PhD Life Lessons :: บทเรียนชีวิตที่ได้จากการเรียนปริญญาเอก :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: ดร.พิพัฒน์ ผิวงาม

สวัสดีครับ ผม ดร.พิพัฒน์ ผิวงาม (พัฒน์) ดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชา จุลชีววิทยาการแพทย์ (นานาชาติ) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลครับ ปัจจุบันทำงานในตำแหน่ง นักวิจัยหลังปริญญาเอก (Postdoctoral fellow) ณ สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ

ขอบคุณแอดมินเพจ Just a PhD ที่ให้โอกาสร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกในคอลัมน์ “PhD Life Lessons” ก็ขอแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอื่น หรือผู้ที่กำลังคิดเรียนต่ออยู่ครับ

Lesson 1: Be yourself and follow your dream

ก่อนอื่นเลย เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนเลยนะครับ ว่าเราเรียนต่อปริญญาเอกไปทำไม? หลายคนเรียนตามเพื่อน หรืออีกหลายๆ คนคิดว่า การเป็น ดร. จะทำให้หางานได้ง่ายและได้งานที่มั่นคง แต่สมัยนี้ ดร. ตกงานก็มีเยอะแยะไปนะครับ 5555 บางบริษัท หรือบางหน่วยงาน ไม่จำเป็นต้องรับ PhD เลย รับเด็กจบ ปริญญาตรี หรือโทก็ได้

ส่วนตัวผมเนี่ยมีความฝันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากเป็นครู อยากเป็นอาจารย์ สมัยเด็กๆ จะให้คุณพ่อทำกระดานให้ เราก็เอาชอล์คที่โรงเรียนมา แล้วก็เรียกน้องมาสอน 555 ผมเลยทำตามความฝัน ตั้งใจเรียนต่อสามระดับรวดเดียวจบ ตรี-โท-เอก

ผมว่าทุกๆ คนสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอกได้นะ แต่คุณจะมีความสุขไหม หากคุณไม่ได้เรียนต่อเพราะความอยากเรียนต่อ หรือไม่ได้รักสิ่งนั้นจริงๆ Passion เป็นเรื่องที่สำคัญมากนะครับ รู้จักตัวเอง รู้จัก passion ของตัวเอง แล้วคุณจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ถึงแม้ว่าบางครั้งมันจะล้มเหลวบ้าง ฝรั่งมักชอบพูดว่า “When you love what you do, failure is not an option.” ซึ่งผมว่ามันจริงมากครับ

Lesson 2: No pain, no gain

เหมือนอย่างที่ทุกๆ คนเข้าใจนั่นแหละครับ การเรียนปริญญาเอกไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลย จริงๆผมว่ามันก็ทุกระดับการศึกษาแหละนะ มันก็ยากพอๆกันหมด แต่ผมอาจจะโชคดีนะ ที่ไม่ค่อยเจอปัญหาอะไรเท่าไหร่ ยกเว้นตอนก่อนจบปริญญาเอกเท่านั้นเอง 555 การเรียนปริญญาเอก ก็เหมือนกับการพาตัวเองไปติดถ้ำอะครับ คล้ายกับน้องๆ หมูป่า 555 ภายนอกอาจมองว่าสวยงาม น่าค้นหา เลยพาตัวเองเข้าไป แต่หารู้ไม่ ข้างในถ้ำ อาจมีอันตรายต่างๆ อยู่เพียบ

ผมไม่ได้หมายความว่าการเรียนต่อปริญญาเอกมันน่ากลัวนะ 5555 แต่ผมเชื่อว่า ร้อยละ 99 ต้องเจอปัญหาครับ ผมมองว่า 99% นั้นเป็นคนโชคดีนะครับ เพราะหากเราราบเรียบตลอด ไม่เจอปัญหาอะไรเลย บางทีเราอาจจะไม่โต หรือโตช้านะครับ พอถึงเวลาออกไปทำงาน ไปเจอสังคมใหม่ แล้วเจอปัญหา บางทีเราอาจจะตั้งตัวไม่ทัน หรือแก้ปัญหาไม่เป็นก็ได้

อีกอย่างคือ พอเราประสบปัญหา มันทำให้เราได้เรียนรู้คนนะ เราจะได้เห็น และรู้จักตัวตนของคนรอบข้างมากขึ้นครับ บางคนก็คอยยื่นมือช่วยเหลือเรา หรือบางคนคอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ ซึ่งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ มันทำให้เราโตแทบทั้งสิ้นครับ You cannot gain without pain!

Lesson 3: Success is a journey, not a destination.

หลายๆ คนอาจมองว่า การประสบความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอก คือการเรียนจบ ได้รับใบปริญญา แต่ผมกลับมองว่า สิ่งนั้นคือผลพลอยได้นะ สิ่งสำคัญคือ ระหว่างทางต่างหาก ว่าเราได้อะไร และหลังจากนี้ เราจะเอาสิ่งนั้นไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

งานวิจัยที่ผมทำตอนปริญญาเอกคือเรื่อง การสำรวจหาภาวะพาหะของแบคทีเรียดื้อยาหลายขนานในประชากรสุขภาพดีของประเทศไทย งานนี้ทำให้ผมได้เดินทางครบทั่วทุกภาคของประเทศไทยเลย เพราะเราต้องเก็บตัวอย่างจากอาสาสมัครในแต่ละภาค เราได้เรียนรู้วิถีชีวิตจากชาวบ้านในแต่ละภูมิภาค ได้เห็นถึงน้ำใจ รอยยิ้มของชาวบ้าน ซึ่งผมเชื่อว่า เราไม่มีทางได้เจอแน่ หากเราอยู่แต่ในห้องทดลอง อีกทั้งผมได้รับทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ทำให้ผมได้มีโอกาสได้มาทำวิจัยที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เหมือนทำให้เราได้เรียนหนังสือขึ้น chapter ใหม่เลยนะ สมัยมาใหม่ๆ ชีวิตเจอครบทุกรสชาติ สุข เศร้า เหงา depress มาหมด 5555 แต่มันก็ทำให้เราแกร่งครับ ซึ่งผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้คือหนึ่งในความสำเร็จของการเรียนปริญญาเอกนะครับ

Journey to PhD ไม่ได้เป็นทางตรงเสมอไปครับ อาจจะมีลดเลี้ยวเคี้ยวคดบ้าง เราไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเดินตามทางอย่างเดียว แวะข้างทาง ชมนก ชมไม้บางก็ได้ครับ ข้างทางมันมีสิ่งสวยงามเสมอ คนแต่ละคนอาจเจอข้างทางต่างกัน ผมเจออีกอย่าง คุณเจออีกอย่าง แต่ใจความสำคัญคือ เราได้เรียนรู้ หรือพยายามเรียนรู้สิ่งที่ได้จากข้างทาง แล้วนำมาปรับใช้กับปัจจุบัน และอนาคตอย่างไรต่างหาก อย่าลืมแวะสักหน่อยครับ แล้วเราจะได้ไม่เสียใจภายหลังว่า รู้แบบนี้ แวะข้างทางสักหน่อยก็ดี

บทเรียน 3 ข้อข้างต้นนี้ เป็นประสบการณ์บางส่วนตลอดระยะเวลา 4 ปี ของการเรียนปริญญาเอกของผม หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ อย่าลืมถามตัวเองนะครับ ว่าเราเรียนต่อไปทำไม? หากตอบได้แล้ว และมี passion ที่แรงกล้า และแน่วแน่ ก็รีบทำตามความฝันเลยครับ

สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆคนที่กำลังประสบปัญหาอยู่ ด้วย Quote ที่ผมเคยอ่านเจอ และชอบมากครับ

 “Sometimes, you do not see the light at the end of the tunnel, but you still keep looking for it because you know it is there.”

Credit Text: ดร.พิพัฒน์ ผิวงาม

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปัน “PhD Life Lessons บทเรียนชีวิตที่ได้จากการเรียนปริญญาเอก” 

มาร่วมแบ่งปัน ช่วยกันสร้างชุมชนดีดี

PhD Life Lessons :: บทเรียนชีวิต 3 ข้อที่ได้จากการเรียนปริญญาเอก :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: ดร.กุลชัย กุลตวนิช

สวัสดีครับ ผม ดร.กุลชัย กุลตวนิช (บิ๊ก) ดุษฎีบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ ขอขอบคุณแอดมินที่ให้โอกาสมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในคอลัมน์ใหม่ “Life Lessons” จากการเรียนปริญญาเอก สิ่งที่อยากจะแบ่งปันต่อไปนี้เป็นบทเรียนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างการเรียนปริญญาเอก ดังนั้นอาจจะไม่ได้เล่าถึงประเด็นที่เกี่ยวกับเทคนิคการเรียนมากนักนะครับ

big6_n.jpg

Lesson 1: (W)ork and Life Balance

เนื่องจากผมเป็นคนที่ตัดสินใจเรียนปริญญาเอกในประเทศและใช้ทุนส่วนตัวในการจ่ายค่าเล่าเรียน ดังนั้น ผมเชื่อว่ามีเพื่อน ๆ หลายคนในนี้น่าจะเคยพบเจอกับภาวะเดียวกันกับผม คือ “นอนน้อย” เนื่องจากต้องทำงานและเรียนไปด้วย เหตุการณ์นี้เองที่ทำให้ชีวิตของผมเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน… ผมเองเป็นคนที่เชื่อมาตลอดว่า “งานหนักไม่ทำให้ใครตาย” ด้วยประโยคนี้ทำให้ผมเอาแต่ทำงานจนดึกดื่น พอเพิ่มโปรแกรมการเรียนซึ่งก็เลือกเรียนในเวลาราชการแบบปกติ ทำให้ตารางมันชนกันจนวุ่นวาย กว่าจะจัดสรรเวลาทุกสิ่งอย่างให้ลงตัวได้ก็ใช้เวลาปรับตัวนานหลายเดือน 

การที่เราจะทำสิ่งต่าง ๆ ให้ได้มากขึ้น โดยยังคงมีเวลา 24 ชม. ในหนึ่งวันเท่าเดิม ก็คือการยอมสละเวลาพักผ่อนตัวเองลง นั่นหมายความว่าหลังจากที่ผมเริ่มเรียน เวลานอนและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตของผมก็ลดลงจากเดิมที่นอนวันละ 6-8 ชม. ออกกำลังกายด้วยการเล่นแบดมินตันวันเว้นวัน เป็นนอนวันละ 3-4 ชม. ไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย และถ้าหนักหน่อยบางวันก็ไม่ได้นอน เพราะต้องตรวจงานนักศึกษาที่สอนอยู่และตัวเองก็ต้องทำการบ้านส่งอาจารย์ให้ทันกำหนดเช่นเดียวกัน (ดูตลกดีนะครับเราตามทวงงานเด็กและก็ตัวเราเองก็ถูกทวงงานด้วย 555) 

ผลจากการใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้สุขภาพของผมแย่ลงมากครับ อย่างแรกที่เห็นได้ชัดเลยคือ พอไม่ออกกำลังกายก็เกิดภาวะ “อ้วน” จากเดิมที่เป็นคนผอมมากน้ำหนัก 52 กก. ภายใน 1 เทอมน้ำหนักทะลุไปเป็น 62 กก. กลายเป็นคนเหนื่อยง่าย และบางครั้งก็รู้สึกร้อนวูบ ๆ ภายใน ปวดหัว นอนตื่นมาแล้วเพลีย แถมกลายเป็นคนนอนกรนอีกต่างหาก พออดหลับอดนอนมากเกินไป ร่างกายก็เลยทำการประท้วงครับ ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลกระทันหันด้วยอาการตับอักเสบเพราะพักผ่อนน้อยเกินไป 

หลังจากเหตุการณ์นี้ทำให้ผมเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพมากยิ่งขึ้น จึงตัดสินใจเลิกสอนหนังสือซึ่งเป็นงานหลัก โดยคงไว้แค่การรับงานพิเศษ เช่น ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ ทำสื่อต่าง ๆ เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนมากขึ้น ใส่ใจกับอาหารการกินมากขึ้น พักผ่อนให้มากขึ้น และพยายามหาเวลามาออกกำลังกาย สารภาพว่าอาจจะยังจัดการตัวเองได้ไม่ดีนักแต่ก็ทำให้รอดชีวิตในการเรียนที่เหลือมาได้โดยไม่ป่วยหนักอีกครับ

สำหรับบทเรียนนี้สอนให้ผมรู้ว่า การจะเป็น PhD นั้นมันมีอะไรมากกว่าการเรียนอย่างหนักหน่วงเพียงอย่างเดียว ถ้าเราเรียนมากไปโดยไม่ใส่ใจกับสุขภาพ เราจะกลายเป็น “PHD: Permanent Health Damage” แทนครับ อิอิ

Big2_n.jpg

Lesson 2: (I)nterpersonal Skill

ผมเชื่อว่าส่วนมากคนที่มาเรียนต่อจนถึงในระดับปริญญาเอกมักจะเป็น Independent Learners ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และอยากจะบรรลุเป้าหมายในการศึกษาขั้นสูงสุด ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในคนที่มีความคิดแบบนี้ครับ ว่าการเรียนระดับสูงขนาดนี้เป็นการพึ่งพาและพัฒนาตนเองให้มากๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาอันมีค่าไปกับเรื่องไร้สาระของคนอื่น แต่ที่จริงแล้วมันเป็นความคิดที่ผิดมาก ๆ เลยครับการรู้จักเข้าหาคนอื่นทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน การเรียนในระดับปริญญาเอกทำให้ผมรู้จักการเข้าสังคมมากยิ่งขึ้น ไม่ได้หมายความว่า ผมเป็นคนมีปัญหาด้านมิตรสัมพันธ์นะครับ แต่ผมมักจะเป็นคนที่ชอบทำอะไรด้วยตัวเองคนเดียว เพราะเชื่อเสมอว่าเราทำได้ แต่การเรียนในระดับนี้มันมีอะไรมากกว่าท่องจำ และการที่ผมใช้เวลากับตัวเองมากเกินไป ทำให้ยึดติดกับมุมมองเดิม ๆ พอถึงจุดนึงมันจะเริ่มตันครับ และเกิดอาการไปต่อไม่ถูก จนต้องบากหน้าไปหาอาจารย์เป็นครั้งแรก สารภาพเลยว่า ปกติผมมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่ชอบถามอาจารย์ เพราะกลัวถูกมองว่าโง่ แต่มันเป็นอัตตาที่ผิดมาก ๆ ครับ

“การถามไม่ใช่ถามเพราะเราโง่ แต่เพราะเรามองแล้วไม่เข้าใจ ก็ต้องหาคนที่มีความรู้ที่เราขาดมาช่วยมอง ในบางครั้งคนที่ให้คำตอบในบางเรื่องก็อาจจะกลายเป็นผู้ถามในบางเรื่องเช่นเดียวกัน” นี่คือบทเรียนที่ผมเรียนรู้มาครับ การเรียนก็เหมือนต่อจิ๊กซอว์ไปเรื่อย ๆ แต่ละคนก็มีจิ๊กซอว์ไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเอามาต่อกันก็จะได้ภาพที่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ การเข้าหาคนอื่นก็เหมือนการสะสมแลกเปลี่ยนจิ๊กซอว์เหล่านี้

การแลกเปลี่ยนนอกจากจะให้สัมพันธภาพระหว่างเราและคนรอบข้างดีขึ้น ยังทำให้เราได้มีโอกาสฝึกตัวเองช่วยแก้ปัญหา หรือช่วยทำงานบางอย่างให้ผู้อื่น ที่ล้วนแต่ได้ประสบการณ์ทั้งนั้น ซึ่งเราจะกลายเป็นที่ยอมรับขึ้นเรื่อย ๆ จากพี่น้องและอาจารย์ครับ และเชื่อไหมว่าสัมพันธ์ภาพเหล่านี้ยังส่งผลยาวมาถึงชีวิตทำงานหลังปริญญาเอกด้วยซ้ำ การเรียนถ้าได้ใบปริญญามาก็ถือว่าได้ทุนคืนครับ แต่สิ่งอื่น ๆ ที่แต่ละคนมีไม่เท่ากันก็คือ “กำไร” ในรูปของมิตรภาพและการฝึกประสบการณ์ที่หาได้ระหว่างเรียน สิ่งนี้ก็เป็นบทเรียนชีวิตและทำให้ผมเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิตไปมากทีเดียว

big4_n.jpg

Lesson 3: (N)ever Give up!

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการเรียนก็คือความกลัวที่พร่ำเพรื่อ ซึ่งมันไม่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ อะไรในชีวิตเลย ผมเคยกลัวที่จะลงมือทำ ระแวงนู่นนี่ กลัวว่ามันจะไม่ดีบ้าง กลัวว่ากรรมการสอบจะไม่โอเคบ้าง และทุกครั้งที่กลัว เราจะท้อแท้และหยุดทำ ผมเรียกจุดนั้นว่า “ห้วงเวลาที่สูญเปล่า” ไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะเรามัวเอาเวลาไปคิดมาก บ่น โวยวาย แล้วก็ไม่ได้ลงมือทำสักที ความกลัวมักเกิดจากการที่เราคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคตแล้วไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนที่คิดลบมักจะประเมินเหตุการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ไว้ก่อน พอคิดแบบนี้ความกลัวก็จะเกิดขึ้น บางคนอาจกลายเป็นโรคกลัวการเข้าหาอาจารย์ หรือมองอาจารย์เป็นศัตรูไปเลยก็มี ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบคิดมาก จึงทำ ๆ หยุด ๆ งานตัวเองอยู่หลายครั้ง ซึ่งตรงนี้แหล่ะที่ทำให้ผมเรียนรู้ในภายหลังว่าการคิดมากและโวยวายไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากทำให้เราสูญเวลา และจบช้าลงไปเรื่อย ๆ การหยุดไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่มันเป็นเพียงการผ่อนเวลาที่จะเผชิญความจริงเท่านั้น การกลัวโดยไม่ลงมือทำอะไร ก็เหมือนกับการผ่อนดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ ไม่ถึงเงินต้นสักที

“วิทยานิพนธ์สำเร็จได้ด้วยการลงมือทำ” สิ่งนี้เป็นสัจจะธรรมที่อาจารย์สอนผม มันไม่เพียงแค่วิทยานิพนธ์เท่านั้น แต่มันเป็นบทเรียนที่สอนให้เราไม่ว่าจะเจองานหรือปัญหาใด ๆ จงอย่าหยุดที่จะทำ เพราะการลงมือทำและหันหน้าเข้าหาปัญหา เป็นวิธีเดียวที่สามารถผ่อนดอกเบี้ยไปพร้อม ๆ กับเงินต้นได้ การผ่านวิทยานิพนธ์มันเหมือนการผ่านบททดสอบแห่งจิตใจบางอย่างที่เมื่อเราผ่านไปแล้วจะมีความทนทานและแข็งแกร่งต่อปัญหาต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ทุกอย่างเสร็จและสำเร็จได้ครับ ขอแค่อย่าหนีปัญหา ให้เผชิญหน้ากับมันแล้วจะพบว่าทางออกที่จริงมีมากกว่า 1 เสมอครับ ขอแค่ไม่ยอมแพ้

Big1_n

นี่เป็นบทเรียนชีวิต 3 ประการที่ผมคิดว่ามีคุณค่าและได้รับจากการเรียนปริญญาเอกครับ
ที่จริงมันมีเรื่องที่ผมอยากเล่ามากกว่านี้ แต่ผมคิดว่า 3 ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตของผมที่ได้รับมาระหว่างเรียนครับ 

การมีใจที่เข้มแข็ง เปิดใจรับความรู้จากผู้อื่นอยู่เสมอ และที่สำคัญคือรู้จักดูแลตัวเอง จะทำให้คุณ WIN ในเกมของตัวเองครับ เป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ และสมาชิกทุกคนครับ และผมเชื่อว่าทุกท่านก็มีบทเรียนชีวิตอันมีค่ามากเช่นเดียวกัน มาช่วยกันแบ่งปันสิ่งดี ๆ เหล่านี้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจกันนะครับ

—————-
Credit Text: ดร.กุลชัย กุลตวนิช

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปัน “PhD Life Lessons บทเรียนชีวิตที่ได้จากการเรียนปริญญาเอก” 

มาร่วมแบ่งปัน ช่วยกันสร้างชุมชนดีดี