‎ความสุขของการเรียนปริญญาเอก‬ :: ‪คอลัมน์แขกรับเชิญ‬

nickp

วันนี้ เพจก็แค่ปริญญาเอก ได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ศาสตราจารย์วิจัย (Professorial Research Fellow) จาก University of Melbourne เเละ รองศาสตราจารย์วิจัย (Principle Research Fellow) จาก London School of Economics เจ้าของผลงานหนังสือ THE HAPPINESS EQUATION: THE SURPRISING ECONOMICS OF OUR MOST VALUABLE ASSET และ Ted Talk: The happiness equation ที่โด่งดัง

ดร. ณัฐวุฒิ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข จะมาแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับ ความสุขของการเรียนปริญญาเอก ให้กับพวกเรา ที่นี่ เชิญติดตามค่ะ

นิยามหรือมุมมองของอาจารย์เกี่ยวกับ “ความสุขของการเรียนปริญญาเอก” คืออะไรคะ?

ผมว่าความสุขของการเรียนปริญญาเอกของคนเเต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันนะครับ ส่วนตัวเเล้ว ความสุขของการเรียนปริญญาเอกของผมคือ การที่ผมได้มีโอกาสทำงานวิจัยในหัวข้อที่ผมชอบ นั่นก็คืออะไรที่ทำให้คนมีความสุข

คือในตอนสี่เดือนเเรก ที่ผมเริ่มเรียนปริญญาเอกนั้น ผมไปเสียเวลากับการทำงานวิจัยในหัวข้อที่ผมไม่ชอบเลย เเต่ที่ผมเลือกทำในหัวข้อที่ผมไม่ชอบตอนเเรกๆ นั้น ก็เป็นเพราะว่า มันเป็นหัวข้อที่ผมทำวิจัยไปตอนเรียนปริญญาโท

ผมจำได้ว่า ผมไม่มีความสุขกับการเรียนปริญญาเอกในตอนสี่เดือนเเรกนั้นเลยเเม้เเต่นิดเดียว เเล้วอยู่มาวันหนึ่ง ผมก็ตั้งใจว่า ไม่เอาเเล้ว ทำไมเราจำเป็นต้องฝืนตัวเองในการทำในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบด้วย ผมก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษา เเละเลือกที่จะทำกับหัวข้อที่ผมชอบ ถึงเเม้ว่า ในตอนนั้น จะไม่มีใครสนใจเเละทำกัน

โชคดีที่อาจารย์ที่ปรึกษาคนใหม่ของผมดี เเละสนับสนุนผมมาตลอด เเละเท่าที่ผมจำได้ หลังจากที่ผมตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อวิจัยไปทำในสิ่งที่ผมชอบเเล้ว ก็เเทบที่จะไม่มีวันไหน ที่ผมไม่มีความสุขกับการเรียนปริญญาเอกเลย

สำหรับนักศึกษาปริญญาเอกที่อยากเพิ่ม “ความสุข” ในระหว่างการเรียนและการทำวิทยานิพนธ์ อาจารย์มีคำแนะนำอย่างไรคะ?

ผมว่า การจัดเเบ่งเวลาให้เป็นเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนปริญญาเอกอย่างมีความสุขนะครับ ผมจำได้ว่าผมตั้งใจว่าทุกวันจะเขียนอย่างน้อยวันละห้าบรรทัด ถ้าวันใดเขียนได้ห้าบรรทัดเร็ว ผมก็จะเสร็จเร็ว เเล้วก็เอาเวลาตรงนั้น ไปทำอย่างอื่นอย่างเช่นดูหนังบ้าง เตะบอลบ้าง

ผมเเทบไม่เคยบอกกับตัวเองเลยว่า วันนี้จะต้องนั่งอยู่ตรงหน้าคอมพ์จากเช้าจนเย็นนะ เเต่ผมจะมีเส้นชัยที่เห็นได้ชัดของเเต่ละวัน เเละจะพยายามไปให้ถึงเส้นชัยตรงนั้นให้ได้ เเต่มันต้องเป็นเส้นชัยที่ realistic นะครับ ผมรู้ว่าไม่ว่าจะเป็นยังไง เขียนวันละห้าบรรทัดมันน่าจะทำได้อยู่เเล้วในเเต่ละวัน

ผมทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆเป็นเวลาสามปีหลังจากเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษา กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เสร็จ thesis เเล้วครับ

อีกอย่างผมว่า เราต้องพยายามสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองทุกวัน ผมจำได้ว่าเพื่อนๆคนไทยของผมบางคนได้ทำการเตือนผมด้วยความหวังดีว่า เเน่ใจเเล้วเหรอที่เลือกหัวข้อวิจัยข้อนี้น่ะ มันไม่มีใครทำเลยนะ ระวังจบไปเดี๋ยวจะหางานลำบากนะ น่าจะทำหัวข้อที่มันเกี่ยวกับไฟเเนนซ์ดีกว่า

ซึ่งผมก็พอเข้าใจเเต่ก็ต้องบอกกับตัวเองอยู่ตลอดในขณะนั้นว่า การที่ไม่มีคนอื่นทำหัวข้อนี้เลยไม่ได้เเสดงว่ามันเป็นหัวข้อที่ไม่ดีนะ ขอให้มันเป็นสิ่งที่เราชอบเเละเป็นสิ่งที่เราคิดว่าเรามีความสามารถพอในการที่จะเอาความชอบตรงนี้ทำให้ตัวเองอยู่ในเเนวหน้าของ field ได้ก็พอ

ผมยังจำได้เลยว่า วันไหนที่ผมต้องเผชิญกับมรสุมอย่างงั้นเยอะๆ ผมจะกลับบ้านไปเเล้วบอกกับตัวเองว่า ถึงเเม้ว่าผมจะทำงานวิจัยที่ไม่เหมือนคนอื่นในเวลานั้นเลยเเม้เเต่นิดเดียว เเต่เอาเข้าจริงๆ ล่ะก็ ก็ไม่มีใครเลยในโลกนี้ ที่จะรู้ในเรื่องความสุขของคนเเอฟริกาใต้เท่ากับผม เพราะตอนนั้นผมเป็นคนเเรกๆ ของโลกที่ทำวิจัยเกี่ยวกับความสุขของคนในประเทศที่กำลังพัฒนาครับ

แล้วตอนนี้ “ความสุข” กับชีวิตหลังปริญญาเอกของอาจารย์คืออะไรคะ?

สำหรับตัวผม ความสุขกับชีวิตหลังปริญญาเอกก็คือ การที่ผมยังได้ทำงานวิจัยในสิ่งที่ผมชอบอยู่ ได้มีโอกาสตีพิมพ์เเละพูดเรื่องงานวิจัยของผมให้คนอื่นฟัง ได้สอนเด็กนักเรียนในสิ่งที่ผมรักมาตลอดสิบกว่าปี เเละการที่มีคนยอมจ่ายเงินเดือนให้ผมทำในสิ่งที่ผมชอบครับ

เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ขอขอบคุณ ดร. ณัฐวุฒิ เป็นอย่างมากที่สละเวลามาแบ่งปันแง่คิดดีๆ และทำให้เราทราบเลยว่า การเริ่มต้นงานวิจัยด้วยความรักและชอบ บวกกับ ระหว่างทาง แบ่งเวลาให้เป็น กำหนดเส้นชัยที่เห็นได้ชัด มีความตั้งใจ และเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ จะนำมาซึ่ง “ความสุข” และความสำเร็จ ทั้งบนเส้นทางปริญญาเอกและเส้นทางแห่งโลกวิชาการที่ยั่งยืน ดังเช่นที่ดร. ณัฐวุฒิ ได้ลงมือทำจนสำเร็จอย่างเป็นเลิศในเวทีระดับโลกมาแล้ว

คลิกไปฟัง Ted Talk: The happiness equation | Nick Powdthavee ได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=YwKUUYsjZ-I

และ สำหรับผู้ที่ต้องการแรงบันดาลใจในการตีพิมพ์ผลงานวิชาการระดับนานาชาติ ต้องคลิกดูที่ไดอารี่ของการตีพิมพ์แต่ละฉบับ http://powdthavee.co.uk/diary.html

และที่เว็บไซต์ www.powdthavee.co.uk

ติดตาม เรื่องเล่าและคำแนะนำในการเรียนปริญญาเอก จากดร.ณัฐวุฒิ ต่อ ที่นี่ เร็วๆนี้ ค่ะ

‪#‎justaphd‬

‎Congrats‬ ดร.จ๋า :: ‪‎วีเจจ๋า‬ ณัฐฐาวีรนุช ทองมี :: ‪คอลัมน์แขกรับเชิญ‬ :: ‪คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์‬

วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก ได้มีโอกาสพบปะกับ ดร.สาวคนใหม่ล่าสุด วีเจจ๋า “ซุปตาร์” ที่มีคิวฮอตที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย

จ๋าได้เคยมาให้สัมภาษณ์กับเพจก็แค่ปริญญาเอก เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาอยู่

วันนี้ จ๋าสำเร็จการศึกษาปริญญาเอก สาขา Political Science (International Program) จากสถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และกำลังเตรียมตัวเข้ารับปริญญาเร็วๆ นี้

ทันทีที่เพจก็แค่ปริญญาเอกติดต่อไป จ๋ายินดีเคลียร์คิวเพื่อให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกหลังเรียนจบปริญญาเอก กับเราที่นี่ก่อนใคร

ja1.jpg

ยินดีด้วยกับความสำเร็จค่ะจ๋า ความรู้สึกในวันที่รู้ว่าเรียนจบแล้ว เป็นอย่างไรบ้างคะ?

ยิ่งกว่าคำว่า “ยกภูเขาออกจากอก” ค่ะ วันที่รู้ว่าที่ปรึกษาทุกท่านเซ็นต์ให้ผ่าน รู้สึกเบาหวิวทั้งตัวทั้งหัวสมอง

แต่ยังมีแอบคิดนิดหนึ่งว่าจริงรึเปล่า กลัวดีใจเก้อ และพอทางบัณฑิตวิทยาลัยบอกว่าเสนอชื่อผ่านแล้ว รู้สึกอยากจะวิ่งไปรอบๆแล้วกรี๊ด …แต่พอดีตอนนั้นอยู่ที่วัด เห็นว่าไม่สมควร…

สรุปคือดีใจมาก ที่เอาชนะตัวเอง และข้ามเส้นที่เราคิดว่าเราทำไม่ได้มาได้

จ๋าได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเรียนปริญญาเอก?

ได้ความแข็งแกร่งทั้งทางกายและใจเลยค่ะ การอดหลับอดนอน ปั่นงาน เพราะของจ๋ามีเงื่อนเวลามาบีบ ซึ่งต้องโทษตัวเองที่มาเร่งเอาไม่กี่เดือนหลัง การเร่งอ่านหนังสือ มีผลให้เป็นไมเกรน นั่งพิมพ์นานๆ ก็มีอาการ office syndrome สายตาก็พร่า แต่ผ่านมาได้ เพราะพยายาม balance ไปออกกำลังกายสักชั่วโมง ก็เลยช่วยให้สุขภาพดีขึ้นอีกหน่อย

ja2.jpg

ส่วนใจนี่ได้เต็มๆ เพราะผ่านจุดที่ต้องรื้องานเกือบทั้งหมด รื้อทฤษฎี โดยมีเวลาเหลือแค่ไม่กี่เดือน แต่อันนี้ต้องขอบพระคุณอาจารย์ที่สั่งให้รื้อ เพราะมันดีขึ้นจริงๆ ตอนแรกเรายึดติดและเสียดายกับสิ่งที่เราทำไว้ โดยที่ไม่มองว่ามันมีทางอื่นที่ดีกว่า เพราะเราไม่อยากทิ้ง ไม่อยากสร้างใหม่…นี่ก็ใช้กับชีวิตได้เต็มๆ

และอาจารย์ทุกๆท่าน เป็นกำลังใจที่ดีมาก แม้ว่าเราแก้แล้ว ท่านก็ยังให้แก้อีกอยู่หลายครั้ง แต่ท่านจะพูดเสมอว่า เราทำได้ ..เคยแอบสงสัยว่าหลอกเรารึเปล่าด้วย… สุดท้าย มันก็ผ่านมาแล้วจริงๆ เราทำได้!!! อาจารย์ไม่ได้หลอก!!!

มีถ้อยคำให้กำลังใจอะไรที่อยากฝากให้ถึงทุกคนที่กำลังเรียนอยู่บ้างคะ?

ทำได้ค่ะ ท่องไว้ ถ้าจ๋าทำได้ ทุกคนก็ทำได้เช่นกัน เรามีเพื่อนร่วมทางมากมาย ที่เข้าใจและเผชิญชะตาเดียวกับเรา

อย่าลืมนะคะ ไม่ได้มีใครบังคับให้เราเรียน เราอาจเลิกเมื่อไหร่ก็ได้…แต่เราอยากเป็นคนนั้นมากกว่า คนที่เดินจนถึงเส้นชัย แล้วหันหลังไปมองเส้นทางที่เดินผ่านมาด้วยรอยยิ้ม สู้ๆนะคะ

ja3.jpg

….และแล้ววันแห่งความสำเร็จของวีเจจ๋าก็มาถึง เพราะ “ใจ” ที่สู้อย่างไม่ท้อถอย

…หลายปี กับหลายคำถามที่เธอต้องตอบผู้คนมากมาย เกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอกของเธอ

วันนี้เธอเดินทางมาถึงวันที่สามารถตะโกนคำว่า “ก็แค่ปริญญาเอก” ได้แล้ว

ดร.จ๋า คงเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับใครหลายคนที่อาจกำลังท้อ หมดกำลังใจ ให้ย้ำเตือนตัวเองอีกครั้งว่า จงอย่าหยุดในการก้าวเดิน แม้ว่าหนทางอาจจะยาวไกล แต่หากไม่หยุดเดิน ก็จะมีวันหนึ่งที่ไปถึงได้จริงๆ

ja4.jpg

เพจก็แค่ปริญญาเอกขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของจ๋าในครั้งนี้ด้วยค่ะ

#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก ‪#‎JustaPhD

Line Sticker

มาแล้วค่า !! สติ๊กเกอร์ไลน์ชุดแรกของเพจก็แค่ปริญญาเอก
คลิกซื้อได้ที่

https://store.line.me/stickershop/product/1229828/en

[หรือค้นหา Just a PhD]

รวบรวมทุกคำที่ “ใช่”
รวบรวมทุกอารมณ์ ทั้งสุข เศร้า เหงา เพลีย ฯลฯ

ใช้สติ๊กเกอร์ชุดนี้สื่อแทนความในใจ

ต้อนรับปีใหม่ ปีที่ดีเยี่ยมของคุณ ด้วยสติ๊กเกอร์ไลน์ที่เราตั้งใจสุดฝีมือทำเป็นของขวัญให้ทุกคน

 

คำถามคำตอบกับเพจก็แค่ปริญญาเอก: การเลือกสถาบันเพื่อศึกษาต่อ

รวบรวมคำถามจากหลังไมค์มาแบ่งปันหน้าไมค์ค่ะ…
คำถาม: สวัสดีค่ะ เพจก็แค่ปริญญาเอก มีเรื่องอยากขอคำแนะนำค่ะ คือ มีความตั้งใจ มุ่งมั่น และอยากที่จะเรียนปริญญาเอกมาก พร้อมทั้งที่บ้านก็สนับสนุนให้เรียนอย่างเต็มที่ แต่ในสาขาที่สนใจจะเรียนต่อ มีเปิดรับหลายที่ หลายสถาบันอยากขอคำแนะนำว่า เราควรจะเลือกสถาบันที่จะเรียนต่ออย่างไรดีคะ เราควรใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสินใจดี

เพราะเท่าที่ทราบมาทุกสถาบันต่างก็มีจุดเด่น-จุดด้อยแตกต่างกันไป เมื่อมองภาพรวมแล้ว แต่ละสถาบันดีสูสีกันเลยค่ะ ทำให้ยากแก่การตัดสินใจที่จะเลือกเรียนต่อค่ะ รบกวนขอคำแนะนำด้วยนะคะ ขอบคุณมากเลยค่ะ

คำตอบ: จากคำถามที่ถามถึง การเลือก “สถาบัน” เพื่อเรียนต่อปริญญาเอก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญทีเดียว เพราะ สถาบันที่ดี มีคุณภาพ ก็จะสามารถประสิทธิประสาทวิชาที่ดี มีสิ่งแวดล้อมและระบบที่เอื้ออำนวยนำพาให้ผู้เรียนได้พัฒนาตัวเองและสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพได้

เกณฑ์ในการเลือกโดยทั่วไป ก็ควรดู ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะสาขาวิชาที่จะศึกษา คุณภาพของอาจารย์ที่ปรึกษาที่จะทำวิจัยด้วย คณาจารย์ผู้สอน เพื่อนร่วมชั้นเรียน อัตราการจบของนักศึกษารุ่นก่อนๆ ระยะเวลาที่นักศึกษารุ่นก่อนๆใช้ในการสำเร็จปริญญาเอกโดยเฉลี่ย และคุณภาพของงานวิจัยว่าเป็นที่ยอมรับมากน้อยเพียงไร

นอกจากนี้ ผู้เรียนมีหน้าที่ศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึง ลักษณะและรูปแบบการเรียนการสอนของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจมีความต่างกันในรายละเอียด เช่น ใช้ระบบอังกฤษที่เน้นเฉพาะวิจัย หรือ ระบบอเมริกันที่มีการเรียนการสอน มีการสอบวัดคุณสมบัติ ก่อนการทำวิจัย

อีกทั้งต้องศึกษาด้วยว่าระยะเวลาการจัดการเรียนการสอนเป็นแบบในเวลา (full-time) หรือ เป็นช่วงเย็นวันธรรมดา หรือ วันเสาร์-อาทิตย์ (part-time) ฯลฯ

สุดท้าย ให้เลือกสถาบันที่เหมาะกับผู้เรียนที่สุด ก่อนเลือกทุกอย่างอยู่ในมือเรา หากเลือกไปแล้ว ก็ต้องว่ากันไปตามนั้น อยากให้ใช้เวลาให้นานในช่วงเลือก เพื่อที่จะได้ไม่เสียใจในภายหลังค่ะ

เห็นผู้ถามใช้คำว่า “ดีสูสี” อยากให้ลองเขียนบนกระดาษว่า แต่ละที่ มีข้อดี/ข้อเสียอะไรบ้าง เพราะบางทีเมื่อเห็นรายละเอียดต่างๆปรากฎบนกระดาษจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้น่าจะนำไปปรึกษาผู้ที่สามารถให้ข้อมูลสำคัญ เฉพาะเจาะจงกับเรื่องนี้อีกสัก 2-3 คนด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจของเราเหมาะสม ถูกต้องแล้ว

ขอให้โชคดีในการเริ่มต้นค่ะ

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD

คอลัมน์แขกรับเชิญ :: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ :: ดร.พอล อภิวัฒน์ หาญวงศ์ PhD In Social-Organizational Psychology, Teachers College, Columbia University, USA

Paul_Graduation

ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก ?

หลังจากจบปริญญาตรีทางด้านเศรษฐศาสตร์ ผมได้มีโอกาสทำงานขายซอฟแวร์ ในบริษัทแห่งหนึ่ง อันเป็นซอฟแวร์ที่ช่วยพัฒนาและคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในองค์กร ประสบการณ์ตรงนั้นเองเป็นจุดที่ทำให้ผมเริ่มสนใจเกี่ยวกับจิตวิทยาองค์กร (Organizational Psychology) ทำงานไปสักพักผมได้สอบทุน Fulbright และได้มีโอกาสไปเรียนต่อปริญญาโทที่ University of Tulsa ประเทศสหรัฐอเมริกา ผมบอกกับตัวเองว่า นี่คือบททดสอบบทหนึ่งของผม หากผมสามารถเอาตัวรอดใน หลักสูตรปริญญาโทที่เข้มข้นนี้ได้ ผมอาจจะมีโอกาสเรียนต่อถึงระดับปริญญาเอก

ช่วงที่เรียนปริญญาโทผมหาโอกาสทุกวิถีทางเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การทำวิจัย ผมช่วยทั้งอาจารย์และรุ่นพี่ที่คณะทำวิจัย ในขณะเดียวกันก็เข้าไปพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งท่านก็ให้คำแนะนำเกี่ยวกับงานวิจัยเป็นอย่างดี ประสบการณ์เหล่านี้เป็นตัวชี้นำว่าผมควรจะเรียนต่อระดับปริญญาเอกหรือไม่

แต่เอาเข้าจริง ๆ หากถามผมว่าทำไมตอนนั้นถึงคิดจะเรียนปริญญาเอก ผมว่าตอนนั้นผมตัดสินใจเรียน เพราะความเชื่อที่ว่าปริญญาเอกจะช่วยเปิดโอกาสในการทำงาน มีหน้าที่การงานที่ดี และคงจะทำให้ที่บ้านภูมิใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเป็นสมาชิกคนแรกในครอบครัวที่เรียนถึงระดับปริญญาเอก

ผมคิดว่า ทุกคนมีเหตุผลในการเรียนปริญญาเอกแตกต่างกัน หากกลับมาถามผมตอนนี้ผมคิดว่า เหตุผลในการเรียนปริญญาเอกของผม ณ วันนั้นมันไม่ใช่เหตุผลที่ดีเสียทีเดียว และตอนนี้ผมก็เข้าใจแล้วว่า เหตุผลของการเรียนปริญญาเอกที่ถูกต้องนั้นคือเราต้องรักในการทำวิจัย  ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยของมหาวิทยาลัยหรือภาคเอกชนในอนาคตก็ตาม นี่แหละที่ผมคิดว่ามันควรจะเป็นเหตุผลหลักในการที่เราเลือกเรียนปริญญาเอก เหตุผลรอง ๆ ก็อาจจะมีอยู่บ้างซึ่งเป็นผลที่ได้ได้มาหลังจากที่เราได้เป็นดอกเตอร์หรือเป็นนักวิชาการนั่นก็คือ ความมั่นคงในหน้าที่การงาน (Job Security)  และความอิสระที่จะวิจัยในสิ่งที่เราสนใจ (Intellectual Freedom)

ทำ Thesis เกี่ยวกับอะไร  และทำไมถึงสนใจทำเรื่องนี้ ?

ที่จริงผมเริ่มสนใจหัวข้อ Thesis หลังได้มีโอกาสทำงานในบริษัทที่ปรึกษาซึ่งช่วยองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร โดยได้ช่วยวางแผนกลยุทธ์ประจำปี (Strategic Planning) ผมได้สังเกตว่า ถึงแม้ว่าเป้าหมายขององค์กรจะไม่หวังผลกำไร แต่ก็ยังมีความท้าทายมากมายในด้านการบริหารให้บรรลุเป้าหมายภารกิจทางสังคมกับความยั่งยืนทางการเงิน ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้ผมตั้งคำถามว่า แล้วอะไรล่ะที่มีความสำคัญที่สุด ภาวะผู้นำหรือความสามารถขององค์กรในภาพรวม

หัวข้อ Thesis ของผมคือ Leadership Behavioral Complexity as an Antecedent to Scaling Social Impact and Financial Performance ซึ่งเป็นการดูความสำคัญของภาวะผู้นำในการช่วยองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (Nonprofit and Social Enterprise) ให้บรรลุเป้าหมายทั้งทางด้านสังคมและการเงิน

ผลวิจัยได้ค้นสรุปได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเติบโตขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรนั้น คือการวางโครงสร้างและระบบที่เสริมสร้างความสามารถขององค์กร มากกว่าความสามารถของผู้นำเพียงคนเดียว เช่น ความสามารถในการโน้มน้าวรัฐบาล ในการร่างกฎหมายให้เอื้อกับภารกิจขององค์กรที่ไม่หวังผลกำไร นอกจากนั้นยังมีคุณลักษณะขององค์กรในด้านอื่น ๆ เช่น ความสามารถในการขยายองค์กร (Replicable Model), ความสามารถในการสร้างรายได้ (Earnings Generation) และความสามารถในการกระตุ้นกลไกทางการตลาด (Stimulating Market Forces) เป็นต้น

ระหว่างที่เรียนได้พบเจอกับปัญหาหรืออุปสรรคอะไรบ้าง 

อุปสรรคในการเรียนปริญญาเอกนั้นมักจะเกี่ยวกับอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นหลัก เหตุผลเพราะนักวิชาการยังใช้ระบบ Apprenticeship Model ในการถ่ายทอดความรู้ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาและนักเรียนปริญญาเอก หากเราโชคดีเราก็ได้จะได้พบอาจารย์ที่ปรึกษาที่ให้ความสนใจจะช่วยแนะนำเรา และพยายามพัฒนาเรา

แต่หากเราโชคร้ายเราอาจจะเจอกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่ที่ไม่ให้เวลาและความสำคัญกับเรา ตัวอย่างเช่น ท่านอาจจะให้ความสำคัญกับงานวิจัยของตัวท่านเองเป็นหลัก เพราะท่านอาจมีความกดดันที่จะต้องตีพิมพ์ผลงานของตัวท่านเองให้ได้ก่อน

ดังนั้นนักศึกษาปริญญาเอกจึงมีความท้าทายประการหนึ่ง ในการหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีความสนใจในการทำวิจัยซึ่งสอดคล้องหรือไปในทิศทางเดียวกับเราและที่สำคัญอาจารย์ที่ปรึกษาต้องมีความสามารถในการช่วยพัฒนาศักยภาพของเราให้เป็นนักวิจัยที่ดี ดังนั้นเราจึงต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับอาจารย์ที่ปรึกษา และต้องมีความเชื่อมั่นระหว่างเรากับอาจารย์ที่ปรึกษาด้วย กล่าวคือต้องเชื่อมั่นว่าท่านจะช่วยพัฒนาเราได้ หากเราเจอคนที่ช่วยเราไม่ได้ เราก็อาจจะต้องหาทางเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาคนใหม่

นอกจากประเด็นเรื่องอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว เราก็อาจจะเจออุปสรรคมากมายระหว่างทาง อาทิเช่น การเขียน Literature Review, การออกแบบการวิจัย (Research Design), การเก็บข้อมูล, การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย, การนัดวันเสนอแผนวิจัย (Thesis Proposal) ไปจนกระทั่งการเสนอผลวิจัย  (Thesis Defense)

อุปสรรคในขั้นตอนต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมานี้ล้วนเกิดขึ้นแบบไม่มีใครมาบังคับขู่เข็ญ ไม่มีใครมาคอยตรวจงาน ดูความคืบหน้าในการทำงานของเรา ดังนั้นเราจึงต้องมีวินัย และสร้างแรงจูงใจที่จะผลักดันตัวเองให้สามารถพัฒนางานวิจัยและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไปได้ด้วยตัวเราเอง

คิดแล้วก็ยังหัวเราะตัวเอง ผมยังจำวันเสนอผลงานวิจัยของผมได้ ผมนัด Committee ทั้ง 5 ท่านให้มาเข้าร่วมฟังกันตอนบ่ายสองโมงที่ห้องสมุด  ในตอนเที่ยงของวันนั้นเอง ทางห้องสมุดได้ประกาศว่าจะมีการฝึกซ้อมหนีไฟขึ้นมา ผมเลยต้องเลื่อนวันนัดใหม่ทั้งหมดและหาแผนสำรองมารองรับอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตามอุปสรรคที่เราผ่านมันมาเนี่ยแหละเป็นตัวช่วยในการพัฒนาตัวเราให้มีศักยภาพสูงขึ้น เป็นนักวิจัยที่ดีขึ้น และที่สำคัญได้รับปริญญากลับบ้าน

ผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้นมาได้อย่างไร

หากถามผมว่า ผมก้าวข้ามอุปสรรคนั้นมาได้อย่างไร ผมว่าผมได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ และเครือข่ายของผมเป็นอย่างดี ผมได้ปรึกษาเพื่อน ๆ รวมไปถึงรุ่นพี่ในคณะ  บางทีก็รบกวนไปถึงเพื่อน ๆ ต่างคณะ หรือนอกมหาวิทยาลัยเลยก็มี  อย่างในช่วงที่ผมทำ Coursework เสร็จ ผมได้ออกไปฝึกงานที่บริษัทข้างนอก นี่ก็เป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้เปิดหูเปิดตา และได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการทำวิจัย บางทีเวลาเรามัวแต่ยึดติดกับปัญหา หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง เราอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้ เราอาจจะต้องออกไปคุยกับคนข้างนอกบ้าง เพื่อที่จะได้มุมมองใหม่ ๆ ที่เราอาจจะไม่เคยนึกถึงมาก่อน และในที่สุดก็ทำให้เราฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านั้นไปได้

จุดเปลี่ยนในมุมมองของผมอันหนึ่งที่อยากเล่าให้ฟังคือ วันที่ผมได้คุยกับรุ่นพี่ที่เพิ่งผ่านประสบการณ์การทำ Thesis มา วันหนึ่งผมได้ไปปาร์ตี้แล้วมีโอกาสพูดคุยกับรุ่นพี่คนนี้ ผมบอกรุ่นพี่ไปตรง ๆ ว่าช่วงนั้นผมรู้สึกว่างานไม่เดิน และไม่ค่อยมีความคืบหน้าในการทำ Thesis เลย คือมันเป็นช่วงก่อนเขียน Thesis Proposal  รุ่นพี่คนนี้เขาก็แนะนำว่า ผมควรที่จะมีโค้ชคอยให้คำปรึกษาเรา  แกเลยแนะนำให้ผมได้รู้จักกับโค้ชที่เค้าเคยใช้ หลังจากวันนั้นผมก็ลองปฏิบัติตามคำแนะนำ งานวิจัยของผมก็พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

หลายคนอาจคิดว่า การเรียนปริญญาเอก จะต้องผ่านพ้นอุปสรรคตามลำพัง แต่จริง ๆ แล้วถ้าเราคิดอะไรไม่ออกก็ควรหาคนเป็นคู่คิดไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่หรือคนในรุ่นด้วยกัน หรืออาจจะเป็นโค้ชจากภายนอกอย่างที่ผมใช้

มีอะไรที่ประทับใจเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยหรือการใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาปริญญาเอกมาเล่าให้ฟังบ้างคะ

ผมว่าการเป็นนักศึกษาปริญญาเอกเป็นช่วงที่ทำให้เรามีเวลาอยู่กับตัวเองมาก และมีโอกาสที่จะได้คิดในเรื่องต่างๆที่เราสนใจ โดยลักษณะของงานวิจัยที่เราได้ทำ มันทำให้เราต้องใช้ความคิดอย่างมากตลอดเวลา เราต้องใช้เวลาอยู่ห้องสมุด คิดทบทวนพูดคุยกับตัวเองว่าตัวเรายังต้องพัฒนาแก้ไขอะไรอีกบ้าง มันเป็นช่วงชีวิตที่มีอิสระอย่างมากที่จะทำอะไรต่างๆที่เราอาจไม่ค่อยมีโอกาสทำ

การที่ผมอยู่ที่นิวยอร์กนั้น ผมเพียงแค่นั่งรถไฟใต้ดินลงมาดาวน์ทาวน์ก็เจออะไรมากมาย ผมได้ถือโอกาสนี้เรียนสิ่งต่าง ๆ ที่ตัวเองอยากทำ

ช่วงนั้นผมได้เรียนทั้ง การพัฒนาการพูดในที่สาธารณะ (Improv, Public Speaking) การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และ Startup Entrepreneurship ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ได้สัมผัสในคณะ Organizational Psychology ที่เราเรียน ผมรู้สึกดีใจที่ได้ลองเรียนรู้อย่างเต็มที่ทั้ง ๆ ที่บางทีมันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับงานหลักโดยตรงของเรา แต่มันช่วยเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้น และเป็นโอกาสที่เรารู้ว่าอาจจะหาทำได้ยากตอนกลับมาเมืองไทย

ได้นำเอาสิ่งที่ได้จากปริญญาเอกมาใช้อย่างไรในปัจจุบัน

ปัจจุบันผมเป็นอาจารย์ที่คณะโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมสอนหลักสูตรปริญญาตรีและได้มีโอกาสช่วยนักศึกษาปริญญาโททางด้านงานวิจัย ดังนั้นงานหลักของผมจึงได้มีโอกาสที่ให้ผมได้ใช้สิ่งที่ได้เรียนจากปริญญาเอกแบบเต็ม

อีกอย่างที่ได้คือวิธีคิดและวิธีแก้ปัญหาที่เป็นระบบ  รวมไปถึงมุมมองของเรา ที่จะเปลี่ยนไปตามสายวิชาที่เราเรียน โดยคณะที่ผมเรียนนั้น เค้าเน้นมุมมองทางจิตวิทยา, กระบวนการกลุ่ม (Group Dynamics), และการพัฒนาองค์กร (Organizational Development) ซึ่งมันสอนให้ผมรู้ว่าการทำงานในองค์กรนั้น จะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ อำนาจในการสั่งการ (Power & Authority), การมีอิทธิพล (Influence), ความสำคัญของจิตวิทยา และความท้าทายในการทำงานเป็นกลุ่ม สิ่งเหล่านี้ทำให้เราใส่ใจเรื่องวัฒธรรมในองค์การ (Organizational Culture) การบริหารบุคคล (Human Resource Management) และภาวะผู้นำ (Leadership) มากขึ้น

นอกจากนั้นเพื่อนผมคนหนึ่งจากประเทศ อียิปต์ได้ให้มุมมองอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจไว้ว่า ประเทศของเขามองว่าคนที่จบปริญญาเอก ไม่ว่าจะจากสาขาไหนก็ตาม เป็นคนที่จะสามารถเรียนรู้อะไรก็ได้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง

ดังนั้น สิ่งที่ได้จากปริญญาเอกอีกอย่างหนึ่งคือความเชื่อที่ว่า ถึงแม้เราต้องเจอวิชาใหม่ ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ไม่ตรงกับสายที่เราเรียนมา เราก็สามารถนำวิธีคิดและวิธีแก้ปํญหาที่เป็นระบบมาประยุกต์ใช้ เพียงเราใส่ใจที่จะเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ ๆ เราจะเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมก็ได้ ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันผมสนใจเรื่อง Entrepreneurial Expertise and Effectuation ซึ่งเป็นสายวิชาที่ไม่ได้ตรงกับที่ผมทำวิจัยมาในช่วงที่เรียนปริญญาเอกแต่ผมก็สามารถที่จะค้นคว้าและนำความรู้มาปฏิบัติใช้งานได้เอง

เมื่อเรียนจบมาแล้ว มองย้อนหลังประสบการณ์ที่ผ่านมา มีข้อคิดหรือมุมมองอะไรที่อยากฝากสำหรับคนที่กำลังเรียนอยู่บ้าง

ข้อแรก เราไม่จำเป็นต้องผ่านพ้นอุปสรรคทุกอย่างตามลำพัง เรื่องนี้อาจจะเป็นบทเรียนส่วนตัวของผมก็ได้ ในฐานะที่ผมเป็นลูกคนเดียว ผมสังเกตว่าหลายคนเรียนจนถึงระดับปริญญาเอกจะเก่งและฉลาดกันทั้งนั้น และอาจจะมีความเชื่อว่า “เราต้องเก่งด้วยตัวเอง” แต่อันที่จริงแล้ว คนที่สามารถที่จะสร้างเครือข่ายรอบ ๆ ตัวเอง (Social Support Network) ได้นั้น พวกเขาจะผ่านพ้นอุปสรรคได้เร็วขึ้นและไม่เครียดมาก

ข้อที่สอง ผมเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลส่วนตัวที่จะเรียนปริญญาเอก แต่ไม่ใช่ว่าเหตุผลของทุกคนจะถูกต้อง แท้ที่จริงแล้วการเรียนปริญญาเอกนั้นแปลว่าเราต้องการที่จะเป็นนักวิจัย เรามีคำถามในใจที่เราอยากหาคำตอบ หากผมย้อนเวลาได้ ผมจะกลับไปทบทวนว่าเหตุผลต่าง ๆ ที่เราอยากจะเรียนปริญญาเอกของผมนั้นมันเหมาะสมแค่ไหน การเรียนเพื่อทำให้พ่อแม่ภูมิใจก็เข้าใจได้ แต่ที่จริงแล้วเราต้องเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ยิ่งไปกว่านั้นหากถามว่าการเรียนปริญญาเอกนั้นสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตเราแค่ไหน จะให้ดีก็ควรใช้วิธีคิดแบบนักเศรษฐศาสตร์ที่ต้องคิดถึงต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) เพราะการที่เราทุ่มเทให้กับการเรียนปริญญาเอกตั้งหลายปี แปลว่าเราอาจจะเสียโอกาสทำงานหรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นประโยช์นกับเรามากมาย ดังนั้นเราจึงต้องคิดวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่าผลที่ได้จะคุ้มกับเวลาที่เราลงทุนไหม

ข้อที่สาม หากใครได้มาเรียนแล้ว ทำ Coursework ไปจนเสร็จ แล้วรู้สึกว่าตนเองถอยหลังไม่ได้ ผมก็ขอฝากคำคมที่ได้มาจากรุ่นพี่และอาจารย์ อันได้แก่ “The Best Thesis Is A Done Thesis”

ในช่วงที่เขียน Literature Review นักศึกษาปริญญาเอกทุกคน (รวมถึงตัวผมเองด้วย) มักจะคิดว่า Thesis ตัวเองต้องมีคำถามที่ลึกซึ้งและมีผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ในสายงาน แต่ที่จริงแล้ว Thesis ของเราไม่จำเป็นต้องใหญ่โต มันอาจจะเป็นหัวข้อเล็ก ๆ ที่ให้ประโยชน์ในวงแคบ แต่เราทำมันให้เสร็จให้ได้ เราได้ปริญญาเอกมาแล้ว ค่อยทำวิจัยที่มีผลกระทบที่กว้างใหญ่ไพศาล มันก็ยังไม่สาย และสำหรับคนที่จะสมัครเข้า Research University เขาสนใจผลงานตีพิมพ์ที่เรามีมากกว่า Thesis ที่เราเขียน เพราะฉะนั้น ทำ Thesis ให้เสร็จ เรายังมีเวลาทำวิจัยเพิ่มเติมอีกเยอะหลังจบปริญญาเอก

สุดท้ายผมขอแนะนำทุกคนที่คิดจะเรียนปริญญาเอก ให้ฝึกอ่านและเขียนให้มากๆ  ทักษะการเขียนเป็นสำคัญมาก ตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนทางคณะก็ให้เราเขียน Statement of Purpose จนถึงวันที่เราจัดทำ Thesis Defense เราจะต้องเขียนอีกเยอะมาก ๆ

เพราะฉะนั้น การเขียนในเชิงวิชาการจะเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดที่เราควรจะต้องพัฒนา โดยเริ่มจากการอ่าน Journal ในสายวิชาของเรา บางทีอาจถามตัวเองว่า ถ้าเรามีหัวข้อวิจัยแบบนี้เราจะใช้ กระบวนการวิจัย (Methodology) อย่างไร จะเก็บข้อมูลแบบไหน และทำไมจึงคิดทำแบบนั้น 

ความท้าทายอันยิ่งใหญ่ในการเรียนปริญญาเอกคือการเปลี่ยนวิธีคิด ตั้งแต่เราเรียนประถม มัธยม ปริญญาตรี มาจนถึงปริญญาโท เรามักจะคุ้นเคยกับการรับความรู้ แต่พอมาถึงการเรียนปริญญาเอกเรากลายมาเป็นผู้ที่จะต้องผลิตองค์ความรู้ใหม่ ๆ แทน สิ่งที่ท้าทายคือการเปลี่ยนวิธีคิด กล่าวคือจากการที่มุ่ง หาคำตอบกลายมาเป็นการที่เราจะต้องพยายาม ตั้งคำถามเราต้องสามารถตั้งคำถามที่ยังไม่มีคำตอบในโลกใบนี้ จากนั้นเราจะต้องทำวิจัยเพื่อที่จะหาคำตอบของคำถามที่เราตั้งไว้ ด้วยเหตุผลนี้กระมัง มันจึงทำให้กรอบความคิดของเราในการเรียนรู้เปลี่ยนไป

 ……

ดร.พอล อภิวัฒน์ หาญวงศ์

ปัจจุบัน:

  • อาจารย์ประจำ วิทยาลัยโลกคดีศึกษา คณะ Global Studies and Social Entrepreneurship (GSSE) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ผู้เชี่ยวชาญด้าน จิตวิทยาองค์กรและการพัฒนาองค์กร Organizational Development
  • ปัจจุบันสนใจงานวิจัยทางด้าน Effectuation และ Entrepreneurship
  • ประสบการณ์:
  • วิทยานิพนธ์ เรื่อง ‘Leadership Behavioral Complexity as an Antecedent to Scaling Social Impact and Financial Performance’ จากมหาวิทยาลัย Teachers College, Columbia University ประเทศสหรัฐอเมริกา

Paul Apivat Hanvongse, Ph.D.
I’m currently on faculty at the School of Global Studies at Thammasat University where I teach human communications and organizational psychology at the B.A. in Global Studies and Social Entrepreneurship (GSSE). I have also advised graduate students on their independent research projects. I am a practitioner-scholar with interests in entrepreneurship and effectuation. Social footprints:LinkedIn: https://th.linkedin.com/in/apivath
Dissertation: http://academiccommons.columbia.edu/catalog/ac:175460
Tumblr: http://phdpurpose.tumblr.com/

แขกรับเชิญคนต่อไปของเพจก็แค่ปริญญาเอกจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ที่เดียว

Happy New Year 2016

stickers005

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่
ขออวยพรอวยชัยให้ทุกท่าน
มีพลัง”สตรอง”ในทุกวัน
สู่ปลายทางอุโมงค์นั้นที่ตั้งใจ

อาจไม่มีแสงนำทางช่วยมองเห็น
อาจไม่มีคนใจเย็นคอยอยู่ใกล้
อาจต้องเดินตามลำพังไม่เป็นไร
ขอเพจนี้เดินข้างกายให้กำลัง

อาจมีบ้างบางทีที่ร้องไห้
อนุญาตให้ทำใจนั่งพักบ้าง
สลบแพร๊พแล้วต้องอึดตลอดทาง
แค่รอบข้างเข้าใจก็เป็นพอ

หากใครถามว่า thesis ไปถึงไหน
ให้ส่งไลน์สติ๊กเกอร์แทนคำขอ
อย่าเพิ่งถาม my thesis โปรดจงรอ
เพราะ I ก็ don’t know นะพูดเลย

เหนื่อยมานานหลงทางเขาวงกต
บ้างยังโสดกว่าจะจบใครรอไหว
ให้ปีนี้พบพานเพื่อนคู่ใจ
ติดตัวไปพร้อมขุมทรัพย์ทางปัญญา

ให้ปีนี้เป็นปีที่ยิ่งใหญ่
ยิ่งกว่าใช่ สบ๊ายสบาย “ยูเรก้า”
เพิ่งเริ่มต้นหรือใกล้จบให้พบพา
ตะโกนว่าแจ๋วหลบ “จบแล้ว” เอย

———————-
โหลด ‪#‎สติ๊กเกอร์ไลน์‬ จากเพจก็แค่ปริญญาเอก ได้แล้ววันนี้ที่ http://line.me/R/shop/detail/1229828 [หรือค้นหา Just a PhD]

‪#‎สติ๊กเกอร์‬ ‪#‎น่ารักมาก‬ ‪#‎ใช้แล้วฟิน‬ ‪#‎โหลดเลย‬

‎It’s Our Birthday‬

padpan

พี่สาวพูดถึงน้องสาว

กำลังใจสำคัญในช่วงที่ฉันเรียนปริญญาเอกคือน้องพัน แม้จะอยู่คนละเมือง เราจะโทรศัพท์หากันทุกวัน

ว่าไปแล้ว ในช่วงที่เรียน ชีวิตของฉันค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีอะไรพิเศษ นอกจากการรับผิดชอบงานตรงหน้า วางเป้าหมายระยะสั้น ระยะยาว แล้วก็เดินไปให้ถึง

ในช่วงปีสุดท้ายซึ่งเป็นปีที่ต้องเขียนงานหนักมาก ฉันสามารถนั่งอยู่ในห้องสตูดิโอของฉันอย่างน้อยสามวันโดยไม่ต้องออกไปไหนเลยก็ได้

ในห้องนี้ ฉันไม่ได้แอบซุ่มสร้างอาวุธอะไรนะ กิจวัตรประจำวันของฉันก็คือ ตื่นมา ล้างหน้า แปรงฟัน เปิดคอมพิวเตอร์ ทานข้าวเช้า เริ่มทำงานตามหน้าที่ ทานข้าวเที่ยง ทำงานต่อ ตอนเย็นก็เล่นโยคะในห้องนี้ แล้วก็ อาบน้ำ เข้านอนตามเวลา ตื่นมาใหม่ ตอนเช้า กลางวัน เย็น ไปแบบนี้เรื่อยๆ และวนเวียนกับกิจวัตรเดิมๆ อยู่อย่างนั้น

หลายคนถามว่า ฉันทำได้อย่างไร ไม่เบื่อเหรอ แต่ฉันก็ทำได้นะ ฉันรู้สึกว่าสิ่งนี้คือหน้าที่ ทำไปเรื่อยๆ ตามนั้น ไม่ทุกข์ ไม่ร้อนใจ เพราะฉันเป็นคนแบบนี้ ชอบอยู่นิ่งๆ คิดๆ อ่านๆ เขียนๆ เป็นสิ่งที่ฉันทำแล้วมีความสุข ถ้าจะให้ฉันโลดแล่น ไปกับกิจกรรมมากมาย แล้วให้กลับมานั่งคิดงาน ฉันจะทำไม่ได้ และการออกไปแก้เบื่อแบบนั้น กลับทำให้ฉันรู้สึกเหนื่อยมาก

แต่ก็นั่นแหละ ถึงแม้วินัยจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการเรียนปริญญาเอก แต่สิ่งที่ต้องมีควบคู่ไปด้วย ก็คือ การได้พักบ้าง เพราะคนเราจะคร่ำเคร่งทำอะไร แบบติดเครื่องแล้วพุ่งชนเป้าหมาย โดยไม่หยุดพักไม่ได้หรอก เพราะบางทีในช่วงที่สมองผ่อนคลายนั่นแหละเป็นช่วงที่เราจะคิดงานออกแบบจริงๆจังๆ

น้องสาวของฉันนั่นแหละ ที่มาเติมเต็มในจุดเหล่านั้นที่ตัวฉันขาดไป ด้วยเราคุยโทรศัพท์กันทุกวัน เขาจะชวนฉันคุยเรื่องสนุกๆ ผ่อนคลายสมองได้ โมเมนต์ที่นั่งคุยโทรศัพท์กับน้องสาวนี่แหละเป็นอีกช่วงเวลาของการพักผ่อนของฉัน พันเป็นกำลังใจให้ฉันยามฉันเหนื่อยล้า เป็นคนที่ทำให้ฉันยิ้ม หัวเราะ และทำให้สมองได้ผ่อนคลาย

ฉันเฝ้าคอยชื่นชมกับจินตนาการ และมุมมองแง่บวกที่น้องมีต่อชีวิต ความสบายๆ ของน้องสอนอะไรให้กับฉันได้มากทีเดียว

การเป็นเขาทำให้ฉันได้เรียนรู้อีกมุมของการเรียนปริญญาเอกและอีกมุมของชีวิตว่า การจับจ้องที่เป้าหมายและเดินไปให้ถึงนั้นเป็นเรื่องดี แต่ระหว่างทางเราจำเป็นต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์เล็กๆ ยิ้มหวาน มีความสุข กับ สิ่งละอันพันละน้อย ในทุกช่วงเวลาด้วย

เพราะคุณค่าของการเรียนปริญญาเอก ไม่ได้อยู่แค่การเดินถึงเส้นชัย แต่กลับเป็นประสบการณ์ระหว่างทางต่างหาก เพราะการเร่งไปถึงซึ่งเป้าหมาย แต่ขาดมิติของความสนุก ก็จะทำให้เมนูการเดินทางครั้งนี้ไม่ครบรสชาติ ไม่กลมกล่อม อย่างที่ควรจะเป็น

ขอบคุณน้องสาวที่ทำให้ชีวิตปริญญาเอกและชีวิตโดยรวมของฉันสมดุลอย่างที่สุด

ขอบคุณที่เกิดมาเพื่อกันและอยู่ข้างกันแบบนี้ในทุกๆวัน

‪‎น้องสาวพูดถึงพี่สาว‬

กำลังใจสำคัญในช่วงที่ฉันเรียนปริญญาเอกคือพี่พัด แม้จะอยู่คนละเมือง เราจะโทรศัพท์หากันทุกวัน

ในแต่ละวันไม่ว่าฉันจะเจื้อยแจ้วเรื่องอะไร มีสาระบ้าง ไม่มีบ้าง พี่พัดก็จะคอยรับฟังฉันเสมอ และ พี่พัดมักจะมีข้อคิดและข้อแนะนำดีๆให้กับฉัน

ในการเรียนปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมีอาจารย์ที่ปรึกษาให้ฉันคนเดียว แต่ฉันก็ได้พี่พัดนี่แหละ ที่เปรียบเสมือนอาจารย์ที่ปรึกษาคนที่สองของฉัน

ว่าไปแล้ว พี่พัดเป็นโค้ชชั้นยอดของฉัน ช่วยอธิบาย แบ่งปันทุกมุมมอง ตั้งแต่วิทยานิพนธ์ไม่เป็นรูปเป็นร่างจนฉันเรียนจบเลยทีเดียว

พี่พัดมีความเป็นครูในตัว เขาใจเย็น สอนเก่ง มีวิธีอธิบาย เปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย พี่พัดเป็นครูให้กับฉันตั้งแต่ฉันจำความได้แล้ว ตอนเด็กๆพี่พัดคอยสอนการบ้านให้ฉัน ช่วยติวเวลามีสอบ ช่วยฉันวาดรูประบายสีวิชาศิลปะจนผลงานได้ติดบอร์ดเกือบทุกครั้ง ติดบ่อยๆเข้า ครูถึงกับส่งฉันไปแข่งวาดรูประบายสีระดับโรงเรียน แต่พอฉันไปแล้ว ครูคงสงสัยว่าทำไมแป้ก ได้ขนาดนั้น ฮ่าๆ

ฉันเป็นคนช่างฝัน ฉันมักจะมีโปรเจ็คใหม่ๆมานำเสนอพี่พัด พี่พัดก็เห็นด้วยทุกครั้ง ฉันมักไม่ค่อยอยู่นิ่ง ต้องคอยหาแรงบันดาลใจใหม่ๆอยู่เสมอ แต่บางทีมัวแต่หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ งานวิจัยก็ไม่ค่อยจะเดิน ก็ได้พี่พัดนี่แหละที่คอยเตือนสติ

พี่พัดเป็นคนขยันและแน่วแน่ พี่พัดคือคนที่สามารถทำงานวันละแปดชั่วโมง นอนแปดชั่วโมง และกิจวัตรอื่นๆ อีกแปดชั่วโมง (แบบเป๊ะเว่อร์) ฉันเห็นแล้วก็ทึ่ง เพราะช่างต่างกับฉันเสียจริงๆ อย่าให้อธิบายเลยนะว่าต่างอย่างไร

ฉันเพิ่งมารู้จักตัวเองจริงๆ ก็จากการเรียนปริญญาเอกนี่แหละ ว่าฉันเป็นคนที่ต้องใช้จินตนาการในการทำงานสูงมาก คงเหมือนกับศิลปิน ที่ต้องมีแรงบันดาลใจ ปล่อยใจให้ล่องลอยเป็นอิสระไปกับจินตนาการ

ฉันเคยอ่านหนังสือเจอว่า ขนาดไอน์สไตน์ ยังใช้จินตนาการ 80 และความรู้ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เข้าทางฉันเลย

สำหรับฉัน จินตนาการสำคัญกว่าความรู้จริงๆ เพราะจินตนาการเป็นใบเบิกทางสู่ความรู้ ถ้าไม่มีจินตนาการคนเราก็คงไม่สามารถจะเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ มาได้

ถ้าวันไหนที่ฉันปล่อยให้ตัวเองเครียดแม้สักนิดเดียว ฉันจะคิดอะไรไม่ออกเลย ต่างกับเวลาที่ฉันไม่เครียด ทำใจสบายๆ ความรู้ทั้งหลายที่ฉันเคยคิดว่าไม่รู้ก็ไหลพรั่งพรูออกมามากมายจนฉันเองก็อัศจรรย์ใจ นี่แหละวิธีการทำงานของฉัน

ซึ่งแตกต่างจากพี่พัด ที่ค่อนข้างเป็นมนุษย์งาน วิธีการเรียนรู้ของเขาคือการลงมือทำ และเขาก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งดีๆจากการทำงานหนักตรงนั้น

ฉันโชคดีที่มีพี่สาวเป็นแบบอย่าง ช่วยคุมสติ จินตนาการ ความฝัน ของฉัน ที่โลดแล่นไปไกล ให้กลับมาอยู่กับความจริงตรงหน้า ความจริงของคำว่า “ลงมือทำ”

การเป็นเขาทำให้ฉันได้เรียนรู้อีกมุมของการเรียนปริญญาเอกและอีกมุมของชีวิตว่า การมีจินตนาการ ความฝัน และสมองที่สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆได้ตลอดเวลาเป็นเรื่องดี แต่มันจะดีที่สุดถ้าไอเดียนั้นได้นำมาทำให้เกิดเป็นรูปธรรมด้วย

การจะเดินไปให้ถึงเส้นชัยนั้น ต้องอาศัย วินัย ความมุ่งมั่น อดทน และอีกหลายอย่าง ที่นักฝันหลายคนต้องเรียนรู้ ว่าไม่มีอะไรจะได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา

ขอบคุณพี่สาวที่ทำให้ชีวิตปริญญาเอกและชีวิตโดยรวมของฉันสมดุลอย่างที่สุด

ขอบคุณที่เกิดมาเพื่อกันและอยู่ข้างกันแบบนี้ในทุกๆวัน

คนใกล้ชิดหลายคนมักพูดเสมอว่า เราสองคนเหมือนกันมาก พูดจาสไตล์เดียวกัน หน้าคล้าย เสียงเหมือน เวลาคุยโทรศัพท์ ขนาดพ่อกับแม่ยังแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร

แต่พอได้ลงมือทำงานจริงๆ เราก็จะเห็นว่า เราสองคนมีความต่างมากเลย ทั้งวิธีคิด วิธีทำงาน และ วิธีการมองโลก

ถ้าเปรียบเป็นนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า

พี่สาว ยอมรับว่าตัวเองทำงานแบบ เต่า ในขณะที่ น้องสาว ก็ยอมรับว่าตัวเองทำงานแบบกระต่าย

และในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเต่าหรือกระต่าย เราก็สามารถถึงเส้นชัยเหมือนกัน ในแบบเฉพาะตัวของแต่ละคน

ใน เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ นี้ เราสองคนช่วยกันคิด เห็นเหมือนบ้าง เห็นต่างบ้าง แต่เราก็พยายามหลอมรวมความคิด ผสมทุกงานเขียนของเราให้ลงตัวที่สุด โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ สร้างประโยชน์ให้กับแฟนเพจทุกท่าน

เราสองคนจริงใจมากกับสิ่งที่เราเขียน รักงานที่ทำนี้มาก รักเพจนี้มาก และ ตั้งใจที่จะพัฒนาและทำงานนี้ให้ดีขึ้นในทุกๆวัน

ไม่ว่ารูปแบบการทำงานจะต่างกันแค่ไหน มีสิ่งหนึ่งที่เราเหมือนกัน และ เหมือนกันมาโดยตลอด ก็คือ เรามีวันคล้ายวันเกิดวันเดียวกัน

26ธันวาคม‬ ค่ะ วันนี้เป็นวันเกิดของเราสองคน

เราฉลองวันเกิดและเป่าเค้กก้อนเดียวกันทุกปี

ทุกครั้งที่มีคนเห็นจะถามว่า เป็นฝาแฝดเหรอ?

เราจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่ใช่ค่ะ เกิดวันเดียวกัน แต่ห่างกันสองปี”

นอกจากความรัก ความหวังดี ที่เราสองคนมีให้กัน เราอยากขอส่งพรวิเศษไปถึงแฟนเพจทุกท่าน ขอให้ทุกคนมีความสุข ได้พบพานงานที่รัก งานแห่งชีวิต ได้ดึงเอาศักยภาพที่ซ่อนอยู่มาทำงานตรงหน้าให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

‪‎ขอบคุณที่อยู่ด้วยกัน‬ ในวันพิเศษของเราสองคน‬