8เทคนิคสร้างสรรค์งานเขียน แบบออฟไลน์ ช่วงวันหยุดยาว 

 1.เปลี่ยนสถานที่ทำงาน จากห้องทำงานเดิมๆ มาเป็นร้านกาแฟ ห้องสมุด ริมทะเล ฯลฯ
2.เสียงเพลง ดนตรี น้ำผลไม้ คลื่น สายลม แสงแดด ผสมผสานองค์ประกอบต่างๆนี้ให้ลงตัว..ตามสไตล์ที่ชอบ
3.ปิด wifi และ notifications ในโทรศัพท์
4. ทำงานแบบออฟไลน์ ด้วยดินสอ ปากกา สมุดโน้ต กระดาษสีสันสวยๆ
5.ปริ้นท์งานเขียนออกมาวางบนพื้นข้างหน้า ปรับมุมมอง ลองดูความสัมพันธ์ของความคิดแต่ละส่วน ส่วนไหนสั้นไป ยาวไป ใช้สีในการทำสัญลักษณ์ เชื่อมโยงแต่ละส่วน จากมุมมองใหม่นี้
6.เปลี่ยนการเขียนเป็นการพูด จินตนาการว่ามีคนนั่งฟังอยู่ พูดเล่างานของคุณออกมาให้ผู้ฟังเข้าใจ ในที่สุดตัวคุณจะเข้าใจตัวเองไปด้วย
7.ตั้งรางวัลการลงมือทำงานให้ตัวเอง สำหรับจำนวน “หน้า” ที่เขียนได้ หรือ จำนวน”ชั่วโมง” ที่ได้โฟกัสกับงาน
8.เดินเล่น วิ่งเล่น สาดน้ำสงกรานต์ บ้างอะไรบ้าง หลอกสมองให้ผ่อนคลาย ก่อนกลับมาทำงานใหม่…

สุขสันต์วันสงกรานต์ สุขสันต์วันครอบครัว

#justaphd

สุขพิชญา จรัญชล :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: a super busy day with a PhD student

phos2สวัสดีค่ะ แนะนำตัวหน่อยค่ะ
โฟส สุขพิชญา จรัญชล ค่ะ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนศรียานุสรณ์ จ.จันทบุรี และจบการศึกษาระดับปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอนนี้กำลังศึกษาปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์ ณ University of Alberta ประเทศแคนาดาค่ะ

ทำไมจึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอกคะ

จุดเริ่มต้นเกิดจากในสมัยเด็กๆ โฟสชอบดูการ์ตูน และมีความใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นนักบินอวกาศ หลังจากนั้นจึงได้ค้นพบว่าตนเองชอบวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะชอบสาขาไหน เมื่อโฟสเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้โฟสได้ตกหลุมรักฟิสิกส์เข้าอย่างจัง หลังจากได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการสอวน.สาขาฟิสิกส์ หรือโครงการส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ค่ะ

พอจบระดับมัธยมศึกษา โฟสได้มีโอกาสรับทุนเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีและโท จากโครงการพสวท. หรือ โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โฟสได้รับทุน แบบไม่มีข้อผูกมัด จากประเทศแคนาดา จึงตัดสินใจมาศึกษาต่อปริญญาเอกที่นี่ การเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ต่างประเทศ เป็นอีกช่องทางในการเปิดโลกทัศน์มุมมองการทำวิจัยในระดับนานาชาติมากขึ้นค่ะ

โฟสเตรียมตัวเพื่อสมัครเรียนปริญญาเอกอย่างไรบ้างคะ  

โฟสเริ่มด้วยการดูงานวิจัยของแลปต่างๆ ที่สอดคล้องกับงานที่ทำตอนที่เรียนปริญญาตรีและโทค่ะ โฟสคิดว่า หากได้มีโอกาสเรียนในประเทศที่ไม่เคยไป ก็ย่อมได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆมากขึ้นค่ะ โฟสจึงทำการค้นข้อมูลและพบว่า สถาบันนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศแคนาดา มีการทำวิจัยในด้านที่โฟสทำมาตั้งแต่ปริญญาตรี ซึ่งสถาบันนี้ตั้งอยู่ใน University of Alberta เป็นมหาลัยติดอันดับหนึ่งในห้าของประเทศแคนาดา เมื่อเข้าไปเช็คข้อมูลในเว็บภาควิชา พบว่า มีทุนมากมายเลยค่ะ จากนั้นโฟสจึงยื่นสมัครมาที่นี่ที่เดียว

ตอนยื่นสมัครต้องเตรียมตัวอย่างไร

ในด้านการเตรียมตัวนั้น โฟสก็เตรียมตัวสอบภาษาอังกฤษ และเตรียมเอกสารอื่นๆ ในเวลาเดียวกันค่ะ โดยเอกสารหลักๆ คือ คะแนนภาษา, CV, Statement of Purpose, Letter of recommendation 3 ฉบับ (ทางไปรษณีย์), Transcript เป็นต้น

สิ่งสำคัญในตอนนั้น นอกจากเรื่องคะแนนภาษา ที่จะต้องได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว คือ การเช็คเรื่อง Letter of recommendation ค่ะ เพราะทางมหาวิทยาลัยต้องการเเบบส่งไปรษณีย์ โดยควรจะไปติดต่ออาจารย์เนิ่นๆ เพื่อจะได้มีเวลาและเอกสารส่งไปถึงมหาวิทยาลัยครบตามเวลาที่กำหนดค่ะ

phos3
ถ่ายภาพกับ Professor Emeritus Arthur B. Mcdonald นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ปี 2015
ชีวิตการเรียนปริญญาเอกตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ

โฟสกำลังเรียนปีสองของระดับปริญญาเอกค่ะ โดยกำลังเรียนวิชาตัวสุดท้ายในเทอมนี้ และผ่านการเรียนรู้กระบวนการต่างๆ ในแลปมากมาย จนเห็นภาพรวมของงานวิจัย แต่เนื่องจากงานวิจัยเป็นทางด้านชีวฟิสิกส์ จึงทำให้ต้องศึกษาเรื่องราวมากมายในทางด้านชีววิทยาและเคมี โดยเทอมที่แล้วค่อนข้างหนักมาก เพราะว่า โฟสเข้าแลปชีวเคมีทุกวันเลย ทั้งๆ ที่เป็นเด็กฟิสิกส์ แต่แล้วเมื่อเรียนรู้กับมันและเวลาผ่านไปก็พบว่า ชีวเคมีก็เป็นอะไรที่สนุกเช่นกันค่ะ

เมื่อมาเรียนปริญญาเอกแล้ว มีการแบ่งเวลาในชีวิตอย่างไรบ้างคะ

โฟสชอบคำพูดนึงที่มีใจความประมาณว่า คนเราทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน เราสามารถแบ่งเวลาได้เป็น 8 ชั่วโมงสำหรับการนอน 8 ชั่วโมง สำหรับการเรียน และ ทำงาน และจะมีเวลาอื่นๆอีก 8 ชั่วโมง โฟสก็พยายามใช้สูตรนี้เช่นกันค่ะ แต่ว่า บางครั้งช่วงเวลาสำหรับการเรียน และทำงานในแลปมันอาจมากกว่า 8 ชั่วโมง อย่างเทอมที่แล้วมีโหดสุดคือ ทำแลป 13 ชั่วโมงรวด มีเวลาพักรวมๆในนี้ประมาณเพียงครึ่งชม.เท่านั้น อีกวันก็ทำ 11 ชั่วโมงรวมสองวันทำแลป 24 ชั่วโมงพอดีเลยค่ะ

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หากดูตามสูตรเวลาข้างต้น แม้ว่าจะเรียนและทำงานถึง 13 ชั่วโมงก็แสดงว่า โฟสยังมีเวลาอื่นๆอีกถึง 3 ชั่วโมงค่ะ และมันก็คงไม่ได้โหดขนาดนี้ในทุกวัน เพราะปกติก็ประมาณ 10 ชั่วโมงกำลังดี

ดังนั้น การบริหารเวลาของโฟสในเทอมนี้ก็คือ 24 ชั่วโมงของวัน โฟสจะแบ่งเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงเอาไว้สำหรับตนเองในทุกๆวัน เป็นของขวัญให้กับตนเองสำหรับสิ่งที่อยากทำ เช่น การร่วมกิจกรรมในมหาวิทยาลัยที่ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์มุมมองใหม่ๆที่อาจมีประโยชน์ในอนาคต การสวดมนต์ทำสมาธิ การนั่งพักชมธรรมชาติให้สมองโลดแล่นในปาร์คข้างๆ แลป หรือการออกกำลังกายดูแลสุขภาพตนเอง โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะพยายามออกกำลังกายครั้งละครึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละสองครั้ง โดยบางครั้งไอเดียดีๆ ในการทำแลปของโฟส มันก็มาจากตอนที่กำลังว่ายน้ำค่ะ

ถ้าเราเลือกที่จะจัดเวลาก่อน โฟสคิดว่า เราก็จะสามารถเป็นผู้เลือกและจัดการเวลา แทนที่ว่า เวลาจะจัดการเราค่ะ

ช่วยนิยามคำว่า Super Busy ในแบบของนักศึกษาปริญญาเอกหน่อยค่ะ

ขอแบ่ง Super Busy เป็นสองแบบค่ะคือ หนึ่ง “Super Busy” ที่ใจด้วยความคิดมโนต่างๆ และ สอง Super Busyด้วยการทำสิ่งต่างๆมากมาย โดยการลงมือทำ

โฟสนึกถึงคำพูดนึงของ อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวมีใจความประมาณว่า  ถ้าข้าพเจ้ามีเวลา 6 ชั่วโมงในการตัดต้นไม้ ข้าพเจ้าจะใช้ 4 ชั่วโมงแรกไว้ลับขวานและในวันนี้ที่เรากำลังบอกตนเองว่า “Super Busy” นั้น เรากำลัง “Super Busy” กับการใช้เวลาทั้ง 6 ชั่วโมงในการตัดต้นไม้อยู่หรือเปล่า

โฟสเชื่อว่า คนเราทุกคนมีศักยภาพที่จะผ่านเรื่องราวมากมายไปได้ ขอเพียงแค่มีสติ มีการวางแผนที่ดี วางแผนที่เฉียบคมมองเห็นเป็นรูปธรรม จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาลงมือทำ ณ วินาที อย่างมีความสุข

ถึงแม้ว่าจะดูว่าตัวเราจะ “Super Busy” จากการทำสิ่งต่างๆมากมาย แต่เราจะไม่ “Super Busy” ที่ใจด้วยความคิด มโนภาพมากมายถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ลงมือทำไปอย่างเต็มที่ทุกวินาทีตรงนี้ ด้วยใจที่เบาๆ แล้วผลจะเป็นอย่างไร นั่นแหละค่ะ ของจริง

คิดว่าสิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกคืออะไรคะ

สิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกสำหรับโฟสคือ “การชนะใจตนเอง”ค่ะ

โฟสขอขอบคุณที่งานวิจัยที่ทำ  ทำให้สัมผัสถึงการทำงานแบบจริงๆ โฟสได้คลุกคลีกับพี่ๆ นักวิจัยอาวุโสและพี่ๆ ที่มาทำวิจัยหลังปริญญาเอกมากมาย

แลปของโฟสค่อนข้างเป็นทางด้านบูรณาการ จึงได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายตั้งแต่ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ไปจนกระทั่งถึงการเขียนโปรแกรม ในเวลาไม่ถึงปีแรกของการทำแลป โฟสใช้สมุดแลปเล่มใหญ่ 200 หน้าไปหมดเกลี้ยงเลยค่ะ เป็นเด็กฟิสิกส์ แต่ก็ต้องมาเรียนรู้เรื่องการสังเคราะห์โปรตีน การทำปฎิกิริยาต่างๆ และอื่นๆ

รุ่นพี่ก็มีเรียนจบปริญญาเอกภายใต้อาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสิ้น 3 คน และใช้เวลาอย่างต่ำ 6 ปีกันทั้งนั้น 

ในตอนแรกๆ ที่มาเรียนนั้น มันดูเหมือนว่า อะไรมันก็ดูยากไปซะหมด ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านเนื้อหาวิชาการ การลงมือทำแลป การแก้ปัญหาในแลป การเรียนในสถานที่ต่างภาษาและวัฒนธรรม 

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความยากทั้งหมดที่ผ่านมานั้น มันจะไม่ยากเลย ถ้าหากเราชนะใจตนเองค่ะ ค่อยๆทำไป ค่อยๆเรียนรู้ไปด้วยใจเบาๆสบายๆ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจและไม่หยุดเดิน อะไรๆ มันก็สามารถที่จะเป็นไปได้ค่ะ

phos1
บรรยากาศมุมโปรดในมหาวิทยาลัย
คิดว่าทำอย่างไรถึงจะผ่านด่านการเรียนปริญญาเอกไปได้คะ

ในมุมมองของโฟส การเรียนปริญญาเอกก็เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ยืนต้นค่ะ ซึ่งย่อมใช้เวลาไม่น้อย กว่าที่ต้นไม้ต้นนั้นจะเติบใหญ่ ต้นไม้ยืนต้น ในยามที่เป็นต้นกล้าก่อนที่จะเเข็งแรงสามารถลงดินได้นั้น เราย่อมดูแลมัน ค่อยๆรดน้ำเบาๆ ไม่มากไป ไม่น้อยไป ไม่ให้โดนแดดแรงจัด เหมือนโฟสในช่วงปีแรกที่มาเรียนปริญญาเอก ขอขอบคุณกำลังใจจากครอบครัวและเพื่อนๆทุกๆคน ในช่วงแรกๆ โน่นก็ไม่เข้าใจ นี่ก็ไม่เข้าใจ มีการปรับตัวมากมาย และในเรื่องเนื้อหาวิชาการก็เน้นทยอยอ่าน ทยอยเรียนโดยรู้กำลังตน เหมือนกับการรดน้ำต้นไม้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากไปหรือน้อยไป ใส่ปุ๋ยบ้าง แล้ววันนึงต้นไม้ก็จะโตและแข็งแรงขึ้นค่ะ

เมื่อปีแรกผ่านไป ต้นกล้าต้นนี้ก็สูง ลำต้นพอตั้งได้ดี ก็สามารถลงดินได้ สิ่งที่เราทำเสมอเพื่อให้ต้นไม้โตขึ้น ก็คือการรดน้ำใส่ปุ๋ย ในปริมาณที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ต้นไม้ต้นนี้ก็จะเติบใหญ่ แข็งแรง มั่นคง สามารถเป็นที่พักพิงและมอบอากาศบริสุทธิ์แด่เหล่าสิ่งมีชีวิตมากมาย

ซึ่งการที่เราจะทำมันได้อย่างต่อเนื่องในระยะเวลาที่นาน ในมุมมองของโฟสก็คือ การสนุกกับมันหรือการรู้ว่าผลลัพธ์มันจะมีประโยชน์ต่อผู้คนมากมาย

ในเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนั้น มันค่อนข้างใช้เวลาหลายปี แต่หากเราสนุกกับมันแล้ว เราย่อมทำมันได้เรื่อยๆอย่างมีความสุขค่ะ ในทุกวันนี้เวลาโฟสทำแลป บางครั้งก็ฟังเพลงไปด้วย หากไม่มีคนอยู่ในแลปก็อาจร้องเพลง แทบเรียกได้ว่า เกือบเปิดคอนเสิร์ตกันได้เลย จึงทำให้บางครั้งเพลิน ดึกดื่นจนลืมเวลาเลยทีเดียวค่ะ

เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ  

สิ่งแรกที่โฟสจะทำหลังจากจบปริญญาเอกคือ จะไปขอบคุณผู้ชายและผู้หญิงคู่นึงที่รักโฟสและโฟสรัก ซึ่งคือ คุณพ่อและคุณแม่ค่ะ หากไม่มีท่านทั้งสองคน ก็คงไม่มีโฟสในวันนี้ ขอบคุณการเลี้ยงดู การอบรมสั่งสอนจนเติบใหญ่ ขอบคุณกำลังใจในทุกๆเวลา และขอบคุณที่ให้โฟสได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่ค่ะ

ฝากอะไรถึงชาว Just a PhD หน่อยค่ะ

โฟสขอส่งกำลังใจให้กับทุกๆท่านนะคะ ค่อยๆทำไป ค่อยๆเรียนรู้ไปด้วยใจเบาๆสบายๆ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ อะไรๆมันก็สามารถที่จะเป็นไปได้ค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณโฟส กับมุมมองและข้อคิดดีๆ ในการเรียนปริญญาเอก ที่มาแบ่งปันกับเราที่นี่ แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ที่เดียว

11 สิ่งที่ต้องเลิกเพื่อมีความสุขในชีวิตการเรียนปริญญาเอก

1. เลิก กลัว

2. เลิก ความคิดที่ว่าฉัน “ถูก”เสมอ

3. เลิก ความเชื่อในกรอบเดิมๆที่จำกัด

4. เลิก โทษตัวเอง และโทษผู้อื่น

5. เลิก เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น

6. เลิก พึ่งพิงผู้อื่น

7. เลิก ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

8. เลิก มีข้ออ้างและข้อแก้ตัว

9. เลิก คิดถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว

10.เลิก พะวงกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

11.เลิก มีชีวิตอยู่ตามความคาดหวังของผู้อื่น

…เพราะความกลัว โทษตัวเอง โทษคนอื่น ต่อต้านที่จะเปลี่ยนแปลง มีข้อแก้ตัว และอื่นๆ เหล่านี้ ไม่ได้ช่วยให้ใครส่งงานได้เร็วขึ้น ไม่ได้ช่วยให้ใครสอบผ่าน แต่กลับเป็นสิ่งที่ดึงเราไว้ไม่ให้ไปไหน และยังทำให้ไม่มีความสุขตลอดเส้นทาง

ถ้าหากพิจารณาดีๆ เราจะเห็นว่า หลายครั้งที่ชีวิตปริญญาเอกมีปัญหา ก็เพราะความคิดและพฤติกรรมเหล่านี้ของเราเอง

…ถึงเราไม่ “เลิก” ในวันนี้

สิ่งที่เจอบนเส้นทาง อาจบังคับและฝึกฝนให้เราค่อยๆเลิกหรือเจือจางหลายความคิดและหลายพฤติกรรมข้างต้นไปเอง
ค่อยๆ ลด ละ เลิก ความคิดและพฤติกรรมเหล่านี้ ก่อนจะถูกธรรมชาติของปริญญาเอกบังคับให้เปลี่ยน…
ชีวิตปริญญาเอกแบบแฮปปี้ๆ

มีได้ เป็นได้ ทำได้

เริ่มต้นจากตัวเราเอง …

ปริญญาเอกกับคนรอบตัว 


ถึงแม้การเรียนปริญญาเอกจะเป็นภารกิจหนึ่งในชีวิต ที่ทำให้มีความรู้สึกเสมือนว่า “ได้” อยู่คนเดียวบนโลก

โดยเฉพาะในบางช่วงเวลาที่มีแต่ตัวเรา ความคิด และคอมพิวเตอร์ตรงหน้า

ในความเป็นจริง…
ไม่มีใครสามารถประสบความสำเร็จคนเดียวได้เลย
และความสำเร็จจะไม่มีความหมายหรือไม่มีคุณค่าใดๆ หากผู้เรียนไม่สามารถบริหารและรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบตัวได้

…อีกหนึ่งทักษะสำคัญที่ต้องเรียนรู้…

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD #ปโทก็เช่นกัน

ร้อยตำรวจเอก อภิชาติ วงษ์ศรี :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: a super busy day with a PhD student ::

วันนี้ “ว่าที่ดร.” ที่เราจะไปสัมภาษณ์พูดคุยด้วย เป็นผู้กองหนุ่มอนาคตไกล นักศึกษาปริญญาเอก สาขารัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration) มหาวิทยาลัยศรีปทุม ไปทำความรู้จักกับเขากัน

ช1.jpg

ช่วยแนะนำตัวด้วยค่ะ

ครับ สวัสดีครับ ผม ร้อยตำรวจเอก อภิชาติ วงษ์ศรี ตำแหน่ง รองสารวัตร สถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงครับ ชื่อเล่นชื่อ “เอ็ม” นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 62 ปริญญารัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต(ตร.) เกียรตินิยมอันดับ 2 จาก โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และปัจจุบันศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผ่านการสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ไปเมื่อเร็วๆนี้ครับ

ช4

ทำไมถึงคิดมาเรียนปริญญาเอกคะ           

ที่ตัดสินใจเรียนเพราะ “ขี้เกียจ” ใช่ครับ ฟังไม่ผิดหรอกครับ เหตุผลฟังดูแปลกๆ แต่ตัดสินใจไปเรียนเพราะขี้เกียจจริงๆ เพราะคิดว่า ในอนาคตก็คงต้องเรียน แต่ไม่อยากไปเรียนตอนแก่หรือไปเรียนตอนที่แบบว่า มีครอบครัว หรือมีลูกแล้ว เพราะกลัวไม่มีเวลาให้ครอบครัวครับ

ส่วนการจบปริญญาเอก ในด้านหน้าที่การงานของตำรวจ ถึงแม้จะไม่มีการปรับขั้นเงินเดือน หรือเงินเพิ่มพิเศษอะไรเลยก็ตามในสายงานนี้ แต่คาดว่าในอนาคต วิสัยทัศน์ และความรู้จากการศึกษาปริญญาเอก สามารถนำไปช่วยพัฒนาองค์กรตำรวจ เพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ชีวิตการเรียนปริญญาเอกช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ

ช่วงนี้ก็อยู่ในช่วงทำดุษฎีนิพนธ์ครับ เพิ่งสอบผ่านโครงร่างวิทยานิพนธ์ผ่านไป คณะกรรมการมีมติให้ผ่าน และมีข้อแก้ไขไม่มากนัก จากนี้ก็คงจะต้องวุ่นกับการเก็บข้อมูลกับกลุ่มประชากรตัวอย่าง และเก็บข้อมูลการสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คิดดูแล้วคงจะวุ่นน่าดู ยิ่งงานของตำรวจเวลาน้อยๆ ด้วย แอบหนักใจอยู่เล็กน้อย แต่ก็คิดว่า ไหวครับ

ช5

เมื่อมาเรียน ป.เอกแล้ว มีการแบ่งเวลาในชีวิตยังไงบ้างคะ

ช่วงแรกๆ ก็ค่อนข้างแบ่งเวลายากครับ เพราะช่วงที่เริ่มเรียนนั้น เป็นนายเวรผู้บังคับการตำรวจรถไฟ ก็จะไม่ค่อยเวลา แต่ก็พยายามหาเวลาไปเรียน coursework ให้ได้ แต่โชคดีที่ผู้บังคับการท่านเข้าใจและสนับสนุนในการศึกษา เวลาที่จำเป็นจะต้องไปเรียน ท่านก็จะอนุญาตให้ไป

เมื่อจบภาค coursework แล้ว ก็เป็นช่วงของการทำวิจัย เมื่อไม่ได้มีภารกิจ ก็จะไปตามห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่างๆ ยิ่งโดยเฉพาะบทที่ 1และ2 ที่ต้องหากรอบแนวคิด จากหนังสือและงานวิจัยต่างๆ ต้อง review หนักมาก ห้องก็จะเป็นไปด้วยหนังสือ บนโต๊ะทำงานก็จะเต็มไปด้วยเอกสารการเรียน เป็นอะไรที่รกสุดๆ เลย

แต่ก็มีการแบ่งเวลาสำหรับงานอดิเรกบ้างครับ ผมชอบออกกำลังกาย เล่นฟุตซอล วิ่ง เวทเทรนนิ่ง ตีแบด เล่นบาส ยูโด ไปเรื่อยครับ เป็นการพักผ่อนสมองจากการเรียนและงานวิจัย

ช7.jpg

คิดว่าสิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกคืออะไรคะ

สำหรับผม สิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอก ไม่ใช่เนื้อหา หรือความยากของการวิจัย แต่สิ่งที่ยากคือ “เวลา” ตราบใดที่ไม่มีเวลา ยุ่งวุ่นวายอยู่กับภาระหน้าที่การงาน หรือภาระอย่างอื่น และไม่สามารถจัดสรรมันให้เพียงพอกับการเรียนปริญญาเอก รับรองว่า ทุกๆ อย่างของปริญญาเอกจะยากเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ถ้าเรามีเวลาเพียงพอ แม้จะยากก็ยังค่อยๆ เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และค้นคว้ามันได้ครับ

คิดว่าทำอย่างไรที่จะผ่านไปได้คะ

กัดติดครับ ยิ่งในช่วงทำวิจัย หลายคนปล่อยทิ้ง ถอดใจกับการศึกษาค้นคว้า มันทำให้งานวิจัยไม่คืบหน้า พอไม่คืบหน้าก็ท้อแท้ เพราะฉะนั้นอย่าทิ้งมันครับ กัดติดมัน กระตุ้นตัวเองตลอดเวลา หยิบมันขึ้นมาทำ วางแผนกิจกรรมที่จะต้องทำ แล้วทำตามแผน เท่านี้ผมคิดว่าปริญญาเอก ก็อยู่ไม่ไกลแล้วล่ะครับ

ผมมีแนวความคิดนึงว่า “เราไม่ได้เรียนปริญญาเอกคนเดียว” เพราะคนอื่นก็เรียนด้วย คนอื่นในที่นี้คือ คุณพ่อ คุณแม่ พี่ ป้า น้า อา ครอบครัว เพื่อน เจ้านาย ทุกคนร่วมเรียนกับเราเพื่อให้เราได้จบเอก คนเหล่านี้รอความสำเร็จของเราอยู่ ถ้าเราล้มหมายความว่า เราก็ทำเค้าผิดหวังและล้มลงเดียว ผมจึงคิดว่าเราไม่ได้เรียนเพียงลำพังครับ

เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ

ฉลองสิครับ ที่บ้านรอฉลองอยู่ นี่ถามทุกวันเลย เมื่อไหร่จบ ฮ่าๆๆ

———-
เพจก็แค่ปริญญาเอกขออวยพรให้ ผู้กองเอ็ม ประสบความสำเร็จในโดยเร็วค่ะ
แขกรับเชิญคนต่อไปที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์แบบ Super busy จะเป็นใคร
ติดตามได้ที่นี่ที่เดียว!