ดร. ยุทธนา เครือหาญชาญพงค์::: ปริญญาเอก วิศวกรรมเกษตร University of Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

…วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอกได้รับเกียรติจาก ดร. ยุทธนา เครือหาญชาญพงค์ วิศวกรการเกษตรชำนาญการพิเศษ จากสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2560 และได้รับรางวัลมากมายด้านผลงานวิจัยและนวัตกรรม

ดร.ยุทธนา สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมเกษตร (Doctor of Philosophy in Agricultural Science) University of Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น

…กว่าจะมาถึงวันนี้ ดร.ยุทธนา ไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง และประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของเขานั้น ใช้เวลาถึง 9 ปี ทำอย่างไรเขาจึงประสบความสำเร็จเช่นในทุกวันนี้ ไปพูดคุยกับเขากัน

85 นายยุทธนา เครือหาญชาญพงศ์ 10x12=1

ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

ก่อนอื่นขอบอกว่าไม่ใช่เป็นเด็กเรียนครับ ค่อนข้างเป็นเด็กไม่เอาไหนเสียด้วยซ้ำไป เรียนจบ ม.ปลาย เกรดเฉลี่ย 1.59 พอสอบ entrance เป็นที่งงในโรงเรียนครับ เพราะติดคณะวิศวะ ม.เกษตร พอเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยจริงๆ เกรดเฉลี่ยน่าช้ำใจมากๆ 2.14 ติดโปรต่ำตั้งแต่เทอมแรก มหาวิทยาลัยส่งจดหมายไปที่บ้านว่า รอพินิจ ความหมายคือมีสิทธิ์ถูกคัดชื่อออกในภาคการศึกษาต่อไป แม่ร้องไห้เลย ว่าไม่ดีแล้วมั้งลูก ก็เลยพยายามขึ้น จนเรียนจบภายใน 4 ปีครับ

หลังจากนั้น ผมได้เข้าทำงานที่สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม งานที่ทำเป็นงานวิจัยล้วนๆ วิจัยออกแบบเครื่องจักรกลการเกษตร ตอนนั้นรู้สึกว่า ความรู้ไม่ค่อยมี แต่ก็ตั้งใจทำงาน อยากเรียนต่อปริญญาโท แต่ก็ไม่สามารถเรียนได้ เพราะเกรดไม่ถึง 2.5 ต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำงาน 2 ปีก่อนจึงจะเรียนได้

17264944_1689957307687607_1762690309052846844_n

ตอนเรียนโท ด้วยความที่ทำงานด้านการออกแบบเครื่องจักรกลการเกษตร แล้วไปเรียนโททางด้านสาขาที่ทำงาน น้องๆ ก็เลยเข้าใจว่าเป็นคนเก่ง จะบอกว่า ไม่รู้เรื่องอะไรก็กลัวเสีย ก็เลยต้องอาศัยวิกฤตให้เป็นโอกาส เป็นติวเตอร์น้องๆ โดยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องสมุดอ่านหนังสือ เกรดตอนจบโทดีมากๆ 3.7 ได้

หลังจากเรียนจบโท กลับมาทำงานวิจัย ปีแรกที่ทำงานวิจัย ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้น จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นความภูมิใจอย่างมากเลย ชีวิตช่วงนั้นดี้ดี ทำอะไรก็ดีงาม ย่ามใจ ปีหน้าทำงานวิจัยตัวใหม่ ประกวดรางวัลกับ วช. อีก ปรากฏว่า ตกรอบแรก

ก็เลยคิดว่า เราเก่งจริงหรือเปล่า เผอิญมีทุน สวก. ให้เรียนปริญญาเอก ภรรยาก็เลยบอกว่าจะต้องพิสูจน์ตัวเองแล้วนะว่าเราของจริงหรือของปลอม จริงๆ ไม่อยากเรียน แต่ภรรยาทั้งปลอบทั้งขู่ก็เลยไปเรียน

มีเรื่องตลกก็คือ ก่อนไปเรียน เพื่อนชวนไปดูหมอดู หมอดูทายว่า เรียนจบปริญญาเอกแน่นอน แต่จะจบแบบเลือดตาแทบกระเด็น นึกไม่ออกเลยตอนนั้น จบยังไงนะ เลือดตาแทบกระเด็น

Japan 2018 7-21 Jan #1_๑๘๐๑๒๗_0051.jpg

ทำ Thesis เกี่ยวกับอะไร

หัวข้อวิทยานิพนธ์เรื่องนี้เลยครับ “Agricultural Mechanization in Thailand:  Design and Development of Machinery Implements for Small-Scale Farmers” โดยเน้นที่เครื่องจักรกลขนาดเล็กสำหรับ เครื่องมือเตรียมดินในพื้นที่นาหล่ม จอบหมุนสับกลบใบอ้อยและเครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมัน ครับ

ทุนที่ผมได้รับ เป็นทุน Ronpaku (Dissertation Ph.D) เป็นทุนที่ไม่ต้องลงเรียน แต่ต้องตีพิมพ์เปเปอร์ให้ได้ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ที่ University of Tsukuba ต้องตีพิมพ์ 5 เปเปอร์ถึงจะจบได้

ใช้เวลาทั้งหมด 9 ปีครับ เป็น 9 ปี ที่ต้องเจออะไรเยอะแยะมากๆ ที่ย่ำแย่ที่สุดคือ ปีที่ 4 อาจารย์ของผมเริ่มป่วยครับ เราเลยเหมือนต้องหยุดไปเหมือนกัน จนปีที่ 7 เปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาไปเป็นอาจารย์ที่ปรึกษารอง ก็เหมือนเริ่มใหม่อีกครั้ง เริ่มเขียนเปเปอร์ใหม่ทั้งหมด จนได้รับการตีพิมพ์และสอบจบในปีที่ 9 ครับ

1522019745678.jpg

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ทุนแบบที่ผมเรียน ปีแรกและปีที่สองต้องไปเขียนเปเปอร์ที่ญี่ปุ่นปีละ 3 เดือน ด้วยความที่เราต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ทำให้รู้สึกกังวลกับการเรียนมากๆ อาจารย์เป็นคณบดีด้วยไม่ค่อยมีเวลาให้เรามากนัก

เวลาไปที่โน่น ต้องเขียนๆๆ อย่างเดียวเลย เขียนไปแก้ไป อาจารย์ด่าไป จนวันหนึ่งรู้สึกเครียด เป็นเหมือนอาการเริ่มแรกของภาวะซึมเศร้า รู้สึกแย่เลยครับ แต่ก็พยายามคุยกับภรรยา แม่ให้กำลังใจ น้องๆ ในแลปให้กำลังใจ ทำอาหารให้ทาน ไม่ปล่อยให้เราอยู่คนเดียว แทบจะจัดเวรมาเฝ้า ให้เราผ่านภาวะวิกฤตไปให้ได้ จนสุดท้ายเราก็ตั้งหลักได้

เรื่องหนักสุดในชีวิตเรียน คือเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาเพราะอาจารย์ป่วย แต่ไม่รู้สึกเสียใจเลย ถือเป็นแรงบันดาลใจด้วยซ้ำว่า เราต้องทำให้สำเร็จ อาจารย์จะได้ดีใจ

การตีพิมพ์เปเปอร์ต้องวางแผนกันใหม่ กับ อาจารย์ที่ปรึกษารอง เขียนเปเปอร์ใหม่หมด ในขณะที่ผมต้องทำงานที่เมืองไทยไปด้วย เขียนเปเปอร์ไปด้วย เป็นอะไรที่ยาก และ กดดัน สุดๆ โชคดี ที่ได้รับการช่วยเหลือหลายฝ่าย ทั้งให้กำลังใจ ทั้งช่วยอ่านเปเปอร์ก่อนส่งไปให้อาจารย์ที่ปรึกษารองที่ญี่ปุ่นตรวจก่อนการตีพิมพ์ ต้องพยายามแก้ไขปัญหาทุกอย่าง เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ ต้องเรียนให้จบปริญญาเอกให้ได้ครับ

S__32129061.jpg

ตอนนั้นก็บอกตัวเองเสมอว่า เราต้องมีเมตตาให้ตัวเองครับ เมตตาให้ตัวเองคืออะไร ผมมองจุดหมายแห่งความสำเร็จไปแบบใกล้ๆ ความที่ต้องตีพิมพ์เปเปอร์ให้ได้ 5 เปเปอร์เพื่อจบ ถ้าเรามองความสำเร็จไปที่ปลายทางคือจบการศึกษา มันจะทำให้ชีวิตเราเครียด

ผมมองความสำเร็จเป็นวันๆ ครับ วันนี้ทำได้เท่านี้ ก็ชมตัวเอง ว่าเราทำได้ดีแล้วนะ พรุ่งนี้มาเพิ่มอีกนิดนึง ก็จะได้เปเปอร์แล้วนะ ผมมองใกล้ๆ แบบนี้มาตลอด พยายามไม่เครียด แต่จริงๆ แล้วมันเครียด แต่ก็พยายามฝึก เพื่อให้ตัวเองผ่านจุดนั้นให้ได้

ช่วงที่ชีวิตแย่สุดๆ โชคดีเจอสัจธรรม วันหนึ่งผมไปปล่อยปลาในแม่น้ำครับ ซื้อปลามาเยอะมากๆ ปลาที่ถูกปล่อย บางตัวลงน้ำปุ๊ปว่ายน้ำไปเลย บางตัวอีกสักสองสามนาทีกว่าจะว่ายได้ บางตัวประมาณ 5 นาที ถึงจะว่ายน้ำได้ แต่บางตัวเป็น 10 นาทีเหมือนกัน เหมือนมึนน้ำ ได้แง่คิดเลยว่า เราก็เหมือนปลาเมาน้ำ ถ้าเราตั้งหลักได้ สักพักมันก็จะว่ายน้ำได้ คิดแบบนั้น คลายเครียดไปเยอะครับ

S__32129058.jpg

อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

ปัจจัยที่ทำให้สำเร็จในท้ายที่สุดคือ การที่เราไม่ยอมแพ้ ล้มแล้วลุก ลุกแล้วเดิน เดินแล้วทำ ทำแล้วชนะครับ

ปีแรกที่ผมไปเขียนเปเปอร์ที่ญี่ปุ่น ผมซื้อไทด์ของมหาวิทยาลัยมาเส้นหนึ่งครับ ผมบอกกับตัวเองว่า ผมจะใส่ไทด์เส้นนั้นในวันรับปริญญา โดยที่จะไม่เอามาใส่ตราบใดที่ยังเรียนไม่จบ ผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย แม้กระทั่งภรรยา

ผมได้บอกอาจารย์ที่ปรึกษาของผมในวันก่อนสอบ defend ครั้งสุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษารองจึงบอกว่า พรุ่งนี้ให้ใส่มาสอบ ผมรอการใส่ไทด์เส้นนี้มา 9 ปีครับ สุดท้ายผมก็ได้ใช้มันจริงๆ อาจารย์ที่ปรึกษาของผมที่ป่วย มองผมด้วยสายตาขอบคุณที่ทำให้แกหมดห่วงว่า ในท้ายที่สุด ผมก็สามารถเรียนจบได้

ส่วนปัจจัยที่ผมเรียนสำเร็จนั้น ผมมองไปที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ครับ ผมรับทุนกาญจนาภิเษก เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ผมรับทุนในหลวงมา ผมเป็นข้าราชการของพระองค์ท่าน ผมต้องทำอะไรสักอย่างถวายพระองค์ท่าน พระองค์ท่านต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถมาพัฒนาวงการเกษตรไทย ผมไม่เคยคิดว่าเรียนจบแล้วจะหนีทุนเลย ผมอยากเรียนให้จบ เพื่อใช้ความรู้ที่เรียนมาเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เพื่อให้เกิดประโยชน่ต่อเกษตรกรไทย ผมต้องพยายามพัฒนาตัวเอง ต้องสู้ เพื่อให้สำเร็จให้ได้ อันนี้เป็นแรงผลักดันอย่างเต็มที่ ให้ผมสำเร็จการศึกษาเลยครับ

20180326_212254.jpg

คิดว่าการเรียนปริญญาเอก ยากตรงไหน

สิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนปริญญาเอกก็คือ การชนะใจตัวเอง ถ้าชนะใจตัวเองได้แล้ว ไม่มีอะไรยากกว่านี้อีกแล้วครับ  การชนะใจ ก็เช่น ท้อหรือสู้  นอนหรือตื่น ค้นคว้า แบบนี้แหละครับ ความยากของปริญญาเอก

ได้ใช้ทักษะที่ได้จากการเรียนปริญญาเอกมาใช้กับงานปัจจุบันอย่างไร

ได้ใช้แนวทางในการคิดที่เป็นระบบในการเรียนปริญญาเอกมาใช้ได้เยอะทีเดียวเลยครับ การคิดที่เป็นระบบ ทำอะไรก็ง่ายขึ้นเยอะครับ นับว่า ประสบการณ์ 9 ปีสำหรับการเรียนปริญญาเอกไม่เสียเปล่าครับ

มีข้อคิดอะไรที่อยากฝากกับผู้ที่เรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

ข้อคิดง่ายๆ ครับ อะไรที่ผ่านมาในชีวิต สิ่งนั้นดีเสมอ 9ปีที่ผมเรียนปริญญาเอก ในเวลาที่มีเรื่องราวแย่ๆ เกิดขึ้น ในเวลานั้น อะไรมันก็แย่ แต่พอจบเอกแล้ว มองย้อนกลับไป ในความแย่ๆ นั้นก็ยังมีความดีนะ ขอให้คิดไว้นะครับ อะไรที่ผ่านมาในชีวิต สิ่งนั้นดีเสมอ แล้วจะประสบความสำเร็จครับ

1521778644909.jpg
————————-

ดร. ยุทธนา เครือหาญชาญพงค์

รางวัลผลงานวิจัยที่ได้รับระหว่างการเรียนปริญญาเอก 9 ปี

  1. รางวัลผลงานวิจัยดีเด่น ประจำปี 2549 ขลุบหมุนติดพ่วงท้ายรถไถเดินตาม งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น จาก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  2. รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลชมเชย ประจำปี 2551 ผลงาน ขลุบหมุนติดพ่วงท้ายรถไถเดินตาม จาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
  3. รางวัลรองขนะเลิศอันดับ 1 ด้านสังคม รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2551 จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลงาน ขลุบหมุนติดพ่วงท้ายรถไถเดินตาม
  4. รางวัลผลงานเด่น เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 36 ปี กรมวิชาการเกษตร 2552 จาก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลงาน ขลุบหมุนติดพ่วงท้ายรถไถเดินตาม
  5. เครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันระบบสปริง ได้รับรางวัลผลงานวิจัย ระดับ ชมเชย สาขาวิศวกรรมเกษตร ในการประชุมวิชาการการอารักขาพืชแห่งชาติ ครั้งที่ 9 ปี 2552
  6. เครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมัน  ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2555 รางวัลประกาศเกียรติคุณ จาก สภาวิจัยแห่งชาติ
  7. เครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันแบบสปริง ได้รับรางวัลผลงานวิจัยที่กลุ่มเป้าหมายนำไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาการเกษตร ประจำปี 2556 จาก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  8. ผู้มีผลงานวิจัยดีเด่น ของสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม ประจำปี 2555 ประเภท งานวิจัยประดิษฐ์คิดค้น จาก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  9. รางวัลผลงานวิจัยดีเด่น อันดับ 2 สาขาวิชาวิทยาการวัชพืช ประจำปี 2556 จาก คณะกรรมการจัดการประชุมวิชาการอารักชาพืชแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  10. รางวัลชมเชย ด้านเศรษฐกิจ ในการประกวดผลงานรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2556 จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  11. รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้นประจำปี 2557 รางวัลระดับดี จาก สภาวิจัยแห่งชาติ  ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  12. รางวัลประกาศเกียรติคุณ สิ่งประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2557 ระดับดี จาก สภาวิจัยแห่งชาติ มอบโดย กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  13. รางวัลผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2557 ผลงาน ไถระเบิดดินดานสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  14. รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2559 ระดับดี จาก สภาวิจัยแห่งชาติ ผลงาน ไถระเบิดดินดานสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  15. ได้รับคัดเลือกให้เป็นผลงานที่กลุ่มเป้าหมายนำไปใช้ประโยชน์จาก กรมวิชาการเกษตร ในปี 2559 ผลงาน จอบหมุนกำจัดวัชพืชและสับกลบใบอ้อยสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง
  16. ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2560

ดร.วรเดช มโนสร้อย ::: Doctor of Engineering สาขา Aerospace Engineering จาก University of Stuttgart ประเทศเยอรมัน ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

Woradej_1.jpg

ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ 

สวัสดีครับ ผม อาจารย์ ดร.วรเดช มโนสร้อย จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิตสาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศยานจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอก Doctor of Engineering สาขา Aerospace Engineering จาก University of Stuttgart ประเทศเยอรมัน ปัจจุบันทำงานเป็นอาจารย์อยู่ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

เริ่มจากตอนช่วงสมัยเรียนปริญญาตรีผมมีความรู้สึกว่าอยากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชอบสอนหนังสืออีกทั้งได้แรงบันดาลใจจากคุณพ่อคุณแม่ซึ่งพวกท่านเคยเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมาก่อน แต่ปัจจุบันท่านเกษียณแล้วครับ ได้ซึมซับเห็นการทำงานของพวกท่านตั้งแต่เด็ก ๆ  ผมเลยตั้งเป้าหมายตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรีเลยว่าเรียนให้สูงถึงปริญญาเอกเพื่อเป็นอาจารย์ให้ได้ครับ

Woradej_3.jpg

ทำ Thesis เกี่ยวกับอะไร

อย่างที่ทราบกันดีว่าการเรียนปริญญาเอกนั้นเป็นการเรียนที่เจาะลึกเฉพาะทางมาก ๆ ครับ ถ้าจะให้อธิบายง่าย ๆ คือผมทำเรื่องการระเหยของหยดเชื้อเพลิงเล็ก ๆ หยดเดียวในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์เครื่องบิน จะเห็นได้ว่าจุดเล็กๆ ในเครื่องบินสามารถใช้เป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกได้ และนำไปวิจัยต่อยอดได้อีกมากครับ

แต่จุดเล็ก ๆ แค่นี้ผมใช้เวลารวมทั้งหมดจนถึงวันสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ (Defense)  7 ปีเต็ม ๆ ครับ ฟังไม่ผิดหรอกครับ 7 ปีเฉพาะปริญญาเอก ไม่ใช่โทควบเอกนะครับ ซึ่งถือว่าใช้เวลาเรียนนานมากๆ เป็นเรื่องปกติของนักศึกษาปริญญาเอกที่เยอรมันโดยเฉพาะทางด้านวิศวะทั้งคนต่างชาติหรือแม้แต่คนเยอรมันส่วนมากใช้เวลาเรียนนานครับ

หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมนักศึกษาที่นั่นใช้เวลานาน สาเหตุหลัก ๆ เลยมาจากลักษณะการเรียนปริญญาเอกของเยอรมันครับ อาจารย์ที่ปรึกษาจะให้อิสระเราในการวิจัยมาก ไม่จำจี้จ้ำไช ต้องรับผิดชอบตัวเอง

สาเหตุอีกอย่างนึงคือ สมัยก่อนนั้นที่เยอรมันไม่จำกัดเวลาเรียนปริญญาเอกครับ บางคนจบปริญญาเอกใช้เวลาเกิน 10 ปีก็มีให้เห็นเป็นเรื่องปกติ รุ่นผมดีขึ้นมาหน่อยที่จำกัดเวลาที่ 8 ปี การให้เวลาเรียนนานมีข้อเสียคือทำให้นักศึกษาบางส่วนไม่กระตือรือร้นที่จะรีบจบ คนที่ล้มเลิกกลางคันก็มีเยอะมาก ๆ ครับ

Woradej_5.jpg

ระหว่างเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างที่ได้บอกไปว่าผมใช้เวลาเรียนนานมาก ช่วงปีที่ 1-2 ลองผิดลองถูกยังพอไหวเพราะเพิ่งเริ่มต้น ปีที่ 3-4 ไฟเริ่มมอดเริ่มท้อบ้างแล้วครับ ช่วงหลังปีที่ 5-6 นี่เครียดสุด ๆ ครับ เพราะเพื่อน ๆ คนรอบข้างเรียนปริญญาเอกทั้งที่ไทยและที่ประเทศอื่น ๆ บางคนนั้นเริ่มเรียนทีหลังผมด้วยซ้ำก็ทยอยจบกันแล้ว

พร้อมทั้งเจอกับคำถามจากคนรอบข้างว่าเมื่อไหร่จะจบซักที ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไง ก็ได้แต่บอกไปว่า ใกล้แล้ว กำลังเร่งอยู่ พอเจอเพื่อนกลุ่มเดิมอีกปีให้หลังผมก็เจอคำถามเดิมจากเพื่อน ๆ  ผมก็ตอบไปแบบเดิมจนผมมารู้ทีหลังว่า เพื่อนทั้งรำคาญทั้งหมั่นไส้ผมว่าจะเอายังไงเนี่ย เจอทีไรก็พูดแต่ว่าใกล้จะจบแล้ว แต่ยังไม่จบซักที ผมก็ไม่ถือสาโกรธพวกเขานะครับ เพราะผมรู้ดีครับว่าเพื่อนกลุ่มนั้นเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่

Woradej_2.jpg

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ปัญหาที่หนักที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการวางแผนบริหารจัดการเวลาในการเรียนครับ ที่ผมใช้เวลาเรียนนานผมไม่โทษใครทั้งนั้น ผมโทษตัวเองนี่แหละครับ สาเหตุที่ผมเรียนนานหลัก ๆ เลยมาจากการวางแผนบริหารจัดการเวลาที่ผิดพลาดและต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับลักษณะการทำงานของคนเยอรมันซึ่งแตกต่างจากคนไทย ทำให้เสียเวลาไปมาก

การเรียนปริญญาเอกนั้นเราต้องเก่งหลายอย่างครับ ทั้งวิชาการ ทฤษฎี การวางแผนบริหารจัดการในการทดลองทำวิจัยต้องรัดกุม ที่เยอรมันจะต้องเรียนรู้ ลองผิดลองถูกเอง อาจารย์ที่ปรึกษาจะให้อิสระเรามาก ๆ และคอยดูอยู่ห่าง ๆ ถ้าเราได้ก็ได้ หลุดก็คือไปเลย

ของผมช่วงปีที่ 6 รู้สึกได้เลยว่าไม่ไหวแล้ว เบื่อไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรเลยครับ เพราะทำเท่าไหร่ก็ไม่เห็นแสงที่ปลายทางซักที ผมคิดอยากจะล้มเลิกบ่อยมาก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อยากจะไปบอกสิ่งที่ตัวเองได้ทำผิดพลาดในช่วงปีแรก ๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาและความรู้สึกมากครับ

Woradej_6.jpg

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของด่านปริญญาเอกมาได้อย่างไร?

ช่วงที่ผมท้อจนถึงขั้นอยากเลิกเรียนผมพยายามนึกถึงคนในครอบครัวคนรอบข้างที่ตั้งความหวังไว้กับผม กำลังใจจากคนรอบข้างรวมทั้งคำสบประมาทคำดูถูกทั้งหลายมาเป็นแรงฮึดสู้ และพยายามนึกถึงความสำเร็จที่ปลายทางไว้เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เดินต่อไปจนถึงเป้าหมายครับ

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

หลัก ๆ มาจากใจที่สู้จนถึงที่สุดครับ ผมคิดตลอดว่า ถ้าอาจารย์ไม่ไล่ผมออก ก็จะขอสู้ขอทำจนถึงที่สุด บางครั้งผมยอมรับว่า อาจจะมีท้อเครียดเบื่อ แต่สุดท้ายผมก็ลุกขึ้นสู้ครับ

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้าง

การเรียนปริญญาเอกเป็นการฝึกเราให้เป็นนักวิจัยครับ ซึ่งงานอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะมี 2 ส่วนหลัก ๆ คืองานสอนกับงานวิจัย ปัจจุบันผมได้ใช้ทักษะการทำวิจัยจากการเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างมากเลยครับ

Woradej_4.jpg

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอก

สำหรับคนที่คิดกำลังจะเรียนปริญญาเอกผมขอให้คิดตัดสินใจให้ดี ๆ หาข้อมูลให้รอบด้าน ทั้งลักษณะการเรียนปริญญาเอกและลักษณะการเรียนของประเทศที่เราจะไปเรียนว่าเป็นอย่างไร อีกทั้งตรวจสอบความมุ่งมั่นในใจเราให้ชัดเจนก่อน

สำหรับคนที่เรียนอยู่ผมขอเป็นกำลังใจให้นะครับ ปริญญาเอกไม่ใช่สิ่งที่ง่าย การจะเรียนให้สำเร็จต้องใช้ทักษะหลายอย่าง ทั้งวิชาการ ทฤษฎี การวางแผนบริหารจัดการเวลา ที่สำคัญที่สุด คือใจครับ

ถ้าเป็นคนเก่ง แต่ใจไม่สู้ ก็ไม่มีทางสำเร็จครับ ขอให้ทุกท่านนึกถึงความสำเร็จที่จุดหมายปลายทางนั้น ที่จะทำให้มีแรงฮึดสู้ และเดินไป จนถึงได้ในที่สุดครับ

——-

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์จากดร.วรเดช ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ดียิ่งให้ใครอีกหลายคนที่สนใจหรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการเรียนปริญญาเอก

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกันค่ะ