11 สิ่งที่ต้องเลิกเพื่อมีความสุขในชีวิตการเรียนปริญญาเอก

1. เลิก กลัว

2. เลิก ความคิดที่ว่าฉัน “ถูก”เสมอ

3. เลิก ความเชื่อในกรอบเดิมๆที่จำกัด

4. เลิก โทษตัวเอง และโทษผู้อื่น

5. เลิก เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น

6. เลิก พึ่งพิงผู้อื่น

7. เลิก ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

8. เลิก มีข้ออ้างและข้อแก้ตัว

9. เลิก คิดถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว

10.เลิก พะวงกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

11.เลิก มีชีวิตอยู่ตามความคาดหวังของผู้อื่น

…เพราะความกลัว โทษตัวเอง โทษคนอื่น ต่อต้านที่จะเปลี่ยนแปลง มีข้อแก้ตัว และอื่นๆ เหล่านี้ ไม่ได้ช่วยให้ใครส่งงานได้เร็วขึ้น ไม่ได้ช่วยให้ใครสอบผ่าน แต่กลับเป็นสิ่งที่ดึงเราไว้ไม่ให้ไปไหน และยังทำให้ไม่มีความสุขตลอดเส้นทาง

ถ้าหากพิจารณาดีๆ เราจะเห็นว่า หลายครั้งที่ชีวิตปริญญาเอกมีปัญหา ก็เพราะความคิดและพฤติกรรมเหล่านี้ของเราเอง

…ถึงเราไม่ “เลิก” ในวันนี้

สิ่งที่เจอบนเส้นทาง อาจบังคับและฝึกฝนให้เราค่อยๆเลิกหรือเจือจางหลายความคิดและหลายพฤติกรรมข้างต้นไปเอง
ค่อยๆ ลด ละ เลิก ความคิดและพฤติกรรมเหล่านี้ ก่อนจะถูกธรรมชาติของปริญญาเอกบังคับให้เปลี่ยน…
ชีวิตปริญญาเอกแบบแฮปปี้ๆ

มีได้ เป็นได้ ทำได้

เริ่มต้นจากตัวเราเอง …

ปริญญาเอกกับคนรอบตัว 


ถึงแม้การเรียนปริญญาเอกจะเป็นภารกิจหนึ่งในชีวิต ที่ทำให้มีความรู้สึกเสมือนว่า “ได้” อยู่คนเดียวบนโลก

โดยเฉพาะในบางช่วงเวลาที่มีแต่ตัวเรา ความคิด และคอมพิวเตอร์ตรงหน้า

ในความเป็นจริง…
ไม่มีใครสามารถประสบความสำเร็จคนเดียวได้เลย
และความสำเร็จจะไม่มีความหมายหรือไม่มีคุณค่าใดๆ หากผู้เรียนไม่สามารถบริหารและรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบตัวได้

…อีกหนึ่งทักษะสำคัญที่ต้องเรียนรู้…

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD #ปโทก็เช่นกัน

ร้อยตำรวจเอก อภิชาติ วงษ์ศรี :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: a super busy day with a PhD student ::

วันนี้ “ว่าที่ดร.” ที่เราจะไปสัมภาษณ์พูดคุยด้วย เป็นผู้กองหนุ่มอนาคตไกล นักศึกษาปริญญาเอก สาขารัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration) มหาวิทยาลัยศรีปทุม ไปทำความรู้จักกับเขากัน

ช1.jpg

ช่วยแนะนำตัวด้วยค่ะ

ครับ สวัสดีครับ ผม ร้อยตำรวจเอก อภิชาติ วงษ์ศรี ตำแหน่ง รองสารวัตร สถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงครับ ชื่อเล่นชื่อ “เอ็ม” นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 62 ปริญญารัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต(ตร.) เกียรตินิยมอันดับ 2 จาก โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และปัจจุบันศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผ่านการสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ไปเมื่อเร็วๆนี้ครับ

ช4

ทำไมถึงคิดมาเรียนปริญญาเอกคะ           

ที่ตัดสินใจเรียนเพราะ “ขี้เกียจ” ใช่ครับ ฟังไม่ผิดหรอกครับ เหตุผลฟังดูแปลกๆ แต่ตัดสินใจไปเรียนเพราะขี้เกียจจริงๆ เพราะคิดว่า ในอนาคตก็คงต้องเรียน แต่ไม่อยากไปเรียนตอนแก่หรือไปเรียนตอนที่แบบว่า มีครอบครัว หรือมีลูกแล้ว เพราะกลัวไม่มีเวลาให้ครอบครัวครับ

ส่วนการจบปริญญาเอก ในด้านหน้าที่การงานของตำรวจ ถึงแม้จะไม่มีการปรับขั้นเงินเดือน หรือเงินเพิ่มพิเศษอะไรเลยก็ตามในสายงานนี้ แต่คาดว่าในอนาคต วิสัยทัศน์ และความรู้จากการศึกษาปริญญาเอก สามารถนำไปช่วยพัฒนาองค์กรตำรวจ เพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ชีวิตการเรียนปริญญาเอกช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ

ช่วงนี้ก็อยู่ในช่วงทำดุษฎีนิพนธ์ครับ เพิ่งสอบผ่านโครงร่างวิทยานิพนธ์ผ่านไป คณะกรรมการมีมติให้ผ่าน และมีข้อแก้ไขไม่มากนัก จากนี้ก็คงจะต้องวุ่นกับการเก็บข้อมูลกับกลุ่มประชากรตัวอย่าง และเก็บข้อมูลการสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คิดดูแล้วคงจะวุ่นน่าดู ยิ่งงานของตำรวจเวลาน้อยๆ ด้วย แอบหนักใจอยู่เล็กน้อย แต่ก็คิดว่า ไหวครับ

ช5

เมื่อมาเรียน ป.เอกแล้ว มีการแบ่งเวลาในชีวิตยังไงบ้างคะ

ช่วงแรกๆ ก็ค่อนข้างแบ่งเวลายากครับ เพราะช่วงที่เริ่มเรียนนั้น เป็นนายเวรผู้บังคับการตำรวจรถไฟ ก็จะไม่ค่อยเวลา แต่ก็พยายามหาเวลาไปเรียน coursework ให้ได้ แต่โชคดีที่ผู้บังคับการท่านเข้าใจและสนับสนุนในการศึกษา เวลาที่จำเป็นจะต้องไปเรียน ท่านก็จะอนุญาตให้ไป

เมื่อจบภาค coursework แล้ว ก็เป็นช่วงของการทำวิจัย เมื่อไม่ได้มีภารกิจ ก็จะไปตามห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่างๆ ยิ่งโดยเฉพาะบทที่ 1และ2 ที่ต้องหากรอบแนวคิด จากหนังสือและงานวิจัยต่างๆ ต้อง review หนักมาก ห้องก็จะเป็นไปด้วยหนังสือ บนโต๊ะทำงานก็จะเต็มไปด้วยเอกสารการเรียน เป็นอะไรที่รกสุดๆ เลย

แต่ก็มีการแบ่งเวลาสำหรับงานอดิเรกบ้างครับ ผมชอบออกกำลังกาย เล่นฟุตซอล วิ่ง เวทเทรนนิ่ง ตีแบด เล่นบาส ยูโด ไปเรื่อยครับ เป็นการพักผ่อนสมองจากการเรียนและงานวิจัย

ช7.jpg

คิดว่าสิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกคืออะไรคะ

สำหรับผม สิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอก ไม่ใช่เนื้อหา หรือความยากของการวิจัย แต่สิ่งที่ยากคือ “เวลา” ตราบใดที่ไม่มีเวลา ยุ่งวุ่นวายอยู่กับภาระหน้าที่การงาน หรือภาระอย่างอื่น และไม่สามารถจัดสรรมันให้เพียงพอกับการเรียนปริญญาเอก รับรองว่า ทุกๆ อย่างของปริญญาเอกจะยากเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ถ้าเรามีเวลาเพียงพอ แม้จะยากก็ยังค่อยๆ เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และค้นคว้ามันได้ครับ

คิดว่าทำอย่างไรที่จะผ่านไปได้คะ

กัดติดครับ ยิ่งในช่วงทำวิจัย หลายคนปล่อยทิ้ง ถอดใจกับการศึกษาค้นคว้า มันทำให้งานวิจัยไม่คืบหน้า พอไม่คืบหน้าก็ท้อแท้ เพราะฉะนั้นอย่าทิ้งมันครับ กัดติดมัน กระตุ้นตัวเองตลอดเวลา หยิบมันขึ้นมาทำ วางแผนกิจกรรมที่จะต้องทำ แล้วทำตามแผน เท่านี้ผมคิดว่าปริญญาเอก ก็อยู่ไม่ไกลแล้วล่ะครับ

ผมมีแนวความคิดนึงว่า “เราไม่ได้เรียนปริญญาเอกคนเดียว” เพราะคนอื่นก็เรียนด้วย คนอื่นในที่นี้คือ คุณพ่อ คุณแม่ พี่ ป้า น้า อา ครอบครัว เพื่อน เจ้านาย ทุกคนร่วมเรียนกับเราเพื่อให้เราได้จบเอก คนเหล่านี้รอความสำเร็จของเราอยู่ ถ้าเราล้มหมายความว่า เราก็ทำเค้าผิดหวังและล้มลงเดียว ผมจึงคิดว่าเราไม่ได้เรียนเพียงลำพังครับ

เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ

ฉลองสิครับ ที่บ้านรอฉลองอยู่ นี่ถามทุกวันเลย เมื่อไหร่จบ ฮ่าๆๆ

———-
เพจก็แค่ปริญญาเอกขออวยพรให้ ผู้กองเอ็ม ประสบความสำเร็จในโดยเร็วค่ะ
แขกรับเชิญคนต่อไปที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์แบบ Super busy จะเป็นใคร
ติดตามได้ที่นี่ที่เดียว!

คำถาม-คำตอบกับเพจก็แค่ปริญญาเอก :: แนะนำที่เรียน

#คำถาม: สวัสดีครับ ช่วยแนะนำที่เรียนป.เอก ในไทยแบบเรียนไม่หินมากได้ไหมครับ?
หรือ ถ้าไปเรียนที่ออสเตรเลียจะจบง่ายกว่าไหมครับ?
มีที่ไหนที่ง่ายที่สุดไหมครับ? ช่วยตอบด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

#คำตอบ: “เรียนแบบไม่หินมาก” “ง่ายกว่าไหม” “ง่ายที่สุด”
แต่ละคนให้นิยามและมีมุมมองที่ไม่เหมือนกันค่ะ !!
ลองถามตัวเองดูอีกครั้งว่าจะเรียนปริญญาเอกไปเพื่ออะไร
ถ้าต้องการพัฒนาตัวเอง “ความง่าย” ไม่ใช่ประเด็นหลักในการนำทางค่ะ

เพราะถ้าเริ่มต้นจากการหา “ความง่าย” จาก ปริญญาเอก ไม่น่าใช่ค่ะ
ปริญญาเอกไม่ใช่การเรียนภาคบังคับ
ลองกลับไปถามใจตัวเองดูว่า จะเรียนปริญญาเอกไปเพื่ออะไร
ขออนุญาตตอบตรงๆ แต่อยากให้คิดว่าเป็นการแชร์ต่างมุมแล้วกันค่ะ 😊

ถามใจตัวเองดูอีกสักครั้ง
เพราะการเรียนปริญญาเอก เป็นการลงทุนที่ยาวนาน
ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเงิน แต่หมายถึงทุกอย่าง

ความต้องการจากภายในของตัวเอง
และการเริ่มต้นที่ถูกต้อง
จึงจะพาเราไปถึงจุดหมาย
และมีความสุขตลอดการเดินทาง

ขอให้โชคดีค่ะ 😊

Guest Blog Post :: ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์ :: ประสบการณ์ในการสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์

defense1.jpg

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาว “ก็แค่ปริญญาเอก” ขอแนะนำตัวสักนิดนะค่ะ ชื่อ ณติกา ไชยานุพงศ์คะ เรียกสั้นๆ ว่า แนน ค่ะ แนนเพิ่งผ่านการ defense มาหมาดๆ เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา จะมาขอเล่าประสบการณ์ครั้งหนึ่งในการ defense เพราะเชื่อว่าเราคงไม่ได้ defense กันทุกวัน

เริ่มแรกหนึ่งวันก่อนวัน defense แนนใช้เวลาครึ่งวันเพื่อผ่อนคลาย โดยที่ไม่แตะต้องหรือย้อนกลับไปดูเกี่ยวกับเรื่องที่จะ defense อีกเลย เพราะแนนเชื่อว่า ตัวเองเตรียมตัวมามากพอสมควรแล้ว

ในวัน defense แนนเลือกจะไปถึงห้อง defense ก่อนล่วงหน้าประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อเตรียมความพร้อม ซ้อมเล็กน้อย และนั่งสงบสติอารมณ์ เมื่อถึงเวลา committees พร้อมหน้า ก็เริ่มเลยค่ะ แต่ defense ครั้งนี้ไม่ได้ผ่านไปง่ายๆเลย เพราะโดนเบรก และต้องตอบคำถาม committees ตลอดเวลา

ใจตอนนั้นก็ยังคิดว่าเรารู้เรื่องนี้ดีที่สุด ถามอะไรมาเราก็ต้องตอบได้พยายามดึงสติกลับมาทุกครั้งที่โดนเบรก แนนคิดว่านี่เป็นการนำเสนองานที่นานมาก มากจริงๆ ระยะเวลารวมประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ความรู้สึก ณ ตรงนั้นคือ กดดัน กลัว กังวล สารพัด แต่หลังจาก นำเสนอเสร็จสิ่งที่ทำได้คือ คิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ระหว่างรอ committees ประชุมอยู่ที่หน้าห้อง สิ่งที่ทำได้คือ ทำใจ และพยายามปลอบใจตัวเอง

defense5.jpg

และแล้วเมื่อถึงเวลาที่รอคอย ขอบอกเลยค่ะว่า เหมือนยกภูเขาหลายๆ ลูกออกจากอก เอว สะโพก มันโล่งอย่างบอกไม่ถูก ตอนที่ chairperson จับมือ และเรียกแนนว่า Dr. Chaiyanupong ในที่สุด 5 ปีที่รอคอยก็สำเร็จ

ท้ายที่สุดนี้ แนนขอฝาก tips เล็กๆให้กับเพื่อนที่ใกล้จะ defense ในเร็ววันนะคะ

defense3.jpg

9 Tips สำหรับการ defense

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ และทำสมาธิสะกดความตื่นเต้น ใครที่คิดว่าต้องเตรียมตัวจนดึกดื่นก่อนวัน defense นั่นคิดผิดมาก เพราะร่างกายคุณจะไม่ตื่นตัว สมองตื้อ อย่างน้อยครึ่งวันก่อนพรีเซนต์จะrelax ออกกำลังกาย หรือทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ผ่อนคลาย
  2. มั่นใจ มั่นใจ มั่นใจ คุณต้องมั่นใจว่าคุณรู้จักหัวข้อที่คุณทำดีที่สุด เนื่องจากคุณใช้ชีวิตอยู่กับหัวข้อนี้เป็นปีๆ ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าคุณ แม้แต่ committees
  3. อย่าคาดหวังว่าจะได้นำเสนอที่เตรียมมา เพราะในการdefense เปรียบเสมือนการโต้ตอบ พูดคุย ชี้แจงidea ถกเถียงกับบรรดา committees
  4. เตรียมตัวตอบคำถามตลอดการนำเสนอ เพราะ committees จะหยุดการนำเสนอและพูดคุยกับคุณตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เตรียมตัว อ่าน manuscript ให้แม่น เพื่อตอบคำถาม
  5. Defense ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะหลังจากที่คุณ defense คุณยังต้องกลับมาแก้รูปเล่ม เขียนเพิ่มเติม ตามที่ committees ของคุณเสนอแนะ จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่กรณี
  6. Defense คือการนำเสนอสิ่งที่เกิดหลังจากproposal หลายๆ คนอาจจะเข้าใจว่า คุณจะต้องนำเสนอ ทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ ผิดค่ะ! อย่าลืมว่า คุณเคยนำเสนอไปแล้วตอน propose ให้ผู้ฟังกลุ่มเดิมฟัง เพราะฉะนั้น การนำเสนอข้อมูลซ้ำๆ นอกจากจะเสียเวลาแล้ว คุณจะเหลือเวลานำเสนอในส่วนของ result, implication, and discussion น้อยมาก ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดที่ควรนำเสนอ
  7. ยกเลิกนัดฉลองในวันนั้นไปได้เลย เพราะการ defense อาจยืดเยื้อ อย่าคาดหวังว่า การ defense จะจบภายใน 1 ชั่วโมง เพราะในบางครั้ง อาจจะยืดเยื้อไปถึง 3 ชั่วโมงก็ได้ คุณคงไม่อยากปล่อยให้เพื่อนๆ รอเก้อนะคะ
  8. 20-25 นาที กำลังดี ระยะเวลาในการ defense และนำเสนองานวิจัยของคุณไม่ควรนานเกิน 30 นาที เพราะฉะนั้นการฝึกซ้อมการนำเสนอจึงสำคัญ เพื่อจะได้ปรับการนำเสนอให้อยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม
  9. ทำอย่างเต็มที่ แล้วจะไม่เสียดายทีหลัง

หลังจากที่คุณนำเสนอผลที่ได้เสร็จ ระหว่างรอ committees ตัดสินว่า จะให้คุณผ่านหรือไม่นั้น สิ่งเดียวที่คุณทำได้คือ คิดว่าคุณทำดีที่สุดแล้ว จะผ่านหรือไม่ผ่านขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ committees ของคุณเท่านั้น มันคงไม่มีประโยชน์ถ้าคุณมัวแต่คิดถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

ทั้งนี้ ทั้งนั้น กฏและกติกาในการ defense ของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นต่างกัน หวังว่า tips นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับว่าที่ Dr. คนต่อไปไม่มากก็น้อย

………………………………..

เขียนโดย ณติกา ไชยานุพงศ์, PhD in Organizational Psychology

California School of Professional Psychology, San Francisco, USA

defense4.jpg

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของ ดร.แนน และขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันบทความดีๆ คำแนะนำที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับชาว #JustaPhD ค่ะ

แผนการ VS ความเป็นจริง

plan

เส้นชัยที่ต้องไปให้ถึง บางครั้งก็ไม่ง่าย…

แผนที่วางไว้ กับ ความเป็นจริงตรงหน้า

ทุกด่านที่ต้องเผชิญ

ดึงทุกศักยภาพที่มี

ก้าวข้ามทุกปัญหา

จนถึงวันหนึ่งวันนั้น

เฮ้อ..ก็แค่ปริญญาเอก !!

สลบแพร๊พ ^^