ชีวิตปริญญาเอก…

ex1 ex2

นอกจากการถ่ายรูป (สืบเนื่องจากโพสต์ที่แล้ว) ชีวิตปริญญาเอกยังเปรียบเหมือนการขี่จักรยาน และการแต่งเพลง..

และยังเคยถูกเปรียบเหมือน การปีนเขา วิ่งมาราธอน ว่ายน้ำกลางทะเลลึก ล่องเรือในมหาสมุทร เดินในถ้ำ คลำทางมืดในอุโมงค์ เดินป่า นั่งรถไฟเหาะ ขึ้นขี่หลังเสือ เกมกีฬาเทนนิส และการเย็บผ้าให้ปราณีต…

ยังมีอะไรให้เปรียบอีกมั้ย…ว่ามาเลย…

ผู้เรียนพร้อมเผชิญหน้าทุกด่านจ้า ^^”

‪#‎ก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎justaphd‬  at portobello market‬

ชีวิตปริญญาเอก..

e1

ชีวิตปริญญาเอก..ก็เปรียบเหมือนกล้องถ่ายภาพ โฟกัสไปในจุดที่ต้องการ พัฒนาจากสิ่งที่ไม่ใช่ และถ้ามันไม่เวิร์ค..ก็แค่หาจุดใหม่ แล้วไปต่อ

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD at PortobelloRoadMarket

‎การศึกษาระดับอุดมศึกษาในเยอรมนี‬

วันนี้มีบทความดีๆ ที่เขียนโดย☆คุณดาว☆ แฟนเพจของ ‘ก็แค่ปริญญาเอก’

ปัจจุบันคุณดาวศึกษาปริญญาเอกด้านการศึกษาอยู่ที่ประเทศเยอรมนี และยังเป็นเจ้าของเพจและ youtube channel EINS by DAO ด้วยค่ะ

******************
ค่าเรียนก็แสนถูก ค่ากินค่าอยู่ก็ไม่ได้แพงกว่า แต่ทำไมคนไม่ค่อยมาเรียนต่อที่เยอรมนีกันน้า ?

คำถามนี้คงตอบได้ไม่ยากค่ะ เพราะเหตุผลหลักๆน่าจะมาจากเรื่องภาษา ระบบการเรียนที่แตกต่าง และการเข้าไม่ถึงข้อมูลเพราะไม่มีหน่วยงานกลางช่วยจัดการนั่นเอง ฉะนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงระบบการศึกษาที่นี่ให้พอเป็นที่เข้าใจกันนะคะ

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าในอดีตระบบการศึกษาขั้นอุดมศึกษาที่นี่ไม่เหมือนชาติใดในโลกเลย คือเขาจะไม่ได้แบ่งเป็นปริญญาตรี ปริญญาโท แต่คนที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยจะเรียนทีเดียวไปเลยประมาณ 5-6 ปี จบมาได้วุฒิที่เรียกว่า Diplom หรือ Magister แล้วแต่สาขาที่เรียน ตรงนี้พอมันเป็นคนละระบบกับประเทศอื่นๆก็เลยยุ่งยากพอสมควรเวลาจะเทียบวุฒิกัน คนเรียนจบกลับไปก็ยุ่ง ยิ่งคนจะมาเรียนต่อที่นี่ก็ยิ่งยุ่งเพราะไม่รู้ว่าจะมาแทรกกันตรงไหน

เจ้าของเพจคิดว่าทางประเทศเยอรมนีเองก็เล็งเห็นถึงปัญหาจุดนี้จึงได้มีการปฎิรูประบบกันใหม่ โดยจัดการเรียนเป็นระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกเหมือนกับนานาประเทศ

ปริญญาตรีใช้เวลาเรียน 3 ปี บางคณะอาจกำหนดให้เรียน 4 ปี สำหรับเราคนไทยถ้าจบมัธยมปลายบ้านเราแล้วจะมาเรียนต่อ ป.ตรีที่นี่จะต้องมาสอบเข้า Stidienkolleg เพื่อเรียนปรับพื้นฐานก่อนเป็นเวลาหนึ่งปี เรียนจบสอบผ่านก็เอาผลการเรียนไปสมัครเข้ามหาวิทยาลัยกันต่อไป

ปริญญาโทใช้เวลาเรียนตามหลักสูตร 2 ปี ถ้าจบปริญญาตรีมาจากประเทศไทยก็สามารถสมัครเข้าเรียนต่อได้เลย ข้อกำหนดหรือเงื่อนไขในการรับสมัครของแต่ละที่ก็แตกต่างกันไป บางมหาวิทยาลัยต้องการคนที่มีความรู้ภาษาเยอรมันมาแล้ว บางที่ไม่มีความรู้ภาษาเยอรมันก็สมัครเรียนมาก่อนได้ ถ้าเขารับแล้วเขาค่อยบังคับให้ไปเรียนภาษา นักเรียนไทยที่นี่ส่วนใหญ่จะมาเรียนปริญญาโทกันเพราะไม่ต้องมาเรียนปรับพื้นฐานเหมือนปริญญาตรี

ปริญญาเอกของที่นี่น่าจะเป็นระบบในแบบที่คนบ้านเราไม่คุ้นเคยมากที่สุด เพราะบ้านเรายังพูดติดปากว่าเรียน ป.เอก และนึกภาพว่าเป็นหลักสูตรที่ต้องเข้าห้องเรียน มีการสอบและการเขียนวิทยานิพนธ์กันในตอนหลัง

แต่จริงๆแล้วระบบการเรียนปริญญาเอกดั้งเดิมของเยอรมนีเองไม่ได้เป็นอย่างนั้น ที่นี่จะเน้นการทำปริญญาเอกเป็นรายบุคคล หรือที่เรียกว่า Individuelle Promotion คือคนที่อยากทำปริญญาเอกจะต้องหาหัวข้อที่ตัวเองสนใจอยากจะศึกษาหรือทำวิจัย จากนั้นจึงหาว่ามีโปรเฟสเซอร์ท่านใดที่สนใจในด้านนั้นๆบ้าง จากนั้นเราจะต้องติดต่อเจรจากับโปรฯโดยตรง ถ้าเขาสนใจและยินดีเป็นที่ปรึกษาให้ เขาจะออกจดหมายให้เราใช้ประกอบการลงทะเบียนอย่างเป็นทางการกับทางมหาวิทยาลัย

ดังนั้นการสมัครเรียนปริญญาเอกจึงทำได้ตลอดเวลาไม่ต้องอิงรอบปีการศึกษาแต่อย่างใด และจริงๆจะไม่มีการเข้าชั้นเรียน ต่างคนต่างไปศึกษาวิจัยงานของตัวเอง แต่บางครั้งโปรฯอาจแนะนำให้เราไปลงเรียนเพิ่มเติมความรู้ในบางวิชาได้

สำหรับหลักสูตรปริญญาเอกที่มีชั้นเรียนต้องเข้าห้องเรียนแบบที่บ้านเราคุ้นเคยนั้นก็มีเปิดมากขึ้นในปัจจุบัน อันนี้ก็ต้องหาข้อมูลให้ดีเพราะมีกำหนดเปิดและปิดรับสมัครที่ชัดเจน

**********************
สนใจรายละเอียดและข้อมูลดีๆเกี่ยวกับการศึกษาต่อในเยอรมนีไปที่เพจและช่องยูทูปของ ☆คุณดาว☆ได้ที่:

https://www.facebook.com/pages/EINS-by-DAO/303940562980549

https://www.youtube.com/channel/UCrIXKxGf78VaBRpa7Sz0hiA

การสอบของนักศึกษาปริญญาเอกในประเทศอังกฤษ‬

ตลอดระยะเวลาการศึกษา นักศึกษาจะมีการสอบรวมทั้งหมด 2 ครั้ง:

ครั้งแรก เป็นการสอบเพื่อเลื่อนขั้นเป็นนักศึกษาปริญญาเอก (upgrading to doctoral student status) เนื่องจากเมื่อแรกสมัครเข้าเรียน นักศึกษาทุกคนจะได้รับสถานะเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทเท่านั้น การสอบเลื่อนขั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาเห็นพ้องต้องกันว่านักศึกษาได้เขียนข้อเสนองานวิจัยเป็นเค้าโครงที่น่าพอใจ เมื่อนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาจะอนุญาตให้นักศึกษาสอบเลื่อนขั้นเป็นนักศึกษาปริญญาเอก

โดยการสอบจะมีอาจารย์ภายในคณะ/มหาวิทยาลัย ที่ไม่ใช่อาจารย์ที่ปรึกษา จำนวน 2 ท่านมาดำเนินการสอบ โดยส่วนใหญ่นักศึกษาควรสอบเลื่อนขั้นให้ผ่านภายในปีแรกของการศึกษา

การสอบครั้งที่สอง เรียกว่าการสอบ Viva Voce เกิดขึ้นหลังจากการเขียนเล่มเสร็จสมบูรณ์ การสอบครั้งนี้มีความสำคัญมาก เพราะเปรียบเสมือนการชี้เป็นชี้ตายแก่นักศึกษา

กรรมการภายนอกมหาวิทยาลัยและภายในมหาวิทยาลัย รวม 2 ท่าน จะเป็นผู้ตัดสินงานของนักศึกษาว่ามีคุณภาพเพียงพอที่จะเป็นผลงานระดับปริญญาเอกหรือไม่

ตัวอย่างผลการตัดสินของกรรมการผู้สอบ อาจแบ่งเป็น หลายระดับ ดังนี้

ระดับที่หนึ่ง: สอบผ่านและอนุมัติให้ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต โดยไม่มีข้อแก้ไข

ระดับที่สอง: สอบผ่านโดยมีเงื่อนไขที่จะต้องแก้ไขข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และอนุญาตให้ใช้เวลาทำให้เสร็จภายในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน (น้อยหรือมากกว่าเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับที่กรรมการสอบกำหนด)

ระดับที่สาม: สอบผ่านโดยมีเงื่อนไขที่จะต้องแก้ไขข้อบกพร่อง ซึ่งเป็นข้อบกพร่องจำนวนมาก ดังนั้นต้องส่งงานอีกครั้งหนึ่ง (resubmit) ในกรณีนี้อนุญาตให้ใช้เวลาทำให้เสร็จภายใน 2 ปี แต่นักศึกษาไม่จำเป็นต้องสอบปากเปล่าอีกครั้ง

ระดับที่สี่: ดุษฎีนิพนธ์ผ่านแต่สอบตกการสอบปากเปล่า โดยให้เวลากลับมาสอบใหม่ภายในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี (ถึงแม้จะไม่ค่อยมีให้เห็น แต่ก็มีอยู่เพื่อที่จะให้ผู้เรียนตระหนักว่า การ well-performed ในวันสอบก็มีความสำคัญ)

ระดับที่ห้า: สอบไม่ผ่านโดยเห็นว่าผลงานไม่มีคุณค่าเทียบเท่ามาตรฐานดุษฎีนิพนธ์และไม่มีทางใดจะแก้ไขได้ จึงตัดสินให้ผลงานมีคุณค่าเพียงพอแค่ใบปริญญาในระดับ M.Phil. แทน

ระดับที่หก: สอบตกโดยไม่อนุญาตให้สอบใหม่ หรือไม่สามารถให้ปริญญาระดับที่ต่ำกว่าใดๆได้
…………………
ท้ายที่สุด สำหรับคนที่กำลังเรียนอยู่ ถ้าประเมินตัวเองว่า เราได้ทำเต็มที่แล้ว และประเมินงานว่า เป็นงานที่ดีงานหนึ่ง มีคุณภาพเพียงพอ ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวหรือกังวลไปมากนัก เพราะผลที่ดีก็เกิดจากเหตุที่ดี ขอเป็นกำลังใจให้ผู้เรียนฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปให้ถึงเส้นชัย

Credit: Phillips, Estelle, Pugh, Derek.S. (2005) How To Get A Phd: a handbook for students and their supervisors

exam11

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬

9 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอกในประเทศอังกฤษ

IMG_01741. การเรียนปริญญาเอกในประเทศอังกฤษเป็นการเรียนแบบเน้นการทำวิจัย (Research degree) ต่างจากสหรัฐอเมริกา ที่ใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบเรียนรายวิชาและการทำวิจัย (Academic Degree)

2. ถึงแม้จะเป็นการเรียนแบบเน้นการทำวิจัยอย่างเดียว มหาวิทยาลัยจะบังคับให้นักศึกษาลงเรียนวิชาระเบียบวิธีวิจัย อีกทั้งสนับสนุนให้นักศึกษาเข้าเรียนในบางวิชาร่วมกับนักศึกษาระดับปริญญาโท ตามที่อาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาเห็นว่าเหมาะสมและจะเป็นประโยชน์กับหัวข้อวิจัย

3. โดยส่วนใหญ่ หลักสูตรปริญญาเอกในประเทศอังกฤษ มีระยะเวลา 3 ปีสำหรับนักศึกษา full-time และ มีระยะเวลา 5 ปี สำหรับนักศึกษา part-time

4.เกณฑ์การรับเข้าเรียนในหลักสูตรระดับปริญญาเอก คือผู้สมัครต้องจบปริญญาตรีด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสองเป็นอย่างน้อย หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การทำวิจัยมาก่อน หรืออาจเคยมีผลงานตีพิมพ์มาแล้ว แต่ทั้งนี้ ก็อาจพิจารณาเป็นรายกรณีไป โดยสอบถามความเห็นของอาจารย์ที่ปรึกษาด้วย

5. หลักสูตรปริญญาเอกอีกรูปแบบ คือ professional doctorate เช่น DBA (Doctor of Business Administration) ที่เน้นทั้ง coursework และ research training หลักสูตร professional doctorate นี้แตกต่างกับหลักสูตรปริญญาเอกแบบ PhD เพราะหัวข้อวิจัยมักเน้นการนำไปประยุกต์ใช้ในสาขาวิชาชีพนั้นๆ เน้นการผลิตนักปฏิบัติที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่านักปรัชญา (philosopher)

6. ประเทศอังกฤษมี หลักสูตรการเรียนการสอนแบบเน้นการทำวิจัย (Research degree) ในระดับปริญญาโทด้วย เรียกว่า Master of Research (M.Res.) และ Master of Philosophy (M.Phil.) โดย หลักสูตร M.Res. ใช้เวลาเรียน 1 ปีสำหรับนักศึกษา full-time และ 18 เดือนสำหรับนักศึกษา part-time และ หลักสูตร M.Phil. ใช้เวลาเรียน 2 ปี สำหรับนักศึกษา full-time และ 3 ปีสำหรับนักศึกษา part-time หลักสูตรปริญญาโทแบบนี้ไม่มีการเรียนรายวิชา เน้นการทำวิจัย เหมาะกับผู้ที่เคยมีประสบการณ์วิจัย หรือ ผู้ที่ต้องการเตรียมพร้อมตนเองในด้านการทำวิจัยก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาเอก

7. การเรียนปริญญาเอกในรูปแบบดั้งเดิมของอังกฤษที่เน้นเฉพาะการวิจัย (traditional PhD) ในปัจจุบัน ถูกวิพากษ์ว่าแคบเกินไป เรียนจบแล้วหางานยาก โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบันที่ผู้เรียนจบอาจต้องการไปสมัครทำงานในสายอาชีพอื่น รวมถึง การสมัครเข้าเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องยาก ต่างกับในอดีต ที่ ดีกรีปริญญาเอก เป็น “a licence to teach” และส่วนใหญ่ผู้ที่จบไปต้องมีอาชีพเป็นอาจารย์เท่านั้น

8. ด้วยเหตุนี้ ประเทศอังกฤษจึงเริ่มปรับหลักสูตรเพื่อตอบโจทย์สังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ผู้ที่จบหางานง่ายขึ้น เพื่อดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ และเพื่อแข่งขันกับ “American PhD” โดยปรับแนวทางการเรียนการสอนให้มีการเรียนรายวิชา มีการ training ต่างๆ บวกกับการทำวิจัย เพิ่มระยะเวลาหลักสูตรจาก 3 ปี เป็น 4 ปี (1 ปี สำหรับ training + 3 ปี สำหรับ research) ตัวอย่างโครงการปริญญาเอกแบบใหม่มีชื่อว่า “New Route PhD” หารายละเอียดหลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้ที่ http://www.newroutephd.ac.uk/index.html

9. ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา หน่วยงาน Higher Education Funding Council of England (HEFCE) ได้เริ่มวัดอัตราการจบการศึกษาภายในระยะเวลา 4 ปีของนักศึกษาปริญญาเอก เป็นหนึ่งในเกณฑ์การวัดคุณภาพของมหาวิทยาลัย กล่าวคือ หากมหาวิทยาลัยใดมีอัตราการจบการศึกษาภายในระยะเวลา 4 ปี สูงจะได้รับทุนสนับสนุนและได้รับการจัดลำดับอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ดีและมีความสามารถ ในขณะที่ หากอัตราการจบการศึกษาระดับปริญญาเอกภายในเวลา 4 ปี อยู่ในเกณฑ์ต่ำ หน่วยงานให้ทุนจะงดให้การสนับสนุนและมหาวิทยาลัยจะถูกจัดลำดับอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีคะแนนต่ำด้วย นโยบายที่นำมาปฏิบัตินี้ตั้งอยู่บนฐานความคิดที่ว่าการเรียนปริญญาเอกนั้นเปรียบเสมือนการฝึกฝนการทำวิจัย (research training) กล่าวได้ว่า เป้าหมายของการผลิตปริญญาเอกในปัจจุบันต่างจากยุคก่อนที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยแบบลึกซึ้งเพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่ที่เป็นต้นแบบ โดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาในการทำ แต่ ในปัจจุบันการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นต้นแบบถึงแม้สำคัญ แต่ต้องได้มาพร้อมกับทักษะอื่นๆ ด้วย เช่น ความสามารถในการจัดการเวลา และทักษะการสื่อสาร เป็นต้น

‪#‎JustaQuickNote‬ ‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬

‪‎Facts and Figures‬ ‪::: ‎Oxford University‬ ‪:::

22 1. มหาวิทยาลัย Oxford เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เริ่มการเรียนการสอนในปี 1096 หลังจาก University of Bologna (1088) ประเทศอิตาลี และ University of Paris, ประเทศฝรั่งเศส

2. มหาวิทยาลัย Oxford เป็นมหาวิทยาลัยแบบ collegiate ประกอบไปด้วยส่วนกลาง (ที่มีอำนาจดูแลคณะวิชา ศูนย์วิจัย ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์) และ 38 colleges ที่มีอำนาจปกครองตัวเอง มีงบประมาณของตัวเอง เป็นอิสระจากส่วนกลาง

3. นักศึกษาทั้งระดับต่ำกว่าบัณฑิตศึกษาและบัณฑิตศึกษาจะได้รับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ คณะวิชา (departments) และ colleges หลังจากส่วนกลางรับนักศึกษาเข้ามาแล้ว แต่ละ college จะเลือกและรับนักศึกษาเข้าไปอยู่ใน college ของตัวเอง ในส่วนของ college จะดูแลเรื่องที่พัก อาหาร ห้องสมุด กีฬา กิจกรรมทางสังคม รวมถึง tutorial teaching ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีด้วย แต่ละ college มีวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ระบบ college นี้ นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัย Oxford เป็นศูนย์รวมนักศึกษาและอาจารย์จากหลากหลายสาขาวิชาให้มีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยนมุมมอง และใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่แตกต่างจากคณะวิชาที่เน้นเฉพาะด้านวิชาการ

4. มหาวิทยาลัย Oxford มีหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (graduate programmes) มากกว่า 300 หลักสูตร

5. ปัจจุบันมหาวิทยาลัย Oxford มีจำนวนนักศึกษาทั้งหมด 22,348 คน แบ่งเป็นระดับต่ำกว่าบัณฑิตศึกษา 11,703 คน และระดับบัณฑิตศึกษา 10,173 คน

6. ร้อยละ 60 ของนักศึกษาเป็นนักศึกษาต่างชาติที่มาจาก 140 ประเทศทั่วโลก 5 ลำดับแรก มาจาก ประเทศสหรัฐอเมริกา (1,437), จีน (920), เยอรมันนี (830), แคนาดา (403) และอินเดีย (373)

7. ปัจจุบันมีนักศึกษาจากประเทศไทย 70 คน ศึกษาระดับต่ำกว่าบัณฑิตศึกษา 18 คน ระดับบัณฑิตศึกษา 51 คน และอื่นๆ อีก 1 คน

8. สถิติการรับเข้าเรียนเมื่อปี 2012-2013 จำนวนใบสมัครเฉพาะระดับบัณฑิตศึกษา 19,969 ใบ มหาวิทยาลัยรับเข้าเรียนทั้งหมด 4,623 คน คิดเป็นร้อยละ 23

9. ในปีการศึกษา 2015-2016 มหาวิทยาลัย มีทุนการศึกษาแบบเต็ม สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มากกว่า 950 ทุน

10. ชุดยูนิฟอร์มดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย เรียกว่า “subfusc” นักศึกษาจะต้องใส่ในพิธีแรกเข้าสู่มหาวิทยาลัย ช่วงฤดูกาลสอบ รับปริญญา และในพิธีการสำคัญต่างๆของมหาวิทยาลัย ล่าสุดเมื่อพฤษภาคม 2015 มีการทำ referendum เกี่ยวกับการใส่ชุด“subfusc” เข้าสอบ นักศึกษาลงคะแนน vote ท่วมท้น เห็นด้วยให้คงไว้ซึ่งการใส่ยูนิฟอร์มเพื่อเข้าสอบ

11. กำหนดให้ติดดอกคาร์เนชั่น ที่ “subfusc” เวลาเข้าสอบ โดยกำหนดความหมายให้ติด ดอกสีขาว สำหรับการสอบครั้งแรก ดอกสีแดง สำหรับการสอบครั้งสุดท้าย และ ดอกสีชมพูสำหรับการสอบครั้งอื่นๆ

12. มหาวิทยาลัย Oxford มีระบบห้องสมุดที่ใหญ่และดีที่สุดในอังกฤษ มีจำนวนห้องสมุดรวมกันมากกว่า 100 ห้องสมุด ห้องสมุดที่เก่าแก่ที่สุด คือ the Bodleian (ใช้ถ่ายทำเรื่อง Harry Potter) ก่อตั้งขึ้นในปี 1602 เป็นห้องสมุดที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก British Library บรรจุหนังสือมากกว่า 11 ล้านเล่ม โดยชั้นวางหนังสือยาวรวมกันกว่า 250 กิโลเมตร ห้องสมุดแห่งนี้ยังมีหนังสือใหม่เข้ามากว่า 5,200 เล่มต่อสัปดาห์

13. มหาวิทยาลัย มี สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย (university press) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเก่าแก่เป็นอันดับสองรองจาก Cambridge University Press

14. นักศึกษาของมหาวิทยาลัย Oxford ใช้เวลาในการเรียนโดยเฉลี่ยร้อยละ 40 มากกว่านักศึกษามหาวิทยาลัยอื่นๆในประเทศอังกฤษ แต่ก็ยังมีเวลาในการทำกิจกรรมพิเศษต่างๆ ภายใต้สโลแกน Work hard, play hard

15. มหาวิทยาลัยมีจำนวนชมรมมากกว่า 400 ชมรม มีความหลากหลายและเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าร่วมตามความสนใจ ชมรม Quidditch (ควิดดิช) เป็นอีกชมรมที่เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากเรื่อง Harry Potter

16. ประชากรเมือง Oxford มีทั้งหมดประมาณ 150,000 คน หนึ่งในสี่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย Oxford และ Oxford Brookes สองมหาวิทยาลัยของเมือง

17. ผู้นำของโลกมากกว่า 30 คนเรียนจบที่นี่ เช่น บิล คลินตัน, ออง ซาน ซูจี, และ อินทิรา คานธี (ฮิวจ์ แกรนท์ ก็จบจากที่นี่ ^^)

18. นายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษจำนวน 26 คน เรียนจบจากที่นี่ รวมถึง เดวิด คาเมรอน คนปัจจุบัน

ox8

ox7

Cr: www.ox.ac.uk; www.telegraph.co.uk; www.oushop.com

‪#‎JustaPhD‬ ‪#‎ก็แค่ปริญญาเอก‬