ดร.ภาณุพงศ์ ศิริ :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ ::

ว่าที่ร้อยตรี ดร. ภาณุพงศ์ ศิริ จบการศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรังสิต ในวัยเพียง 30ปี โดยได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต ชื่อทุนเรียนดี ประสิทธิ์-คุณหญิงพัฒนา อุไรรัตน์ ปัจจุบัน ดร.ภาณุพงศ์ เป็น ปลัดอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันนี้ ดร.ภาณุพงศ์ ยินดีมาแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกให้กับ Just a PhD Blog หลังจากติดตามเพจก็แค่ปริญญาเอกมานาน ไปติดตามเรื่องราวของปลัดหนุ่มคนนี้กันค่ะ ….

12822205_10153315028551046_898943719_n.jpg

ทำไมถึงมาเรียนปริญญาเอก?

หากถามว่าทำไมถึงเรียนปริญญาเอก คงต้องขออนุญาตย้อนกลับไปสมัยเรียนระดับมัธยมศึกษาสักนิดนึงนะครับ คือ ผมจบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา สายวิทย์-คณิต เกรดเฉลี่ย 1.5 ซึ่งเรียกว่าห่วยสุดๆครับ กว่าจะจบ ม.6 ต้องแก้ 0 แล้วทำรายงานส่งอาจารย์หลายรอบกว่าจะสอบผ่าน จากนั้น พ่อผมจึงพูดประโยคนึง ว่า “ ลูกจะกล้ากลับมางานคืนสู่เหย้าของโรงเรียนไหม ถ้าลูกไม่มีการศึกษาที่ดี ไม่มีงานการทำที่ดี อายเพื่อนๆเขานะลูก” ซึ่งเป็นข้อคิดที่เปลี่ยนชีวิตของผมเลยครับ

จากนั้น ผมก็กลับมาตั้งใจเรียนในสายวิชาที่ชอบ นั่นคือ สายสังคมศาสตร์ ซึ่งผมก็เลือกเรียนในวิชาที่เกี่ยวกับรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เพราะมีความฝันอยากรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ ครับ และเมื่อผมได้เรียนในสาขาวิชาที่ใช่สำหรับตัวเราแล้ว จึงมีความมุ่งมั่นอยากจะเรียนต่อในระดับที่สูงที่สุดนั่นคือระดับปริญญาเอก ครับ เพื่อที่จะได้รู้ถึงแก่นแท้ของสาขาวิชาเหล่านี้ และเพื่อต้องการนำความรู้ไปเผยแพร่ต่อให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ผมทำงาน อีกทั้ง ผมชอบการสอนหนังสือ ก็จักได้นำเอาองค์ความรู้ในระดับปริญญาเอก ผนวกเข้ากับการปฏิบัติงานในพื้นที่จริง ไปสอนนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ด้วยครับ

12781968_10153315028076046_1125691305_n.jpg

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง?

ต้องขอบอกก่อนเลยนะครับว่า การเรียนในระดับปริญญาเอก ทักษะที่ผมใช้เสมอๆ ก็ดัดแปลงมาจากทักษะของนักปกครอง ตำแหน่งปลัดอำเภอ
ขอเล่าสู่กันฟังสัก 2 ทักษะ นั่นคือ

1. ทักษะเรื่องความอดทนอดกลั้นผมต้องฝึกความอดทน ทั้งอดทนจากการเรียนที่หนัก การอ่านหนังสือที่มาก อีกทั้ง ที่สำคัญที่สุดนั่นคือ การอดทนต่อแรงต้านจากบรรดาคณาจารย์ ครับ ซึ่งเป็นการฝึกทักษะในการยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่นและเปิดสมองให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

2. ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ คือ การเรียนปริญญาเอกเราจะเรียนแบบตัวคนเดียวผมว่าไม่รอดครับ ต้องมีกลุ่มเพื่อนที่จะคอยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งเวลาใกล้สอบ และที่สำคัญเวลาเราท้อ เพื่อนฝูงนี่แหละครับที่จะเป็นแรงผลักดันให้แก่เรา อีกทั้ง เรื่องมนุษยสัมพันธ์ที่ผมใช้รวมไปถึงพี่ๆเจ้าหน้าที่ของหลักสูตร ไม่ว่าจะวันขึ้นปีใหม่ วันเกิด ฯลฯ ผมก็แสดงน้ำใจมีสิ่งของเล็กๆน้อยไปให้พี่ๆเจ้าหน้าที่ เพราะอย่ามองข้ามนะครับ บางทีจะเรียนจบหรือไม่ ปัจจัยหนึ่งก็มาจากพี่ๆเจ้าหน้าที่ ที่คอยอำนวยความสะดวกและติดต่อประสานงานคณาจารย์นะครับ อันนี้เทคนิคครับ

12782383_10153315027926046_1178155523_n.jpg

ระหว่างเรียน พบเจออุปสรรค ความท้าทายอะไรบ้าง?

หากจะกล่าวถึงอุปสรรคและความท้าทาย ไม่ว่าจะทำสิ่งใดในโลกนี้หากต้องการประสบความสำเร็จก็ต้องพบเจอกับอุปสรรคเป็นแน่แท้ครับ การเรียนปริญญาเอกก็เช่นกัน มีทั้งอุปสรรคและความท้าทาย ดังนี้ครับ

1.เรื่องความพร้อมของทั้งร่างกาย จิตใจ และปัจจัย(เงิน)ในการเรียน ซึ่งผมเองนั่นบอกก่อนเลยครับว่าต้องทำงานไปด้วยและส่งเสียตัวเองเรียนไปด้วย ดังนั้น นี่คืออุปสรรคและความท้าทายครับที่จะต้องหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่นอกเหนือจากการได้ทุน ต่อมาเรื่องร่างกายจิตใจ บางทีมีท้อแท้ เหนื่อย เครียด ซึ่งเป็นปกติที่เราต้องพบเจอไม่ว่าจะทำอะไร แต่สำหรับผมที่ก้าวผ่านมาได้ ก็ด้วยการมองไปที่เป้าหมาย และเพื่อต้องการสร้างความสุขและความภูมิใจแก่ครอบครัว ครับ

2. เรื่องของการเอาชนะใจคณาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงทำดุษฎีนิพนธ์ ซึ่งถือเป็นช่วงปราบเซียนก็ว่าได้ เพราะเราต้องทำงานร่วมกับคณาจารย์อีก 5 ท่าน ซึ่งแต่ละท่านก็มีแนวคิดและคำแนะนำที่ต่างกันออกไป ทำอย่างไรเล่าครับที่จะเอาชนะใจอาจารย์และทำให้อาจารย์เมตตาแก่เรา อันนี้ก็เป็นเทคนิคส่วนบุคคลนะครับ แต่สำหรับผมมองว่า “อายครูบ่รู้วิชา” ดังนั้น ผมจะเข้าหาอาจารย์และติดต่ออาจารย์ทุกคนตลอดเวลา ท่านแนะนำอะไรก็ไปปรับแก้แล้วกลับมานำเสนอท่าน ไม่ใช่หายหน้าไปเป็นปีๆแล้วกลับมา จึงนับเป็นความท้าทายมากๆครับ เพราะอาจารย์แต่ละคนแนะนำไม่เหมือนกัน บางทีแก้ไปแล้วอีกท่านให้ปรับ แก้ไปแก้มาหลายๆสิบรอบ ดังนั้น ต้องเอาชนะใจอาจารย์ให้ได้ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เพื่อให้ท่านเหล่านั้นเห็นถึงความตั้งใจและสุดท้ายท่านเหล่านั้นจะมีเมตตาจิตในความเป็นครูครับ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรียนสำเร็จมีอะไรบ้าง

การเรียนปริญญาเอกให้สำเร็จ คงไม่มีสูตรตายตัวนะครับ แต่สำหรับผมแล้วนั่น มีปัจจัยหลายสิ่งอย่างที่ผนวกเข้ากัน เช่น เรื่องความพร้อมของร่างกายจิตใจ เวลา เงินทอง เพื่อนฝูงฯลฯ แต่ที่สำคัญที่สุดและเป็นแรงผลักดัน นั่นคือ “ปัจจัยด้านครอบครัว” ครับ ครอบครัวต้องเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไร เพราะบางทีเราต้องเบียดบังเวลาของครอบครัวไปใช้สำหรับการเรียน ดังนั้น ต้องทำความเข้าใจ โดยเฉพาะใครที่มีภรรยาและลูกแบบผม ก็ต้องยิ่งทำความเข้าใจให้เขาเห็นถึงเป้าหมายของเราครับ และเมื่อครอบครัวเข้าใจที่นี่มันจะกลายเป็นแรงผลักดันให้เราไปสู่เป้าหมายความสำเร็จที่ตั้งใจไว้ครับ

12804474_10153315028276046_2048354243_n.jpg

ปัจจุบันทำงานอะไร และได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้าง?

ผมรับราชการ ในตำแหน่ง ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) สังกัดที่ทำการปกครองอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยรับผิดชอบงานศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ครับ อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ (พิเศษ) ในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน หลายแห่ง สอนในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ในสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ครับ

ซึ่งความรู้ที่ได้รับจากการเรียนในระดับปริญญาเอก ผมได้นำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานทั้งในเรื่องของการนำเอาทฤษฎีมาสู่การปฏิบัติ เพราะ งานที่ผมทำคืองานราชการนับว่าเป็นงานที่ต้องเป็นกลไกแขนขาของรัฐบาล ซึ่งความรู้จากทฤษฎีในการเรียนปริญญาเอก นำมาเป็นพื้นฐานในการทำงานภาคปฏิบัติ อีกทั้งเรื่องของการนำเอาความรู้ไปเผยแพร่บริการวิชาการแก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตย การให้ความรู้แก่บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯลฯ ซึ่งผมเองก็ภาคภูมิใจครับ ที่ว่าเราได้ทำงานรับใช้ประเทศชาติบ้านเมือง และรับใช้ประชาชน บนพื้นฐานขององค์ความรู้ ครับ

12788301_10153315028296046_204061934_n.jpg

สุดท้าย อยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง?

สำหรับผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอก คงไม่มีอะไรฝากทิ้งท้าย นอกจากคำว่า “อดทน อดทน และอดทน” ผมเชื่อเหลือเกินครับว่า คนเก่งมาเรียนปริญญาเอกอาจจะไม่จบก็ได้ แต่คนที่อดทนและอึดเท่านั้นครับที่จะฝ่าฟันและคว้าใบปริญญาเอกมาครอบครองได้ ดั่งเช่นผมที่ไม่ใช่คนเก่ง แต่ผมมีแรงผลักดันเพื่อครอบครัว พ่อแม่ และความอดทน ดังนั้น คิดถึงพ่อแม่ ครอบครัวให้มากๆเวลาท้อแท้ครับ แล้วท่านจะมีแรงฮึดสู้…แล้วสุดท้าย ท่านจะได้ตะโกนดังๆเสียทีเมื่อเรียนจบ ว่า… “ก็แค่ปริญญาเอก” ครับ

ขอบคุณการแบ่งปันประสบการณ์กับเราที่นี่ค่ะ เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก
แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ที่เดียว 

วิธีเขียนวิทยานิพนธ์อย่างมีประสิทธิภาพและทันเดดไลน์

1. ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเขียนกี่คำ (หรือกี่หน้า) ต่อวัน โดยนำจำนวนวันที่เหลือก่อนเดดไลน์ เฉลี่ยหารกับจำนวนคำ (หรือจำนวนหน้า) ที่ต้องเขียนทั้งหมด เช่น คำนวณได้ว่าต้องเขียน 1,000 คำ (2 หน้า) ต่อวัน เพื่อที่ว่า 1 เดือน จะมีงานทั้งหมด 30,000 คำ (60 หน้า) ส่งอาจารย์
2. เมื่อกำหนดเป้าหมายแล้ว ลำดับต่อไป ต้อง “ระบุ” ให้ชัดว่า สิ่งที่จะทำให้เสียสมาธิ รบกวนการเขียน ได้แก่อะไรบ้าง ทั้งในจอคอมพิวเตอร์ เช่น อีเมล์/ facebook/ line/ เกมส์ และ นอกจอคอมพิวเตอร์ เช่น โทรศัพท์มือถือ งานบ้าน ลูก ฯลฯ เมื่อ “ระบุ” ชัดแล้ว ต้องตั้งใจให้แน่วแน่ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งรบกวนเหล่านี้ในระหว่างการเขียนงานเลย

3. ให้เวลาตัวเองอย่างจำกัด กำหนดเวลาในการเขียนเพื่อบรรลุตามเป้าหมายให้สั้นที่สุด อย่าปล่อยเวลาไปเรื่อยๆทั้งวัน เช่น จำกัดเวลาของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพียง 2 ชั่วโมงต่อวัน เพราะถ้ามากกว่านี้ งานที่ทำในช่วงเวลาที่เกินไป อาจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

4. เลือกเวลาที่ “ดี” ที่สุดระหว่างวันในการเขียนงาน เช่น หลังจากตื่นนอน หลังอาหารเช้า หรือ ก่อนอาหารเย็น

5. ทันทีที่นั่งลงบนโต๊ะทำงาน ให้ลงมือเขียนงานเป็นสิ่งแรก อย่าเฉไปเริ่มต้นที่สิ่งรบกวนอื่นเด็ดขาด

6. อย่าห่วง หรือ กังวลว่า การเขียนจะต้องดีและสมบูรณ์แบบในครั้งแรก ต้อง “กล้า” ที่จะเผชิญกับความคิดในหัวที่อาจดูอ่อนแอ ไม่เป็นรูปเป็นร่าง ใส่ทุกความคิดลงไป ยอมรับให้ได้ว่าทุกอย่างต้องมีการแก้ไข ทบทวน ไม่มีใครเขียนได้สมบูรณ์แบบในครั้งแรก

7. ในช่วงแรกที่ลงมือเขียน เขียนให้ “เร็ว” ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่ เขียนให้ “ดี” ที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าเสียเวลาเลือกคำหรูๆ สวยๆ อนุญาตตัวเองให้เขียนแบบอิสระ (free writing) อย่าหยุดคิดนาน กำหนดเวลาการเขียนอย่างไม่หยุดเลย ประมาณ 10-15 นาที แล้วหยุดพัก ทบทวน ก่อนจะเริ่มการเขียนอย่างไม่หยุดเลย อีกประมาณ 10-15 นาที ไปเรื่อยๆ เป็นช่วงๆ

8. เริ่มเขียนจากแก่นกลาง เนื้อหา ประเด็นสำคัญ อย่าเริ่มจากการเขียนคำนำ (Introduction) เพราะผู้เขียนจะเขียนคำนำได้ดี ก็เมื่อรู้ว่าเนื้อหาสำคัญคืออะไร ส่วนใหญ่แล้วการเขียนวิทยานิพนธ์ มักจะเริ่มจากการเขียนประเด็นที่สำคัญเป็นหัวข้อย่อยๆ แล้วค่อยนำไปรวมเป็นบทที่สมบูรณ์ในภายหลัง

9. เมื่อเขียนทั้งหมดได้ตามเป้าหมายระยะสั้น อาจใช้เวลาระหว่างวันไป เดินเล่น ออกกำลังกาย พักสมอง แล้วค่อยกลับมาพิจารณา แก้ไข ปรับปรุง งานนั้น อีกครั้งหนึ่ง

10. ความรู้สึกของความสำเร็จในแต่ละวัน มีความสำคัญมาก เมื่อสำเร็จตามเป้าหมาย ก็หยุดพัก หยุดกังวล ไม่ต้องคิดต่อ ก่อนเข้านอนแต่ละวัน ทบทวนว่าวันนี้ทำอะไรสำเร็จบ้าง ขอบคุณตัวเองและปัจจัยรอบข้างที่เอื้อต่อการทำงาน เก็บความรู้สึกดีๆ ไว้เป็นพลังสำหรับวันพรุ่งนี้ต่อไป

ตั้งเป้าหมาย ลงมือทำทีละนิด พิชิตเดดไลน์ ด้วยงานคุณภาพ อย่างแน่นอน

#เพจก็แค่ปริญญาเอก

—————————-

โหลด #สติ๊กเกอร์ไลน์ จากเพจก็แค่ปริญญาเอก ได้แล้ววันนี้ที่
http://line.me/R/shop/detail/1229828
[หรือค้นหา Just a PhD]
#สติกเกอร์ #น่ารักมาก #โหลดเลย