‪ปริญญาเอก กับ การวิ่งมาราธอน

ไปอ่านเจอมา ‪‎9ข้อที่ไม่ควรพูดหรือถามนักวิ่งมาราธอน‬
สามารถนำมาปรับใช้กับ ผู้เรียนปริญญาเอก ได้เลย
ลองแทนที่ “วิ่งมาราธอน” ด้วย “เรียนปริญญาเอก” ดูค่ะ !!
9ข้อที่ไม่ควรพูดหรือถามผู้เรียนปริญญาเอกเช่นกัน‬

1. “วิ่งมาราธอน” เบื่อไหม?
2. “วิ่งมาราธอน” เหนื่อยบ้างไหม?
3. “วิ่งมาราธอน” ไกลมากไหม ใช้เวลาเท่าไหร่?
4. ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่า อย่างเธอ จะ “วิ่งมาราธอน”ด้วย !!
5. จะเอาชนะคนนั้นได้ไหม? จะทำเวลาได้เร็วกว่าเขาไหม?
6. รู้สึกผิดไหม? ที่ต้องใช้เวลาเยอะแยะไปกับการ “วิ่งมาราธอน” จนไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว !!
7. ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงต้อง “วิ่งมาราธอน” ด้วย !!
8. สิ่งที่เธอได้ท้ายสุด แค่เหรียญ จริงๆ เหรอ?
9. “วิ่งมาราธอน” ทำไมน้ำหนักเธอไม่ลดเลยล่ะ?

ddddd

Credit: http://greatist.com/fitness/; http://www.runnersworld.com/;http://www.shape.com/lifestyle/mind-and-body/;http://halfcrazymama.com/2014/09/03/8-training-marathon/;http://running.about.com/…/10-Things-Not-To-Say-To-Marathon…

ปริญญาเอกไม่ใช่ทุกสิ่งในชีวิต…

การทุ่มพลังกับการเดินบนเส้นทางนี้อย่างเต็มที่เป็นเรื่องดี แต่อย่าเอาผลลัพธ์ที่ปลายทางมาตัดสินคุณค่าของตัวเอง…

หากว่าผลออกมาล้มเหลว มันก็ไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุด…

หรือ

หากว่าผลออกมาสำเร็จ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด…

ในชีวิตของคนคนหนึ่งนั้น ยังคงมี ความท้าทาย ความสำเร็จ และความล้มเหลว อื่นๆอีกมาก…

ปริญญาเอกเป็นหนึ่งในนั้น…แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

xx

Credit photo: http://agirlsrighttodream.tumblr.com/post/43368430302

‎ความหรูหราและรื่นรมย์ในการเรียนปริญญาเอก‬

ชีวิตที่ ช้าๆ เนิบๆ เรียบง่าย ไม่รีบร้อน มีเวลาผ่อนคลาย ปราณีต พิถีพิถัน และละเมียดละไมกับบางสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เป็น ชีวิตที่หรูหรา และ รื่นรมย์

การเรียนปริญญาเอก มีมิติแห่งความหรูหรา และ รื่นรมย์ ที่ว่านั้น

การได้นั่งอ่านหนังสือ ทำการทดลอง สัมภาษณ์พูดคุย เรียนรู้ชีวิตและมุมมองของผู้คน นั่งเขียนงาน อยู่กับตัวเอง พินิจพิจารณางานและชีวิตของตัวเอง เป็นโอกาสดีๆแห่งชีวิต

ความหรูหรา และ รื่นรมย์ ไม่ได้หมายถึง ความแพง และ ฟุ่มเฟือย

หากแต่หมายถึง การทำน้อย (หรือทำสิ่งเล็กๆ) แต่ ใส่ความรู้สึกลงไปให้มาก

เพราะสิ่งที่ผู้เรียนปริญญาเอก ได้ทำ และ ทำได้ ในแต่ละวัน อาจจะไม่มากมาย หรือ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ ที่จะเปลี่ยนโลกทั้งใบ

แต่ถ้าผู้เรียนใส่ใจ พิถีพิถัน และ ใส่ความพิเศษลงไปที่งานตรงหน้า ผู้เรียนจะพบความหมายบางอย่างแห่งชีวิต

พยายามดื่มด่ำกับความหรูหราของชีวิตการเรียนปริญญาเอกในสไตล์ของตัวเอง

เพราะชีวิตปริญญาเอก มีมิติแห่งความหรูหรา และ รื่นรมย์ นั้น

ลองค้นหา แล้วจะเจอ

มาสร้างนิสัยทำทุกวัน ทำทุกที่ ให้ หรูหรา และ รื่นรมย์

อย่ารอให้ถึงวันที่ปริมาณงานกองเต็มโต๊ะ ผนวกกับเส้นตายตรงหน้า เพราะวันนั้นคงหรูหรา รื่นรมย์ หรือ ชิลล์ไม่ไหวแล้วอ่ะ …

#‎อารมณ์ชิลล์วันศุกร์‬ #‎ชีวิตดี๊ดี‬

cff

Credit photos: from buzzfeed.com;

ก็แค่ปริญญาเอก….ไม่ใช่


ก็แค่ปริญญาเอก….ไม่ใช่

ก็แค่ มีเงินจ้างทำ

ก็แค่ จ่ายครบ…จบแน่

ก็แค่ สุกเอาเผากิน

ก็แค่ ปริญญาชุบตัว

ก็แค่ สถานะทางสังคมที่เอาไว้ข่มผู้อื่น

แต่ “ก็แค่ปริญญาเอก” เป็นเสียงสุดท้ายของผู้ที่สามารถก้าวข้ามทุกอุปสรรคและความท้าทายของเส้นทางปริญญาเอกด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา

ในวันที่เขาเดินมาถึงเส้นชัย และได้ย้อนกลับไปมองประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาดีใจที่ระหว่างทาง เขาได้ลงมือทำทุกอย่าง อย่างเต็มที่ด้วยหนึ่งสมอง สองมือ และใจถึงๆ ของตัวเอง

และเมื่อมองไปเบื้องหน้า เขาก็เห็นว่า ชีวิตไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ ยังคงมีเรื่องราวอีกมากมายให้เรียนรู้ และยังต้องหมั่นฝึกฝนและขัดเกลาตัวเองทุกวัน

“ก็แค่ปริญญาเอก” เป็น จุดเล็กๆ ที่วางอยู่บนเส้นกั้นบางๆ ระหว่าง ความภาคภูมิใจในตัวเอง และความสามารถในการปล่อยวางความสำเร็จนั้นลงอย่างเบาๆ

และจุดนั้น คือ จุดเดียวที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับการเรียนปริญญาเอก เป็นจุดที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของผู้เรียนทุกคน

…ถ้าไม่ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง คงไม่สามารถเข้าใจและซาบซึ้งกับคำๆนี้ได้

…การได้มาในแบบที่ไม่ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง เป็น การสะท้อนถึงความไม่เคารพ ไม่เชื่อ และไม่ศรัทธาในตัวเองเพียงพอ

…ปริญญาเอกที่ได้มาแบบนั้น ก็คงเป็นได้แค่ปริญญาแบบผิวๆ เผินๆ ที่ไม่มีคุณค่า และ ไม่ยั่งยืน

…มองไปให้สุดทาง คนเหล่านั้น กลับน่าสงสารที่ต้องแบกไว้ซึ่ง ความสำเร็จปลอมๆ ด้วยใจกลวงๆ ที่ไร้ซึ่งความภาคภูมิใจในตัวเองไปตลอดชีวิต

เราขอเป็นกำลังใจให้ผู้กล้าและผู้ที่มีศรัทธาในตัวเองทุกคน ที่ไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้ง ก็ยังลุกขึ้นมาสู้ต่อ

จงพยายามอย่างเต็มที่เถิด และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เข้าไปแตะและรับเอาประสบการณ์และองค์ความรู้ของปริญญาเอกอย่างแท้จริง

จงเล่นจริงเจ็บจริง ‪‎แบบไม่มีสแตนอิน

เพราะเมื่อถึงวันที่คุณสามารถกล่าวคำว่า “ก็แค่ปริญญาเอก” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

…ขอบอกว่ามัน “ฟิน” สุดๆ ค่ะ

IMG_8769


บทเรียนจากลูกเทนนิส

tennis01เทนนิสอาจเป็นกีฬาโปรดของใครหลายคน สำหรับผู้เขียนก็เช่นกัน….

หลายครั้งที่ครูผู้สอนฝึกให้น็อกลูกเทนนิสกับบอร์ด การน็อกลูกเทนนิสกับบอร์ด เป็นการฝึกที่จะอยู่กับตัวเอง โต้ตอบกับตัวเอง เรียนรู้เรื่องจังหวะ พลังงาน การควบคุมลูกบอล สมาธิ และการเคลื่อนไหว ของตัวเอง

การเรียนปริญญาเอก ก็เหมือน การน็อกลูกเทนนิสกับบอร์ด

การเรียนปริญญาเอก ไม่ใช่การวิ่งที่พุ่งเป้ามุ่งสู่เส้นชัยเท่านั้น

แต่การเรียนปริญญาเอก คือ การเรียนรู้ที่จะเด้งกระดอนกลับ (ยืดหยุ่น ปรับตัว ฟื้นคืนสภาพได้เร็ว) ในทุกๆการพุ่งไปข้างหน้า

ผู้เรียนปริญญาเอก ต้องทำตัวเสมือนลูกเทนนิสที่ถูกน็อกเข้ากับบอร์ด

ไม่ว่าจะถูกตี ถูกอัด (จนน่วม) สักกี่ครั้ง ลูกเทนนิสก็ยังกลับสู่สภาพเดิม

ไม่ว่าจะต้องเด้งกระดอนกลับสักกี่ครั้ง ลูกเทนนิสก็ยังทะยานพุ่งไปข้างหน้า

ลูกเทนนิสที่คงทน เรียนรู้ที่จะเด้งกระดอนกลับ หน้าๆ หลังๆ อย่างไม่ย่อท้อ คือ ผู้ชนะ

tennis02

และเมื่อใดที่ผู้เรียนปริญญาเอก เปลี่ยนบทบาทมาเป็นคนจับไม้และตีลูกเทนนิสเข้ากับบอร์ด

คนที่สามารถตีลูกเทนนิสกับบอร์ดได้นาน สม่ำเสมอ ไม่วอกแวก ไม่หมดแรง ไม่ปล่อยมือก่อน คือ ผู้ชนะ

สำหรับการเริ่มต้นในทุกครั้ง ลูกบอลอาจมีออกข้างบ้าง เบาไปบ้าง โด่งไปบ้าง ผู้ตีวิ่งไม่ทันบ้าง และต้องตามเก็บลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่เมื่อน็อกไปนานๆ ด้วยความมุมานะ บากบั่น เมื่อพลังงาน สมาธิ จิตใจ จังหวะการเคลื่อนไหวของผู้ตีเริ่มเข้าที่ ทุกการน็อกลูกบอลเข้ากับบอร์ดจะเกิดความแม่นยำขึ้น

ถ้าผู้ตีสังเกตให้ดี จะรู้สึกถึงช่วงเวลาหนึ่งที่ตัวเรากับลูกบอลรวมเป็นหนึ่งเดียว เวลาที่ผู้ตีสามารถควบคุมลูกบอลได้อย่างง่ายๆสบายๆ ทุกจังหวะที่เงื้อมือและตีลงไปที่บอล เกิดความลื่นไหลและลงตัวไปหมด ขณะนั้น ผู้ตีจะรู้สึกสบายใจ สนุก และมีความสุข tennis03

ทุกเสียงที่ลูกบอลกระทบหน้าไม้ คือ ทุกความฟิน ของผู้ตี

ทุกเสียงที่ลูกบอลกระทบบอร์ดดังป๊อก ป๊อก คือ ทุกความปิติ ของผู้ตี

เช่นกัน เมื่อผู้เรียนปริญญาเอกค้นพบช่วงเวลาดังกล่าวที่ผู้เรียนกับงานวิจัยรวมเป็นหนึ่งเดียว งานวิจัยจะลื่นไหล ลงตัว และเปี่ยมไปด้วยความสุข

การเรียนปริญญาเอก ก็คือ การน็อกบอร์ดไปเรื่อยๆๆ มีความสุขในทุกการกระทบ เรียนรู้ว่า ทุกๆการเด้งกระดอนกลับ คือ ความแม่นยำและความเป็นมืออาชีพที่สั่งสมและเพิ่มขึ้นทุกวัน

อย่าออกจากเกมส์การน็อกบอร์ดเพราะท้อ หรือ เบื่อ

ออกจากเกมส์การน็อกบอร์ด เมื่อคุณอิ่มเต็ม พอใจ เอาชนะและควบคุมใจตัวเองได้สำเร็จ เท่านั้น

เพราะชัยชนะที่คุณทำให้กับตัวเองครั้งนี้ คือ ความภูมิใจที่จะแนบแน่นอยู่กับใจคุณไปตราบนานเท่านานtennis04

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬
Credit photos: http://wakeuphealthy.tumblr.com/;https://twitter.com/niketennis/; http://thoughtjoy.com/;https://www.etsy.com/

ดร. กับ การมี “อัตตา” สูง? (ตอนที่2)

จากข้อคิดครั้งที่แล้ว เรื่อง ดร. กับ การมี “อัตตา” สูง? ได้ปิดท้ายด้วยคำถามที่ว่า …เพราะอะไรที่ทำให้ ดร. (บางคน) มี อัตตา สูง? ในความเป็นจริงบนโลกใบนี้ มีคนจำนวนมาก (ไม่จำเป็นว่าต้อง ดร. เท่านั้น) ที่มี “อัตตา” สูง …การที่บุคคลแต่ละคนมีความเป็น “ตัวฉัน” มากเกินไป นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลาย เช่น บุคลิก อารมณ์ นิสัยใจคอเฉพาะตัว ประสบการณ์ในวัยเด็ก สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมและสังคม และปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย และเหล่านี้เป็นเรื่อง “ปกติ” ที่เข้าใจได้ …

ข้อคิดวันนี้มุ่งเน้นเฉพาะ เรื่องของ ดร. กับ การมีอัตตาสูง
และจะพิจารณาเฉพาะไปที่ กระบวนการและขั้นตอนของการเรียนปริญญาเอก
ที่ตั้งสมมติฐานไว้ว่า อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อ การมี “อัตตา” สูง ของ ดร.
แต่หากส่งผลจริง ก็คงมีผลอยู่ในระดับน้อย
เพราะการเรียนปริญญาเอกมีระยะเวลา ประมาณ 3-6 ปี ซึ่งถ้าเทียบเคียงกับปัจจัยอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนและหลังปริญญาเอก ปัจจัยอื่นๆเหล่านั้น ก็น่าจะมีผลต่อ การมี “อัตตา” สูงของแต่ละบุคคล ในระดับที่มากกว่า

ถึงแม้จะเป็นเพียงปัจจัยที่อาจส่งผลในระดับน้อย กระบวนการและขั้นตอนการเรียนปริญญาเอก ก็ยังคงน่าหยิบยกขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้มั่นใจได้ว่า การที่ผู้เรียน ได้ “ตั้งจิต” ไว้อย่างถูกต้อง ในทุกๆขั้นตอน จะเอื้ออำนวยให้ปรากฎดุษฎีบัณฑิตที่ตรงตาม ปรัชญา ปณิธาน เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษา ที่มุ่งผลิตปราชญ์ผู้รู้ที่ทรงคุณธรรม เข้าใจโลก สังคม เห็นคุณค่าในตนเอง มีความอิ่มเต็มในตัวเอง สงบอยู่ภายใน มีจุดยืนของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะเรียนรู้และเข้าใจจุดยืนของผู้อื่นจากมุมมองที่หลากหลายด้วย ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นลักษณะของบุคคลที่มี self-esteem ที่ดี

หากจะแบ่งการเรียนปริญญาเอกแบบคร่าวๆ เป็น 3 ขั้นตอน คือ: ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังจากเรียนสำเร็จ ในแต่ละขั้นตอน มี 2 แนวทางการพัฒนา คือ:
1) แนวทางการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน และเป็นรากฐานแห่งการเกิด “อัตตา”
และ
2) แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นรากฐานแห่งการดับ “อัตตา”
ในความเป็นจริง ระหว่างสองแนวทางนี้ ไม่มีการแบ่งที่ตายตัวและเด็ดขาด

มีความเป็นไปได้เสมอ ที่ผู้เรียนจะเกิดภาวะสับสน และไม่ได้เลือกแนวทางที่ “ถูกต้อง” เสมอไป …และ อาจเลือกใช้ทั้งสองแนวทางผสมผสานปนเปในการตัดสินใจหรือแก้ไขปัญหา
เพราะระหว่างเส้นทางการเดินสู่ปริญญาเอก ผู้เรียนเผชิญปัญหาร้อยแปดพันประการที่แตกต่างกัน

ผู้เรียนแต่ละคนจำเป็นต้องผสมสูตรเฉพาะเพื่อหาแนวทางที่ “ใช่“ สำหรับตนเอง
เพราะฉะนั้น สูตรที่กำลังจะกล่าวถึงนี้เป็นเพียงแนวทางกว้างๆ เท่านั้น ไม่ต้องการให้นำไปใช้ทันที หากแต่ให้นำไปคิดต่อและอาจประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม
แต่เราเชื่อว่า เหตุที่ดีย่อมนำมาซึ่งผลที่ดี เมื่อใดก็ตาม ที่ผู้เรียนให้ความใส่ใจกับเหตุ และลงมือแก้ไขที่เหตุ (หากจำเป็น) ได้อย่างทันท่วงที ผลที่ดีย่อมเกิดขึ้นกับตัวผู้เรียนในที่สุด

…ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวไว้ว่า “การเกิดขึ้นแห่ง “อัตตา” ก็คือ การ “ตั้งจิต” ไว้ผิด เพราะฉะนั้น การตั้งจิตไว้ให้ถูกจึงเป็นรากฐานแห่งการดับ “อัตตา””

ดังนั้น สำหรับการเรียนปริญญาเอก การ “ตั้งจิต” ไว้ผิด สามารถเป็นรากฐานแห่งการเกิด “อัตตา” ได้
ผู้เรียนหรือผู้จะเริ่มเรียนจึงควรหมั่นตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบการ “ตั้งจิต” ของตนเอง ในแต่ละขั้นตอนของการเรียนปริญญาเอก ว่าได้ตั้งไว้ อย่างถูกต้องหรือไม่?

…ขั้นตอนแรก คือ ช่วงก่อนเรียน
ลองถามตัวเองดูว่า มาเรียน ปริญญาเอก เพื่ออะไร?

1) เพื่อแสวงหาทรัพย์ภายนอก เช่น เงินทอง ชื่อเสียง ลาภ ยศ สรรเสริญ อำนาจ บารมี เช่น ต้องการคำนำหน้าว่า ดร. หรือ การยอมรับจากสังคม
2) เพื่อแสวงหาทรัพย์ภายใน เช่น สนใจในการพัฒนาตัวเองในทุกด้านและทุกมิติ ได้แก่ ปัญญา จิตใจ คุณธรรม และ จิตวิญญาณ

…ขั้นตอนที่สอง คือ ช่วงระหว่างเรียน
ในช่วงนี้ เป็นช่วงสำคัญมากช่วงหนึ่ง เป็นช่วงที่ผู้เรียนจะพบเจอกับความท้าทายในทุกรูปแบบ เป็นช่วงที่ผู้เรียนจะได้สัมผัส เรียนรู้และเข้าใจว่า ความพร้อมในด้านสติปัญญา ความฉลาด และ ความเก่งอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถนำพาผู้เรียนไปถึงฝั่งฝันได้
ผู้เรียนต้องอาศัยความพร้อมของกาย ใจ และจิต เพื่อก้าวข้ามผ่านอุปสรรคนานับประการไปให้ได้

ลองถามตัวเองดูว่า
จะใช้แนวทางใดเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทาย?

1) ยอมรับความล้มเหลวและความผิดหวังไม่ได้ ท้อถอย สูญเสียความมั่นใจ  เก็บกดกับคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ไม่ได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหา สร้างปมให้ตนเอง เก็บความผิดหวังมาเป็นฝันร้ายของชีวิต จมอยู่กับความทุกข์ จมกับความรู้สึกที่ว่า “น่าจะทำได้ดีกว่านี้” แต่ไม่ได้ทำ ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ไม่ยอมรับกับความไม่สมบูรณ์แบบ

2) ยิ้มยอมรับกับความผิดหวัง มีความเพียร ยืนหยัดต่อสู้ กัดไม่ปล่อย พยายามแบบสุดแรงเกิด ไม่เก็บกดความเศร้าหมองใดๆไว้ในใจ มีกิจกรรมและงานอดิเรก มีความสุขทุกวัน น้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ เข้าใจอย่างถ่องแท้ ยอมรับกับความไม่สมบูรณ์แบบ และปล่อยวางผลลัพธ์เพราะได้ทำดีที่สุดแล้ว

…ขั้นตอนที่สาม คือ ช่วงสุดท้ายของการเรียนปริญญาเอก:
ช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญที่สุดก็ว่าได้ เมื่อคุณเดินทางมาถึงเป้าหมายและประสบความสำเร็จแล้ว ลองถามตัวเองดูว่า:

คุณออกจากความสำเร็จอย่างไร?
คุณก้าวออกมาจากความสำเร็จ ด้วย ความรู้สึกอะไร? คุณแอบพูดอะไรกับตัวเองบ้าง? และคุณออกไปทำอะไรเป็นสิ่งแรก?

1) ฉันยอดเยี่ยมมาก ไม่มีใครเก่งเท่าฉันอีกแล้ว ธีสิสของฉันสุดยอดและดีกว่าทุกเล่มที่เคยอ่านมา ลึกๆคุณมีความรู้สึกยังไม่อิ่มเต็ม คุณต้องการการยอมรับจากสังคม เช่น รีบพิมพ์นามบัตรใหม่แจกทันที หรือ รีบออกไปแสวงหาทรัพย์ภายนอก อันได้แก่ ลาภ ยศ คำสรรเสริญเยินยอ ต่างๆ จากสังคม

2) ให้เวลาเต็มที่ที่จะดีใจกับความสำเร็จ ภูมิใจในตัวเอง ฉลองกับครอบครัวและคนที่รัก อิ่มเต็มอยู่ภายใน คิดถึงและขอบคุณครูบาอาจารย์และแรงสนับสนุนรอบข้างที่ทำให้คุณมีวันนี้ ต่อจากนั้นให้เวลาตัวเองในการผ่อนคลาย มองเห็น ภาพของตัวเอง และ ธีสิสของตัวเอง ค่อยๆลอยไกลออกไป รวมเป็นส่วนหนึ่งของภาพขนาดใหญ่ ที่มีตัวเองไปยืนรวมกับ ดร. อีกหลายหมื่นหลายแสนคน และ องค์ความรู้ที่ค้นพบในธีสิสก็ลอยไปรวมอยู่กับองค์ความรู้อื่นๆอีกมากมายบนโลกใบนี้ เข้าใจปรากฎการณ์นี้อย่างลึกซึ้ง มองเห็นความรู้อีกมากมายบนโลกใบนี้ที่ยังรอให้คุณไปค้นคว้าและแสวงหาเพิ่มเติม

โดยสรุป ในกระบวนการและขั้นตอนการเรียนปริญญาเอก มีทั้ง แนวทางการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน และเป็นรากฐานแห่งการเกิด “อัตตา” และ แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นรากฐานแห่งการดับ “อัตตา”

หากการเดินทางบนเส้นทางปริญญาเอกของคุณ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และ ปลายทาง ได้หมั่นตรวจสอบ และ เลือกที่จะ “ตั้งจิต” ให้ดี ผลลัพท์ที่ได้ย่อมดีตาม
หากหลงไปเดินในเส้นทางแรกที่ไม่ยั่งยืนบ้างบางครั้ง ก็เป็นเรื่อง “ปกติ” ที่เข้าใจได้…

…และรู้ไว้เถิดว่าการเริ่มต้นใหม่เกิดขึ้นได้เสมอ
ไม่ว่าแต่ละคนจะเดินผ่านเส้นทางใด ขอให้มีเป้าหมายเดียวกัน ที่จะเป็น ดร. ที่ ไม่มี “ตัวฉัน” มากเกินไป

เป็น ดร. ที่เข้าใจโลก เข้าใจสังคม และ เข้าใจตนเอง หมั่นสร้าง “ทรัพย์ภายใน” ที่ไม่มีใครมาแย่งชิงไปได้ และสามารถแบ่งให้เพื่อนร่วมโลกได้อย่างเหลือเฟือและไม่มีวันหมด อีกทั้งยังเป็นทุนในการสร้างทรัพย์ภายนอกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนด้วย

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD
Credit photo: http://www.bloglovin.comค

ดร. กับ การมีอัตตาสูง?


“พวก ดร. เหรอ อีโก้สูงชะมัด พูดกับใครไม่รู้เรื่อง”

“พวก ดร. เหรอ อวดเก่ง ถือดี หลงตัวเอง”

“พวก ดร. เหรอ หมั่นไส้มาก ถือว่าเรียนมาสูงกว่า แล้วชอบมาข่มพวกเรา”

“พวก ดร. เหรอ จบมาก็เป็นได้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัย สอนนักศึกษาเท่านั้นแหละ ทำงานกับใครเขาไม่ได้หรอก ยอมฟังใครซะที่ไหนล่ะ”

เคยได้ยินความคิด หรือ คำพูดทำนองนี้ บ้างหรือไม่คะ?

ถึงแม้คำพูดเหล่านี้จะดูเป็นการเหมาเข่ง ยกโหล และรวมมิตร เพราะแท้จริงแล้ว มี ดร. อีกจำนวนมาก ที่ อ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสงบสุข

แต่คำพูดข้างต้น ก็ยังเป็น ความคิดยอดฮิต ที่มีคนเชื่อ และ ถูกใช้ในการบรรยายภาพ ดร. ในสังคมอยู่เป็นนิจ

คำว่า อัตตา หรือ ego หมายถึง การถือตนเองเป็นใหญ่ มีความเป็น “ฉัน” สูง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ชอบอวดเก่ง อาจมีท่าทีหรือสีหน้าที่สะท้อนว่าดูถูกและข่มผู้อื่นอยู่บ่อยๆ มักจะเข้าใจไปว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของโลกและผู้อื่นเป็นบริวาร

ตามหลักจิตวิทยา คนที่มีอีโก้สูง ลึกๆแล้วขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ต้องการการยอมรับนับถือ มักจะเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นอยู่เสมอ

เป็นผู้ที่พยายามใช้ปมเด่นหรือปมเขื่องเพื่อปิดบังปมด้อยของตัวเอง หลอกตัวเองและหลอกผู้อื่นว่า ตัวเองเก่งทุกทาง แน่ทุกอย่าง มองตัวเองดีกว่าความเป็นจริง และมักมองไม่เห็นข้อเสียของตัวเอง เป็นแก้วที่มีน้ำล้น และยากต่อการพัฒนา

ซึ่ง คำว่า อัตตา หรือ ego นี้มีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า self-esteem

self-esteem หมายถึง การเคารพนับถือตนเอง เห็นคุณค่าในตนเอง มีความภูมิใจในตนเอง มีความอิ่มเต็มในตัวเอง สงบอยู่ภายใน และไม่ต้องเหนื่อยที่จะโอ้อวดหรือพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นเพียงเพื่อเรียกร้องการยอมรับ

คนที่มี self-esteem จะเข้าใจตัวเองตามสภาพตามความเป็นจริง เข้าใจว่าบนโลกใบนี้ไม่มีใครเพอร์เฟ็ค มนุษย์ทุกคนมีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง

คนกลุ่มนี้จะมีจุดยืนของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะเรียนรู้และเข้าใจจุดยืนของผู้อื่นจากมุมมองของผู้อื่นเช่นกัน

คนที่มี self-esteem จะไม่เปรียบเทียบตัวเองกับใคร และไม่รู้สึกแย่เมื่อเห็นใครเก่งกว่าหรือดีกว่า คนกลุ่มนี้จะพอใจและยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็น เชื่อว่าตนเองดีพอและในขณะเดียวกันก็ยอมรับในข้อด้อยของตนเอง และพร้อมที่จะแก้ไขและพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นไปได้เรื่อยๆ

เมื่อเข้าใจความหมายของคำสองคำนี้แล้ว จะเห็นว่า อัตตา หรือ ego มีความหมายในแง่ลบ และ self-esteem มีความหมายในแง่บวก

ผู้เขียนจึงอยากชวนคิดกันต่ออีกสักนิดว่า …ทำไมสังคมถึงได้มีความคิดเกี่ยวกับผลผลิตหรือผลลัพธ์ของการศึกษาระดับปริญญาเอก ออกมาในแง่ลบมากกว่าแง่บวก

และเพราะอะไรจึงปรากฎภาพและคำอธิบายที่ว่า ดร.มีอีโก้สูง ทำงานกับคนอื่นไม่ได้ ไม่เข้าใจประโยชน์ส่วนรวม ดร.หัวสูง ดร.ไม่ติดดิน ดร.ไม่เข้าใจความจริงแท้ของโลกและสังคม และ อื่นๆอีกมากมาย (ไม่ว่าผลผลิตเช่นนั้นจะมีอยู่จริงในสังคม หรือ เป็นเพียงความเข้าใจและความนึกคิดของสังคมเองก็ตาม)

เพราะแท้จริงแล้ว ปรัชญา ปณิธาน เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษาปริญญาเอกไม่ได้มุ่งที่จะผลิตดุษฎีบัณฑิตที่มีอัตตาสูง หากแต่ต้องการผลิตปราชญ์ผู้รู้ ที่ทรงคุณธรรม เข้าใจโลก สังคม และตนเอง อีกทั้งต้องสามารถนำพาผู้อื่นไปเข้าใจและค้นพบสิ่งที่ลึกซึ้ง เยี่ยมยอด และเป็นประโยชน์ได้อย่างมากมายด้วยต่างหาก

และถ้าจะพิจารณาโดยละเอียดไปที่ขั้นตอนต่างๆระหว่างการเรียนด้วยแล้ว ยิ่งจะเห็นว่าทุกขั้นตอนของการเรียน ต่างมุ่งที่จะสลายอัตตาของผู้เรียนด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่าง เช่น …การที่ผู้เรียนต้องเผชิญกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนในช่วงของการทำวิจัย

…การที่ผู้เรียนต้องเข้าใจว่าความเก่ง หรือ ความเป็นที่ 1 ที่เคยได้รับมาในช่วงปริญญาตรีหรือโท ไม่ช่วยอะไร และทุกคนเท่ากันเมื่อเริ่มเรียนปริญญาเอก

…การที่ผู้เรียนต้องน้อมรับการวิพากษ์วิจารณ์จากอาจารย์ที่ปรึกษาและนำไปปรับปรุงแก้ไข

…การเรียนรู้ว่า สิ่งที่ตัวเองคิดว่าแน่และใช่แล้ว อาจไม่มีอะไรใช่เลย ในสายตาของอาจารย์ทั้งหลาย

…หรือ การเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับคำกล่าวที่ว่า “ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน”

ดังนั้น หาก สถาบันการศึกษาที่มอบใบปริญญา ได้ มุ่งมั่นกับ ปรัชญา ปณิธาน เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษาอย่างแน่วแน่

อีกทั้งผู้เรียนปริญญาเอกได้ผ่านทุกขั้นตอนมาอย่างถูกวิธี เขาและเธอเหล่านั้น ควรจะจบการศึกษาออกมา เป็น ดร. ที่ไร้อัตตา เข้าใจโลก เข้าใจผู้คน และ เข้าใจตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง

เพราะฉะนั้น หาก ดร. คนใดจบมาแล้วมีอัตตาสูงจึงถือเป็นเรื่องแปลก ผิดแผก ไม่ใช่ภาวะปกติ และ ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะปล่อยให้เป็นไป

เพราะหากมองไปจนสุดปลายทาง การยึดถือไว้ซึ่งความเป็นตัวฉัน การหลงใหลกับความเยี่ยมยอดของตนเองจนไม่สามารถยอมรับผู้อื่นได้ คือ ทุกข์อย่างใหญ่หลวง ที่ก่อให้เกิดความเครียด หมกมุ่น โดดเดี่ยว นอกจากจะเป็นโทษระยะยาวกับตนเองแล้ว ก็ยังไม่สร้างประโยชน์ให้สังคมโดยส่วนรวมด้วย

ผู้เขียนจึงพยายามคิดต่อว่า เพราะอะไร ที่ทำให้ ดร.(บางคน) มีอัตตาสูง? และเพราะอะไร สังคมจึงมีความนึกคิดและเข้าใจว่า ดร. เป็นเช่นนั้น?

ในโอกาสหน้าจะขอมาแจกแจง แต่ละเหตุ แต่ละปัจจัย อย่างละเอียด ต่อไปนะคะ …

#เพจก็แค่ปริญญาเอก  #JustaPhD
Credit photo from: http://www.lifehack.org