PhD Life

s1

ถ้าเรียนปริญญาเอกแล้วจะเปลืองกระดาษขนาดเน้…

เรียนจบแล้ว..อย่าลืมไปช่วยปลูกป่า (แทนแก้บน)..กันนะ ^^

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬ ‪#‎ปโทก็เช่นกัน‬

คำถาม & คำตอบ ::: การสมัครเรียนต่อปริญญาเอก

d22กำลังอยู่ในช่วงต้องตัดสินใจค่ะว่าจะเรียนต่อปริญญาเอกหรือไม่
ทางบ้านสนับสนุนให้เรียนค่ะ แต่ตัวเองไม่อยาก
เพราะไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเองเลย
แค่ตอนเรียนโท เวลาพรีเซนต์ก็จะไม่รอดแล้วค่ะ
คำถามไหนที่ควรถามตัวเองมากที่สุดเพื่อรู้ว่าตัวเองควรเรียนต่อหรือไม่คะ?

ก็แค่ปริญญาเอก:

…เพราะการตัดสินใจเรียนปริญญาเอกไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
…เพราะการตัดสินใจเรียนปริญญาเอกต้องมาจากแรงจูงใจภายในตัวเอง
…เพราะการตัดสินใจเรียนปริญญาเอกต้องมาพร้อมความมุ่งมั่นที่เพียงพอ
…เพราะการเรียนปริญญาเอก ไม่ใช่เรื่องของ “ความสามารถ” แต่เป็นเรื่องของ “ความอยาก” และ “ความมั่นใจ” ลึกๆ ของผู้เรียน ว่า จะสนุก มันส์ และเต็มที่กับการเรียนรู้ครั้งนี้ และจะพาตัวเอง “รอด” ไปถึงฝั่งฝันได้

การเริ่มต้นด้วยคำถามที่ถูกต้อง จึงสำคัญมาก กับ ผู้ที่คิดจะเริ่มเรียน :

คำถามเกี่ยวกับปริญญาเอก:
ผู้ที่คิดจะเริ่มเรียน รู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วหรือไม่ว่า “ปริญญาเอก” คืออะไร?
เข้าใจใน “ธรรมชาติ และ สาระเนื้อหาของการศึกษาปริญญาเอก” ตามความเป็นจริงที่ “ปริญญาเอก” เป็น
ไม่ได้เข้าใจ หรือ ตีความปริญญาเอก ในแง่ที่ “ดี” เกินความเป็นจริง
หรือ เข้าใจ และ ตีความปริญญาเอก ในแง่ที่ “ไม่ดี” เกินความเป็นจริง..

คำถามเกี่ยวกับตัวเอง:

ชีวิตของคุณต้องการเติบโตไปเป็นอะไร อีกสิบปีข้างหน้าจากนี้ คุณเห็นภาพของตัวเองเป็นแบบไหน?
เมื่อชัดเจนในคำตอบข้างต้น ลองพิจารณาดูว่า “ปริญญาเอก” เป็น หนทางหนึ่ง ที่จะพาคุณไปสู่ภาพตรงนั้นหรือไม่?

คนบางคนมี “โอกาส” ทุกอย่างพร้อมในชีวิต แต่ความกลัว และความไม่มั่นใจ ทำให้ ยอมละทิ้ง บาง “โอกาส” ที่จะเติบโต…
คนบางคนไม่มี “โอกาส” แต่ทำทุกวิถีทาง เพื่อค้นหาความท้าทายใหม่ๆ และกล้าหาญเพียงพอที่จะก้าวไปเผชิญความยากลำบากเพื่อการพัฒนา
จริงๆแล้ว มนุษย์มีหน้าที่พัฒนาตัวเองให้เป็นตัวเองที่ดีที่สุด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง…ไม่ผ่านบทเรียนใดก็บทเรียนหนึ่ง…

ปริญญาเอก เป็นเพียงหนึ่งในเส้นทางหรือบทเรียน (ที่ยิ่งใหญ่และยาวนานเพียงพอ) ที่จะทำให้มนุษย์ได้พัฒนาตัวเองตรงนั้น (ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าผู้ที่คิดจะเรียน เข้าใจ “ธรรมชาติและสาระเนื้อหาของการเรียนปริญญาเอก” ตามความเป็นจริง)

ก่อนจะตัดสินใจว่า “ไม่”….
ย้ำถามตัวเองอีกสักครั้งว่า…

จะไม่มีวันไหนในอนาคตที่จะเสียดาย “โอกาส” ที่มีในวันนี้
จะไม่มีวันไหนในอนาคตที่จะเสียดายว่า…น่าจะตัดสินใจเรียนปริญญาเอกซะเลย ในเวลานี้ ในวัยนี้ ที่ยังมีความพร้อมในทุกด้าน ที่จะทุ่มเทเวลา (3-6ปี) เพื่อการเรียนรู้ และ พัฒนาไปเป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุด

ซื่อสัตย์กับความต้องการ ความเชื่อ แรงจูงใจในชีวิตลึกๆ ของตัวเอง
ก้มลงดูไปที่ “ใจ” ให้เวลาในการคุยและถามใจของตัวเองว่า:
เอาไงกันดีเรา? ใช่หรือไม่? สู้หรือเปล่า? และ ไหวไหม?

ไม่ว่าคุณเลือกทางใด ให้ “โอกาส” ตัวเองที่จะก้าวไปข้างหน้าทุกวัน…

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬

Credit photo: from www.etsy.com

คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ ::: ดร.แอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

IMG_6545
จากเมื่อวันก่อนที่เปิด #คอลัมน์แขกรับเชิญ ไป มีคำถามหลังไมค์ส่งเข้ามา แอดมินเลยรีบไปหาคำตอบมาให้ทันที…

“แขกรับเชิญ” ของเราวันนี้คือ “ดร.แอร์” รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PhD In Political Science, Chulalongkorn University)  ดร.สาวสวย คนเก่ง ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และล่าสุดเพิ่งได้รับรางวัลงานวิจัยระดับชาติ… พอติดต่อไปปั๊บ ดร.แอร์ เคลียร์ทู้กคิว บึ่งรถมาจอดเอี้ยด…เพื่อนั่งจับเข่าคุยกับ “ก็แค่ปริญญาเอก” ทันที…

ก็แค่ปริญญาเอก: ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่า ทำไมถึงคิดเรียนต่อปริญญาเอก?

ดร.แอร์: ความตั้งใจเรียนปริญญาเอก คิดๆเอาไว้บ้างตั้งแต่เรียน ป.ตรี จากคำพูดของอาจารย์ที่ว่า “ถ้าเรามีโอกาสแล้ว เราจงทำให้ดีที่สุด เหมือนที่เราเข้ามาเรียนที่นี่แล้ว ก็ทำผลการเรียนให้ดีเพื่อจะได้เรียนต่อหรือได้ทำงานดีดี จากนั้นก็เรียนโท ทำงาน…ความคิดนี้ก็กลับมาอีกครั้ง เพราะต้องการใช้ “ความรู้” ในการทำงานจริงๆ และผลการเรียนของเราก็สามารถเรียนต่อได้ จึงมาสอบเรียนต่อป.เอก

ก็แค่ปริญญาเอก: ระหว่างเรียน พบเจอปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง?

ดร.แอร์:  ช่วงสอบเข้าป.เอก ต้องเผชิญกับความสับสนว่าจะลาออกจากราชการดีหรือไม่ และถ้าลาออกจะเอาเงินจากไหนมาเรียนเพราะไม่อยากขอเงินที่บ้าน เป็นความโชคดีที่มีทุนของ สกอ. พอดี จึงลองชิงทุนดู ปรากฏว่าได้รับทุนเรียนต่อ ซึ่งทำให้ได้ทั้งทุนและโอกาสในการได้งานไปในตัว แต่ก็เป็นความกดดันว่าต้องเรียนให้จบ จึงพยายามตั้งใจเรียน เครียดจนเป็นโรคกรดไหลย้อน…

ผ่านด่านนี้แล้วก็ด่าน QE ช่วยกันติวกับเพื่อนในรุ่นก็ผ่านมาได้ มาถึงด่านหา อ.ที่ปรึกษาเพื่อทำวิทยานิพนธ์ ด่านนี้นับเป็นด่านที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นด่านที่ทำให้เพื่อนในรุ่นไม่จบ มีทั้งปัญหาจากตัวนักศึกษาเองและปัญหาของที่ปรึกษา บอกได้ว่าทุกคนที่ผ่านมาถึงด่านนี้เก่งทุกคน แต่มันเป็น…“ศิลปะในการเชื่อมประสานความต้องการของที่ปรึกษาและกรรมการสอบให้ได้”

…ตรงจุดนี้มีความยากพอๆกับการค้นหาองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งคนเรียนป.เอกที่ไม่ได้คุ้นเคยกับที่ปรึกษามาก่อนจำเป็นต้องผ่านด่านนี้ไปให้ได้

ก็แค่ปริญญาเอก: หลังจากเรียนจบแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง?

ดร.แอร์: หลังเรียนจบเหมือนยกก้อนหินออกจากบ่า มันเกินกว่าดีใจ น่าจะโล่งใจ มากกว่า เพราะแบกความคาดหวังของคนรอบข้าง และตัวเอง ที่ยอมทุบหม้อข้าวลาออกจากงาน มาเรียนต่อ แล้วสำเร็จได้งานที่ใช้ความรู้อย่างเต็มที่ และมีอิสระในการหาความรู้เพิ่มเติม

ก็แค่ปริญญาเอก: มีข้อคิดอะไรทิ้งท้าย..เพื่อให้กำลังใจผู้เรียนบ้างไหมคะ?

ดร.แอร์: อยากให้กำลังใจว่า..ก่อนมาเรียนต้องมีเป้าหมายในตัวเองที่ชัดเจนและมุ่งมั่นจริงๆเพราะระหว่างทางมันมีแต่ขวากหนามมากมายเป็นปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ …ใจเราต้องถึงก่อน เราจึงจะไปถึง…

ส่วนผู้ที่กำลังเรียนเมื่อพบปัญหา…ขอให้เข้มแข็งไว้ มันต้องผ่านไปได้เพียงทำให้เต็มที่ พยายามให้กำลังใจตัวเองว่า…

“เราทำเต็มที่สุดความสามารถแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของโชคชะตา”

ก็แค่ปริญญาเอก: ขอบคุณมากๆสำหรับเวลาและข้อคิดดีๆค่ะ จากคำสัมภาษณ์ มีคำคมหลายคำที่ดีและมีประโยชน์มาก เชื่อว่าผู้เรียนสามารถนำไปคิดต่อ และ ใช้เป็นแนวทางได้แน่นอนค่ะ…

คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ ::: ดร.จาก MIT

วันนี้ “ก็แค่ปริญญาเอก” มีโอกาสมานั่งจิบกาแฟกับดร.สาวสวย เรียนเก่ง และนิสัยดี ที่ศึกษาจบ PhD In Materials Science and Engineering, จาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) “ก็แค่ปริญญาเอก” เลยไม่รีรอรีบชวนคุยเรื่องเรียนดอกเตอร์เพื่อนำข้อมูลดีๆมาแบ่งปันในเพจนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์และช่วยเพิ่มกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังเรียนอยู่ทุกคนค่ะ

ก็แค่ปริญญาเอก: ปัญหาที่เจอระหว่างเรียนปริญญาเอก ที่คิดว่าหนักที่สุด คืออะไร?

แขกรับเชิญ: จริงๆ ปัญหาที่เจอในการทำปริญญาเอกมีหลายอย่างด้วยกัน แต่ที่มีผลเยอะน่าจะเป็นความท้อแท้ ปัญหานี้หลายๆ คนอาจจะเจอเช่นกัน เนื่องจากการทำปริญญาเอกใช้เวลายาวนาน จุดหมายที่ตั้งไว้ไม่ได้ไปถึงได้ในระยะเวลาเป็นวันหรือเป็นเดือน แต่เป็นปีๆ (หลายปี) หลายขั้นตอนต้องทำซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่นการทดลอง การแก้เล่ม ในบางครั้งระหว่างทางจึงรู้สึกเคว้งและท้อ

ก็แค่ปริญญาเอก: มีวิธีก้าวข้ามผ่านปัญหาดังกล่าวมาได้อย่างไร? และมีคำแนะนำดีๆให้ผู้ที่กำลังเรียนอยู่ไหมคะ?
แขกรับเชิญ: ที่ผ่านมาได้ อาศัยความอดทน และความมั่นใจลึกๆ ว่าจะต้องทำได้
ถึงจุดที่ผ่านมาได้แล้วนี้ อยากแนะนำคนที่พบเจอปัญหานี้ว่าให้วางใจว่าหากพยายามทำแล้ว สุดท้ายยังไงก็จะสำเร็จ

และถ้าตัวเองกลับไปอยู่จุดนั้นใหม่ จะพยายามตั้งเป้าหมายเล็กๆ เป็นขั้นๆ ไป และฉลองแต่ละขั้นที่ทำสำเร็จ นอกจากนี้ จะใช้ “แนวอิทธิบาท 4” อย่างเคร่งครัด เพราะหลังจากได้นึกย้อนไป ทำให้ได้พิจารณาในแง่มุมต่างๆ ของการทำปริญญาเอก รู้สึกตระหนักเป็นอย่างมาก ว่า “อิทธิบาท 4” ช่างเป็นแนวปฏิบัติที่สอดคล้องและสำคัญต่อการทำงานใดๆ รวมทั้งปริญญาเอก ขอให้เริ่มจากใจรัก ระหว่างทำให้พยายาม ใส่ใจ (เกาะติด) และคอยคิดทบทวนงาน งานก็จะสำเร็จลุล่วงได้ดีแน่นอน…

ก็แค่ปริญญาเอก: เป็นคำแนะนำที่ดีมากๆเลยค่ะ ต้องขอขอบคุณ “แขกรับเชิญ” คนแรกของคอลัมน์ ที่มาพูดคุยและแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพจนี้…
ติดตามข้อคิดดีๆจาก “แขกรับเชิญ” คนต่อไปในโอกาสหน้า…
ใครมีคำถามที่อยากคุยอยากถามดร. คนต่อไป / หรือมีประสบการณ์ที่จะแบ่งปัน ส่งมาหลังไมค์ได้นะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ 🙂

รูปด้านบนเป็นรูปพิธี commencement ที่ MIT ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของ “แขกรับเชิญ” วันนี้ค่ะ…

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD
Credit photo: http://www.boston.com

ดร. กับ การมี “อัตตา” สูง? (ตอนที่2)

จากข้อคิดครั้งที่แล้ว เรื่อง ดร. กับ การมี “อัตตา” สูง? ได้ปิดท้ายด้วยคำถามที่ว่า …เพราะอะไรที่ทำให้ ดร. (บางคน) มี อัตตา สูง? ในความเป็นจริงบนโลกใบนี้ มีคนจำนวนมาก (ไม่จำเป็นว่าต้อง ดร. เท่านั้น) ที่มี “อัตตา” สูง …การที่บุคคลแต่ละคนมีความเป็น “ตัวฉัน” มากเกินไป นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลาย เช่น บุคลิก อารมณ์ นิสัยใจคอเฉพาะตัว ประสบการณ์ในวัยเด็ก สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมและสังคม และปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย และเหล่านี้เป็นเรื่อง “ปกติ” ที่เข้าใจได้ …

ข้อคิดวันนี้มุ่งเน้นเฉพาะ เรื่องของ ดร. กับ การมีอัตตาสูง
และจะพิจารณาเฉพาะไปที่ กระบวนการและขั้นตอนของการเรียนปริญญาเอก
ที่ตั้งสมมติฐานไว้ว่า อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อ การมี “อัตตา” สูง ของ ดร.
แต่หากส่งผลจริง ก็คงมีผลอยู่ในระดับน้อย
เพราะการเรียนปริญญาเอกมีระยะเวลา ประมาณ 3-6 ปี ซึ่งถ้าเทียบเคียงกับปัจจัยอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนและหลังปริญญาเอก ปัจจัยอื่นๆเหล่านั้น ก็น่าจะมีผลต่อ การมี “อัตตา” สูงของแต่ละบุคคล ในระดับที่มากกว่า

ถึงแม้จะเป็นเพียงปัจจัยที่อาจส่งผลในระดับน้อย กระบวนการและขั้นตอนการเรียนปริญญาเอก ก็ยังคงน่าหยิบยกขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้มั่นใจได้ว่า การที่ผู้เรียน ได้ “ตั้งจิต” ไว้อย่างถูกต้อง ในทุกๆขั้นตอน จะเอื้ออำนวยให้ปรากฎดุษฎีบัณฑิตที่ตรงตาม ปรัชญา ปณิธาน เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษา ที่มุ่งผลิตปราชญ์ผู้รู้ที่ทรงคุณธรรม เข้าใจโลก สังคม เห็นคุณค่าในตนเอง มีความอิ่มเต็มในตัวเอง สงบอยู่ภายใน มีจุดยืนของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะเรียนรู้และเข้าใจจุดยืนของผู้อื่นจากมุมมองที่หลากหลายด้วย ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นลักษณะของบุคคลที่มี self-esteem ที่ดี

หากจะแบ่งการเรียนปริญญาเอกแบบคร่าวๆ เป็น 3 ขั้นตอน คือ: ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังจากเรียนสำเร็จ ในแต่ละขั้นตอน มี 2 แนวทางการพัฒนา คือ:
1) แนวทางการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน และเป็นรากฐานแห่งการเกิด “อัตตา”
และ
2) แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นรากฐานแห่งการดับ “อัตตา”
ในความเป็นจริง ระหว่างสองแนวทางนี้ ไม่มีการแบ่งที่ตายตัวและเด็ดขาด

มีความเป็นไปได้เสมอ ที่ผู้เรียนจะเกิดภาวะสับสน และไม่ได้เลือกแนวทางที่ “ถูกต้อง” เสมอไป …และ อาจเลือกใช้ทั้งสองแนวทางผสมผสานปนเปในการตัดสินใจหรือแก้ไขปัญหา
เพราะระหว่างเส้นทางการเดินสู่ปริญญาเอก ผู้เรียนเผชิญปัญหาร้อยแปดพันประการที่แตกต่างกัน

ผู้เรียนแต่ละคนจำเป็นต้องผสมสูตรเฉพาะเพื่อหาแนวทางที่ “ใช่“ สำหรับตนเอง
เพราะฉะนั้น สูตรที่กำลังจะกล่าวถึงนี้เป็นเพียงแนวทางกว้างๆ เท่านั้น ไม่ต้องการให้นำไปใช้ทันที หากแต่ให้นำไปคิดต่อและอาจประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม
แต่เราเชื่อว่า เหตุที่ดีย่อมนำมาซึ่งผลที่ดี เมื่อใดก็ตาม ที่ผู้เรียนให้ความใส่ใจกับเหตุ และลงมือแก้ไขที่เหตุ (หากจำเป็น) ได้อย่างทันท่วงที ผลที่ดีย่อมเกิดขึ้นกับตัวผู้เรียนในที่สุด

…ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวไว้ว่า “การเกิดขึ้นแห่ง “อัตตา” ก็คือ การ “ตั้งจิต” ไว้ผิด เพราะฉะนั้น การตั้งจิตไว้ให้ถูกจึงเป็นรากฐานแห่งการดับ “อัตตา””

ดังนั้น สำหรับการเรียนปริญญาเอก การ “ตั้งจิต” ไว้ผิด สามารถเป็นรากฐานแห่งการเกิด “อัตตา” ได้
ผู้เรียนหรือผู้จะเริ่มเรียนจึงควรหมั่นตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบการ “ตั้งจิต” ของตนเอง ในแต่ละขั้นตอนของการเรียนปริญญาเอก ว่าได้ตั้งไว้ อย่างถูกต้องหรือไม่?

…ขั้นตอนแรก คือ ช่วงก่อนเรียน
ลองถามตัวเองดูว่า มาเรียน ปริญญาเอก เพื่ออะไร?

1) เพื่อแสวงหาทรัพย์ภายนอก เช่น เงินทอง ชื่อเสียง ลาภ ยศ สรรเสริญ อำนาจ บารมี เช่น ต้องการคำนำหน้าว่า ดร. หรือ การยอมรับจากสังคม
2) เพื่อแสวงหาทรัพย์ภายใน เช่น สนใจในการพัฒนาตัวเองในทุกด้านและทุกมิติ ได้แก่ ปัญญา จิตใจ คุณธรรม และ จิตวิญญาณ

…ขั้นตอนที่สอง คือ ช่วงระหว่างเรียน
ในช่วงนี้ เป็นช่วงสำคัญมากช่วงหนึ่ง เป็นช่วงที่ผู้เรียนจะพบเจอกับความท้าทายในทุกรูปแบบ เป็นช่วงที่ผู้เรียนจะได้สัมผัส เรียนรู้และเข้าใจว่า ความพร้อมในด้านสติปัญญา ความฉลาด และ ความเก่งอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถนำพาผู้เรียนไปถึงฝั่งฝันได้
ผู้เรียนต้องอาศัยความพร้อมของกาย ใจ และจิต เพื่อก้าวข้ามผ่านอุปสรรคนานับประการไปให้ได้

ลองถามตัวเองดูว่า
จะใช้แนวทางใดเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทาย?

1) ยอมรับความล้มเหลวและความผิดหวังไม่ได้ ท้อถอย สูญเสียความมั่นใจ  เก็บกดกับคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ไม่ได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหา สร้างปมให้ตนเอง เก็บความผิดหวังมาเป็นฝันร้ายของชีวิต จมอยู่กับความทุกข์ จมกับความรู้สึกที่ว่า “น่าจะทำได้ดีกว่านี้” แต่ไม่ได้ทำ ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ไม่ยอมรับกับความไม่สมบูรณ์แบบ

2) ยิ้มยอมรับกับความผิดหวัง มีความเพียร ยืนหยัดต่อสู้ กัดไม่ปล่อย พยายามแบบสุดแรงเกิด ไม่เก็บกดความเศร้าหมองใดๆไว้ในใจ มีกิจกรรมและงานอดิเรก มีความสุขทุกวัน น้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ เข้าใจอย่างถ่องแท้ ยอมรับกับความไม่สมบูรณ์แบบ และปล่อยวางผลลัพธ์เพราะได้ทำดีที่สุดแล้ว

…ขั้นตอนที่สาม คือ ช่วงสุดท้ายของการเรียนปริญญาเอก:
ช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญที่สุดก็ว่าได้ เมื่อคุณเดินทางมาถึงเป้าหมายและประสบความสำเร็จแล้ว ลองถามตัวเองดูว่า:

คุณออกจากความสำเร็จอย่างไร?
คุณก้าวออกมาจากความสำเร็จ ด้วย ความรู้สึกอะไร? คุณแอบพูดอะไรกับตัวเองบ้าง? และคุณออกไปทำอะไรเป็นสิ่งแรก?

1) ฉันยอดเยี่ยมมาก ไม่มีใครเก่งเท่าฉันอีกแล้ว ธีสิสของฉันสุดยอดและดีกว่าทุกเล่มที่เคยอ่านมา ลึกๆคุณมีความรู้สึกยังไม่อิ่มเต็ม คุณต้องการการยอมรับจากสังคม เช่น รีบพิมพ์นามบัตรใหม่แจกทันที หรือ รีบออกไปแสวงหาทรัพย์ภายนอก อันได้แก่ ลาภ ยศ คำสรรเสริญเยินยอ ต่างๆ จากสังคม

2) ให้เวลาเต็มที่ที่จะดีใจกับความสำเร็จ ภูมิใจในตัวเอง ฉลองกับครอบครัวและคนที่รัก อิ่มเต็มอยู่ภายใน คิดถึงและขอบคุณครูบาอาจารย์และแรงสนับสนุนรอบข้างที่ทำให้คุณมีวันนี้ ต่อจากนั้นให้เวลาตัวเองในการผ่อนคลาย มองเห็น ภาพของตัวเอง และ ธีสิสของตัวเอง ค่อยๆลอยไกลออกไป รวมเป็นส่วนหนึ่งของภาพขนาดใหญ่ ที่มีตัวเองไปยืนรวมกับ ดร. อีกหลายหมื่นหลายแสนคน และ องค์ความรู้ที่ค้นพบในธีสิสก็ลอยไปรวมอยู่กับองค์ความรู้อื่นๆอีกมากมายบนโลกใบนี้ เข้าใจปรากฎการณ์นี้อย่างลึกซึ้ง มองเห็นความรู้อีกมากมายบนโลกใบนี้ที่ยังรอให้คุณไปค้นคว้าและแสวงหาเพิ่มเติม

โดยสรุป ในกระบวนการและขั้นตอนการเรียนปริญญาเอก มีทั้ง แนวทางการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน และเป็นรากฐานแห่งการเกิด “อัตตา” และ แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นรากฐานแห่งการดับ “อัตตา”

หากการเดินทางบนเส้นทางปริญญาเอกของคุณ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และ ปลายทาง ได้หมั่นตรวจสอบ และ เลือกที่จะ “ตั้งจิต” ให้ดี ผลลัพท์ที่ได้ย่อมดีตาม
หากหลงไปเดินในเส้นทางแรกที่ไม่ยั่งยืนบ้างบางครั้ง ก็เป็นเรื่อง “ปกติ” ที่เข้าใจได้…

…และรู้ไว้เถิดว่าการเริ่มต้นใหม่เกิดขึ้นได้เสมอ
ไม่ว่าแต่ละคนจะเดินผ่านเส้นทางใด ขอให้มีเป้าหมายเดียวกัน ที่จะเป็น ดร. ที่ ไม่มี “ตัวฉัน” มากเกินไป

เป็น ดร. ที่เข้าใจโลก เข้าใจสังคม และ เข้าใจตนเอง หมั่นสร้าง “ทรัพย์ภายใน” ที่ไม่มีใครมาแย่งชิงไปได้ และสามารถแบ่งให้เพื่อนร่วมโลกได้อย่างเหลือเฟือและไม่มีวันหมด อีกทั้งยังเป็นทุนในการสร้างทรัพย์ภายนอกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนด้วย

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD
Credit photo: http://www.bloglovin.comค

ดร. กับ การมีอัตตาสูง?


“พวก ดร. เหรอ อีโก้สูงชะมัด พูดกับใครไม่รู้เรื่อง”

“พวก ดร. เหรอ อวดเก่ง ถือดี หลงตัวเอง”

“พวก ดร. เหรอ หมั่นไส้มาก ถือว่าเรียนมาสูงกว่า แล้วชอบมาข่มพวกเรา”

“พวก ดร. เหรอ จบมาก็เป็นได้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัย สอนนักศึกษาเท่านั้นแหละ ทำงานกับใครเขาไม่ได้หรอก ยอมฟังใครซะที่ไหนล่ะ”

เคยได้ยินความคิด หรือ คำพูดทำนองนี้ บ้างหรือไม่คะ?

ถึงแม้คำพูดเหล่านี้จะดูเป็นการเหมาเข่ง ยกโหล และรวมมิตร เพราะแท้จริงแล้ว มี ดร. อีกจำนวนมาก ที่ อ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสงบสุข

แต่คำพูดข้างต้น ก็ยังเป็น ความคิดยอดฮิต ที่มีคนเชื่อ และ ถูกใช้ในการบรรยายภาพ ดร. ในสังคมอยู่เป็นนิจ

คำว่า อัตตา หรือ ego หมายถึง การถือตนเองเป็นใหญ่ มีความเป็น “ฉัน” สูง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ชอบอวดเก่ง อาจมีท่าทีหรือสีหน้าที่สะท้อนว่าดูถูกและข่มผู้อื่นอยู่บ่อยๆ มักจะเข้าใจไปว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของโลกและผู้อื่นเป็นบริวาร

ตามหลักจิตวิทยา คนที่มีอีโก้สูง ลึกๆแล้วขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ต้องการการยอมรับนับถือ มักจะเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นอยู่เสมอ

เป็นผู้ที่พยายามใช้ปมเด่นหรือปมเขื่องเพื่อปิดบังปมด้อยของตัวเอง หลอกตัวเองและหลอกผู้อื่นว่า ตัวเองเก่งทุกทาง แน่ทุกอย่าง มองตัวเองดีกว่าความเป็นจริง และมักมองไม่เห็นข้อเสียของตัวเอง เป็นแก้วที่มีน้ำล้น และยากต่อการพัฒนา

ซึ่ง คำว่า อัตตา หรือ ego นี้มีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า self-esteem

self-esteem หมายถึง การเคารพนับถือตนเอง เห็นคุณค่าในตนเอง มีความภูมิใจในตนเอง มีความอิ่มเต็มในตัวเอง สงบอยู่ภายใน และไม่ต้องเหนื่อยที่จะโอ้อวดหรือพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นเพียงเพื่อเรียกร้องการยอมรับ

คนที่มี self-esteem จะเข้าใจตัวเองตามสภาพตามความเป็นจริง เข้าใจว่าบนโลกใบนี้ไม่มีใครเพอร์เฟ็ค มนุษย์ทุกคนมีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง

คนกลุ่มนี้จะมีจุดยืนของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะเรียนรู้และเข้าใจจุดยืนของผู้อื่นจากมุมมองของผู้อื่นเช่นกัน

คนที่มี self-esteem จะไม่เปรียบเทียบตัวเองกับใคร และไม่รู้สึกแย่เมื่อเห็นใครเก่งกว่าหรือดีกว่า คนกลุ่มนี้จะพอใจและยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็น เชื่อว่าตนเองดีพอและในขณะเดียวกันก็ยอมรับในข้อด้อยของตนเอง และพร้อมที่จะแก้ไขและพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นไปได้เรื่อยๆ

เมื่อเข้าใจความหมายของคำสองคำนี้แล้ว จะเห็นว่า อัตตา หรือ ego มีความหมายในแง่ลบ และ self-esteem มีความหมายในแง่บวก

ผู้เขียนจึงอยากชวนคิดกันต่ออีกสักนิดว่า …ทำไมสังคมถึงได้มีความคิดเกี่ยวกับผลผลิตหรือผลลัพธ์ของการศึกษาระดับปริญญาเอก ออกมาในแง่ลบมากกว่าแง่บวก

และเพราะอะไรจึงปรากฎภาพและคำอธิบายที่ว่า ดร.มีอีโก้สูง ทำงานกับคนอื่นไม่ได้ ไม่เข้าใจประโยชน์ส่วนรวม ดร.หัวสูง ดร.ไม่ติดดิน ดร.ไม่เข้าใจความจริงแท้ของโลกและสังคม และ อื่นๆอีกมากมาย (ไม่ว่าผลผลิตเช่นนั้นจะมีอยู่จริงในสังคม หรือ เป็นเพียงความเข้าใจและความนึกคิดของสังคมเองก็ตาม)

เพราะแท้จริงแล้ว ปรัชญา ปณิธาน เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษาปริญญาเอกไม่ได้มุ่งที่จะผลิตดุษฎีบัณฑิตที่มีอัตตาสูง หากแต่ต้องการผลิตปราชญ์ผู้รู้ ที่ทรงคุณธรรม เข้าใจโลก สังคม และตนเอง อีกทั้งต้องสามารถนำพาผู้อื่นไปเข้าใจและค้นพบสิ่งที่ลึกซึ้ง เยี่ยมยอด และเป็นประโยชน์ได้อย่างมากมายด้วยต่างหาก

และถ้าจะพิจารณาโดยละเอียดไปที่ขั้นตอนต่างๆระหว่างการเรียนด้วยแล้ว ยิ่งจะเห็นว่าทุกขั้นตอนของการเรียน ต่างมุ่งที่จะสลายอัตตาของผู้เรียนด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่าง เช่น …การที่ผู้เรียนต้องเผชิญกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนในช่วงของการทำวิจัย

…การที่ผู้เรียนต้องเข้าใจว่าความเก่ง หรือ ความเป็นที่ 1 ที่เคยได้รับมาในช่วงปริญญาตรีหรือโท ไม่ช่วยอะไร และทุกคนเท่ากันเมื่อเริ่มเรียนปริญญาเอก

…การที่ผู้เรียนต้องน้อมรับการวิพากษ์วิจารณ์จากอาจารย์ที่ปรึกษาและนำไปปรับปรุงแก้ไข

…การเรียนรู้ว่า สิ่งที่ตัวเองคิดว่าแน่และใช่แล้ว อาจไม่มีอะไรใช่เลย ในสายตาของอาจารย์ทั้งหลาย

…หรือ การเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับคำกล่าวที่ว่า “ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน”

ดังนั้น หาก สถาบันการศึกษาที่มอบใบปริญญา ได้ มุ่งมั่นกับ ปรัชญา ปณิธาน เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษาอย่างแน่วแน่

อีกทั้งผู้เรียนปริญญาเอกได้ผ่านทุกขั้นตอนมาอย่างถูกวิธี เขาและเธอเหล่านั้น ควรจะจบการศึกษาออกมา เป็น ดร. ที่ไร้อัตตา เข้าใจโลก เข้าใจผู้คน และ เข้าใจตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง

เพราะฉะนั้น หาก ดร. คนใดจบมาแล้วมีอัตตาสูงจึงถือเป็นเรื่องแปลก ผิดแผก ไม่ใช่ภาวะปกติ และ ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะปล่อยให้เป็นไป

เพราะหากมองไปจนสุดปลายทาง การยึดถือไว้ซึ่งความเป็นตัวฉัน การหลงใหลกับความเยี่ยมยอดของตนเองจนไม่สามารถยอมรับผู้อื่นได้ คือ ทุกข์อย่างใหญ่หลวง ที่ก่อให้เกิดความเครียด หมกมุ่น โดดเดี่ยว นอกจากจะเป็นโทษระยะยาวกับตนเองแล้ว ก็ยังไม่สร้างประโยชน์ให้สังคมโดยส่วนรวมด้วย

ผู้เขียนจึงพยายามคิดต่อว่า เพราะอะไร ที่ทำให้ ดร.(บางคน) มีอัตตาสูง? และเพราะอะไร สังคมจึงมีความนึกคิดและเข้าใจว่า ดร. เป็นเช่นนั้น?

ในโอกาสหน้าจะขอมาแจกแจง แต่ละเหตุ แต่ละปัจจัย อย่างละเอียด ต่อไปนะคะ …

#เพจก็แค่ปริญญาเอก  #JustaPhD
Credit photo from: http://www.lifehack.org