แบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก โดย ดร.พัด ผู้ก่อตั้งเพจก็แค่ปริญญาเอก

การตัดสินใจเริ่มเรียนปริญญาเอกของฉันวางอยู่บนความตั้งใจที่อยากจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ในวันที่ตัดสินใจสมัครเรียน ทุกอย่างดูง่ายราวกับถูกจัดมาให้แล้ว มหาวิทยาลัยในอังกฤษเดินทางมาออกนิทรรศการที่เมืองไทย พร้อมกับว่าที่อาจารย์ที่ปรึกษาที่เดินทางมาด้วย ฉันได้มีโอกาสคุยกับอาจารย์ถึงหัวข้องานวิจัยที่สนใจ อาจารย์สัมภาษณ์ฉันในวันนั้นเลย พร้อมกับแนะนำวิธีการยื่นใบสมัครและกระบวนการเรียนปริญญาเอกทั้งหมดอย่างคร่าวๆ

หลังจากคุยกันพักหนึ่ง เขาพูดกับฉันเลยว่า “ฉันเห็นปริญญาเอกอยู่ข้างหน้าเธอแล้ว!!” แค่เพียงประโยคเดียวของเขานั้น เป็นแรงจูงใจและกำลังใจสำคัญที่ทำให้ฉันผ่านขั้นตอนการสมัคร การเตรียมและส่งเอกสารที่มีรายละเอียดจำนวนมากไปได้ ด้วยใจที่สบายๆ และในที่สุด ฉันก็นำตัวเองเดินทางไปอังกฤษ และไปนั่งอยู่ในห้องทำงานของอาจารย์ที่ปรึกษา

“คำถามการวิจัยของเธอ คืออะไร?” หัวใจที่สำคัญที่สุดของการวิจัย คือ คำถามการวิจัย ถ้าเธอเริ่มต้นได้ดี งานวิจัยก็จะดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง อาทิตย์หน้ามาพบฉัน พร้อมกับคำถามการวิจัยของเธอนะ” นี่คือคำพูดของอาจารย์ในวันแรกที่ฉันเข้าพบเพื่อปรึกษาเรื่องงานวิจัย เป็นประโยคที่ฉันยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ และยังคงนำไปใช้กับนักศึกษาปริญญาเอกของฉันเองอย่างต่อเนื่อง

ฉันจำได้ดีว่าในการเข้าพบครั้งนั้น ฉันถือโครงร่างการวิจัยที่เขียนขึ้น จำนวน 7-8 หน้า โครงร่างที่พยายามตั้งใจทำเป็นอย่างมากตั้งแต่ตอนสมัครเรียน อาจารย์อ่านแล้วชมว่า เป็นความพยายามที่ดี แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะเริ่มต้นทำวิจัยได้

148947

ชีวิตจริงปริญญาเอก เริ่มต้นทันทีในเย็นวันนั้น เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันนอนไม่หลับไป 3 วัน วนเวียนอยู่กับการคิดๆๆ ค้นๆๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่จะต้องนำไปตอบอาจารย์ให้ได้ว่า “คำถามการวิจัยของเธอ คืออะไร?”

หลังจากคิด และ ค้น ซ้ำๆ อยู่หลายรอบ ทั้งอ่านงานของตัวเอง พร้อมกับการหาตัวอย่างงานวิจัยที่ทำสำเร็จไปแล้ว โดยดูตัวอย่างการตั้งคำถามของงานแต่ละเล่ม ในคืนวันที่ 4 ก่อนล้มตัวลงนอน เมื่อหัวกำลังจะถึงหมอน เกิดความรู้หนึ่งแว่บเข้ามาในหัว ฉันคิดคำถามงานวิจัยออก จึงรีบลุกขึ้นมาจดไว้ในสมุดโน้ต และเมื่อนำไปปรึกษาอาจารย์ในวันนัดพบ อาจารย์พิจารณาแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาบอกว่า “มันใช่ !!”

จากจุดนั้นคือจุดที่การวิจัยเริ่มต้น ฉันค่อยๆ เรียนรู้ เข้าใจ ซึมลึกกับกระบวนการเรียนปริญญาเอกแบบเน้นการทำวิจัย ทุกด่านที่พานพบคือการเรียนรู้ใหม่ การฝ่าฟันและก้าวข้ามในแต่ละขั้นตอนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บางขั้นตอนก็ต้องทำซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนกว่าจะเจอสิ่งที่ “ใช่” และในหลายครั้งก็มักจะมีสิ่งที่ “ใช่กว่า” รออยู่เสมอ ชีวิตของฉันในฐานะนักศึกษาปริญญาเอกวนเวียนอยู่กับการเข้าห้องสมุด อ่าน เขียน อ่าน เขียน แก้ไข เรียบเรียง ปรับปรุง อยู่เช่นนั้น ตั้งแต่ปีแรก จนงานเสร็จสมบูรณ์พร้อมส่ง

IMG_4932.JPG

สำหรับฉัน การเรียนปริญญาเอก ในช่วงอายุระหว่าง 25 จนถึง 29 ปี เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตัวเอง เพราะเป็นช่วงวัยที่ฉันยังไม่มีภาระใดๆ เป็นวัยที่มีสมาธิจดจ่อและทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มที่ จะว่าไปแล้วในช่วงวัยนั้นของฉัน ฉันเองก็ยังไม่เคยได้เผชิญกับความ “จริง” ของชีวิต ยังไม่เคยพบเจอมรสุมหรืออุปสรรคใดๆ ในชีวิตเลย เพราะชีวิตส่วนใหญ่ก็เติบโตมาโดยอยู่ในอ้อมกอดและการดูแลของพ่อแม่

การเรียนปริญญาเอก ที่ต้องอยู่ห่างจากครอบครัว จากบ้านเกิดเมืองนอน เป็นเวลากว่า 4 ปี  จึงเปรียบเสมือน บททดสอบฉบับย่อของชีวิต หลายอย่าง หลายเหตุการณ์ของการเรียนปริญญาเอก ดูจะเป็นความ “ทุกข์” แรกๆ ที่ชีวิตต้องเผชิญ

ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปในตอนนี้ ทุกข์ที่เกิดขึ้นระหว่างเรียนที่เคยคิดว่าทุกข์เหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ถูกอาจารย์ไล่ให้กลับมาแก้ไขงาน หรือตอนที่อยากจะจบแต่ก็ยังจบไม่ได้เสียที ต่างๆเหล่านั้น ในความเป็นจริงก็เป็นเพียง “ทุกข์” แบบเทียมๆ แต่ถึงแม้จะเป็นทุกข์เทียม ในขณะวินาทีตรงนั้น ใจก็รู้สึก “ทุกข์” เสียเต็มประดา

การเรียนปริญญาเอก คือ การฝึกใจตนเอง เพราะคนเราถ้าไม่เจอ “ทุกข์” เสียบ้าง ก็จะไม่รู้จักชีวิต ไม่ได้เข้าถึงและสื่อสารกับตัวเองอย่างแท้จริง ดังนั้น การเรียนปริญญาเอกสำหรับฉัน คือ “โอกาส” ของการฝึกฝนและขัดเกลา โอกาสในการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ได้มองโลกอย่างที่โลกเป็น ได้เข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้งกว่าเดิม  ประสบการณ์ 4 ปีของการเรียนปริญญาเอกจึงเป็นเวลาของการบ่มเพาะปัญญาของตัวฉันอย่างแท้จริง

148950.jpg

มองย้อนกลับไป เส้นทางการเรียนปริญญาเอกของฉัน ไม่ได้พบเจอปัญหาใดๆ ที่หนักหน่วง ฉันต้องขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษาและกัลยาณมิตรที่คอยแนะนำ แบ่งปันประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ อยู่เสมอ ฉันมีกลุ่มรุ่นพี่ รุ่นน้อง และเพื่อนๆนักเรียนไทยที่เรียนปริญญาเอก มีกลุ่มเพื่อนต่างชาติที่เรียนปริญญาเอกในคณะเดียวกัน และต่างคณะ จำนวนมาก

ในการเรียนปริญญาเอก การมีชุมชนที่ไว้ใจได้ ที่สามารถเล่าและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตปริญญาเอกสู่กันฟัง มีความสำคัญมาก ตลอดเส้นทางการเรียนรู้ ฉันได้มองเห็นรุ่นพี่ที่เดินอยู่ข้างหน้า ที่ยินดีแชร์ขั้นตอน เทคนิค วิธี และประสบการณ์ที่เขาเผชิญอยู่ มองไปข้างตัว ก็มีเพื่อนจำนวนมากเดินร่วมทาง รวมถึงรุ่นน้องที่เดินตามหลังมาติดๆ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกำลังใจที่ทำให้ฉันไม่ท้อ และเดินถึงจุดหมายได้ในที่สุด

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญและส่งผลต่อความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอกก็คือ ตัวเอง การเรียนปริญญาเอกด้วยใจที่สบายๆ ไม่เร่งรีบ ไม่บีบคั้นตัวเอง ในวันที่ต้องทำงาน ก็ทำงาน และในวันที่พักผ่อน ก็พักผ่อน

IMG_0032

วินัยในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้งานสำเร็จ ในทุกวันที่ผ่านไป การมีสติระลึกรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ พร้อมๆ ไปกับการจับจ้องที่เป้าหมาย และลงมือทำอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งเราเองสามารถวางใจได้ว่าต้องมีวันนั้นวันแห่งความสำเร็จของเราอย่างแน่นอน

โดยธรรมชาติแล้ว ฉันไม่ใช่คนสมองดี เฉียบไว แหลมคม ปัจจัยที่ทำให้ฉันเรียนได้ดีในการเรียนระดับอื่นที่ผ่านมา ก็เพราะความมีวินัยกับความสม่ำเสมอ โชคดีที่สองข้อนี้เป็นลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างเวิร์คมากสำหรับการเรียนปริญญาเอก ตลอดระยะเวลาการเรียน ฉันส่งงานตรงตามที่นัดหมายกับอาจารย์ทุกครั้ง ตั้งใจปรับปรุงแก้ไข ทำตามคำแนะนำของอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ จนอาจารย์ที่ปรึกษาพูดบ่อยๆว่าอยากให้ลูกศิษย์ของเขาทุกคนเป็นเหมือนฉัน

อย่างไรก็ตาม ฉันพบว่าหลายทักษะที่จำเป็นในการทำวิจัยระดับปริญญาเอก กลับเป็นทักษะที่ฉันไม่เชี่ยวชาญ หรือ ไม่เคยฝึกมาก่อนเลย เป็นธรรมดาเมื่อเราพบเจองานที่ตัวเราไม่ชำนาญ ไม่มีทักษะ ก็ทำให้งานต้องชะงักไปบ้าง ช้าไปบ้าง

อย่างไรก็ตาม ปริญญาเอกมีเวลาและพื้นที่ให้กับการฝึกปรือตนเองเสมอ ตราบใดที่เรามุ่งมั่น จดจ่อ มีสติ และตั้งใจกับงานที่อยู่ตรงหน้า เราก็จะสามารถก้าวข้ามในที่สุด

pad1
ฉันมีโอกาสได้พัฒนาตนเองในช่วงการเรียนปริญญาเอกนี้เยอะพอควร ทักษะต่างๆที่ฉันยังไม่รู้ หรือ ไม่มีติดตัวมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง คิดสร้างสรรค์ หรือ การตั้งคำถามใหม่ๆ และการมองโลกให้รอบด้าน เหล่านี้เป็นสิ่งที่ฉันต้องค่อยๆ ฝึกปรือ และเมื่อได้ทำบ่อยเข้า ก็กลับกลายเป็นเชี่ยวชาญในที่สุด

ถึงแม้ชีวิตจะดูราบรื่น แต่ก็มีวันที่ผิดหวังและร้องไห้กับปริญญาเอกอยู่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ในปีสุดท้ายของการเรียน ในวันที่เข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อรับฟังคอมเม้นต์ที่มีต่องานเล่มสมบูรณ์ที่ส่งไป ในใจนั้นคิดไว้ว่า เล่มนี้น่าจะเป็นเล่มที่ “ใช่” และใกล้เคียงกับเล่มจริงที่จะส่งเพื่อขึ้นสอบที่สุดแล้ว ประเมินไว้ว่า หากจะต้องแก้ไข ก็คงมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฉันฝันหวานและวางแผนไว้เลยว่าหลังจากวันนี้ฉันจะไปเที่ยวๆๆ และพักให้เต็มอิ่มเลย แต่ปรากฎว่า อาจารย์ที่ปรึกษาวิจารณ์งานเยอะมาก ให้ฉันกลับมาแก้ไขโดยให้รื้อโครงสร้างและรูปแบบการเขียนของบทที่เป็นผลการวิจัยทั้งหมด ให้เปลี่ยนการเรียงลำดับหัวข้อใหม่ เอาประเด็นย่อยขึ้นไปเป็นประเด็นหลัก แล้วเอาประเด็นหลักลงมาอยู่ใต้ประเด็นย่อย

ณ ตอนนั้น ฉันแทบจะล้มทั้งยืน ฉันรู้สึกต่อต้าน ไม่อยากทำ มองว่าสิ่งที่อาจารย์ให้แก้ไขนั้นเยอะเกินไป ทำไม่ไหวแน่ๆ เดินกลับมาบ้าน น้ำตาตกใน อกหักอยู่หลายวัน ไม่แตะเอกสารการเรียนใดๆเลย กว่าจะทำใจ และกลับมาแก้ไขงานอีกครั้ง ก็แทบแย่ แต่พอลงมือทำจริงๆ ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด และงานที่ได้รับการแก้ไขก็ดีขึ้นจริงๆ กับเหตุการณ์นี้ ถ้ามองย้อนกลับไป จะเห็นว่า ความผิดหวังของฉันเกิดขึ้น ก็เพราะฉันไปคาดหวัง และยึดติดไว้แน่นว่าสิ่งนี้คือใช่แน่แล้ว ครั้นพอไม่ได้ก็เลยผิดหวังมาก

อีกวันที่พีคที่สุด คือ คืนก่อนวันที่จะไปปรินท์งานเพื่อยื่นส่งเล่มสมบูรณ์ให้กับมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยจะจัดส่งให้กรรมการสอบอ่าน และเพื่อขึ้นสอบจบ ในคืนนั้น
ฉันจำได้ว่าฉันไม่ยอมหลับยอมนอน จมอยู่กับความคิดที่ว่าฉันจะต้องนั่งตรวจทานทุกอย่างโดยละเอียดอีกครั้ง ถึงแม้ว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ ฉันก็ได้ตรวจเช็คทบทวนไปแล้วหลายรอบ

ในคืนนั้น น้องสาวฉัน (พัน) อยู่กับฉัน เขาบอกกับฉันว่า ให้นอนได้แล้ว พรุ่งนี้จะได้สดชื่น ไปปริ้นท์งานจะได้ไม่เบลอ ทันใดนั้น ฉันก็เริ่มร้องไห้หนักมาก หาว่าน้องไม่เข้าใจฉัน ฉันจะปล่อยให้งานเว้นช่องไฟผิดๆ ได้อย่างไร ตลอดการตรวจงานทั้งคืนจนถึงตี 4 ฉันเจอจุดที่ผิดทั้งหมด 4 จุด อันประกอบด้วย การเว้นช่องไฟผิด การลืมจุดฟูลสต็อบ 2 ที่ และ อีกจุดคือ ลืมใส่เครื่องหมายปิดคำสัมภาษณ์ ทันทีที่เจอจุดผิด อาการของฉันคือ ใจสั่น มือสั่น ร้องไห้ เป็นมากถึงขั้น จะโยนงานลงถังขยะ พูดอยู่นั่นแล้วว่า เห็นไหมๆๆ งานของฉันไม่ดีพอ !!
IMG_7913มื่อมองย้อนกลับไป ฉันว่ามันตลกมาก อาการของฉันคล้ายเป็นคนบ้า มันเหมือนกับอาการของคนที่กลัวความสำเร็จ เหมือนกับคนที่ปีนเขามาชิลล์ๆ จนพอใกล้ถึงจุดสูงสุด แหงนมองขึ้นไปเห็นยอดเขา เกิดอาการขาสั่น กลัว ไม่กล้าไปต่อ และเตรียมที่จะปีนลงเขาท่าเดียว

โชคดีที่มีน้องสาวอยู่ด้วย เป็นกำลังใจ พูดให้ฉันถอยมาดูภาพทั้งหมดในมุมกว้าง ภาพของชีวิตปริญญาเอกตลอดระยะเวลา เกือบ 4 ปี ที่ฉันทำมาทั้งหมด
แล้ววันนี้ก็เป็นแค่อีกวันที่ต้องก้าวไปต่อ เพื่อไปให้ถึงซึ่งจุดที่ฉันตั้งเป้ามาโดยตลอด มันเป็นแค่อีกก้าวเดียวเท่านั้น ทันทีที่ฉันเข้าใจอะไรมากขึ้น เข้าใจว่า ความสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง และฉันก็ได้ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ฉันจึงยอมวางวิทยานิพนธ์ของฉันลง ปล่อยมือจากการยึดมันเอาไว้ และยอมเข้านอน เพื่อหลับและตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่ควรทำ และในวันรุ่งขึ้น ฉันก็สามารถส่งงานของฉันที่หน้าเคาน์เตอร์รับงานของนักศึกษาปริญญาเอก

ณ ที่นั้น ฉันเห็นภาพเพื่อนหลายคนที่กำลังเปิดเช็คดูจุดฟูลสต็อป ดูเลขหน้า ดูการเว้นช่องไฟ หลายคนดูเครียด ลนลานเมื่อพบจุดผิดของตัวเอง เมื่อฉันส่งงานเรียบร้อย จึงเดินไปหาเพื่อน รู้ซึ้งลงไปในใจของเขาเลยว่า เขากำลังคิดอะไรอยู่ บอกกับเขาว่าฉันก็เพิ่งผ่านขั้นตอนนี้มาเมื่อคืน และบอกถึงความคิดที่ทำให้ฉันก้าวข้ามจุดนั้นมาได้

การสอบปากเปล่าเพื่อจบของฉันนั้น ผ่านไปอย่างเรียบร้อย ในวันนั้นที่ทราบผลว่าผ่าน เป็นวันที่ฉันอิ่มเต็มสมบูรณ์จากภายใน ฉันจำได้ว่าเมื่อทุกอย่างสำเร็จเรียบร้อย ใจมันว่าง เบาสบาย รู้ลงไปอย่างลึกซึ้งเลยว่า ความรู้ที่ค้นพบ ก็เป็นแค่จุดเล็กๆจุดหนึ่ง และในโลกนี้ ยังมีอะไรอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้ ในเวลานั้น ฉันรู้สึกสบาย กายและใจไม่ได้ฟูพองเกินเลยจากสิ่งที่ได้รู้มา และ ก็ไม่ได้แฟบเล็กกับความรู้สึกที่ว่าฉันไม่รู้อะไรเลย นี่ล่ะมั้ง คือ ความรู้สึกอิ่มเต็มอยู่ในทีกับสิ่งที่มีและได้รับจากการลงมือทำด้วยตัวเอง

pad2

ละจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ปริญญาเอกสำหรับฉัน ก็เป็นเพียง “แค่ปริญญาเอก” และฉันเชื่ออยู่เสมอว่า ดร.ก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และ ยังต้องพัฒนาและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา จะหยุดตัวเองและความรู้ไว้ที่ปริญญาเอกไม่ได้

ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประสบการณ์เหล่านี้ของฉัน จะช่วยย่นย่อระยะทางของการศึกษาปริญญาเอกของใครหลายๆคน และที่สำคัญช่วยเสริมสร้างพลังจากภายใน ให้ลุกขึ้นมาและก้าวไป จนถึงปลายทางให้จนได้

ทุกบทเรียนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตปริญญาเอกก็เพื่อให้เราได้เรียนรู้ ตราบใดที่เรามีใจที่ตั้งมั่น มีสติ จดจ่อกับทุกขั้นตอนของการเรียนรู้นี้ เราจะสามารถก้าวข้าม และผ่านทุกด่านไปได้อย่างแน่นอน

ผศ.ดร.พัด ลวางกูร
PhD in Politics and International Studies,University of Leeds, ประเทศอังกฤษ

————————————–
ติดตามข้อคิดและมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาปริญญาเอก จาก ดร.พัด และ ดร.พัน ผู้ก่อตั้งเพจก็แค่ปริญญาเอก ได้ที่เพจก็แค่ปริญญาเอก https://www.facebook.com/justaphd/
https://justaphdblog.com/

‎It’s Our Birthday‬

padpan

พี่สาวพูดถึงน้องสาว

กำลังใจสำคัญในช่วงที่ฉันเรียนปริญญาเอกคือน้องพัน แม้จะอยู่คนละเมือง เราจะโทรศัพท์หากันทุกวัน

ว่าไปแล้ว ในช่วงที่เรียน ชีวิตของฉันค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีอะไรพิเศษ นอกจากการรับผิดชอบงานตรงหน้า วางเป้าหมายระยะสั้น ระยะยาว แล้วก็เดินไปให้ถึง

ในช่วงปีสุดท้ายซึ่งเป็นปีที่ต้องเขียนงานหนักมาก ฉันสามารถนั่งอยู่ในห้องสตูดิโอของฉันอย่างน้อยสามวันโดยไม่ต้องออกไปไหนเลยก็ได้

ในห้องนี้ ฉันไม่ได้แอบซุ่มสร้างอาวุธอะไรนะ กิจวัตรประจำวันของฉันก็คือ ตื่นมา ล้างหน้า แปรงฟัน เปิดคอมพิวเตอร์ ทานข้าวเช้า เริ่มทำงานตามหน้าที่ ทานข้าวเที่ยง ทำงานต่อ ตอนเย็นก็เล่นโยคะในห้องนี้ แล้วก็ อาบน้ำ เข้านอนตามเวลา ตื่นมาใหม่ ตอนเช้า กลางวัน เย็น ไปแบบนี้เรื่อยๆ และวนเวียนกับกิจวัตรเดิมๆ อยู่อย่างนั้น

หลายคนถามว่า ฉันทำได้อย่างไร ไม่เบื่อเหรอ แต่ฉันก็ทำได้นะ ฉันรู้สึกว่าสิ่งนี้คือหน้าที่ ทำไปเรื่อยๆ ตามนั้น ไม่ทุกข์ ไม่ร้อนใจ เพราะฉันเป็นคนแบบนี้ ชอบอยู่นิ่งๆ คิดๆ อ่านๆ เขียนๆ เป็นสิ่งที่ฉันทำแล้วมีความสุข ถ้าจะให้ฉันโลดแล่น ไปกับกิจกรรมมากมาย แล้วให้กลับมานั่งคิดงาน ฉันจะทำไม่ได้ และการออกไปแก้เบื่อแบบนั้น กลับทำให้ฉันรู้สึกเหนื่อยมาก

แต่ก็นั่นแหละ ถึงแม้วินัยจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการเรียนปริญญาเอก แต่สิ่งที่ต้องมีควบคู่ไปด้วย ก็คือ การได้พักบ้าง เพราะคนเราจะคร่ำเคร่งทำอะไร แบบติดเครื่องแล้วพุ่งชนเป้าหมาย โดยไม่หยุดพักไม่ได้หรอก เพราะบางทีในช่วงที่สมองผ่อนคลายนั่นแหละเป็นช่วงที่เราจะคิดงานออกแบบจริงๆจังๆ

น้องสาวของฉันนั่นแหละ ที่มาเติมเต็มในจุดเหล่านั้นที่ตัวฉันขาดไป ด้วยเราคุยโทรศัพท์กันทุกวัน เขาจะชวนฉันคุยเรื่องสนุกๆ ผ่อนคลายสมองได้ โมเมนต์ที่นั่งคุยโทรศัพท์กับน้องสาวนี่แหละเป็นอีกช่วงเวลาของการพักผ่อนของฉัน พันเป็นกำลังใจให้ฉันยามฉันเหนื่อยล้า เป็นคนที่ทำให้ฉันยิ้ม หัวเราะ และทำให้สมองได้ผ่อนคลาย

ฉันเฝ้าคอยชื่นชมกับจินตนาการ และมุมมองแง่บวกที่น้องมีต่อชีวิต ความสบายๆ ของน้องสอนอะไรให้กับฉันได้มากทีเดียว

การเป็นเขาทำให้ฉันได้เรียนรู้อีกมุมของการเรียนปริญญาเอกและอีกมุมของชีวิตว่า การจับจ้องที่เป้าหมายและเดินไปให้ถึงนั้นเป็นเรื่องดี แต่ระหว่างทางเราจำเป็นต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์เล็กๆ ยิ้มหวาน มีความสุข กับ สิ่งละอันพันละน้อย ในทุกช่วงเวลาด้วย

เพราะคุณค่าของการเรียนปริญญาเอก ไม่ได้อยู่แค่การเดินถึงเส้นชัย แต่กลับเป็นประสบการณ์ระหว่างทางต่างหาก เพราะการเร่งไปถึงซึ่งเป้าหมาย แต่ขาดมิติของความสนุก ก็จะทำให้เมนูการเดินทางครั้งนี้ไม่ครบรสชาติ ไม่กลมกล่อม อย่างที่ควรจะเป็น

ขอบคุณน้องสาวที่ทำให้ชีวิตปริญญาเอกและชีวิตโดยรวมของฉันสมดุลอย่างที่สุด

ขอบคุณที่เกิดมาเพื่อกันและอยู่ข้างกันแบบนี้ในทุกๆวัน

‪‎น้องสาวพูดถึงพี่สาว‬

กำลังใจสำคัญในช่วงที่ฉันเรียนปริญญาเอกคือพี่พัด แม้จะอยู่คนละเมือง เราจะโทรศัพท์หากันทุกวัน

ในแต่ละวันไม่ว่าฉันจะเจื้อยแจ้วเรื่องอะไร มีสาระบ้าง ไม่มีบ้าง พี่พัดก็จะคอยรับฟังฉันเสมอ และ พี่พัดมักจะมีข้อคิดและข้อแนะนำดีๆให้กับฉัน

ในการเรียนปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมีอาจารย์ที่ปรึกษาให้ฉันคนเดียว แต่ฉันก็ได้พี่พัดนี่แหละ ที่เปรียบเสมือนอาจารย์ที่ปรึกษาคนที่สองของฉัน

ว่าไปแล้ว พี่พัดเป็นโค้ชชั้นยอดของฉัน ช่วยอธิบาย แบ่งปันทุกมุมมอง ตั้งแต่วิทยานิพนธ์ไม่เป็นรูปเป็นร่างจนฉันเรียนจบเลยทีเดียว

พี่พัดมีความเป็นครูในตัว เขาใจเย็น สอนเก่ง มีวิธีอธิบาย เปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย พี่พัดเป็นครูให้กับฉันตั้งแต่ฉันจำความได้แล้ว ตอนเด็กๆพี่พัดคอยสอนการบ้านให้ฉัน ช่วยติวเวลามีสอบ ช่วยฉันวาดรูประบายสีวิชาศิลปะจนผลงานได้ติดบอร์ดเกือบทุกครั้ง ติดบ่อยๆเข้า ครูถึงกับส่งฉันไปแข่งวาดรูประบายสีระดับโรงเรียน แต่พอฉันไปแล้ว ครูคงสงสัยว่าทำไมแป้ก ได้ขนาดนั้น ฮ่าๆ

ฉันเป็นคนช่างฝัน ฉันมักจะมีโปรเจ็คใหม่ๆมานำเสนอพี่พัด พี่พัดก็เห็นด้วยทุกครั้ง ฉันมักไม่ค่อยอยู่นิ่ง ต้องคอยหาแรงบันดาลใจใหม่ๆอยู่เสมอ แต่บางทีมัวแต่หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ งานวิจัยก็ไม่ค่อยจะเดิน ก็ได้พี่พัดนี่แหละที่คอยเตือนสติ

พี่พัดเป็นคนขยันและแน่วแน่ พี่พัดคือคนที่สามารถทำงานวันละแปดชั่วโมง นอนแปดชั่วโมง และกิจวัตรอื่นๆ อีกแปดชั่วโมง (แบบเป๊ะเว่อร์) ฉันเห็นแล้วก็ทึ่ง เพราะช่างต่างกับฉันเสียจริงๆ อย่าให้อธิบายเลยนะว่าต่างอย่างไร

ฉันเพิ่งมารู้จักตัวเองจริงๆ ก็จากการเรียนปริญญาเอกนี่แหละ ว่าฉันเป็นคนที่ต้องใช้จินตนาการในการทำงานสูงมาก คงเหมือนกับศิลปิน ที่ต้องมีแรงบันดาลใจ ปล่อยใจให้ล่องลอยเป็นอิสระไปกับจินตนาการ

ฉันเคยอ่านหนังสือเจอว่า ขนาดไอน์สไตน์ ยังใช้จินตนาการ 80 และความรู้ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เข้าทางฉันเลย

สำหรับฉัน จินตนาการสำคัญกว่าความรู้จริงๆ เพราะจินตนาการเป็นใบเบิกทางสู่ความรู้ ถ้าไม่มีจินตนาการคนเราก็คงไม่สามารถจะเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ มาได้

ถ้าวันไหนที่ฉันปล่อยให้ตัวเองเครียดแม้สักนิดเดียว ฉันจะคิดอะไรไม่ออกเลย ต่างกับเวลาที่ฉันไม่เครียด ทำใจสบายๆ ความรู้ทั้งหลายที่ฉันเคยคิดว่าไม่รู้ก็ไหลพรั่งพรูออกมามากมายจนฉันเองก็อัศจรรย์ใจ นี่แหละวิธีการทำงานของฉัน

ซึ่งแตกต่างจากพี่พัด ที่ค่อนข้างเป็นมนุษย์งาน วิธีการเรียนรู้ของเขาคือการลงมือทำ และเขาก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งดีๆจากการทำงานหนักตรงนั้น

ฉันโชคดีที่มีพี่สาวเป็นแบบอย่าง ช่วยคุมสติ จินตนาการ ความฝัน ของฉัน ที่โลดแล่นไปไกล ให้กลับมาอยู่กับความจริงตรงหน้า ความจริงของคำว่า “ลงมือทำ”

การเป็นเขาทำให้ฉันได้เรียนรู้อีกมุมของการเรียนปริญญาเอกและอีกมุมของชีวิตว่า การมีจินตนาการ ความฝัน และสมองที่สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆได้ตลอดเวลาเป็นเรื่องดี แต่มันจะดีที่สุดถ้าไอเดียนั้นได้นำมาทำให้เกิดเป็นรูปธรรมด้วย

การจะเดินไปให้ถึงเส้นชัยนั้น ต้องอาศัย วินัย ความมุ่งมั่น อดทน และอีกหลายอย่าง ที่นักฝันหลายคนต้องเรียนรู้ ว่าไม่มีอะไรจะได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา

ขอบคุณพี่สาวที่ทำให้ชีวิตปริญญาเอกและชีวิตโดยรวมของฉันสมดุลอย่างที่สุด

ขอบคุณที่เกิดมาเพื่อกันและอยู่ข้างกันแบบนี้ในทุกๆวัน

คนใกล้ชิดหลายคนมักพูดเสมอว่า เราสองคนเหมือนกันมาก พูดจาสไตล์เดียวกัน หน้าคล้าย เสียงเหมือน เวลาคุยโทรศัพท์ ขนาดพ่อกับแม่ยังแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร

แต่พอได้ลงมือทำงานจริงๆ เราก็จะเห็นว่า เราสองคนมีความต่างมากเลย ทั้งวิธีคิด วิธีทำงาน และ วิธีการมองโลก

ถ้าเปรียบเป็นนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า

พี่สาว ยอมรับว่าตัวเองทำงานแบบ เต่า ในขณะที่ น้องสาว ก็ยอมรับว่าตัวเองทำงานแบบกระต่าย

และในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเต่าหรือกระต่าย เราก็สามารถถึงเส้นชัยเหมือนกัน ในแบบเฉพาะตัวของแต่ละคน

ใน เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ นี้ เราสองคนช่วยกันคิด เห็นเหมือนบ้าง เห็นต่างบ้าง แต่เราก็พยายามหลอมรวมความคิด ผสมทุกงานเขียนของเราให้ลงตัวที่สุด โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ สร้างประโยชน์ให้กับแฟนเพจทุกท่าน

เราสองคนจริงใจมากกับสิ่งที่เราเขียน รักงานที่ทำนี้มาก รักเพจนี้มาก และ ตั้งใจที่จะพัฒนาและทำงานนี้ให้ดีขึ้นในทุกๆวัน

ไม่ว่ารูปแบบการทำงานจะต่างกันแค่ไหน มีสิ่งหนึ่งที่เราเหมือนกัน และ เหมือนกันมาโดยตลอด ก็คือ เรามีวันคล้ายวันเกิดวันเดียวกัน

26ธันวาคม‬ ค่ะ วันนี้เป็นวันเกิดของเราสองคน

เราฉลองวันเกิดและเป่าเค้กก้อนเดียวกันทุกปี

ทุกครั้งที่มีคนเห็นจะถามว่า เป็นฝาแฝดเหรอ?

เราจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่ใช่ค่ะ เกิดวันเดียวกัน แต่ห่างกันสองปี”

นอกจากความรัก ความหวังดี ที่เราสองคนมีให้กัน เราอยากขอส่งพรวิเศษไปถึงแฟนเพจทุกท่าน ขอให้ทุกคนมีความสุข ได้พบพานงานที่รัก งานแห่งชีวิต ได้ดึงเอาศักยภาพที่ซ่อนอยู่มาทำงานตรงหน้าให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

‪‎ขอบคุณที่อยู่ด้วยกัน‬ ในวันพิเศษของเราสองคน‬

แบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก โดย ดร.พัน ผู้ก่อตั้งเพจก็แค่ปริญญาเอก

ฉันไม่ใช่คนเรียนเก่ง เคยสอบตก เคยโดดเรียน ไม่มีหัวทางคณิตศาสตร์ เคยเป็นเด็กที่เรียนไปวันๆ ไม่เคยคิดฝันว่าจะต้องได้เป็นดอกเตอร์ แต่ใช่ค่ะ ฉันเรียนจบปริญญาเอก และฉันอยากบอกคุณว่า คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งหรือฉลาดถึงจะได้เป็นดอกเตอร์

บนเส้นทางแห่งการเรียนรู้ ตั้งแต่ป.1ถึงป.เอก เมื่อมองย้อนกลับไป แน่นอนว่า ไม่มีอะไรได้มาอย่างง่ายๆ

ตั้งแต่เด็กจนโต ฉันไม่เคยมองว่าตัวเองเก่ง สำหรับการเรียนน่าจะเรียกว่า พอเอาตัวรอดไปได้ บางครั้งก็เรียนแย่ บางครั้งก็เรียนดี สลับกันไป

ตอนที่ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอก ก็เพราะคำของแม่ที่พูดว่า “ลองสมัครดู ถ้าเขารับ แสดงว่าเรามีศักยภาพเพียงพอที่จะเรียนจบ”
ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบปริญญาโทจากอังกฤษ และกำลังจะเริ่มต้นหางานทำ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่า ไม่อยากปล่อยโอกาสการเรียนต่อทิ้งไป ในขณะที่ยังมีแรง มีไฟ และไม่มีพันธะผูกพันใดๆ เพราะถ้าเวลาและอายุล่วงเลยไปกว่านี้ คงยากที่จะได้ไปเรียน ในที่สุดจึงตัดสินใจสมัครเรียนต่อปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยเดิมที่จบมา

pan1

เมื่อไปเรียนก็พบความจริงว่า การเรียนปริญญาโทกับปริญญาเอกนั้นช่างแตกต่างกันเหลือเกิน

ปริญญาโท ฉันใช้เวลาเรียนแค่ปีเดียว โดยระหว่างเรียนมีข้อกำหนดว่าต้องส่งรายงาน (essays) และเขียนวิทยานิพนธ์ (Dissertation) ที่มีความยาวทั้งสิ้น 20,000 คำ แต่ ปริญญาเอก ฉันต้องเขียนรายงานวิจัยในรูปแบบของดุษฎีนิพนธ์ (Thesis) ที่มีความยาวทั้งสิ้น 80,000 ถึง 100,000 คำ โดยจะต้องเป็นงานวิจัยที่ค้นพบองค์ความรู้ใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน เพื่อเป็นcontribution กลับคืนสู่วงการวิชาการ

ตอนเริ่มเรียน เริ่มต้นจากหัวข้อ “ผลกระทบของอินเทอร์เน็ตต่อนักศึกษาไทย” ซึ่งเป็นหัวข้อที่กว้างเป็นทะเล! และไม่เจาะลึกอะไรเลย และด้วยหัวข้อที่ไม่เฉพาะเจาะจงเพียงพอ ทำให้ในปีแรกฉันเสียเวลากับการทบทวนวรรณกรรมต่างๆ จนเรียกได้ว่า ไม่มีหนังสือหรือบทความเกี่ยวกับการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตเล่มไหนในห้องสมุดที่ฉันไม่เคยอ่าน

ในปีแรกนี้ เวลาของฉันยังคงผ่านไปอย่างเพลิดเพลิน ฉันมีเวลาไปท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ช้อปปิ้งระหว่างอาทิตย์ ดูภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ที่พลาดไม่ได้ และเลือกซื้ออาหารในซุปเปอร์มาเก็ตครั้งละสองชั่วโมง…

pan4
ในปีที่สอง นักศึกษาปริญญาเอกส่วนใหญ่จะต้องเริ่มเก็บข้อมูลวิจัย เพื่อนนักศึกษาต่างชาติมักกลับไปเก็บข้อมูลที่ประเทศของตัวเอง เพราะนอกจากจะได้โอกาสกลับบ้านแล้ว การติดต่อขอข้อมูลจะสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการเก็บข้อมูลในต่างประเทศ สำหรับฉันในตอนนั้นเริ่มมีความรู้สึกมึนงงและเสียศูนย์ เพราะเพิ่งรู้ตัวว่าที่ทำการทบทวนวรรณกรรมมาทั้งปี ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ยังไม่รู้เลยว่า หัวข้อวิจัยของตนเองจะมุ่งเป้าไปทางไหนดี แต่ก็ขออาจารย์ที่ปรึกษากลับมาเมืองไทย เรียกว่าไปตายเอาดาบหน้า และอาจารย์ก็อนุญาตให้กลับเพราะฉันรับปากว่าจะส่งรายงานความคืบหน้าให้ดูเป็นระยะ

เมื่อลงมือเก็บข้อมูล ฉันพบว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่ฉันอ่านทบทวนมามีค่า และเป็นประโยชน์ เพราะถ้าฉันไม่ได้อ่านอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งในปีแรก ไม่รู้ว่ามีอะไรเขียนไว้แล้วบ้างในแวดวงวรรณกรรมที่สนใจ ฉันก็คงไม่รู้เลยว่าข้อมูลอะไรจะเป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นประโยชน์กับงานวิจัยของฉัน

และด้วยงานวิจัยที่ทำเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ที่ต้องหาข้อมูลเชิงลึกจากกรณีศึกษา การเริ่มต้นคลำทางเพื่อเก็บข้อมูลจากความรู้ที่น้อยนิดเป็นเรื่องธรรมดา ณ ตอนนั้น หัวข้อวิจัยของฉันได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แคบลง และเฉพาะเจาะจงชัดเจนมากขึ้น ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของฉันนี้แหละ ที่ทำให้ฉันเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับสำนวนที่ว่า “ตาบอดคลำช้าง”

pan2

ปีที่สามของการเรียน เป็นช่วงเวลาของการเขียนเนื้อหาในเล่ม (writing-up) ฉันเครียดมาก พอจะเริ่มเขียน ก็เขียนไม่ออก ไปไม่ถูก เป็นเพราะไม่เคยเขียนงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นมาก่อน

ตอนนั้นพบว่า ไม่ว่าจะทำอย่างไร สิ่งที่เขียนออกมาก็ไม่ได้เรื่องเอาซะเลย ไม่กล้าเอาไปให้ที่ปรึกษาดูด้วยซ้ำ ยิ่งเครียด งานก็ยิ่งแย่ สุขภาพกายและระบบต่างๆในร่างกายรวนไปหมด เรียกว่าพังมาก! หาทางออกไม่เจอ ครั้งนึงล้มลงขาพลิก เดินออกไปไหนก็ไม่ได้ รู้สึกเศร้าและหดหู่มาก ตอนนี้ให้มองกลับไปก็เห็นเลยว่าที่เศร้าและหดหู่ได้มากขนาดนั้น คืออาการป่วยทางใจ ไม่ใช่แค่กาย

ช่วงพีคสุด ฉันหมดอาลัยตายอยาก ไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไร ใช้เวลากับการนอนเยอะมาก อยู่ในจุดที่คิดว่า ทำไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

ในการเรียนปริญญาเอก สิ่งที่ยากและท้าทาย คือช่วงเวลาที่รู้สึกว่า อยากจะก้าวทะยานไปข้างหน้า แต่หลายครั้งไปไม่ได้เร็วเท่าที่ใจคิด การเผชิญกับความรู้สึกว่าท้อและมืดมน มองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายทางอุโมงค์ ใจอยากยอมแพ้และเลิก แต่ก็เหมือนคนที่ขึ้นหลังเสือ จะลงก็ลงไม่ได้ และจะอธิบายให้ใครฟังก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร

pan3.jpg

ก้าวข้ามมาอย่างไร?
กำลังใจสำคัญสำหรับฉันตอนที่เรียนปริญญาเอก ก็คือพ่อ แม่ โดยเฉพาะพี่สาว (พี่พัด) ที่เรียนปริญญาเอกอยู่ที่อังกฤษเหมือนกัน แต่อยู่กันคนละเมือง การมีคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเรานั้นให้ปรับทุกข์ ช่วยได้มาก ทำให้ช่วงเวลาเลวร้ายผ่านไปได้

สิ่งที่อยากบอกหลายคนที่กำลังไม่มีทางออกเกี่ยวกับงานวิจัยของตนเองว่า มันจะมีวันนึงนะในระหว่างเส้นทางที่มืดมนที่เผชิญอยู่ ที่เราจะได้พบกับคำตอบบางอย่างที่เป็นแสงสว่าง แสงสว่างนั้นอาจเข้ามาเพียงแว่บเดียว แต่เป็นชั่วขณะที่อาจเปลี่ยนชีวิตของเราไปตลอดเลยก็ได้ อาจจะเกิดขึ้นระหว่างที่เรากำลังคิดหมกมุ่นเกี่ยวกับงานของเราซ้ำๆ, ระหว่างที่จะเอนหลังนอน หรือ ระหว่างที่เราพูดคุยกับใครสักคนที่เราไว้ใจ เกี่ยวกับปัญหาทั้งหมดของงานวิจัยของเราให้เขาฟัง

สำหรับฉันคือกรณีหลัง และวันนั้นต้องขอบคุณพี่สาวของฉันที่อยู่ตรงนั้นเพื่อฉัน ในวันที่ฉันร้องไห้หนักมาก และระบายทุกความผิดหวัง เสียใจ ผิดพลาด แย่ๆ พังๆ เกี่ยวกับงานของตัวเองให้เขาฟัง

และเพียงบางถ้อยคำ บางคำถามของพี่ที่เข้ามาในช่วงเวลาหลังจากฉันระบายทุกอย่างออกไปแล้ว ใจที่ละทุกข์จึงค่อยๆเริ่มเปิดรับ และในชั่วขณะนั้นเอง ฉันเกิดช่วงเวลายูเรก้า! ที่ทำให้ฉันสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับงานวิจัยได้ทั้งหมดในทันที และรู้เลยว่าทุกความรู้ที่ฉันได้เก็บเกี่ยวไว้ ฉันจะเชื่อมโยงมันเข้าด้วยกันได้อย่างไร

ปาฏิหาริย์ที่เกิดในชั่วขณะเดียวนั้นเปลี่ยนฉันไปอย่างสิ้นเชิง ฉันรู้ทันทีว่า “เฮ้ย! ฉันทำได้นี่” ความกลัวหมดไปจากหัวใจ ฉันมีเป้าหมาย และมองเห็นรายละเอียดของเส้นทางที่จะเดินไปอย่างแจ่มชัด

หลังจากวันนั้น ฉันเกิดมีพลังอย่างมหาศาล ฉันลงมือเขียนงานทุกวันๆ ช่วงเวลากว่า 6 เดือน ที่ทุกลมหายใจเข้าออกของฉันคือ thesis ฉันมุ่งมั่น จดจ่อ ตั้งใจ เขียนงานวันละไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง ทุกอย่างที่เขียนออกมาเป็นสิ่งที่ ใช่ ๆๆ จนกระทั่งเข้าสู่ขั้นตอนของการตรวจเช็คทุกคำ ทุกประโยค อย่างละเอียดถี่ถ้วน และในที่สุดทุกอย่างก็เสร็จ“สมบูรณ์”

ฉันเดินทางถึงเส้นชัย กับวันที่ทุกอย่างจบลงพร้อมกับคำกล่าวของกรรมการสอบว่า Congratulations!

ฉันเคยวาดภาพไว้นะว่า ถ้าถึงวันนั้น…ฉันคงจะกระโดดโลดเต้น เต้นระบำ ตัวลอย ลั้ลลา สุดๆ แบบนึกไม่ออกว่าจะควบคุมอารมณ์ดีใจไว้อยู่หรือไม่ แต่พอถึงวันนั้นเข้าจริงๆ ความรู้สึกของฉันกลับเป็นความรู้สึก ที่ อิ่มเต็มอยู่ภายใน สงบ โล่งใจ สมดุลย์ มั่นคง เคารพตัวเอง รู้ถึงศักยภาพภายในตัวเราอย่างลึกซึ้ง โดยที่ไม่จำเป็นต้องกู่ร้องตะโกนบอกใครให้หันมามองหรือได้ยิน

…และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ปริญญาเอกสำหรับฉัน ก็เป็นเพียง แค่ปริญญาเอก และฉันเชื่ออยู่เสมอว่า ดร.ก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และ ยังต้องพัฒนาและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา จะหยุดตัวเองและความรู้ไว้ที่ปริญญาเอกไม่ได้

ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประสบการณ์ของเราสองคนพี่น้อง จาก เพจแค่ปริญญาเอก จะช่วยย่นย่อระยะทางของการศึกษาปริญญาเอกของใครหลายๆคน และที่สำคัญช่วยเสริมสร้างแรงฮึดจากภายใน ให้ลุกขึ้นมาและก้าวไป จนถึงปลายทางให้จนได้

ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนว่า ปริญญาเอกไม่ได้มีไว้สำหรับคนเก่งหรือฉลาดแต่มีไว้ให้นักสู้ที่มีความเพียรพยายามในการลงมือทำเท่านั้น

ดร.พัน ฉัตรไชยยันต์
PhD in Mass Communications, University of Leicester ประเทศอังกฤษ
ผู้ก่อตั้งเพจก็แค่ปริญญาเอก

Our story

1.1

…พ่อกับแม่บอกเราทั้งสองคนว่าท่านคงไม่มีสมบัติใดให้เรา นอกจากให้โอกาสทางการศึกษาที่สูงสุด ทรัพย์ที่ในวันข้างหน้าก็ไม่มีใครจะมาขโมยไปจากเราได้

ณ วันนี้ เราไม่รู้จะขอบคุณพ่อกับแม่อย่างไรถึงจะเพียงพอ สำหรับความเชื่อมั่นและโอกาสที่ท่านให้ เพราะความรู้ที่เราได้รับจากการศึกษาปริญญาเอกนั้น ไม่ใช่แค่องค์ความรู้ในตำรา แต่เป็นประสบการณ์ที่หลากหลาย และที่สำคัญคือ ทำให้เราเข้าใจตัวเองและเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น

…สำหรับเรา คำนำหน้าว่าดร. ไม่มีความหมายเท่ากับการได้รู้จักและทำความเข้าใจกับตัวเอง รู้จุดดี จุดด้อย ได้มีโอกาสพัฒนาความคิด จิตใจ และที่สำคัญรู้ถึงศักยภาพที่แอบซ่อนอยู่ในตัว ได้รู้ว่าคนอย่างเราก็ทำอะไรได้มากมายกว่าที่เคยคิดไว้ตั้งเยอะ

…ในวันที่เราสองคนลุกขึ้นมาเปิดเพจ “ก็แค่ปริญญาเอก”

เพราะเราสองคนไม่อยากเก็บความรู้และประสบการณ์บนเส้นทางนี้ไว้เพียงลำพัง

เพราะเรารู้และเข้าใจดีว่า บนเส้นทางของการเรียนปริญญาเอกนั้นไม่ง่าย…

หลายครั้งมันยากมาก…ที่แม้แต่จะบอกเล่าหรือหันหน้าไปปรึกษาหรือปรับทุกข์กับใคร

ใครล่ะ…จะเข้าใจ ถ้าเขาเหล่านั้นไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับผู้เรียน

เพราะเราเอง ในวันที่มืดมนบนเส้นทางปริญญาเอก เราสองคนพี่น้องกุมขมับ เอาหัวชนกัน แบ่งปันทุกข์และสุข ให้กำลังใจกันและกัน เราจึงมีวันที่สำเร็จได้ในที่สุด

…เพจนี้เป็นความฝันร่วมกันของเราสองคน ที่เราได้ดึงเอาประสบการณ์จากไดอารี่ ไม่ว่าจะเป็นโมเมนต์พังๆ หรือ ช่วงเวลายูเรก้า ในตอนที่เรียนอยู่ที่อังกฤษ บวกกับประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมา ในการเป็นที่ปรึกษา และ กรรมการสอบงานวิทยานิพนธ์ ทั้งในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย มาเรียบเรียงและแบ่งปัน

เพจนี้ใช้ ใจ (กับ กาแฟ) ล้วนๆ ในการทำค่ะ ใช้สมองน้อยมาก !!

ทุกโพสต์ คือ ความสุข ความหลงใหล และ ความอินสุดๆ ของเราสองคน

พวกเราตั้งใจถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งหมดที่เรามี ทุกสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับ “ปริญญาเอก” ผ่านเป็นถ้อยคำและตัวหนังสือ ด้วยหวังว่าผู้ที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางปริญญาเอก หรือ แม้แต่เส้นทางการศึกษาในระดับใดก็ตาม ที่มีความคล้ายคลึงกันนี้ (‪#‎ปโทก็เช่นกัน‬) จะสามารถนำไปปรับใช้กับการเดินทางของตนเอง และถ้าข้อมูล กำลังใจ และคำแนะนำเล็กๆน้อยๆ จากเราสองคน จะเป็นประโยชน์ได้บ้าง เราก็มีความสุขและดีใจอย่างที่สุดแล้ว

การได้พบกัลยาณมิตรในเพจคือ กำไรของชีวิต

เราสองคนอยากขอบคุณแฟนเพจทุกคนที่เป็นกำลังใจให้พวกเรามาตั้งแต่โพสต์แรก (30 มีนาคม 2558) เราจำแฟนเพจที่คอยมากดไลค์และแบ่งปันความคิดดีๆให้กับทางเพจได้ทุกคน รู้สึกได้เลยว่า บนพื้นที่ตรงนี้แม้จะเป็นชุมชนเล็กๆ แต่อบอุ่นมาก…กกก

เป็นกำลังใจให้ทุกคน ตามหาความฝัน ฟังเสียงหัวใจตัวเอง แล้วลงมือทำงานตรงหน้าอย่างมีความสุข

เราทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง ออกไปบรรลุความฝันที่ยิ่งใหญ่ ฮึด ฮึบๆ ลุยไปข้างหน้าด้วยกันค่ะ

2 3.1

ดร.พัด และ ดร.พัน
‪#‎แอดมินเพจก็แค่ปริญญาเอก‬