ดร.ภัทรธรณ์ แสนพินิจ #คอลัมน์แขกรับเชิญ #คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ 

ห่างหายกันไปนานกับคอลัมน์แขกรับเชิญของเพจก็แค่ปริญญาเอก แต่ด้วยแอดมินได้มีโอกาสพบปะกับ อ.ไข่มุก ดร.ภัทรธรณ์ แสนพินิจ บทสนทนาของเราทำให้เกิดบทสัมภาษณ์ในคอลัมน์แขกรับเชิญในวันนี้ รับรองว่าความมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียนของ อ.ไข่มุก จะช่วยจุดไฟในการเรียนต่อปริญญาเอกของใครหลายคน ไปทำความรู้จักกับเธอกัน…

แนะนำตัวกันก่อน

อาจารย์ ดร.ภัทรธรณ์ แสนพินิจ  หลายคนจะเรียกว่า “อ.ไข่มุก” ค่ะ  ดิฉันเรียนจบปริญญาตรี Bachelor of Arts (Religious Studies) เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง (Summa Cum Laude) มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับการบรรจุเป็นผู้ช่วยอาจารย์ ทำงานระยะหนึ่ง หลังจากนั้นได้ลาศึกษาต่อ

ตอนนั้นได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนได้ในหลักสูตรปริญญาเอกที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยไม่ต้องผ่านปริญญาโท และได้รับการสนับสนุนทุนเต็มระดับดุษฎีบัณฑิตของจุฬาฯ ขณะศึกษาก็ได้ทุนรางวัลภูมิพล และทุนรางวัลด้าน Buddhist Studies Khyentse Foundation Awards  จนจบการศึกษาอักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ด้านภาษาบาลี-สันสกฤตและพุทธศาสน์ศึกษา จากสาขาวิชาภาษาเอเชียใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบมาตอนอายุ 27 ปี  กลับมาเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดลจนถึงปัจจุบันค่ะ

วันที่เรียนจบ รู้สึกอย่างไรคะ

วันที่เรียนจบก็โล่งใจมาก เนื่องจากช่วงที่กำลังจะเตรียมสอบจบก็เหนื่อยมาก ตอนนั้นอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิดค่ะ ทุกอย่างถูกล็อกดาวน์ รวมทั้งมหาวิทยาลัยด้วย จนกระทั่งทางคณะอนุญาตให้สอบได้ รู้สึกว่าโชคดีมากค่ะ อยากขอบคุณทางคณะ อาจารย์ที่ปรึกษา และกรรมการคณาจารย์ทุกท่านเป็นอย่างสูงที่เมตตาให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์จนผลงานเสร็จสมบูรณ์ และพิจารณาให้ผลประเมินดุษฎีนิพนธ์นี้ในระดับดีมากด้วย

ทำดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับอะไร มีข้อค้นพบอะไรที่สำคัญและอยากแบ่งปันไหมคะ

ดุษฎีนิพนธ์ที่ทำเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องพระราหูที่ปรากฏในวรรณคดีอินเดียโบราณของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและวรรณคดีพุทธศาสนา รวมทั้งวรรณกรรมไทยในกลุ่มนิทานที่เล่าขานเรื่องพระราหู ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เรื่องเล่าพระราหูในสื่อสมัยใหม่ที่มีบทบาทต่อความเชื่อในบริบทสังคมพุทธศาสนาไทย

คุณค่าของงานวิจัยนี้ แสดงให้เห็นการประกอบสร้างความศักดิ์สิทธิ์โดยมีเรื่องเล่าเป็นองค์ประกอบสำคัญ อันเกิดจากการเลือกรับปรับใช้โดยการใช้ตำนานเก่าเป็นต้นทุน บทบาทของตำนานเทพปกรณัมในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเป็นพื้นฐานของตำนานเทวดาในพุทธศาสนาสู่การสร้างสรรค์เรื่องเล่าที่รองรับความเชื่อและลัทธิพิธีในพุทธศาสนาไทย ซึ่งผสมผสานทั้งพุทธศาสนา  พราหมณ์  และความเชื่อโหราศาสตร์โดยนำเสนอพลังความศักดิ์สิทธิ์และการวางลัทธิพิธีพระราหูในปัจจุบัน

สะท้อนให้เห็นว่าความทันสมัยของเทคโนโลยีและความเป็นเหตุเป็นผลมิได้ทำให้ความเชื่อเสื่อมอำนาจลง หากแต่เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับผู้ศรัทธา เพื่อการกระจายความเชื่อโดยก้าวข้ามบริบททางภูมิศาสตร์ระหว่างผู้ติดตามกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผ่านเทคโนโลยี ในขณะเดียวกันทำให้เกิดการผลิตความปรารถนาต่อไปอย่างไม่จบสิ้น ทั้งหมดนี้ทำให้เข้าใจพลวัตความเชื่อในโลกปัจจุบันมิว่าจะผ่านไปนานเพียงใด ความเชื่อเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ในทุกยุคสมัย

สำหรับดุษฎีนิพนธ์เล่มนี้เป็นผลงานที่ภูมิใจ เพราะตลอดที่ได้ทำผลงานนี้ก็มีความสุขในการเขียนและเก็บข้อมูลตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวันจบการศึกษา เพื่อนำเสนอคุณค่าทางวิชาการและคุณประโยชน์ต่อสังคม  เมื่อเมษายนที่ผ่านมาได้เข้าเฝ้าอ่านบทความถวายกรมสมเด็จพระเทพฯ  เกี่ยวกับข้อค้นพบจากดุษฎีนิพนธ์เรื่อง“พระราหูในวรรณคดีอินเดียโบราณสู่การสร้างสรรค์เรื่องเล่าและบทบาทในบริบทสังคมพุทธศาสนาไทย” และทูลเกล้าถวายดุษฎีนิพนธ์และรายงานการจัดทำบทความวิชาการ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ขอย้อนถาม ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ตั้งแต่เล็กจำได้ว่ามีคุณพ่อเป็นต้นแบบด้านความเป็นครูที่ดี ทำให้อยากจะเป็นให้ได้เหมือนกับคุณพ่อ  ตั้งใจเรียนมากและมีเป้าหมายชัดเจน จึงมุ่งมั่นที่จะเรียนจนถึงระดับปริญญาเอกอย่างเต็มความสามารถ ดิฉันเชื่อว่าการศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญของชีวิต และจะนำไปสู่การช่วยเหลือแบ่งปันให้ผู้อื่นได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดค่ะ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสได้เรียนระดับปริญญาเอก ดิฉันจึงมุ่งมั่นทำตามความตั้งใจค่ะ

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ชีวิตเป็นอย่างไรบ้างคะ เล่าให้เราฟังหน่อย

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ในระยะแรกต้องปรับตัวพอสมควรค่ะ เพราะทำงานไปเรียนไปด้วย ตอนนั้นยังลาศึกษาแบบไม่เต็มเวลา เรียนในระยะแรกก็ค่อนข้างหนักค่ะเพราะต้องลงเรียนไวยากรณ์ภาษาโบราณและสัมมนาด้านภาษาและวรรณคดีอินเดียโบราณอย่างเข้มข้น ใช้เวลาในการทบทวนและฝึกฝนหลายชั่วโมงต่อวัน เพราะรู้ว่าตนเองมีพื้นฐานไม่มากนัก ต้องพยายามมากกว่าคนอื่นค่ะ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตอนนั้นก็รู้สึกสนุกกับการเรียนรู้เพราะได้รับความรู้ใหม่ตลอดเวลา มีโอกาสฝึกฝนทักษะ และได้โอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย เก็บประสบการณ์ในการทำงานวิจัย การประชุมวิชาการทั้งในและต่างประเทศ และการประกวดแข่งขันในมหาวิทยาลัย กลายเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ที่มีความสุขมากและช่วยเสริมความมั่นใจให้กับตัวเองมากขึ้น

ระหว่างเรียนเจออุปสรรคอะไรบ้า

สำหรับปัญหาหรืออุปสรรค คิดว่าตนเองพบไม่มากนัก เป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง สิ่งที่เจอคงมีเพียงแค่ความกดดันที่มีต่อตนเองเท่านั้น เพราะอยากทำให้ดีและตั้งใจว่าจะใช้เวลาเรียนให้ไม่เกินสี่ปี ซึ่งจริงๆ ตัวเองก็ได้รับทุนเรียนห้าปี 

ส่วนตัวก็ยังคิดว่าเรียนแค่สี่ปีก็เพียงพอ จะได้กลับไปช่วยมหาวิทยาลัยในสังกัดต่อไป จึงทำให้บางครั้งก็กดดันในการเรียนและการทำงานวิจัย คิดทำอะไรในแต่ละวันก็จะเห็นแต่เรื่องที่กำลังวิจัย อย่างตอนไปประชุมโครงการที่ประเทศอินเดียและมาเลเซีย ก็ยังคิดหาข้อมูลและชวนคุยเรื่องวิจัยไม่หยุดหย่อน จนคนในทริปจำเราได้ ก็ตลกดีค่ะ อีกประการหนึ่งที่คิดว่าช่วงเรียนต้องให้ความสำคัญคือการดูแลสุขภาพค่ะ เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่นอนไม่เป็นเวลา นั่งทำงานนานเกินไป เหมือนสุขภาพจะรวนไปช่วงหนึ่งเลยค่ะ ฉะนั้น ช่วงที่เรียนต้องอย่าลืมดูแลสุขภาพทั้งกายและใจนะคะ  

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะพูดกับตัวเองว่าอย่างไร

ถ้าจะย้อนเวลากลับไป ก็คงจะพูดกับตัวเองว่า “Be not afraid of going slowly, be afraid only of standing still. A little progress each day adds up to big results.” จงยิ้มเข้าไว้ในทุก ๆ วัน

ผ่านช่วงเวลาที่ยากของปริญญาเอกมาได้อย่างไร

ผ่านไปได้ด้วยขวัญกำลังใจจากคนรอบข้าง ทั้งครอบครัว ครูและเพื่อนที่ดี ประกอบกับความเพียรพยายามและการมีวินัยในตนเองที่ทำให้ฝ่าฟันในช่วงเวลาที่ยากของการเรียนไปได้ อีกส่วนหนึ่งคือการมีแรงบันดาลใจในการศึกษา การได้รับทุนและโอกาสที่ดีจากมหาวิทยาลัย การมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะนำความรู้ไปใช้ในฐานะเป็นอาจารย์อย่างเต็มที่ มันยิ่งทำให้เรามีความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จในเร็ววัน เมื่อเราเห็นภาพของความสำเร็จนั้นชัดเจน ก็ยิ่งทำให้เราไม่ย่อท้อ แม้การเรียนจะเหนื่อยยากขนาดไหนก็เชื่อมั่นว่าเราจะผ่านมันไปได้ด้วยดี จงคิดบวกและให้กำลังใจตนเองค่ะ

คิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

ปัจจัยที่ทำให้สำเร็จได้ก็คือความชัดเจนของเป้าหมายและการมีแรงบันดาลใจ Aim motivation ตลอดจนพลังแห่งการคิดบวกที่ทำให้ตัวเองมี Passion ในการเรียนปริญญาเอก ยอมรับอย่างหนึ่งว่าการวางแผนและการจัดลำดับความสำคัญเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก

ส่วนตัวมีการวางแผนอย่างชัดเจนถึงขั้นร่างลงในกระดาษ ตั้งแต่ช่วงแรกที่เข้าเรียน ติดไว้ที่ห้องทำงานว่าจะต้องทำอะไรก่อน-หลังบ้าง ทั้งเรื่องส่วนตัว การทำงาน การเรียน และการพัฒนาตนเอง ซึ่งได้ผลดีมากเพราะการจัดเวลาช่วยให้ชีวิตลงตัว ขอบคุณตัวเองที่มุมานะ และขอบคุณครอบครัว อาจารย์ที่ปรึกษา คณาจารย์ ตลอดจนกัลยาณมิตรที่ช่วยให้การสนับสนุน และเติมกำลังใจให้กันเสมอมา

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่

แน่นอนที่สุดค่ะ ปัจจุบันได้นำความรู้มาใช้ในการเป็นอาจารย์เต็มตัว ได้สอนและทำงานวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ผลิตผลงานและทำตำแหน่งวิชาการผู้ช่วยศาสตราจารย์

อีกสิ่งหนึ่งคือการได้จัดโครงการบริการวิชาการสู่สังคม ผ่านการขยายผลและต่อยอดจากสิ่งที่ได้ศึกษามา เพื่อพัฒนาขึ้นเป็นโครงการบุกเบิก มุ่งสร้างแรงบันดาลในการเรียนรู้สู่เยาวชนคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังเป็นอาจารย์พิเศษหลายแห่ง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขยายพรมแดนความรู้ใหม่ ทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้นำองค์ความรู้ และใช้ทักษะที่มีเพื่อช่วยแบ่งปันสู่สังคม ในจุดนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากค่ะ ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาตนเองด้วย และยังได้ส่งต่อความรู้และประสบการณ์นี้ให้กับสังคมต่อไป

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

อยากฝากไว้สำหรับผู้กำลังเรียนปริญญาเอกว่า “ไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะเป็นในสิ่งที่คุณอยากจะเป็น” และขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง กล้าออกจากคอมฟอร์ทโซน ด้วยการลงมือทำทันที แล้วจะพบว่าเราสามารถทำได้มากกว่าที่เคยจินตนาการไว้

ยิ่งเราพบเจอปัญหาอุปสรรคมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นเท่านั้นค่ะ สิ่งหนึ่งที่เราเชื่อมั่นมากคือการไม่หยุดที่พัฒนาตนเอง ไม่ละทิ้งโอกาสที่ดีถ้ามันมาถึงมือเราแล้ว เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนี้มาหาเราอีกวันไหน

ดั่งคำกล่าวของ Albert Einstein ที่ว่า “Once we accept our limits, we go beyond them.” (เมื่อใดที่เรายอมรับข้อจำกัดของตัวเอง เมื่อนั้นเราจะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดนั้นได้) ส่วนตัวแล้วเชื่อมั่นว่าคนทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพอย่างไร้ขีดจำกัดได้ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริง เพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้…สำหรับคนที่มุ่งมั่นตั้งใจและมีความพยายามค่ะ

คำว่า ก็แค่ปริญญาเอก มีความหมายว่าอย่างไรสำหรับคุณ

ขอบอกว่า การเรียนปริญญาเอกนั้นเป็นความท้าทายหนึ่งในชีวิต มันคือการฝึกฝนตนเอง และถือว่าเป็นบทพิสูจน์ชั้นดีสำหรับความมุมานะพยายามและความแน่วแน่ในตนเอง

คำว่า “ก็แค่ปริญญาเอก” นี้ดีนะคะ ส่วนตัวชอบมากเพราะมันทำให้เราไม่กลัว กล้าที่จะลงมือทำ ไม่หวั่นเกรงต่อความยากลำบาก แต่จะบากบั่นเพื่อความสำเร็จนี้ 

ดังนั้น ไม่ว่าจะทำการสิ่งใดก็จะสำเร็จลุล่วงไปได้ ขอเพียงไม่ลืมว่า “ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ขอเพียงไม่หยุดเดินและไม่หยุดฝัน จงทำมันให้เต็มที่และดีที่สุดในทุกวัน ” ขอส่งกำลังใจและความปรารถนาดีให้ทุกท่านที่มีความฝันนะคะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณ ดร.ไข่มุกสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองอันมีค่าเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอก

ทางเพจยินดีเป็นพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก หากท่านใดต้องการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนสามารถติดต่อ inbox มาพูดคุยกับแอดมินทางเฟซบุ๊กเพจก็แค่ปริญญาเอก ได้เสมอค่ะ

ใส่ความเห็น