เหตุและผล

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ล้วนมีเหตุที่มา
สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็น “ผล” จาก “เหตุ” ในขณะก่อนหน้า
ผลที่ดีเกิดจากเหตุที่ดี
ผลที่ไม่ดีเกิดจากเหตุที่ไม่ดี
การแก้ไขทุกอย่างให้ดีขึ้นนั้น ต้อง “รู้” ถึง “เหตุ” ก่อน
และบางทีการ “รู้” หมายถึง การ “ยอมรับ”
เรา “ยอมรับ” ได้ไหมที่จะ “รู้” ว่า
…ที่อาจารย์ติติงงานจนต้องปรับแก้ไข
…ที่กรรมการวิจารณ์งานจนไม่ผ่าน ฯลฯ
ล้วนมีเหตุที่มา…
เพราะคนอื่น
หรือ
เพราะตัวเราเอง
การชี้เหตุ “ไม่ดี” ไปที่คนอื่นเป็นเรื่อง “ง่าย”
การชี้เหตุ “ไม่ดี” มาที่ตัวเราเองเป็นเรื่อง “ยาก”
ใจที่เข้มแข็งและมีกำลังเท่านั้นถึงจะทำเรื่อง “ยาก” นี้ได้
คนที่ฝึกใจให้เข้มแข็ง มีกำลัง ยอมรับที่จะมองกลับมา และแก้ไขที่ “เหตุของตัวเอง” ได้คือ ผู้สำเร็จ
เพราะในความเป็นจริง การแก้ไขที่ “เหตุของตัวเอง” เป็นการแก้ไขที่ “ง่าย” และ” ตรงประเด็น” ที่สุด
การแยก “เหตุ” ออกมาจาก “ตัวตน” แล้วจัดการไปที่ “เหตุ” เป็นเรื่องสมเหตุสมผล
ฝึกใจให้เข้มแข็งและมีกำลังพอเพียงที่จะ “แยก” “รู้” “ยอมรับ” และ ปรับปรุงแก้ไขไปที่ “เหตุ” นั้น
รวมถึงเมื่อรู้ว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุที่มา ทุกขณะของปัจจุบัน จึงควรตั้งใจทำให้ดีที่สุด
หมั่นสร้างเหตุที่เหมาะสมในทุกขณะ และวันหนึ่งจะพบว่า ผลแห่งความสำเร็จนั้นอยู่ไม่ไกล…


#justaphd

รักนะ thesis 

ลุกขึ้นมาดูแลวิทยานิพนธ์ของคุณเหมือนดูแลคนที่คุณรัก
ยิ้ม ทักทายกับวิทยานิพนธ์ของคุณบ้าง บางคนอาจเลยไปถึงขั้นบอกรัก หรือ กอด จูบ ก็แล้วแต่ดีกรีความหวานในตัวคุณ
กระซิบบอกเขาเบาๆทุกครั้งว่า ฉันมาแล้วนะ ฉันพร้อมแล้วนะ และวันนี้ฉันมีเวลาให้เธอถึงตี 2 เลยนะ
สำหรับบางคนอาจต้องหยิบเขามาปัดฝุ่นบ้าง บางคนอาจลืมไปแล้วว่าเขาอยู่ตรงไหน หาเขาให้เจอ อย่าปล่อยเขาไว้เดียวดาย หรือ เผลอโยนเขาลง Recycle Bin ล่ะ
อย่างน้อยเขาก็อยู่กับคุณมาตั้งแต่วันนั้น และคุณก็เลือกเขาแล้วนะ
ใช่แล้ว นี่คือพรหมลิขิตที่บันดาลชักพาให้คุณกับวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ ฉบับนี้ มาเจอกัน
ในช่วงระยะเวลาสามถึงสี่ปีนี้ ทะนุถนอมดูแลเนื้อคู่ของคุณอย่างดีที่สุดนะ
ก่อนเริ่มทำ ก็ยิ้มให้เขาสักนิด บอกเขาว่าเราจะร่วมมือกันไปถึงซึ่งเป้าหมายที่ใช่
อย่าหงุดหงิด พร่ำบ่น ทำหน้าหงิก หรือ หน้าเศร้า กับเขาเลย
ดูสิ วิทยานิพนธ์ของคุณยังอยู่ที่เดิมเสมอ รอคุณมาทักทาย ใส่ใจ และดูแล
ไม่ว่าวันนี้คุณจะเฉื่อยชา อารมณ์เสียใส่เขา หรือ วันนั้นที่เขาถูกขีดฆ่าด้วยหมึกแดงๆ เต็มไปหมด
เขาไม่เคยร้อง ไม่เคยเอ่ยปาก เขาอยู่ตรงนั้นกับคุณเสมอ นั่งมองคุณร้องไห้ เขาคงอยากจะกระโดดขึ้นมากอดและปลอบคุณมากๆเลยนะ
นี่แหละคือ คู่แท้ ไม่มีสิ่งใดที่จะใจกว้าง และ รอคอยกับวันที่คุณประสบความสำเร็จเท่าเขาอีกแล้ว
ขอบคุณ ยิ้มหวาน ก่อนจะลงมือคิดและเขียน
ใส่สิ่งดีๆ ที่ใช่ ลงไปด้วยใจที่สบาย
จงสร้างวิทยานิพนธ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและมีชีวิตชีวา
เพราะถ้าทั้งคุณและวิทยานิพนธ์มีความสุข ผู้อ่านก็จะรับรู้ได้ถึงสิ่งนั้นเช่นกัน

—————————-

โหลด #สติ๊กเกอร์ไลน์ จากเพจก็แค่ปริญญาเอก ได้ที่

http://line.me/R/shop/detail/1229828

[หรือค้นหา Just a PhD]

#สติกเกอร์ #น่ารักมาก #ใช้แล้วฟิน #โหลดเลย

อะไรคือความเหมือนและแตกต่างระหว่างปริญญาโทและเอก?

red-sneakered-feet-walking-towards-phd.jpg

ปริญญาโทและปริญญาเอกมีความเหมือนกันตรงที่

ทั้งสองเป็นการเรียนในระดับอุดมศึกษา หรือ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า higher education ซึ่งหมายถึงการศึกษาในระดับที่สูงกว่าขั้นพื้นฐาน โดยปริญญาโทและเอกนั้นถูกจัดอยู่ในกลุ่มของการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (graduate studies/ postgraduate studies)

อันเป็นการเรียนที่ต่อยอดมาจากปริญญาตรี เป็นการเรียนในระดับที่ก้าวหน้าและสูงขึ้น โดยทั่วไปแล้วหมายถึง การเรียนที่แคบลง เฉพาะเจาะจง และมีความลึกซึ้งมากขึ้น รวมถึงเป็นการเรียนที่เน้นการฝึกนำความรู้ทางทฤษฎีไปวิเคราะห์ และทำความเข้าใจปรากฎการณ์ต่างๆ เรียนรู้ทักษะการประยุกต์และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ นอกเหนือจากการเรียนเพื่อเพิ่มพูนตัวความรู้เพียงอย่างเดียว ปริญญาโทและปริญญาเอกจึงเป็นการเรียนที่เน้นการนำศาสตร์ไปใช้ได้จริงอย่างเหมาะสม

สำหรับทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้นี้ อาจจะทำผ่านการเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาหรือไม่จำเป็นก็ได้ เพราะบางคนเรียนจบระดับปริญญาตรี พบอาชีพที่เหมาะกับตัวเอง มีโอกาสพัฒนาทักษะต่างๆในที่ทำงานจริง เมื่อฝึกฝนจนชำนาญก็ส่งผลให้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก โดยไม่ต้องจบปริญญาโทและปริญญาเอกเลยก็ได้

ด้วยเหตุนี้ ใบปริญญาจึงเป็นเครื่องหมายการันตีการสำเร็จการศึกษาในระบบ เพื่อแสดงให้ผู้จ้างงานทราบว่าบุคคลนี้ได้ใช้ช่วงระยะเวลาหนึ่งในการเพิ่มพูนความรู้ ฝึกฝนทักษะต่างๆ ตามมาตรฐานข้อเรียกร้องของมหาวิทยาลัยมาแล้ว แต่ใบปริญญาไม่สามารถสะท้อนทุกแง่มุมของบุคคลนั้นได้ หรือไม่สามารถการันตีความสำเร็จนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้ เพราะการที่จะก้าวหน้าในชีวิตได้หรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นกับใบปริญญาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าบุคคลนั้นจะต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ยังคงตั้งมั่นอยู่กับการฝึกฝน ขัดเกลา พัฒนาทักษะความรู้ให้เหมาะสมกับงานและชีวิตอย่างต่อเนื่อง

ปริญญาโทและปริญญาเอกมีความต่างกันตรงที่

ปริญญาโท เน้น การเรียนการสอนรายวิชา (Course work) ในระดับที่ก้าวหน้าและสูงขึ้น โดยอาจจะมีหรือไม่มีการทำวิจัยก็ได้

ปริญญาเอก เน้น การทำวิจัย (Research) ในระดับที่ก้าวหน้าและสูงขึ้น โดยอาจจะมีหรือไม่มีการเรียนการสอนรายวิชาก็ได้

จึงเห็นได้ชัดว่า การเรียนปริญญาเอก เป็นการเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะการทำวิจัยเป็นสำคัญ เพราะเชื่อว่าในที่สุดของการเรียนรู้ ผู้เรียนจำเป็นต้องค้นคว้าและสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ๆได้ด้วยตนเอง โดยให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติผ่านการทำวิจัยในหัวข้อที่มีขนาดเล็ก แต่ลงไปให้ลึกถึงแก่นของความรู้ และในที่สุดสามารถสร้างองค์ความรู้ในแบบฉบับของตัวเองและขยายองค์ความรู้นั้นให้เป็นประโยชน์ในวงกว้าง

ตลอดระยะเวลาการเรียนปริญญาเอก 3-6 ปี ทักษะที่จะได้รับ คือ ทักษะการวิจัย ทักษะในการแสวงหาความรู้ และการต่อยอดองค์ความรู้ด้วยตัวเอง

ในขณะที่ การเรียนปริญญาโท เป็นการเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ทราบในองค์ความรู้ที่เฉพาะเจาะจงและลึกซึ้งกว่าระดับอื่นๆที่ผ่านมา อีกทั้งได้ฝึกฝนประยุกต์ความรู้ทางทฤษฎีไปใช้ในบริบทต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม แต่ไม่ถึงกับต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ ลึกซึ้งถึงแก่นเท่ากับปริญญาเอก ในเชิงเปรียบเทียบ การเรียนในระดับปริญญาโทจึงจะมีความกว้างขวางในแง่ขององค์ความรู้มากกว่าการเรียนในระดับปริญญาเอกที่ใช้เวลาโดยส่วนใหญ่มุ่งศึกษาหัวข้อวิจัยเพียงเรื่องเดียวอย่างลึกซึ้ง

ในแง่นี้ ความรู้ในระดับปริญญาโทก็จะเหมาะและตอบโจทย์กับงานที่มีความกว้างและหลากหลาย และก็เพียงพอในการนำไปปรับใช้กับชีวิตและงานต่างๆ ได้ เพราะในความเป็นจริงเมื่อไปทำงานนั้นๆ ผู้เรียนจบไม่ว่าจะในระดับใด ก็จำเป็นต้องไปสั่งสมประสบการณ์และความชำนาญต่างๆ ในสายอาชีพนั้นๆ เพิ่มเติมอยู่ดี

ก่อนจะตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทหรือปริญญาเอก

ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของการศึกษาในแต่ละระดับ อีกทั้งต้องพิจารณาไปที่ความต้องการของตัวเองว่าสนใจทำอาชีพอะไร สายงานที่มีความชอบ มีความถนัดคืออะไร และสำหรับเส้นทางแห่งวิชาชีพของตนนั้น การเรียนต่อในระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกนั้นจะช่วยเอื้อประโยชน์ใดให้กับตัวผู้เรียนและให้กับงานนั้นๆ หรือไม่อย่างไร

เพราะในบางสายงาน การเรียนจบปริญญาเอกก็ไม่มีความจำเป็น หรืออาจถูกมองว่าเป็นความฟุ่มเฟือยที่เกินตัว เพราะผู้จ้างงานอาจไม่มีความสนใจพนักงานที่มีทักษะการวิจัย การถ่ายทอดความรู้ หรือการต่อยอดองค์ความรู้ ในขณะที่บางสายงาน ทักษะการวิจัย การถ่ายทอดความรู้ และ การต่อยอดองค์ความรู้ นั้นเป็นที่ต้องการอย่างมาก

แต่หากผู้เรียนมองทะลุลงไปและเห็นว่า ถึงแม้ผู้จ้างงานจะไม่สนใจ แต่ตัวผู้เรียนเองนั้นมีความสนใจที่จะเพิ่มพูนทักษะการวิจัย ต้องการเรียนรู้ ฝึกฝน เกี่ยวข้องอยู่กับ การวิจัยในประเด็นใดประเด็นหนึ่งในช่วงระยะเวลา 3-6 ปี

เพราะเห็นประโยชน์ของการฝึกฝนเคี่ยวกรำตัวเองในทางนี้ การเรียนปริญญาเอกก็จะเอื้อประโยชน์ที่สอดคล้องตามสิ่งที่ผู้เรียนเข้าใจและเห็นซึ่งประโยชน์แล้วนั้น

ดังนั้นการจะเรียนหรือไม่เรียนปริญญาเอกนั้น จะต้องพิจารณาไปที่ ฉันทะและความสนใจของผู้เรียน รวมถึง เส้นทางการเจริญเติบโตในสายวิชาชีพที่สนใจ และความต้องการของผู้จ้างงาน เป็นสำคัญ เพราะในประการแรก ถ้าผู้เรียนไม่ได้มีความรักชอบ ในการทำงานวิจัย ในการแสวงหาความรู้ และการแบ่งปันมุมมองใหม่ๆ ในเชิงวิชาการ และในประการที่สอง หากปริญญาเอกที่เรียนนั้นจะไม่ได้สร้างประโยชน์ใดให้กับงานหรือผู้จ้างงาน การไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งปริญญาเอกก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำหรือจำเป็นนัก 

ก่อนจะตัดสินใจเรียนปริญญาเอกจึงจำเป็นต้องตรวจสอบปัจจัยต่างๆของตัวเอง เช่น ความสนใจและความพร้อมของตัวเองด้วย  เพราะภาระในการทำวิจัยเพื่อให้แล้วเสร็จเพื่อบรรลุตามมาตรฐานของปริญญานั้น มีความท้าทายและความยากในตัวของมันเอง ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องจัดการกับสภาวะแวดล้อมและปัจจัยอื่นๆ ของตัวเองให้แล้วเสร็จก่อนตัดสินใจสมัครเรียน ต้องแน่วแน่ ชัดเจน กับตัวเองและทางที่เลือกเดินว่าใช่แล้ว ดีแล้ว เพราะเมื่อเจอความท้าทายข้างหน้า อย่างน้อยความตั้งใจและเข้าใจในเบื้องแรกก็จะทำให้ผู้เรียนมีกำลังใจที่จะมุ่งมั่นไปให้ถึงซึ่งความสำเร็จได้ในที่สุด

#เพจก็แค่ปริญญาเอก
@Copyright 2016 Dr. Pad Lavankura #เพจก็แค่ปริญญาเอก

ติดตามข้อคิด มุมมอง และเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจดีๆ เกี่ยวกับการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาได้ที่ Facebook ก็แค่ปริญญาเอก

Credit Photo from: https://www.timeshighereducation.com/news

 

“ไม่สุกอย่าบ่ม” ให้เวลากับความคิด ::: แอ้ม เล้า*


พ่อสอนฉันเสมอ อย่าเร่งตัวเอง “ไม่สุกอย่าบ่ม”

ฉันไม่เข้าใจคำๆนี้ จนเวลาผ่านไปหลายปี จนเรียนจบ PhD ได้เขียนหนังสือ และมาทำงานเป็นอาจารย์

แต่เล็กจนโตฉันเป็นคนวางเป้าหมายให้กับชีวิต ฉันคิดว่าคนเราต้องวางแผนไว้สูงๆ พยายามมากๆ และอะไรๆก็จะประสบความสำเร็จเอง ฉันเป็นคนช่างฝัน แต่ก็ไม่ได้เพ้อเจ้อมากนักเพราะทุกๆครั้งก็จะพยายามทำเต็มที่ เพื่อให้บรรลุฝันนั้น

ส่วนมากของชีวิตวัยรุ่น วัยเรียน ก็ผ่านมาได้ด้วยความมุ่งมั่นแบบนี้

จนถึงวันหนึ่งที่เรียนปริญญาเอกและกลับมาเก็บข้อมูลภาคสนามที่ประเทศไทย โลกความเป็นจริงไม่เหมือนการเรียนในห้องเรียน ไม่ได้มีการสอบมิดเทอม ไม่มีการสอบปลายภาค

การเป็นเด็กเกรดดีไม่ได้เตรียมตัวฉันสำหรับการเก็บข้อมูลหนึ่งปีที่เมืองไทย งานวิจัยของฉันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของกระแสโลกาภิวัฒน์และระบบประกันคุณภาพของอุดมศึกษาไทย

ฉันสัมภาษณ์ผู้ใหญ่ ข้าราชการ นักวิชาการ พนักงานมหาวิทยาลัย มากกว่า 80 คน ฉันได้รับความช่วยเหลือ เมตตา และมิตรภาพจากผู้ใหญ่ใจดีหลากหลายท่าน และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆมากมาย

กระนั้นการเก็บข้อมูลเป็นช่วงเวลาที่ยากมาก ฉันมักเล่าติดตลกว่า มันเป็นสิบสองเดือนที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ฉันไม่ชินกับระบบที่ต้องพินอบพิเทา พยายามเข้าหาผู้ใหญ่เพื่อให้ได้มาถึง “ข้อมูล”

ฉันร้องไห้บ่อยมาก และถามตัวเองว่ามันคุ้มไหมที่จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านี้ เพื่อให้ได้เป็น ดร. ความท้อแท้ทำให้ฉันคิดอะไรไม่ออก ไม่อยากวิเคราะห์ ไม่อยากฟังเทปเหล่านั้น

ฉันเครียด

พ่อแม่พูดย้ำแล้วย้ำเล่า “แอ้มพักเถอะลูก คิดไม่ออกไม่ต้องคิดอย่าบ่ม หยุดพัก ไปเที่ยว ขอร้องอย่างเดียวอย่าลาออก” แม่ให้กำลังใจว่า “ทำเพื่อตัวหนูเองนะลูก”

ฉันดื้อ

ฉันบินกลับไปนิวยอร์กเพื่อบอกกับอาจารย์ที่ปรึกษา ศาสตราจารย์ Gita Steiner-Khamsi ณ Teachers College มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ว่าฉันไม่สามารถเขียนได้ สิ่งที่เจอในเมืองไทยไม่ตรงทฤษฎีที่เราวางไว้ ที่ปรึกษาฉันเป็นผู้ที่เคร่งครัดในหลักการ และเป็นคนที่ทุ่มเททุกอย่างเต็มตัว ท่านผลักดันให้ฉันทำงานหนัก หนักมาก จนบางครั้งหนักเกินไป

ท่านมองหน้าฉันบอกว่า “ถ้าทฤษฎีที่คิดไว้ไม่ได้อธิบายเมืองไทย เธอก็ใช้อันที่เธอคิดว่าเหมาะสม”

แต่ฉันก็ไม่รู้จะเริ่มที่ไหนอยู่ดี

ท่านถามต่อว่า คุยไปกี่คน กี่มหาวิทยาลัย อะไรเป็นประเด็นสำคัญ อะไรไม่เหมือนที่คิดไว้

ฉันตอบได้เป็นฉากๆ

อาจารย์บอกว่า “นี่ไง เริ่มจากบท 3 วิธีการวิจัย”

ก่อนลาจากอาจารย์ ท่านบอกว่า “แอ้ม ไปเที่ยวสิ พักบ้าง หายเหนื่อยแล้วค่อยเริ่ม ไม่ต้องรีบ”


ฉันตัดสินใจกลับไปที่ Institute of Education, University of London เพื่อเป็น visiting scholar ฉันเรียนจบปริญญาโทที่นี่ และฉันคุ้นชินกับบรรยากาศวิชาการที่นั่น ระหว่างนั้น ฉันได้ไปปรึกษางานกับProfessor Jennifer Ozga ที่มหาวิทยาลัย ออกฟอร์ด ผู้เชียวชาญด้าน รัฐ และ คุณภาพการศึกษา ท่านสอนว่า “แอ้ม ไม่ต้องเขียนทุกอย่างที่เธอเจอ ไม่ต้องใช้ทุกทฤษฎี ตอบให้ตรงคำถามเขียนให้จบ ความคิดค่อยๆพัฒนาหลังจากนั้น”

ฉันมั่นใจมากขึ้นและใช้เวลาอีกไม่นานในการเขียน หลังจากเรียนจบฉันได้ทำงานเป็น Post Doctoral Fellow ที่ มหาวิทยาลัยฮ่องกง และได้ต่อยอดทางความคิดจากวิทยานิพนธ์มาเป็น หนังสือ A Critical Study of Thailand’s Higher Education Reforms: The culture of borrowing ซึ่งได้รับการตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ Routledge ในปี 2015

ฉันขอบคุณ พ่อ แม่ น้องอุ้ม น้องอ๋อม ครอบครัว เพื่อนๆ และอาจารย์ทุกท่านที่ชี้แนะและให้กำลังใจเสมอมา ขอบคุณที่ให้ “เวลา” ที่ฉันจะได้ค่อยๆพัฒนาความคิดของตน

เรียนจบเอกแล้วแต่ชีวิตของการทำงานวิชาการเพิ่งจะเริ่มต้น

“ไม่สุกอย่าบ่ม” คุณให้เวลากับความคิดมากพอหรือยัง?

* แอ้ม เล้า หรือ ดร รัตนา แซ่เล้า ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ไปศึกษาต่อปริญญาโท ด้านนโยบายการพัฒนา London School of Economics and Political Science (LSE), ปริญญาโทด้านการวิจัยทางสังคมและการศึกษา UCL Institute of Education, University of Londonจบ ปริญญาเอกด้าน การศึกษาเปรียบเทียบ Comparative and International Education, Teachers College มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ต่อจากนั้นได้เข้าทำงานเป็น Post Doctoral Fellow ณ มหาวิทยาลัยฮ่องกง เป็นผู้แต่งหนังสือเรื่อง A Critical Study of Thailand’s Higher Education Reforms: The culture of borrowing ปัจจุบันเป็น อาจารย์ วิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ติดตามอ่าน Blog ประสบการณ์การเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตได้ที่

http://amplao.com

สารคดีหนังสือ A Critical Study of Thailand’s Higher Education Reforms: The culture of borrowing ได้ที่

 

 

 

ตั้งเป้าหมาย

ปริญญาเอกไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่เป้าหมายอื่นต่อไป
เป็นเรื่องจำเป็นมากที่ผู้เรียนจบปริญญาเอกจะต้องตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นไปอีกในชีวิต และต้องลงมือทำทุกวันเพื่อไปให้ถึงซึ่งเป้าหมายนั้น

ให้ทักษะและความรู้ที่ได้รับจากการเรียนเป็นพื้นฐานและพลังที่ดีในการเดินต่อ

ถ้าเปรียบ ดร. เหมือนกับนักกีฬาที่ฝึกฝนจนชนะได้เหรียญทอง แต่ถ้านักกีฬาผู้นั้นขาดการตั้งเป้าที่จะลงแข่งในสนามที่ใหญ่ขึ้น ร่างกายและจิตใจก็อาจถดถอย และเหรียญทองก็จะกลายเป็นแค่ความทรงจำครั้งหนึ่ง

เมื่อเรียนจบปริญญาเอก ลองวางเป้าหมายที่สูงขึ้นให้กับตัวเอง ด้วยตัวเอง…

ฝันต่อ ไปต่อ และทำต่อ

แม้เรี่ยวแรงที่ทุ่มไปให้กับปริญญาเอกจะดูเหมือนที่สุดแล้ว แม้เป้าหมายที่จะต้องไปยังดูไกลเกินเอื้อม…

ทักษะที่ฝึกมาดีแล้วจะพาไปถึงในที่สุด

อย่าปล่อยให้การเรียนปริญญาเอกจบแค่การได้ใบปริญญา

เพราะหากเป็นเช่นนั้น ปริญญาเอกจะมีความหมายอะไร สิ่งที่ฝ่าฟันมาตลอดระยะเวลาหลายปีจะมีความหมายอะไร

วางปริญญาเอกไว้ในบริบทที่กว้างกว่าเดิม โลกใบนี้ยังมีพื้นที่ให้เราค้นหาและสร้างสรรค์สิ่งดีๆอีกมาก

ยืนหยัด กัดไม่ปล่อยกับเป้าหมายใหม่และลงมือทำทุกวัน

เพราะชีวิตจะมีความหมาย เมื่อเราได้ทำสิ่งที่มีความหมายกับตัวเราอย่างแท้จริงในทุกๆวัน

และสิ่งที่มีความหมายกับตัวเราอย่างแท้จริงนี้แหละที่จะมีประโยชน์กับคนอื่นอย่างแท้จริงเช่นกัน

เพจก็แค่ปริญญาเอก

Credit photo: ig:skinnyms