ภาวะซึมเศร้ากับนักศึกษาปริญญาเอก :: บทความโดย ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์

สวัสดีค่ะ หลังจากที่ห่างหายไปนานหวังว่ายังคงจำกันได้นะคะ ขอแนะนำตัวก่อนเลย ดร.ณติกา ไชยานุพงศ์ แนนค่ะ เคยเขียนคอลัมน์เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้วตอนก่อนจะจบปริญญาเอก ไปหาอ่านกันได้ค่ะ

ตอนนี้กำลังทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งค่ะ วันนี้แนนมีประสบการณ์ที่เคยประสบด้วยตนเอง ที่คิดว่าเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เราจะเห็นว่ามีข่าวพาดหัวอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับนักศึกษาฆ่าตัวตายกันด้วยภาวะซึมเศร้า แนนเลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ช่วงหนึ่ง ขณะกำลังศึกษาปริญญาเอก ที่ไม่เคยคิดว่าครั้งหนึ่งตัวเองจะประสบภาวะซึมเศร้า ที่กำลังเป็นปัญหาในสังคมไทยในปัจจุบันนะคะ

ต้องบอกก่อนว่า แนนเป็นนักกีฬาเป็นคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น ภาวะซึมเศร้าไม่น่าจะมีทางได้เป็นเพื่อนกับแนนแน่นอน!

ในช่วงที่เริ่มต้นเรียนปริญญาเอกได้ปีนึง ก็เริ่มเกิดคำถามเวียนไปเวียนมาอยู่ในหัวตัวเองว่า

“ฉันจะเรียนได้ไหม”

“ถ้าฉันเรียนไม่จบจะเป็นยังไง”

“พ่อกับแม่จะเสียใจไหม”

หนักเข้า ก็เริ่มไม่อยากจะออกไปไหน ไม่อยากทำอะไร ไม่รู้ว่า ตัวเองมาทำอะไรอยู่ที่นี่ เคยถึงขนาดนอนจ้องเพดานทั้งวันและร้องไห้ คิดวนไปวนมา

ช่วงนั้นหุ่นจะดีเป็นพิเศษ เพราะทั้งวันแทบจะไม่อยากกินอะไรเลย อยากทำอย่างเดียวคือ “นอน” ให้มันผ่านไปวันนึง

…มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยใช่ไหมคะว่า แล้วไม่รู้ตัวเหรอว่าเป็นอะไร

คำตอบคือ…“ไม่ค่ะ” 

เมื่อสมัย 8 ปีที่แล้ว คนไทยแทบจะไม่รู้จักว่าโรคซึมเศร้าคืออะไร สำหรับตัวแนนเอง แนนเป็นนักกีฬา แนนมีเพื่อน แนนไม่เคยที่จะนึกเอะใจว่า ตัวเองกำลังเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าหรือเปล่า

…ตัดกลับมาที่แนน ในสภาพซึมเศร้า ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากกินอะไรหรือทำอะไร ทุกครั้งที่คุณพ่อกับคุณแม่โทรมา แนนพยายามจะเข้มแข็งบอกกับตัวเองว่า ไม่เป็นไร เพราะเราคือความหวังของเค้า มีในบางครั้งที่แนนบอกทั้งสองท่านนะคะ แต่ไม่ได้พูดว่าเพราะอะไร แค่บอกว่าเรียนยาก พอมองย้อนไปทำให้รู้ว่า เราควรจะบอกความจริง เพราะท่านจะช่วยหาทางออกเราได้ดีที่สุด

…อยากทราบไหมคะว่า อาการนอนมองเพดาน ไม่ทานอะไร ไม่ออกไปไหน ไม่อยากลุกไม่อยากตื่น เอาแต่ร้องไห้ อยู่กับแนนกี่อาทิตย์…คำตอบคือ 2 อาทิตย์ค่ะ จนแนนเริ่มสะกิดใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวแนนเอง นี่มันไม่ใช่เรานี่นา ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ ๆ

แนนจึงฝืนดึงตัวเองออกจากที่นอน ทั้งที่ยังมีอาการหดหู่อยู่ จึงตัดสินใจออกไปวิ่งค่ะ แนนเริ่มวิ่งตอนเย็น เริ่มเข้าไปหาอะไรทำในมหาวิทยาลัย จนได้เจอเพื่อนชาวต่างชาติที่มาเรียนก่อนหน้าแนนปีหนึ่ง เพื่อนแนนเรียนจิตวิทยามา เราเลยคุยกันถึงอาการที่แนนเป็น

จึงได้ทราบว่า ที่แนนเป็นนั่นเป็นกลุ่มอาการ “ภาวะซึมเศร้า” ซึ่งเพื่อนแนนบอกว่า ถ้าเมื่อไหร่มีอาการอีก หรือถ้าอยากคุยกับใครสักคนให้มาหาเค้าได้เสมอ

แต่แนนค้นพบว่า การวิ่งเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้แนนดีขึ้นได้ค่ะ แนนเลยออกวิ่งทั้งเช้า-เย็น วิ่งไกลขึ้น เริ่มลงแข่งรายการต่าง ๆ จาก 5 กิโลไป 10 กิโลถึง 21 กิโล ไกลสุดก็คือ วิ่งผลัด12 คน 193 ไมล์ ก็ประมาณ400 กิโลเมตรค่ะ วิ่ง 2 วัน 1 คือผลัดกันวิ่งคนละ 3 ผลัดจริง ๆ แล้วการวิ่ง นอกจากจะช่วยให้แนนดีขึ้นจากอาการซึมเศร้าแล้ว ยังช่วยให้หายเครียดจากการทำวิทยานิพนธ์ด้วยนะคะ ซึ่งมีงานวิจัยหลาย ๆ งานยืนยันแล้วว่า การออกกำลังกายช่วยลดความเครียดได้

เขียนมาตั้งยืดยาว สิ่งที่แนนอยากจะแชร์กับทุกคน คือการสังเกตตนเองกับวิธีการช่วยเหลือคนเองและคนใกล้ชิดที่กำลังเผชิญอาการซึมเศร้า ตามที่แนนเคยมีประสบการณ์ผ่านมานะคะ

การสังเกตตนเอง

  1. อารมณ์เปลี่ยนแปลงกระทันหัน ถ้าคุณเคยเป็นคนร่าเริงสดใส ไม่มีปัญหาในการอยู่คนเดียว ไม่เคยย่อท้อเมื่อเจอปัญหาอยู่มาวันนึง คุณรู้สึกว่า คุณไร้สมรรถภาพ เริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง หมดความมั่นใจนั่น อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า
  2. เริ่มเก็บตัวอยู่คนเดียว ถ้าคุณชอบที่จะออกไปข้างนอกทำกิจกรรมกลางแจ้ง แต่เลือกที่จะอยู่แต่ในห้อง ไม่อยากเจอใคร นี่คืออีกหนึ่งสัญญาณ
  3. วัน ๆ ไม่อยากทำอะไรนอกจากนอน เพื่อให้เวลามันผ่าน หรือเพราะไม่อยากตื่นขึ้นมารับสภาพความเป็นจริง นี่เป็นอีกสาเหตุนึง ที่ผู้ป่วยจากโรคซึมเศร้าเสียชีวิตด้วยการรับประทานยานอนหลับเกิน ขนาดเนื่องจากเมื่อทานยานอนหลับมาก ๆ จะดื้อยา ต้องเพิ่มจำนวนเรื่อย ๆ สุดท้ายทานยาเกินขนาด
  4. ประเมินศักยภาพตัวเองต่ำในทุกเรื่อง ขาดความมั่นใจท้อแท้ หดหู่วิตก คิดเยอะ อันนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยนำเข้าของแต่ละบุคคลค่ะ ว่าสาเหตุที่ทำให้เราเกิดภาวะซึมเศร้าเกิดจากอะไร

…มาถึง แนวทางเอาตัวเราเองออกจากสถานการณ์ที่จะนำตัวเราไปสู่ภาวะซึมเศร้า กันค่ะ

  1. หาที่ระบายค่ะ ไม่ใช่สีไม้ระบายน้ำนะคะ แต่เป็นที่ปรึกษาหรือคนที่เรารู้สึกว่า ปลอดภัยพอที่เราจะเล่าหรือระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจเราได้ แนนต้องขอน้ำนะคะว่า ที่ระบายเท่านั้นเราไม่ได้ต้องการคนแนะนำ ในบางครั้งเราแค่ต้องการผู้รับฟังที่ดีที่เข้าใจ และเปิดอกฟังเรื่องที่เราพูด โดยไม่วิจารณ์ด่าว่า นอกเหนือไปจากนั้น คือสามารถให้กำลังใจหรือส่งพลังงานทางบวกให้เราได้
  2. กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ…ใช่ค่ะ ออกกำลังเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะทำให้ผู้ป่วยภาวะซึมเศร้าดีขึ้น แม้มันจะยาก ที่จะเอาตัวเองออกจากห้องหรือภาวะที่คุณเป็น แต่เมื่อไหร่ที่คุณได้เริ่มออกกำลังกายและเหงื่อคุณออก เมื่อนั้น คุณจะรู้สึกดีขึ้น เหมือนที่แนนบอกค่ะ สำหรับแนน วิ่งสามารถทำให้แนนลดความเครียดและหดหู่ได้ ลองหากีฬาที่คุณรักแล้วชวนเพื่อนไปค่ะ อย่าไปคนเดียวนะคะ พยายามไปที่ที่มีคนเยอะ ๆ
  3. สำหรับนักเรียน นักศึกษาทุกท่าน รวมไปถึงประชาชนทั่วไป ปัจจุบัน มีหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาที่คุณสามารถเดินเข้าไปพูดคุยได้ โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย อย่าอายที่จะเข้าไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญค่ะ เพราะผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นค้าสามารถช่วยหาทางออกให้คุณได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถรับฟังคุณได้ ในกรณีที่คุณไม่มีใครให้ปรึกษา

นั่นก็คือแนวทางเอาชนะภาวะซึมเศร้าในแบบของแนน โดยที่ไม่ต้องพึ่งยาและ(ยัง)ไม่ต้องถึงมือหมอ ที่แนนอยากมาแบ่งปันให้กับเพื่อน ๆ นะคะ

ท้ายที่สุด แนนขอฝากไว้ในฐานะของคนที่เคยผ่านอาการซึมเศร้ามาก่อนว่า

สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการ ไม่ใช่กำลังใจ ไม่ใช่คำพูดว่าสู้ ๆ หรือคำปลอบใด ๆทั้งสิ้น เพราะเค้าสู้มามากพอแล้ว จนมาถึงจุดที่ตัวเค้า หมดกำลังจะสู้ต่อ

แต่เค้าแค่ต้องการคนที่ “เข้าใจ” สภาพของเค้า ณ ขณะนั้น เท่านั้นเอง

ดังนั้น การรับฟังจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับผู้ที่กำลังเจ็บปวดกับภาวะซึมเศร้าค่ะ

……….

#JustaPhD #GuestBlogPost
Credit text: ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์


ดูบทความก่อนหน้าของ ดร.แนน >>>
กว่าจะเป็นดุษฎีบัณฑิต :: ดร.แนน ณติกา ไชยานุพงศ์

ดร.ณัฐพงษ์ แสนจันทร์ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ชื่อณัฐพงษ์ แสนจันทร์ ชื่อเล่น หนุ่มครับ เรียนจบปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง) จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยบูรพา จบปริญญาโทสาขา Information Technology (Data Management) จาก Griffith University, Australia และปริญญาเอก PhD in Computer Science, The University of Sheffield, United Kingdom ครับ ปัจจุบันทำงานที่ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ทำตามความฝันครับ ในชีวิตผมมีความฝัน 2 อย่างคืออยากเรียนจบให้สูงที่สุด และอีกอย่างคืออยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยครับ หลังจากเรียนจบปริญญาโท ผมวางแผนว่า จะเรียนต่อปริญญาเอก จึงได้ไปสอบขอทุนเรียนต่อ ขณะนี้ เพิ่งกลับมาปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในสังกัดที่ได้สนับสนุนทุนเรียนต่อครับ

ทำ thesis เกี่ยวกับอะไร

ผมจบปริญญาเอก สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ หัวข้อวิทยานิพนธ์คือ Domain-Focused Summarization of Polarized Debates งานจะเกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) การประมวลผลภาษาธรรมชาติ  (Natural Language Processing) และการทำเหมืองข้อความ (Text Mining) ครับ  

พูดถึงเรื่องสาขาวิชาที่ทำก่อนครับ เอาแบบให้เข้าใจง่ายที่สุด ผมทำเกี่ยวกับการสร้างระบบสรุปข้อความอัตโนมัติจากข้อมูลตัวอักษรครับ เช่น สมมติว่าเรามีเอกสารอยู่ 1 หน้ากระดาษ เป็นเอกสารภาษาอังกฤษ มีจำนวนทั้งหมด 100 ประโยคเราจะทำอย่างไรให้คอมพิวเตอร์สรุปข้อความที่มีใจความสำคัญมาให้เหลือ 20 ประโยค สิ่งสำคัญคือ คอมพิวเตอร์ไม่สามารถเข้าใจภาษามนุษย์ เราต้องมีวิธีการสอนให้คอมพิวเตอร์ฉลาดและสามารถสรุปใจความสำคัญให้ได้ครับ

แต่ข้อมูลที่ผมทำคือ ข้อมูลที่เอามาจาก​ Social Network ที่เกี่ยวข้องการการโต้แย้งกัน (Debate) ซึ่งจะมีข้อมูลที่แบ่งเป็นสองฝั่งคือฝั่งที่เห็นด้วย กับฝั่งที่ไม่เห็นด้วยในหัวข้อที่กำลังโต้แย้งกัน จำนวนข้อมูลที่ทำตอนเรียนนั้นมีจำนวนหลายร้อยคอมเมนต์ครับ คอมพิวเตอร์ต้องสรุปจากเนื้อหาทั้งหมด โดยให้ได้ใจความว่า ฝั่งไหนโต้แย้งว่าอะไร หัวข้อใดสำคัญบ้าง มีเรื่องใดบ้างที่มีความเห็นแตกต่างกัน และมีวิธีการที่จะนำเสนอผลลัพธ์ที่สรุปโดยคอมพิวเตอร์นั้นในรูปแบบใดบ้างครับ

ระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มเรียน สอบ Confirmation Review ในปีแรก เขียนเล่มวิทยานิพนธ์ ส่งเล่ม รอสอบปากเปล่า สอบ แก้เล่ม และรออนุมัติจบ เป็นเวลาทั้งหมด 4 ปี 8 เดือน ครับ

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ถามว่าหนักที่สุดก็คงตอบได้ว่า คงเป็นความกดดันจากหลายๆ ด้านครับ ทั้งกระบวนการทำวิจัย เนื้อหาวิชา เวลา และอื่นๆ ครับ ขอเริ่มที่เรื่องแรกครับ เรื่องของการทำวิจัย ผมเรียนจบโทในสาขาคนละสาขากับตอนที่เรียน ป.เอก อีกทั้งตอนเรียน ป.โท นั้นผมเรียนแบบ Coursework เน้นไปทำโปรเจค ไม่ได้เรียนแบบเน้นไปที่การทำวิทยานิพนธ์โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่มีพื้นฐานการทำวิจัยเลยครับ ระบบการเรียนที่อังกฤษจะเน้นไปที่การทำวิจัยเป็นหลัก ต้องออกแบบและทำผลการทดลองเอง ซึ่งการที่จะทำตรงนั้นได้ ต้องอ่านและเข้าใจงานในด้านทฤษฎีและงานของคนอื่นให้ได้มาก เพื่อที่จะได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ ซึ่งผมคิดว่า เป็นปัญหาสำหรับผมในช่วงแรกๆ ครับ

อย่างที่ผมเล่าไว้ว่า ไม่เคยทำวิจัยมาก่อน ผมต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด ผมไม่เคยเขียน Paper มาก่อนครับ ในปีแรก งานผมมีผลที่ได้จากการทำ Preliminary Investigation เป็นผลที่สามารถนำไปตีพิมพ์เป็น Paper ได้ ผมได้ส่งไปที่ Conference แห่งหนึ่ง แต่ได้รับการปฏิเสธมาครับ แน่นอนว่า มันเป็นงานชิ้นแรก เราก็ต้องมีความคาดหวังไว้สูงเหมือนกัน  ในขณะที่เพื่อนในห้องแล็บทุกคน ประมาณ 20 คน ขอย้ำว่า ทุกคน ได้รับการตอบรับจาก Conference ทุกคนก็จะมีคำถามว่า ได้ไปนำเสนอผลงานที่ไหน ประเทศอะไร ผมเป็นคนเดียวในห้องแล็บที่ไม่ได้ไปนำเสนอผลงาน

ความรู้สึกตอนนั้นกดดันมากครับ ผมเข้าใจนะครับว่า เราไม่ควรเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่มันก็อดคิดไม่ได้ว่า เราไม่เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ งานเราไม่ดีเลยเหรอ เราไม่ได้ตั้งใจทำรึเปล่า มันมีคำถามแบบนี้ในหัวตลอด 

ในตอนนั้น อาจารย์ที่ปรึกษาก็ให้เข้าพบ ผมยังจำได้เลยครับ เค้าก็บอกว่าการเรียน ป.เอกทุกคนได้หัวข้อวิจัยไม่เหมือนกัน ความยากง่ายแตกต่างกันออกไป จะไปวัดว่าใครเก่งกว่าใครไม่ได้ทีเดียวหรอก และที่ Sheffield นี้ ไม่ได้วัดประเมินว่าคุณเก่งกว่าใคร เค้าดูที่ว่าคุณที่ได้เรียนรู้มากแค่ไหน พัฒนาไปได้เท่าไหร่ คนเรามันมีจุดเริ่มต้นต่างกัน ความรู้ทุกคนมีไม่เท่ากัน

หลังจากการพบอาจารย์ครั้งนั้น เหมือนได้กำลังใจที่จะเรียนต่อครับ ผมก็พยายามให้มากขึ้น ขยันมากขึ้น ตั้งใจให้มากกว่าเดิม เข้าแล็บบ่อยขึ้น ลองผิดลองถูก ผมส่งงานชิ้นเดิมโดยได้ปรับแก้เนื้อหาบางส่วนตามคำแนะนำของกรรมการ  ผมส่งไปอีก Conference นึง ผลคือผมถูกปฏิเสธ 

ผมกลับมาลองอีกครั้ง ทำใหม่ วิเคราะห์ผลใหม่ ปรับอีก แก้ใหม่และส่งไปอีก Conference ที่ 3 ผลคือยังไม่ได้  ความรู้สึกตอนนั้นท้อมาก แต่ก็ต้องสู้ครับ บอกตัวเองว่าข้ามน้ำข้ามทะเลมาแล้วต้องเรียนให้จบ ผมกลับมาทำอีกครั้ง ตั้งใจอีกรอบ ผมทำให้มันดีกว่าเดิม สมบูรณ์กว่าเดิม

และในที่สุด Conference ที่ 4 ที่ผมส่งไป เขาตอบรับกลับมาให้ผมตีพิมพ์งานชิ้นแรกในชีวิตใน Journal ฉบับนึง  หลังจากรู้ผล ผมดีใจมากครับ เป็นงานวิจัยชิ้นแรกในชีวิตที่ มันแสดงถึงความพยายามที่เราพยายามมาอย่างหนัก เราได้ทำได้อย่างเต็มความสามารถ ผลที่ได้กลับมามันคือสิ่งตอบแทนที่เราได้ทุ่มเทลงไปทั้งหมด มันทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำงานชิ้นต่อ ๆ ไปให้ดีกว่าเดิมด้วยครับ

หลังจากนั้นผลงานชิ้นที่ 2 ที่ผมได้ทำต่อจากชิ้นแรก ผมได้ทำมันให้ดีขึ้น ตั้งใจทำมากขึ้น ละเอียดมากขึ้น ทำให้มันดีที่สุดเท่าที่ตัวเองทำได้ และผมได้รับข่าวดีคือ งานวิจัยชิ้นที่ 2 ในชีวิตของผม ได้รับรางวัล Best Paper (1st Place) ที่ Conference แห่งนึง

มันเป็นความภาคภูมิใจที่มันไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดยังไง ผมเริ่มต้นจากศูนย์ ผมไม่เคยเขียน Paper สิ่งที่ผมมีคือผมสู้ ผมพยายาม ผมท้อ แต่ผมลุกขึ้นมาใหม่ พยายามใหม่ ทำให้ทุกอย่างมันดีกว่าเดิม ผมเชื่อว่าถ้าคนเราพยายามยังไงมันก็ต้องสำเร็จ

และในที่สุด ผมเรียนจบ ป.เอกโดยใช้เวลาประมาณ 4 ปี 8 เดือน เริ่มต้นจากสาขาที่ไม่เคยเรียนมาก่อน ไม่มีพื้นฐานการทำวิจัย  ผมได้ตีพิมพ์ผลงานไป 3 ฉบับ และหนึ่งในนั้นเป็น Best Paper Award ซึ่งเป็นงานวิจัยฉบับที่ 2 ในชีวิต ถ้าย้อนเวลากลับไปคงบอกกับตัวเองว่าให้พยายามเข้าไว้ ให้กำลังใจตัวเอง คงไม่ไปเปลี่ยนอะไรมากกว่านี้ เพราะถ้าไม่มีวันที่เราได้พยายามอย่างเต็มความสามารถ อาจจะไม่มีวันนี้เลยก็ได้ครับ

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

คิดว่ากำลังใจครับ กำลังใจจากเพื่อน ครอบครัว และคนรอบข้าง ทำให้เรามีแรงที่จะทำทุกอย่างให้เต็มที่ ล้มก็ลุกขึ้นมา  ทำใหม่ให้มันดีขึ้นกว่าเดิม ในเมื่อผมได้มีโอกาสให้ถ่ายทอดความรู้สึกตรงนี้แล้ว ผมอยากส่งต่อในสิ่งที่ผมเคยได้รับมา 

ผมอยากจะบอกผู้ใหญ่ทุก ๆ คนว่า เมื่อเรามีโอกาสได้สอนเด็ก ๆ เช่น สอนการบ้านน้อง ๆ อยากให้ค่อยๆ สอนเค้า ค่อยๆ อธิบาย ให้กำลังใจเค้า ถ้าเค้าทำได้ ก็ให้คำชมเชย ถ้าเค้าทำไม่ได้ค่อยๆ สอน ใจเย็นๆ กับเด็ก เด็กจะได้มีกำลังใจที่จะทำต่อไป รู้สึกมีความสุขที่ได้เรียน แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเราไปว่า บ่น ดุด่า  เช่น แค่นี้ก็ทำไม่ได้! ทำไม่ทำไม่ได้เลย! เด็กจะไม่มีความสุขที่จะทำต่อไป ไม่อยากทำ เบื่อ

ผมคิดว่านะ คำพูดแค่ไม่กี่คำก็เป็นพลังให้คนอื่นได้ครับ กำลังใจที่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่ามีผลมาก มันเป็นพลังบวกที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ผมอยากส่งต่อสิ่งเหล่านี้ที่ผมเคยได้รับ เพื่อที่ทุกคนจะได้สร้างกำลังใจให้กันและกัน และแล้วก้าวไปสู่สิ่งที่ตั้งใจไว้ครับ

อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนปริญญาเอก

ผมคิดว่าแต่ละคนจะเจอปัญหาที่แตกต่างกัน ความยากแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน สำหรับผมแล้ว นอกจากเรื่องที่กล่าวข้างต้นแล้ว ส่วนที่ยากที่สุดของผมคือผมไม่ได้เรียนจบในสาขาเดิมที่ผมเรียน ป.โท ผมมาเริ่มเรียนอีกสาขา เพราะฉะนั้น ความรู้ที่ได้มันจะต้องมาเริ่มเรียนรู้ใหม่เกือบทั้งหมด และที่สำคัญคือ ผมเป็นคนที่ไม่ชอบเรียนเลขมาตั้งแต่เด็ก ต้องมาเจอเลขเยอะมาก ต้องทำความเข้าใจซึ่งใช้เวลามากกว่าคนอื่น ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผมครับ

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้าง

ปัจจุบันกำลังงานตามที่เคยฝันไว้ครับ ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ความรู้ที่เรียนมา ได้เอามาใช้สอนนักศึกษาในห้อง ทักษะการค้นคว้า คำแนะนำต่างๆ ที่เคยได้รับมาจากอาจารย์ที่ปรึกษา ก็เอามาแนะนำนักศึกษาครับ นอกจากนี้ ก็กำลังทำวิจัยในสาขาที่เรียนจบมาครับ

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอก

สำหรับคนที่กำลังเรียนปริญญาเอก ก็อยากให้เที่ยว พักผ่อนให้พร้อมก่อนเริ่มเรียน พกความตั้งใจมาเยอะ ๆ และทำทุกวันที่เรียนให้สนุก มีความสุข เราจะได้อยู่กับมันนาน ๆ ได้ และใครที่กำลังเรียนอยู่ก็อยากจะให้ทำทุกวันให้ดีที่สุดครับ เหนื่อยก็พักบ้างครับ มีบ้างที่ผมคิดงานไม่ออก นั่งเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ผมใช้วิธีออกไปข้างนอกพักผ่อน ออกกำลังกาย ดูหนัง หาอะไรอร่อย ๆ กิน เดินดูนั่น ดูนี่ พอสมองผ่อนคลายแล้วค่อยกลับมาทำต่อ หรือบางครั้งมันคิดออกตอนที่กำลังเดินเที่ยวอยู่ก็มีครับ

ส่วนตัวผมมีคำพูดนึงที่ยึดถือไว้ตลอดคือ Practice and Responsibility Make Me Perfect ความรับผิดชอบและการฝึกฝน ทำให้คนเก่งกล้า สุดท้ายขอให้นักศึกษาปริญญาเอกทุกท่านประสบความสำเร็จแลได้ก้าวไปสู่สิ่งที่หวังไว้  ผมหวังว่าเรื่องที่ผมได้เล่าในวันนี้ คงเป็นกำลังใจเล็กๆ ที่ช่วยสร้างพลังให้ทุกท่าน ขอให้โชคดีครับ


ดร.โป๊ป พงศ์พจน์ พุฒรังษี ::: ปริญญาเอก คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม (การจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงสังคมและธุรกิจ) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

สวัสดีค่ะ ช่วยแนะนำตัวนิดนึง  

ผมชื่อ พงศ์พจน์ พุฒรังษี  ชื่อเล่น โป๊ป จบการศึกษาปริญญาตรี จากสถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด (เกียรตินิยมอันดับ 2) จบการศึกษาปริญญาโท จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  สหสาขาวิชายุโรปศึกษา วิชาเอกเศรษฐศาสตร์ (ภาคภาษาอังกฤษ) และปริญญาโท จากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล สาขาการตลาด (ภาคภาษาอังกฤษ)

และปริญญาเอก จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม วิชาเอก การจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงสังคมและธุรกิจ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอรับพระราชทานปริญญาบัตร ปัจจุบัน ทำงาน ตำแหน่ง วิทยากรระดับ 6 ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยครับ

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

เป็นความตั้งใจส่วนตัว เนื่องจาก ผมเรียนปริญญามาหลายใบแล้ว เลยคิดว่าถ้าเป็นไปได้ หากมีโอกาสก็อยากจะเรียนถึงระดับปริญญเอกไปเลยแต่ในช่วงแรกทางครอบครัวไม่ค่อยเห็นด้วย เนื่องจากทางครอบครัวกังวลว่า ผมจะสามารถเรียนปริญญาเอกจบได้มั้ยเพราะการเรียนปริญญาเอกต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก และการเรียนปริญญาเอกดูเป็นเรื่องยาก แต่ผมก็ยังตัดสินใจที่จะเรียนปริญญาเอกอยู่ดี

ซึ่งระหว่างตัดสินใจว่าจะเรียนด้านไหนดี คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อมสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดรับสมัครนักศึษาปริญญาเอก เลยลองสมัครดู เพราะผมทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งหากเรียนคณะดังกล่าว ผมน่าจะสามารถนำเอาความรู้ที่ได้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้เพราะการดำเนินงานขององค์กรต้องคำนึงถึงด้านการบริหารด้านสิ่งแวดล้อม จึงเป็นสาเหตุให้สมัครคณะดังกล่าว โดยระหว่างการศึกษาได้รับทุนการศึกษา และได้รับทุนสนับสนุนการทำและการตีพิมพ์วิทยานิพนธ์จากเงินงบประมาณแผ่นดิน

ทำ thesis เกี่ยวกับอะไร

รูปแบบการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าที่เหมาะสมในประเทศไทย (The appropriate model for power development fund management in Thailand)  โดยใช้เวลาในการศึกษาทั้งหมด 3 ปี 3 เดือน แบ่งเป็น เรียน Course Work  1 ปี และ ทำวิทยานิพนธ์ 2 ปี 3 เดือน

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ปัญหาการวิเคราะห์ปัญหาและการหาแนวทางในการแก้ปัญหาเพื่อสร้างเป็นรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับพัฒนาการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นสิ่งที่อยากที่สุดในการทำวิทยานิพนธ์ของผมเนื่องด้วยผมจำเป็นต้องลงพื้นที่ในหลายจังหวัด และเข้าไปเก็บข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญหลายกลุ่ม อาทิเช่นหน่วยงานกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่เจ้าหน้าที่กองทุนพัฒนาไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ ผู้นำชุมชน และประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่การดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า

ซึ่งจากการเก็บข้อมูลในแต่ละพื้นที่ พบว่า ประสบปัญหาที่แตกต่างกัน ทำให้ต้องมีการรวบรวมปัญหาต่างๆ เพื่อสร้างเป็นรูปแบบในการแก้ไขปัญหา และรูปแบบนั้นต้องสามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกพื้นที่ ซึ่งในการหารูปแบบที่เหมาะสมนั้นค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร เพราะต้องศึกษาหาทฤษฎีต่างๆ ให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในประเทศไทยด้วย

เคยรู้สึกท้อแท้หรือหมดหวังในการเรียนไหมคะ

ไม่เคยรู้สึกท้อแท้เลยครับ คิดอยู่เสมอว่า เราก้าวมาเส้นทางการเรียนปริญญาเอก เราจะถอยไม่ได้ครับ อุปสรรคอาจมีบ้าง แต่คิดว่า อุปสรรคเป็นแรงกระตุ้นให้ก้าวต่อไป และ ผลักดันให้ทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จครับ  สำหรับตัวผม วินัยเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนปริญญาเอกครับ ที่ผมเรียนจบได้ภายใน 3 ปี กับอีก 3 เดือน เพราะคำว่า วินัย เลยครับ

คิดว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรียนสำเร็จมีอะไรบ้าง

ปัจจัยที่ทำให้ประสบผลสำเร็จในการเรียนปริญญาเอก ปัจจัยแรกคือ ระเบียบวินัยในการทำวิทยานิพนธ์

ผมให้เวลากับการทำวิทยานิพนธ์ค่อนข้างมาก ตัวอย่างเช่น ทุกวันจันทร์ วันพุธ ในทุกสัปดาห์ หลังเลิกงาน ผมจะเดินทางจากที่ทำงาน ไปที่ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เพื่อนัดพบอาจารย์ที่ปรึกษา โดยจะเข้าไปขอคำปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ หรือ บางครั้งเอาวิทยานิพนธ์ที่ทำไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจ เมื่อคำนวณระยะทางจากที่ทำงานไปที่ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ผมพบอาจารย์ที่ปรึกษาใช้ระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง แต่ผมก็ยังทำแบบนั้นตลอดระยะเวลาในการเรียนปริญญาเอก ผมคิดว่ามันก็คุ้มนะ กับความสำเร็จที่ได้รับ

ส่วนใน วันอังคาร และ วันพฤหัสบดี  หลังเลิกงาน จะหาร้านกาแฟใกล้ที่ทำงาน นั่งทำวิทยานิพนธ์ โดยจะเริ่มทำตั้งแต่ 18.00  ไปจนถึงร้านปิด ประมาณ 21.00 ส่วนในวันศุกร์จะให้เป็นเวลาส่วนตัวในการทำกิจกรรมอื่นๆ หลังเลิกงาน อาทิเช่น ดูหนัง อ่านหนังสือ เป็นต้น  

ส่วนใน วันเสาร์ และ อาทิตย์ ก็จะเริ่มทำวิทยานิพนธ์ ตั้งแต่ 9.00 – 17.00 น. หรืออาจจะนัดพบอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นครั้งคราวเพื่อส่งงานให้อาจารย์ตรวจ  

ปัจจัยที่สองคืออาจารย์ที่ปรึกษา นอกจากผู้เรียนที่ต้องทุ่มเทความรู้ ความสามารถในการทำวิทยานิพนธ์แล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาก็เป็นปัจจัยที่มีส่วนช่วยผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอกได้ หากอาจารย์ที่ปรึกษาไม่เอาใจใส่งานของลูกศิษย์ มันก็เป็นเรื่องยากที่ลูกศิษย์คนนั้นจะประสบความสำเร็จได้

สำหรับผมนั้น ผมขอยกเครดิตความสำเร็จให้อาจารย์ที่ปรึกษาของผม ศ.ดร.วิสาขา ภู่จินดา ที่เอาใจใส่ คอยให้คำปรึกษา ตั้งแต่วันแรกในการเรียนปริญญาเอก ไปจนถึงวันที่ผมประสบผลสำเร็จในการเรียนปริญญาเอก ผมถือว่าโชคดีมากๆ ที่ได้อาจารย์ท่านนี้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

มีข้อคิดอะไรอยากฝากถึงผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่

สมัยก่อนผมไม่ใช่คนเก่ง ผมไม่ได้หัวดี สอบได้ที่โหล่ของห้องเป็นประจำ สมัยเรียนมัธยม ผมเคยได้เกรดเฉลี่ยแค่ 1.91 แต่วันนี้ผมสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอกได้ ผมเชื่อว่า ที่ผมประสบความสำเร็จในวันนี้ได้เพราะผมมีความพยายาม มุ่งมั่น และมีวินัย ผมไม่จมอยู่กับความล้มเหลวในอดีต เอาความล้มเหลวเป็นแรงผลักดัน พัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ จนประสบความสำเร็จได้

ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนปริญญาเอกได้นะ ขอแค่คุณมีความมุ่งมั่น และ ตั้งใจจริง ที่สำคัญ ไม่มีใครแก่เกินเรียนครับ

สิ่งที่เรียนรู้จาก “ปริญญาเอก”

มีเรื่องที่เรายังไม่รู้อีกมากครับ ดังนั้น อย่าหยุดพัฒนาตนเองครับ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอแสดงความยินดีกับ ดร.โป๊ป และขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่า

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

ดร. มิ้นท์ อัลฮูดา ชนิดพัฒนา :: ปริญญาเอก นิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ :: Guest Post

24173011_1857125061267226_8643699152549129420_o.jpg

สวัสดีค่ะ  เพื่อนๆ พี่ๆ และน้องแฟนเพจ “ก็แค่ปริญญาเอก”^^
ชื่อ อัลฮูดา ชนิดพัฒนา เรียกว่า   “มิ้นท์” เฉยๆ ก็ได้ค่ะ มิ้นท์เรียนจบปริญญาตรีสาขารัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้น ก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ สาขา International Relations and Development Studies จาก University of East Anglia (UEA) จากนั้น มิ้นท์ก็กลับประเทศไทยและทํางานได้ประมาณ 2 ปี ก็เรียนต่อปริญญาเอกทางด้านนิเทศศาสตร์และนวัตกรมมการจัดการ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ปัจจุบัน มิ้นท์เป็นอาจารย์คณะนิเทศศาตร์มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เเละรองผู้อํานวยการศูนย์การสื่อสารการตลาดระหว่างประเทศ (IMCC) ค่ะ

8.png

ตั้งแต่ตอนเด็ก มิ้นท์เป็นคนชอบอ่านหนังสือ จดบันทึก และชอบไปโรงเรียนมากๆ ค่ะ เรียกว่า ถ้าไม่ป่วยจริงๆ จะไม่หยุดโรงเรียนเลย ฮ่าๆๆๆๆ จริงๆ เพราะอยากไปเจอเพื่อนๆ ไปเล่น ไปคุยกับเพื่อน (และอาจจะอยากเรียนบางวิชาด้วยนิดนึง อิอิ) มิ้นท์มีความรู้สึกผูกพันกับโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยอยู่ตลอด ด้วยไลฟ์สไตล์ต่างๆ เลยคิดว่า อยากจะเป็นอาจารย์ในอนาคต และตอนนั้น หลังจากเรียนจบปริญญาโทกลับมาแล้ว มิ้นท์มีโอกาสทํางานเป็นนักวิเคราะห์นโยบายอยู่พักหนึ่ง โดยในสถาบันฯ จะมีพี่ๆเก่งๆ ที่เรียนจบปริญญาเอกกันมา ทั้งชื่นชอบและชื่นชมแต่ละท่าน เลยคิดว่าการเรียนปริญญาเอกจะมีประโยชน์กับตัวเองมากๆ เลยตัดสินใจเรียนค่ะ

9.png

หัวข้อ Dissertation ของมิ้นท์คือ “International Marketing Communication: A Case Study of Thai Spa Products and Services in the United Arab Emirates” ค่ะ ตอนเเรกที่เลือกเรียนนิเทศฯ เพราะสนใจการสื่อสารทางการเมือง แต่พอเรียนๆ ไปแล้วรู้สึกว่าอยากทําธุรกิจระหว่างประเทศและชอบเรื่องการตลาดขึ้นมา

ตอนนั้น ที่บ้านมิ้นท์มีกิจการส่งคนงานไทยไปทํางานใประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลิเบีย การ์ต้า และประเทศแถบๆ อาหรับอยู่เเล้ว ซึ่งก็มีชาวอาหรับที่เข้ามาติดต่อธุรกิจกับที่บ้านได้สั่งผลิตภัณฑ์สปาของไทยไปประเทศแถบนั้น มิ้นท์เลยมีไอเดียว่า อยากจะเจาะลึกเรื่องสปาไทยทั้งภาคผลิตภัณฑ์ และบริการในประเทศแถบอาหรับ เพราะประเทศแถบนี้มีกําลังซื้อสูง แต่ข้อจํากัดคือประเทศไทยยังมีวิจัยหรือองค์ความรู้เรื่องการตลาดในประเทศแถบนี้จํากัดมากๆ มิ้นท์เลยตัดสินใจเลือกไปทําการวิจัยการตลาดของสปาไทยในดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งคิดว่า จะเป็นประโยชน์ทั้งทางธุรกิจ และวิชาการไปพร้อมๆ กันค่ะ

10620544_1592404094405992_2530718779277904013_n.jpg

มิ้นท์ใช้เวลาเรียนปริญญาเอก ประมาณ 4 ปีกว่าค่ะ ระหว่างที่เรียนที่นิด้ามิ้นท์ได้รับโอกาสดีๆ มากมาย ทั้งการได้ไปเก็บข้อมูลวิจัยเพื่อทํา Dissertation ที่ทําให้มิ้นท์มีโอกาสได้อยู่ที่ดูไบช่วงหนึ่ง และหลังจากกลับมาที่ไทยช่วงทําวิจัยใกล้เสร็จ ทางนิด้าก็มีทุนให้ไปเป็น Visiting Scholar มิ้นท์เลยมีโอกาสได้ไปศึกษาที่มหาวิยาลัยที่ Indiana University ที่สหรัฐอเมริกา มิ้นท์เรียนที่ Kelley School of Businessเลยได้เรียนเรื่องการตลาดเพิ่มเติมกับนักศึกษาปริญญาเอกที่คณะนี้ ซึ่งมิ้นท์ก็มีโอกาสได้เรียนรู้จากคนเก่งที่นี่เยอะมากๆ

16177933_1710495962596804_8278823574760787707_o.jpg

หลังจากได้มีประสบการณ์ไปหลายๆ ที่ มิ้นท์ก็กลับมาไทย ทําวิจัยเสร็จเรียบร้อยเเละสอบปกป้องดุษฎีนิพนธ์ ก็เป็นอันว่ามิ้นท์ได้เรียนจบปริญญาเอกอย่างสมบูรณ์ ช่วงเวลานี้ถือว่า เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตมิ้นท์เลยก็ว่าได้ แม้ว่าจะมีเรื่องดราม่าของการทําวิจัยของมิ้นท์ที่ดูไบมากมายก็ตาม ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

สิ่งที่มิ้นท์คิดว่าหนักที่สุดตอนเรียนคือ ตอนไปเก็บข้อมูลที่ดูไบค่ะ ถึงแม้ว่าคุณแม่มิ้นท์จะมีลูกค้าชาวอาหรับที่รู้จัก แต่ลูกค้าคุณแม่อยู่ที่เมืองอบูดาบี แต่มิ้นท์เลือกเก็บข้อมูลที่ดูไบ มิ้นท์เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ในดูไบคนเดียว แบบที่ไม่รู้จักใครเลยทั้งเมือง และแผนที่วางไว้บางทีมันไม่เหมือนกับที่เราศึกษามา  ทําให้บางวันรู้สึกท้อใจมากๆ โดยเฉพาะตอนที่ต้องไปเก็บแบบสอบถามชาวอาหรับเป็นร้อยชุด ช่วงแรกๆ ก็มีคนตอบเยอะค่ะ หลังๆ ก็ไม่ค่อยมี ในบางวันมิ้นท์ก็นั่งร้องไห้บนรถบัสตอนกลับโรงแรม (บางทีก็เปิดเพลงเศร้าแบบให้มันยิ่งเศร้าเข้าไปอีกด้วยค่ะ)  เวลาก็บีบเข้ามาเพราะเราก็ต้องกลับไทย  เป็นช่วงเวลาที่มิ้นท์ต้องตั้งสติมากๆ

13254177_1592403521072716_5657939328973702896_n.jpg

วิธีการแก้ไขของมิ้นท์คือ ถ้ามิ้นท์เครียดหรือท้อแท้ มิ้นท์ต้องไปทําใจให้สบายก่อน วิธีการที่มิ้นท์ทําคือการเขียนบันทึกการเดินทาง ความเจ็บปวด การท่องเที่ยวของมิ้นท์ลงไปเป็นตัวหนังสือ ซึ่งการบันทึกการเดินทางในครั้งนั้นก็ได้กลายมาเป็นหนังสือท่องเที่ยวชื่อ “ดูอะไร…ที่ดูไบ” ในภายหลัง…..ช่างเป็นการระบายอารมณ์ที่มีประโยชน์เสียจริงๆ หุหุ

1.jpg

ถ้ามิ้นท์ย้อนเวลากลับไปบอกกับตัวเองตอนเศร้าๆ ได้ มิ้นท์ก็จะไม่บอกอะไรกับตัวเองทั้งนั้นค่ะ จะปล่อยให้ตัวเองทนทุกข์ไปแบบนั้นแหล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ (ซาดิสม์นิดหน่อย) เพราะมิ้นท์คิดว่า ทุกช่วงชีวิต ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ มันดี มันคือการเรียนรู้…เพราะฉะนั้น มิ้นท์จะไม่ไปสปอยตัวเองในอดีตว่า “ความเจ็บปวดจากการเรียนคือความเจ็บปวดชั่วคราว แต่การเรียนไม่จบนั้นจะเป็นความเจ็บปวดตลอดไป….”

การเรียนปริญญาเอก มันจะต้องมีเรื่องให้เราฝ่าฟันมากมายราวกับนักรบสปาร์ตันอยู่เเล้วค่ะ!!! เคยมีพี่คนหนึ่งเค้าเป็นคนเก่งมากๆ เค้าเคยบอกกับมิ้นท์ว่า คนเรียนปริญญาเอกบางที เราอาจจะไม่ได้เก่งมากมาย หรือวิเศษเหนือใคร แต่สิ่งที่เรามีคือความอดทน ความมุมานะ และการควบคุมตนเองให้ทําเพื่อเป้าหมายของเราให้ได้  ซึ่งมิ้นท์ก็คิดว่า นี่เเหล่ะคือเรื่องจริงเลย หลังจากได้มาเรียนด้วยตัวเอง

2.png

สําหรับมิ้นท์ มิ้นท์ต้องขอบอกเลยค่ะว่า การเรียนปริญญาเอก และดูไบ เปลี่ยนชีวิตมิ้นท์มาก และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเลย ตอนที่ไปเก็บข้อมูลดูไบก็มีความคิดว่า อยากจะไปอยู่ดูไบเพราะชอบดูไบที่มีไอเดียอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ

วันที่สอบปกป้องดุษฎีนิพนธ์ก็มีคณะกรรมการในวันนั้น เเนะนําให้มิ้นท์ไปเปิดบูธกับโครงการหนึ่งที่จะจัดขึ้นในดูไบ และประเทศโอมาน มิ้นท์ก็ตัดสินใจไป พอได้ไปดูไบอีกครั้งปุ๊บ ก็มีพี่ท่านหนึ่งเป็นคนไทยที่เป็นนักธุรกิจที่เก่งมากๆ มีบริษัทอยู่ที่นั่น ก็เลยชวนมิ้นท์ทํางานที่ดูไบในเรื่องการตลาด มิ้นท์ก็เลยมีโอกาสได้อยู่ดูไบจริงๆ

7.jpg

ในส่วนของเรื่องงานอดิเรกระหว่างอยู่ดูไบ มิ้นท์ก็เปิดเพจเฟสบุคชื่อ “ดูอะไร…ที่ดูไบ” ซึ่งเเนะนําเกี่ยวกับการท่องเที่ยวดูไบ  (จริงๆ ทํามาตั้งเเต่ไปวิจัยเเล้ว แต่เพิ่งมาทําอย่างจริงจังคือตอนไปทํางานที่นั่น) และสิ่งที่มิ้นท์พบเจอในชีวิตประจําวันของมิ้นท์ พร้อมกับค่อยๆ ปรับเนื้อหาในหนังสือท่องเที่ยว “ดูอะไร…ที่ดูไบ” ไปด้วย พอทําเพจไปสักพักก็มีคนเริ่มรู้จักเเละติดต่อให้เป็นวิทยากรทั้งเรื่องธุรกิจ ท่องเที่ยว หรือแม้เเต่สร้างแรงบันดาลใน ที่เกี่ยวข้องกับดูไบ

”ก็เพราะการเรียนปริญญาเอกนี่แหล่ะ ===> ทําให้มิ้นท์ได้รู้จักดูไบ ===>  การรู้จักดูไบ===>  ทําให้มิ้นท์เป็นนักการตลาด ===> ทําให้มิ้นท์เป็น Blogger ===> ทําให้มิ้นท์มาเป็นนักเขียน ===>  และแม้เเต่กระทั่งการมาเป็นอาจารย์ในปัจจุบัน ก็มีจุดเริ่มจุดเดียวกันจากการเรียนปริญญาเอก และการวิจัยในดูไบ เช่นกัน”

12311107_1521350244844711_897366746189304609_n.jpg

สุดท้ายนี้ มิ้นท์ก็อยากจะให้กําลังใจเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่กําลังเรียนปริญญาเอกนะคะ อย่างที่มิ้นท์บอกมิ้นท์ไม่ชอบย้อนอดีตไปสอยตัวเอง แต่ถ้าอ่านบทสัมภาษณ์นี้จนจบ เพื่อนๆ ก็ได้สปอยตัวเองไปเรียบร้อยเเล้วค่ะว่า “ความเจ็บปวดจากการเรียนคือความเจ็บปวดชั่วคราว แต่การเรียนไม่จบนั้นจะเป็นความเจ็บปวดตลอดไป….” แล้วเราจะได้ภูมิใจ เเละหัวเราะใส่ ความเจ็บปวดในวันนี้…กิกิ 😛

อัลฮูดา ชนิดพัฒนา

13.jpg

ติดต่อพูดคุยกับมิ้นท์

Facebook: http://www.facebook.com/whattoseeindubai

Instagram: @whattoseeindubai

Email: whattoseeindubai@gmail.com

12.jpg

 

“ปริญญาเอก: ความสำคัญของอาจารย์ที่ปรึกษา” :: โดย ดร. อนุชิต ตู้มณีจินดา :: PhD (Applied Linguistics), Lancaster University, U.K.

ผมเชื่อครับว่า หลายคนคิดว่าการมีคำนำหน้าชื่อเป็นอย่างอื่น นอกจาก “นาย” “นางสาว” หรือ “นาง” โดยเฉพาะคำนำหน้าว่า “ดร.” อาจจะช่วยเพิ่มสถานภาพทางสังคม เศรษฐกิจ หรือการยอมรับอย่างกว้างขวาง ซึ่งนั่นก็อาจจะจริง หรืออาจจะไม่จริง ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละคน แต่นั่นก็เป็นแค่เพียงผลพลอยได้เท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมายหลักของการได้ปริญญาสูงสุดอย่างปริญญาเอก

43106695_240743626607869_9067584673856618496_n.jpg
การเรียนปริญญาเอกสำหรับผม คือการสร้างและพัฒนาทักษะในการทำวิจัย
รวมไปถึงการสร้างและขยายองค์ความรู้ในสาขาที่เราสนใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ได้มาง่ายๆ เลยครับ
เหมือนกับที่อาจารย์ที่ปรึกษาผมบอกมาตลอดว่า “ถ้าปริญญาเอกได้มาง่ายๆ แจ๊คก็คงเห็นคนเป็นด็อกเตอร์กันเต็มไปหมด” ในโพสต์นี้ผมขอแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของผม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของอาจารย์ที่ปรึกษา ตั้งแต่วันแรก (2556)
จนถึงวันนี้ (2561) วันที่ผมสำเร็จการศึกษา

IMG_8664

การเรียนปริญญาเอกสำหรับผมอาจจะยากกว่าคนอื่นๆ ครับ ทั้งนี้เพราะเป็นคนติดบ้าน มีข้อจำกัดมากมายในเรื่องอาหารการกิน ปรับตัวยาก และไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง…
ความยากลำบากเกิดขึ้นทันทีเมื่อเราเดินทางมาถึงประเทศอังกฤษ ประเทศที่มีความแตกต่างทั้งสภาพอากาศ อาหาร ผู้คน ภาษา และวัฒนธรรม หลายคนอาจจะคิดว่า แค่เรื่องพวกนี้เองหรอ สำหรับผมมันสำคัญครับโดยเฉพาะสภาพอากาศ ประเทศนี้เป็นประเทศที่ฝนตกชุกมาก และเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาวจะมืดเร็วมาก บางช่วงแค่บ่าย 3 โมงกว่าๆ พระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับผม (และเพื่อนอีกหลายคน) คือ เราจะรู้สึกหดหู่ และรู้สึกแย่กับวันที่หมดไปอย่างรวดเร็วในขณะที่งานไม่ได้คืบไปไหนเลย และวงจรนี้เกิดขึ้นมากกว่า 6 เดือนต่อปี และเป็นแบบนี้มาตลอดเป็นระยะเวลาเกือบ 5 ปี

IMG_3408

ความยากลำบากต่อมาคือความพยายามปรับตัวให้เข้ากับการเรียนในระดับปริญญาเอก และการทำงานกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่เป็นฝรั่ง (ออสเตรเลีย) เด็กไทยอย่างผม แน่นอนครับอยู่ในห้องเรียน ผมนั่งเงียบกริบเหมือนคนเป็นใบ้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเรียนกับเพื่อนๆ ชาวยุโรปที่พูดภาษาอังกฤษเป็นไฟ เพราะกว่าเราจะคิดว่าจะเรียงประโยคยังไง เพื่อนเค้าพูดไปไหนถึงไหนต่อไหนละ สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมคือ เราเริ่มสงสัยความสามารถของตัวเอง (self-doubt) และความเป็นไปได้ที่เราจะอดทนจนเรียนจบแล้วได้ปริญญาเอกกลับบ้าน
สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผมมาตลอดครับ แล้วมันก็บั่นทอนกำลังใจผมไปเรื่อยๆ

IMG_1234
แต่ผมยังนับว่าโชคดีกว่าคนอื่นครับ เพราะผมมีอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดีกับผมมาก แต่ความรู้สึกที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหรอกครับ เพราะก่อนที่จะสำนึกได้ ผมก็บ่นและนึกด่าอาจารย์เค้าอยู่ในใจเยอะเหมือนกัน (ซึ่งรู้สึกผิดมาก เพราะเมื่อได้ยินประสบการณ์จากเพื่อนคนอื่น ทำให้รู้เลยว่า อาจารย์ที่ปรึกษาผมคือเทวดาเดินดินเลยทีเดียว ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่า เค้าทำให้ผมเรียนจบ แต่ผมพูดถึงความพยายามของอาจารย์ที่ต้องการ groom ผมให้เป็นนักวิจัยที่ดี)

อาจารย์ที่ปรึกษาผมเป็นคนใจดี ใจเย็น และสุภาพมากครับ (ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ประจักษ์เรื่องนี้ แต่สิ่งเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากทุกคนที่รู้จักอาจารย์ผมครับ) นี่ก็น่าจะเป็นข้อดีนิ แล้วทำไมผมถึงนึกว่าเค้า เพราะอาจารย์เค้างานเยอะมากครับ และที่สำคัญเค้าก็เป็นคนใจเย็นมาก มากจนผมอาจจะพูดได้ว่าเป็นน้ำแข็งเลยก็ว่าได้
ในขณะที่ผมก็ใจร้อนเป็นไฟบรรลัยกัลป์ (ไฟที่พร้อมจะเผาตัวเองไปได้ในพริบตา)

IMG_8637
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อาจารย์ไม่ค่อยตอบอีเมล์ผมครับ ในปีแรกๆ มีบางช่วงที่อาจารย์ไม่ตอบอีเมล์ผมเป็นเดือนๆ ปัญหาก็คือ งานผมไม่ได้คืบไปอย่างที่ “ผมต้องการ” ผมรู้สึกแย่กับอาจารย์เค้ามากครับ
ผมได้คุย (ฟ้อง?) เรื่องนี้กับกรรมการที่มาสอบผมในปีแรก คำตอบที่ผมได้ มันทำให้ผมต้องกลับมานั่งคิด และผมก็ตระหนักได้ว่า อาจารย์ไม่ได้มีปัญหา วิธีคิดของผมเองต่างหากที่เป็นปัญหา ในตอนนั้นกรรมการบอกกับผมว่า “การเรียนปริญญาเอกคือ การฝึกให้เราคิด วิเคราะห์และสามารถทำงานด้วยตัวของเราเอง ไม่ใช่มัวแต่หวังแต่จะให้อาจารย์ที่ปรึกษามาช่วย และถ้าเค้ายังไม่ว่างตอบ ก็อย่าอยู่เฉยๆ ให้อ่านหนังสือและพยายามคิดและเขียนอยู่เสมอ”
จากวันนั้นมาความอดทนในการรอคอยของผมก็สูงขึ้น (บ้าง)
หรือถ้าต้องการอยากให้อาจารย์ที่ปรึกษาตอบอีเมล์โดยเร็ว
ก็จะใช้วิธีการเรียกร้องความสนใจด้วยการเติมคำว่า “urgent” เข้าไปในหัวข้อของอีเมล์

นอกจากอาจารย์ที่ปรึกษาผมจะมีงานเยอะ และใจเย็นมาก (และอาจจะมากเกิ๊นในบางครั้ง) อาจารย์ยังชอบหาสิ่งต่างๆ ให้ผมทำเสมอ ทั้งๆ ที่เค้าก็รู้ว่าผมไม่อยากทำ อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นครับว่า ผมเป็นคนไม่ชอบพูดครับ โดยเฉพาะการต้อง present เป็นภาษาอังกฤษ อาจารย์ที่ปรึกษาทราบข้อมูลนี้มาตลอด
แต่สิ่งที่เค้าทำคือ เค้าให้ผมไปนำเสนอ work in progress ใน research group ที่มหาวิทยาลัย
และพาผมไปนำเสนองานวิจัยที่ประเทศฟินแลนด์ อาจารย์ผมพยายามอธิบายเหตุผล และประโยชน์ต่างๆ มากมายที่ผมจะได้รับโดยเฉพาะการพัฒนาทักษะการนำเสนอผลงานวิชาการ
แต่ปัญหาคือ ผมไม่ใช่คนง่ายครับ ผมก็อิดออด แถไปแถมา อาจารย์ก็ยืนยันว่าจะให้ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง conference ใหญ่ของสาขาที่จัดขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์ อาจารย์ต้องยอมสละเวลาไปเป็นเพื่อนผมทั้งๆ ที่เค้ายุ่งมากกกก เพราะกลัวว่าไอ้เด็ก (เวร) นี่จะเปลี่ยนใจ…

IMG_5461
และจริงอย่างที่อาจารย์ว่าครับ ผลของการไปนำเสนอผลงานใน conference ทำให้ผมเปลี่ยนวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด (ขอย้ำนะครับว่าทั้งหมด)
ผลก็คือผมต้องเขียนงานใหม่เกือบทั้งหมดทั้งๆ ที่อยู่กลางปีของปีที่ 4 มันเป็นช่วงเวลาที่เครียดที่สุด เพราะอากาศก็หนาว ฟ้าก็มืดเร็ว ทุนก็ใกล้จะหมด แต่ผลจากการที่อาจารย์บังคับให้ผมไปนำเสนอผลงาน ก็เป็นที่มาของวิทยานิพนธ์ที่สามารถสอบผ่านได้ และได้รับการตีพิมพ์…นี่ถ้าไม่ใช่อาจารย์ผมที่หวังดีกับผมแล้วจะเป็นใคร

อาจารย์ที่ปรึกษาผมไม่ไช่แค่คนที่หวังดีกับผมครับ แต่เค้ายังเป็นนักวางแผนชั้นเลิศอีกด้วย ที่มหาวิทยาลัยผมเพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนจบได้ตามเวลาและมีงานที่มีคุณภาพมากพอ ทางมหาวิทยาลัยบังคับให้มีการ(ตรวจ)สอบทุกๆ ปีโดยกรรมการผู้เชี่ยวชาญ แต่การเลือกกรรมการ คือการเลือกคนที่มีความเชื่อ หรือมีความคิดคล้ายๆ กับเรา เช่น เชื่อว่าทฤษฎีนี้เหมาะที่จะนำมาวิเคราะห์ปรากฎการณ์แบบนี้ หรือคิดว่างานในลักษณะนี้ควรจะมีการนำเสนอแบบนี้ เป็นต้น

ทุกปีอาจารย์จะคอยถามผมว่าอยากได้ใครมาเป็นคนดูงานผม ผมไม่เคยตอบอาจารย์ครับ ผมบอกอาจารย์ไปแค่ว่า “ผมขอไม่เลือก เพราะผมเชื่อว่า ถ้าให้อาจารย์เลือก อาจารย์จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผมเสมอ” แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ เพราะกรรมการเชื่อในสิ่งที่เรา (ผมกับอาจารย์) ทำครับ สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือ สิ่งที่เราส่งไปให้กรรมการ เนื้อหาหลายส่วนไปตรงกับสิ่งที่ปรากฎในหนังสือที่กรรมการเขียนและตีพิมพ์ออกมาภายหลังจากที่ผมส่งวิทยานิพนธ์เพื่อสอบจบ นี่ยังไม่รวมถึงการเป็นตัวอย่างของนักวิจัยที่ดี และการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่ใส่ใจนักศึกษาในที่ปรึกษา โดยเฉพาะการวางแผนหลังเรียนจบให้กับพวกเราทุกคน (supervisee คนอื่นๆ ของอาจารย์ทุกคน)

43185900_375078853032679_6253147284016463872_n.jpg

สำหรับผมความสัมพันธ์กับอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าความตั้งใจ และความพากเพียรของนักศึกษาเลยครับ ดังนั้น สิ่งนึงที่ผมพยายามทำมาตลอดคือการทำให้อาจารย์เค้าไว้วางใจและเชื่อมั่นในตัวผม สำหรับผมแล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สร้างยากมากครับ เพราะมันต้องอาศัยเวลาเป็นแรมเดือน แรมปี
และต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ต่างๆ มากมาย ในขณะที่มันสามารถถูกทำลายได้ในชั่วพริบตาเดียว

ผมจำได้ว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปี ผมขออาจารย์ที่ปรึกษาเลื่อนส่งงานเพียงแค่ครั้งเดียว เนื่องจากไม่สบาย และไม่เคยสายกับนัดของอาจารย์เลย (ถ้าไปถึงก่อน ก็จะไม่เคาะประตู)
และที่สำคัญคือ ผมไม่เคยไปพบอาจารย์ด้วยสมองที่กลวงโบ๋เลย เพราะการไปพบอาจารย์แต่ละครั้งคือการต้องเตรียมตัว และทำการบ้านอย่างหนัก (ต้องอ่านหนังสือไปก่อน หรือมีงานเขียนเพื่อไปพูดคุยกับอาจารย์)
ผมอยากจะขอบคุณอาจารย์ที่อาจารย์เชื่อมั่นในตัวผมมาตลอดทั้งๆ ที่ผมไม่เคยเชื่อมั่นในตัวผมเองเลย

สิ่งที่ผมอยากย้ำตรงนี้คือ การเรียนจบปริญญาเอก มันไม่ใช่เรื่องของการที่เราต้องแสดงอภินิหาร โชว์ความเฉลียวฉลาด แต่มันคือการรักษาความสัมพันธ์และการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างตัวเราและอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตำราไม่ได้บอกเอาไว้ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

43151025_255779668612778_6450932666890977280_n.jpg—————————–
ขอขอบคุณ บทความเลอค่าจาก ดร. อนุชิต ตู้มณีจินดา จบการศึกษาปริญญาเอก สาขาภาษาศาสตร์ จาก Lancaster University ประเทศอังกฤษ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

คอลัมน์คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ ::: ดร.ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์ ::: D.Eng.(Industrial Engineering and Management) Tokyo Institute of Technology, Japan

สวัสดีค่ะ วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะแนะนำให้แฟนเพจทุกท่านได้รู้จักกับ ดร.ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์ อาจารย์คนเก่งประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ให้เกียรติกับทางเพจมาแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก ณ ประเทศญี่ปุ่น และถ่ายทอดแรงบันดาลใจดีๆ รวมทั้งสิ่งที่ได้รับจากการเรียนปริญญาเอก ไปทำความรู้จักกับอาจารย์ณัฏฐ์ กันเลยค่ะ

9229
ดร.ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์

แนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีครับชื่อ ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์ เรียนจบปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ จากภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ ในระหว่างช่วงเรียนภาคฤดูร้อนปี 3 ได้มีโอกาสไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่นผ่านโครงการที่ทาง SIIT ร่วมกับ KEIDANREN (Japan Business Federation) และในช่วงปีสุดท้ายได้จับกลุ่มกับเพื่อนทำโครงงาน Senior Project เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมเกมผจญภัย 3 มิติ และนั่นก็ทำให้เรารู้จักตัวเองว่า.. คงไม่ใช่ละ สำหรับอาชีพแนวการพัฒนาเกม เราคงไม่เหมาะ

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ก็ได้เริ่มชีวิตการทำงานครั้งแรกที่ธนาคารแห่งประเทศไทยครับ ตอนนั้นทำงานเป็นนักวิเคราะห์ระบบ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้รับมอบหมายให้ทำงานในส่วนระบบงานบริหาร เป็นงานวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาระบบ ตอนนั้นเป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าความมั่นใจในตัวเองลดลงไปพอสมควร หลังจากที่ออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ตอนแรกเรามีความมั่นใจว่า เรามีความรู้ความสามารถอยู่พอตัว แต่ก็พบว่า ความรู้เรายังไม่เพียงพอ ประสบการณ์และการมองในมุมๆ หนึ่งของเรามันเป็นอะไรที่เล็กมากๆ เมื่อเทียบกับพี่ๆ ที่ทำงาน จึงตัดสินใจเริ่มมองหาที่เรียนต่อ เนื่องจากอาจารย์หลายท่านที่เราเคยเรียนด้วยในระดับปริญญาตรีสำเร็จการศึกษามาจากประเทศญี่ปุ่น เราเองก็เคยไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น แถมเรายังมีเพื่อนรูมเมทที่หอพักเป็นลูกครื่งญี่ปุ่นด้วย จึงรู้สึกว่าเราสนใจอยากจะไปศึกษาต่อที่นั่น

12909625_10156785811115714_1151707651780804400_o
อาจารย์ที่ปรึกษาและห้องวิจัยระบบสารสนเทศ Tokyo Tech ในวันที่สำเร็จการศึกษา

เราอยากจะศึกษาต่อในด้านที่มองอะไรต่างจากเดิมไปบ้างเพื่อให้เรามองอะไรได้กว้างขึ้น จึงเลือกเรียนภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการ ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (Tokyo Institute of Technology หรือ Tokyo Tech) ด้วยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ในตอนแรกเราสนใจด้าน ERP (Enterprise Resource Planning), e-Business, และ e-Commerce จึงเริ่มทำวิจัยในด้านนี้ และต่อมาเปลี่ยนหัวข้อเป็นด้านการจัดการระบบสารสนเทศภัยพิบัติ

ในระหว่างเรียนปริญญาโท อาจารย์ที่ปรึกษาของเรา ศ. ดร. Junichi Iijima ก็แนะนำว่าที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังโปรโมทการสร้างดุษฎีบัณฑิตที่นอกจากจะจบปริญญาเอกแล้วต้องมีทักษะมากกว่าหนึ่งสาขาและมีความเป็นผู้นำที่พร้อมจะไปสร้างสิ่งต่างๆให้กับสังคมโลกด้วยภายใต้แนวคิด “Programs for Leading Graduate School” ที่ Tokyo Tech เองจึงมีการเปิดหลักสูตรใหม่ คือ Academy for Co-creative Education of Environment and Energy Science (ACEEES) เป็นหลักสูตรที่จะสร้างผู้นำในด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน เราจึงลองสมัครดูและเราก็ได้รับตอบรับตอนที่เป็นนักศึกษาปริญญาโทและอยู่ในโครงการนี้ตลอดช่วงการศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เราจบหลักสูตรนี้มาด้วย Major วิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการ และ Sub-major สถาปัตยกรรมศาสตร์และวิศวกรรมอาคาร

12357123_10156366978575714_4494371331358741513_o
อาจารย์ที่ปรึกษา ศ. ดร. Junichi Iijima แสดงความยินดีในโอกาสได้รับรางวัล Best Presentation Award และ Best Collaboration Award จากการนำเสนอผลงานที่งานประชุมวิชาการที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ในปี พ.ศ. 2559 เราย้ายไปทำงานเป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก ที่ห้องวิจัยวิศวกรรมสึนามิ สถาบันวิจัยนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยโทโฮคุ เมืองเซนได และต่อมาได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ เป็นอาจารย์ประจำสถาบันวิจัยนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยโทโฮคุ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เราตัดสินใจกลับมาประเทศไทย คิดว่าถึงเวลาที่ควรจะทำอะไรให้กับประเทศบ้านเกิดแล้ว เราเข้ารับตำแหน่งอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้จะมีประสบการณ์การเป็นอาจารย์ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่ท้าทายและเราก็ตั้งใจทำงานที่นี่เรื่อยมาครับ

12829352_10156658641835714_2248416550833291466_o
อาจารย์ที่ปรึกษา ศ. ดร. Junichi Iijima และ ศ. ดร. Matsuko Hatano แสดงความยินดีในโอกาสที่ทีมจาก Tokyo Tech ซึ่งมีสมาชิกเป็นนักศึกษาไทย 3 คน ได้รับรางวัล Poster Award จากการแข่งขันประกวดแผนธุรกิจ ที่ประเทศญี่ปุ่น

คิดอย่างไร ตอนที่ตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

ในวันที่เราต้องเจอกับสิ่งที่ตัดสินใจยากมากคือวันที่เราทราบว่าเราได้รับทุน เพราะว่าเป็นวันที่เราต้องตัดสินใจว่าเราจะลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายด้วยหลายๆ ปัจจัยเราคิดว่า เราอยากจะเรียนรู้อะไรมากกว่านี้ จึงตัดสินใจรับโอกาสและไปเริ่มใช้ชีวิตนักศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ จำได้ว่า มีวันนึงที่เรากำลังเดินทางกลับจากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยที่เราเรียนตอนช่วงมัธยมศึกษา ได้คุยกับคุณปู่ นพ. โกวิท ลีละวัฒน์ บนรถที่คุณพ่อเป็นคนขับ คุณปู่บอกว่า คุณปู่สนับสนุนเต็มที่ในด้านการศึกษา คุณปู่แม้ว่าปัจจุบันจะเป็นแพทย์ที่เกษียณมานานแล้ว แต่ท่านก็ยังศึกษาสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ใครจะรู้ว่าคุณปู่ที่ทุกวันนี้อายุ 90 กว่าปี แต่ท่านมีงานอดิเรกเป็นการปลูกผักไร้ดิน การทดลองผสมสารไคโตซานกับสิ่งรอบตัว การประดิษฐ์เครื่องใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และการค้นคว้าเรื่องใหม่ๆ ทางอินเตอร์เน็ทอยู่เสมอ จำได้ว่าคุณปู่เป็นคนซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรกให้เราตอนเราอยู่ชั้น ป. 6 ปกติเวลาคุณปู่จะให้อะไรเราคุณปู่จะให้เราทำรายงาน เราต้องสามารถบอกอธิบายคุณสมบัติ ฟังก์ชั่นการใช้งาน ราคา รวมทั้งสรุปข้อดีข้อเสีย และประโยชน์ของสิ่งที่เราอยากได้เราส่งเป็นรายงานให้คุณปู่ก่อน มันเหมือนเป็นการฝึกให้เราได้เขียนรายงาน Requirement มาตั้งแต่เด็กๆ เลย วันนั้นคุณปู่บอกเราว่า ถ้าเราอยากจะเรียนอะไรเราต้องเรียนให้เต็มที่ เรียนให้ไกลที่สุดถ้าเรามีโอกาส ในวันที่เราเรียนอยู่มัธยมศึกษาตอนปลาย คุณปู่บอกว่าคุณปู่อยากให้เราเรียนให้ถึง ‘ปริญญาเอก’

12140791_10156765974670714_7281869386876334865_n
หนังสือรวมเหตุการณ์โดยหลักสูตร ACEEES

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

จากที่บอกว่า ตอนแรกเราสนใจอยากทำวิจัยด้าน ERP และ e-Business สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2554 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิภูมิภาคโทโฮคุในเดือนมีนาคม และเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยประเทศไทยในช่วงปลายปี เนื่องจากเราอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นจึงไม่สามารถช่วยเหลืออะไรคุณพ่อคุณแม่รวมทั้งน้องหมาที่บ้านที่กรุงเทพฯ ได้ แต่ละวันได้แต่รับฟังและพูดคุยสิ่งที่เกิดขึ้นรวมทั้งอัพเดทสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ที่บ้านมีการเตรียมการป้องกันทำกำแพงกันน้ำเข้าบริเวณบ้านหลังจากทราบว่า มวลน้ำกำลังเข้ามาใกล้พื้นที่ สุดท้ายแม้่น้ำจากรอบบ้านจะเข้าบ้านไม่ได้แต่กลับมีน้ำจากท่อระบายน้ำภายในห้องน้ำไหลท่วมภายในบ้านแทน เนื่องจากบ้านของเรามีสัตว์เลี้ยง การจะไปหาโรงแรม หรือบ้านเช่าที่ไหนนั้นนับเป็นเรื่องลำบากมาก แต่สุดท้ายที่บ้านก็พบว่า มีบ้านเช่าที่ต่างจังหวัดอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงไปอยู่ได้ อย่างไรก็ดี ณ เวลานั้นถือว่าสายเกินไปแล้วที่จะอพยพด้วยรถยนต์หรือการเดินเท้าเพราะว่าพื้นที่ตั้งแต่ปากซอยถึงตัวหมู่บ้านมีน้ำท่วมระดับสูง ทางบ้านจึงได้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือและได้รับความช่วยเหลือจากทหารจากกองทัพบกส่งเรือเข้าไปช่วยอพยพออกจากตัวบ้าน ในวันและเวลาที่คุณแม่พยายามอุ้มน้องหมาตัวใหญ่ขึ้นเรือทหาร และเดินทางไปต่างจังหวัด เราก็พูดคุยทางโทรศัพท์กันอยู่ตลอด สิ่งที่ทำได้คือการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ น้ำตาซึม และทำได้แค่พิมพ์ข้อความ ‘ขอบคุณ’ กองทัพบกในเฟสบุ๊คส่วนตัว

เรากลับมานั่งคิดว่า เราจะนำความรู้ความสามารถของเราไปทำอะไรให้ดีขึ้นได้ไหม เรามาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยงภัยธรรมชาติมากมาย และเราจะทำอะไรมากกว่านี้ได้ไหม จึงตัดสินใจแจ้งเรียนอาจารย์ที่ปรึกษาว่า เราขอเปลี่ยนหัวข้อวิจัยเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ‘ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการภัยพิบัติ’ ซึ่งอาจารย์ก็สนับสนุนหัวข้อวิจัยนี้ ด้วยประเทศญี่ปุ่นเอง ณ ตอนนั้นก็พึ่งประสบภัยครั้งใหญ่มาหมาดๆ เราจึงได้เริ่มต้นการเดินทางในด้านการจัดการระบบสารสนเทศและการจัดการภัยพิบัตินับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

12809677_1158512754169746_6086183098571037413_n
บัณฑิตชาวไทยและเพื่อนๆ ชาวไทยที่ Tokyo Tech

ช่วยเล่าเกี่ยวกับ thesis

เราใช้เวลาในการเรียนระดับปริญญาเอก ทั้งสิ้น 3 ปี ทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง ‘การจัดการภัยพิบัติในมุมมองของระบบสารสนเทศ’ เป็นการนำทฤษฎีด้านระบบสารสนเทศมาวิเคราะห์กระบวนการจัดการความเสี่ยงภัยธรรมชาติ การศึกษาการจัดการภัยพิบัติด้วยศาสตร์วิศวกรรมองค์กร และการศึกษาการใช้เทคโนโลยีของประเทศต่างๆ กับการจัดการภัยพิบัติด้านการเตรียมความพร้อม การรับมือ การฟื้นฟู และการมีมาตราการบรรเทาลดความความเสี่ยงของประเทศนั้นๆ ทั้งกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีภัยธรรมชาติใหญ่ๆ เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ระหว่างที่เราเรียนปริญญาเอก ปีที่ 1 เรามีโอกาสไปฝึกงานที่สถาบันวิจัยนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ภัยธรรมชาติ ในช่วงนั้นเองได้ลองนำข้อมูลอาคารที่เสียหายจากคลื่นสินามิที่ประเทศญี่ปุ่นไปวิเคราะห์ด้วยโมเดลทางสถิติและนำไปสู่การตีพิมพ์บทความวิชาการในวารสารนานาชาติฉบับแรกของเราและยังทำให้ได้รับรางวัล Dean Award จาก Tokyo Tech อีกด้วย

เราปิดท้ายส่วนสุดท้ายของงานวิจัยปริญญาเอกด้วยการนำเสนอการออกแบบตัวต้นแบบเทคโนโลยีการพยากรณ์ความเสียหายของอาคารจากคลื่นสึนามิ โดยใช้กรณีประเทศญี่ปุ่น และนั้นก็นำไปสู่บันไดที่ทำให้เราได้เป็นหนึ่งในตัวแทนจาก The Falling Walls Lab Sendai ประเทศญี่ปุ่น เป็นหนึ่งใน 100 ผู้เข้ารอบสุดท้ายจากทั่วโลก Falling Walls Young Innovator of the Year 2016 ที่ประเทศเยอรมนี ได้ถูกสัมภาษณ์โดยรายการ Sciences et Avenir จากประเทศฝรั่งเศส

11156415_10153803096348012_1539566261754914778_n
นักศึกษาชาวไทยที่ Tokyo Tech

ปัจจัยแห่งความสำเร็จของคุณคืออะไร

สิ่งแรกสุดเลยคงเป็นกำลังใจและการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทุกคนในครอบครัว รวมทั้งคุณแฟนที่ได้เจอกันที่รั้วมหาลัยเดียวกัน ทุกครั้งที่มีโอกาสกลับมาประเทศไทยคุณพ่อคุณแม่จะเตรียมตัวล่วงหน้า เพราะว่าท่านรู้ว่าเรามีเวลาว่างน้อย หลายๆ อย่างท่านเลยจัดเตรียมให้เป็นอย่างดี เรามี Role Model คุณปู่ นพ.โกวิท ลีละวัฒน์ (พ.บ. รุ่น 3 จุฬาฯ) และคุณตา สุคนธ์ สุวัฒนวิโรจน์ (วศ.บ. 2496 วศ.ม. (โยธา) จุฬาฯ) ให้เรามีความตั้งใจในด้านการศึกษา

ถัดมาคือการให้ความสนับสนุนจากอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญมากมาย ต้องยอมรับว่า งานของเราการจะได้ข้อมูลมาทำวิจัยนั้นถ้าขาดเครือข่ายแล้วคงเป็นไปได้ยาก เราได้มีโอกาสรู้จักกับรุ่นพี่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย รศ. ดร. อนวัช สรรพศรี จากมหาวิทยาลัยโทโฮคุ คอยให้ความช่วยเหลือด้านนี้เสมอมา

12472651_10156807178465714_3076784522166977676_n
ณ พิพิธภัณฑ์ Fujiko F Fujio

อีกอย่างคือความชอบของการ์ตูน ‘โดราเอม่อน’ อันนี้ก็พูดจริงๆ นะครับ เราชอบการ์ตูนเรื่องโดราเอม่อนมาตั้งแต่เด็กๆ เราคิดว่าสิ่งต่างๆ ของการ์ตูนเรื่องนี้สอนอะไรไว้มากมาย ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และด้านสังคม ผู้เขียน อาจารย์ Fujiko F Fujio ได้แสดงให้เห็นถึงคำว่า จินตนาการ ที่เป็นเส้นทางของการรังสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลองคิดดูสิครับว่า มีของวิเศษจากกระเป๋าสี่มิติของหุ่นยนต์โดราเอม่อนกี่ชิ้นแล้วที่ทยอยถูกพัฒนาในโลกใบนี้ การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใดก็จำเป็นจะต้องเริ่มจากคนที่มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ สำหรับด้านสังคม แม้การ์ตูนโดราเอม่อนจะเป็นตอนสั้นๆ (ถ้าไม่นับซีรีส์ชุด The Movie หรือภาพยนตร์ Stand by Me) แต่ในทุกตอนเราจะเห็นข้อคิดต่างๆ อยู่เสมอ หลายคนจะอาจจะมองว่าโนบิตะเป็นคนที่รอคอยแต่ของวิเศษจากโดราเอม่อน แต่ในท้ายที่สุดโนบิตะก็จะสอนให้เห็นว่าของวิเศษเป็นเพียงเครื่องมือที่สร้างความน่าสนใจหรือจุดประกายบางอย่าง ต่างจากการพึ่งตนเอง การใช้ความพยายามและความสามารถของตนเองที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ

เราชอบโดราเอม่อนและอะไรหลายๆอย่างจากการ์ตูนเรื่องนี้ รวมทั้งมีความตั้งใจว่า วันที่เราเรียนจบปริญญาเอก เราจะไปใส่ชุดครุยถ่ายรูปกับโดราเอม่อนที่พิพิธภัณฑ์ Fujiko F Fujio เพื่อบอกโดราเอม่อนและขอบคุณผู้แต่งว่า มีเด็กไทยคนนี้ที่ชื่นชอบและได้รับแรงบันดาลใจในการใช้จินตนาการต่างๆสำหรับเริ่มต้นเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อยู่อีกคนนะ

12993501_10156847608450714_4359180210763423655_n

อีกกลุ่มคนที่สำคัญกับการสำเร็จในการเรียนของเราคือ เพื่อนชาวไทย ทั้งจาก Tokyo Tech และมหาวิทยาลัยอื่นๆ การเข้าไปทำงานสมาคมนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่น ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตลอดช่วงการเป็นนักศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นทำให้เรามีเครีอข่าย มีกลุ่มคนให้คำปรึกษา มีกิจกรรมต่างๆที่ได้ทำร่วมกันมา เรามีโอกาสได้เป็น Co-chairperson งานประชุมวิชาการ Thailand-Japan International Academic Conference และอื่นๆมากมาย รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือจากพี่ๆ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว เวลาที่พวกเรามีปัญหาอะไร หรือต้องการความช่วยเหลือต่างๆ

ท้ายที่สุดสิ่งที่เล่ามาคงเป็นไปไม่ได้ถ้าเราไม่ได้รับโอกาสจากรัฐบาลญี่ปุ่นที่ให้โอกาสเด็กไทยคนนึงไปเรียน ไปทำวิจัย ไปลองทำอะไรที่ตัวเองสนใจ โอกาสจากผู้ใหญ่ใจดีหลายๆคนที่มองเห็นสิ่งที่เด็กคนนี้ตั้งใจและฝันที่จะทำให้เป็นจริง

ใช้ทักษะความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับการทำงานอย่างไร

ปัจจุบันเราได้นำความรู้และประสบการณ์จากการศึกษาและทำวิจัยมาใช้ในการประกอบอาชีพอาจารย์ เราคิดว่า ประเทศไทยต้องก้าวต่อไปสู่สังคมที่มีการพัฒนาที่ยั่งยืน เราอยากเป็นคนหนึ่งที่ได้ร่วมสร้างเมล็ดพันธุ์ของคนรุ่นใหม่ให้กับบ้านเกิดของเรา เมื่อเราได้รับโอกาสมาเป็นอาจารย์แล้วเราก็อยากจะตั้งใจทำงานนี้ให้เต็มที่ เราตัดสินใจยื่นขอเปิดรายวิชา การจัดการภัยพิบัติและเทคโนโลยี ตั้งแต่ภาคการศึกษาแรกที่เราเริ่มทำงาน เพื่อนำความรู้และประสบการณ์มาถ่ายทอดให้นิสิต

เมื่อมีผู้บริหารทราบว่า เราทำงานทำวิจัยด้านนี้จึงได้รับการเชิญชวนให้มาเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราได้เป็นอาจารย์รายวิชาหลัก การจัดการภัยพิบัติ ในหลักสูตรนี้ซึ่งเป็นหลักสูตรปริญญาโทใหม่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและรองรับเหตุฉุกเฉิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2561 เราก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นที่ปรึกษาภูมิภาค (Regional Advisory Committee) ตัวแทนประเทศไทย ให้กับ Asia Oceania Geosciences Society (AOGS) อีกด้วยครับ

อีกสองเรื่องที่มาเสริมไฟแห่งความมุ่งมั่นในการตั้งใจถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์สู่เด็กรุ่นใหม่ คือ การได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดนักวิทยาศาสตร์เยาวชนโลก ครั้งที่ 6 ณ สาธารณสิงคโปร์ ในปี พ.ศ. 2561 และในปีเดียวกันเมื่อเราปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ครบปี เราก็ได้รับการเสนอชื่อและได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัล ‘ศักดิ์อินทาเนีย ด้านการเรียนการสอนประเภทอาจารย์รุ่นใหม่’ ประจำปี พ.ศ. 2561 จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ajdr.natt_ (1)
รางวัล ‘ศักดิ์อินทาเนีย ด้านการเรียนการสอนประเภทอาจารย์รุ่นใหม่’ ประจำปี พ.ศ. 2561

ปัจจุบันนอกจากการเป็นอาจารย์ประจำแล้วก็ยังเป็นนักเขียนให้กับวารสาร TPA News ของสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) โดยนำเสนอบทความสำหรับผู้อ่านทุกท่านทุกระดับเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือบทเรียนด้านการจัดการภัยพิบัติในคอลัมน์ Risk Reduction และเป็นนักเขียนรับเชิญให้กับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เป็นพิธีกรรายการวิทยุ ‘พูดจาประสาช่าง’ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกอากาศทาง FM 101.5 MHz และบรรยายความรู้ รวมถึงการแนะแนวให้กับน้องๆ นักเรียนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆ ด้วยครับ

มีข้อคิดอะไรสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อปริญญาเอก

สำหรับเราเชื่อว่าทุกคนเรียนระดับปริญญาเอกได้ครับ แต่ควรถามตัวเองก่อนว่าสิ่งที่คุณสนใจและอยากจะทำคืออะไร เราเชื่อว่าตราบใดที่คนเรามีชีวิตอยู่ เราจะมีความฝัน แล้วเมื่อเราได้รับโอกาสที่จะทำความฝันให้เป็นจริงแล้ว ก็ควรตั้งใจทำในสิ่งที่เราได้รับโอกาสให้เต็มที่จนเราสำเร็จในจุดหมาย สู้ๆ นะครับ

426531_10152696921000714_324647387_n

———

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่าของ ดร.ณัฏฐ์ เป็นอย่างสูงค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกัน

ดร. บุญทวี เลิศปัญญาพรชัย ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก มีอีกหนึ่งแรงบันดาลใจดีๆ ที่ยินดีจะมาแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก ไปพบกับเขากัน

แนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ผมชื่อ ดร. บุญทวี เลิศปัญญาพรชัย ชื่อเล่น กอฟ บางคน เรียก บุญ ครับ จบ ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชา ปิโตรเคมีและวัสดุพอลิเมอร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สาขา วิทยาการและวิศวกรรมพอลิเมอร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปริญญาเอก คณะวิทยาศาสตร์ สาขาปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครับ

รูปที่ 7 รูปที่ถ่ายในแลปที่ประเทศ ญี่ปุ่นครับ
ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ก่อนหน้าที่ผมจะเรียนต่อปริญญาเอก ผมทำงานเป็นอาจารย์ สาขาวิชาเคมีอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เป็นเวลา 4 ปี ครับ โดยตอนที่ตัดสินใจว่าจะเรียนต่อเนื่องจากตอนเขียนขอทุนวิจัยแล้วรู้สึกว่า ตัวเองยังมีความรู้และทักษะด้านวิจัยไม่เพียงพอ ยังเหมือนขาดมุมมองในการหา research gab ที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของหน่วยงานที่ชัดเจน ดังนั้น ผมเลยตัดสินใจมาเรียนต่อเพื่อมาพัฒนาในจุดที่ผมขาดไป

รูปที่ 1 เป็นรูปวันสุดท้ายที่ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ครับ .jpg
ทำ thesis เรื่องเกี่ยวกับอะไร

ผมทำวิจัยเรื่องการสังเคราะห์ และวิเคราะห์ โลหะออกไซด์ผสมชนิด SrTiO3 ที่มีรูพรุนสูง เพื่อใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับการผลิตเมทิลเอสเทอร์ของกรดไขมัน หรือ ไบโอดีเซล ครับ โดยงานวิจัยนี้ มีความท้าทายตรงจะทำอย่างไรให้ได้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีรูพรุน และพื้นที่ผิวสูง แต่ยังคงมีความเป็นผลึกที่สูงด้วย ซึ่งมันเป็นอะไรที่ดูตรงข้ามกัน นอกจากนี้ งานวิจัยผมลงไปลึกถึงการใช้เทคนิควิเคราะห์ทางเคมีขั้นสูง เพื่อหาสมบัติทางเคมี และกลไกการเกิดปฏิกิริยาบนพื้นผิวของตัวเร่งปฏิกิริยาที่เตรียมได้ครับ ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 4 ปี ครับ

รูปที่ 13 เสพติดการเที่ยวครับแม้ไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่น .jpg

ระหว่างเรียน เวลามีเวลาว่างชอบทำอะไร

ผมเป็นคนเสพติดการเที่ยวครับ เมื่อมีเวลาว่างผมจะวางแผนว่าจะเที่ยวที่ไหน เมื่อไรโดยปกติจะให้เวลาตรงนี้อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ผมมองว่าการเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ ทั้งที่เคยไปและไม่เคยไปมันให้อะไรมากกว่าการพักผ่อนนะครับ มันเหมือนมีเวลาได้ตกผลึกความคิดตัวเอง ได้มีเวลาปรับความคิด อารมณ์ เพื่อที่จะไปเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อีกด้านหนึ่งที่ผมชอบทำเวลาว่างคือ การไปทำบุญที่ วัด และมูลนิธิต่าง ๆ เวลาว่างผมชอบที่จะรวมตัวกับ ครอบครัว และเพื่อน ๆ เดินทางไปมอบสิ่งของต่าง ๆ ผมมองว่าความสุขที่เกิดจากการให้คนอื่นมันมีค่ามาก ๆ การเห็นรอยยิ้มจากคนที่รับของจากเรามันสร้างพลังบวกให้กับตัวผมมาก ๆ ครับ

รูปที่ 3 กิจกรรมยามว่าง ที่ชอบไปทำบุญมอบสิ่งของ ไปถวายนำปานะ ที่ รพ จุฬา ครับ.jpg
ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ปัญหาที่หนักที่สุดในช่วงเรียนคือ ในช่วงแรกของการวิจัยครับที่ผมต้องหาวิธีวิเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพที่ดี สำหรับปฏิกิริยาที่ผมศึกษา ผมใช้เวลาหาวิธีในจุดนี้มาเกือบครึ่งปีครับ คือจำได้เลยว่า เอาตัวเร่งปฏิกิริยาที่สังเคราะห์ตอนนั้นไปเร่งปฏิกิริยาแล้วไม่เกิดผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเลย ซึ่งผมก็เคยมาถึงจุดที่ท้อสุดๆ จนแทบอยากไปเปลี่ยนหัวข้อวิจัยเลยครับ

รูปที่ 12 ได้มีโอกาสจับเหรียญรางวัลโนเบลของนักวิจัยรางวัลโนเบล ในงาน GYSS.jpg
ผ่านช่วงเวลาที่ยากเหล่านั้นมาได้อย่างไร

ผมเริ่มแก้ปัญหาจากตัวเองก่อนครับ ผมพยายามเปิดมุมมองความคิดในการศึกษาวิจัยให้กว้างขึ้น พยายามไม่ไปยึดติดกับการสังเคราะห์ตามงานวิจัยคนอื่นมากเกินไป และพยายามเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีค่อย ๆ ปรับ ค่อยหาทางออกครับ

นอกจากนี้ ผมขอยกเครดิตส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา ณ เวลานั้น ให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาครับ คือ รศ.ดร. ชวลิต งามจรัสศรีวิชัย ช่วงนั้น ผมมีโอกาสได้คุยกับอาจารย์ท่านบ่อยมาก ๆ พยายาม brain storm กันเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

ซึ่งสำหรับผมนั้นมองว่า สิ่งที่สำคัญสิ่งหนึ่งของการเรียนในระดับปริญญาเอกคือ การเลือกที่ปรึกษาครับ โดยดูว่าเขาจะมีเคมีตรงกับเราไหม มีเวลาให้กับเราขนาดไหน ที่สำคัญเขาจะรับฟังแนวคิดของเราแล้วช่วยผลักดันความคิดเราให้ออกมามีรูปธรรมมากขึ้นแค่ไหน ซึ่งผมคิดว่าผมโชคดีที่เลือกอาจารย์ที่ปรึกษาที่ตอบโจทย์ผมครับ

รูปที่ 8 วันรับปริญญา
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะพูดกับตัวเองว่าอย่างไร

อยากพูดว่า… ขอบคุณในความดื้อของตัวเอง ที่ไม่ยอมแพ้ ต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น และ ขอบคุณที่ตัดสินใจถูกที่มาเรียนต่อปริญญาเอก เพราะปริญญาใบนี้ทำให้ผมได้มีความรู้และทักษะในการวิจัยมากขึ้น รวมทั้งผมยังได้รับโอกาสดี ๆ เข้ามาในชีวิตในหลาย ๆ ด้าน เช่น การได้รับเลือกจากสมเด็จพระเทพ ฯ รัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมงานประชุม Global Young Scientist Summit  นอกจากนี้ ปริญญาเอกทำให้ผมได้มีมุมมองทั้งการทำงานและการดำเนินชีวิตที่มีแบบแผนและมีระบบมากขึ้นครับ

รูปที่ 11 ผมได้รับเลือกเป็นตัวแทนนักวิจัยไทยไปงาน GYSS ที่สิงคโปร์ จาก สมเด็จพระเทพ ฯ .jpg
อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้คุณเรียนจบ

ผมมองว่า ปริญญาเอก ไม่ได้ถูกจำกัดแค่คนที่ฉลาด ผมเองเคยเรียนเกือบได้ที่โหล่ของห้องมาก่อน เกรด 1.90 ครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ผมเรียนจบ ไม่ใช่แค่ปริญญาเอกนะครับ คือความพยายาม คำนี้อาจจะพูดแล้วอาจดูจับต้องได้ยาก แต่สำหรับผมแล้ว คนที่จะจบปริญญาเอก ต้องมีสิ่งนี้เป็นสิ่งแรก

ซึ่งบางทีคนที่กำลังเรียนอยู่อาจจะคิดว่า ฉันพยายามแล้ว แต่ทำไมยังเรียนไม่จบ แต่ผมขอบอกเลยว่า เชื่อเถอะครับ หากคุณยังมีคำนี้ และขยายคำว่าพยายามให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ สักวันเมื่อคุณจบ คุณจะนึกถึงคำนี้เป็นคำแรกเลยครับว่า คุณจบมาเพราะว่า ความพยายาม

รูปที่ 9 วันรับปริญญา.jpg

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้าง  

ผมได้ใช้ความรู้ด้านการสังเคราะห์และวิเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ได้มาระหว่างเรียนปริญญาเอก มาใช้ในการทำงาน ที่ บริษัท SCG chemicals ครับ โดยสิ่งที่ได้รับมาจากปริญญาเอกนั้นทำให้ผมสามารถที่จะประยุกต์และแก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของทางบริษัท รวมถึงทักษะหนึ่งที่ได้คือ การทำงานอย่างเป็นแบบแผนและคิดอย่างเป็นระบบครับ

รูปที่ 10 วันรับปริญญา

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่

ผมชอบคำนี้ของ Thomas A. Edison ที่บอกว่า “Our greatest weakness lies in giving up. The most certain way to succeed is always to try just one more time” หรือ “จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของคนเรา คือ การยอมแพ้ไปก่อน วิธีการบางอย่าง ที่ในท้ายที่สุดนั้นจะประสบความสำเร็จเสมอ เพียงใช้เวลาอีกสักครั้งหนึ่ง”

ผมว่า ประโยคนี้น่าจะตรงใจกับน้อง ๆ เพื่อน ๆ ที่เรียนปริญญาเอกอยู่ครับ สุดท้ายผมขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ เพื่อน ๆ ทุกคนที่เรียน ปริญญาเอกนะครับ

รูปที่ 5 กิจกรรมยามว่างตอนเรียนครับ คือ เสพติดการไปเที่ยว.jpg………….

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณแรงบันดาลใจและการถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของ ดร.บุญทวี มากค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ