ดร.สิทธิวุฒิ เจริญสุทธิวรากุล :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: คุยเรื่องเรียนด็อกเตอร์กับด็อกเตอร์

วันนี้ “เพจก็แค่ปริญญาเอก” เปิดบ้านต้อนรับ ดร.สิทธิวุฒิ เจริญสุทธิวรากุล นักวิจัยหลังปริญญาเอก ด้าน Anti-infective Drug Discovery จากLiverpool School of Tropical Medicine

12986336_10153993786027850_987258318_o.jpg

ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ

ผมชื่อสิทธิวุฒิ เจริญสุทธิวรากุล ชื่อเล่นตามที่แม่ตั้งคือ “เท่” แต่เพื่อนเรียกว่า “แหนม” มาตั้งแต่สมัยมัธยม เลยตามเลย แหนมก็แหนม

ปัจจุบันจบปริญญาเอกแล้ว ทางเคมีเน้นงานวิจัยทาง Medicinal Chemistry จาก University of Liverpool ตอนนี้ทำงานวิจัยหลังปริญญาเอกทางด้าน Anti-infective Drug Discovery อยู่ที่ Liverpool School of Tropical Medicine

รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการติดต่อมาขอสัมภาษณ์ เรียกได้ว่าตกใจเหมือนกัน เพราะแหนมเองก็อ่านติดตามเพจนี้มาเรื่อยๆ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่กำลังเรียนปริญญาเอก มา ณ ที่นี้ด้วย

ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

ย้อนกลับไปนานมาก ย้อนไปถึงสมัย ม.ปลายดีกว่า คือแหนมเป็นคนชอบเรียนวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ ม. ปลาย แต่ถ้า ม.ต้น นี่เป็นอีกเรื่องเลย คือเกลียดวิทยาศาสตร์มาก แต่ที่ภายหลังเปลี่ยนมาชอบ เพราะวิทยาศาสตร์อธิบายสิ่งที่เราอยากรู้ได้กว้างขวางขึ้น และมีเหตุผลด้วย เอาจริงๆ ตอนนั้นชอบวิชาเคมีมาก ชอบในแบบที่ว่า ไปเรียนและสอบในโครงการพวกโอลิมปิกวิชาการ แต่อย่าถามว่าไปไกลแค่ไหน เพราะไปไม่ไกลเลย ไม่ได้เข้าค่ายสอง สาม สี่ อะไรทั้งนั้น แต่คือได้เรียนวิชาเคมี ซึ่งเป็นในส่วนที่เป็นพื้นฐานของวิชาในมหาลัย และมันทำให้เราชอบและเห็นถึงความสำคัญของวิชานี้

โชคดีอีกอย่างหนึ่งคือ ห้องสมุดของสวนกุหลาบฯ มีหนังสือเคมีระดับมหาลัยของต่างประเทศเยอะมาก ก็ได้ห้องสมุดนี่แหละเป็นเครื่องดับกระหายความอยากรู้ เพราะสมัยนั้นอินเตอร์เน็ต dial-up อย่าได้คิดจะค้นอะไรทั้งสิ้น ยิ่งได้อ่านเยอะขึ้น ก็มีความคิดเลยว่า อยากทำงานที่ได้คิดค้นอะไรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเคมีที่เกี่ยวกับยา

ที่นี้พอเรียน ม ปลาย มันก็ต้องมีเอนทรานซ์ใช่มะ สมัยนั้นคือรุ่นแหนมเป็นรุ่นแอดมิชชันรุ่นแรก ตอนนั้นก็เล็งคณะไว้เยอะ ตามที่คนเค้านิยม ก็มีแพทย์ เภสัช วิทยาศาสตร์เคมี แพทย์นี่ตัดทิ้งก่อน จริงๆก็เสียดาย เพราะตอนนั้นติดรามาฯด้วย เอาจริงๆ เพราะเป็นคนกลัวเลือด กลัวมากด้วย ถึงกับเป็นลมเมื่อดูหนังจำพวก Saw เพราะฉะนั้นก็อย่าเสี่ยงดีกว่า ทีนี้มีเภสัช กับวิทยาศาสตร์ บังเอิญตอนนั้น ไปสอบทุนของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลไว้ ชื่อทุนศรีตรังทอง เรียนฟรี ได้เงินเดือนระหว่างเรียน ไม่มีข้อผูกมัดด้วย ก็เลยคิดว่า เอ้ย ดีจัง เรียนวิทยาศาสตร์ก็ได้ ก็ตั้งใจแต่แรกแล้วล่ะ ว่าอยากจะเรียนเคมี

13054766_10153993785527850_804477031_o

แรงบันดาลใจในการเรียนต่อปริญญาเอก

พอก้าวเข้าคณะวิทยาศาสตร์ปุ๊ป โอ้โห สิ่งแรก อาจารย์ทุกคนจบเอกต่างประเทศหมดเลยอะ ทำงานวิจัยที่หรูหราอลังการ ในใจคิดละ ถ้าเราจะเป็นแบบนั้นบ้าง เราก็คงต้องเรียนถึงระดับนั้นเหมือนกัน

แล้วในคณะวิทย์ มีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งมากอย่างนึง คือการวิจัย เดินไปมาในคณะ ทุกคนพูดถึงแต่งานวิจัย การตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ ถ้าอาจารย์ท่านไหนมีงานวิจัยดีๆ ได้ตีพิมพ์ในวารสารดีๆ ไปได้รางวัลอะไรมา ทุกคนก็จะพูดถึง มันยิ่งทำให้ นักศึกษาอย่างเราอยากทำงานวิจัยดีๆ อยากมีผลงานดีๆบ้าง ก็เลยตั้งใจว่ายังไงเราก็ต้องเรียนถึงระดับนั้นให้ได้

พอเราวางแผนว่าจะเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือภาษาอังกฤษ เพราะแหนมไม่ใช่คนที่เรียนโรงเรียนหรือมหาลัยอินเตอร์มาก่อนเลย โชคดีที่สุดเลยคือ ตอนเรียน ปริญญาตรีปีที่สี่ อาจารย์ที่ปรึกษา รศ.ชุลีวัลย์ ราษฎร์วิรุฬห์กิจ แนะนำให้ไปสอบภาษาอังกฤษเอาคะแนนเก็บไว้ก่อนเรียนจบ ด้วยความที่เราค่อนข้างจะเตรียมตัว เรื่องภาษาอังกฤษมาสักพักนึงแล้ว คือเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่อยู่ปี 2 ก่อนจบปี 4 เลยมีคะแนน IELTS ติดตัวไว้สมัครมหาลัยต่างประเทศได้ อีกอย่าง ทุนศรีตรังทองที่ตอนนั้นรับอยู่ก็สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการสอบส่วนนึงด้วย

พอเรียนจบตรี ก็มีทุนโครงการพิเศษ โครงการทุนมหิดล-ลิเวอร์พูล เป็นทุนสำหรับให้ นศ หรือบุคลากรของมหิดล ไปเรียนต่อที่ University of Liverpool ปีนั้นคือเป็นปีแรกที่โครงการนี้เริ่มต้นเลย ก่อนสมัครทุนเค้า require คะแนนภาษาอังกฤษ ซึ่งด้วยความที่เป็นโครงการใหม่ เลยไม่มีใครเตรียมพร้อมคะแนนมากเท่าไรนัก ทำให้คนสมัครมีไม่เยอะ แต่ตอนสัมภาษณ์ก็โหดเหมือนกัน เพราะแหนมเป็นคนที่โปรไฟล์เมื่อเทียบกับ candidate คนอื่นๆ แล้วคือด้อยกว่าชาวบ้านหมดเลย แต่สุดท้ายพอสัมภาษณ์จบก็ได้ทราบว่า เราได้ทุนนะ แหนมก็เป็นคนแรกที่รับทุนในโครงการนี้ จนถึงปัจจุบัน มีผู้รับทุนทั้งสิ้นแล้ว 12 คน โดยประมาณ

สิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนปริญญาเอกคืออะไร

อุปสรรคใหญ่สุดเลย คือ ภาษา ถึงแม้จะสอบผ่าน IELTS ที่ใช้ในการสมัครเรียน แต่ความรู้ในการสอบไม่ได้ช่วยในชีวิตจริงเท่าไรเลย ยิ่งมาเจอสำเนียงท้องถิ่นของ Liverpool แล้วยิ่งไปกันใหญ่ อีกอย่างแหนมมาเรียนเอกตั้งแต่อายุ 22 ถามว่าเด็กมั้ย คำตอบคือเด็กมาก คือไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเท่าไรเลย ตอนนั้นเพื่อนก็ไม่มี ภาษาเราก็ไม่ดี เลยไปกันใหญ่ ก็ได้สมาคมคนไทยช่วยประคับประคองความรู้สึกในช่วงเริ่มแรก

นอกจากอุปสรรคด้านภาษา มีอุปสรรคอื่นไหม

อุปสรรคต่อมาเป็นเรื่องงานวิจัยละ สิ่งที่ตอนนั้นทำ คือ สังเคราะห์และปรับปรุงสารต้นแบบเพื่อนำไปรักษาโรคมาเลเรีย ชอบนะ แต่ประสบการณ์ในด้านเคมีของยาต่ำมาก เรียกได้ว่าเรี่ยดิน คือ เด็ก ปริญญาตรีที่นี่ เค้ามีวิชาเคมีทางยาในหลักสูตรเลย เพราะเป็นอุตสาหกรรมทางเคมีที่มีความสำคัญของประเทศเค้า แต่ที่แหนมเรียนที่ไทย คือ ไม่เคยผ่านวิชานี้มาก่อนเลย ที่เรียนมาก็มีวิชาที่ใกล้เคียงกัน เราก็ใช้วิธีการขอไปนั่งเรียนกับเด็ก ปริญญาตรี โชคดี คือเป็นวิชาที่ supervisor เป็นคนสอนพอดี แล้วก็ต้องอ่านเยอะมาก technical term ล้านแปด อีกส่วนนึงก็เรียนรู้จากประสบการณ์เอา ทาง Supervisor ก็คอยเน้นย้ำว่าอันนี้หมายความว่าอะไร ค่าอย่างนี้คือดีหรือไม่ดี แล้วต้องพัฒนาสารต้นแบบยังไงให้มีคุณสมบัติที่ดีที่สุด

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเพื่อน มาเรียนเอกต่างประเทศ สิ่งที่ตัวเองคาดหวังคือ อยากเจอคนในสังคมใหม่ๆ อยากจะรู้ อยากจะเข้าใจว่าเค้ามีความคิดเหมือนหรือต่างจากเรายังไง พูดตรงๆ คนอังกฤษไม่ใช่คนที่ friendly ที่สุดในโลก และแหนมก็ไม่ใช่คนดูบอล ทำให้ topic ที่จะคุยก็เหมือนจะหายาก เราก็เลยเริ่มจากดูทีวี กับอ่านหนังสือพิมพ์หรือ BBC ก่อน พอเราเริ่มมีข้อมูลอะไรในหัวบ้าง จะไปพูดคุยกะเค้าก็ไม่เคอะเขินเท่าไร

อีกอย่างที่ทำเป็นประจำและทุกวันนี้ก็ยังทำ ก็คือออกไปดื่ม การดื่มนี่เป็นวัฒนธรรมของคนอังกฤษ ไม่ต้องดื่มจนถึงกับเมากลับบ้านไม่ถูก แต่ดื่มแค่กล้อมแกล้มพองาม อันนี้เป็นวิธีการหาเพื่อนที่ดี เทคนิคคือ ใครชวนไปดื่ม เราไปหมด รู้จักไม่รู้จักเราก็ไป สำหรับคนไม่ดื่ม ก็ไปกับเค้า แต่เราก็ไม่ดื่มก็ได้ อันนี้มันเริ่มมาจากที่แลปก่อน เพราะ supervisor ชอบดื่มและชอบชวนคนในแลปไปเป็นเพื่อน ซึ่งอันนี้ดี เพราะส่วนใหญ่อาจารย์จะเลี้ยง

และที่ Department of Chemistry ที่นี่ ก็มีงานสังสรรค์เยอะมาก นอกจากงาน Ball ประจำปีแล้ว และ Connect/Cheers ทุกสามเดือนแล้ว ปกติก็คือแทบทุกศุกร์ นักศึกษาปริญญาเอกจะชวนออกไปดื่มกันที่ผับของมหาลัย เราก็ไปกะเค้านั่นล่ะ ไปหาเพื่อนใหม่ ซึ่งก็ได้เจอเพื่อนใหม่จริงๆ ซึ่งคนเหล่านี้ ก็ทำงานในวงการเคมี ก็อาจจะช่วยเหลือเรา หรือทำงานวิจัยอะไรร่วมกันได้ในอนาคตอีก

13054499_10153993785747850_231393164_o.jpgเมื่อเรียนจบมาแล้ว มีข้อคิดหรือมุมมองอะไรที่อยากฝากสำหรับคนที่กำลังเรียนอยู่บ้างคะ  

คติประจำใจตอนเรียนคือ เรามีโอกาสเรียนปริญญาเอกครั้งเดียวในชีวิต ทำอะไรต้องทำให้เต็มที่ เห็นนักศึกษาไทยหลายคนที่มาเรียน ตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง บางคนก็เอาเวลาไปเที่ยวเล่นเสียเยอะ แต่ในใจเลย คือคิดว่าเวลาเที่ยวเล่นยังมีอีกพอสมควร

แต่เรียนปริญญาเอกเนี่ยมีครั้งเดียว ถ้าเราทำไม่ดี อาจารย์เค้าก็อาจจะมีภาพลบกับนักศึกษาไทยไปเลย แต่ถ้าเราทำดี ก็เหมือนเป็นการช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของ นักศึกษาไทยไปในตัว แล้วยิ่งถ้าสนิทกับอาจารย์ ก็อาจจะนำไปสู่ความร่วมมือทางงานวิจัยในอนาคต ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องดี ไม่ใช่แค่ตัวเรา แต่กับประเทศเราด้วย ถ้าวันนึงเรากลับไปทำงานในประเทศไทย

ความแตกต่างระหว่าง ปริญญาเอก กับ post doc

โอ้โห เยอะมาก งานปริญญาเอกมันก็จะเป็นแค่งานเราคนเดียว ได้รับมอบหมายเท่าไรก็คือ scope of study ก็ประมาณเท่านั้น แต่พอทำงานเป็น post doc คือทุกอย่างที่อาจารย์ supervisor มอบหมายมาคืองานเรา ซึ่งก็คือสิ่งที่อาจารย์ที่อาจไม่อยากทำ

ยกตัวอย่างงานทุกวันนี้ เช่น งานวิจัย อันนี้ต้องทำอยู่แล้ว อาจารย์จะมอบหมายมาให้เป็นอะไรที่กว้างถึงกว้างมาก เช่น ให้งานวิจัยมาอ่านเรื่องนึงแล้วต้องไปคิดต่อเองว่าต้องจะทำอะไร และจะทำยังไง ซึ่งก็ต้องทำเป็นแผนมาให้อาจารย์ดูถึงความเป็นไปได้ รวมทั้งเขียนรีพอร์ต เขียนเปเปอร์

นอกจากนี้ ยังมีความรับผิดชอบอื่นๆ อีก เช่น ดูแลรักษาเครื่องมือ ติดต่อกับ external collaborator เข้าประชุมความปลอดภัยของภาควิชา ดูแล นักศึกษาปริญญาตรีและโท อันนี้งานค่อนข้างเยอะ เพราะต้องคิดงานให้นักศึกษา อ่านงาน แก้งาน ให้คำแนะนำ และร่วมแก้ปัญหา ตั้งแต่แรกจนจบ

แต่อย่างนึงที่สังเกตได้ชัดมากคือ อาจารย์ไว้ใจเรามากขึ้น ไม่รู้เพราะเห็นว่าเรามีประสบการณ์มากขึ้น หรือว่ายุ่งมากจนไม่มีเวลามาตามงาน ฮ่าๆๆ แต่คิดว่าน่าจะเป็นอย่างแรก

13064014_10153993785342850_1890723225_o.jpg

ได้นำเอาสิ่งที่ได้จากปริญญาเอกมาใช้อย่างไรในปัจจุบัน

อันดับแรกเลย คือ เอามาสมัครทำ post doc ซึ่งถ้าไม่จบปริญญาเอก เค้าก็คงไม่รับถูกมะ

อันดับสองคือ ทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ อันนี้คือไม่มีใครทันสังเกตหรอกตอนที่ทำ ป เอก แต่พอย้อนกลับไปดู จะเห็นเลยว่า กระบวนการเรียนปริญญาเอกนั้น มันสอนให้เราคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น มีการวางแผนและทำงานอย่างมีขั้นตอน ใช้เหตุผลในการตัดสินใจได้ดีขึ้น ไมใช่แค่ในด้านวิชาการ แต่ในชีวิตจริงด้วย

ฝากอะไรถึงเพื่อนในเพจ

ขอให้ทุกคนในเพจก็แค่ปริญญาเอกเรียนจนจบถึงจุดที่ตั้งเป้าหมายไว้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นระดับไหนก็ตาม ขอบคุณครับ

——————–
เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณการแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์จากดร.แหนม ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ดียิ่งให้ใครอีกหลายคนที่สนใจหรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนี้

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ ที่เดียว!!

ความเรียบง่าย คือ ความซับซ้อนและปราณีตขั้นสูงสุด


“ความเรียบง่าย คือ ความซับซ้อนและปราณีตขั้นสูงสุด”

ผู้ทำวิทยานิพนธ์เข้าใจข้อความนี้ดีกว่าจะได้มาซึ่งความเรียบง่าย

กว่าจะตกผลึกซึ่งประเด็นสำคัญ

กว่าจะตัดใจทิ้งรายละเอียดที่ไม่จำเป็น

กว่าจะมีข้อเขียนที่ “ชัด”

กว่าจะเจอข้อสรุปที่ “ใช่”

กว่าจะผ่านแต่ละด่านจนมาถึงจุดหมาย

การเรียนปริญญาเอก คือ เส้นทางสู่ “ความเรียบง่าย” ที่ไม่ “ง่าย” อย่างที่คิด

งานและตัวตนที่ถูกขัดเกลา

จนถึงซึ่ง “ความเรียบง่าย”

กับปริญญาเอก…กับครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ฝึกฝน

หมั่นรักษา รื้อฟื้น และนำทักษะนี้มาใช้ในทุกด้านของชีวิต

เพื่อ “ความเรียบง่าย” หรือ “ความซับซ้อนและปราณีตขั้นสูงสุด” ของชีวิตตลอดไป

#เพจก็แค่ปริญญาเอก

Credit photo: http://linxspiration.com/page/7

Pomodorotechnique เทคนิคโพโมโดโร

เทคนิค Pomodoro* เป็นเทคนิคที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การโฟกัสที่งานอย่างเต็มที่แม้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ สลับกับการพักผ่อนอย่างเหมาะสมในแต่ละวัน จะช่วยให้ผู้เรียนทำงานสำเร็จได้ อย่างไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป
*Pomodoro เป็นภาษาอิตาเลียน แปลว่า มะเขือเทศ

อุปกรณ์: 

1.นาฬิกาจับเวลา(รูปมะเขือเทศ)ในครัว

2.โต๊ะทำงาน และคอมพิวเตอร์

3. ผู้เรียน และใจที่มุ่งมั่น

ขั้นตอน:

1.วางแผน เขียนงานที่ตั้งใจจะทำ

2. ตั้งนาฬิกาจับเวลา 25 นาที

3. นั่งโต๊ะ จดจ่อ มีสมาธิอยู่ที่งานตรงหน้า

4. เมื่อนาฬิกามีเสียงดังครบ 25 นาที ให้หยุดงานตรงหน้า

5. บันทึกความก้าวหน้า เช็คงานที่สำเร็จ และจดข้อผิดพลาดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข

6.หยุดพักผ่อนสัก 5 นาที ลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน เคลื่อนไหว เปลี่ยนอิริยาบถ และทานอาหารที่มีประโยชน์

7.กลับมานั่งทำงาน และทำซ้ำในรูปแบบเดิมอีกรอบ

8. หลังจากทำซ้ำ ทั้งหมด 4 รอบ ให้เวลาตัวเองเพื่อพักผ่อนประมาณ 15 – 30 นาที ในช่วงพักนี้ ไม่ต้องคิดถึงงานเลย

9. ทำเช่นนี้วนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้สึกว่าวันนี้สำเร็จ ได้งาน และเป็นวันที่ “ใช่”


ลองนำไปปรับใช้กันดูค่ะ #เทคนิคดีๆมีไว้แบ่งปัน #justaphd #ปโทก็เช่นกัน

Credit photo: http://studying-hard.tumblr.com/page

“ลูกขวัญ” ณพวรรณ ปัญญา :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: A Super Busy Day with a PhD Student :: วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอเปิดบ้านต้อนรับ “ว่าที่ดร.” คนล่าสุดที่จะมาพูดคุยกับเรา “ลูกขวัญ” ณพวรรณ ปัญญา นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ไปรู้จักกับเธอกัน…kwan1.jpgแนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ “ลูกขวัญ” ณพวรรณ ปัญญา ตอนนี้เรียนปริญญาเอก สาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม (Doctor of Philosophy Program in Environmental Management) คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)

ขวัญจบ ปริญญาตรี สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ จากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนปริญญาโท จบ Urban Environmental Management (UEM) จาก Asian Institute of Technology (AIT) และ รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง อีกใบค่ะ

12899919_1748988555347042_2031177584_n.jpgทำไมจึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

ถ้าตอบเป็นทางการหน่อยก็เพราะอยากเป็นอาจารย์ อยากเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ค่ะ แต่จริงๆ อารมณ์ช่วงที่ตัดสินใจสมัครประมาณอยากเอาชนะตัวเองด้วยค่ะ เพราะขวัญยื่นสมัครแบบขอทุน พอผ่านการคัดเลือกก็ขอลองดูสักตั้ง บอกตัวเองว่า สู้โว้ยค่ะ

เตรียมตัวสอบเข้าปริญญาเอกอย่างไร

การเตรียมตัวสอบมีสองส่วนค่ะ ส่วนแรก คือ การยื่นข้อเสนองานวิจัยที่เราจะทำ ส่วนที่สอง คือ การสอบสัมภาษณ์

เรื่องข้อเสนองานวิจัย ขวัญพยายามทบทวนอ่านงานให้เยอะค่ะ หาประเด็นที่เราสนใจจริงๆ เวลาคณะกรรมการถามเราก็จะตอบได้ เหมือนเป็นการวัดความสนใจของเรามากกว่า แต่พอมาเรียนแล้ว โลกทัศน์เปิดกว้างขึ้น เจออาจารย์เก่งๆ เราอาจเจอประเด็นที่น่าสนใจใหม่ๆเพิ่มเติมได้

ส่วนการสอบสัมภาษณ์ จำได้ว่าเดินเข้าไปในห้องสอบ คณะกรรมการนั่ง 6-7 ท่าน ตัวหดเลยค่ะ แต่ก็หายใจลึกๆ ทำสมาธิ ตอบคำถามด้วยความมั่นใจค่ะ สบตาคณะกรรมการ เป็นตัวเอง แนะนำตัว ตอบคำถามแบบการเล่าเรื่อง เป็นคนชอบคุยชอบเล่าอยู่แล้วค่ะ ก็มีเตือนสติตัวเองบ้าง อย่านอกเรื่องนะ อย่าตลกให้มากนะ

ในที่สุดขวัญก็ได้รับทุนส่งเสริมการศึกษาประเภทที่ 1 เป็นทุนเต็มค่ะ ตอนที่สอบอาจารย์ถามว่า ถ้าไม่ได้ทุนจะเรียนไหม ขวัญก็ตอบว่า เรียนค่ะ แต่คงต้องหางานทำไปด้วยเพราะไม่อยากรบกวนที่บ้านค่ะ ตั้งใจจะเรียนแล้ว ยังไงก็เรียนค่ะ

13170101_1766484376930793_1147793695_o

เพราะอะไรจึงเลือกเรียนสาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม

ขวัญคิดว่าสิ่งแวดล้อมเป็นศาสตร์ที่กว้างและเอามาประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายค่ะ เมื่อก่อนเคยคิดว่า สิ่งแวดล้อมคือเรื่องต้นไม้ ป่าไม้ พวกมลพิษต่างๆ เป็นหลัก และออกแนววิทยาศาสตร์มากกว่า แต่ตอนที่เรียนปริญญาโทที่ AIT จึงได้รู้ว่า สิ่งแวดล้อมมันครอบคลุมทุกอย่างจริงๆ และทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันไปหมด เช่น จะสร้างสวนสาธารณะ สร้างพื้นที่สีเขียว คุณต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง สร้างตรงไหนได้ประโยชน์ต่อเมืองมากที่สุด สร้างอย่างไรคนจะเข้ามาใช้มากที่สุด ต้องดูแลบริหารอย่างไร งบประมาณจากไหน ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร ระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมจึงสำคัญ

ตอนที่จบปริญญาโท ก็มาทบทวนว่าเราชอบอะไรกันแน่ สุดท้ายเลือกเรียนต่อสาขานี้ เพราะอยากรู้ให้มากขึ้นและลึกขึ้น ไม่ผิดหวังค่ะ ตอนนี้สนุกกับการเรียนมากๆ

ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับอะไร

ศึกษาเกี่ยวกับ การประเมินการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาในอนาคตค่ะ

12900017_1748988548680376_228105552_n

ภาพรวมของชีวิตการเรียนปริญญาเอกช่วงนี้เป็นอย่างไร

ขวัญเริ่มทำงานที่กระทรวงมหาดไทยตอนเรียนคอร์สเวิร์คหมดค่ะ และเพิ่งได้รับอนุมัติให้ลาเรียนตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วงก่อนลาเรียนสาหัสสากรรจ์มากค่ะ งานวิจัยหยุดนิ่งแทบไม่มีความก้าวหน้า เหนื่อยล้าจากงานประจำ กลับถึงบ้านก็สุดจะฝืนใจนั่งทำงาน ร่างก็เปื่อย ใจก็ป่วย จนทำให้ตัดสินใจขออนุญาตลาเรียนตามระเบียบของทางราชการ

ช่วงนี้เลยรู้สึกชีวิตดี๊ดี เริ่มกลับมานั่งอ่านงานตัวเอง ใจนิ่งมีสมาธิ ร่างกายพักผ่อนเต็มที่ จากที่เคยเครียด เบื่อ เหนื่อยมาก กลับมีความสุขที่ได้พัฒนางานตัวเองแบบค่อยเป็นค่อยไปค่ะ

เมื่อมาเรียนปริญญาเอกแล้วมีการแบ่งเวลาในชีวิตยังไงบ้าง

ในแต่ละวันขวัญจะเปิดคอมทำงานสองเวลาค่ะ คือสายๆ ประมาณสิบโมงเช้า และก็อีกทีตอนค่ำๆพยายามใช้เวลาหน้าจอคอมให้น้อยที่สุดคือ ครั้งละไม่เกินสองชั่วโมง เวลาที่เหลือก็จะอ่านหนังสือทบทวนงานตัวเอง วางแผนทำงานในวันต่อไป

แต่ก็มีบ้าง ที่เล่นอินเทอร์เน็ตเรื่อยเปื่อย นอนกลางวันบ้าง อะไรบ้างค่ะ ส่วนงานอดิเรก ถ้าอยู่กรุงเทพ ก็มีออกกำลังกายตอนเช้า วิ่ง ปั่นจักรยาน ทำอาหาร ฝึกเล่นดนตรี แต่ถ้ากลับบ้านที่เชียงใหม่ก็ชอบไปออกทริปขี่ม้า เข้าป่า

12910236_1748978625348035_485592134_n (1).jpg

ช่วยนิยามคำว่า Super Busy ในแบบของนักศึกษาปริญญาเอก

Super Busy คือ ช่วงที่มีเรื่องให้ทำเยอะแยะไปหมดจนไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี ใจเต้นตุ๊บๆ มือสั่นระรัว ใช้ชีวิตอยู่หน้าจอคอมแบบลืมวันลืมคืน ลืมกินลืมนอนค่ะ โอ้ว ไม่นะ ขวัญไม่อยากมีชีวิตแบบนั้นอีกแล้ว ฮ่าๆๆ

คิดว่าสิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกคืออะไร

การจัดการกับอารมณ์ค่ะ คือ เราต้องอยู่กับเรื่องเดิมๆทุกวัน ขณะเดียวกันก็มีปัญหาใหม่ๆเข้ามาทุกวันเช่นกัน เป็นปกติที่จะเบื่อ เหนื่อย เซ็ง ท้อ สำหรับขวัญ การจัดการอารมณ์ จึงสำคัญที่สุด รองลงมา ก็คงเป็นการจัดการเวลากับระเบียบวินัยในตัวเอง

คิดว่าทำอย่างไรจึงจะผ่านไปได้

ยึดหลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือ ทางสายกลาง พยายามใช้ชีวิตแบบไม่ตึงไม่หย่อนจนเกินไป แต่ก็มีหลุดๆบ้างนะคะ ก็พยายามดึงสติตัวเอง เตือนตัวเองตลอดว่ามี อีกหลายคนที่เค้าอยากจะมาเรียนแบบเรา แต่เค้าไม่มีโอกาส ในเมื่อเราได้โอกาสนี้มาแล้ว ก็ต้องทำให้ดีที่สุด เหนื่อยก็พัก เดี๋ยวค่อยเริ่มใหม่

12476534_1748988552013709_154471470_n.jpgเมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดจะทำอะไรเป็นสิ่งแรก

จากเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง พอจบปริญญาตรีก็เก็บใบปริญญาใส่กระเป๋ามาตามล่าหาความฝันที่กรุงเทพ ได้ทุนเรียนปริญญาโท จนปัจจุบันกำลังเรียนปริญญาเอก วันนี้มาไกลเหลือเกินค่ะ

ถ้าจบสิ่งแรกที่อยากจะทำเอาพวงมาลัยไปกราบคุณแม่ ครูบาอาจารย์ ผู้บริหารที่ทำงาน และผู้ใหญ่ที่นับถือ ที่ให้โอกาส และสนับสนุนขวัญมาตลอด ให้เวลากับครอบครัว คุณแม่ กัลยาณมิตร และหาโอกาสทำกิจกรรมเพื่อสังคม คืนความรู้สู่สังคมต่อไปค่ะ

ขอบคุณ “ลูกขวัญ” สาวคนเก่งที่มาแบ่งปันคำแนะนำ และประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของเธอกับเราที่นี่ เราเชื่อว่าสิ่งที่เธอเรียนรู้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อไปแน่นอน ขออวยพรให้ “ลูกขวัญ” ประสบความสำเร็จดังตั้งใจทุกประการ

แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ เร็วๆ นี้

10 เทคนิคในการก้าวข้ามอาการ thesis panic

ผู้เรียนปริญญาเอกจำนวนมากต้องเผชิญความตื่นกลัว หวั่นวิตก เพราะการเรียนปริญญาเอก คือ การทำงานขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนความไม่แน่นอน ประกอบกับเดดไลน์ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
อาการที่เรียกว่า thesis panic เกิดขึ้นได้เสมอ หลายคนเกิดอาการมือสั่น ใจสั่น ท้อแท้ หวาดกลัว คำถามในใจที่ว่า จะเสร็จทันไหม? จะดีหรือไม่? และจะต้องแก้ไขอีกหรือเปล่า? กลายเป็นอุปสรรคทำให้ทำงานไม่ได้

10 เทคนิคในการก้าวข้ามอาการ thesis panic

1. เขียนลิสต์งานที่คงค้างออกมาอย่างละเอียด

2.วางแผน ย่อยงานออกเป็นส่วนๆ แล้วทำเป้าหมายระยะสั้นให้สำเร็จ

3. ดื่มน้ำผลไม้ ใจเย็นๆ แล้ว นั่งลงเขียน outline แต่ละบท ไล่มาถึงประเด็นหลัก ประเด็นรอง รายละเอียด ตารางข้อมูลต่างๆภายใต้ประเด็นแต่ละประเด็น เมื่อเห็นภาพงานที่ต้องทำอย่างชัดเจน อาการตื่นกลัวจะลดลง

4. หาที่สงบ นั่งหลับตา โฟกัสกับการหายใจเข้า-ออก

5. เปิดใจพูดกับใครบางคนที่พร้อมเข้าใจ หรือ กำลังเผชิญสถานการณ์คล้ายๆกันอยู่ การได้รู้ว่าไม่ใช่เราที่รู้สึกเช่นนั้นตามลำพังมีความสำคัญมาก

6. อย่าปล่อยให้เกิดความไม่สมดุลระหว่าง “งานที่มีมาก” กับ “เวลาที่เหลือน้อย” จงลงมือทำทุกวัน

7. คิดให้น้อย..ทำให้มาก

8.การออกกำลังกายไม่ทำให้เสียเวลา แต่จะช่วยลดความเครียด และช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

9. การส่ง “งานบางอย่าง” เมื่อถึงเดดไลน์(ถึงแม้จะคิดว่างานนั้นยังดีไม่พอ) ดีกว่าการไม่ส่งอะไรเลย

10. จงคิดให้ได้แต่เนิ่นๆว่า เมื่อเดดไลน์มาถึง หากทำเต็มที่แล้ว แต่ในที่สุดไม่มีงานส่ง ก็ไม่เป็นไร ชีวิตคุณไม่สิ้นสุดแค่นี้แน่ๆ ความสามารถในการปล่อยวางจะช่วยให้ใจสงบลง


#justaphd #ปโทก็เช่นกัน