กรภัทร พฤกษ์ชัยกุล ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: แบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก ณ ประเทศ โปรตุเกส

วันนี้เราเปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาปริญญาเอก ที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศโปรตุเกส ผู้ที่จะมาบอกเล่าประสบการณ์และมุมมองเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอกของเขา ไปทำความรู้จักเขากัน

แนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ชื่อกรภัทร พฤกษ์ชัยกุล ครับ เรียนจบปริญญาตรีและโท สาขาภาษาอังกฤษ จากคณะ
อักษรศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อปี 2544 และ 2551 ตามลำดับครับ

ณ ตอนนี้ ยังแก้ไขงานดุษฎีนิพนธ์เป็นครั้งสุดท้ายเพื่อส่งคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (Faculdade de Ciências Sociais e Humanas (FCSH)) มหาวิทยาลัยนอวา ดึ ลิฌบัว (Universidade Nova de Lisboa) ประเทศโปรตุเกส ในเดือนพฤศจิกายนนี้อยู่เลยครับ

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ตรงๆ เลยครับ ได้ทุนเรียนดีสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เมื่อปี 2556 ครับ คือทุนนี้จะให้สำหรับการศึกษาในสาขาที่ยังขาดแคลนในประเทศไทย เหมือนเป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในสาขานี้ด้วย

ที่ตัดสินใจมาเรียนเป็นเพราะในปีที่ให้ทุนนั้น มีการให้ทุนในสาขาปริญญาเอก ด้านภาษาโปรตุเกสด้วยครับ จริงๆ แล้ว ตั้งใจจะแจ้งอาจารย์ที่คณะอักษรฯ ท่านหนึ่งให้บอกรุ่นน้องป. โทด้วยว่า สกอ. ให้ทุนไปเรียนต่างประเทศในสาขาภาษาอังกฤษ ซึ่งผมไม่สนใจจะไปต่อป. เอกด้านนี้ในต่างประเทศอยู่แล้ว เพราะวิชาความรู้ที่เรียนปริญญาโทจากคณะอักษรฯ ก็เข้มข้นเพียงพอที่จะทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่

แต่พอคุยกับอาจารย์ไปมา เผลอหลุดปากบอกอาจารย์ว่า มีทุนไปต่อปริญญาเอกที่โปรตุเกสด้วย อาจารย์เลยคะยั้นคะยอให้สมัครทุนดู ตอนแรกก็ underestimate ตัวเองว่า จะสอบได้หรือเปล่า ความเห็นส่วนตัวในตอนนั้น ดูเป็นทุนที่ยิ่งใหญ่อลังการดาวล้านดวงมาก เพราะมีนักเรียนที่สนใจมาร่วมสอบกันมืดฟ้ามัวดิน แต่ด้วยความที่หลงลมปากอาจารย์ (หัวเราะ) กับความอยากไปโปรตุเกสด้วย เพราะเคยได้ทุนรัฐบาลโปรตุเกสไปเรียนภาษาเมื่อปี 2544 ถึง 2546 แล้วสนใจประเทศนี้ และอยากเรียนให้สูงขึ้นไปอีก ก็เลยสมัครสอบดู ผลปรากฏว่าได้ทุน ก็เลยได้โอกาสมาเรียนครับ

ทำ thesis เรื่องเกี่ยวกับอะไร  

ผมทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง การสร้างข้อความโฆษณาในฐานะการสร้างอัตลักษณ์ กรณีศึกษาแผ่นพับโฆษณาของธนาคารพาณิชย์โปรตุเกส ครับ

ซึ่งเป็นงานวิจัยที่อยู่ในสาขา Text and Discourse Linguistics ของภาควิชาภาษาศาสตร์ ที่คณะฯ แต่มีการเชื่อมโยงทฤษฎีอื่นๆ จากสาขา sociolinguistics, discourse analysis และ social semiotics เข้าด้วยกันครับ โดยใช้เวลาทั้งหมดในการเรียนและทำวิจัยประมาณ 6 ปี คือตั้งแต่ปี 2556-2562

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด  

ถ้าจะให้เล่านี่ อภิมหากาพย์เลยนะครับ

เริ่มตั้งแต่ตอนได้ทุนก็เกือบจะไม่ได้ไป เพราะคณะกรรมการทุนฯ ประสงค์จะให้ผมทำวิจัยด้านวรรณคดีโปรตุเกศซึ่งเป็นสาขาที่ไม่ถนัดเลย แต่พอเห็นความตั้งใจและเหตุผล ก็พิจารณาอนุมัติครับ

ตอนนั้นยังคิดว่าเจออุปสรรคตั้งแต่หน้างานเลย ยังไม่ได้ไปเรียนก็มาแล้ว เครียดอยู่เป็นเดือนเพราะเราลาออกจากงานมาแล้วเพื่อรับทุนนี้ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี

ต่อมา พอได้มาเรียน เจอทฤษฎีภาษาศาสตร์ภาษาโปรตุเกสที่ ไม่เคยสอน ไม่เคยเรียนในเมืองไทย ทำไงล่ะทีนี้ ก็ต้องอ่านตำราและบทความซึ่งมีแต่ภาษาโปรตุเกส เพราะทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีที่ยังไม่แพร่หลายมากนัก ต้องใช้เวลาเกือบปีในการอ่านเพื่อทำความเข้าใจ อาจารย์ก็ให้เขียนเรียงความส่งเพื่อฝึกการเขียน ฝึกการสังเคราะห์ข้อมูล ฝึกการตีความทฤษฎี ผลสุดท้ายคือมาเข้าใจทฤษฎีในหัวข้อที่จะต้องทำวิจัย กลายเป็นบัวพ้นน้ำในวันสุดท้ายของการเรียน (เดือนกรกฎาคม ปี 2557)

หลังจากนั้น ก็ต้องฝึกการนำเสนองานเป็นภาษาโปรตุเกส เพราะต้องสอบปกป้องข้อเสนองานวิจัยเพื่อทำดุษฎีนิพนธ์ ต้องเขียนโครงการวิจัย เขียนดุษฎีนิพนธ์เป็นภาษาโปรตุเกส เก็บข้อมูล ทุกอย่างต้องทำเองและทำทุกวัน มีขยันบ้าง มีขี้เกียจบ้าง

ในระหว่างทำดุษฎีนิพนธ์ ก็ต้องประสานงานกับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งก็เครียดเหมือนกันเพราะอาจารย์ยุ่งมากและดูแลเราแบบผู้ใหญ่จริงๆ บางครั้งอาจารย์ก็ต้องเลื่อนนัดเพราะติดประชุม คืออาจารย์ที่ปรึกษาของผมเป็นผู้บริหารคณะด้วย ทำให้รู้สึกเหมือนกับมีเราทำวิจัยอยู่คนเดียวในโลกนี้ในบางครั้ง

นอกจากนั้น ยังต้องเรียนภาษาโปรตุเกสเพิ่มเติม เรียนวิชาทางภาษาศาสตร์ที่สนใจ เข้าร่วมประชุม สัมมนาทางวิชาการ นำเสนองานวิจัยอีกร้อยแปด ก็สนุกดีนะ

หลังจากส่งดุษฎีนิพนธ์แล้ว ก็ต้องเตรียมตัวสอบปกป้อง ซึ่งเพิ่งจะเสร็จสิ้นไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา อ่านงานตัวเอง อ่านแล้วอ่านอีก ยิ่งอ่านยิ่งเครียดเพราะเกิดความรู้สึกว่างานเรายังไม่ดีพอ โชคดีว่าได้อาจารย์ที่เตือนสติว่า ด้วยเวลาที่จำกัดเท่านี้ เราทำได้ขนาดนี้ มาถึงตอนนี้ก็ควรจะภูมิใจได้แล้ว ถูกผิดค่อยไปว่ากันตอนสอบปกป้อง อีกทั้งคณะกรรมการที่มาสอบ ส่วนใหญ่มีเมตตามาก ไม่ได้โหดร้ายน่ากลัวเหมือนที่คิดไว้ ก็เลยรอดชีวิตผ่านมาได้ครับ

ถ้าย้อนเวลากลับไป ก็คงจะไม่บอกอะไรกับตัวเองครับ เพราะบอกตัวเองมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่วันที่ได้ตัดสินใจรับทุนแล้ว แต่ถ้าถามว่า เสียดายไหมที่เลือกทางนี้ ตอบเลยว่า บางครั้งก็คิดเหมือนกัน อารมณ์แบบบทกวี The Road not Taken ของ Robert Frost อะไรประมาณนั้น แต่เมื่อเราเลือกแล้ว ก็ต้องเดินหน้าต่อไปครับ เดินมั่ง วิ่งมั่ง คลานมั่ง กลิ้งมั่ง ก็ต้องทำไปเพื่อให้เราไปถึงจุดหมายให้ได้

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

ความอึด ความอดทน ความชอบในสิ่งที่ทำ ในสาขาที่เรียน ในการเขียนงานครับ บางวันเขียนได้เป็นสิบๆ หน้า แต่ก็มีบางวันที่เขียนได้น้อย เคยเกิดความเครียด กลัวเรียนไม่จบ เขียนงานไม่ได้เลยก็มี วิธีแก้คือ เดินไปคุยกับใครต่อใคร คุยกับเพื่อนมั่ง คุยกับอาจารย์มั่ง คุยกับยามเฝ้าคณะก็เคยมาแล้ว ทำให้รู้ว่าทุกคนก็มีปัญหาของตนเอง ปัญหาของเราเป็นสิ่งที่รุ่นพี่ที่เรียนจบไปเคยเจอมาแล้ว ก็เลยเลิกเครียด คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา กลับมาเขียนงานต่อ

สุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่

เมื่อก่อน ถ้ามีใครมาถามว่าเรียนปริญญาเอกดีมั้ย จะรีบตอบว่า ดีสิๆ เรียนเลยๆ แต่ตอนนี้ อยากจะบอกว่า “ไม่ได้สนับสนุน แต่ก็ไม่ได้คัดค้านนะ” เพราะการเรียนระดับนี้ ไม่ใช่ว่าจะมานั่งในห้องเรียนแล้วสอบๆ ให้จบกันไป มีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้เราสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อเป็น ดร. ได้ ทั้งปัจจัยภายใน (ส่วนบุคคล) และปัจจัยภายนอก (สังคม) มากมาย

เอาเป็นว่า ถ้าคุณตั้งใจจะเรียนปริญญาเอกแล้ว ก็เดินหน้าชนไปเลย ไม่ต้องไปสนใจคำพูดคนอื่นประมาณว่า “เขาไม่จำเป็นต้องเรียนปริญญาเอกก็ทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้” เพราะคำพูดแบบนี้มีแต่จะบั่นทอนจิตใจเรา ไม่ได้ทำให้สถานการณ์การเรียนของเราดีขึ้นและคนที่พูดแบบนี้ ส่วนใหญ่ไม่เคยเรียนปริญญาเอกมาก่อน พอเห็นผู้อื่นจะเรียนบ้าง ก็เลยพูดดักคอไว้ก่อน

 “เป็นดุษฎีบัณฑิตนั้นว่ายากแล้ว แต่เป็นดุษฎีบัณฑิตที่ดีนั้นยากยิ่งกว่า” เราเรียนจบปริญญาเอก คนส่วนใหญ่ก็มีความคาดหวัง มีความคิด ทัศนคติที่แตกต่างไป ต้องเรียนรู้ที่จะ compromise กับสิ่งเหล่านี้ครับ ที่ผมพูดนี่ไม่ใช่ว่าทำได้แล้วนะ แต่ก็ยังพยายามทำให้ได้ในทุกๆ วัน

ผมเคยเจอดุษฎีบัณฑิตบางคน เรียนจบเมืองนอก ยังอายุน้อยอยู่เลย ไม่มองใคร ไม่เห็นหัวเพื่อนที่เคยเรียนร่วมกันมา ไม่ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ ในขณะที่ดุษฎีบัณฑิตบางคนน่ารักมาก สุภาพจนเราเกรงอกเกรงใจ ของแบบนี้ สถานศึกษาไม่มีสอนครับ อยู่ที่การประพฤติตัวของดุษฎีบัณฑิตแต่ละคนมากกว่า

เราเรียนปริญญาเอกกันแค่ 5-6 ปีเท่านั้น ที่เหลือก็ต้องออกไปเรียนรู้ต่อภายนอกมหาวิทยาลัย การเรียนปริญญาเอก สอนให้เรารู้ตัวว่าเราไม่รู้และจะทำอย่างไรให้เรารู้ นอกเหนือจากการอ่านตำราในห้องสมุด อาจารย์ เพื่อนๆ ก็มีส่วนสำคัญในการให้ความรู้เรานะครับ

สรุปแล้วก็คือ ผมคิดว่า มี IQ สูงแล้ว EQ ก็ต้องสูงตามด้วยครับ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นดุษฎีบัณฑิตที่แท้ทรู

ดร.ตูน อนัญญา โพธิ์ประดิษฐ์ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก ได้รับเกียรติจาก ดร.ตูน หรือ อาจารย์ ดร. อนัญญา โพธิ์ประดิษฐ์  ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ และกรรมการผู้รับผิดชอบหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี

ดร.ตูน ผ่านการศึกษาและวิจัยหลังปริญญาเอกจาก Center for Ecological Research ของ Kyoto University ประเทศญี่ปุ่น สำเร็จการศึกษา ปริญญาเอก Ph.D (Environmental Science) จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท M.Sc. (Environmental Science) จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ส่วนปริญญาตรี ดร.ตูนเล่าว่า มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าจะค้นพบตัวเอง เริ่มตั้งแต่ Med tech มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช

เรามาทำความรู้จักกับ ดร. ตูนกัน

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

อยากแยกเหตุผลเป็น 2 ประเด็น คือ 1. การเดินทางเพื่อแสวงหาการยอมรับนับถือ และ 2. การตามหาความเป็นตัวเองและการเดินทางค้นหาสิ่งที่ขาดตกบกพร่องในวัยเด็กที่ผ่านมา

ประเด็นแรก อาจารย์เองเกิดมาแปลกๆ อยากใช้คำว่าไม่ปกติ ในยุคสมัยที่ผู้หญิงข้ามเพศยังถูกมองว่าเป็นมนุษย์ประหลาด กระบวนการคิดในวัยนั้นค้นพบว่า การศึกษาที่สูงและการเป็นบุคคลที่มีค่าย่อมได้รับการยอมรับนับถือ เป็นการยากมากที่จะทำให้สังคมยอมรับนับถือคนกลุ่มนี้ได้อย่างบริสุทธิ์ใจ มันยากลำบากกว่าที่ผู้ชายหรือผู้หญิงทั่วไปทำหลายสิบเท่าจริง ๆ กว่าจะทำให้สังคมมองว่าเราดี

มันอาจมี 2 ทาง คือการประสบความสำเร็จอย่างมากทางการเงิน และอีกประการคือการประสบความสำเร็จอย่างมากทางการศึกษา หรือไม่ก็ทั้งสองทาง ในขณะนั้น ง่ายที่สุดคือ อาจารย์เลือกที่จะเรียน ให้สูงที่สุดในสาขาเราสนใจ

ประเด็นที่ 2 ในวัยเด็กที่อาจารย์เป็นเด็กเรียนเก่งมากมาย แต่กลับล้มเหลวในการมุ่งไปสู่จุดหมาย คำนี้อาจฟังดูแปลก อาจารย์จะกำลังพยายามอธิบายว่า ครอบครัวอาจารย์ น่ารักมากไม่เคยบังคับ ไม่เคย บงการ ให้เลือกที่จะทำ เลือกที่จะเรียนรู้ และผิดพลาดด้วยตัวเอง

ดังนั้น พื้นฐาน ปริญญาตรี จึงเห็นว่าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความคลั่งไคล้ ที่เร้าเข้ามาในขณะนั้น แต่อะไรล่ะที่ใช่ตัวเอง จนจบปริญญาโท จึงรู้ว่า เราน่าจะเหมาะกับ สาขาวิชานี้ เมื่อรู้ตัวก็ดูเหมือนจะช้าไปมาก เมื่อเพื่อนๆ หลายคน จบ ดร.  ไปแล้ว เพื่อนอีกหลายคนก็เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ บ้าง แต่ก็คิดว่า เราต้องไปต่อเพราะเราต้องปฏิบัติการตาม ประเด็นที่ 1 ไง

อาจารย์ตูนเริ่มเดินตามเป้าหมายอย่างไร

การเรียนปริญญาเอกเกิดขึ้นทันทีที่จบปริญญาโท ความที่เป็นคน ชอบป่า ชอบภู ชอบธรรมชาติ อาจารย์ มักมองย้อนรอยกับความเจริญ บางครั้งอาจดูเป็นคนในกลุ่มลัทธิต่อต้านความเจริญ อาจารย์อยากรู้ว่า การเดินเข้าไปใช้ชีวิต หมกตัวกลมกลืนอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีวิถีเดิมๆ เราจะมีความสุขจริงหรือไม่ จึงพัฒนาหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่แหวกแนวจากพี่ ๆ น้อง ๆ ชาวจุฬาในยุคนั้น

หัวข้อ Thesis คืออะไร

“ผลกระทบจากการคงอยู่ของชุมชนต่อพื้นที่ป่าอนุรักษ์โดยรอบ: กรณีศึกษาอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ”

หัวข้อนี้ถูกพัฒนาขึ้น ขณะนั้นได้ทุนแลกเปลี่ยนไปเป็น Exchange Ph.D. Student ที่ Tokyo Institute of Technology ประเทศญี่ปุ่น ครั้งแรกเขียนว่า จะทำในป่าผลัดใบเขตร้อน ทั้งประเทศ Professor เห็นหัวข้อและโครงร่าง ท่านถามว่า คุณจะเรียน Ph.D. หรือขอ Nobel prize แล้วในที่สุด ก็เป็นเรื่องนี้แหละ แต่เลือกทำเพียงพื้นที่เดียวใช้เวลาเก็บข้อมูลและเขียน paper อยู่ 2 ปี รวมทั้งหมด ก็ 4.5 ปี จบเร็วที่สุดในรุ่นเลยค่ะ ซึ่งก็หาได้ยากนะในจุฬา เรามักจบกันที่ 6-7 ปี (หัวเราะ)

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

หนักที่สุดที่เจอคงเป็นช่วงที่เขียนงานวิจัยอยู่ที่โตเกียว ตอนอยู่ที่นั่น 1 ปี มันมีทั้งสนุกมากและทุกข์มากจริงๆ นะ การที่ต้องเร่งกับตัวเองให้ต้นฉบับบทความวิจัยเสร็จตามไทม์ไลน์ มันทำให้ไม่เคยได้นอนเต็มที่ หลับ ๆ ตื่น ๆ หวาดระแวง

เช่น เซนเซ ต้องการกราฟใหม่ในวันพรุ่งนี้ ต้องรื้อข้อมูลมากมาย รื้อแล้วแล้วรื้ออีก หรือเราต้องการ วิเคราะห์ข้อมูลอะไรบางอย่าง มันลึกซึ้งมากจนเราต้องร้องให้ออกมา ซ้ำแล้วซ้ำอีก

 แต่เมื่อเวลาผ่านไปย้อนกลับไปมองมันก็แค่เกมส์อะไรสักเกมส์ ที่เรากำลังเล่น และจะต้องผ่านมันไป เชื่อว่า ดร. หลายคนคงผ่านอารมณ์เช่นเดียวกันมากน้อยแตกต่างตาม professor เลยนะ ว่าเรากำลังมีใครเป็นแม่พิมพ์

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะพูดกับตัวเองว่าอย่างไร

มันคงมองย้อนกลับไปอย่าง ขำ ๆ และ ตลกในการเครียดเกือบตายเมื่อวันนั้น แต่วันนี้ของการมีชีวิตจริงกับหน้าที่การงานและการดำรงชีวิตอยู่มันยากและโหดร้ายกว่ามาก  

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

การต้องการความยอมรับนับถือในตนเองและครอบครัว เป็นอันดับแรก ตอนนั้นไม่เคยคิดอะไรอีกเลยนอกจากอยากจบให้เตี่ย แม่ และทุกคนในครอบครัวดีใจ และความปราถนาอย่างยิ่งที่จะใช้คำว่า “ดร.” เพื่อการถูกยอมรับในสังคม

แรงผลักที่แรงกล้าที่จะใช้ “ดร.” นำหน้าของอาจารย์น่าจะมากมายกว่าคนหลายคน เพราะ อาจารย์ไม่ชอบเขียนคำนำหน้าว่า “นาย” จึงพยายามสุด ๆ  

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไร

อาจารย์เรียนจบ ดร. ก็ อายุมากละ แต่ก็ได้พิจารณาว่า การที่เราทำอะไรมาหลายอย่างแล้วค่อยเจอตัวเอง มันเกิดประสบการณ์หลากหลายดีนะ  นอกจากกระบวนการ องค์ความรู้และทักษะเชิงวิชาการที่ซึมซับมาแบบ ไม่รู้ตัว และประสบการณ์ชีวิตนี่เองที่เราสามารถใช้ประมวลเข้ากับความเป็น ดร. และส่งทอดต่อให้กับนักศึกษาปริญญาเอก ที่เรากำลังสร้างให้เขาเหล่านั้นเป็นแบบเรา

อาจารย์โชคดีที่เมื่อเรียนจบเอกแล้วได้มีโอกาสเข้ามาดูแลหลักสูตรปริญญาเอก ทันทีซึ่งน้อยคนจะมีโอกาสแบบนี้ ยอมรับว่าเหนื่อยและยากมากที่จำเป็นต้องพานักศึกษาของเราให้ผ่านด่านต่างๆ ไปทีละขั้น ๆ เพื่อที่จะสร้างให้เป็น ดร. ที่ดี  ความรู้ในระดับปริญญาเอกมันใช้ได้จริงนะ อาจารย์ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองมากในทุกมุม ทั้งบุคลิกภาพโดยรวม และ connection ที่ดีที่ได้มาในขณะทำการศึกษาวิจัย  

มีข้อคิดอะไรอยากฝากสำหรับผู้เรียนปริญญาเอก

อยากบอกทุกคนว่า ความรู้ในระดับปริญญาเอก ที่ได้เก็บสะสมมา มันเหมือนเป็นขุมพลังจากข้างใน มันจะผลักดันให้เราพยายามต้องเข้าใจทุกสิ่ง ทั้งที่เกี่ยวกับเราโดยตรงและโดยอ้อม

เพราะเรากำลังถูกคาดหวังจากสังคมรอบข้าง ดังนั้น สภาวะข้างในของเรามันขับเคลื่อนให้แสวงหาความรู้ อย่างไรก็ตาม บางคนไม่ได้ใช้ความรู้ ที่เรียนมาในสาขาที่เกี่ยวข้อง แต่เชื่อเหลือเกินว่า ปริญญาเอกก็สร้างจิตสำนึกหนึ่งที่ผูกมั่นไว้ เสมอ เราจะมีกรอบการคิดการพิจารณาที่เป็นระบบได้ดี

แน่นอนในยุคสมัยปัจจุบัน การเรียน ดร. มีหลากหลาย ทั้งที่ยากที่สุดต้องการสร้างนักวิชาการแท้ๆ ออกมา กับอีกประเภทหนึ่งคือผู้หลักผู้ใหญ่ มาพัฒนาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำไปต่อยอดในงานของตนเอง ประเภทหลังอาจดู สบายๆ หน่อย อย่างไรก็ตาม ปลายทางที่ประสงค์คือจุดเดียวกัน คือผลลัพธ์แห่งความสำเร็จ และการค้นหาความศรัทธาในตนเองเป็นสำคัญ

การเป็น ดร. ที่แท้แล้วคือเหมือนรวงข้าวที่อ่อนน้อมเมตตา ดร. ที่ถูกฝึกมาดีจะลดอัตตาลง แต่เราก็มองเห็นมากมายที่ ดร. บางท่านมีอัตตาสูงขึ้น อันนั้นอาจารย์เรียกว่าไม่ได้รับการขัดเกลาอย่างแท้จริง

ข้อคิดประจำตัวที่อาจารย์ใช้อยู่เสมอคือพุทธศาสนสุภาษิต ที่กล่าวว่า

ลพฺภา ปิยา โอจิตฺเตน ปจฺฉา

ตระเตรียมตนให้ดีเสียก่อนแล้ว ต่อไปจะได้สิ่งอันเป็นที่รัก

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่าของ อาจารย์ ดร.ตูน เป็นอย่างสูงค่ะ 

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกัน…

ภาวะซึมเศร้ากับนักศึกษาปริญญาเอก :: บทความโดย ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์

สวัสดีค่ะ หลังจากที่ห่างหายไปนานหวังว่ายังคงจำกันได้นะคะ ขอแนะนำตัวก่อนเลย ดร.ณติกา ไชยานุพงศ์ แนนค่ะ เคยเขียนคอลัมน์เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้วตอนก่อนจะจบปริญญาเอก ไปหาอ่านกันได้ค่ะ

ตอนนี้กำลังทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งค่ะ วันนี้แนนมีประสบการณ์ที่เคยประสบด้วยตนเอง ที่คิดว่าเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เราจะเห็นว่ามีข่าวพาดหัวอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับนักศึกษาฆ่าตัวตายกันด้วยภาวะซึมเศร้า แนนเลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ช่วงหนึ่ง ขณะกำลังศึกษาปริญญาเอก ที่ไม่เคยคิดว่าครั้งหนึ่งตัวเองจะประสบภาวะซึมเศร้า ที่กำลังเป็นปัญหาในสังคมไทยในปัจจุบันนะคะ

ต้องบอกก่อนว่า แนนเป็นนักกีฬาเป็นคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น ภาวะซึมเศร้าไม่น่าจะมีทางได้เป็นเพื่อนกับแนนแน่นอน!

ในช่วงที่เริ่มต้นเรียนปริญญาเอกได้ปีนึง ก็เริ่มเกิดคำถามเวียนไปเวียนมาอยู่ในหัวตัวเองว่า

“ฉันจะเรียนได้ไหม”

“ถ้าฉันเรียนไม่จบจะเป็นยังไง”

“พ่อกับแม่จะเสียใจไหม”

หนักเข้า ก็เริ่มไม่อยากจะออกไปไหน ไม่อยากทำอะไร ไม่รู้ว่า ตัวเองมาทำอะไรอยู่ที่นี่ เคยถึงขนาดนอนจ้องเพดานทั้งวันและร้องไห้ คิดวนไปวนมา

ช่วงนั้นหุ่นจะดีเป็นพิเศษ เพราะทั้งวันแทบจะไม่อยากกินอะไรเลย อยากทำอย่างเดียวคือ “นอน” ให้มันผ่านไปวันนึง

…มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยใช่ไหมคะว่า แล้วไม่รู้ตัวเหรอว่าเป็นอะไร

คำตอบคือ…“ไม่ค่ะ” 

เมื่อสมัย 8 ปีที่แล้ว คนไทยแทบจะไม่รู้จักว่าโรคซึมเศร้าคืออะไร สำหรับตัวแนนเอง แนนเป็นนักกีฬา แนนมีเพื่อน แนนไม่เคยที่จะนึกเอะใจว่า ตัวเองกำลังเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าหรือเปล่า

…ตัดกลับมาที่แนน ในสภาพซึมเศร้า ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากกินอะไรหรือทำอะไร ทุกครั้งที่คุณพ่อกับคุณแม่โทรมา แนนพยายามจะเข้มแข็งบอกกับตัวเองว่า ไม่เป็นไร เพราะเราคือความหวังของเค้า มีในบางครั้งที่แนนบอกทั้งสองท่านนะคะ แต่ไม่ได้พูดว่าเพราะอะไร แค่บอกว่าเรียนยาก พอมองย้อนไปทำให้รู้ว่า เราควรจะบอกความจริง เพราะท่านจะช่วยหาทางออกเราได้ดีที่สุด

…อยากทราบไหมคะว่า อาการนอนมองเพดาน ไม่ทานอะไร ไม่ออกไปไหน ไม่อยากลุกไม่อยากตื่น เอาแต่ร้องไห้ อยู่กับแนนกี่อาทิตย์…คำตอบคือ 2 อาทิตย์ค่ะ จนแนนเริ่มสะกิดใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวแนนเอง นี่มันไม่ใช่เรานี่นา ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ ๆ

แนนจึงฝืนดึงตัวเองออกจากที่นอน ทั้งที่ยังมีอาการหดหู่อยู่ จึงตัดสินใจออกไปวิ่งค่ะ แนนเริ่มวิ่งตอนเย็น เริ่มเข้าไปหาอะไรทำในมหาวิทยาลัย จนได้เจอเพื่อนชาวต่างชาติที่มาเรียนก่อนหน้าแนนปีหนึ่ง เพื่อนแนนเรียนจิตวิทยามา เราเลยคุยกันถึงอาการที่แนนเป็น

จึงได้ทราบว่า ที่แนนเป็นนั่นเป็นกลุ่มอาการ “ภาวะซึมเศร้า” ซึ่งเพื่อนแนนบอกว่า ถ้าเมื่อไหร่มีอาการอีก หรือถ้าอยากคุยกับใครสักคนให้มาหาเค้าได้เสมอ

แต่แนนค้นพบว่า การวิ่งเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้แนนดีขึ้นได้ค่ะ แนนเลยออกวิ่งทั้งเช้า-เย็น วิ่งไกลขึ้น เริ่มลงแข่งรายการต่าง ๆ จาก 5 กิโลไป 10 กิโลถึง 21 กิโล ไกลสุดก็คือ วิ่งผลัด12 คน 193 ไมล์ ก็ประมาณ400 กิโลเมตรค่ะ วิ่ง 2 วัน 1 คือผลัดกันวิ่งคนละ 3 ผลัดจริง ๆ แล้วการวิ่ง นอกจากจะช่วยให้แนนดีขึ้นจากอาการซึมเศร้าแล้ว ยังช่วยให้หายเครียดจากการทำวิทยานิพนธ์ด้วยนะคะ ซึ่งมีงานวิจัยหลาย ๆ งานยืนยันแล้วว่า การออกกำลังกายช่วยลดความเครียดได้

เขียนมาตั้งยืดยาว สิ่งที่แนนอยากจะแชร์กับทุกคน คือการสังเกตตนเองกับวิธีการช่วยเหลือคนเองและคนใกล้ชิดที่กำลังเผชิญอาการซึมเศร้า ตามที่แนนเคยมีประสบการณ์ผ่านมานะคะ

การสังเกตตนเอง

  1. อารมณ์เปลี่ยนแปลงกระทันหัน ถ้าคุณเคยเป็นคนร่าเริงสดใส ไม่มีปัญหาในการอยู่คนเดียว ไม่เคยย่อท้อเมื่อเจอปัญหาอยู่มาวันนึง คุณรู้สึกว่า คุณไร้สมรรถภาพ เริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง หมดความมั่นใจนั่น อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า
  2. เริ่มเก็บตัวอยู่คนเดียว ถ้าคุณชอบที่จะออกไปข้างนอกทำกิจกรรมกลางแจ้ง แต่เลือกที่จะอยู่แต่ในห้อง ไม่อยากเจอใคร นี่คืออีกหนึ่งสัญญาณ
  3. วัน ๆ ไม่อยากทำอะไรนอกจากนอน เพื่อให้เวลามันผ่าน หรือเพราะไม่อยากตื่นขึ้นมารับสภาพความเป็นจริง นี่เป็นอีกสาเหตุนึง ที่ผู้ป่วยจากโรคซึมเศร้าเสียชีวิตด้วยการรับประทานยานอนหลับเกิน ขนาดเนื่องจากเมื่อทานยานอนหลับมาก ๆ จะดื้อยา ต้องเพิ่มจำนวนเรื่อย ๆ สุดท้ายทานยาเกินขนาด
  4. ประเมินศักยภาพตัวเองต่ำในทุกเรื่อง ขาดความมั่นใจท้อแท้ หดหู่วิตก คิดเยอะ อันนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยนำเข้าของแต่ละบุคคลค่ะ ว่าสาเหตุที่ทำให้เราเกิดภาวะซึมเศร้าเกิดจากอะไร

…มาถึง แนวทางเอาตัวเราเองออกจากสถานการณ์ที่จะนำตัวเราไปสู่ภาวะซึมเศร้า กันค่ะ

  1. หาที่ระบายค่ะ ไม่ใช่สีไม้ระบายน้ำนะคะ แต่เป็นที่ปรึกษาหรือคนที่เรารู้สึกว่า ปลอดภัยพอที่เราจะเล่าหรือระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจเราได้ แนนต้องขอน้ำนะคะว่า ที่ระบายเท่านั้นเราไม่ได้ต้องการคนแนะนำ ในบางครั้งเราแค่ต้องการผู้รับฟังที่ดีที่เข้าใจ และเปิดอกฟังเรื่องที่เราพูด โดยไม่วิจารณ์ด่าว่า นอกเหนือไปจากนั้น คือสามารถให้กำลังใจหรือส่งพลังงานทางบวกให้เราได้
  2. กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ…ใช่ค่ะ ออกกำลังเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะทำให้ผู้ป่วยภาวะซึมเศร้าดีขึ้น แม้มันจะยาก ที่จะเอาตัวเองออกจากห้องหรือภาวะที่คุณเป็น แต่เมื่อไหร่ที่คุณได้เริ่มออกกำลังกายและเหงื่อคุณออก เมื่อนั้น คุณจะรู้สึกดีขึ้น เหมือนที่แนนบอกค่ะ สำหรับแนน วิ่งสามารถทำให้แนนลดความเครียดและหดหู่ได้ ลองหากีฬาที่คุณรักแล้วชวนเพื่อนไปค่ะ อย่าไปคนเดียวนะคะ พยายามไปที่ที่มีคนเยอะ ๆ
  3. สำหรับนักเรียน นักศึกษาทุกท่าน รวมไปถึงประชาชนทั่วไป ปัจจุบัน มีหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาที่คุณสามารถเดินเข้าไปพูดคุยได้ โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย อย่าอายที่จะเข้าไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญค่ะ เพราะผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นค้าสามารถช่วยหาทางออกให้คุณได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถรับฟังคุณได้ ในกรณีที่คุณไม่มีใครให้ปรึกษา

นั่นก็คือแนวทางเอาชนะภาวะซึมเศร้าในแบบของแนน โดยที่ไม่ต้องพึ่งยาและ(ยัง)ไม่ต้องถึงมือหมอ ที่แนนอยากมาแบ่งปันให้กับเพื่อน ๆ นะคะ

ท้ายที่สุด แนนขอฝากไว้ในฐานะของคนที่เคยผ่านอาการซึมเศร้ามาก่อนว่า

สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการ ไม่ใช่กำลังใจ ไม่ใช่คำพูดว่าสู้ ๆ หรือคำปลอบใด ๆทั้งสิ้น เพราะเค้าสู้มามากพอแล้ว จนมาถึงจุดที่ตัวเค้า หมดกำลังจะสู้ต่อ

แต่เค้าแค่ต้องการคนที่ “เข้าใจ” สภาพของเค้า ณ ขณะนั้น เท่านั้นเอง

ดังนั้น การรับฟังจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับผู้ที่กำลังเจ็บปวดกับภาวะซึมเศร้าค่ะ

……….

#JustaPhD #GuestBlogPost
Credit text: ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์


ดูบทความก่อนหน้าของ ดร.แนน >>>
กว่าจะเป็นดุษฎีบัณฑิต :: ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์

ดร.ณัฐพงษ์ แสนจันทร์ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ชื่อณัฐพงษ์ แสนจันทร์ ชื่อเล่น หนุ่มครับ เรียนจบปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง) จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยบูรพา จบปริญญาโทสาขา Information Technology (Data Management) จาก Griffith University, Australia และปริญญาเอก PhD in Computer Science, The University of Sheffield, United Kingdom ครับ ปัจจุบันทำงานที่ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ทำตามความฝันครับ ในชีวิตผมมีความฝัน 2 อย่างคืออยากเรียนจบให้สูงที่สุด และอีกอย่างคืออยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยครับ หลังจากเรียนจบปริญญาโท ผมวางแผนว่า จะเรียนต่อปริญญาเอก จึงได้ไปสอบขอทุนเรียนต่อ ขณะนี้ เพิ่งกลับมาปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในสังกัดที่ได้สนับสนุนทุนเรียนต่อครับ

ทำ thesis เกี่ยวกับอะไร

ผมจบปริญญาเอก สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ หัวข้อวิทยานิพนธ์คือ Domain-Focused Summarization of Polarized Debates งานจะเกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) การประมวลผลภาษาธรรมชาติ  (Natural Language Processing) และการทำเหมืองข้อความ (Text Mining) ครับ  

พูดถึงเรื่องสาขาวิชาที่ทำก่อนครับ เอาแบบให้เข้าใจง่ายที่สุด ผมทำเกี่ยวกับการสร้างระบบสรุปข้อความอัตโนมัติจากข้อมูลตัวอักษรครับ เช่น สมมติว่าเรามีเอกสารอยู่ 1 หน้ากระดาษ เป็นเอกสารภาษาอังกฤษ มีจำนวนทั้งหมด 100 ประโยคเราจะทำอย่างไรให้คอมพิวเตอร์สรุปข้อความที่มีใจความสำคัญมาให้เหลือ 20 ประโยค สิ่งสำคัญคือ คอมพิวเตอร์ไม่สามารถเข้าใจภาษามนุษย์ เราต้องมีวิธีการสอนให้คอมพิวเตอร์ฉลาดและสามารถสรุปใจความสำคัญให้ได้ครับ

แต่ข้อมูลที่ผมทำคือ ข้อมูลที่เอามาจาก​ Social Network ที่เกี่ยวข้องการการโต้แย้งกัน (Debate) ซึ่งจะมีข้อมูลที่แบ่งเป็นสองฝั่งคือฝั่งที่เห็นด้วย กับฝั่งที่ไม่เห็นด้วยในหัวข้อที่กำลังโต้แย้งกัน จำนวนข้อมูลที่ทำตอนเรียนนั้นมีจำนวนหลายร้อยคอมเมนต์ครับ คอมพิวเตอร์ต้องสรุปจากเนื้อหาทั้งหมด โดยให้ได้ใจความว่า ฝั่งไหนโต้แย้งว่าอะไร หัวข้อใดสำคัญบ้าง มีเรื่องใดบ้างที่มีความเห็นแตกต่างกัน และมีวิธีการที่จะนำเสนอผลลัพธ์ที่สรุปโดยคอมพิวเตอร์นั้นในรูปแบบใดบ้างครับ

ระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มเรียน สอบ Confirmation Review ในปีแรก เขียนเล่มวิทยานิพนธ์ ส่งเล่ม รอสอบปากเปล่า สอบ แก้เล่ม และรออนุมัติจบ เป็นเวลาทั้งหมด 4 ปี 8 เดือน ครับ

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ถามว่าหนักที่สุดก็คงตอบได้ว่า คงเป็นความกดดันจากหลายๆ ด้านครับ ทั้งกระบวนการทำวิจัย เนื้อหาวิชา เวลา และอื่นๆ ครับ ขอเริ่มที่เรื่องแรกครับ เรื่องของการทำวิจัย ผมเรียนจบโทในสาขาคนละสาขากับตอนที่เรียน ป.เอก อีกทั้งตอนเรียน ป.โท นั้นผมเรียนแบบ Coursework เน้นไปทำโปรเจค ไม่ได้เรียนแบบเน้นไปที่การทำวิทยานิพนธ์โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่มีพื้นฐานการทำวิจัยเลยครับ ระบบการเรียนที่อังกฤษจะเน้นไปที่การทำวิจัยเป็นหลัก ต้องออกแบบและทำผลการทดลองเอง ซึ่งการที่จะทำตรงนั้นได้ ต้องอ่านและเข้าใจงานในด้านทฤษฎีและงานของคนอื่นให้ได้มาก เพื่อที่จะได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ ซึ่งผมคิดว่า เป็นปัญหาสำหรับผมในช่วงแรกๆ ครับ

อย่างที่ผมเล่าไว้ว่า ไม่เคยทำวิจัยมาก่อน ผมต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด ผมไม่เคยเขียน Paper มาก่อนครับ ในปีแรก งานผมมีผลที่ได้จากการทำ Preliminary Investigation เป็นผลที่สามารถนำไปตีพิมพ์เป็น Paper ได้ ผมได้ส่งไปที่ Conference แห่งหนึ่ง แต่ได้รับการปฏิเสธมาครับ แน่นอนว่า มันเป็นงานชิ้นแรก เราก็ต้องมีความคาดหวังไว้สูงเหมือนกัน  ในขณะที่เพื่อนในห้องแล็บทุกคน ประมาณ 20 คน ขอย้ำว่า ทุกคน ได้รับการตอบรับจาก Conference ทุกคนก็จะมีคำถามว่า ได้ไปนำเสนอผลงานที่ไหน ประเทศอะไร ผมเป็นคนเดียวในห้องแล็บที่ไม่ได้ไปนำเสนอผลงาน

ความรู้สึกตอนนั้นกดดันมากครับ ผมเข้าใจนะครับว่า เราไม่ควรเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่มันก็อดคิดไม่ได้ว่า เราไม่เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ งานเราไม่ดีเลยเหรอ เราไม่ได้ตั้งใจทำรึเปล่า มันมีคำถามแบบนี้ในหัวตลอด 

ในตอนนั้น อาจารย์ที่ปรึกษาก็ให้เข้าพบ ผมยังจำได้เลยครับ เค้าก็บอกว่าการเรียน ป.เอกทุกคนได้หัวข้อวิจัยไม่เหมือนกัน ความยากง่ายแตกต่างกันออกไป จะไปวัดว่าใครเก่งกว่าใครไม่ได้ทีเดียวหรอก และที่ Sheffield นี้ ไม่ได้วัดประเมินว่าคุณเก่งกว่าใคร เค้าดูที่ว่าคุณที่ได้เรียนรู้มากแค่ไหน พัฒนาไปได้เท่าไหร่ คนเรามันมีจุดเริ่มต้นต่างกัน ความรู้ทุกคนมีไม่เท่ากัน

หลังจากการพบอาจารย์ครั้งนั้น เหมือนได้กำลังใจที่จะเรียนต่อครับ ผมก็พยายามให้มากขึ้น ขยันมากขึ้น ตั้งใจให้มากกว่าเดิม เข้าแล็บบ่อยขึ้น ลองผิดลองถูก ผมส่งงานชิ้นเดิมโดยได้ปรับแก้เนื้อหาบางส่วนตามคำแนะนำของกรรมการ  ผมส่งไปอีก Conference นึง ผลคือผมถูกปฏิเสธ 

ผมกลับมาลองอีกครั้ง ทำใหม่ วิเคราะห์ผลใหม่ ปรับอีก แก้ใหม่และส่งไปอีก Conference ที่ 3 ผลคือยังไม่ได้  ความรู้สึกตอนนั้นท้อมาก แต่ก็ต้องสู้ครับ บอกตัวเองว่าข้ามน้ำข้ามทะเลมาแล้วต้องเรียนให้จบ ผมกลับมาทำอีกครั้ง ตั้งใจอีกรอบ ผมทำให้มันดีกว่าเดิม สมบูรณ์กว่าเดิม

และในที่สุด Conference ที่ 4 ที่ผมส่งไป เขาตอบรับกลับมาให้ผมตีพิมพ์งานชิ้นแรกในชีวิตใน Journal ฉบับนึง  หลังจากรู้ผล ผมดีใจมากครับ เป็นงานวิจัยชิ้นแรกในชีวิตที่ มันแสดงถึงความพยายามที่เราพยายามมาอย่างหนัก เราได้ทำได้อย่างเต็มความสามารถ ผลที่ได้กลับมามันคือสิ่งตอบแทนที่เราได้ทุ่มเทลงไปทั้งหมด มันทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำงานชิ้นต่อ ๆ ไปให้ดีกว่าเดิมด้วยครับ

หลังจากนั้นผลงานชิ้นที่ 2 ที่ผมได้ทำต่อจากชิ้นแรก ผมได้ทำมันให้ดีขึ้น ตั้งใจทำมากขึ้น ละเอียดมากขึ้น ทำให้มันดีที่สุดเท่าที่ตัวเองทำได้ และผมได้รับข่าวดีคือ งานวิจัยชิ้นที่ 2 ในชีวิตของผม ได้รับรางวัล Best Paper (1st Place) ที่ Conference แห่งนึง

มันเป็นความภาคภูมิใจที่มันไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดยังไง ผมเริ่มต้นจากศูนย์ ผมไม่เคยเขียน Paper สิ่งที่ผมมีคือผมสู้ ผมพยายาม ผมท้อ แต่ผมลุกขึ้นมาใหม่ พยายามใหม่ ทำให้ทุกอย่างมันดีกว่าเดิม ผมเชื่อว่าถ้าคนเราพยายามยังไงมันก็ต้องสำเร็จ

และในที่สุด ผมเรียนจบ ป.เอกโดยใช้เวลาประมาณ 4 ปี 8 เดือน เริ่มต้นจากสาขาที่ไม่เคยเรียนมาก่อน ไม่มีพื้นฐานการทำวิจัย  ผมได้ตีพิมพ์ผลงานไป 3 ฉบับ และหนึ่งในนั้นเป็น Best Paper Award ซึ่งเป็นงานวิจัยฉบับที่ 2 ในชีวิต ถ้าย้อนเวลากลับไปคงบอกกับตัวเองว่าให้พยายามเข้าไว้ ให้กำลังใจตัวเอง คงไม่ไปเปลี่ยนอะไรมากกว่านี้ เพราะถ้าไม่มีวันที่เราได้พยายามอย่างเต็มความสามารถ อาจจะไม่มีวันนี้เลยก็ได้ครับ

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

คิดว่ากำลังใจครับ กำลังใจจากเพื่อน ครอบครัว และคนรอบข้าง ทำให้เรามีแรงที่จะทำทุกอย่างให้เต็มที่ ล้มก็ลุกขึ้นมา  ทำใหม่ให้มันดีขึ้นกว่าเดิม ในเมื่อผมได้มีโอกาสให้ถ่ายทอดความรู้สึกตรงนี้แล้ว ผมอยากส่งต่อในสิ่งที่ผมเคยได้รับมา 

ผมอยากจะบอกผู้ใหญ่ทุก ๆ คนว่า เมื่อเรามีโอกาสได้สอนเด็ก ๆ เช่น สอนการบ้านน้อง ๆ อยากให้ค่อยๆ สอนเค้า ค่อยๆ อธิบาย ให้กำลังใจเค้า ถ้าเค้าทำได้ ก็ให้คำชมเชย ถ้าเค้าทำไม่ได้ค่อยๆ สอน ใจเย็นๆ กับเด็ก เด็กจะได้มีกำลังใจที่จะทำต่อไป รู้สึกมีความสุขที่ได้เรียน แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเราไปว่า บ่น ดุด่า  เช่น แค่นี้ก็ทำไม่ได้! ทำไม่ทำไม่ได้เลย! เด็กจะไม่มีความสุขที่จะทำต่อไป ไม่อยากทำ เบื่อ

ผมคิดว่านะ คำพูดแค่ไม่กี่คำก็เป็นพลังให้คนอื่นได้ครับ กำลังใจที่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่ามีผลมาก มันเป็นพลังบวกที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ผมอยากส่งต่อสิ่งเหล่านี้ที่ผมเคยได้รับ เพื่อที่ทุกคนจะได้สร้างกำลังใจให้กันและกัน และแล้วก้าวไปสู่สิ่งที่ตั้งใจไว้ครับ

อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนปริญญาเอก

ผมคิดว่าแต่ละคนจะเจอปัญหาที่แตกต่างกัน ความยากแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน สำหรับผมแล้ว นอกจากเรื่องที่กล่าวข้างต้นแล้ว ส่วนที่ยากที่สุดของผมคือผมไม่ได้เรียนจบในสาขาเดิมที่ผมเรียน ป.โท ผมมาเริ่มเรียนอีกสาขา เพราะฉะนั้น ความรู้ที่ได้มันจะต้องมาเริ่มเรียนรู้ใหม่เกือบทั้งหมด และที่สำคัญคือ ผมเป็นคนที่ไม่ชอบเรียนเลขมาตั้งแต่เด็ก ต้องมาเจอเลขเยอะมาก ต้องทำความเข้าใจซึ่งใช้เวลามากกว่าคนอื่น ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผมครับ

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้าง

ปัจจุบันกำลังงานตามที่เคยฝันไว้ครับ ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ความรู้ที่เรียนมา ได้เอามาใช้สอนนักศึกษาในห้อง ทักษะการค้นคว้า คำแนะนำต่างๆ ที่เคยได้รับมาจากอาจารย์ที่ปรึกษา ก็เอามาแนะนำนักศึกษาครับ นอกจากนี้ ก็กำลังทำวิจัยในสาขาที่เรียนจบมาครับ

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอก

สำหรับคนที่กำลังเรียนปริญญาเอก ก็อยากให้เที่ยว พักผ่อนให้พร้อมก่อนเริ่มเรียน พกความตั้งใจมาเยอะ ๆ และทำทุกวันที่เรียนให้สนุก มีความสุข เราจะได้อยู่กับมันนาน ๆ ได้ และใครที่กำลังเรียนอยู่ก็อยากจะให้ทำทุกวันให้ดีที่สุดครับ เหนื่อยก็พักบ้างครับ มีบ้างที่ผมคิดงานไม่ออก นั่งเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ผมใช้วิธีออกไปข้างนอกพักผ่อน ออกกำลังกาย ดูหนัง หาอะไรอร่อย ๆ กิน เดินดูนั่น ดูนี่ พอสมองผ่อนคลายแล้วค่อยกลับมาทำต่อ หรือบางครั้งมันคิดออกตอนที่กำลังเดินเที่ยวอยู่ก็มีครับ

ส่วนตัวผมมีคำพูดนึงที่ยึดถือไว้ตลอดคือ Practice and Responsibility Make Me Perfect ความรับผิดชอบและการฝึกฝน ทำให้คนเก่งกล้า สุดท้ายขอให้นักศึกษาปริญญาเอกทุกท่านประสบความสำเร็จแลได้ก้าวไปสู่สิ่งที่หวังไว้  ผมหวังว่าเรื่องที่ผมได้เล่าในวันนี้ คงเป็นกำลังใจเล็กๆ ที่ช่วยสร้างพลังให้ทุกท่าน ขอให้โชคดีครับ


ดร.โป๊ป พงศ์พจน์ พุฒรังษี ::: ปริญญาเอก คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม (การจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงสังคมและธุรกิจ) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

สวัสดีค่ะ ช่วยแนะนำตัวนิดนึง  

ผมชื่อ พงศ์พจน์ พุฒรังษี  ชื่อเล่น โป๊ป จบการศึกษาปริญญาตรี จากสถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด (เกียรตินิยมอันดับ 2) จบการศึกษาปริญญาโท จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  สหสาขาวิชายุโรปศึกษา วิชาเอกเศรษฐศาสตร์ (ภาคภาษาอังกฤษ) และปริญญาโท จากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล สาขาการตลาด (ภาคภาษาอังกฤษ)

และปริญญาเอก จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม วิชาเอก การจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงสังคมและธุรกิจ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอรับพระราชทานปริญญาบัตร ปัจจุบัน ทำงาน ตำแหน่ง วิทยากรระดับ 6 ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยครับ

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

เป็นความตั้งใจส่วนตัว เนื่องจาก ผมเรียนปริญญามาหลายใบแล้ว เลยคิดว่าถ้าเป็นไปได้ หากมีโอกาสก็อยากจะเรียนถึงระดับปริญญเอกไปเลยแต่ในช่วงแรกทางครอบครัวไม่ค่อยเห็นด้วย เนื่องจากทางครอบครัวกังวลว่า ผมจะสามารถเรียนปริญญาเอกจบได้มั้ยเพราะการเรียนปริญญาเอกต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก และการเรียนปริญญาเอกดูเป็นเรื่องยาก แต่ผมก็ยังตัดสินใจที่จะเรียนปริญญาเอกอยู่ดี

ซึ่งระหว่างตัดสินใจว่าจะเรียนด้านไหนดี คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อมสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดรับสมัครนักศึษาปริญญาเอก เลยลองสมัครดู เพราะผมทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งหากเรียนคณะดังกล่าว ผมน่าจะสามารถนำเอาความรู้ที่ได้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้เพราะการดำเนินงานขององค์กรต้องคำนึงถึงด้านการบริหารด้านสิ่งแวดล้อม จึงเป็นสาเหตุให้สมัครคณะดังกล่าว โดยระหว่างการศึกษาได้รับทุนการศึกษา และได้รับทุนสนับสนุนการทำและการตีพิมพ์วิทยานิพนธ์จากเงินงบประมาณแผ่นดิน

ทำ thesis เกี่ยวกับอะไร

รูปแบบการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าที่เหมาะสมในประเทศไทย (The appropriate model for power development fund management in Thailand)  โดยใช้เวลาในการศึกษาทั้งหมด 3 ปี 3 เดือน แบ่งเป็น เรียน Course Work  1 ปี และ ทำวิทยานิพนธ์ 2 ปี 3 เดือน

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ปัญหาการวิเคราะห์ปัญหาและการหาแนวทางในการแก้ปัญหาเพื่อสร้างเป็นรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับพัฒนาการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นสิ่งที่อยากที่สุดในการทำวิทยานิพนธ์ของผมเนื่องด้วยผมจำเป็นต้องลงพื้นที่ในหลายจังหวัด และเข้าไปเก็บข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญหลายกลุ่ม อาทิเช่นหน่วยงานกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่เจ้าหน้าที่กองทุนพัฒนาไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ ผู้นำชุมชน และประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่การดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า

ซึ่งจากการเก็บข้อมูลในแต่ละพื้นที่ พบว่า ประสบปัญหาที่แตกต่างกัน ทำให้ต้องมีการรวบรวมปัญหาต่างๆ เพื่อสร้างเป็นรูปแบบในการแก้ไขปัญหา และรูปแบบนั้นต้องสามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกพื้นที่ ซึ่งในการหารูปแบบที่เหมาะสมนั้นค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร เพราะต้องศึกษาหาทฤษฎีต่างๆ ให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในประเทศไทยด้วย

เคยรู้สึกท้อแท้หรือหมดหวังในการเรียนไหมคะ

ไม่เคยรู้สึกท้อแท้เลยครับ คิดอยู่เสมอว่า เราก้าวมาเส้นทางการเรียนปริญญาเอก เราจะถอยไม่ได้ครับ อุปสรรคอาจมีบ้าง แต่คิดว่า อุปสรรคเป็นแรงกระตุ้นให้ก้าวต่อไป และ ผลักดันให้ทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จครับ  สำหรับตัวผม วินัยเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนปริญญาเอกครับ ที่ผมเรียนจบได้ภายใน 3 ปี กับอีก 3 เดือน เพราะคำว่า วินัย เลยครับ

คิดว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรียนสำเร็จมีอะไรบ้าง

ปัจจัยที่ทำให้ประสบผลสำเร็จในการเรียนปริญญาเอก ปัจจัยแรกคือ ระเบียบวินัยในการทำวิทยานิพนธ์

ผมให้เวลากับการทำวิทยานิพนธ์ค่อนข้างมาก ตัวอย่างเช่น ทุกวันจันทร์ วันพุธ ในทุกสัปดาห์ หลังเลิกงาน ผมจะเดินทางจากที่ทำงาน ไปที่ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เพื่อนัดพบอาจารย์ที่ปรึกษา โดยจะเข้าไปขอคำปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ หรือ บางครั้งเอาวิทยานิพนธ์ที่ทำไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจ เมื่อคำนวณระยะทางจากที่ทำงานไปที่ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ผมพบอาจารย์ที่ปรึกษาใช้ระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง แต่ผมก็ยังทำแบบนั้นตลอดระยะเวลาในการเรียนปริญญาเอก ผมคิดว่ามันก็คุ้มนะ กับความสำเร็จที่ได้รับ

ส่วนใน วันอังคาร และ วันพฤหัสบดี  หลังเลิกงาน จะหาร้านกาแฟใกล้ที่ทำงาน นั่งทำวิทยานิพนธ์ โดยจะเริ่มทำตั้งแต่ 18.00  ไปจนถึงร้านปิด ประมาณ 21.00 ส่วนในวันศุกร์จะให้เป็นเวลาส่วนตัวในการทำกิจกรรมอื่นๆ หลังเลิกงาน อาทิเช่น ดูหนัง อ่านหนังสือ เป็นต้น  

ส่วนใน วันเสาร์ และ อาทิตย์ ก็จะเริ่มทำวิทยานิพนธ์ ตั้งแต่ 9.00 – 17.00 น. หรืออาจจะนัดพบอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นครั้งคราวเพื่อส่งงานให้อาจารย์ตรวจ  

ปัจจัยที่สองคืออาจารย์ที่ปรึกษา นอกจากผู้เรียนที่ต้องทุ่มเทความรู้ ความสามารถในการทำวิทยานิพนธ์แล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาก็เป็นปัจจัยที่มีส่วนช่วยผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอกได้ หากอาจารย์ที่ปรึกษาไม่เอาใจใส่งานของลูกศิษย์ มันก็เป็นเรื่องยากที่ลูกศิษย์คนนั้นจะประสบความสำเร็จได้

สำหรับผมนั้น ผมขอยกเครดิตความสำเร็จให้อาจารย์ที่ปรึกษาของผม ศ.ดร.วิสาขา ภู่จินดา ที่เอาใจใส่ คอยให้คำปรึกษา ตั้งแต่วันแรกในการเรียนปริญญาเอก ไปจนถึงวันที่ผมประสบผลสำเร็จในการเรียนปริญญาเอก ผมถือว่าโชคดีมากๆ ที่ได้อาจารย์ท่านนี้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

มีข้อคิดอะไรอยากฝากถึงผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่

สมัยก่อนผมไม่ใช่คนเก่ง ผมไม่ได้หัวดี สอบได้ที่โหล่ของห้องเป็นประจำ สมัยเรียนมัธยม ผมเคยได้เกรดเฉลี่ยแค่ 1.91 แต่วันนี้ผมสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอกได้ ผมเชื่อว่า ที่ผมประสบความสำเร็จในวันนี้ได้เพราะผมมีความพยายาม มุ่งมั่น และมีวินัย ผมไม่จมอยู่กับความล้มเหลวในอดีต เอาความล้มเหลวเป็นแรงผลักดัน พัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ จนประสบความสำเร็จได้

ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนปริญญาเอกได้นะ ขอแค่คุณมีความมุ่งมั่น และ ตั้งใจจริง ที่สำคัญ ไม่มีใครแก่เกินเรียนครับ

สิ่งที่เรียนรู้จาก “ปริญญาเอก”

มีเรื่องที่เรายังไม่รู้อีกมากครับ ดังนั้น อย่าหยุดพัฒนาตนเองครับ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอแสดงความยินดีกับ ดร.โป๊ป และขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่า

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

ดร. มิ้นท์ อัลฮูดา ชนิดพัฒนา :: ปริญญาเอก นิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ :: Guest Post

24173011_1857125061267226_8643699152549129420_o.jpg

สวัสดีค่ะ  เพื่อนๆ พี่ๆ และน้องแฟนเพจ “ก็แค่ปริญญาเอก”^^
ชื่อ อัลฮูดา ชนิดพัฒนา เรียกว่า   “มิ้นท์” เฉยๆ ก็ได้ค่ะ มิ้นท์เรียนจบปริญญาตรีสาขารัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้น ก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ สาขา International Relations and Development Studies จาก University of East Anglia (UEA) จากนั้น มิ้นท์ก็กลับประเทศไทยและทํางานได้ประมาณ 2 ปี ก็เรียนต่อปริญญาเอกทางด้านนิเทศศาสตร์และนวัตกรมมการจัดการ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ปัจจุบัน มิ้นท์เป็นอาจารย์คณะนิเทศศาตร์มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เเละรองผู้อํานวยการศูนย์การสื่อสารการตลาดระหว่างประเทศ (IMCC) ค่ะ

8.png

ตั้งแต่ตอนเด็ก มิ้นท์เป็นคนชอบอ่านหนังสือ จดบันทึก และชอบไปโรงเรียนมากๆ ค่ะ เรียกว่า ถ้าไม่ป่วยจริงๆ จะไม่หยุดโรงเรียนเลย ฮ่าๆๆๆๆ จริงๆ เพราะอยากไปเจอเพื่อนๆ ไปเล่น ไปคุยกับเพื่อน (และอาจจะอยากเรียนบางวิชาด้วยนิดนึง อิอิ) มิ้นท์มีความรู้สึกผูกพันกับโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยอยู่ตลอด ด้วยไลฟ์สไตล์ต่างๆ เลยคิดว่า อยากจะเป็นอาจารย์ในอนาคต และตอนนั้น หลังจากเรียนจบปริญญาโทกลับมาแล้ว มิ้นท์มีโอกาสทํางานเป็นนักวิเคราะห์นโยบายอยู่พักหนึ่ง โดยในสถาบันฯ จะมีพี่ๆเก่งๆ ที่เรียนจบปริญญาเอกกันมา ทั้งชื่นชอบและชื่นชมแต่ละท่าน เลยคิดว่าการเรียนปริญญาเอกจะมีประโยชน์กับตัวเองมากๆ เลยตัดสินใจเรียนค่ะ

9.png

หัวข้อ Dissertation ของมิ้นท์คือ “International Marketing Communication: A Case Study of Thai Spa Products and Services in the United Arab Emirates” ค่ะ ตอนเเรกที่เลือกเรียนนิเทศฯ เพราะสนใจการสื่อสารทางการเมือง แต่พอเรียนๆ ไปแล้วรู้สึกว่าอยากทําธุรกิจระหว่างประเทศและชอบเรื่องการตลาดขึ้นมา

ตอนนั้น ที่บ้านมิ้นท์มีกิจการส่งคนงานไทยไปทํางานใประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลิเบีย การ์ต้า และประเทศแถบๆ อาหรับอยู่เเล้ว ซึ่งก็มีชาวอาหรับที่เข้ามาติดต่อธุรกิจกับที่บ้านได้สั่งผลิตภัณฑ์สปาของไทยไปประเทศแถบนั้น มิ้นท์เลยมีไอเดียว่า อยากจะเจาะลึกเรื่องสปาไทยทั้งภาคผลิตภัณฑ์ และบริการในประเทศแถบอาหรับ เพราะประเทศแถบนี้มีกําลังซื้อสูง แต่ข้อจํากัดคือประเทศไทยยังมีวิจัยหรือองค์ความรู้เรื่องการตลาดในประเทศแถบนี้จํากัดมากๆ มิ้นท์เลยตัดสินใจเลือกไปทําการวิจัยการตลาดของสปาไทยในดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งคิดว่า จะเป็นประโยชน์ทั้งทางธุรกิจ และวิชาการไปพร้อมๆ กันค่ะ

10620544_1592404094405992_2530718779277904013_n.jpg

มิ้นท์ใช้เวลาเรียนปริญญาเอก ประมาณ 4 ปีกว่าค่ะ ระหว่างที่เรียนที่นิด้ามิ้นท์ได้รับโอกาสดีๆ มากมาย ทั้งการได้ไปเก็บข้อมูลวิจัยเพื่อทํา Dissertation ที่ทําให้มิ้นท์มีโอกาสได้อยู่ที่ดูไบช่วงหนึ่ง และหลังจากกลับมาที่ไทยช่วงทําวิจัยใกล้เสร็จ ทางนิด้าก็มีทุนให้ไปเป็น Visiting Scholar มิ้นท์เลยมีโอกาสได้ไปศึกษาที่มหาวิยาลัยที่ Indiana University ที่สหรัฐอเมริกา มิ้นท์เรียนที่ Kelley School of Businessเลยได้เรียนเรื่องการตลาดเพิ่มเติมกับนักศึกษาปริญญาเอกที่คณะนี้ ซึ่งมิ้นท์ก็มีโอกาสได้เรียนรู้จากคนเก่งที่นี่เยอะมากๆ

16177933_1710495962596804_8278823574760787707_o.jpg

หลังจากได้มีประสบการณ์ไปหลายๆ ที่ มิ้นท์ก็กลับมาไทย ทําวิจัยเสร็จเรียบร้อยเเละสอบปกป้องดุษฎีนิพนธ์ ก็เป็นอันว่ามิ้นท์ได้เรียนจบปริญญาเอกอย่างสมบูรณ์ ช่วงเวลานี้ถือว่า เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตมิ้นท์เลยก็ว่าได้ แม้ว่าจะมีเรื่องดราม่าของการทําวิจัยของมิ้นท์ที่ดูไบมากมายก็ตาม ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

สิ่งที่มิ้นท์คิดว่าหนักที่สุดตอนเรียนคือ ตอนไปเก็บข้อมูลที่ดูไบค่ะ ถึงแม้ว่าคุณแม่มิ้นท์จะมีลูกค้าชาวอาหรับที่รู้จัก แต่ลูกค้าคุณแม่อยู่ที่เมืองอบูดาบี แต่มิ้นท์เลือกเก็บข้อมูลที่ดูไบ มิ้นท์เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ในดูไบคนเดียว แบบที่ไม่รู้จักใครเลยทั้งเมือง และแผนที่วางไว้บางทีมันไม่เหมือนกับที่เราศึกษามา  ทําให้บางวันรู้สึกท้อใจมากๆ โดยเฉพาะตอนที่ต้องไปเก็บแบบสอบถามชาวอาหรับเป็นร้อยชุด ช่วงแรกๆ ก็มีคนตอบเยอะค่ะ หลังๆ ก็ไม่ค่อยมี ในบางวันมิ้นท์ก็นั่งร้องไห้บนรถบัสตอนกลับโรงแรม (บางทีก็เปิดเพลงเศร้าแบบให้มันยิ่งเศร้าเข้าไปอีกด้วยค่ะ)  เวลาก็บีบเข้ามาเพราะเราก็ต้องกลับไทย  เป็นช่วงเวลาที่มิ้นท์ต้องตั้งสติมากๆ

13254177_1592403521072716_5657939328973702896_n.jpg

วิธีการแก้ไขของมิ้นท์คือ ถ้ามิ้นท์เครียดหรือท้อแท้ มิ้นท์ต้องไปทําใจให้สบายก่อน วิธีการที่มิ้นท์ทําคือการเขียนบันทึกการเดินทาง ความเจ็บปวด การท่องเที่ยวของมิ้นท์ลงไปเป็นตัวหนังสือ ซึ่งการบันทึกการเดินทางในครั้งนั้นก็ได้กลายมาเป็นหนังสือท่องเที่ยวชื่อ “ดูอะไร…ที่ดูไบ” ในภายหลัง…..ช่างเป็นการระบายอารมณ์ที่มีประโยชน์เสียจริงๆ หุหุ

1.jpg

ถ้ามิ้นท์ย้อนเวลากลับไปบอกกับตัวเองตอนเศร้าๆ ได้ มิ้นท์ก็จะไม่บอกอะไรกับตัวเองทั้งนั้นค่ะ จะปล่อยให้ตัวเองทนทุกข์ไปแบบนั้นแหล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ (ซาดิสม์นิดหน่อย) เพราะมิ้นท์คิดว่า ทุกช่วงชีวิต ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ มันดี มันคือการเรียนรู้…เพราะฉะนั้น มิ้นท์จะไม่ไปสปอยตัวเองในอดีตว่า “ความเจ็บปวดจากการเรียนคือความเจ็บปวดชั่วคราว แต่การเรียนไม่จบนั้นจะเป็นความเจ็บปวดตลอดไป….”

การเรียนปริญญาเอก มันจะต้องมีเรื่องให้เราฝ่าฟันมากมายราวกับนักรบสปาร์ตันอยู่เเล้วค่ะ!!! เคยมีพี่คนหนึ่งเค้าเป็นคนเก่งมากๆ เค้าเคยบอกกับมิ้นท์ว่า คนเรียนปริญญาเอกบางที เราอาจจะไม่ได้เก่งมากมาย หรือวิเศษเหนือใคร แต่สิ่งที่เรามีคือความอดทน ความมุมานะ และการควบคุมตนเองให้ทําเพื่อเป้าหมายของเราให้ได้  ซึ่งมิ้นท์ก็คิดว่า นี่เเหล่ะคือเรื่องจริงเลย หลังจากได้มาเรียนด้วยตัวเอง

2.png

สําหรับมิ้นท์ มิ้นท์ต้องขอบอกเลยค่ะว่า การเรียนปริญญาเอก และดูไบ เปลี่ยนชีวิตมิ้นท์มาก และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเลย ตอนที่ไปเก็บข้อมูลดูไบก็มีความคิดว่า อยากจะไปอยู่ดูไบเพราะชอบดูไบที่มีไอเดียอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ

วันที่สอบปกป้องดุษฎีนิพนธ์ก็มีคณะกรรมการในวันนั้น เเนะนําให้มิ้นท์ไปเปิดบูธกับโครงการหนึ่งที่จะจัดขึ้นในดูไบ และประเทศโอมาน มิ้นท์ก็ตัดสินใจไป พอได้ไปดูไบอีกครั้งปุ๊บ ก็มีพี่ท่านหนึ่งเป็นคนไทยที่เป็นนักธุรกิจที่เก่งมากๆ มีบริษัทอยู่ที่นั่น ก็เลยชวนมิ้นท์ทํางานที่ดูไบในเรื่องการตลาด มิ้นท์ก็เลยมีโอกาสได้อยู่ดูไบจริงๆ

7.jpg

ในส่วนของเรื่องงานอดิเรกระหว่างอยู่ดูไบ มิ้นท์ก็เปิดเพจเฟสบุคชื่อ “ดูอะไร…ที่ดูไบ” ซึ่งเเนะนําเกี่ยวกับการท่องเที่ยวดูไบ  (จริงๆ ทํามาตั้งเเต่ไปวิจัยเเล้ว แต่เพิ่งมาทําอย่างจริงจังคือตอนไปทํางานที่นั่น) และสิ่งที่มิ้นท์พบเจอในชีวิตประจําวันของมิ้นท์ พร้อมกับค่อยๆ ปรับเนื้อหาในหนังสือท่องเที่ยว “ดูอะไร…ที่ดูไบ” ไปด้วย พอทําเพจไปสักพักก็มีคนเริ่มรู้จักเเละติดต่อให้เป็นวิทยากรทั้งเรื่องธุรกิจ ท่องเที่ยว หรือแม้เเต่สร้างแรงบันดาลใน ที่เกี่ยวข้องกับดูไบ

”ก็เพราะการเรียนปริญญาเอกนี่แหล่ะ ===> ทําให้มิ้นท์ได้รู้จักดูไบ ===>  การรู้จักดูไบ===>  ทําให้มิ้นท์เป็นนักการตลาด ===> ทําให้มิ้นท์เป็น Blogger ===> ทําให้มิ้นท์มาเป็นนักเขียน ===>  และแม้เเต่กระทั่งการมาเป็นอาจารย์ในปัจจุบัน ก็มีจุดเริ่มจุดเดียวกันจากการเรียนปริญญาเอก และการวิจัยในดูไบ เช่นกัน”

12311107_1521350244844711_897366746189304609_n.jpg

สุดท้ายนี้ มิ้นท์ก็อยากจะให้กําลังใจเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่กําลังเรียนปริญญาเอกนะคะ อย่างที่มิ้นท์บอกมิ้นท์ไม่ชอบย้อนอดีตไปสอยตัวเอง แต่ถ้าอ่านบทสัมภาษณ์นี้จนจบ เพื่อนๆ ก็ได้สปอยตัวเองไปเรียบร้อยเเล้วค่ะว่า “ความเจ็บปวดจากการเรียนคือความเจ็บปวดชั่วคราว แต่การเรียนไม่จบนั้นจะเป็นความเจ็บปวดตลอดไป….” แล้วเราจะได้ภูมิใจ เเละหัวเราะใส่ ความเจ็บปวดในวันนี้…กิกิ 😛

อัลฮูดา ชนิดพัฒนา

13.jpg

ติดต่อพูดคุยกับมิ้นท์

Facebook: http://www.facebook.com/whattoseeindubai

Instagram: @whattoseeindubai

Email: whattoseeindubai@gmail.com

12.jpg

 

“ปริญญาเอก: ความสำคัญของอาจารย์ที่ปรึกษา” :: โดย ดร. อนุชิต ตู้มณีจินดา :: PhD (Applied Linguistics), Lancaster University, U.K.

ผมเชื่อครับว่า หลายคนคิดว่าการมีคำนำหน้าชื่อเป็นอย่างอื่น นอกจาก “นาย” “นางสาว” หรือ “นาง” โดยเฉพาะคำนำหน้าว่า “ดร.” อาจจะช่วยเพิ่มสถานภาพทางสังคม เศรษฐกิจ หรือการยอมรับอย่างกว้างขวาง ซึ่งนั่นก็อาจจะจริง หรืออาจจะไม่จริง ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละคน แต่นั่นก็เป็นแค่เพียงผลพลอยได้เท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมายหลักของการได้ปริญญาสูงสุดอย่างปริญญาเอก

43106695_240743626607869_9067584673856618496_n.jpg
การเรียนปริญญาเอกสำหรับผม คือการสร้างและพัฒนาทักษะในการทำวิจัย
รวมไปถึงการสร้างและขยายองค์ความรู้ในสาขาที่เราสนใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ได้มาง่ายๆ เลยครับ
เหมือนกับที่อาจารย์ที่ปรึกษาผมบอกมาตลอดว่า “ถ้าปริญญาเอกได้มาง่ายๆ แจ๊คก็คงเห็นคนเป็นด็อกเตอร์กันเต็มไปหมด” ในโพสต์นี้ผมขอแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของผม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของอาจารย์ที่ปรึกษา ตั้งแต่วันแรก (2556)
จนถึงวันนี้ (2561) วันที่ผมสำเร็จการศึกษา

IMG_8664

การเรียนปริญญาเอกสำหรับผมอาจจะยากกว่าคนอื่นๆ ครับ ทั้งนี้เพราะเป็นคนติดบ้าน มีข้อจำกัดมากมายในเรื่องอาหารการกิน ปรับตัวยาก และไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง…
ความยากลำบากเกิดขึ้นทันทีเมื่อเราเดินทางมาถึงประเทศอังกฤษ ประเทศที่มีความแตกต่างทั้งสภาพอากาศ อาหาร ผู้คน ภาษา และวัฒนธรรม หลายคนอาจจะคิดว่า แค่เรื่องพวกนี้เองหรอ สำหรับผมมันสำคัญครับโดยเฉพาะสภาพอากาศ ประเทศนี้เป็นประเทศที่ฝนตกชุกมาก และเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาวจะมืดเร็วมาก บางช่วงแค่บ่าย 3 โมงกว่าๆ พระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับผม (และเพื่อนอีกหลายคน) คือ เราจะรู้สึกหดหู่ และรู้สึกแย่กับวันที่หมดไปอย่างรวดเร็วในขณะที่งานไม่ได้คืบไปไหนเลย และวงจรนี้เกิดขึ้นมากกว่า 6 เดือนต่อปี และเป็นแบบนี้มาตลอดเป็นระยะเวลาเกือบ 5 ปี

IMG_3408

ความยากลำบากต่อมาคือความพยายามปรับตัวให้เข้ากับการเรียนในระดับปริญญาเอก และการทำงานกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่เป็นฝรั่ง (ออสเตรเลีย) เด็กไทยอย่างผม แน่นอนครับอยู่ในห้องเรียน ผมนั่งเงียบกริบเหมือนคนเป็นใบ้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเรียนกับเพื่อนๆ ชาวยุโรปที่พูดภาษาอังกฤษเป็นไฟ เพราะกว่าเราจะคิดว่าจะเรียงประโยคยังไง เพื่อนเค้าพูดไปไหนถึงไหนต่อไหนละ สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมคือ เราเริ่มสงสัยความสามารถของตัวเอง (self-doubt) และความเป็นไปได้ที่เราจะอดทนจนเรียนจบแล้วได้ปริญญาเอกกลับบ้าน
สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผมมาตลอดครับ แล้วมันก็บั่นทอนกำลังใจผมไปเรื่อยๆ

IMG_1234
แต่ผมยังนับว่าโชคดีกว่าคนอื่นครับ เพราะผมมีอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดีกับผมมาก แต่ความรู้สึกที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหรอกครับ เพราะก่อนที่จะสำนึกได้ ผมก็บ่นและนึกด่าอาจารย์เค้าอยู่ในใจเยอะเหมือนกัน (ซึ่งรู้สึกผิดมาก เพราะเมื่อได้ยินประสบการณ์จากเพื่อนคนอื่น ทำให้รู้เลยว่า อาจารย์ที่ปรึกษาผมคือเทวดาเดินดินเลยทีเดียว ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่า เค้าทำให้ผมเรียนจบ แต่ผมพูดถึงความพยายามของอาจารย์ที่ต้องการ groom ผมให้เป็นนักวิจัยที่ดี)

อาจารย์ที่ปรึกษาผมเป็นคนใจดี ใจเย็น และสุภาพมากครับ (ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ประจักษ์เรื่องนี้ แต่สิ่งเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากทุกคนที่รู้จักอาจารย์ผมครับ) นี่ก็น่าจะเป็นข้อดีนิ แล้วทำไมผมถึงนึกว่าเค้า เพราะอาจารย์เค้างานเยอะมากครับ และที่สำคัญเค้าก็เป็นคนใจเย็นมาก มากจนผมอาจจะพูดได้ว่าเป็นน้ำแข็งเลยก็ว่าได้
ในขณะที่ผมก็ใจร้อนเป็นไฟบรรลัยกัลป์ (ไฟที่พร้อมจะเผาตัวเองไปได้ในพริบตา)

IMG_8637
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อาจารย์ไม่ค่อยตอบอีเมล์ผมครับ ในปีแรกๆ มีบางช่วงที่อาจารย์ไม่ตอบอีเมล์ผมเป็นเดือนๆ ปัญหาก็คือ งานผมไม่ได้คืบไปอย่างที่ “ผมต้องการ” ผมรู้สึกแย่กับอาจารย์เค้ามากครับ
ผมได้คุย (ฟ้อง?) เรื่องนี้กับกรรมการที่มาสอบผมในปีแรก คำตอบที่ผมได้ มันทำให้ผมต้องกลับมานั่งคิด และผมก็ตระหนักได้ว่า อาจารย์ไม่ได้มีปัญหา วิธีคิดของผมเองต่างหากที่เป็นปัญหา ในตอนนั้นกรรมการบอกกับผมว่า “การเรียนปริญญาเอกคือ การฝึกให้เราคิด วิเคราะห์และสามารถทำงานด้วยตัวของเราเอง ไม่ใช่มัวแต่หวังแต่จะให้อาจารย์ที่ปรึกษามาช่วย และถ้าเค้ายังไม่ว่างตอบ ก็อย่าอยู่เฉยๆ ให้อ่านหนังสือและพยายามคิดและเขียนอยู่เสมอ”
จากวันนั้นมาความอดทนในการรอคอยของผมก็สูงขึ้น (บ้าง)
หรือถ้าต้องการอยากให้อาจารย์ที่ปรึกษาตอบอีเมล์โดยเร็ว
ก็จะใช้วิธีการเรียกร้องความสนใจด้วยการเติมคำว่า “urgent” เข้าไปในหัวข้อของอีเมล์

นอกจากอาจารย์ที่ปรึกษาผมจะมีงานเยอะ และใจเย็นมาก (และอาจจะมากเกิ๊นในบางครั้ง) อาจารย์ยังชอบหาสิ่งต่างๆ ให้ผมทำเสมอ ทั้งๆ ที่เค้าก็รู้ว่าผมไม่อยากทำ อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นครับว่า ผมเป็นคนไม่ชอบพูดครับ โดยเฉพาะการต้อง present เป็นภาษาอังกฤษ อาจารย์ที่ปรึกษาทราบข้อมูลนี้มาตลอด
แต่สิ่งที่เค้าทำคือ เค้าให้ผมไปนำเสนอ work in progress ใน research group ที่มหาวิทยาลัย
และพาผมไปนำเสนองานวิจัยที่ประเทศฟินแลนด์ อาจารย์ผมพยายามอธิบายเหตุผล และประโยชน์ต่างๆ มากมายที่ผมจะได้รับโดยเฉพาะการพัฒนาทักษะการนำเสนอผลงานวิชาการ
แต่ปัญหาคือ ผมไม่ใช่คนง่ายครับ ผมก็อิดออด แถไปแถมา อาจารย์ก็ยืนยันว่าจะให้ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง conference ใหญ่ของสาขาที่จัดขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์ อาจารย์ต้องยอมสละเวลาไปเป็นเพื่อนผมทั้งๆ ที่เค้ายุ่งมากกกก เพราะกลัวว่าไอ้เด็ก (เวร) นี่จะเปลี่ยนใจ…

IMG_5461
และจริงอย่างที่อาจารย์ว่าครับ ผลของการไปนำเสนอผลงานใน conference ทำให้ผมเปลี่ยนวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด (ขอย้ำนะครับว่าทั้งหมด)
ผลก็คือผมต้องเขียนงานใหม่เกือบทั้งหมดทั้งๆ ที่อยู่กลางปีของปีที่ 4 มันเป็นช่วงเวลาที่เครียดที่สุด เพราะอากาศก็หนาว ฟ้าก็มืดเร็ว ทุนก็ใกล้จะหมด แต่ผลจากการที่อาจารย์บังคับให้ผมไปนำเสนอผลงาน ก็เป็นที่มาของวิทยานิพนธ์ที่สามารถสอบผ่านได้ และได้รับการตีพิมพ์…นี่ถ้าไม่ใช่อาจารย์ผมที่หวังดีกับผมแล้วจะเป็นใคร

อาจารย์ที่ปรึกษาผมไม่ไช่แค่คนที่หวังดีกับผมครับ แต่เค้ายังเป็นนักวางแผนชั้นเลิศอีกด้วย ที่มหาวิทยาลัยผมเพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนจบได้ตามเวลาและมีงานที่มีคุณภาพมากพอ ทางมหาวิทยาลัยบังคับให้มีการ(ตรวจ)สอบทุกๆ ปีโดยกรรมการผู้เชี่ยวชาญ แต่การเลือกกรรมการ คือการเลือกคนที่มีความเชื่อ หรือมีความคิดคล้ายๆ กับเรา เช่น เชื่อว่าทฤษฎีนี้เหมาะที่จะนำมาวิเคราะห์ปรากฎการณ์แบบนี้ หรือคิดว่างานในลักษณะนี้ควรจะมีการนำเสนอแบบนี้ เป็นต้น

ทุกปีอาจารย์จะคอยถามผมว่าอยากได้ใครมาเป็นคนดูงานผม ผมไม่เคยตอบอาจารย์ครับ ผมบอกอาจารย์ไปแค่ว่า “ผมขอไม่เลือก เพราะผมเชื่อว่า ถ้าให้อาจารย์เลือก อาจารย์จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผมเสมอ” แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ เพราะกรรมการเชื่อในสิ่งที่เรา (ผมกับอาจารย์) ทำครับ สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือ สิ่งที่เราส่งไปให้กรรมการ เนื้อหาหลายส่วนไปตรงกับสิ่งที่ปรากฎในหนังสือที่กรรมการเขียนและตีพิมพ์ออกมาภายหลังจากที่ผมส่งวิทยานิพนธ์เพื่อสอบจบ นี่ยังไม่รวมถึงการเป็นตัวอย่างของนักวิจัยที่ดี และการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่ใส่ใจนักศึกษาในที่ปรึกษา โดยเฉพาะการวางแผนหลังเรียนจบให้กับพวกเราทุกคน (supervisee คนอื่นๆ ของอาจารย์ทุกคน)

43185900_375078853032679_6253147284016463872_n.jpg

สำหรับผมความสัมพันธ์กับอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าความตั้งใจ และความพากเพียรของนักศึกษาเลยครับ ดังนั้น สิ่งนึงที่ผมพยายามทำมาตลอดคือการทำให้อาจารย์เค้าไว้วางใจและเชื่อมั่นในตัวผม สำหรับผมแล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สร้างยากมากครับ เพราะมันต้องอาศัยเวลาเป็นแรมเดือน แรมปี
และต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ต่างๆ มากมาย ในขณะที่มันสามารถถูกทำลายได้ในชั่วพริบตาเดียว

ผมจำได้ว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปี ผมขออาจารย์ที่ปรึกษาเลื่อนส่งงานเพียงแค่ครั้งเดียว เนื่องจากไม่สบาย และไม่เคยสายกับนัดของอาจารย์เลย (ถ้าไปถึงก่อน ก็จะไม่เคาะประตู)
และที่สำคัญคือ ผมไม่เคยไปพบอาจารย์ด้วยสมองที่กลวงโบ๋เลย เพราะการไปพบอาจารย์แต่ละครั้งคือการต้องเตรียมตัว และทำการบ้านอย่างหนัก (ต้องอ่านหนังสือไปก่อน หรือมีงานเขียนเพื่อไปพูดคุยกับอาจารย์)
ผมอยากจะขอบคุณอาจารย์ที่อาจารย์เชื่อมั่นในตัวผมมาตลอดทั้งๆ ที่ผมไม่เคยเชื่อมั่นในตัวผมเองเลย

สิ่งที่ผมอยากย้ำตรงนี้คือ การเรียนจบปริญญาเอก มันไม่ใช่เรื่องของการที่เราต้องแสดงอภินิหาร โชว์ความเฉลียวฉลาด แต่มันคือการรักษาความสัมพันธ์และการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างตัวเราและอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตำราไม่ได้บอกเอาไว้ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

43151025_255779668612778_6450932666890977280_n.jpg—————————–
ขอขอบคุณ บทความเลอค่าจาก ดร. อนุชิต ตู้มณีจินดา จบการศึกษาปริญญาเอก สาขาภาษาศาสตร์ จาก Lancaster University ประเทศอังกฤษ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์