วิทยานิพนธ์เป็นงานเขียน

ผู้เขียนขอย้ำอีกหลายๆ ครั้งว่า “วิทยานิพนธ์เป็นงานเขียน”

…การเขียนวิทยานิพนธ์ อาศัย “ทักษะ” ที่แตกต่างจาก “ทักษะอื่น”

ผู้เรียนไม่สามารถใช้ทักษะอื่น (เช่น การพูด พรีเซนต์ อ่าน ฟัง) มาใช้แทน “ทักษะการเขียน” ได้

…การเขียนวิทยานิพนธ์ ต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการเฉพาะตัว

ตราบใดที่ยังไม่ได้เริ่มต้น “เขียน”

ผู้เรียนจะไม่สามารถพัฒนาเทคนิคนั้นได้เลย

การนึกเอา ฝันเอา ไม่สามารถทำให้ “งานเขียน” สำเร็จเป็นรูปเล่มได้

การเครียดและกังวลจนเกินกว่าเหตุ ก็ไม่ช่วยอะไรเช่นกัน…

วิทยานิพนธ์เป็นงานที่ต้องปรับปรุงอยู่เสมอ

จงเริ่มต้นจากการเขียน “งานที่แย่ที่สุด” ในร่างแรก

และพัฒนา สู่ ร่างต่อไป และต่อไป…

ผู้เรียนควร มุ่งมั่น กัดไม่ปล่อย และให้เวลาอย่างพอเพียง ในการปรับปรุงแก้ไข

การยอมรับให้ได้ใน “คอมเม้นท์” ที่เสียดแทงใจในทุกหน้ากระดาษ ถือเป็นทักษะสำคัญ…

วิทยานิพนธ์เป็นงานละเอียด

ผู้เรียนจำเป็นต้อง “ใส่ใจ” กับ “ทุกถ้อยคำ” ที่ถ่ายทอดลงในงาน

เลือกหยิบใส่เฉพาะบางคำและบางประโยคที่ใช่

และหยิบออกอีกหลายๆ คำ หลายๆ ประโยค ที่ไม่ใช่/ไม่เกี่ยวข้อง

นอกจากแก้ไขตาม “คอมเม้นท์” ของอาจารย์

ไม่มีอะไรจะดีไปกว่า “การตรวจสอบ” และ “แก้ไข” ด้วยตนเอง

วิทยานิพนธ์เป็นงานที่ต้องถูกตรวจสอบ

เพราะขั้นตอนสุดท้ายคือ การสอบวิทยานิพนธ์

กรรมการสอบ จะ “อ่าน” “งานเขียน” นั้นๆ อย่างถี่ถ้วน

เพื่อให้แน่ใจว่า วิทยานิพนธ์นั้นสมบูรณ์-จบในตัวเอง

แน่นอนว่า ไม่มีงานเขียนไหนที่ “สมบูรณ์แบบ” อย่างแท้จริง

การมี วิทยานิพนธ์ที่เสร็จ (ในเวลาที่กำหนด) ดีกว่า งานที่สมบูรณ์แบบ

แต่กว่า วิทยานิพนธ์ แต่ละเล่มจะ “เสร็จสมบูรณ์”

ต้องผ่านความทุ่มเทและพยายามอย่างมหาศาล

เราขอชื่นชมกับทุกความพยายาม

กับทุกหยาดเหงื่อ และคราบน้ำตา

ความสำเร็จจะมีค่ามากขึ้น เมื่อคุณรู้ตัวเองดีว่า

ในระหว่างเส้นทางที่ผ่านมา คุณได้ลงมือทำอะไรและอย่างไร

Keep going…

Thesis writing in progress…

#เพจก็แค่ปริญญาเอก

#JustaPhD

Credit pic: http://www.redwallpapers.com/wallpaper/

จ่ายครบ…ต้องจบแน่?!!

ช่วงเวลา “โค้งสุดท้าย” ของนักศึกษาปริญญาโท-เอก หลายคน

แท้จริงแล้ว คือช่วงเวลาที่จะ “หมดเขต” การส่งเล่มวิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์ ตามปฏิทินการศึกษาของมหาวิทยาลัย นี่เอง

เป็น “โค้งสุดท้าย” จริงๆ ที่จะตัดสินว่า นักศึกษาจะ “สอบผ่าน” ได้เป็นมหาบัณฑิต/ดุษฏีบัณฑิตหรือไม่

เมื่อเวลากระชั้นเข้ามา….

นักศึกษาหลายคนเพิ่งตระหนักได้ว่า

“เวลา” (ในโค้งสุดท้าย) นี้ “มีค่า” มากเพียงใด

และดูเหมือนว่า “เวลา” นี้ จะมีค่ามากกว่าช่วงเวลาทั้งหมด ที่ผ่านมาหลายปี

ทุกวินาที ต้องถูกใช้อย่างมีสติ ในการรีบเร่งแก้ไข/ปรับปรุงเล่มวิทยานิพนธ์ให้เสร็จสมบูรณ์

สำหรับบางคน ช่วงเวลาโค้งสุดท้าย ทำให้เขาต้องฮึดสู้อย่างหนัก ไม่หลับไม่นอน เพื่อทำผลงานที่ดีพอและพอดี

แต่สำหรับบางคน ช่วงเวลาโค้งสุดท้าย ทำให้เขาต้องหาทาง “เอาตัวรอด” เพื่อผ่านพ้นจากสถานการณ์/ภาวะวิกฤต ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน

บางคน นอกจากไม่ยอมทุ่มเทสละ “เวลา” และ “แรงกาย” อย่างเต็มที่ในช่วงสุดท้าย

กลับหันไปหา “ตัวช่วย” แบบผิดๆ ที่คิดว่า จะทำให้ตัวเองได้ปริญญา โดยไม่ต้องลงมือทำ

บางคน ใช้เวลาเป็น “เงื่อนไข” ให้อาจารย์ที่ปรึกษาเร่งตรวจงาน เร่งอนุมัติให้ตัวเองขึ้นสอบ เพื่อให้ตัวเอง “จบ” ได้ทันเวลา

ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับบางคน ยื่นข้อเรียกร้องและร้องเรียน เพื่อใช้ “เวลา” เป็น “เหตุผล” เพียงอย่างเดียว ให้ตนเอง “ต้องจบ”!

เสียงแว่วที่ได้ยินเข้าหู จากผู้เรียนบางคน ในช่วงเวลาเหล่านี้ คือ

1. อยากจบ…เสียดายเงิน

2. จะให้เสียเวลาตั้ง 5 ปี โดยไม่ได้อะไรเลย อย่างนั้นหรือ

…แต่ถ้าทั้ง “เงิน” และ “เวลา” มีความสำคัญจริง อย่างที่ผู้เรียนพูด

ผู้เรียนคงไม่ปล่อยทั้งเงินและเวลาให้สูญเปล่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา

และคงรีบเร่งทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วไปนานแล้ว

ดังนั้น สิ่งที่ทุกคนทำ เมื่อถึงกำหนดเส้นตาย

จึงสะท้อนสิ่งที่เขาคิดเกี่ยวกับ “การศึกษา” และความหมายของคำว่า “ปริญญา” อย่างตรงไปตรงมาที่สุด

แท้จริงแล้ว การขึ้นสอบและส่งเล่ม ในวันเส้นตายสุดท้าย-ท้ายสุดตามปฏิทินการศึกษา

ก็เป็นการแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ อยู่แล้วว่า ผลงานที่ผ่านมาของผู้เรียนเป็นอย่างไร

ปริญญา ก็คือ ปริญญา

และปริญญา ไม่ใช่แค่ กระดาษใบเดียว

ความหมายของปริญญา ที่แท้จริงนั้น มีมากกว่า ชื่อ และลายเซ็น ที่ปรากฏบนนั้น

และงานวิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์ ก็เป็นงานที่มีมาตรฐานอยู่ในตัวของมันเอง

หากผู้เรียนจะตระหนักอีกสักนิดว่า

โลกแห่งวิชาการ ไม่ได้เหมือนกับ โลกภายนอก เท่าใดนัก

โลกแห่งวิชาการ เป็นโลกที่เต็มไปด้วยเหตุและผล อย่างตรงไปตรงมา

ในขณะที่โลกภายนอก เต็มไปด้วยการแย่งชิงความได้เปรียบ การหาโอกาสและทางรอดให้ตัวเองด้วยวิธีที่แยบยล

ในโลกวิชาการ ตราบใดที่คุณมีเหตุและผล มีที่มาที่ไป มีความสามารถในการเขียนอธิบาย และเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏในงานวิทยานิพนธ์ของคุณได้อย่างชัดเจน

งานของคุณก็ถือว่าได้มาตรฐานในแบบที่มันควรจะเป็น

การ “สอบตก” ก็เกิดขึ้นได้ และถือเป็นเรื่องค่อนข้างปรกติในโลกวิชาการ

ถ้างานวิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์ ไหน ไม่มีการอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผล ก็ถือว่างานนั้นไม่ได้มาตรฐานตามที่มหาวิทยาลัย/หลักสูตร/กรรมการสอบได้ตั้งเกณฑ์ไว้

ตรงไปตรงมา อย่างนั้นเลย

“จ่ายครบ..ต้องจบแน่” ?

เหตุที่ผู้เขียนตั้งชื่อบทความเช่นนี้

เพราะความคิดเช่นนี้ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย

ถึงเวลาแล้วหรือยัง กับการตั้งคำถามออกไปดังๆ ว่า…

ความหมายของ “การศึกษา” และ “ปริญญา” คืออะไร

ท้ายที่สุด ผู้เขียนเชื่อว่า

การรักษา “คุณค่า” ของการศึกษา

อยู่ที่สองมือของทั้ง ผู้เรียน อาจารย์ และมหาวิทยาลัย

ที่จะต้องตอบตัวเองว่า เขาเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้แค่ไหน

และได้พยายามอย่างเต็มที่เต็มกำลังแล้วหรือยัง

กับการรักษา “คุณค่าของการศึกษา” ให้คงอยู่ต่อไป

#ก็แค่ปริญญาเอก

Credit pic : lets3njoylife.wordpress.com/2013/08/01

It’s always seems impossible until it’s done.

ก่อนความสำเร็จใดๆ จะมาถึง สิ่งนั้นดูยากเสมอ
สิ่งสำคัญคือ การไม่เสื่อมศรัทธากับความหวัง
การไม่ยอมละความพยายาม
จนกว่าจะถึง…วันแห่งความสำเร็จ

36905994_2125946927662038_2186811070096605184_n.jpgCredit pic: https://pin.it/xstuojxm6u6g4l

Facebook Group

เพจก็แค่ปริญญาเอก ได้อยู่เป็นกำลังใจของนักศึกษาปริญญาเอกมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว จากชุมชนเล็กๆ ในวันนี้ได้ขยายตัวเป็นชุมชนที่ใหญ่ขึ้น โดยมีสมาชิกที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ทั้งปริญญาตรี โท และเอก จากหลากหลายสาขาวิชา และหลากหลายประเทศทั่วโลก

ด้วยเสียงเรียกร้องของสมาชิกในเพจให้เปิดพื้นที่เฉพาะกลุ่มเพื่อติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน วันนี้ แอดมินจัดให้แล้วค่ะ

ก็แค่ปริญญาเอกgroup เป็นพื้นที่ในการเชื่อมโยงกลุ่มคนที่กำลังศึกษาและเดินอยู่บนเส้นทางแห่งการเรียนรู้ให้ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

มาร่วมสร้างชุมชนดีๆ พูดคุย และแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ให้กำลังใจกันและกัน ตลอดเส้นทางปริญญาเอกนี้กันค่ะ

มา Join กัน!

https://www.facebook.com/groups/221771661962749
cover02.jpg

ความในใจจากอาจารย์ที่ปรึกษา

Dear my advisee,

กี่วัน กี่เดือน (หรือกี่ปี) แล้วนะ ที่เราไม่ได้พบกัน

อาจารย์จำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้าย เราเจอกันเมื่อไหร่

ป่านนี้ พวกคุณจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ สุขสบายดีหรือเปล่า ชีวิตวุ่นวายยุ่งเหยิงกันอย่างไรบ้าง

ส่วนอาจารย์ก็ยังสบายดีอยู่นะ คิดถึงพวกคุณขึ้นมา และมีบางอย่างอยากที่จะบอก

สิ่งที่อาจารย์จะบอกกับพวกคุณนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่อาจารย์จะสามารถพูดออกมาได้หมด เมื่อเราเจอหน้ากัน

แต่ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในใจมานาน และคิดเสมอว่า อยากบอกกับคุณ

นักศึกษาที่รัก,

อาจารย์รู้และเข้าใจว่า การทำวิทยานิพนธ์มันไม่ง่าย และหลายครั้งคุณอาจจะคิดว่า คุณต้องรอให้คุณเขียนทุกสิ่งทุกอย่างจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงจะมาพบหน้ากับอาจารย์ได้

หรือคุณอาจจะคิดไปต่อว่า แล้วคุณจะมาพบอาจารย์ได้อย่างไรกัน ในเมื่อคุณเพิ่งเขียนเสร็จไปได้แค่ “สองหน้า”…

1. อาจารย์อยากบอกคุณว่า…อาจารย์ไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ…

การทำวิทยานิพนธ์…เป็นเรื่องของการเริ่มต้นจากความไม่รู้ คุณต้องเริ่มต้นจากศูนย์และค่อยๆ นับไปจนถึงร้อย

การทำวิทยานิพนธ์…เป็นเรื่องของการ edit และแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกว่าจะได้งานที่ดีที่สุด

เป็นไปไม่ได้ ที่คุณจะเขียนงานออกมาแล้วเสร็จในครั้งเดียว โดยไม่แก้ไขอะไรเลย

เพราะกระบวนการเรียนรู้ เกิดขึ้นจากกระบวนการแก้ไข ปรับปรุง และเขียนซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นเอง

ถ้าคุณไม่ลงมือเขียน คุณก็จะไม่มีหลักฐานที่ปรากฏตรงหน้า ว่าคุณเขียนได้ “แย่” อย่างไร

และถ้าคุณไม่เขียนออกมาได้ “แย่” (หรือ “แย่ที่สุด”) มาก่อน แล้วคุณจะเขียนได้ “ดี” (หรือดีมากๆ) ได้อย่างไร

อย่ารอจนงาน “สมบูรณ์แบบ” แล้วค่อยมาพบอาจารย์

2. อาจารย์อยากบอกคุณว่า…อาจารย์ยินดีที่จะอ่านงานที่ “แย่ๆ” นั้นของคุณ

อาจารย์จะดีใจมากนะ ถ้าคุณจะมาพบอาจารย์บ้าง เอางานของคุณมาให้อาจารย์ดูบ้าง

เพราะอย่างน้อยที่สุด นั่นคือ “จุดเริ่มต้น” ในการ “ไปต่อ” ของคุณ

การทำวิทยานิพนธ์…เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษา

ผู้ที่จะเป็นอีกสายตา ที่ช่วยมองเข้ามายังบางจุดของงาน ที่คุณมองไม่เห็น เพราะอยู่ใกล้เกินไป

เอางาน “สองหน้า” ของคุณมาให้อาจารย์ดู

เพราะอาจารย์เอง ก็เคยอยู่ในจุดที่ เขียนได้แค่ “สองหน้า” และ “ไม่รู้จะไปต่ออย่างไร” เช่นกัน

แต่จากประสบการณ์การเป็นที่ปรึกษา นักศึกษาที่ประสบความสำเร็จ คือนักศึกษาที่ขยันมาพบอาจารย์ เพราะเขาขยันที่จะเรียนรู้ ปรับปรุง แก้ไขจนสำเร็จได้ในที่สุด

3. อาจารย์อยากบอกคุณว่า…อย่าตกใจกับคอมเมนท์ของอาจารย์นะ

บางครั้ง คุณอาจจะเคยพบว่า ร่างวิทยานิพนธ์ของคุณที่เอามาส่งไว้

เต็มไปด้วยคอมเมนท์ ชี้จุดผิด ด้วยปากกาแดงเต็มหน้ากระดาษ

การที่อาจารย์คอมเมนท์แบบ “จัดเต็ม” เช่นนั้น เพราะเป็นหน้าที่ของอาจารย์ที่ “ต้องทำ”

การชี้ไปตรงๆ ที่ข้อบกพร่องในงานของคุณ ก็เพื่อการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น ในครั้งต่อๆ ไป

การลงมือแก้ไขงานเสียตั้งแต่ต้น เป็นสิ่งที่จะ “ช่วย” คุณเมื่อเจอคอมเมนท์ของกรรมการสอบ ที่อาจจะ “จัดเต็ม” ยิ่งกว่า

คุณจะได้เจอกับกระบวนการ “กำจัดจุดอ่อน” เช่นนี้เรื่อยไป จนกว่าจะถึงวันที่คุณส่งเล่มวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์

อย่าท้อใจ และอย่าท้อแท้

อาจารย์เชื่อเหลือเกินว่า ด้วยกระบวนการทำวิทยานิพนธ์นี้ คุณจะถูกฝึกฝนในหลายทักษะ ที่จะได้นำไปใช้ในชีวิต

คุณจะรู้จักแยกแยะ ประเด็นเล็ก-ใหญ่ คุณจะรู้จักวิเคราะห์และเชื่อมโยง คุณจะมีความละเอียดรอบคอบมากขึ้น และมีมุมมองใหม่ สามารถมองเห็นในมิติและแง่มุม ที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน

กระบวนการทำวิทยานิพนธ์จะขัดเกลาทั้งตัวงาน และตัวคุณ

ท้ายที่สุด อาจารย์อยากให้คุณถามตัวเองอีกครั้ง ถึงวันที่คุณตั้งเป้าหมายที่จะมาคว้าใบปริญญา

ใบปริญญา อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในชีวิต และมีอีกหลายความสำเร็จที่คุณกำหนดได้เอง

แต่การทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ เป็นบทพิสูจน์หนึ่งในชีวิต

ว่าท่ามกลางความยากลำบาก ปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดทั้งปวงที่คุณมี

คุณสามารถฝ่าฟัน ผ่านทุกด่านไปได้ “ด้วยดี”

หวังว่าเราจะได้ “พบ” กันเร็วๆ นี้

ด้วยความรักและปรารถนาดีจากอาจารย์ของคุณ

(เขียนในวันครู วันที่นึกถึงลูกศิษย์ทุกคน)

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #Justaphd

ดร.ราม รัฐพล ศรุติรัตนวรกุล Ph.D. in Engineering and Public Policy, Carnegie Mellon University, USA และ Instituto Superior Tecnico, Tecnico Univercidade da Lisboa, Lisbon ประเทศโปรตุเกส ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก ได้มีโอกาสพบปะและพูดคุยกับ ดร. รัฐพล ศรุติรัตนวรกุล หรือ ดร.ราม แขกรับเชิญคนล่าสุด ที่ยินดีมาแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกให้กับชาว Just a PhD

ram4

ดร.ราม แนะนำตัวเองหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ผมจบ Dual Ph.D. สาขา Engineering and Public Policy จาก Carnegie Mellon University, Pittsburgh, Pennsylvania ที่อเมริกา และจาก Instituto Superior Tecnico, Tecnico Univercidade da Lisboa, Lisbon ประเทศโปรตุเกส ครับ ทำ Disssertation เกี่ยวกับ Spectrum Management ใน Telecommunication Policy

ในการเรียนแบบ Dual Program ได้มีโอกาสเรียนทั้งสองมหาวิทยาลัยเลยใช่ไหมคะ

ใช่ครับ หลังจากที่ผมเริ่มเรียนที่อเมริกาแล้ว รัฐบาลโปรตุเกสก็ไปสร้างความร่วมมือและให้ทุนกับมหาวิทยาลัยกลุ่มนึงในอเมริกาครับ เช่น MIT, Harvard, Texas- Austin รวมถึง CMU ด้วย เพื่อส่งเสริมการศึกษาของประเทศเค้าครับ ผมมองว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่จะได้ไปใช้ชีวิตและเรียนรู้ในยุโรป ซึ่งก็ก้าวหน้าในหลายๆ ศาสตร์ครับ ก็เลยสมัครเข้าโครงการ และได้รับโอกาสที่ดีมากๆ ครับ

บรรยากาศการเรียนในประเทศโปรตุเกสเป็นอย่างไรบ้างคะ

ผมไปที่โปรตุเกสตอนที่เหลือแค่ทำวิจัยแล้ว เลยไม่ได้เข้าเรียนวิชาอะไรเพิ่มที่โปรตุเกสครับ ที่ประทับใจเกี่ยวกับชั้นเรียนก็คือการที่เค้าคิดถึงคนต่างชาติต่างภาษาในชั้นเรียนครับ ที่โปรตุเกสจะมีกฎอยู่ว่า ถ้ามีนักศึกษาที่ไม่สามารถพูดโปรตุเกสได้การเรียนการสอนจะต้องเป็นภาษาอังกฤษ

ผมได้เจอกับเพื่อนจากหลากหลายพื้นที่และวัฒนธรรมมากขึ้นจากที่เรียนที่อเมริกาอีกครับ เช่นมาจากยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง ผู้คนยิ้มแย้ม เป็นมิตร ค่าครองชีพไม่สูงมาก มีอาจารย์ที่ทำงานในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในภาคพื้นยุโรป คิดว่าเป็นอีกประเทศที่นักศึกษาจากทั่วโลกเข้ามาศึกษาต่อกันครับ

ram3.jpg

ย้อนถามถึงวันแรกที่คิดสมัครเรียนปริญญาเอก ทำไมถึงตัดสินใจไปเรียนคะ

มีหลายเหตุผลมากเลยครับ ก็จะมีทั้งที่ตอนนี้ฟังดูเข้าท่าและไม่ค่อยจะเข้าท่านะ ซึ่งผมเชื่อว่าคงมีรุ่นน้องจำนวนไม่น้อยที่คิดคล้ายๆ กับผมในตอนนั้น

เอาที่เข้าท่าก่อน คือผมคิดว่าการเรียนต่อปริญญาเอกจะช่วยให้ผมพัฒนาตัวเองไปได้อีก ที่คิดออกตอนนั้นคือเรื่องของกระบวนการคิด เรื่องภาษา เรื่องการได้เปิดโอกาสดีๆ ให้กับตัวเอง มีโอกาสทำงานกับคนเก่งๆ การทำงานในระดับนานาชาติ การได้มีโอกาสไปเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ครับ

ถามว่าตอนนั้นคิดถึงการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ สร้างประโยชน์ให้กับวงวิชาการบ้างไหม ก็มีบ้างครับแต่น้อยมาก ยอมรับเลยว่าตอนนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการทำวิจัยเท่าไหร่

ram2.jpg

แล้วในมุมที่ไม่เข้าท่าหล่ะคะ

จบเอกมามันก็ดูเท่ดีนะครับ ตอนนั้นหลังจบโทก็ทำงานมาพักนึงแล้ว คิดว่า ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนบรรยากาศ ด้วยความที่อยู่ในแวดวงของคนเก่ง มั่นใจเลยว่าแป๊บเดียวก็จบชัวร์

ตรงนี้มันมีสิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ สภาพแวดล้อมและคนรอบตัวเราสำคัญครับ การที่เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีคนเก่งๆ เพื่อนเรียนต่อปริญญาเอกกันเยอะมาก มันช่วยให้เรามั่นใจว่าเราก็ทำได้ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ช่วยให้เรามีพลัง กล้าเริ่มทำอะไรซักอย่าง

แต่ถ้าไม่มีสติก็อาจทำให้เราประเมินสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่ำไป ประมาณว่า ตอนนั้น คิดว่า อยู่ไป 3-4 ปี เรียนไปเที่ยวไป จบชัวร์ แบบสบายๆ (ยิ้ม)

ram7.jpg

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้พัฒนาตัวเองเยอะไหมคะ

เยอะแยะและมากกว่าที่คิดไว้ตอนแรกอีกครับ ที่เห็นได้ชัดคือ การเปิดรับองค์ความรู้ใหม่ๆ พื้นฐานผมจบตรีและโทในสายวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร พอมาต่อเอก ด้วยสาขาที่เลือกเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ทั้งในสายโทรคมนาคมที่ลึกขึ้น และศาสตร์ใหม่ๆ ทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ การเงิน นโยบาย สนุกครับ เว้นแค่ตอนสอบช่วงเดียวที่ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่  

ส่วนทักษะอื่นๆ ที่ก่อนเริ่มเรียนนึกไปไม่ถึง และการเรียนปริญญาเอกช่วยเร่งให้ผมได้ตระหนัก และเริ่มพัฒนาได้เร็วขึ้นก็เยอะครับ ทั้งการวางแผน การแก้ปัญหา การสื่อสารอย่างกระชับชัดเจนตรงประเด็นเหมาะกับผู้ฟัง การใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับคนที่มาจากต่างที่ต่างวัฒนธรรมต่างความคิด

และที่สำคัญมากๆ คือการได้ยืนหยัดให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่ ณ เวลานั้นเราเองก็ยังไม่ชัดเจนว่า เราจะทำได้ยังไง รู้แต่ว่าเมื่อสำเร็จมันจะส่งผลดีกับเราครับ

ram10.jpg

แสดงว่า ตอนเรียนก็พบเจออุปสรรคอยู่บ้างไหมคะ

อุปสรรคก็มีนะครับ เกิดขึ้นระหว่างทาง และเมื่อข้ามมันไปได้ ก็ทำให้เราเก่งขึ้น แกร่งขึ้น พัฒนาขึ้น

เริ่มจากกับอาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเองก่อนเลย ตอนเริ่มผมต้องปรับตัวเรื่องการคิดวิเคราะห์ และการสื่อสารโดยเฉพาะการเขียนหนักมาก จำได้ว่า ตอนแรกอ่าน paper หรือนำเสนอไอเดียอะไรกับอาจารย์จะโดนจี้ถามหา assumption ถามหา main idea ทุกครั้ง และเราก็อึกอักแทบทุกครั้ง ตอบไม่ค่อยได้ ไม่คุ้นเลย ปกติจะมี regular meeting กับอาจารย์ทุกสัปดาห์ก็จะร้อนๆ หนาวๆ ทุกครั้ง

ส่วนเรื่องการเขียน จากที่เคยเป็นนิสิตตัวอย่าง เรื่องการเขียนตอนเรียนโท กลายเป็นโดน comment มาด้วยตัวแดงเต็มไปหมด ไม่ต้องถึงตัว paper หรอกครับ แค่ outline ก็แดงเถือกพร้อมมีคำถามเต็มไปหมด เช่น ทำไมคุณถึงเอาเรื่องนี้มาพูดตอนนี้ แล้วส่วนนั้น กับส่วนนี้ ทำไมมันมาอยู่ในหัวข้อนี้ เรียกได้ว่า อาจารย์ที่ปรึกษา ฝึกกระบวนการคิดให้อย่างหนักมาก 

ละด้วยความที่ทำปริญญาเอกที่สองมหาวิทยาลัยในสองทวีป ก็จะมีอาจารย์ที่ปรึกษาสองท่าน ซึ่งแต่ละท่านก็มีแนวทางการทำวิจัย มีรูปแบบการทำงานของตัวเอง ลำพังปรับตัวกับที่ปรึกษาคนเดียว ก็ท้าทายแล้ว นี่มีสองคนอยู่คนละประเทศ ก็ท้าทายขึ้นไปอีกครับ

ram6

เคยท้อจนอยากเลิกเรียนไปเลยไหมคะ

ถามว่าเคยท้อไหมจนอยากเลิกเรียนไหม ก็เคยนะครับ ตลอดเวลาที่เรียนก็หลายครั้งอยู่ เจองานโดนแก้บ่อย เสนอไอเดียอะไรไปอาจารย์ที่ปรึกษาก็ชี้ให้เห็นช่องโหว่ได้ทุกที ซึ่งจริงๆ นั่นคืองานของอาจารย์ ที่ท่านจะชี้ให้เราเห็น การตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบ และเพื่อนำไปสู่จุดที่ดีกว่า

มีงานต้องทำเพิ่ม ไม่เห็นแววว่าจะเสร็จตอนไหน ปัญหาที่กำลังแก้อยู่ คิดไม่ตก ดูไม่มีทางออก โอ้ย! paper โดน reject อีก เป็นต้น ก็มีท้อบ้างเป็นธรรมดา ส่วนอารมณ์อยากเลิกเรียนนี่มาตอนเราขาดสติครับ แต่ท้ายสุดก็ผ่านมาได้ด้วยดี

คิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรียนสำเร็จ

ความเชื่อว่าเราจบได้มาก่อนเลยครับ จากนั้นก็ความสม่ำเสมอในการทำงาน การพูดคุยสื่อสารกับอาจารย์ที่ปรึกษา และการใช้ resource ที่มีอยู่รอบตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

ถามจากเพื่อนบ้าง อาจารย์บ้าง ซึ่งหลายครั้งคนที่เราถาม เราอาจไม่ได้รู้จัก ไม่เคยเรียนด้วยนะครับ แต่เราก็หาว่า เรามีคำถามใน field ไหน เรื่องอะไร แล้วก็หาดูว่าใครทำงานใน field นั้นบ้าง แล้วก็ส่งอีเมล์ไปถามครับถือเป็นการ networking และเพิ่มความรู้จากคนรู้จริงไปในตัว
ทุกงานสำเร็จด้วยการทำงานร่วมกับผู้อื่นครับ แต่ละคนไม่ได้เก่ง ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ประสานกำลังใช้ประโยชน์จากสิ่งที่คนรอบๆ ตัวเราถนัดครับ ต่างคนต่างก็ได้ช่วยกัน

ram11.jpg

ปัจจุบันทำงานอะไร และได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้างคะ

งานประจำปัจจุบัน เป็น specialist ทำด้าน strategic policy development ที่ทรูคอร์ปอเรชั่น และด้าน sustainability ของสำนักความยั่งยืน เครือเจริญโภคภัณฑ์ครับ นอกนั้น ก็เป็นอาจารย์พิเศษ มีไปคุยแชร์ประสบการณ์กับนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ มีสอนเปียโนนิดหน่อย

ทักษะที่ได้ระหว่างเรียนนี่ได้ใช้มากเลยครับ โดยเฉพาะ soft skill คือไม่ได้เกี่ยวโดยตรงกับเนื้อหาวิชาที่เรียนมา เช่นการสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มผู้ฟัง ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าเราสรุปข้อมูลให้ผู้บริหาร ก็ต้องกระชับและได้ใจความที่สุด เพราะผู้บริหารเวลาจะรัดตัวมาก หรือถ้าเตรียมหัวข้อ สำหรับอธิบายคนที่อยู่ใน field นั้น เนื้อหาก็จะต่างจากที่ไปอธิบายคนที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องนั้นๆ ครับ

นอกจากนั้น ก็เป็นการบริหารเวลา การประสานการทำงานกับคนที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบต่างกันมีมุมมองแตกต่างและหลากหลายครับ เช่น บางโครงการเราอาจจะ ต้องคุยกับทั้ง กฎหมาย การเงิน บัญชี วิศวกรรม รวมทั้ง ผู้บริหาร ที่ได้ให้แนวทางการทำงานมาด้วยครับ

ram8
สุดท้าย อยากฝากอะไรสำหรับผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้างคะ

ขอเป็นกำลังใจให้คนที่เรียนปริญญาเอกอยู่นะครับ พวกเรากำลังเลือกทำสิ่งที่ต้องฝ่าฟัน ต้องมุ่งมั่น ต้องใช้พลังทั้งกายและใจ พูดได้เลยว่า มหาศาล แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ครับ แค่เราเชื่อมั่นว่าเราทำได้

กว่าจะตัดสินใจเรียนกัน ผมเชื่อว่า พวกเราคิดมาอย่างดีแล้ว ว่าผลลัพธ์ที่ได้มันน่าจะดี เพราะฉะนั้น อย่ายอมแพ้ครับ ระหว่างทาง เป็นกระบวนการที่เราจะได้เก่งขึ้น อย่ามองเป็นอุปสรรคให้มองเป็นสิ่งที่ยังไงเราก็ต้องผ่าน เพื่อพัฒนาตัวเอง  สู้ๆ ทุกคนทำได้ครับ “It will be OK at the end. If it’s not OK, then it’s not the end

ram1

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณ ดร.รามที่มาแบ่งปันประสบการณ์และข้อคิดดีๆ กับเราที่นี่ค่ะ


เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน Inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ กันค่ะ


แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ ที่นี่ ที่เดียว 

 

Let’s countdown #30สิ่งที่เกี่ยวกับปริญญาเอก


30. ปริญญาเอกไม่ใช่สิ่งจำเป็น ไม่ได้เหมาะกับทุกคน และสำหรับหลายคน อาจเป็นเรื่องเสียเวลา ควรเรียนไหม ถามใจเธอดู !

29. การเรียนปริญญาเอกไม่มีสูตรสำเร็จ ผู้เรียนต้องทดลองผสมสูตรใหม่ในแบบของตนเอง

28. “ความไม่รู้” ไม่ใช่อุปสรรคของการเรียนปริญญาเอก แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ “ปัญหา” ที่ต้องออกไปค้นหาคำตอบ

27. การต่อจิ๊กซอว์ในช่วงแรก ย่อมยากที่สุด ขอแค่อย่าหยุด ในที่สุดก็จะพบภาพแห่งความสำเร็จ

26. ระยะทางปริญญาเอกนั้นยาวไกล “ความสมดุล” คือคำสำคัญ 

25. อีกสองคำที่สำคัญเช่นกันคือ “ความมุ่งมั่น” และ “กัดไม่ปล่อย” 

24. ปริญญาเอกคือปริญญาที่วัด “ความอึด” มากกว่า “ความปราดเปรื่อง”

23. จัดตารางการทำงานที่เหมาะกับตัวเอง และทำให้ได้ตามนั้น 

22. จงหมกมุ่นแต่พอเหมาะ และจงเฮฮาแต่พอดี

21. บนเส้นทางปริญญาเอก ไม่ต้องคิดแข่งอะไร กับใคร แค่เอาชนะตัวเองให้ได้ก็เพียงพอแล้ว 

20. ในการทบทวนวรรณกรรม การตกผลึกความคิดที่คมชัด อาจใช้เวลาเป็นเดือน..หลายเดือน..หรือเป็นปี…อดทน

19. ไม่มีใครเขียนธีสิสที่สมบูรณ์ได้ในครั้งแรก จงเริ่มต้น และเขียนวนไปค่ะ 

18. การเรียนปริญญาเอกทำให้รู้ว่า “การเขียนเป็น” สำคัญกว่า “การพูดเป็น” มากแค่ไหน 

17. อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใคร ทุกคนมีสไตล์และจังหวะการทำงานของตัวเอง 

16. เมื่อใดรู้สึกเหนื่อยก็จงหยุด..พักบ้าง 

15. บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุด คือ การหยุดบ่นแล้วลงมือทำ 

14. ในระหว่างเรียน เป็นเรื่องปกติที่จะมีวันที่อ่อนแอ ยอมรับและอยู่กับมันให้ได้ แล้วทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี

13. ในวันที่รู้สึกไม่ไหว หาคนที่รับฟังและพร้อมเข้าใจ เพื่อระบายความอัดอั้นในใจ จะทำให้รู้สึกดีขึ้น 

12. ผู้เรียนปริญญาเอกต้องหมั่นฝึกฝนที่จะประเมินตัวเองอยู่ตลอดเวลา อย่ารอการตัดสินและประเมินจากผู้อื่น

11. การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ การรู้แจ้งด้วยตนเอง 

10. เมื่อใดที่งานเขียนผ่านอาจารย์ไปได้ง่ายๆ ให้สงสัยและตั้งคำถาม เพราะ “ความง่าย” คือ “เรื่องแปลก” สำหรับปริญญาเอก

9. ปริญญาเอกเป็นกระบวนการขัดเกลาตัวเอง รู้ตัวอีกที “อัตตา” ก็ลดลงเยอะแล้ว ถ้า ระดับของ “อัตตา” เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม จงสงสัยและตั้งคำถาม !

8. รับผิดชอบทุกการกระทำของตัวเอง เชื่อเถอะว่า การกล่าวโทษผู้อื่นไม่ได้ทำให้ตัวเองดูดีขึ้นแต่อย่างใด 

7. ก่อนคิดล้มเลิก ให้ไปถามคนที่สำเร็จปริญญาเอกแล้ว 99% เคยล้ม เคยพลาด และเคยจะปล่อยมือมาแล้วทั้งนั้น

6. เป็นปกติที่เราจะยังคงสงสัยในตัวเอง (self-doubt) และในงานของตัวเอง จนกระทั่งวันสุดท้ายที่จะส่งเล่ม

5. บางทีคำว่า perfect ไม่สำคัญเท่าคำว่า let go..

4. ณ ขั้นตอนสุดท้าย จงฝึกที่จะชื่นชมและภูมิใจในตัวเอง โดยไม่ต้องรอคำชมจากผู้อื่น

3. ระลึกไว้เสมอว่าความสำเร็จนี้ไม่ได้เป็นของเราคนเดียว อย่าลืมกล่าวขอบคุณคนรอบข้าง 

2. คุณค่าของใบปริญญาวัดที่ “กระบวนการได้มา” และ “การรักษาสิ่งที่ได้มา” ไว้อย่างสืบเนื่อง

1. ท้ายสุด..ขอขอบคุณจุดจบของปริญญาเอก ที่ทำให้รู้ว่า “ที่สุดของการเรียนรู้ คือ การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด”

Happy New Year 2017 พร้อมตะโกนดังๆ ว่า “ก็แค่ปริญญาเอก” 

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD