ดร. ณัฐนันท์ พรหมสุข ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้ เพจก็แค่ปริญญาเอก มีความยินดีที่ได้มีโอกาสพูดคุยสนทนากับ ดร.นันท์ ณัฐนันท์ พรหมสุข ผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาเอก ด้วยอายุเพียง 27 ปีเท่านั้น ไปทำความรู้จักและเรียนรู้ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของเขาไปด้วยกัน

สวัสดีค่ะ ช่วยแนะนำตัวนิดนึงค่ะ

สวัสดีครับ ผม ณัฐนันท์ พรหมสุข หรือเรียกง่าย ๆ “นันท์” แต่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในนาม “หนูนัน” ผมเรียนจบปริญญาตรีจาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ต่อมามีโอกาสได้รับทุนจากทางรัฐบาลไทย เลยทำให้ได้เรียนต่อในระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมโทรคมนาคม (Telecommunications) ที่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) พอเรียบจบโท อาจารย์ที่ปรึกษาพร้อมกับพี่เลขาที่ภาคแนะนำทุนศึกษาต่อปริญญาเอกให้ผม ทำให้ผมได้มีโอกาสอีกครั้งที่จะได้เรียนต่อใน ระดับปริญญาเอก ในสาขาวิศวกรรมโทรคมนาคม ในสาขาเดิมอีกครั้ง

ปัจจุบันผมทำงานเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ ภาควิชา Creative Digital Technology (หลักสูตรนานาชาติ) ครับ

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ถ้าถามผมว่า ทำไมถึงเรียนต่อปริญญาเอก ผมตอบได้เลยว่า การเรียนปริญญาโทของผม มันทำให้ผมรู้ว่าผมชอบที่จะทำงานวิจัย ค้นคว้าต่าง ๆ เลยทำให้ผมตัดสินใจหาทุนศึกษาต่อ แต่ก็เป็นโชคดีของผมที่อาจารย์ที่ปรึกษา และ พี่เลขาที่ภาควิชาแนะนำทุนให้ผมได้เรียนต่อเอก

ทำ thesis เรื่องเกี่ยวกับอะไร

ผมได้ทำวิจัยเกี่ยวกับ คลื่นแทรกสอดในสัญญาณอินเตอร์เน็ต โดยมีการเอา machine learning และ pattern recognition เข้ามาประยุกต์ใช้ในระบบการตัดคลื่นแทรกสอดออกไป ซึ่งผมได้ใช้ case study เป็นระบบ internet of things (IoT) ใช้เวลาในการเรียนปริญญาเอก ทั้งหมด 3 ปี เรียนจบเอกตอนอายุ 27 ปีครับ

ระหว่างที่เรียนทำกิจกรรมอะไรบ้าง

ในระหว่างเรียนผมชอบทำกิจกรรมมากครับ ทำหน้าที่เป็นประธานนักศึกษาของ AIT อยู่ 2 สมัยด้วยกัน โดยมีหลายคนมองว่า ระหว่างเรียนไม่ควรที่จะทำกิจกรรม เดียวเรียนไม่จบ เดียวจบช้า แต่ผมมองว่า การเรียนเอกอีกสิ่งที่ต้องมีพร้อมคือการบริหารจัดการเวลาไปด้วยกัน นอกจากนั้นคือการสร้าง connection ต่าง ๆ ผ่านทางกิจกรรมครับ

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรบ้างไหมคะ

ปัญหาหนักที่สุดในการเรียนปริญญาเอกของผมมีอยู่  2 ครั้งครับ

ครั้งแรก ช่วงเทอมที่ 1 ครับ ตอนนั้นเครียดมาก เพราะดันไปหยิบงานวิจัยงานหนึ่งที่เราไม่ได้สนใจที่จะทำ และไม่มีความสนใจจะค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งนั้น มันรู้สึกเลยว่าเราไม่อยากเรียนแล้ว เครียดปนท้อมาก ก ไก่ ล้านตัว อยากจะลาออกวันละหลาย ๆ รอบ ร้ายกว่านั้นคือ มันส่งผลให้ผมได้เกรด I ในวิชาค้นคว้าอิสระไปในเทอมแรก เกรด I เท่ากับ incomplete grade คือ ไม่สามารถที่จะส่งงานทันในกำหนดเวลา

ต่อมาผมเลยไปเปิดใจคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาตรง ๆ ว่า ผมไม่มีความสนใจในหัวข้อวิจัยนี้เลย ขอผมเปลี่ยนได้ไหมครับ เป็นความโชคดีของผมที่อาจารย์ที่ปรึกษาเข้าใจผม เลยอนุญาตให้ผมทำในหัวข้อที่ผมสนใจจริง ๆ โดยเหลือเวลาแค่ 1 เดือนต้องส่งรายงาน และ present ให้กับอาจารย์ที่เป็นคณะกรรมการทั้ง 3 ท่านให้ทันไม่งั้น จากเกรด I จะกลายเป็นเกรด F อัตโนมัติ

สุดท้ายผมก็เปลี่ยนหัวข้อวิจัยโดยเลือกที่เราสนใจจริง ๆ ผมเลยสามารถที่จะเปลี่ยนเกรด I เป็น เกรด A ได้ในที่สุด มากกว่านั้นผมเลยอยากจะฝากถึงคนที่สนใจเรียนเอก หรือ กำลังเรียนเอกว่า การที่เราทำวิจัยในหัวข้อที่เราสนใจจะทำให้เราสามารถที่จะ focus กับเรื่องนั้น ๆ แล้วมีแรงที่จะทำต่อเรื่อย ๆ เพราะ เราอยากรู้เกี่ยวกับมันลึกลงไปเรื่อย ๆ

ครั้งที่ 2 คือช่วงก่อนสอบจบปริญญาเอก ช่วงนั้นเหนื่อยมาก เพราะต้องทำอะไร ๆ หลาย ๆ อย่างพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นแก้งานตาม comment ของ External Examination จากประเทศอิตาลี, ต้องเตรียมการสอน, และในขณะเดียวกันก็ยังเป็นตัวแทนนักศึกษาของ AIT เพื่อจัดงานกิจกรรมต่าง ๆ ให้นักศึกษา ซึ่งงานเยอะมาก แต่มันก็สอนอะไรเราเยอะครับในเรื่องของการจัดการเวลาต่าง ๆ ต้องขอบคุณประสบการณ์เหล่านั้นจริง ๆ ครับ ที่สอนให้เราโตขึ้น และได้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าครับ

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

เอาจริง ๆ ผมว่า ปัจจัยที่ทำให้ผมเรียนสำเร็จมีอยู่หลัก 3 อย่างครับ

1. อาจารย์ที่ปรึกษา ปัจจัยท่านนี้สำคัญที่สุดครับ เพราะว่าคือคนที่จะอยู่กับเราตั้งแต่เราเริ่มเรียน จนถึงเราเรียนจบเลยครับ ผมพยายามบังคับตัวเองตลอดว่าจะต้องไปหาอาจารย์ให้ได้อย่างน้อย ๆ  1 ครั้งต่ออาทิตย์ เพื่อเป็นการกระตุ้นตัวเอง และพยายามที่จะทำงานให้เร็วที่สุดเมื่อได้รับ comment จากอาจารย์ที่ปรึกษา  แม้ว่าจะไม่มี deadline ก็ตาม ผมโชคดีด้วยครับได้อาจารย์ที่ปรึกษาที่ค่อยช่วยเหลือตลอดเวลา ไม่เคยเลยที่จะนิ่งเฉย แนะนำผมตลอด ๆ  ไม่มีความถือตัว ทำให้เราไม่เกรงแล้วเปิดใจพูดกับแกได้เสมอ ๆ เหมือนเราเป็นผู้ร่วมวิจัยของอาจารย์ท่านเลย

คำพูดหนึ่งที่ผมจำไว้ตลอดจากที่ปรึกษาผมคือ “งานของคุณ คุณอยากใส่อะไรใส่ได้เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจผมนะครับ ปรับแก้ได้เลย แค่บอกผมก็พอ” มันทำให้ผมรู้สึกว่า งานที่ผมจบมันเป็นงานที่ผมสนใจและภูมิใจกับมันจริง ๆ ครับ

2. การบริหารจัดการเวลา  เรื่องนี้สำคัญครับ เพราะ ปริญญาเอก ถ้าในความคิดผม ถ้าแค่เรียนอย่างเดียว ก็ยากแล้ว แต่มันก็ยังมีเรื่องนั้นนี้ มาให้ทำเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น การจัดการเวลาคือหัวใจสำคัญมากครับ ถ้าจะให้แนะนำอยากให้เราลองเอางานแต่ละงาน แล้วมาเรียงลำดับความสำคัญจากมากไปน้อย พร้อมด้วย deadline ของงานแต่ละชิ้น มันจะทำให้เรามองภาพออกว่าเราควรจะทำอะไรก่อนหรือหลัง

3. กิจกรรมในสถาบัน การทำกิจกรรมต่าง ๆ ในสถาบัน คือ สิ่งที่ฝึกผมให้ผมสามารถบริหารจัดการเวลาได้ และยังคลายเครียดเวลาผมเครียด ๆ ได้อีกด้วยครับ อย่าไปยึดติดว่า ถ้าเด็กกิจกรรม เรียนไม่จบแน่ ๆ หรือจบช้าแน่ ๆ ผมว่ามันไม่จริงหรอกครับ มันกลับช่วยให้เรามองเห็นอะไร ๆ ได้อีกมากมาย นอกจากแค่ตำรา อย่างเดียว

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้าง?

แน่นอนครับ ได้ใช้ทักษะต่าง ๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่เรียนมาตลอด ตรี โท เอก เพื่อทำการจัดทำการเรียนการสอนให้นักศึกษา และ ยังได้เอาการที่เรามีวินัยในตัวเองในระหว่างเรียนปริญญาเอก มาบังคับให้เราทำงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อให้เรามีความรู้ที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ผมบอกทุก ๆ คนครับว่า การเรียนจบเอก มันเหมือนเพิ่งเริ่มต้น แต่หลังจากนั้นเราจะรักษาความรู้ และ พัฒนาความรู้ของเราให้คงอยู่ถาวรได้อย่างไร ข้อนี้ต่างหากครับที่ยากกว่า

ระหว่างเรียน ได้รับกำลังใจจากครอบครัวหรือคนใกล้ชิดอย่างไรบ้าง

กำลังใจในการเรียนที่พยายามผลักดันให้ผมสามารถเรียนจบได้ ผ่านปัญหาไปได้ในหลายๆครั้ง ก็เพราะพ่อและแม่เนี่ยเเหละครับ ที่คอยสนับสนุนผมตลอดเวลาเลยครับ ถึงสุดท้ายเราจะต้องเป็นคนที่จะมานั่งแก้ปัญหาเอง เเต่ แค่ได้ยินแค่คำพูดให้กำลังใจต่าง ๆ จากทางบ้าน มันเสมือนเป็นยาดีเลยครับ ทำให้ผมสู้ต่อไปได้

พ่อกับแม่ เค้าพูดเสมอว่า ลองถอยกลับมาหนึ่งก้าว เเล้วมองกลับเข้าไปดูปัญหาว่า ต้นตอจริง ๆ แล้วปัญหาคืออะไร แต่ถ้าไม่ไหว ให้กลับบ้าน มาตั้งหลักก่อน อาจจะไม่ได้เป็นคำพูดที่ดูซึ้งอะไรครับ เเต่มันทำให้เรารู้ว่า พ่อกับแม่อยู่ข้าง ๆ เราเสมอเลยครับ

สุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยูบ้างคะ

อย่าให้ใครดูถูกความสามารถของเรา เพราะความรู้ มันเริ่มจากการเชื่อมั่นในตัวของเราเองเป็นอย่างแรก

ก่อนผมจะเรียนเอก ผมไม่ใช่คนที่เก่งอะไรเลยครับ ตอนเรียน ป.ตรี ผมเคยได้เกรดเฉลี่ย (CGPA) 1.7 หรือเกรด D ก็เคยได้ แต่สุดท้าย ผมมานั่งคุยกับตัวเองว่า เราจะมายอมแพ้ตรงนี้ไม่ได้นะ ผมก็ลองสู้กับมันดูครับ ตอนนั้นผมเชื่อมั่นในตัวเองมากว่าผมจะสามารถเรียนจบ ป.ตรี ได้ จำได้ว่าสู้สุดใจครับ

หลังจากนั้นผมก็เชื่อมั่นในตัวเองมาตลอด ตรี โท และ เอก จบผมสามารถที่จะเรียนจบปริญญาเอกตอนอายุ 27 ปี โดยใช้เวลาเรียนเอกทั้งหมด 3 ปี ผมถึงอยากฝากไว้ครับว่า อย่าไปท้อแท้หรือโกรธใครเลย ถ้าจะมีใครมาดูถูกคุณ หรือ บอกว่าคุณไม่เก่ง หรือ บอกว่าคุณไม่เหมาะสำหรับการเรียนต่อ แต่สิ่งสำคัญคุณห้ามที่จะดูถูกตัวเอง และคุณต้องเชื่อมั่นในตัวเอง สุดท้ายคุณก็จะรู้ว่าคุณทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิดเยอะ

………….

พจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณแรงบันดาลใจและข้อคิดที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอกจาก ดร.นันท์ ณัฐนันท์ พรหมสุข มากนะคะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อน ๆ คนอื่นกันค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก เปิดพื้นที่เฉพาะกลุ่มเพื่อติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันใน Facebook Group https://www.facebook.com/groups/221771661962749
มา Join กัน!

ดร. พรพรรณ วิรัช ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แขกรับเชิญที่หอบเอาความสดชื่นสดใสมาพบเราวันนี้ เป็น ดร. สาวสวย เจ้าของโรงเรียนกวดวิชาในจังหวัดเชียงใหม่ เธอสำเร็จการศึกษาด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร จาก มช. เราเชื่อว่าข้อคิดและมุมมองจากเธอ จะทำให้คุณมีกำลังใจฝ่าฟันไปให้ถึงปริญญาเอก…

แนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อพรพรรณ วิรัช ชื่อเล่นชื่อ หนู ค่ะ ปัจจุบันเป็นเจ้าของสถาบันกวดวิชา Future Learning Center เชียงใหม่ค่ะ ได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วิศวกรรมกระบวนการอาหาร) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร แขนงวิศวกรรมกระบวนการอาหาร) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ค่ะ

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ต้องเกริ่นก่อนว่า ตอนเรียนปริญญาโท ตัวเองรู้สึกว่ามีความสุขมากตอนเรียนหนังสือ ตอนทำวิจัย ตอนเขียนผลการทดลอง ตอนได้คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมาย แต่พอเรียนจบกลับมีความรู้สึกปริ่มอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งหลังจากจบปริญญาโทได้ประมาณ 1 ปี ก็ได้ทราบข่าวจากอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งว่า สาขาวิศวกรรมอาหาร มช. กำลังจะเปิดหลักสูตรปริญญาเอกเป็นครั้งแรก สนใจเข้ารับการศึกษาหรือไม่ ก็เลยตอบอาจารย์ท่านนั้นอย่างไม่ลังเลเลยว่า ตกลงค่ะ เรียนค่ะ

ตอนนั้นเรารู้สึกว่า เรามีความสุขกับการได้เรียนรู้ในตำรา ที่เราค้นพบว่า มีเรื่องสนุกให้ได้รู้ ได้ค้นพบ ตอนนั้นคือเรามี Passion กับการเรียนมาก ๆ อยากเรียนรู้ อยากทดลอง ที่สำคัญอยากที่จะท้าทายตนเองว่า เราจะไปได้ไกลแค่ไหนกัน เหมือนเป็นการตัดสินใจลงสนามแข่ง แต่ไม่ได้แข่งกับใคร คนที่แข่งด้วยคือ ตัวเอง นี่แหละค่ะ

ทำ thesis เรื่องเกี่ยวกับอะไร

เรื่อง Heat penetration and retrogradation during storage of legumes mixed brown glutinous rice product packed in retort pouch and can เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการถ่ายโอนความร้อนในผลิตภัณฑ์ข้าวเหนียวกล้องผสมถั่ว โดยเริ่มศึกษาตั้งแต่คุณสมบัติเบื้องต้น การพัฒนาสูตร การฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และศึกษาแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ ด้วยเทคนิคพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ มาเป็นเครื่องมือ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการถ่ายโอนความร้อน

ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 6 ปีค่ะ เป็นการเรียนที่ยาวนานมากค่ะ เพราะนอกจากงานวิจัยที่ทำจะยากมากแล้ว ก็ยังต้องแบ่งเวลาเรียน และทำงานไปพร้อมกันด้วย เพราะตอนนั้นก็เริ่มทำงานเป็นติวเตอร์แล้วค่ะ จึงต้องจัดสรรเวลา เพื่อทำทุกอย่างให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดค่ะ

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด  

ต้องขอขอบคุณโชคชะตา หรืออะไรก็ตามที่ทำให้ได้พบกับอาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมที่ดีมากๆ ค่ะ นอกจากจะให้คำปรึกษาในเรื่องงานวิจัยแล้ว ก็ยังเป็นที่พึ่งทางใจด้วยค่ะ เวลาท้อแท้ งานวิจัยไม่เป็นไปตามที่หวัง ผลแลปเฟล อาจารย์ที่ปรึกษาก็ยิ้ม และอยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจตลอดค่ะ

ดังนั้นปัญหาที่หนักที่สุดก็คงเป็นเรื่องการศึกษาแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ ด้วยเทคนิคพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับตัวเอง จึงต้องใช้เวลาในการศึกษานานมาก แอบท้อ แอบร้องไห้บ่อยมาก แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็คงพูดกับตัวเองว่า “เราคือเธอในอนาคต สู้ ๆ นะ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน” เพราะในเมื่อเราพยายามที่สุดแล้ว ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ ก็จะเลือกทำเหมือนเดิมอยู่ดี เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้แล้วในตอนนั้นค่ะ

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

คิดว่าเพราะตัวเองเป็นคนคิดบวก ไม่กดดันตัวเอง ปัญหาทุกอย่างต้องมีทางออกเสมอ แต่อาจต้องใช้เวลาค่ะ ด้วยความที่เป็นติวเตอร์สอนเด็ก ๆ เยอะมาก วันนึงมีเด็กมาถามว่า “สงสารครูจังที่ต้องมาสอนหนู หนูโง่มากเลยค่ะ” อยากจะบอกว่าคำพูดนี้เป็นคำพูดที่ติดอยู่ในใจตลอดมา และเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองเรียนจนจบได้

ตอนนั้น ตอบเด็กคนนั้นไปว่า “ไม่มีใครโง่หรอก คนเราแค่มีความถนัดต่างกัน เรื่องง่ายสำหรับคนอื่น อาจเป็นเรื่องยากสำหรับเรา แต่เรื่องง่ายสำหรับเรา อาจเป็นเรื่องยากสำหรับคนอื่น แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราพยายาม เราจะพัฒนาได้ และถ้าพยายามจนถึงที่สุดแล้ว ผลจะเป็นยังไง ก็จะไม่เสียใจเลย”

หลังจากนั้น ก็เลยย้อนกลับมาดูตัวเองว่าพยายามมากพอหรือยัง ทำได้ดีกว่านี้อีกไหม แล้วก็ลงมือทำทุกอย่างให้ดีที่สุดค่ะ

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้าง?

ตอบตรง ๆ ก็คือ ไม่ได้ใช้ความรู้ทางวิชาการเชิงลึกมาประยุกต์ให้กับงานที่ทำ แต่เป็นตรรกะ ทักษะ และกระบวนการคิดค่ะ

การเรียนปริญญาเอก ไม่ได้มีแค่เรียน และวิจัย แต่สิ่งที่ได้รับมากกว่านั้นคือ การจัดการความคิดให้เป็นระบบ การมองภาพรวมของสิ่งที่จะทำ รู้ว่าควรโฟกัสตรงจุดไหน การจัดลำดับการทำงาน การจัดการแก้ไขปัญหา ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาไม่ได้ในตำรา แต่เกิดจากการหล่อหลอมอย่างไม่รู้ตัว ที่เกิดขึ้นระหว่างทางในขณะที่กำลังศึกษาปริญญาเอกค่ะ และหนูคิดว่า นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ได้รับจากการเรียนปริญญาเอกค่ะ

สุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอก

การจบปริญญาเอก ไม่ได้เป็นดัชนีชี้วัดว่าคุณฉลาดกว่าคนอื่น แต่เปรียบเสมือนการเดินทางต่อไปอีกทาง ที่เราต้องเผชิญกับสิ่งใหม่ที่เราอาจจะไม่คุ้นชิน หรือต้องเรียนรู้ใหม่อยู่ตลอดเวลา มีอุปสรรคที่ต้องคอยฝ่าด่าน ซึ่งเป็นบททดสอบตัวเราเองว่าจะผ่านไปได้อย่างไรให้ถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ จริง ๆ เส้นทางแห่งการเรียนรู้มีเยอะแยะมากมายเลยค่ะ ไม่จำเป็นต้องเรียนต่อ ดร.ก็ได้ เดินไปตามทางที่เราชอบ มีความสุข และค้นหาสิ่งใหม่เสมอ เชื่อว่าสิ่งนี้แหละค่ะ คือการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ นั่นคือ การที่เราขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้าและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณแรงบันดาลใจและการถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของ ดร.หนูมากค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อน ๆ คนอื่นกันค่ะ

ดร.ดนัยกันต์ จงเฟื่องปริญญา ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้ เพจก็แค่ปริญญาเอก ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับหนุ่มนักบิน ที่สำเร็จการศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราจึงไม่รอช้า ชักชวนเขามาเปิดเผยถึงประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก และการบริหารจัดการเวลาเรียนเอกควบคู่กับการทำงาน ให้พวกเราฟังกัน…

แนะนำตัวนิดนึงค่ะ

สวัสดีครับ ผมชื่อ ดนัยกันต์ จงเฟื่องปริญญา ชื่อเล่นชื่อ เป้อ แต่เรียกว่า กันต์ ก็ได้ครับ เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่จะเรียกว่าก ันต์ ตามชื่อจริงแบบย่อ ผมเรียนจบ Bachelor of Arts ที่ประเทศ New Zealand เมือง Christchurch และเนื่องจากแผ่นดินไหวใหญ่จึงตัดสินใจกลับมาเรียนปริญญาโท หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอกหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันทำงานเป็นนักบินครับ

ทำงานเป็นนักบิน แล้วทำไมถึงคิดอยากเรียนปริญญาเอกคะ

แผนการเรียนปริญญาเอก มีมาก่อนที่ผมจะเป็นนักบินครับ เริ่มตั้งแต่ตอนที่ผมเรียนต่อปริญญาโท ผมมีเป้าหมายเรียนปริญญาเอกอยู่แล้ว เนื่องจากยุคปัจจุบัน มีคนจบปริญญาโทมากมาย ผมคิดว่า การเรียนปริญญาเอกจะสร้างโอกาสในหลากหลายด้านมากกว่าอย่างแน่นอน

ต้องทำงานและเรียนไปด้วยพร้อมกัน ในตอนนั้น บริหารจัดการเวลาอย่างไร

ผมให้ความสำคัญกับงานและการเรียนเท่ากัน ในการบินนั้น ความปลอดภัยจะต้องมาเป็นอันดับแรก การพักผ่อนหรือการเตรียมความพร้อมในการบินเป็นหน้าที่ของนักบิน เมื่อบินเสร็จเรียบร้อย ผมจะหาเวลาในการปรับแก้ไขบทความงานวิจัย 2-3 ชั่วโมง ใช้เวลาไม่มากไม่น้อยเกินไป แต่ถ้าวันที่ไม่มีบิน ก็จะให้เวลาเต็มที่ในงานวิจัย 6-8 ชั่วโมง ทำอย่างสม่ำเสมอและส่งงานให้อาจารย์ที่ปรึกษาดูความคืบหน้าทุกสัปดาห์ เพื่อการทำงานที่ถูกแนวทางจะประหยัดเวลา เพราะเมื่อเราไปถูกทางเราก็จะไม่เหนื่อยฟรี จะได้ไม่ต้องมาคอยแก้งานวิจัยแบบไม่รู้จักจบสิ้น

ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องอะไร

ผมทำดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่อง การหาแนวทางการขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพด้านแม่และเด็กติดผู้ต้องขังในประเทศไทย งานวิจัยนี้ครอบคลุมเรื่อง แนวทางการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของแม่และเด็กภายในเรือนจำ สุขอนามัยของแม่และเด็กภายในเรือนจำ และเรื่องสิทธิผู้ต้องขังหญิง สิทธิเด็ก ตามข้อกำหนดกรุงเทพด้านแม่และเด็กติดผู้ต้องขัง ซึ่งประกอบด้วย ผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ ผู้ต้องขังหญิงที่มีลูกอ่อนต้องเลี้ยงดูอยู่ภายในเรือนจำ และเด็กที่อยู่ภายในเรือนจำ ผมใช้เวลาในการเรียนปริญญาเอก 3 ปีครับ

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

ปัญหาที่หนักที่สุดมักจะเป็นปัญหาในขั้นตอนที่เราอาจไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ เช่น การตีพิมพ์บทความทางวิชาการ ที่อาจมีการพิจารณาตอบรับล่าช้ากว่าที่วางแผนไว้มาก เช่น ส่งบทความไปคาดว่าจะได้รับผลพิจารณาภายใน 2 เดือน แต่เรื่องเงียบต้องตามเรื่องโทรแล้วโทรอีก เราไม่โทรเร่งก็ไม่มีความคืบหน้า เหมือนเอาชะตากรรมของตัวเองไปฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์บทความ เพราะเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้พิจารณาหาผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน มาอ่านงานเขียนของเรา ถ้าหากเจ้าหน้าที่ไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควรก็อาจทำให้ผลพิจารณาบทความยาวนาน 4-6เดือน ส่งผลให้เสียสุขภาพจิตและเสียแผนที่วางไว้

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะส่งบทความล่วงหน้าให้นานกว่านี้ และส่งบทความเผื่อไปอีก 2-3 บทความ กันความเสี่ยงที่บทความจะไม่ผ่านมาตรฐานของที่ที่เราส่งไป ต้องโทษตัวเองที่เผื่อเวลาไว้ไม่พอเอง มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครเดือดร้อนยกเว้นตัวเราเอง จะไม่มีใครเตือนเราได้ดีเท่าเราเตือนตัวเอง เพราะทุกครั้งที่เวลาผ่านไปอาจทำให้จบช้าไปอีกเทอม และค่าเทอมก็ใกล้หลักแสน ไม่ควรประมาท ควรคิดถึงสิ่งเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ โชคดีที่ตอนนั้นบทความผมผ่านรอบแรก ทำให้ประหยัดค่าเทอมไปได้อีกเทอม ไม่อย่างนั้นเดาไม่ได้เลยว่า จะเกิดผลเสียยืดเยื้ออีกนานแค่ไหน

มีวิธีสร้างกำลังใจให้ตัวเองอย่างไร

ผมให้กำลังใจตัวเองโดยการคิดเสมอว่า “คนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้” ผมไม่เคยท้อถ้ามันมีสาเหตุมาจากตัวผมเองและผมจะหาทางแก้ไขปัญหานั้นให้เร็วที่สุด ผมจะเหนื่อยใจกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้แต่ส่งผลกระทบกับตัวผมโดยตรงมากกว่า เช่น การรอคอนเฟิร์มการตีพิมพ์บทความ หรือ การขอจริยธรรมในงานวิจัย เมื่อต้องมีคณะกรรมการประเมินใช้เวลานานและส่งผลต่อการเรียนจบที่ล่าช้า

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

ต้องมีการวางแผนสำรองที่ดีพออยู่เสมอทุกขั้นตอน บวกกับความพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับครั้งไม่ถ้วน แรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง ทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก อาจารย์ที่ปรึกษาเสริม คณะกรรมการสอบดุษฎีนิพนธ์ทุกท่าน เจ้าหน้าที่ภาคที่ช่วยเรื่องการทำจดหมายขออนุญาตและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ส่วนต่าง ๆ ครอบครัวที่ให้กำลังใจและคนรักที่คอยสนับสนุน ทุ่มเทเวลาให้งานวิจัยออกมาละเอียดและมีคุณภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในเวลาที่จำกัด

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่

ความรู้เรื่องอาชญาวิทยาสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกสายอาชีพ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์และแนวโน้มที่จะนำไปสู่การก่ออาชญากรรม เพื่อหาแนวทางป้องกันและวิธีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยส่วนตัวผมมีเป้าหมายว่า เมื่อวันหนึ่งได้มีโอกาสเป็นกัปตันในสายการบิน อยากมีโอกาสทำหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์คัดเลือกนักบินใหม่ จึงตั้งใจเรียนสาขานี้เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้โดยสารและลูกเรือที่ต้องฝากชีวิตไว้กับนักบินครับ

การเรียนจบปริญญาเอกมีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ

การเรียนจบปริญญาเอก ได้สร้างโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนจำนวนหนึ่ง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในงานวิจัยของผม จากผลการวิจัยที่สามารถนำไปสู่การวางนโยบายต่างๆ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติการ ผลงานวิจัยระดับปริญญาเอกนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเยาวชนมากมายไปในทางที่ดีขึ้น

ผมได้พัฒนาตัวเองจากการเป็นผู้รับมาเป็นผู้ให้ ผมได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีส่วนร่วมในงานวิจัยหลายท่าน และวันนี้เมื่องานวิจัยสำเร็จ ผมได้เป็นผู้นำเสนอผลงานวิจัยที่มีคุณค่าทางวิชาการและคุณประโยชน์ต่อสังคม

ปริญญาเอก ในความคิดของผมคือ การลงมือสร้างองค์ความรู้เพื่อสาธารณะประโยชน์ เพื่อให้คนรุ่นหลังสามารถนำไปพัฒนาปรับปรุงให้เหมาะกับยุคสมัย ผลงานวิจัยนี้จะอยู่ไปอีกนานแสนนาน พร้อมกับชื่อของตัวเราเองเป็นหลักฐานของความอุตสาหะ ความภูมิใจนี้จะอยู่กับตัวเราคนรักของเราและครอบครัวตลอดไป

สุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้สำหรับผู้เรียนปริญญาเอก

ผมอยากฝากถึงผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ ในเรื่องของการวางแผนสำรองในทุก ๆ ขั้นตอน ขอให้มีแผน A แผน B แผน C อย่าประมาท อย่าพึ่งคนอื่น ไม่มีใครช่วยเราได้มากเท่าเราช่วยตนเอง เพราะเรื่องนี้ไม่มีใครเดือดร้อนนอกจากเรา เราเลือกเองชีวิตเรากำหนดเอง คนอื่นเรียนจบได้เราก็ต้องจบได้ มันจะยากเกินความสามารถเราได้ยังไง เว้นแต่เราไม่พยายามและความพ่ายแพ้ก็จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต อยากเป็นคนแบบไหนเราเลือกเอง

สำหรับผู้ที่สนใจเรียนปริญญาเอก อย่ากลัวที่จะตัดสินใจ คนอื่นทำได้ เราก็ทำได้ ไม่มีอะไรเกินความพยายาม แล้ววันหนึ่งมองย้อนมา มันคุ้มค่าที่เราตัดสินใจพิสูจน์ตัวเอง เพราะการลงทุนกับการพัฒนาตัวเองไม่มีทางขาดทุนครับ

สุดท้ายนี้ ผมมีข้อคิดจาก Thomas Edison ในตอนที่เขาถูกถามเรื่องการประดิษฐ์ หลอดไฟ

ผู้สัมภาษณ์ ถามว่า “คุณรู้สึกยังไงในตอนที่คุณล้มเหลวมา 10,000 ครั้ง ก่อนที่จะประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าได้สำเร็จ”

Thomas Edison ตอบว่า “I have not failed. I’ve just found 10,000 ways that won’t work.”  “ผมไม่ได้ล้มเหลว แต่ผมค้นพบวิธีที่ไม่ได้ผลถึง 10,000 วิธี”

คำตอบของ Thomas Edison ทำให้ผมคิดว่า พลังการคิดบวกคือสิ่งที่ทำให้เราก้าวข้ามทุกปัญหาไปได้ แม้ว่าเราต้องแก้เล่มดุษฎีนิพนธ์ของเราเป็นหมื่นครั้ง มันก็ต้องมีครั้งที่สำเร็จรอเราอยู่อย่างแน่นอน

…………………………….

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณ ดร.ดนัยกันต์ จงเฟื่องปริญญา เป็นอย่างยิ่ง สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ที่มีค่า และมุมมองแง่คิดที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจหรือกำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ 

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อน ๆ คนอื่นกัน…

กรภัทร พฤกษ์ชัยกุล ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: แบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก ณ ประเทศ โปรตุเกส

วันนี้เราเปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาปริญญาเอก ที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศโปรตุเกส ผู้ที่จะมาบอกเล่าประสบการณ์และมุมมองเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอกของเขา ไปทำความรู้จักเขากัน

แนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ชื่อกรภัทร พฤกษ์ชัยกุล ครับ เรียนจบปริญญาตรีและโท สาขาภาษาอังกฤษ จากคณะ
อักษรศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อปี 2544 และ 2551 ตามลำดับครับ

ณ ตอนนี้ ยังแก้ไขงานดุษฎีนิพนธ์เป็นครั้งสุดท้ายเพื่อส่งคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (Faculdade de Ciências Sociais e Humanas (FCSH)) มหาวิทยาลัยนอวา ดึ ลิฌบัว (Universidade Nova de Lisboa) ประเทศโปรตุเกส ในเดือนพฤศจิกายนนี้อยู่เลยครับ

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ตรงๆ เลยครับ ได้ทุนเรียนดีสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เมื่อปี 2556 ครับ คือทุนนี้จะให้สำหรับการศึกษาในสาขาที่ยังขาดแคลนในประเทศไทย เหมือนเป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในสาขานี้ด้วย

ที่ตัดสินใจมาเรียนเป็นเพราะในปีที่ให้ทุนนั้น มีการให้ทุนในสาขาปริญญาเอก ด้านภาษาโปรตุเกสด้วยครับ จริงๆ แล้ว ตั้งใจจะแจ้งอาจารย์ที่คณะอักษรฯ ท่านหนึ่งให้บอกรุ่นน้องป. โทด้วยว่า สกอ. ให้ทุนไปเรียนต่างประเทศในสาขาภาษาอังกฤษ ซึ่งผมไม่สนใจจะไปต่อป. เอกด้านนี้ในต่างประเทศอยู่แล้ว เพราะวิชาความรู้ที่เรียนปริญญาโทจากคณะอักษรฯ ก็เข้มข้นเพียงพอที่จะทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่

แต่พอคุยกับอาจารย์ไปมา เผลอหลุดปากบอกอาจารย์ว่า มีทุนไปต่อปริญญาเอกที่โปรตุเกสด้วย อาจารย์เลยคะยั้นคะยอให้สมัครทุนดู ตอนแรกก็ underestimate ตัวเองว่า จะสอบได้หรือเปล่า ความเห็นส่วนตัวในตอนนั้น ดูเป็นทุนที่ยิ่งใหญ่อลังการดาวล้านดวงมาก เพราะมีนักเรียนที่สนใจมาร่วมสอบกันมืดฟ้ามัวดิน แต่ด้วยความที่หลงลมปากอาจารย์ (หัวเราะ) กับความอยากไปโปรตุเกสด้วย เพราะเคยได้ทุนรัฐบาลโปรตุเกสไปเรียนภาษาเมื่อปี 2544 ถึง 2546 แล้วสนใจประเทศนี้ และอยากเรียนให้สูงขึ้นไปอีก ก็เลยสมัครสอบดู ผลปรากฏว่าได้ทุน ก็เลยได้โอกาสมาเรียนครับ

ทำ thesis เรื่องเกี่ยวกับอะไร  

ผมทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง การสร้างข้อความโฆษณาในฐานะการสร้างอัตลักษณ์ กรณีศึกษาแผ่นพับโฆษณาของธนาคารพาณิชย์โปรตุเกส ครับ

ซึ่งเป็นงานวิจัยที่อยู่ในสาขา Text and Discourse Linguistics ของภาควิชาภาษาศาสตร์ ที่คณะฯ แต่มีการเชื่อมโยงทฤษฎีอื่นๆ จากสาขา sociolinguistics, discourse analysis และ social semiotics เข้าด้วยกันครับ โดยใช้เวลาทั้งหมดในการเรียนและทำวิจัยประมาณ 6 ปี คือตั้งแต่ปี 2556-2562

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด  

ถ้าจะให้เล่านี่ อภิมหากาพย์เลยนะครับ

เริ่มตั้งแต่ตอนได้ทุนก็เกือบจะไม่ได้ไป เพราะคณะกรรมการทุนฯ ประสงค์จะให้ผมทำวิจัยด้านวรรณคดีโปรตุเกศซึ่งเป็นสาขาที่ไม่ถนัดเลย แต่พอเห็นความตั้งใจและเหตุผล ก็พิจารณาอนุมัติครับ

ตอนนั้นยังคิดว่าเจออุปสรรคตั้งแต่หน้างานเลย ยังไม่ได้ไปเรียนก็มาแล้ว เครียดอยู่เป็นเดือนเพราะเราลาออกจากงานมาแล้วเพื่อรับทุนนี้ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี

ต่อมา พอได้มาเรียน เจอทฤษฎีภาษาศาสตร์ภาษาโปรตุเกสที่ ไม่เคยสอน ไม่เคยเรียนในเมืองไทย ทำไงล่ะทีนี้ ก็ต้องอ่านตำราและบทความซึ่งมีแต่ภาษาโปรตุเกส เพราะทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีที่ยังไม่แพร่หลายมากนัก ต้องใช้เวลาเกือบปีในการอ่านเพื่อทำความเข้าใจ อาจารย์ก็ให้เขียนเรียงความส่งเพื่อฝึกการเขียน ฝึกการสังเคราะห์ข้อมูล ฝึกการตีความทฤษฎี ผลสุดท้ายคือมาเข้าใจทฤษฎีในหัวข้อที่จะต้องทำวิจัย กลายเป็นบัวพ้นน้ำในวันสุดท้ายของการเรียน (เดือนกรกฎาคม ปี 2557)

หลังจากนั้น ก็ต้องฝึกการนำเสนองานเป็นภาษาโปรตุเกส เพราะต้องสอบปกป้องข้อเสนองานวิจัยเพื่อทำดุษฎีนิพนธ์ ต้องเขียนโครงการวิจัย เขียนดุษฎีนิพนธ์เป็นภาษาโปรตุเกส เก็บข้อมูล ทุกอย่างต้องทำเองและทำทุกวัน มีขยันบ้าง มีขี้เกียจบ้าง

ในระหว่างทำดุษฎีนิพนธ์ ก็ต้องประสานงานกับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งก็เครียดเหมือนกันเพราะอาจารย์ยุ่งมากและดูแลเราแบบผู้ใหญ่จริงๆ บางครั้งอาจารย์ก็ต้องเลื่อนนัดเพราะติดประชุม คืออาจารย์ที่ปรึกษาของผมเป็นผู้บริหารคณะด้วย ทำให้รู้สึกเหมือนกับมีเราทำวิจัยอยู่คนเดียวในโลกนี้ในบางครั้ง

นอกจากนั้น ยังต้องเรียนภาษาโปรตุเกสเพิ่มเติม เรียนวิชาทางภาษาศาสตร์ที่สนใจ เข้าร่วมประชุม สัมมนาทางวิชาการ นำเสนองานวิจัยอีกร้อยแปด ก็สนุกดีนะ

หลังจากส่งดุษฎีนิพนธ์แล้ว ก็ต้องเตรียมตัวสอบปกป้อง ซึ่งเพิ่งจะเสร็จสิ้นไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา อ่านงานตัวเอง อ่านแล้วอ่านอีก ยิ่งอ่านยิ่งเครียดเพราะเกิดความรู้สึกว่างานเรายังไม่ดีพอ โชคดีว่าได้อาจารย์ที่เตือนสติว่า ด้วยเวลาที่จำกัดเท่านี้ เราทำได้ขนาดนี้ มาถึงตอนนี้ก็ควรจะภูมิใจได้แล้ว ถูกผิดค่อยไปว่ากันตอนสอบปกป้อง อีกทั้งคณะกรรมการที่มาสอบ ส่วนใหญ่มีเมตตามาก ไม่ได้โหดร้ายน่ากลัวเหมือนที่คิดไว้ ก็เลยรอดชีวิตผ่านมาได้ครับ

ถ้าย้อนเวลากลับไป ก็คงจะไม่บอกอะไรกับตัวเองครับ เพราะบอกตัวเองมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่วันที่ได้ตัดสินใจรับทุนแล้ว แต่ถ้าถามว่า เสียดายไหมที่เลือกทางนี้ ตอบเลยว่า บางครั้งก็คิดเหมือนกัน อารมณ์แบบบทกวี The Road not Taken ของ Robert Frost อะไรประมาณนั้น แต่เมื่อเราเลือกแล้ว ก็ต้องเดินหน้าต่อไปครับ เดินมั่ง วิ่งมั่ง คลานมั่ง กลิ้งมั่ง ก็ต้องทำไปเพื่อให้เราไปถึงจุดหมายให้ได้

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

ความอึด ความอดทน ความชอบในสิ่งที่ทำ ในสาขาที่เรียน ในการเขียนงานครับ บางวันเขียนได้เป็นสิบๆ หน้า แต่ก็มีบางวันที่เขียนได้น้อย เคยเกิดความเครียด กลัวเรียนไม่จบ เขียนงานไม่ได้เลยก็มี วิธีแก้คือ เดินไปคุยกับใครต่อใคร คุยกับเพื่อนมั่ง คุยกับอาจารย์มั่ง คุยกับยามเฝ้าคณะก็เคยมาแล้ว ทำให้รู้ว่าทุกคนก็มีปัญหาของตนเอง ปัญหาของเราเป็นสิ่งที่รุ่นพี่ที่เรียนจบไปเคยเจอมาแล้ว ก็เลยเลิกเครียด คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา กลับมาเขียนงานต่อ

สุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่

เมื่อก่อน ถ้ามีใครมาถามว่าเรียนปริญญาเอกดีมั้ย จะรีบตอบว่า ดีสิๆ เรียนเลยๆ แต่ตอนนี้ อยากจะบอกว่า “ไม่ได้สนับสนุน แต่ก็ไม่ได้คัดค้านนะ” เพราะการเรียนระดับนี้ ไม่ใช่ว่าจะมานั่งในห้องเรียนแล้วสอบๆ ให้จบกันไป มีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้เราสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อเป็น ดร. ได้ ทั้งปัจจัยภายใน (ส่วนบุคคล) และปัจจัยภายนอก (สังคม) มากมาย

เอาเป็นว่า ถ้าคุณตั้งใจจะเรียนปริญญาเอกแล้ว ก็เดินหน้าชนไปเลย ไม่ต้องไปสนใจคำพูดคนอื่นประมาณว่า “เขาไม่จำเป็นต้องเรียนปริญญาเอกก็ทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้” เพราะคำพูดแบบนี้มีแต่จะบั่นทอนจิตใจเรา ไม่ได้ทำให้สถานการณ์การเรียนของเราดีขึ้นและคนที่พูดแบบนี้ ส่วนใหญ่ไม่เคยเรียนปริญญาเอกมาก่อน พอเห็นผู้อื่นจะเรียนบ้าง ก็เลยพูดดักคอไว้ก่อน

 “เป็นดุษฎีบัณฑิตนั้นว่ายากแล้ว แต่เป็นดุษฎีบัณฑิตที่ดีนั้นยากยิ่งกว่า” เราเรียนจบปริญญาเอก คนส่วนใหญ่ก็มีความคาดหวัง มีความคิด ทัศนคติที่แตกต่างไป ต้องเรียนรู้ที่จะ compromise กับสิ่งเหล่านี้ครับ ที่ผมพูดนี่ไม่ใช่ว่าทำได้แล้วนะ แต่ก็ยังพยายามทำให้ได้ในทุกๆ วัน

ผมเคยเจอดุษฎีบัณฑิตบางคน เรียนจบเมืองนอก ยังอายุน้อยอยู่เลย ไม่มองใคร ไม่เห็นหัวเพื่อนที่เคยเรียนร่วมกันมา ไม่ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ ในขณะที่ดุษฎีบัณฑิตบางคนน่ารักมาก สุภาพจนเราเกรงอกเกรงใจ ของแบบนี้ สถานศึกษาไม่มีสอนครับ อยู่ที่การประพฤติตัวของดุษฎีบัณฑิตแต่ละคนมากกว่า

เราเรียนปริญญาเอกกันแค่ 5-6 ปีเท่านั้น ที่เหลือก็ต้องออกไปเรียนรู้ต่อภายนอกมหาวิทยาลัย การเรียนปริญญาเอก สอนให้เรารู้ตัวว่าเราไม่รู้และจะทำอย่างไรให้เรารู้ นอกเหนือจากการอ่านตำราในห้องสมุด อาจารย์ เพื่อนๆ ก็มีส่วนสำคัญในการให้ความรู้เรานะครับ

สรุปแล้วก็คือ ผมคิดว่า มี IQ สูงแล้ว EQ ก็ต้องสูงตามด้วยครับ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นดุษฎีบัณฑิตที่แท้ทรู

ดร.ตูน อนัญญา โพธิ์ประดิษฐ์ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก ได้รับเกียรติจาก ดร.ตูน หรือ อาจารย์ ดร. อนัญญา โพธิ์ประดิษฐ์  ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ และกรรมการผู้รับผิดชอบหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี

ดร.ตูน ผ่านการศึกษาและวิจัยหลังปริญญาเอกจาก Center for Ecological Research ของ Kyoto University ประเทศญี่ปุ่น สำเร็จการศึกษา ปริญญาเอก Ph.D (Environmental Science) จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท M.Sc. (Environmental Science) จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ส่วนปริญญาตรี ดร.ตูนเล่าว่า มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าจะค้นพบตัวเอง เริ่มตั้งแต่ Med tech มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช

เรามาทำความรู้จักกับ ดร. ตูนกัน

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

อยากแยกเหตุผลเป็น 2 ประเด็น คือ 1. การเดินทางเพื่อแสวงหาการยอมรับนับถือ และ 2. การตามหาความเป็นตัวเองและการเดินทางค้นหาสิ่งที่ขาดตกบกพร่องในวัยเด็กที่ผ่านมา

ประเด็นแรก อาจารย์เองเกิดมาแปลกๆ อยากใช้คำว่าไม่ปกติ ในยุคสมัยที่ผู้หญิงข้ามเพศยังถูกมองว่าเป็นมนุษย์ประหลาด กระบวนการคิดในวัยนั้นค้นพบว่า การศึกษาที่สูงและการเป็นบุคคลที่มีค่าย่อมได้รับการยอมรับนับถือ เป็นการยากมากที่จะทำให้สังคมยอมรับนับถือคนกลุ่มนี้ได้อย่างบริสุทธิ์ใจ มันยากลำบากกว่าที่ผู้ชายหรือผู้หญิงทั่วไปทำหลายสิบเท่าจริง ๆ กว่าจะทำให้สังคมมองว่าเราดี

มันอาจมี 2 ทาง คือการประสบความสำเร็จอย่างมากทางการเงิน และอีกประการคือการประสบความสำเร็จอย่างมากทางการศึกษา หรือไม่ก็ทั้งสองทาง ในขณะนั้น ง่ายที่สุดคือ อาจารย์เลือกที่จะเรียน ให้สูงที่สุดในสาขาเราสนใจ

ประเด็นที่ 2 ในวัยเด็กที่อาจารย์เป็นเด็กเรียนเก่งมากมาย แต่กลับล้มเหลวในการมุ่งไปสู่จุดหมาย คำนี้อาจฟังดูแปลก อาจารย์จะกำลังพยายามอธิบายว่า ครอบครัวอาจารย์ น่ารักมากไม่เคยบังคับ ไม่เคย บงการ ให้เลือกที่จะทำ เลือกที่จะเรียนรู้ และผิดพลาดด้วยตัวเอง

ดังนั้น พื้นฐาน ปริญญาตรี จึงเห็นว่าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความคลั่งไคล้ ที่เร้าเข้ามาในขณะนั้น แต่อะไรล่ะที่ใช่ตัวเอง จนจบปริญญาโท จึงรู้ว่า เราน่าจะเหมาะกับ สาขาวิชานี้ เมื่อรู้ตัวก็ดูเหมือนจะช้าไปมาก เมื่อเพื่อนๆ หลายคน จบ ดร.  ไปแล้ว เพื่อนอีกหลายคนก็เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ บ้าง แต่ก็คิดว่า เราต้องไปต่อเพราะเราต้องปฏิบัติการตาม ประเด็นที่ 1 ไง

อาจารย์ตูนเริ่มเดินตามเป้าหมายอย่างไร

การเรียนปริญญาเอกเกิดขึ้นทันทีที่จบปริญญาโท ความที่เป็นคน ชอบป่า ชอบภู ชอบธรรมชาติ อาจารย์ มักมองย้อนรอยกับความเจริญ บางครั้งอาจดูเป็นคนในกลุ่มลัทธิต่อต้านความเจริญ อาจารย์อยากรู้ว่า การเดินเข้าไปใช้ชีวิต หมกตัวกลมกลืนอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีวิถีเดิมๆ เราจะมีความสุขจริงหรือไม่ จึงพัฒนาหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่แหวกแนวจากพี่ ๆ น้อง ๆ ชาวจุฬาในยุคนั้น

หัวข้อ Thesis คืออะไร

“ผลกระทบจากการคงอยู่ของชุมชนต่อพื้นที่ป่าอนุรักษ์โดยรอบ: กรณีศึกษาอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ”

หัวข้อนี้ถูกพัฒนาขึ้น ขณะนั้นได้ทุนแลกเปลี่ยนไปเป็น Exchange Ph.D. Student ที่ Tokyo Institute of Technology ประเทศญี่ปุ่น ครั้งแรกเขียนว่า จะทำในป่าผลัดใบเขตร้อน ทั้งประเทศ Professor เห็นหัวข้อและโครงร่าง ท่านถามว่า คุณจะเรียน Ph.D. หรือขอ Nobel prize แล้วในที่สุด ก็เป็นเรื่องนี้แหละ แต่เลือกทำเพียงพื้นที่เดียวใช้เวลาเก็บข้อมูลและเขียน paper อยู่ 2 ปี รวมทั้งหมด ก็ 4.5 ปี จบเร็วที่สุดในรุ่นเลยค่ะ ซึ่งก็หาได้ยากนะในจุฬา เรามักจบกันที่ 6-7 ปี (หัวเราะ)

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

หนักที่สุดที่เจอคงเป็นช่วงที่เขียนงานวิจัยอยู่ที่โตเกียว ตอนอยู่ที่นั่น 1 ปี มันมีทั้งสนุกมากและทุกข์มากจริงๆ นะ การที่ต้องเร่งกับตัวเองให้ต้นฉบับบทความวิจัยเสร็จตามไทม์ไลน์ มันทำให้ไม่เคยได้นอนเต็มที่ หลับ ๆ ตื่น ๆ หวาดระแวง

เช่น เซนเซ ต้องการกราฟใหม่ในวันพรุ่งนี้ ต้องรื้อข้อมูลมากมาย รื้อแล้วแล้วรื้ออีก หรือเราต้องการ วิเคราะห์ข้อมูลอะไรบางอย่าง มันลึกซึ้งมากจนเราต้องร้องให้ออกมา ซ้ำแล้วซ้ำอีก

 แต่เมื่อเวลาผ่านไปย้อนกลับไปมองมันก็แค่เกมส์อะไรสักเกมส์ ที่เรากำลังเล่น และจะต้องผ่านมันไป เชื่อว่า ดร. หลายคนคงผ่านอารมณ์เช่นเดียวกันมากน้อยแตกต่างตาม professor เลยนะ ว่าเรากำลังมีใครเป็นแม่พิมพ์

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะพูดกับตัวเองว่าอย่างไร

มันคงมองย้อนกลับไปอย่าง ขำ ๆ และ ตลกในการเครียดเกือบตายเมื่อวันนั้น แต่วันนี้ของการมีชีวิตจริงกับหน้าที่การงานและการดำรงชีวิตอยู่มันยากและโหดร้ายกว่ามาก  

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

การต้องการความยอมรับนับถือในตนเองและครอบครัว เป็นอันดับแรก ตอนนั้นไม่เคยคิดอะไรอีกเลยนอกจากอยากจบให้เตี่ย แม่ และทุกคนในครอบครัวดีใจ และความปราถนาอย่างยิ่งที่จะใช้คำว่า “ดร.” เพื่อการถูกยอมรับในสังคม

แรงผลักที่แรงกล้าที่จะใช้ “ดร.” นำหน้าของอาจารย์น่าจะมากมายกว่าคนหลายคน เพราะ อาจารย์ไม่ชอบเขียนคำนำหน้าว่า “นาย” จึงพยายามสุด ๆ  

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไร

อาจารย์เรียนจบ ดร. ก็ อายุมากละ แต่ก็ได้พิจารณาว่า การที่เราทำอะไรมาหลายอย่างแล้วค่อยเจอตัวเอง มันเกิดประสบการณ์หลากหลายดีนะ  นอกจากกระบวนการ องค์ความรู้และทักษะเชิงวิชาการที่ซึมซับมาแบบ ไม่รู้ตัว และประสบการณ์ชีวิตนี่เองที่เราสามารถใช้ประมวลเข้ากับความเป็น ดร. และส่งทอดต่อให้กับนักศึกษาปริญญาเอก ที่เรากำลังสร้างให้เขาเหล่านั้นเป็นแบบเรา

อาจารย์โชคดีที่เมื่อเรียนจบเอกแล้วได้มีโอกาสเข้ามาดูแลหลักสูตรปริญญาเอก ทันทีซึ่งน้อยคนจะมีโอกาสแบบนี้ ยอมรับว่าเหนื่อยและยากมากที่จำเป็นต้องพานักศึกษาของเราให้ผ่านด่านต่างๆ ไปทีละขั้น ๆ เพื่อที่จะสร้างให้เป็น ดร. ที่ดี  ความรู้ในระดับปริญญาเอกมันใช้ได้จริงนะ อาจารย์ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองมากในทุกมุม ทั้งบุคลิกภาพโดยรวม และ connection ที่ดีที่ได้มาในขณะทำการศึกษาวิจัย  

มีข้อคิดอะไรอยากฝากสำหรับผู้เรียนปริญญาเอก

อยากบอกทุกคนว่า ความรู้ในระดับปริญญาเอก ที่ได้เก็บสะสมมา มันเหมือนเป็นขุมพลังจากข้างใน มันจะผลักดันให้เราพยายามต้องเข้าใจทุกสิ่ง ทั้งที่เกี่ยวกับเราโดยตรงและโดยอ้อม

เพราะเรากำลังถูกคาดหวังจากสังคมรอบข้าง ดังนั้น สภาวะข้างในของเรามันขับเคลื่อนให้แสวงหาความรู้ อย่างไรก็ตาม บางคนไม่ได้ใช้ความรู้ ที่เรียนมาในสาขาที่เกี่ยวข้อง แต่เชื่อเหลือเกินว่า ปริญญาเอกก็สร้างจิตสำนึกหนึ่งที่ผูกมั่นไว้ เสมอ เราจะมีกรอบการคิดการพิจารณาที่เป็นระบบได้ดี

แน่นอนในยุคสมัยปัจจุบัน การเรียน ดร. มีหลากหลาย ทั้งที่ยากที่สุดต้องการสร้างนักวิชาการแท้ๆ ออกมา กับอีกประเภทหนึ่งคือผู้หลักผู้ใหญ่ มาพัฒนาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำไปต่อยอดในงานของตนเอง ประเภทหลังอาจดู สบายๆ หน่อย อย่างไรก็ตาม ปลายทางที่ประสงค์คือจุดเดียวกัน คือผลลัพธ์แห่งความสำเร็จ และการค้นหาความศรัทธาในตนเองเป็นสำคัญ

การเป็น ดร. ที่แท้แล้วคือเหมือนรวงข้าวที่อ่อนน้อมเมตตา ดร. ที่ถูกฝึกมาดีจะลดอัตตาลง แต่เราก็มองเห็นมากมายที่ ดร. บางท่านมีอัตตาสูงขึ้น อันนั้นอาจารย์เรียกว่าไม่ได้รับการขัดเกลาอย่างแท้จริง

ข้อคิดประจำตัวที่อาจารย์ใช้อยู่เสมอคือพุทธศาสนสุภาษิต ที่กล่าวว่า

ลพฺภา ปิยา โอจิตฺเตน ปจฺฉา

ตระเตรียมตนให้ดีเสียก่อนแล้ว ต่อไปจะได้สิ่งอันเป็นที่รัก

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่าของ อาจารย์ ดร.ตูน เป็นอย่างสูงค่ะ 

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกัน…