ดร.โอ๋ อรนารถ วรรณภิญโญ #คอลัมน์แขกรับเชิญ #JustaPhD

ในโลกของการศึกษา “ปริญญาเอก” มักถูกมองว่าเป็นยอดเขาสูงสุดของเส้นทางวิชาการ แต่สำหรับ ดร.โอ๋ อรนารถ วรรณภิญโญ เส้นทางนี้กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวที่คาดไม่ถึง จากจุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจในช่วงโควิด-19 สู่การเผชิญอุปสรรคที่ท้าทายทั้งร่างกายและจิตใจ และบทเรียนชีวิตที่มีคุณค่ามากกว่าตัวใบปริญญาเอง

บทสนทนาครั้งนี้จะพาเราไปรู้จัก ดร.โอ๋ มากขึ้น ตั้งแต่แรงบันดาลใจแรกเริ่ม วิธีรับมือกับช่วงเวลามืดมน มองไม่เห็นความคืบหน้าใด ๆ จนถึงการค้นพบว่า เบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้มีเพียงความรู้ทางวิชาการ แต่ยังมีความพยายามอย่างไม่ย่อท้อ และศิลปะของการอ่อนโยนกับตัวเองในวันที่เส้นทางดูยาวไกลเกินไป

ไปพบกับเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงความหมายของคำว่า “ก็แค่ปริญญาเอก” ในแบบฉบับของเธอ ที่อาจทำให้คุณมองเส้นทางนี้ด้วยสายตาและหัวใจที่ต่างออกไป…

ช่วยแนะนำตัวให้ผู้อ่านรู้จักหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ โอ๋ อรนารถ วรรณภิญโญ จบปริญญาโทสาขา Public Policy ที่ The University of Tokyo ประเทศญี่ปุ่น และจบปริญญาเอกสาขา Public Administration ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ปัจจุบันทำงานด้านการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยค่ะ

วันที่ทราบว่าจบการศึกษา หรือสอบผ่าน รู้สึกอย่างไรบ้าง

รู้สึกโล่งค่ะ แต่เป็นความโล่งที่สิ้นสุดไวมาก 555 คือก่อนหน้านี้เคยจินตนาการว่าหลังสอบผ่านคงดีใจมาก คงกระโดดโลดเต้น happy ลั้นล้า ฯลฯ แต่เอาเข้าจริงกลายเป็นอารมณ์แบบ อ้อ จบแล้วสินะ ประมาณนั้นมากกว่า

ดุษฎีนิพนธ์ของคุณเกี่ยวกับเรื่องอะไร และมีข้อค้นพบสำคัญอะไร

หัวข้อที่ทำเกี่ยวกับ Central Bank Digital Currency หรือ CBDC ซึ่งเป็นเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางค่ะ สำหรับรายละเอียดคงไม่เล่ามากเพราะเป็นเรื่องค่อนข้าง technical และใหม่มาก ๆ ค่ะ ซึ่งการตัดสินใจเลือกเรื่องใหม่ขนาดนี้แค่อธิบายหัวข้อให้คนเข้าใจก็ท้าทายแล้วค่ะ อย่างไรก็ตาม ดุษฎีนิพนธ์นี้สอนบทเรียนมากมายให้ตัวเองค่ะ เราเริ่มต้นศึกษาจากทฤษฎีความเป็นเงิน แต่สุดท้ายกลับใช้หลายศาสตร์ในการบูรณาการเพื่ออธิบายสิ่งนี้ค่ะ ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ทางวิชาการของตัวเอง และเป็นครั้งแรกในช่วงชีวิตที่ได้อ่าน paper เยอะมาก…..มากชนิดที่เป็นร้อยๆ บทความ ระดับที่ใครพูดอะไรถึงเรื่องในสายที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิทัลนี้จะรู้เรื่องหมด

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอก

มาเรียนเพราะ Covid-19 ล้วน ๆ ค่ะ คือช่วงนั้นรู้สึกมันแปลกมากที่เจอโรคระบาดชนิดที่ไม่เคยพอมาก่อนในชีวิต อะไรๆ ก็หยุดชะงักงันไปหมด ออกไปไหนก็ไม่ได้ อยู่บ้านตลอดเวลา ความที่บ้านอยู่ใกล้นิด้า มองไปมองมาเห็นตึกนิด้า เลยนึกสนุกอยากหาไรทำแก้เซ็ง คิดเล่น ๆ ว่าจะลองเรียนสักเทอมเดียว พอหมด Covid ก็จะกลับไปทำงานตามปกติ ปรากฎ Covid ดันยืดเยื้อยาวนานเกินคาดคิด เรียนไปเรียนมาจนจบ coursework ก็เลยต่อเนื่องจนจบเลยค่ะ

เล่าชีวิตระหว่างการเรียนปริญญาเอกให้ฟังหน่อย

อย่างที่เกริ่นแต่แรกว่าเรามาเรียนแบบชีวิตไม่มีเป้าหมายใด ๆ ทั้งนั้น แค่อยากหาไรทำฆ่าเวลาช่วง Covid ตอนสมัครเรียนยังไม่รู้เลยว่าคณะรัฐประศาสนศาสตร์คืออะไร รู้แค่ชื่อภาษาอังกฤษคือ Public Administration ซึ่งทำให้เรานึกถึงสมัยเรียนปริญญาโทที่ญี่ปุ่นเราเรียนสาขา Public Policy ตอนนั้นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะมันเปิดโลกทัศน์มาก

เราชอบบรรยากาศการถกเถียงเรื่องนโยบาย โดยมีอาจารย์ถามคำถามและให้แต่ละคนในห้องเสนอความเห็น ซักถาม คัดค้านความเห็น สนับสนุนความเห็น หาทฤษฎีมาตอบโต้ ฯลฯ เรียกว่าเปิดกว้างทางความคิดมากแบบที่จะพูดอะไรก็ได้ มีเสรีทางความคิดอย่างที่สุด ชีวิตการเรียนปริญญาเอกก็เช่นกัน เราสนุกกับเรื่องนโยบายภาครัฐภาคเอกชนเลยเรียนหนังสืออย่างมีความสุข ซักถามและตอบคำถามในคลาสตลอดเวลาจนอาจารย์ทุกท่านจำได้หมด

เราจบการเรียน coursework ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.97 สอบประมวลความรู้ (QE) ผ่านทุกวิชาตั้งแต่การสอบรอบแรก เรียกว่าผ่าน coursework มาอย่างราบรื่น ตอนนั้นจิตใจเริ่มฮึกเหิม ทึกทักเอาเองว่าเรียนปริญญาเอกไม่เห็นยากเหมือนที่ใครพูดกันเลย แอบปักหมุดในใจตัวเองว่าจะเรียนจบปริญญาเอกให้ได้ภายในเวลา 3 ปี หารู้ไม่ว่า เงามืดก่อตัวขึ้นแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวในช่วงของการทำดุษฎีนิพนธ์….

อุปสรรคหรือปัญหาที่หนักที่สุดระหว่างการเรียนคืออะไร

ต้องเล่าก่อนว่าเรื่องที่เราทำดุษฎีนิพนธ์เนี่ยมันเป็นเรื่องใหม่มากแบบอธิบายไปคนก็ยังไม่คุ้นเคย พอจะทำวิจัยเชิงคุณภาพอยากได้ความเห็นเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญก็มีปัญหาเรื่องนู้นนี้มากมายตลอดเวลา แถมตอนนั้นเราเองก็มาเรียนแบบไม่ค่อยได้เตรียมหัวข้อชัดเจน ยังไม่ค่อยตกผลึกทางความคิดเท่าไหร่ งานที่ทำมันเลยวนไปมา อารมณ์ตอนนั้นนึกถึงสมัยเด็กๆ เคยอ่านหนังสือพระมหาชนกที่ว่ายน้ำไกลแสนไกลแบบมองยังไงก็ไม่เห็นฝั่ง

ชีวิตตอนทำดุษฎีนิพนธ์ของเราก็เช่นกัน อ่านหนังสือวน ๆ ไป วัน ๆ จมอยู่กับการอ่าน paper ต่างประเทศกองโต แต่งานวิจัยกลับไม่คืบหน้าสักเท่าไหร่ และความที่เราเรียนปริญญาเอกแบบ part-time โดยที่ทำงานประจำไปด้วย ดังนั้น ช่วงกลางวันคือเวลาทำงานที่ office ตามปกติ ส่วนช่วงกลางคืนคือเวลาทำดุษฎีนิพนธ์ ชีวิตวนไปวนมาแบบนั้นเป็นปีๆ แทบไม่เคยได้นอนก่อนเวลาตี 3 หลายครั้งต้องแบกร่างไปทำงานตามปกติโดยที่ไม่ได้นอนเลยสักชั่วโมง

จนวันนึงเราพบว่า การหักโหมขนาดนั้นมันสร้างผลกระทบมากมายต่อร่างกายและจิตใจ ร่างกายเราเริ่มรวน จากคนแข็งแรงแบบทำงานประจำมาเป็น 10 ปีแทบจะไม่เคยลาป่วย กลายเป็นคนป่วยตลอดเวลาแบบหาสาเหตุไม่ได้ หลายครั้งก็แอดมิดนอน รพ. ด้วยเหตุผลขี้ปะติ๋วเช่น โดยฝุ่น หรือทานอะไรผิดสำแดง แล้วร่างกายก็ต่อต้านจนภูมิแพ้กำเริบอย่างหนัก ในตอนนั้นอย่าว่าแต่เรื่องจะเรียนให้จบภายในกำหนดเลย แค่วนเวียนเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอยู่หลายรอบก็ทำเอาจิตใจหดหู่จนคิดอยากจะเลิกเรียนเพื่อรักษาสุขภาพให้รอดก่อน

คุณผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเหล่านั้นมาได้อย่างไร

ต้องขอบคุณกำลังใจจากครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ค่ะ ในช่วงที่เราทำดุษฎีนิพนธ์แบบมองไม่เห็นความคืบหน้าใด ๆ อยู่เป็นปี ๆ ก็จิตตกถึงขั้นไม่อยากไปเจอใคร เพราะกลัวถูกถามคำถามที่ว่า “เมื่อไหร่จะเรียนจบ? ดุษฎีนิพนธ์ทำถึงขั้นไหนแล้ว? จะรับปริญญาเมื่อไหร่?” เอาจริงๆ เวลามีคนถาม เค้าก็อาจจะถามด้วยความห่วงใยแต่เราเกิดอาการหัวว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออก เปิดคอมแล้วก็ตื้อ ๆ อยู่แบบนั้นเขียนงานไม่ได้ จนแม่ถามว่าลูกมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า เราเลยตัดสินใจถามแม่ประโยคหนึ่งว่า ถ้าเราเลิกเรียนปริญญาเอกจะทำให้แม่เสียใจไหม

แม่ตอบว่า แม่ไม่เสียใจ เพราะรู้ว่าในโลกนี้สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ไม่มีอะไรยั่งยืน แต่แม่ทิ้งท้ายว่า แม่เชื่อมั่นในตัวลูกนะ แปลกดี ที่คำตอบเรียบง่ายของแม่วันนั้นพาสติและวิญญาณกลับเข้าร่าง เราฉุกคิดได้ว่าจะเครียดไปทำไมเบอร์นี้ 555 แต่ก่อนหน้านี้มันคิดไม่ได้แบบนี้นะ พอได้สติก็รีบเร่งสะสางปัญหาทีละเปลาะ แล้วสุดท้ายดุษฎีนิพนธ์ที่เราคิดว่ามันคงไม่มีวันเสร็จก็แล้วเสร็จภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังจากนั้น

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จคืออะไร

ความอึด ถึก พยายามอย่างไม่ย่อท้อ และกำลังใจจากครอบครัวค่ะ เราคิดว่าก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าปริญญาเอกมันคือ long journey ที่ยาวนานและไม่ง่ายเลย เหมือนการต่อสู้อยู่ในสงครามอันยาวนานที่เราต้องเก็บเสบียงตุนไว้ให้เพียงพอ ต้องเตรียมร่างกายและจิตใจให้แข็งแกร่งพร้อมออกรบ ให้พยายามแบ่งปัญหาก้อนใหญ่กระจายออกเป็นชิ้นเล็กๆ เช่น เราจะลิสต์งานที่ต้องทำทั้งหมด แล้วพยายามขีดฆ่า to do list แต่ละวัน ก็จะรู้สึกเหมือนได้สัมผัส achievement เล็กๆ ในทุกวัน

และครอบครัวคอยให้กำลังใจและบอกเราให้ใช้วิธีการให้ของขวัญตัวเองอย่างต่อเนื่องค่ะ เช่น ที่บ้านรู้ว่าเราชอบเที่ยวและฝันอยากจะไปประเทศอังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ เค้าก็จะคอย cheer up ว่า ถ้าเขียนอันนี้จบควรให้รางวัลตัวเองด้วยการจองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวอังกฤษ ซึ่งพอเราคิดถึงว่าจะได้ไปเที่ยวก็จะฮึดเขียนได้ไวกว่าเดิมหลายเท่าเลย

ความรู้และทักษะจากการเรียนปริญญาเอก ได้นำมาประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้าง

เราคิดว่ายิ่งกว่าการนำทักษะมาประยุกต์ใช้ในงาน การเรียนปริญญาเอกเปลี่ยนระบบความคิดเราที่ทำให้เรารู้จักการตั้งคำถาม how and why เพิ่มขึ้นอีกมาก รู้จักการคิดไตร่ตรองแต่ละเรื่องในชีวิตโดยไม่ปักใจเชื่อง่ายๆ journey ปริญญาเอกที่เราผ่านมาได้ไม่ได้ทำให้เราฮึกเหิมลำพองว่าเป็น ดร. แล้ว ตรงกันข้าม เราได้เรียนรู้ความเจ็บปวดและก้าวข้ามมันมาได้โดยหล่อหลอมตัวเราขึ้นมาใหม่ ใน version ที่มี resilience มากขึ้น มี humble มากขึ้น และเรามี empathy ต่อผู้อื่นมากขึ้น

อยากเล่าว่าจากเดิมที่เราไม่ถนัดอ่านงานวิจัยเลย ไม่ถนัดการตั้งคำถาม ไม่รู้จะนำเสนออย่างไรให้น่าสนใจ แต่การเรียนปริญญาเอกเคี่ยวกรำจนเราตกผลึกทางความคิดหลายอย่าง เปิดโลกทางวิชาการ เราได้มีโอกาสไป international conference ที่ต่างประเทศ ได้เป็น chair ใน session ได้ซักถามคำถาม และได้คำขอบคุณจากผู้เข้าประชุมที่เราได้ซักถามคำถามในงานวิจัยของเค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงจากการเรียนปริญญาเอกที่บ่มเพาะตัวตนเราขึ้นมาใหม่ใน version ที่ดีกว่าเดิม

อยากฝากข้อคิดอะไรให้กับผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ตอนนี้

ปริญญาเอกทำให้เราเข้าใจความจริงที่ว่าตัวเราเองไม่ได้เก่งกาจมาจากไหน และปริญญาเอกก็ไม่ได้แลกมาได้ด้วยความเก่งแต่มันมาได้ด้วยความอึด ขอให้อึดและถึกให้ได้ตลอดเส้นทาง แค่นั้นเอง

สำหรับคุณ คำว่า “ก็แค่ปริญญาเอก” หมายถึงอะไร

ใบปริญญาเอกมันไม่ใช่ปลายทางสูงสุดของชีวิต แต่มันเป็นวิถีทางที่จะพาเดินไปเพื่อบรรลุปลายทางอื่นมากกว่า ท้ายที่สุดแล้ว ภาพจินตนาการว่าหลังเรียนจบมันจะดีใจแบบกระโดดโลดเต้น จะรู้สึกฟินน์สุดๆ มันไม่เคยเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือการยอมรับในความเป็นคนธรรมดาที่มีความพยายามของตัวเอง การทำเข้าใจใหม่ว่า เราไม่ได้เก่งอย่างที่คิด แต่เราสามารถใช้ความพยายามพาเรามาสู่จุดหมายได้ และขอเป็นกำลังใจให้ทุก

คนใช้ความพยายามและมุมานะอุตสาหะตลอดเส้นทางนี้ อย่างไรก็ตาม หากเส้นทางนี้มันยาวไกลมากจนเหนื่อยล้า ขอให้ซอยเป็นเส้นทางสั้นๆ หยุดพักบ้าง ชมดอกไม้ระหว่างเส้นทางบ้าง อ่อนโยนใจดีกับตัวเองบ้าง เพื่อเดินไปให้ถึงปลายทางที่จะรู้ว่า แค่นี้ล่ะ “ก็แค่ปริญญาเอก”

เรื่องราวของ ดร.อรนารถ วรรณภิญโญ บอกกับเราว่า ปริญญาเอกไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ความรู้ แต่คือการเดินทางที่หล่อหลอมความคิด ความอดทน และหัวใจให้แข็งแกร่งขึ้น เธอก้าวผ่านความไม่แน่ใจและบททดสอบที่ยากยิ่ง จนค้นพบตัวเอง ที่มีทั้งความอึด ความถ่อมตน และความเข้าใจผู้อื่นมากกว่าเดิม และท้ายที่สุด ดร.โอ๋ฝากทิ้งท้ายว่า อย่าให้ใบปริญญาเป็นจุดสิ้นสุด แต่ให้มันเป็นเพียงหนึ่งเส้นทางที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต… และนี่คือความหมายของคำว่า “ก็แค่ปริญญาเอก” ในแบบฉบับของเธอ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณ ดร.โอ๋ สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองอันมีค่าเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอก ทางเพจยินดีเป็นพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก หากท่านใดต้องการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนสามารถติดต่อ inbox มาพูดคุยกับแอดมินทาง Facebook page ก็แค่ปริญญาเอก ได้เสมอค่ะ

ใส่ความเห็น