมือแก้ไขงานเสียตั้งแต่ต้น เป็นสิ่งที่จะ “ช่วย” คุณเมื่อเจอคอมเมนท์ของกรรมการสอบ ที่อาจจะ “จัดเต็ม” ยิ่งกว่า

คุณจะได้เจอกับกระบวนการ “กำจัดจุดอ่อน” เช่นนี้เรื่อยไป จนกว่าจะถึงวันที่คุณส่งเล่มวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์

อย่าท้อใจ และอย่าท้อแท้

อาจารย์เชื่อเหลือเกินว่า ด้วยกระบวนการทำวิทยานิพนธ์นี้ คุณจะถูกฝึกฝนในหลายทักษะ ที่จะได้นำไปใช้ในชีวิต

คุณจะรู้จักแยกแยะ ประเด็นเล็ก-ใหญ่ คุณจะรู้จักวิเคราะห์และเชื่อมโยง คุณจะมีความละเอียดรอบคอบมากขึ้น และมีมุมมองใหม่ สามารถมองเห็นในมิติและแง่มุม ที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน

กระบวนการทำวิทยานิพนธ์จะขัดเกลาทั้งตัวงาน และตัวคุณ

ท้ายที่สุด อาจารย์อยากให้คุณถามตัวเองอีกครั้ง ถึงวันที่คุณตั้งเป้าหมายที่จะมาคว้าใบปริญญา

ใบปริญญา อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในชีวิต และมีอีกหลายความสำเร็จที่คุณกำหนดได้เอง

แต่การทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ เป็นบทพิสูจน์หนึ่งในชีวิต

ว่าท่ามกลางความยากลำบาก ปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดทั้งปวงที่คุณมี

คุณสามารถฝ่าฟัน ผ่านทุกด่านไปได้ “ด้วยดี”

หวังว่าเราจะได้ “พบ” กันเร็วๆ นี้

ด้วยความรักและปรารถนาดีจากอาจารย์ของคุณ

(เขียนในวันครู วันที่นึกถึงลูกศิษย์ทุกคน)

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #Justaphd

ดร. ฐิตาพร เขียนวงษ์ PhD in Nursing, School of Nursing and Midwifery, Faculty of Health and Medicine, The University of Newcastle, Australia ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ดร. ฐิตาพร เขียนวงษ์  หรือ อาจารย์ฐิตา จบการศึกษาพยาบาลศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ เดิมเป็นสถาบันสมทบในมหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบัน เป็นมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชค่ะ จบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และศึกษาต่อการพยาบาลเฉพาะทางอีกหลายสาขา และได้ตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ School of Nursing and Midwifery, Faculty of Health and Medicine, The University of Newcastle ประเทศออสเตรเลีย

19030443_1343021625747735_1954759870555656777_nปัจจุบันเป็นอาจารย์ ที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และช่วยดูแลงานด้านกิจการนักศึกษา และวิเทศสัมพันธ์ ของคณะฯ ค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ เพจก็แค่ปริญญาเอก ที่ให้เกียรติในการสัมภาษณ์ในครั้งนี้นะคะ ตอนที่เรียนอยู่ได้ติดตามเพจนี้มาตลอด ได้แรงฮึด และช่วยให้สามารถยอมรับสิ่งที่เป็นไปได้มาก เลยอยากจะแบ่งปันประสบการณ์การเรียนกับทางเพจค่ะ

ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของคุณเป็นอย่างไร

เวลา 3 ปี 6 เดือน อาจจะฟังดูไม่นานนัก แต่ก็เป็นประสบการณ์ ที่มาพร้อมกับคราบน้ำตา สิ่งที่ต้องเจอคือ ความเครียด ความเบื่อ ความเซ็ง ความกดดัน ความซึมเศร้า ความไม่รู้ อีกทั้งความคิดที่ว่า “แล้วตรูมาทำอะไรที่นี่” ก็ตามนั้นเลยหล่ะค่ะ ที่เรียกว่า ชีวิตนักเรียน ป. เอก และท้ายที่สุด “Just a PhD ก็แค่ปริญญาเอก” มันเป็นแบบนี้จริงๆ ค่ะ หากว่าตั้งใจจริง ต้องก้าวผ่านได้แน่นอนค่ะ

13567329_1027015700681664_110917478187789205_n.jpg

สำหรับเรา เริ่มต้นจากการเข้าเรียนภาษาเพื่อปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษก่อน เนื่องจากตอนนั้นได้ IELTS Score ไม่ถึง 6.5 ซึ่งถือว่า เป็นบทเรียนแรกที่ต้องผ่านให้ได้ แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด อย่าง Writing นี่หินสุดๆ ผ่านมาแบบ 70 % แต่พอมาเขียน thesis เพิ่งรู้ว่าทักษะ Writing ของเรานี้ขั้นแย่เลย นึกโกรธตัวเองที่ไม่ตั้งใจเรียนภาษาตั้งแต่เด็กๆ

เมื่อเริ่มเรียน ก็ต้องบอกว่า ขอตายแพร้บ supervisors บอกให้ทำ Literature review และเขียนเค้าโครงวิจัย ปรากฏว่าเรานั่งอ่านบทความต่างๆ จนถึงขั้นเพ้อเป็นเนื้อหาในบทความ เช่น methodology เลยทีเดียว กว่าจะผ่าน ใช้เวลา 9 เดือนค่ะ และกว่าจะได้สอบ Confirmation ใช้เวลา 1 ปี 3 เดือน

แต่จากความพยายามตรงนั้น ก็ประสบความสำเร็จเกินคาดหวัง ได้รับรางวัล Best PhD Confirmation 2015 ของคณะฯ เป็นเด็ก International คนแรกที่ได้ ส่วนใหญ่เจ้าของภาษากวาดรางวัลนี้ไปครองทุกปี

17155324_1247928208590411_4678315833545943843_n.jpg

ระหว่างเรียนได้ฝึกฝนอะไรบ้าง

สิ่งสำคัญที่สุดคือการฝึกการเป็นตัวของเรา อยู่กับความคิดของเรานะ

แน่นอนว่า สิ่งที่ต้องเจอนี้ ไม่ง่ายเลย กว่าจะได้ส่งเล่ม thesis มันมีรายละเอียดของการเรียนรู้และประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน มีทั้งซึมเศร้า ร้องไห้ คิดอยู่ตลอดว่าเราจะจบไหม จะรอดไหม

บางวันเรามามหาวิทยาลัย นั่งจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ สลับกับมองไปที่หน้าต่าง สรุปวันนั้นทั้งวัน ไม่ได้อะไรเลย ได้ขึ้นต้น Paragraph แล้วก็เดินกลับหอพัก หมดเวลาไปวันๆ

12036547_904635932919642_2365876117095862763_n.jpg

เจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

เป็นปัญหาชีวิตส่วนตัว กับปัญหาการเรียนค่ะ

ช่วงปีสุดท้ายของการเรียนที่ทุนเราหมด ทุนให้มาแค่ 3 ปี แต่เราเรียนเกินมา 1 เทอม เราเลยต้องทำงานในร้านอาหารไทย ระหว่างเรียนมาตลอดเกือบ 4 ปี ทำทุกหน้าที่เพื่อให้พอใช้จ่าย มองในแง่ดี เราได้อาหารไทยอร่อยๆ คุณภาพดี ได้กำลังใจจากพี่ๆ คนไทยในร้านอาหารไทย ช่วยเราได้มากเลยค่ะ

และตอนนั้น เราได้ยื่นขอทุนจากมหาวิทยาลัยในเทอมสุดท้าย ซึ่งก็ยาวนานมาก กว่าจะอนุมัติ ตอนนั้น เหมือนเราไม่รู้ว่า อนาคตจะไปต่อได้ไหม หรือจะลาออก เก็บกระเป๋ากลับบ้าน ก้มหน้ากลับไปใช้หนี้ทุนแบบมือเปล่า หรือจะกู้ยืมเงินมาเรียนเพิ่มดี คิดวนไปวนมา เกือบเป็นบ้าค่ะช่วงนั้น

แต่สุดท้ายชีวิตมักมีทางออกของมันเอง เราใช้วิธีปล่อยวางใจ หันไปทำงาน Volunteer ให้กับวัดไทย ธรรมะช่วยเราไว้ได้มาก ทำให้จิตใจสงบขึ้นค่ะ

14100450_1067445526638681_5636006266445849278_n.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร

เราวางใจและสร้างกำลังใจให้ตัวเองว่า เราต้องผ่านมันได้แน่นอน มองเห็นแค่ภาพเดียวคือ เราอยู่ในชุดครุยนั้น

แต่สิ่งสำคัญคือ กำลังใจจากครอบครัว เพื่อนสนิท คนไทยที่นี่ และคนที่เรารักค่ะ ทุกอย่างคือแรงประคอง เหมือนลมใต้ปีก คอยเกื้อหนุนยามเราก้าวขาไม่ออก ทุกคนแทบจะออกเดินแทนเรา เวลาเราร้องไห้ เราไม่ได้ร้องคนเดียว เรามีเพื่อนร้องไห้ด้วย แต่ทุกอย่างจะผ่านไปได้ถ้าเราวางใจให้ถูกที่ค่ะ สู้ๆ กันนะคะ

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไร

ได้ใช้ความรู้และความสามารถในหลากหลายมิติ ทั้งในการสอน งานวิจัย และการเป็นผู้นำในด้านสุขภาพ และการคิดค้นรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ๆ จากการใช้ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อมาประยุกต์ใช้กับนักศึกษาของตนเองค่ะ

ตอนนี้ก็เริ่มโครงการเพื่อนักศึกษาใหม่ๆ เยอะเลย เช่น SPA CLINIC (Student peer assistant), Start up project for health and well being รวมทั้ง การร่วมพัฒนางานวิจัย ในโครงการบูรณาการในศาสตร์ผู้สูงอายุที่ตนเองถนัดค่ะ

ที่สำคัญได้ทักษะการปรับตัว และการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ นั้นดีขึ้นมาก เครียดน้อยลง มีความสุขในการทำงานมากขึ้นค่ะ

11924288_878853612164541_573018735623645182_n.jpg

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

จริงๆ ทุกคนจะมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันค่ะ แต่ตนเองได้ข้อสังเกตว่า การตั้งเป้าหมาย คิดบวก และทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด คือสิ่งที่นำไปใช้ได้ มันอาจจะฟังดูกว้าง แต่ละคนต้องหาวิถีทางในการเอาชนะใจของตนเองให้เจอค่ะ และเมื่อเจอมันจะ Click พอดี

หาอะไรทำ เช่น อาจจะเดินรอบๆ มหาวิทยาลัย  ออกกำลังกาย  ทำกับข้าว สิ่งเหล่านี้มันช่วยได้คะ อย่าคิดวนๆ กับเรื่องเรียนเพียงอย่างเดียวค่ะ

ให้ท่องเสมอไว้ว่า “ทุกอย่างผ่านได้” “ทำให้ดีที่สุด” หันกลับมาอีกที อ้าว!!! มันผ่านมาได้ยังไงคะ สำหรับตัวเองเชื่อว่า “Happiness is on the journey not a destination….It’s just a PhD” ยิ้มแล้วสู้ต่อนะคะ ขอเป็นกำลังใจสำหรับการฝ่าฝันของทุกคนบนเส้นทางนี้ค่ะ ขอให้เพื่อนที่เรียนอยู่อดทนค่ะ แล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ดี

………………..

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอแสดงความยินดีกับ ดร.ฐิตา ที่จะเข้าพิธีรับปริญญาบัตรอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน ปี 2018 นี้ค่ะ และขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่า

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

 

ดร.เฟรน ศิริอักษร จักรบวรพันธ์ ::: PhD in Communication Systems Engineering, University of Sussex, U.K.::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แขกรับเชิญคนล่าสุดของเพจก็แค่ปริญญาเอกเป็น ดร.สาวเก่ง ที่มีอายุเพียง 26 ปี เธอเพิ่งผ่านการสำเร็จการศึกษาจาก University of Sussex โดยใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของเธอเป็นอย่างไร ไปพูดคุยกับเธอกัน

j3.jpgแนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ชื่อ ศิริอักษร จักรบวรพันธ์ หรือ เฟรน ค่ะ จบปริญญาตรีสาขา Telecommunication and Electronics Engineering จากมหาวิทยาลัยอัญสัมชัญ ระดับปริญญาโท MSc in Digital Communication Systems Engineering (with Distinction) จาก University of Sussex, U.K. ปริญญาเอก PhD in Communication Systems Engineering สาขา Fibre Optic Communication Engineering จาก University of Sussex, U.K.

ขอแสดงความยินดีด้วยกับความสำเร็จนะคะ ทราบว่าเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ เลย รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

ขอขอบคุณนะคะ สิ่งแรกที่รู้สึกเลยคือ ตื้นตันใจมากๆคะ รู้สึกภูมิใจกับตัวเองมากค่ะ เป็นการ
ยกภูเขาออกจากอกไปแทบทั้งหมดเลยค่ะ ทันทีที่ได้ยินผลการสอบ viva จาก examiners ว่า ขอแสดงความยินดีด้วย ดร. คนใหม่ (ยิ้ม)

ช่วยเล่าบรรยากาศตอนสอบ viva ให้เราฟังหน่อยค่ะ

สดๆ ร้อนๆ เพิ่งผ่านมาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้เองค่ะ คือเรามีเวลาก่อนเตรียมตัวไปสอบประมาณ 1 เดือนค่ะ แต่ยอมรับเลยว่า ณ จุดๆ นั้น เราไม่มีกระจิตกระใจอยากจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเลยค่ะ มีความรู้สึกว่า เหมือนมันไม่น่าจะยาก เราอ่อนล้ามากกับการทำปริญญาเอก เขียน report มาตลอด มีรุ่นพี่ส่งคำถามที่ใช้ในการสอบที่ผ่านมาให้เราเตรียมตัว แต่เรารู้สึกว่า ไม่อยากไปโฟกัสกับตัวอย่างคำถามเหล่านั้น

ช่วงก่อนสอบ เราไม่แตะหนังสือ ไม่อ่านอะไรทั้งนั้น ปล่อยไปเรื่อยๆ ไม่ซีเรียสกับมัน พอมาวันสอบจริงๆอาจารย์ที่ปรึกษาบอกจะเริ่ม 9โมงครึ่ง จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่เริ่มสอบ เพราะจะต้องรอ external examiner ที่เดินทางมาจาก University of Cambridge พอกระทั่ง 11โมงครึ่ง อาจารย์ก็เรียกเข้าห้องสอบ เราตั้งสมาธิก่อนสอบเพียงแค่นั้นเอง เพราะคิดว่า น่าจะตอบคำถามได้ เพราะเราเป็นคนเขียนงานเอง แก้งานเองน่าจะรู้จุดบกพร่อง หรือคาดเดาว่า จุดไหนสามารถโดนถามได้

ใช้เวลาประมานเกือบ 2 ชม. ในการสอบค่ะ อาจารย์สอบทั้ง 2 ท่าน 1 ในนั้นเป็น Professor ที่ Sussex อยู่แล้ว ก็ถามมาถามไป สลับกันแทบจะทุกหน้าทุกบท เราก็ตอบได้เกือบหมด พอสอบเสร็จสิ้น อาจารย์ก็ให้เราออกไปนอกห้องสอบประมาน เกือบ 10 นาทีต่อมา ก็เรียกให้เราไปฟังผล

พอกลับมาถึงห้องสอบ external examiner ก็กล่าวแสดงความยินดีกับเราว่า Congratulations on your degree แต่ก็ยังมี minor corrections ประมาณ 3-4 จุดแต่ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก เป็นเพียงการแก้คำใช้คำให้ดีขึ้น หรือให้อธิบายขยายความผลลัพธ์ที่ได้ให้ชัดเจนขึ้นเพียงเท่านั้น

ความรู้สึกตอนนั้น หลังจากทราบผลคือ อึนๆ ไปหมดเลยคะ ความตั้งใจของเราตั้งแต่เด็กๆ เป็นจริงจนได้ ทั้งนี้ คิดว่า ความสำเร็จครั้งนี้มาจากความพยายามตั้งใจของเราค่ะ

j2

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

หลังจากเรียนจบปริญญาโท เราก็เห็นผลการเรียนของเรา รวมถึงความตั้งใจที่ยังอยากจะมุ่งมั่นหาทุนการศึกษาเพื่อศึกษาในสาขาที่ใกล้เคียงกันในระดับที่สูงขึ้น โชคดีมากๆค่ะ ที่ตอนหลังจบปริญญาโท มีทุนการศึกษาที่ชื่อว่า Chancellor’s International Research Scholarship (CIRS) เปิดรับนักศึกษาต่างชาติเพื่อเข้าศึกษาระดับปริญญาเอกจำนวน 10 ทุน เราจึงลองส่งผลการเรียนปริญญาโทที่ควบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 (Distinction) ของประเทศอังกฤษ พร้อมทั้งเสนอโครงงานวิจัยที่สนใจจะทำ

ปรากฏว่า โชคดีมากๆ ที่ได้รับทุนการศึกษานั้น โดยเป็นทุนที่ดีมากๆค่ะ ไม่มีข้อผูกมัดหลังเรียนจบ แล้วยังสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าเล่าเรียน เต็มจำนวนเป็นระยะเวลา 3.5 ปี เราเลยไม่ลังเลที่จะตัดสินใจรับทุนค่ะ

ระหว่างเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างไรบ้างคะ เล่าให้เราฟังหน่อย

ยอมรับเลยคะว่า ช่วงปีเเรกของนักเรียนปริญญาเอกจะเป็นอะไรที่หนักมาก ณ ตอนนั้นยังไม่ค่อยที่จะเข้าใจหัวใจสำคัญของงานที่ต้องการศึกษาวิจัย มันจะต้องเป็นอะไรที่ใหม่กับวงการวิชาการ

ปีแรกของปริญญาเอกนั้น เราจะต้องอ่านหนังสือเป็นกองๆ เพื่อเข้าใจในเนื้อหาทฤษฎีอย่างลึกลึ้ง รวมทั้งยังคงต้องอ่านงานวิจัยเก่าๆ ที่ผ่านมา เพื่อที่จะมาดูว่าเราสามารถนำอะไรของงานเหล่านั้นมาต่อยอดขยายความได้อีก ยังจำได้เลยว่า ช่วงนั้นทั้งร้องไห้ทั้งคิดถึงเมืองไทยทั้ง ท้อแท้ แต่มักจะพูดปลอบใจตัวเองอยู่ตลอดว่า เราไม่ได้มาเรียน เรามาเพื่อทำงานวิจัยชิ้นนึงให้กับทางมหาวิทยาลัย เลยทำให้มีกำลังใจที่จะอดทนและสู้ต่อได้อย่างมากคะ

หลังจากสอบจบปีการศึกษาแรกแล้ว เราเริ่มคลิกกับงานวิจัยเราแล้ว รู้แล้วว่า จะเดินเส้นทางไหนต่อ ทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะสนิทกับ supervisor ของเรามาก จะเข้าพบท่านแทบจะทุกวันเลยค่ะ นักเรียนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยเข้าหาอาจารย์ที่ปรึกษาคะ จึงทำให้เกิดการล่วงเวลาของการส่งงานเขียน ฉะนั้น เราจึงมักไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ค่ะ เราถามอาจารย์ที่ปรึกษาทุกๆ อย่างที่ไม่เข้าใจ แม้แต่เมื่อมีข้อสงสัยเล็กๆน้อยๆ เราก็มักจะถามหมด ไม่เช่นนั้นคงจะเข้าใจเนื้องานไม่ถ่

พอเริ่มปีสอง เราก็เริ่มเข้าตัวเนื้อหาโดยไม่รีรอ เพราะคิดว่าเข้าใจคำถามของงานวิจัยตัวเองแล้ว ก็เริ่มทำการ simulation พอได้ผลมาก็เอามาวิเคราะห์ แล้วเขียนผลที่ได้ ให้อาจารย์ที่ปรึกษาอ่าน พออาจารย์พอใจในผลการทดลองแล้วเราก็นำมาเขียนลงเป็น chapter ในเล่มวิทยานิพนธ์ พอเริ่มอีกการทดลองนึงได้ผลลัพธ์มาก็ส่งให้อาจารย์ตรวจดู แล้วก็นำมาเขียนเพิ่มในเล่มอีก

ยอมรับเลยว่า ณ ตอนนั้น คิดว่า เราจะยอมเสียสละเวลามานั่งเขียนงานทุกครั้ง หลังจากที่ได้ผลมาแล้ว เพื่อที่ว่า จะเป็นการเบาแรงเขียนงานในช่วงปีท้ายๆ แบบที่นักศึกษาคนอื่นๆ ทำกัน ข้อดีของการทำไปเขียนงานไปคือ เราจะได้ไม่ลืมผลการทดลองที่เราได้มา เมื่อต้องการที่จะศึกษางานของเราเพิ่มเติมก็จะได้เข้าใจไม่ยาก

j4.jpg
ระหว่างเรียนเจออุปสรรคอะไรบ้างไหม

อุปสรรคในการเรียนปริญญาเอกคือ ใจของตัวเราเองค่ะ อุปสรรคนี้ เจอบ่อยมากๆ ค่ะ

บางวันใจเราก็ท้อแท้ ถามตัวเองตลอดว่า จะมาเรียนทำไม อยู่เมืองไทย ได้เจอคนที่เรารักแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว บางวันคิดว่า ตัวเองไม่มีศักยภาพพอที่จะทำปริญญาเอกได้ เพราะดูเหมือนงานเราไม่ค่อยคืบหน้าเลย ทุกอย่างล้วนมาจากปัญหาทางจิตใจเรามากกว่าค่ะ

สิ่งที่คิดว่าหนักที่สุดคือ คิดว่าขาดกำลังใจจะสู้ต่อ คำว่า กำลังใจ สำคัญกับนักศึกษาปริญญาเอกทุกคนมากๆ โดยเฉพาะนักเรียนไทยในต่างแดน แม้เราจะอยู่ที่อังกฤษมาหลายปีตั้งแต่เรียนโท แต่สุดท้ายก็ไม่เคยอดร้องไห้ได้เลย คิดว่าตัวเองคิดผิดที่เลือกทางเดินชีวิตที่มาเรียนปริญญาเอก คิดอยู่ตลอดว่า อีกตั้ง 3ปีครึ่งถึง 4ปีแน่ะ หรืออาจจะมากกว่านั้น

พอคิดแบบนี้แล้ว มันเลยทำให้ใจเรากลัวไปหมดไม่อยากสู้ต่อ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คงจะมุ่งมั่นตั้งใจตั้งแต่เเรก โดยไม่ย่อท้อ ไม่คิดที่จะขอยกเลิกทุน เพราะไม่ไหว แต่โดยส่วนตัวแล้ว ก็เชื่อว่า อุปสรรคที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนเเรงกระตุ้นให้เราได้ฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง

ผ่านช่วงเวลาที่ยากมาได้อย่างไร

เราพยายามเลิกคิดที่จะท้อแท้ แล้วตั้งใจมุ่งมั่นอยู่ตลอดว่า ความสุขของฉันคือ การเรียนจบเอกอย่างภาคภูมิใจ ดังนั้น จึงคิดที่จะจบให้ได้ภายในระยะเวลาการเรียนปริญญาเอก ขั้นต่ำ 2 ปี แม้จะต้องแลกกับความเหนื่อยตลอดระยะเวลานี้ ที่ไปทำงานมหาลัยทุก 7 วันต่อสัปดาห์ โดยไม่มีวันหยุดก็ตาม แต่เราก็เชื่อว่า ฉันจะต้องทำมันให้ได้และจะต้องเอาใบปริญญากลับไปเมืองไทย พร้อมทั้งได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวที่ไทยให้ได้เร็วที่สุด

การเรียนปริญญาเอกจบภายใน 2 ปี เป็นสิ่งที่น้อยคนจะทำได้ มีเคล็ดลับอย่างไรคะ  

สิ่งแรกที่เราต้องทำคือตั้งเป้าหมายค่ะ เพราะการมีเป้าหมายมันเหมือนกับการที่เรามีแรงกระตุ้นในการทำงานให้บรรลุจุดประสงค์ค่ะ อย่างเฟรนเอง มีความตั้งใจที่จะจบภายใน 2 ปีเพื่อที่ว่าเราจะได้สามารถเริ่มทำงานได้เร็วมากขึ้น ทำให้มีประสบการณ์ในการทำงานทางด้านวิชาการตั้งแต่อายุยังน้อยค่ะ ดังนั้น เราเลยมีแรงผลักดันในการค้นคว้างานวิจัย

เฟรนยอมรับว่า ตัวเองใช้เวลาประมานกว่า 50ชั่วโมงต่ออาทิตย์ ในการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย เข้าแลปทุกวันไม่มีวันหยุด อาจจะดูเหมือนหนักไปแต่สำหรับเราคิดว่า โอเคเลย

เราจะเข้าออฟฟิตตั้งแต่เช้า 7โมงครึ่ง ถึงบ่ายแก่ๆ จากนั้นจะเดินเล่นในเมืองแวะซุปเปอร์มาร์เก็ต เข้าฟิตเนส ออกกำลังกายทุกวัน เราคิดว่า ชีวิตช่วงนั้นแม้จะไม่ได้เที่ยวตามเมืองต่างๆ แต่เราก็มีความสุข กับวงจรการใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวัน ได้ทำงานให้เสร็จเร็วมากขึ้น ได้ทั้งออกกำลังกาย เดินเที่ยวเล่นในตัวเมือง ก็ผ่อนคลายไปได้ไม่น้อยค่ะ

คิดว่าอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

เพราะความมานะมุ่งมั่นตั้งใจของเรา รวมถึงเเรงกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ความเหงา ที่กดดันจิตใจเราอยู่ตลอด จึงทำให้เราไม่ย่อท้ออีกต่อไป

การเรียนปริญญาเอกทำให้คุณได้พัฒนาทักษะอะไรบ้างคะ

สิ่งเเรกเลยคือ การเรียนรู้และหาคำตอบด้วยตัวเอง เมื่อก่อนที่เราเรียนระดับปริญญาตรี โท นั้นมักจะมีอาจารย์นำความรู้มาถ่ายทอดให้เรา แต่ในครั้งนี้เราจะต้องศึกษาเองอย่างถ่องแท้ แล้วต้องสามารถที่จะถ่ายทอดให้ตัวเราเองได้เข้าใจด้วย ไม่ใช่ว่า จะเป็นฝ่ายรับข้อมูลอย่างเดียว เราจะต้องศึกษาอ่านตำราเนื้อหาเรื่องเดียวกัน จากหลายๆ ฐานข้อมูล แล้วนำมาสรุปเป็นคำพูด ความเข้าใจของเราเอง หากทำเช่นนี้ได้เราจะสามารถพัฒนาทักษะในอีกหลายๆ ด้านให้ตัวเราเองได้อีกเยอะ

เมื่อเรียนจบแล้ว คิดว่า จะนำทักษะความรู้นั้นมาใช้อย่างไร

การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด และการเรียนรู้นั้นจะต้องมาจากการศึกษาวิจัยค้นคว้า แล้วนำมารวบรวมให้ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราจะสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เราได้มานั้นให้ได้ดีด้วย จึงจะถือว่าเป็นการต่อยอดที่สมบูรณ์ค่ะ

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรถึงผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง 

อยากจะบอกเพื่อนๆ ท่านอื่นๆ ว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ หากเรายังคงมีความเพียรพยายามและมุมานะอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นแล้ว ความขยันอดทนจะช่วยให้เราบรรลุความตั้งใจทุกอย่าง ไม่ใช่ความเก่งเพราะคนเก่งถ้าไม่ขยันก็ยากที่จะประสบความสำเร็จค่ะ

สุภาษิตที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ยังคงเป็นอะไรที่คลาสสิกมากๆ หากเราตั้งใจที่จะทำอะไรแล้วโดยมุ่งมั่นให้ถึงที่สุด ผลตอบแทนของความเพียรพยายามนั้นจะให้ความสุขที่แท้จริงกับเราอย่างแน่นอนค่ะ

———

#เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอแสดงความยินดีกับ ดร.เฟรน ที่จะเข้าพิธีรับปริญญาบัตรอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฏาคมปี 2018 นี้ค่ะ และ ขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่า

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ