ศัพท์ปริญญาเอกวันละคำ ::: Perfection

Perfection หมายถึง ความสมบูรณ์แบบ หากผู้เรียนปริญญาเอกวางเป้าหมายไว้ที่ “ความสมบูรณ์แบบ” สิ่งนี้อาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนไม่ประสบความสำเร็จperfect

เป็นเพราะ “ความสมบูรณ์แบบ” ไม่มีอยู่จริง จะว่าไป “ความสมบูรณ์แบบ” เปรียบเสมือนดินแดนลี้ลับที่ปรากฎอยู่เฉพาะแต่ในความคิดของผู้เรียน (บางคน) ที่มักจะตั้งมาตรฐานกับปริญญาเอกไว้สูงเกินไป… เช่น “ความสมบูรณ์แบบ” ของธีสิส ก็ขึ้นอยู่กับสายตาของผู้อ่าน การจะเขียนธีสิสให้สมบูรณ์แบบโดยไม่ได้รับการท้วงติงจากอาจารย์หรือกรรมการสอบเลยนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะหน้าที่ของอาจารย์และกรรมการสอบ คือ การตรวจหาข้อผิด หรือสิ่งที่ต้องแก้ไข

ถึงแม้จะมีคนจำนวนหนึ่งที่สอบธีสิสผ่านโดยไม่ต้องแก้ไขเลย ก็ไม่ได้หมายความว่า คนเหล่านั้นได้เดินทางไปถึงดินแดนลี้ลับที่ชื่อว่าดินแดนแห่งความสมบูรณ์แบบ เพียงแต่งานของเขาเหล่านั้นสมบูรณ์เฉพาะในสายตาของอาจารย์และกรรมการสอบต่างหาก

บทความนี้ส่งกำลังใจสำหรับ
…คนที่กำลังจดๆจ้องๆ ไม่รู้จะเริ่มต้น “เขียน” อย่างไร
…คนที่อ่านหนังสือเกือบหมดห้องสมุดแล้ว แต่ยังไม่เริ่มต้น “เขียน” สักที
…คนที่ “เขียน” ไป กลัวไป เช่น เขียนได้หนึ่งหรือสองประโยคแล้วลบทิ้งบ้าง หรือ กลับมาตรวจคำผิดอยู่เรื่อยๆ
…หรือ คนที่ชอบถ่วงเวลาการส่งเล่ม

ลองคิดดูว่าสาเหตุที่ทำให้คุณไม่กล้าลุยต่อ เพราะคุณคิดว่า งานที่จะนำเสนอต้องสมบูรณ์แบบที่สุด ต้องได้รับคำชมเชย หรือไม่มีข้อแก้ไขเลย ใช่หรือไม่? ถ้าใช่ คุณต้องหยุดคิด เปลี่ยนมุมมองใหม่ทันที …

การเป็นผู้นิยมความสมบูรณ์แบบ (perfectionist) อาจทำให้เครียด หมดแรง ถอดใจ หรือไม่สามารถแม้แต่จะเริ่มทำงานได้ ลุกขึ้นมาลองผิด ลองถูก ตั้งแต่วันนี้เลย…

การเขียนธีสิสไม่ต้องการ “ความสมบูรณ์แบบ” ไม่มีรูปแบบตายตัว และเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลลองดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าคุณปล่อยความคิดให้เป็นอิสระและเขียนทุกสิ่งในหัวออกมา….โดยเฉพาะในงานเขียนชิ้นแรกๆ อย่าไปกังวลว่าจะถูกหรือผิด เขียนไปเรื่อยๆเท่าที่จะนึกออก

เคยได้ยินประโยคที่ว่า ธีสิสที่ดี คือ ธีสิสที่ทำเสร็จ (A good thesis is a done thesis) ไหมคะ? ถึงแม้งานชิ้นแรกๆจะมีหน้าตาไม่ดีเท่าไหร่ แต่ถ้าต่อมาผู้เรียนพยายามปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่อง งานที่ดูไม่ได้ในตอนแรก ก็จะกลายสภาพเป็นงานที่ “ดีพอ” และบางทีสิ่งนั้นก็ “พอดี”สำหรับปริญญาเอก…ถ้าไปดู งานชิ้นแรก กับ งานชิ้นสุดท้าย ของผู้ที่สำเร็จปริญญาเอก จะรู้ว่าแต่ละคนมาไกลจากจุดเริ่มต้นมากจริงๆ

อย่างไรก็ดี งานชิ้นแรกมีความสำคัญมาก เพราะถ้าไม่มีงานชิ้นนั้นก็จะไม่มีจุดเริ่มต้นที่พาผู้เรียนไปสู่ความสำเร็จปลายทาง…

อย่าคิดว่าทางสู่ปริญญาเอกจะเป็น ทางเรียบ สะอาด โรยด้วยกลีบกุหลาบ
และมีสปอตไลท์ส่องตลอดทาง เพราะนั่นเป็นแค่ทางในฝันของใครบางคนและไม่มีอยู่จริง…

ว่าแล้วก็จงปล่อยวางกับความสมบูรณ์แบบ… แต่อย่าลืมว่าการปล่อยวางกับความสมบูรณ์แบบในที่นี้ เป็นคนละความหมายกับการไม่จริงจัง ไม่ปราณีต ทำแบบขอไปที หรือ ไม่พยายามเต็มที่

…ท้ายที่สุดแล้ว ความสมบูรณ์แบบ ไม่เคยทำให้ใครรู้สึกสมบูรณ์แบบ แต่กลับทำให้คนๆนั้นรู้สึก “ไม่ดีพอ” สักทีต่างหาก

ไม่ต้องพิสูจน์ให้โลกรู้ว่าเรา ดี เก่ง และสมบูรณ์แบบในทุกมิติ เพราะสิ่งนี้เหนื่อย เสียเวลา และ น่าเบื่อ…

เป็นอิสระ คิดอย่างที่ตัวเองอยากคิด ทำอย่างที่ตัวเองอยากทำ และแค่ตั้งใจ มุ่งมั่น ให้เวลากับการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นทุกๆวัน…

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬
Credit photo: from instagy.com

ศัพท์ปริญญาเอกวันละคำ ::: การเขียนธีสิส

 การเขียนธีสิส หมายถึง …
.

.

.

.

.

.

.

คิด จดจ่อ มีสติ สมาธิ จินตนาการ ตกผลึก เรียบเรียง เป็นระบบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ไตร่ตรอง เชื่อมโยง ละเอียดถี่ถ้วน สร้างแรงบันดาลใจ มีวินัย เข้มแข็ง อดทน ชัดเจน มุ่งมั่น กัดไม่ปล่อย กลั่นกรอง สำรวจ ตรวจสอบ ย้ำ ซ้ำ ทวน ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนา สร้างสรรค์ จรรโลงโลกมนุษย์ และ อื่นๆอีกมากมาย

คำอะไรนะช่างมีความหมายลึกซึ้ง และมากมาย ขนาดเน้ !!?&)£: €@!=_:¥£&?!?!!

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhd
Credit photo: from http://www.fashionmenow.co.uk

ศัพท์ปริญญาเอกวันละคำ ::: Self-doubt

11139775_1577683739155029_4569824832115715239_n

ศัพท์ปริญญาเอกวันละคำ

Self-doubt หมายถึง การสงสัยและไม่แน่ใจในความสามารถของตัวเอง การสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง ผู้เรียนปริญญาเอกเกือบทุกคนต้องประสบกับความรู้สึกเช่นนี้ ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งของการเรียน ความรู้สึกเช่นนี้อาจมีผลกระทบกับแต่ละคนมากหรือน้อยแตกต่างกัน

เมื่อตกอยู่ในภาวะดังกล่าว ผู้เรียนมักจะเกิดความสงสัยว่า งานวิจัยที่ตนทำอยู่ ถูกต้องแล้วหรือไม่? มาถูกทางหรือยัง? และ มีคุณค่าเพียงพอหรือเปล่า? บ่อยครั้งที่ผู้เรียนมักจะด่วนประเมินและตัดสินงานของตนเอง ว่าผิดพลาด ล้มเหลว ไม่น่าสนใจ และไม่สำคัญเพียงพอ นอกจากวิพากษ์งานของตนแล้ว ผู้เรียนก็มักจะเลยมาวิจารณ์ตัวเองด้วยว่า ตัวเองไม่เก่งและไม่ดีพอสำหรับการเรียนปริญญาเอก

ภาวะ self-doubt นี้ทำให้ผู้เรียนลังเล ถดถอย ขาดพลังในการก้าวต่อ ภาวะ self-doubt นี้ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมต่างๆ (ไล่ระดับจากขั้นเบาสุดไปถึงขั้นร้ายแรง) ได้แก่ เวิ่นเว้อ เลี่ยง หลบ กลบเกลื่อน เก็บตัว ซึมเศร้า จนอาจถึงขั้นถอนตัวจากการเรียนก็เป็นได้

ณ จุดนี้ หากผู้เรียนได้ถอยออกมาพิจารณาปัญหาของตัวเองจากมุมที่กว้างขึ้น จะมองเห็น
ความจริง 5 ประการ อันเป็นที่มาของความรู้สึก self-doubt ดังนี้

1 เป็นเรื่องปกติ ที่การทำวิจัยระดับปริญญาเอกจะต้องเกี่ยวข้องอยู่กับความสงสัย (doubt) การตั้งคำถาม และการมุ่งที่จะหาคำตอบ ด้วยคำตอบที่ตายตัวและถูกต้องไม่มีอยู่ตรงหน้า ผู้วิจัยจึงต้องค้นหาความรู้ (อย่างเอาเป็นเอาตาย) เพื่อรังสรรค์งานใหม่ในแบบฉบับของตนเอง (originality) ที่ก่อให้เกิดคุณูปการ (contribution) ต่อแวดวงวิชาการ ซึ่งความสงสัยนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำงานวิจัย ของกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาตนเอง

2 เป็นเรื่องปกติ ที่ผู้เรียนต้องเริ่มต้นทำงานวิจัยจากความสงสัย ความไม่รู้ อีกทั้งต้องทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้วอยู่ตลอดเวลา เพราะความไม่รู้นี่แหละจะเปิดโอกาสให้ผู้วิจัยได้พินิจพิเคราะห์ประเด็นต่างๆ และนำมาสู่การสร้างองค์ความรู้และมุมมองใหม่ๆในงานของตนเอง หากผู้วิจัยวางตัวเป็นผู้รู้ หรือ ไม่หมั่นตั้งคำถามใดๆ ก็หมายถึงการยอมรับกับกระบวนทัศน์เดิมๆอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาความรู้ใหม่

3 เป็นเรื่องปกติ ที่ผู้เรียนจะพบความผิดพลาดและล้มเหลว พบข้อบกพร่องหรือปัญหาของงานวิจัยที่ต้องแก้ไข ในกระบวนการทำวิจัยที่ประกอบไปด้วยขั้นตอนต่างๆมากมาย และก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องเจอการวิพากษ์วิจารณ์จากอาจารย์ที่ปรึกษา (บ้างจัดเบา และบ้างจัดหนัก!) ด้วยหวังว่าการ “ติเพื่อก่อ” นั้น จะช่วยปรับปรุงและพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น

4 เป็นเรื่องปกติ ที่ผู้เรียนจะผูกพันกับงานที่ตัวเองทำจนอยู่ในระดับที่รู้สึกว่า งานเป็นส่วนหนึ่งของเราและเราเป็นส่วนหนึ่งของงาน และคุณค่าของงานคือคุณค่าของตัวเรา และเมื่องานถูกตั้งคำถาม สงสัย หรือถูกวิพากษ์วิจารณ์ (ไม่ว่าจะโดยตัวเอง หรือ โดยอาจารย์ที่ปรึกษา) ก็เป็นเรื่องปกติที่ผู้เรียนจะหันกลับมาสงสัยและไม่แน่ใจในความสามารถของตัวเอง

5 เป็นเรื่องปกติ ที่นักศึกษาปริญญาเอกที่ยังไม่เคยเดินผ่านเส้นทางในลักษณะนี้ จะมองว่า เรื่องปกติสี่ประการข้างต้น เป็นเรื่องไม่ปกติและวิตกกังวลกับภาวะที่ตนเองเผชิญอยู่ เราอยากบอกคุณว่า ความสงสัยในตัวเองและในงานของคุณนี้ จะยังอยู่กับคุณไปจนกว่าวันที่คณะกรรมการสอบจะตัดสินผลงานของคุณ ดังนั้น หน้าที่ของผู้เรียนจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่และจัดการกับภาวะ self-doubt นี้ให้ได้โดยตลอด

ทางออกสำหรับผู้ที่กำลังตกอยู่ในภาวะ self-doubt ก็คือ เข้าใจให้ได้ก่อนว่าสิ่งที่เป็นอยู่คือเรื่องปกติธรรมดา ต่อจากนั้นพยายามเรียกความศรัทธาและความเชื่อมั่นในตัวเองกลับคืนมา คิดดูสิว่าคุณเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว และที่ผ่านมาคุณเคยทำได้ยอดเยี่ยมอย่างไร จงยืนหยัดอยู่ข้างตัวคุณเอง อย่าเอาความรู้สึกด้านลบมาทำร้ายตัวเอง บอกตัวเองว่า ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าที่เจอไม่ได้หมายถึงว่าคุณจะไม่สำเร็จ ลองเข้มแข็งและฮึดสู้อย่างสุดกำลังความสามารถ เพราะการลุกขึ้นครั้งนี้หมายถึงการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อตัวเองและเป้าหมายที่วางไว้ในชีวิต

อดทน รอคอย และเดินไปให้ถึงวันส่งเล่มธีสิส

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬
Credit photo: from https://www.flickr.com/photos/108976733@N05/11673061885/

ศัพท์ปริญญาเอกวันละคำ ::: Eureka Moment หรือ Aha! Moment

3Eureka Moment (ยูเรก้า โมเมนต์) หรือ Aha! Moment (อะฮ่า! โมเมนต์) เป็น ชั่วขณะของอารมณ์ความรู้สึกดีใจที่ได้ค้นพบข้อเท็จจริงหรือความรู้ใหม่

Eureka (ยูเรก้า) มีรากศัพท์จากภาษากรีกโบราณ แปลว่า “ฉันพบแล้ว” สืบเนื่องจากที่นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก ชื่อ อาร์คีมีดิส (Archimedes) นั่งขบคิดปัญหาเพื่อหาคำตอบไปตอบกษัตริย์ คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก ยิ่งคิดมากยิ่งปวดหัว อาร์คีมีดิส จึงตัดสินใจไปอาบน้ำอุ่นที่โรงอาบน้ำสาธารณะใกล้บ้านให้ใจสบายเสียก่อน แล้วค่อยมาคิดใหม่

ทันใดนั้น ขณะที่เขาก้าวลงอ่างอาบน้ำ เขาสังเกตว่าน้ำในอ่างล้นออกมา เขาถึงกับกระโดดแก้ผ้าออกมาจากโรงอาบน้ำแล้ววิ่งไปตามถนนและตะโกนด้วยความตื่นเต้นว่า “ยูเรก้า! ยูเรก้า!” จนประชาชนแตกตื่นมาดูกันใหญ่

เพียงเสี้ยววินาทีนั้นเองที่ อาร์คีมีดีส ค้นพบวิธีการหาความถ่วงจำเพาะของวัตถุ โดยพบว่า ปริมาตรของวัตถุส่วนที่จมลงในน้ำย่อมเท่ากับปริมาตรของน้ำที่ถูกแทนที่ด้วยวัตถุ เป็นคำตอบที่กระจ่างชัด ลึกซึ้ง เป็นความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อแวดวงวิชาการมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับนักศึกษาปริญญาเอกผู้ที่กำลังคร่ำเคร่งกับการทำงานวิจัย ขณะที่มีคำถามในใจและพยายามค้นหาคำตอบ คิดกลับไปกลับมา แต่ยังหาคำตอบไม่ได้ จะมีเวลาสำคัญอันหนึ่งที่ ร่างกาย จิตใจ และคลื่นสมอง อยู่ในภาวะผ่อนคลาย จะเกิดปรากฎการณ์หนึ่งกับผู้วิจัย เป็นเพียงเสี้ยววินาทีที่มีแสงสว่างวาบเข้ามาในสมอง เป็นเวลาที่เหมือนมีดอกไม้บานในหัว เป็นเวลาที่ผู้วิจัยเกิดความรู้สึกคลิก (อาจคล้ายๆความรู้สึกรักแรกพบ) เป็นเวลาที่ผู้วิจัยเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้ผู้วิจัยดีใจแทบบ้า และอยากจะร้องตะโกนออกมาดังๆ ว่า “ฉันคิดออกแล้ว ฉันพบแล้ว ฉันเข้าใจแล้ว” เราเรียกชั่วขณะนี้ว่า Eureka Moment (ยูเรก้า โมเมนต์) หรือ Aha! Moment (อะฮ่า! โมเมนต์)

สำหรับนักศึกษาปริญญาเอก ยูเรก้า หรือ อะฮ่า โมเมนท์นี้ เกิดขึ้นได้จากการย้ำ ทวน คิด พิจารณาซ้ำๆ ถ้าหากคุณทำงานหนักเพียงพอ และมีเวลาให้คลื่นสมองผ่อนคลายด้วย คุณจะมีโอกาสได้พบกับช่วงเวลานี้ แต่ละคนอาจได้พบกับช่วงเวลานี้เร็วหรือช้าต่างกัน บางคนพบตอนกลางคืน แต่บางคนพบตอนเช้า บางคนสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแต่เป็นการค้นพบที่ใช่และยิ่งใหญ่ บางคนเกิดขึ้นหลายครั้งและมาเป็นช่วงๆ ตลอดระยะเวลาการศึกษา

สำหรับผู้เขียนก็เคยมี ยูเรก้า หรือ อะฮ่า โมเมนต์ อยู่หลายช่วงหลายครั้ง ส่วนใหญ่จะมาตอนล้มตัวลงนอน หลังจากสวดมนต์แล้วหลับตาไปได้สักครู่ ช่วงที่ใกล้จะหลับแต่ยังไม่หลับ ผู้เขียนจะพบคำตอบหรือไอเดียดีๆ วาบเข้ามาในหัว เพียงเสี้ยววินาทีนั้น ถ้าเราจับความคิดนั้นได้ทัน ความคิดเหล่านั้นจะส่งผลดีต่องานของเรามาก

เมื่อความรู้ที่คุณรวบรวมมาโดยตลอดเดินทางมาถึงจุดที่ใช่ เมื่อสิ่งที่คุณอ่านและเขียนมาด้วยความอดทนเกิดการตกผลึก เมื่อมีแสงสว่างวาบขึ้นที่หัว เป็นแว้บหนึ่งแว้บนั้นที่ใช่ ให้คุณเตรียมกระดาษกับปากกาในมือเลยนะ เพราะหลังจากวินาทีนั้น ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป ทุกอย่างจะพรั่งพรูออกมาจากสมองของคุณ จากที่คุณไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร หรือว่างานที่เขียนไปทำไมถึงเยิ่นเย้อขนาดนี้ วันแห่งปาฏิหาริย์นี้จะทำให้คุณสามารถตอบคำถามทุกอย่างที่คุณเคยสงสัย คุณจะรู้แน่ชัดเลยว่า “ปัญญา” ที่แท้จริงคืออะไร

การอดทนรอคอยที่จะมียูเรก้า โมเมนต์นั้นไม่เสียหลาย เพราะเมื่อคุณค้นพบความรู้ได้ด้วยตัวคุณเอง คุณจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง คุณจะสามารถส่งรอยยิ้มให้คนรอบข้างจากหัวใจ เมื่อเดินออกมาข้างนอกท้องฟ้าจะดูสดใสกว่าที่เคย ดอกไม้เริ่มผลิดอก ใบไม้เริ่มผลิใบ ทุกสิ่งรอบกายช่างสวยงาม และทุกอย่างพร้อมกันส่งมอบกำลังใจมาที่คุณ ให้คุณมีพลังที่จะเขียนๆๆทุกอย่างที่เพิ่งได้รู้และเพิ่งได้เข้าใจอย่างพรั่งพรูและสิ่งที่เขียนก็ใช่ๆๆตลอดเวลา

การค้นพบนี้จะทำให้คุณเข้าใจถึงปิติสุขอย่างแท้จริง ด้วยสองมือที่สร้างขึ้นมาเอง ทุกสิ่งทุกอย่าง ทีละเล็ก ทีละน้อย สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ถ้าคุณอดทน ใจเย็น รู้จักการรอคอย พยายามก้าวไปข้างหน้าทุกวัน กี่ก้าวก็ได้ ขอแค่อย่าหยุดอยู่กับที่ และอย่าถอยหลัง ในที่สุดคุณก็จะถึงจุดนั้น คุณจะภูมิใจกับสิ่งที่คุณค้นพบ ยามใดที่คุณท้อ คุณสามารถเรียกความรู้สึกนี้กลับคืนมาได้อีกและใช้เตือนตัวเองได้เสมอว่า เราเคยทำได้

คุณอาจจะพูดกับตัวเองว่า โอ้..ฉันน่าจะรู้แบบนี้เมื่อหกเดือนที่แล้ว แต่ไม่หรอกคุณไม่ผิดหรอกที่เพิ่งรู้ตอนนี้ เพราะจริงๆการที่คุณรู้ตอนนี้ก็เกิดจากการทำงานหนักสะสมมาโดยตลอด มันอาจจะไม่สำคัญว่าคุณจะรู้ตอนไหน แต่เมื่อคุณรู้แล้ว ขอให้จับความรู้นั้นให้ทัน ลงมือทำ และเดินมุ่งหน้าสู่ปลายอุโมงค์ทันที

เชื่อว่า อ่านเรื่องนี้จบ คงมีคนอยากกระโดดลงอ่างอาบน้ำหลายคนเลยใช่มั้ยคะ?

Credit photo: from disqus.com

ศัพท์ปริญญาเอกวันละคำ ::: Procrastination

10922836_1571264966463573_8661702381696172335_nProcrastination (อ่านว่า โพร แครส ทิ เน ชั่น) หมายถึง การเลือกที่จะทำงานอื่นๆที่ไม่เร่งด่วนก่อนงานสำคัญที่ต้องทำจริงๆ การผัดวันประกันพรุ่ง ชักช้า หน่วงเหนี่ยว การจัดลำดับงานที่สำคัญที่สุดไว้ทีหลังเพราะมองว่าเดดไลน์ยังอีกไกล การทำทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้นการเขียนธีสิสของตัวเอง อาการนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดกับนักศึกษาปริญญาเอกทุกคน อาการนี้เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการเขียนธีสิส อาการนี้ปล่อยไว้นานอาจเรื้อรัง ขอเรียกอาการนี้สั้นๆ ว่า อาการ “เวิ่น”

นึกย้อนกลับไปสมัยตอนเรียนปริญญาเอกที่อังกฤษ ผู้เขียนก็เคยมีอาการ “เวิ่น” เหมือนกัน ขนาดสมัยนั้นไม่มีเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มากมายขนาดนี้ ยัง “เวิ่น” ได้หนัก ลักษณะของอาการ“เวิ่น” ที่ผู้เขียนเป็นก็คือติดเล่นอินเทอร์เน็ต (สมัยนั้นก็ติดอ่าน pantip บ้างอะไรบ้าง)

โรคติดอินเทอร์เน็ตนี้รักษายากและเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการเขียนธีสิส รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่ทำไม่ดี ไม่ productive แต่ก็อดไม่ได้ ผู้เขียนเคยเขียนกระดาษติดข้างฝาไว้ว่า “เล่นเน็ตวันละสองชั่วโมง: หกโมงเย็นถึงสองทุ่ม” แต่ผู้เขียนทำได้แค่วันเดียวเท่านั้นก็รู้สึกละอายใจ จนต้องดึงกระดาษนั้นออก

พี่คนหนึ่งเขียนไว้ว่า “เล่นเน็ตเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น” แต่เขาบอกผู้เขียนว่า หลังจากแปะกระดาษ ยิ่งเหมือนเป็นกฎที่ต้องฝ่าฝืน คืนแรกที่ติดกระดาษไว้ข้างฝา พี่คนนี้อ่านนิยาย pantip จากหนึ่งทุ่มถึงตีสี่เลย แล้ววันนั้นก็ไม่ใช่วันเสาร์อาทิตย์ด้วย (ฮา)

รุ่นพี่อีกคนมีงานอดิเรกระหว่างเรียนปริญญาเอกคือการเล่นเกมส์ขับเครื่องบินในอินเทอร์เน็ต เกมส์นี้เหมือนจริงทุกอย่าง เห็นว่าต้องมีการพูดส่งเสียงผ่านไมค์ (มักจะได้ยินเสียง ฮัลโหล…โหล โหล, เทคออฟ, แลนดิ้ง ฟุตฟิตฟอไฟ อยู่ในห้องคนเดียวทั้งวัน) แต่ละวันที่ผ่านไป พี่คนนี้ก็ไม่มีอันได้ทำอะไร เพราะถ้าไม่มีภารกิจต้องบินจากลอนดอนไปกรุงเทพฯ หรือจากโตเกียวไปนิวยอร์ก พี่คนนี้ก็จะรับหน้าที่เป็นผู้บังคับการประจำศูนย์การบินคอยควบคุมเส้นทางให้นักบินคนอื่น ฟังดูน่าสนุก แต่คิดดูสิคะว่าด้วยความสมจริงของเกมส์นี้ แต่ละไฟล์ทบินกินเวลาเท่ากับไฟล์ทบินของจริงเลยค่ะ

เหล่านี้ คือ ตัวอย่าง ของอาการ “เวิ่น” ที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนปริญญาเอกให้สำเร็จ

จะว่าไปแล้ว เพจ “ก็แค่ปริญญาเอก” ก็เกิดขึ้นจากอาการ “เวิ่น” ของ ผู้เขียนอยู่เหมือนกัน (แต่ถ้าอาการ “เวิ่น” นี้พอจะมีประโยชน์อยู่บ้างก็จะขอ “เวิ่น” ไปสักพักค่ะ)

สำหรับผู้ที่กำลังทำธีสิสอยู่ หรือผู้ที่กำลังมีงานสำคัญๆที่จำเป็นต้องทำ แต่กลับกำลังอ่านเพจนี้อยู่ ท่านคงจะเริ่มมีอาการ “เวิ่น” แล้วล่ะ

ยินดีต้อนรับสู่ “คลับเวิ่น” อย่างเป็นทางการค่ะ

Credit photo: from www.abbyhasissues.com