#คอลัมน์แขกรับเชิญ :::A Super Busy Day with a PhD Student ::: วันที่ยุ่งหัวฟูกับนักศึกษาปริญญาเอก ::: อัมรินทร์

ยินดีต้อนรับสู่ เพจก็แค่ปริญญาเอก ในฐานะแขกรับเชิญ ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ผมชื่อ อัมรินทร์ เผ่าสวัสดิ์ ครับ ชื่อเล่นชื่อ อัม นะครับ ปัจจุบันเรียนปริญญาเอก ปีที่สาม สาขา Computer Science อยู่ University of Illinois at Urbana-Champaign ที่อเมริกาครับaum5

ก่อนมาที่นี่ผมจบปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสร็จแล้วไปทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ บริษัททอมสันรอยเตอร์ ประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปีครับ เสร็จแล้วเรียนปริญญาโทที่ UCLA ประเทศอเมริกา หลังจบปริญญาโท ผมทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์บริษัท fedex อยู่ไม่ถึงปี แล้วย้ายไปทำงานให้ start up เล็กๆอีกประมาณ 2 ปีครับ สุดท้ายมาลงเอยที่ปริญญาเอกในปัจจุบันครับ

ทำไมถึงเลือกเรียนต่อปริญญาเอก และที่อเมริกา?

มีหลายๆเหตุผลที่ตัดสินใจเรียนปริญญาเอกครับ

…อย่างแรกคืออยากรู้ว่าเวลาเราตั้งใจจริงๆแล้วจะไปได้ไกลถึงไหน จะสามารถแก้ปัญหา(ที่เล็กมากๆๆๆๆๆๆ)ที่ยังไม่เคยมีใครในโลกนี้แก้ได้หรือเปล่า

…อย่างที่สองคือสาขาวิชาที่ผมสนใจเรียนนี่ บริษัทส่วนใหญ่ไม่ได้มีงานด้านนี้ให้ทำ ถ้าผมไม่ได้มาเรียนป.เอก โอกาสที่ผมจะได้ทำงานด้านที่ผมสนใจนี้มีน้อยมาก

…อย่างที่สามคือผมชอบชีวิตนักเรียน/นักศึกษาครับ ได้เจอเพื่อนใหม่ตลอดเวลา มีการเล่นกีฬา เล่นเกม มีกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย สนุกดีครับ

…และอย่างสุดท้ายคือ ผมกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวไปแล้ว ก่อนที่จะมาอเมริกา ก่อนแต่งงาน ผมไม่เคยพยายามทำอะไรจริงๆจังๆ แต่หลังแต่งงานแล้ว ผมรู้สึกว่าผมได้กลายเป็นหัวหน้าครอบครัวโดยอัตโนมัติไปแล้ว อยากจะมีประสบการณ์ชีวิตที่พร้อมสามารถดูแลครอบครัว (รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่และพี่น้อง) ได้

ผมคิดว่าการเรียนป.เอก จะสอนให้เรารู้จักถ่อมตัว รู้จักแก้ปัญหา รู้จักหาความรู้ใหม่ รู้จักสังคม รู้จักเครียด รู้จักทำงานหนัก รู้จักแบ่งเวลา และรู้จักรับมือกับคนหลายประเภท ผมว่าเป็นทักษะที่เหมาะสำหรับคนที่จะต้องดูแลคนอื่นครับ

สาเหตุที่เลือกเรียนที่ประเทศอเมริกาเพราะว่า คุณพ่อคุณแม่ท่านจบจากอเมริกาแล้วท่านก็แนะนำให้เรียนต่อที่อเมริกาครับ
ตอนนั้นผมไม่ทันได้คิดเลยว่ายุโรป แคนาดา หรือญี่ปุ่นก็เป็นตัวเลือกด้วย ตอนนั้นผมก็เชื่อพ่อแม่ครับ ไม่ได้หาข้อมูลประเทศอื่นเลยครับ

aum2

ระบบการเรียนปริญญาเอกที่อเมริกาเป็นอย่างไรคะ

มหาวิทยาลัยของผม หลักสูตรคือ บังคับว่าต้องมี coursework (ก็คือต้องลงวิชาเรียน) จำนวนหนึ่ง และบังคับว่าต้องเป็น TA อย่างน้อยหนึ่งเทอมก่อนจบ นอกนั้นก็วิจัยอย่างเดียวครับ

ส่วนการสอบใหญ่ๆหลักๆมี 3 อย่าง คือ

(1) สอบ qualifying exam เป็นข้อสอบที่วัดว่า เราเหมาะสมจะเป็นนักวิจัยหรือไม่
โดยเค้าพยายามทดสอบทักษะหลายๆอย่าง ก็คือ
– ต้องมีความรู้พื้นฐาน และเข้าใจ “paper บังคับ” ที่ทุกคนในสาขาต้องเคยอ่าน ให้ได้
– ต้องอ่าน paper เป็น สรุปความคิดหลัก ข้อดี ข้อเสียเมื่อเทียบกับ paper อื่นได้
– ต้อง present paper รู้เรื่อง ตอบคำถามเกี่ยวกับงานที่ present ได้
อันนี้แต่ละมหาวิทยาลัยเข้าใจว่ามี format ที่ต่างกันไป สำหรับ format ของมหาวิทยาลัยของผมคือเค้าจะให้ paper บังคับ มาประมาณ 20 paper ที่ต้องไปทำความเข้าใจ แล้วตอบคำถาม committee ให้ได้  บวกกับ paper พิเศษที่คล้ายกับงานวิจัยที่เราทำอยู่ เราจะต้อง present paper และพูดคุยเรื่องรายละเอียด ข้อดีข้อเสียของ paper นั้นกับ committee

(2) preliminary exam

เรียกง่ายๆว่าคือ thesis proposal คือเราเสนอคณาจารย์ ว่า project ปริญญาเอกของเรา คืออะไร และเกี่ยวกับอะไร
ทักษะที่มหาวิทยาลัยและคณาจารย์พยายามจะทดสอบคือทักษะการเขียน proposal

ในอเมริกา (ที่อื่นก็อาจจะเป็นเหมือนกัน) นักวิจัยมักจะต้องเขียน proposal พยายามขายไอเดียเพื่อองค์กรหรือรัฐบาล เพื่อจะได้เงินสนับสนุน เพื่อไปทำไอเดียนั้นให้เป็นจริง ในการสอบนี้ คณาจารย์จะให้ feedback ซึ่งจะทำให้โปรเจคของเราดีขึ้น
สำหรับ format การสอบของมหาวิทยาลัยของผมคือ เป็นการ present ให้ committee ฟัง คล้ายๆกับ qualifying exam แต่ตัดเรื่องการวัดความรู้พื้นฐานทิ้ง และงานวิจัยที่เสนอก็คืองานวิจัยของเราเองแล้ว ไม่ใช่เอา paper คนอื่นมา present

(3) defense

คือการเสนอผลงานที่เราทำมาตลอดให้โลกรู้ มาถึงจุดนี้ เราได้ทำงานงานวิจัยโปรเจคย่อยๆหลายๆโปรเจค
เราเอามารวมกันเป็นโปรเจคใหญ่ แล้วแชร์ความรู้เราให้คนฟัง คนที่เข้ามาฟังก็จะมีคณาจารย์และใครก็ได้ที่สนใจ
(แต่เท่าที่เคยนั่งมา หลักๆก็มีแต่นักศึกษาคนอื่น เพื่อนๆมาให้กำลังใจ) คิดว่าอันนี้คงจะเหมือนกันทุกมหาวิทยาลัย

aum4

โปรเจ็คเล็กๆ ย่อยๆที่ว่า ทำตั้งแต่ปี 1 เลยใช่ไหมคะ? แล้วไปรวบเป็น dissertation อย่างไร? วัดผลตอน defense ท้ายสุด วัดจากอะไรคะ ?

โปรเจคย่อยๆมักจะได้ทำหลังจากได้ advisor แล้ว (กรณีของผมนี่คือปี 2 กว่าจะหา advisor เจอ) เพราะว่าหลังจากได้ advisor เรามักจะทำงานวิจัยแนวเดิมๆ แล้วการทำ dissertation จะต้องมี theme ที่จะเชื่อมโปรเจคย่อยๆด้วยกันได้

ถ้าเป็นโปรเจคแนวเดิมๆก็สามารถเอามาเชื่อมกันได้ง่าย ในทางกลับกันถ้าทำโปรเจคที่ไม่เกี่ยวกันโดยตรงกับ theme งานวิจัย ก็อาจจะเอามาเชื่อมกันไม่ได้

ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยหลักเป็น theme เรื่องการลดการติดเชื้อในอาหาร โปรเจคประมาณว่า การกรองน้ำฆ่าแบคทีเรีย หรือลดเชื้อราในอาหารนี่อาจจะเข้ากันได้ แต่โปรเจคเรื่องวัสดุการทำกล่องใส่อาหารที่ทนไฟได้ อาจจะเอาไปรวมได้ยาก

โปรเจคย่อยนึงมักจะจบด้วยการได้ publish paper ใน conference (สำหรับ computer science ในอเมริกานี่ conference สำคัญกว่า journal) พอ publish ที่ดีๆประมาณ 3-4 ที่ หรือที่ทอปๆ 2-3 ที่ ก็ถือว่าความสามารถเหมาะจะจบไปเป็นนักวิจัยได้แล้ว

เรื่องจำนวน paper ไม่มีข้อกำหนดตายตัว แต่เป็นสิ่งที่ผมสังเกต สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เอามาวัดผลว่าจะจบหรือไม่จบก็คือ คณาจารย์ต้องมีความเห็นว่า ผู้ที่เรียนจบป.เอก สามารถออกไปทำงานวิจัยคนเดียวได้ ซึ่งวิธีพิสูจน์ว่าเราทำงานวิจัยคนเดียวได้ก็คือการ publish paper ดีๆหลายๆอันนั่นเอง

เข้าใจมาว่า ตัว advisor เอง จะพอรู้ว่าเท่าไรถึงจะถือว่าพอ advisor จะไม่ปล่อยให้ defense ถ้ายังไม่พร้อม
ไม่อย่างนั้น คนที่เสียชื่อและเสียหน้ายิ่งกว่าก็คือตัว advisor เอง

สำหรับตัว dissertation เอง ส่วนตัวผมว่าไม่สำคัญเท่าผลงานวิจัยและฝีมือการ present เพื่อทำให้ committee พอใจ
เพราะอาจารย์ทุกคนใน committee มักจะไม่มีเวลาอ่านบทความ 100-300 หน้าอย่างละเอียด มีแต่ตัว advisor ที่น่าจะอ่าน dissertation เยอะที่สุดแล้ว และถ้า advisor ปล่อยให้เรา defense ก็แปลว่าเค้าพอใจกับผลงานวิจัยเราแล้ว ผมไม่เคยเจอคน defense ผ่าน แต่ dissertation ไม่ผ่าน แต่อาจจะมีก็ได้

แต่เรื่องการเขียน dissertation ให้ดีนี่ก็สำคัญเพราะว่า งานของเราอาจจะถูกอ่านโดยผู้อื่นในอนาคต หน้าที่ของนักวิจัยคือพัฒนาความรู้มนุษย์ ถ้าเราสามารถทำให้งานของเราเข้าใจได้โดยมนุษย์คนอื่น จะมีประโยชน์มากกว่าครับ

ที่เรียนมา ชอบช่วงไหนที่สุด เพราะอะไร

เท่าที่ผ่านมา(เพิ่งจะแค่สองปี)ผมชอบมาตลอดเลย สาเหตุหลักๆคือตลอดสองปีที่ผ่านมา ผมได้เพื่อนที่สนิทๆด้วยใหม่
แต่ละเทอมก็จะมีความทรงจำดีๆกับคนเหล่านี้เข้ามาโดยตลอด

ผมขออนุญาตแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวนิดนึงครับ คิดว่ามันก็เกี่ยวๆกับคำถามนี้ และอาจจะมอบมุมมองดีๆให้กับเพื่อนๆได้หลังจากผมมีอายุเริ่มซักช่วงนึง (อาจจะประมาณอายุ 25 เป็นต้นไป)
แต่ละปีก็เริ่มจะมีคนจากเราไปทีละคน คุณตา คุณยาย ค่อยๆหายไปจากชีวิต
มีเหตุการณ์ที่ภรรยาเกือบเสียชีวิต คุณแม่เกือบเสียชีวิตด้วย
มีญาติที่แม่เป็นอัลไซเมอร์ มีเพื่อนที่เกือบจะหย่ากับภรรยา
และเร็วๆนี้เพื่อนผมก็เพิ่งเสียชีวิตไปจากมะเร็ง ทิ้งลูกสามคนกับภรรยาให้อยู่ในโลกนี้ต่อไป
พอผ่านเหตุการณ์พวกนี้เยอะๆ จะเริ่มรู้แล้วว่าการใช้เวลากับคนรอบข้างให้คุ้มมันสำคัญกว่าการเรียน

ตอนนี้วันๆหนึ่งผมก็จะมีเป้าหมายว่า เราได้ติดต่อสัมพันธ์กับคนรอบข้างบ้างหรือยัง
ผมทั้ง text facetime ส่งรูปให้ภรรยาวันนึงเป็นสิบๆ
ทุกๆวันหยุดยาว ผมก็จะบินไปหาภรรยา จะเป็นช่วงที่สนุกมาก
(ผมกับภรรยาตอนนี้อยู่กันคนละรัฐ ผมเรียนป.เอก ขณะที่เค้าทำงานอยู่อีกรัฐหนึ่ง)
พ่อแม่ตอนนี้ผมก็ facetime ประมาณสัปดาห์ละครั้ง (แต่จริงๆอยากถี่กว่านี้ กำลังปรับปรุง)
วันไหนที่ไม่มีการเล่นกีฬา เล่นดนตรี หรือกินข้าวกับเพื่อน อย่างน้อยก็จะมีการ text กันเล็กน้อย

จากการเห็นคนเสียชีวิตจากไปหรือเจอเหตุการณ์แย่ๆ
ทำให้รู้ว่าการเรียนป.เอก มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเอาพลังงานไปเครียดกับมันมาก
เรียนจบก็ดี แต่เรียนไม่จบลาออก หรือแม้แต่โดนไล่ออก เอาจริงๆมันก็ไม่มีใครตาย แถมเราก็ได้ประสบการณ์ดีๆ กับเพื่อนใหม่ๆก่อนที่จะออกไป ไม่ได้มาเสียเปล่าซักหน่อย

ด้วยมุมมองอย่างนี้ ทำให้ผมไม่ได้เครียดกับปริญญาเอกเท่าไร ผลสรุปก็คือเวลาสองปีที่ผ่านมาชอบมาโดยตลอดครับ

ช่วงไหนของการเรียนที่ท้าทายความสามารถที่สุด เพราะอะไร และ ผ่านมาได้อย่างไรคะ

ช่วงสอบ qualifying exam ครับ เพิ่งจะผ่านมาเมื่อครึ่งปีที่แล้วนี่เอง นึกถึงแล้วก็ยังตกใจว่าตัวเองรอดมาได้ยังไง ตลอดชีวิตผมไม่เคยโดนบังคับให้ขยัน พอผมต้องมาอ่าน paper ยากๆ 20 paper บวกกับต้องเตรียม presentation อีก ผมก็เลยหืดนิดนึงครับ
ต้องมาบังคับตัวเองให้ขยัน

ผมใช้เวลาเตรียมเต็มที่จริงๆประมาณ 1 เดือนเศษๆ จริงๆมีเวลาเตรียมตัวมากกว่านี้หลายเดือน แต่ผมวางแผนไม่ดีเลยไม่ได้อ่านล่วงหน้า พอมีเวลาเท่านี้ เป้าหมายแต่ละวันคือ ต้องเข้าใจ paper 1 paper และมีเวลากลับมาทบทวนอีกหนึ่งรอบก่อนสอบ แต่เอาเข้าจริงๆ paper มันเข้าใจยาก ใช้เวลามากกว่าหนึ่งวัน สุดท้ายไม่ได้ทบทวนเท่าที่อยาก เป็นหนึ่งเดือนที่ผมไม่ได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆเลย อย่างมากก็ text คุยกันบ้าง ที่คุยเต็มที่ก็มีกับภรรยาคนเดียว

เก็บตัวอยู่บ้านตลอด อ่านแต่ paper ซื้อ cereal bar สั่งอาหารใส่กล่องกลับบ้านทุกวัน เพื่อประหยัดเวลา ไม่เล่นเกม ไม่ดูซีรี่ส์เกาหลี ไม่เล่น youtube ไม่เล่นกีฬา ซ้อม present กับเพื่อนๆไป 3 รอบ บางรอบก็โดนถล่มเละ ต้องกลับไปแก้ slide เยอะ สุดท้ายก็ผ่านมันไปได้ครับ

aum3

ผมขอยก credit ให้ภรรยาของผมครับ เค้าให้กำลังใจผมเป็นพิเศษตลอดมา เค้าคอยบอกผมตลอดมาว่า เค้าเชื่อว่าผมจะทำได้ ผมก็ขยันเพราะผมอยากได้ยินเสียงดีใจของเค้าตอนที่ผมสอบผ่าน

และอีกส่วนนึงที่ทำให้สอบผ่าน ผมคิดว่าเป็นการที่ผมรู้ตัวว่าไม่ใช่คนที่เก่ง พอรู้ตัวว่าไม่ได้เก่ง ก็จะไม่อายที่จะไปถามคนอื่น
ผมอ่าน paper ไหนไม่รู้เรื่อง ผมถามเพื่อนแหลกเลย ให้เค้าช่วยสรุปให้ จังหวะนี้จะมามัวแต่มีศักดิ์ศรีพยายามเรียนรู้เข้าใจด้วยตัวเองมันก็ไม่ทันสอบพอดี

ต่อจากนี้จะต้องเจอด่านอะไรอีกบ้างคะ

เทอมนี้ผมเรียน coursework จะครบแล้ว ตราบใดที่อาจารย์ไม่สร้าง course อะไรที่น่าสนใจขึ้นมา ผมคงจะทำวิจัยรัวๆ แล้วครับ หนึ่งปีที่ผ่านมา ผมต้องทิ้งโปรเจคเดิม เพราะทำแล้วไม่มีผลอะไรออกมาน่าพอใจ

ตอนนี้ผมกำลังเริ่มโปรเจคใหม่ ที่หวังว่าจะมีผลงานออกมาบ้าง แล้วค่อยว่ากันครับ ถ้าโปรเจคดูมีอนาคต ก็รอไปเจอ prelim กับ defense ครับ ถ้าเกิดเรียนไม่รอด ก็ออกมา แล้วหางานทำครับ

ท้ายสุดอยากฝากอะไรให้เพื่อนๆ แฟนเพจที่กำลังเรียนป.เอก กันอยู่ในหลายๆประเทศทั่วโลกคะ

อยากบอกว่า การเรียนปริญญาเอก นอกจากเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ ยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมจะสร้างเพื่อนใหม่อย่างยิ่ง อย่าเครียดกับปริญญาเอกเกินไปครับ เอาเวลาไปสร้างเพื่อนใหม่เยอะๆ แล้วการเรียนจะไม่เครียดครับ

aum1

…ขอบคุณ อัม ที่มาแชร์ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกกับเราที่นี่ ช่างเป็นมุมมองแบบชิวล์ๆ และมองโลกในแง่ดี แบบไม่เครียดจนเกินไป ที่เวิร์คมากค่ะ #ก็แค่ปริญญาเอก ขออวยพรให้ อัม ประสบความสำเร็จ และมีความสุขในการเรียนในทุกวันนะคะ 

…เราเชื่อว่าการได้เปิดรับฟังประสบการณ์ที่หลากหลายจากเพื่อนร่วมทาง จะทำให้การเดินทางสู่ความสำเร็จของผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกไม่เดียวดายจนเกินไป

หากใครมีมุมมองเกี่ยวกับปริญญาเอกที่อยากแชร์ ทางเพจยินดีเป็นพื้นที่กลาง ส่งผ่านประสบการณ์กันมาได้หลังไมค์นะคะ

‪คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: A Super Busy Day ‎with a PhD Student ::: วันที่ยุ่งหัวฟูกับนักศึกษาปริญญาเอก ::: วิน

win6

“วิน” นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) จากมหาวิทยาลัยนเรศวร กำลังมุ่งมั่นอยู่ในโค้งสุดท้ายของการเรียนปริญญาเอก  วินเป็นแฟนเพจที่พวกเราจะเห็นข้อคิดเห็นโดนใจและให้กำลังใจเพื่อนๆ ในเพจนี้อย่างสม่ำเสมอ

ไปติดตามความคิดเห็นของ “วิน” ในวันที่ยุ่งหัวฟูกับการเรียนปริญญาเอกของเขาเป็นอย่างไร

…ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ผมเสกสรรค์ ศิวิลัย ชื่อเล่น วิน แต่เพื่อนๆ ส่วนมากเรียก เสก ตามชื่อจริงครับ ตอนนี้ทำงานเป็นนักวิชาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก และเรียนปริญญาเอกสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลกไปด้วยครับ

…ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอกคะ

 การตัดสินใจมี 2 ครั้งใหญ่ๆ ครับ ครั้งแรกตอนก่อนเรียนจบ ป.ตรี อยากเป็นอาจารย์มาก เพราะเคยได้มีโอกาสเป็น TA ให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาคาบนึง แต่คาบนั้นมันได้เปลี่ยนความคิดผมมาถึงทุกวันนี้ ผมรู้สึกดีและสนุกมากที่ได้สอนน้องๆ วันนั้น จึงตั้งเป้าลึกๆ กับตัวเองว่าต้องเป็นอาจารย์ให้ได้ แต่พอจบแล้วยังเป็นอาจารย์ไม่ได้ จึงทำงานไปด้วย เรียน ป.โท ไปด้วย หาเงินเรียนเองวันเสาร์-อาทิตย์ สนุกมากครับช่วงนั้น ยิ่งในช่วงที่เงินไม่พอค่าเทอมด้วยแล้วสนุกเข้าไปใหญ่ แต่พอจบมาแล้วนึกย้อนกลับไปมัน (ก็แค่ปริญญาโท) จริงๆ นะ

แต่พอจบ ป.โท ก็ยังเป็นอาจารย์ไม่อีก เพราะก่อนจบเพียง 1 เทอม มหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนคุณสมบัติผู้สมัครอาจารย์ ต้องจบแผน ก. เท่านั้น ยอมรับว่าทรุดเลยครับ เพราะว่าเรากำลังจะจบ แผน ข. เพราะเรียน เสาร์-อาทิตย์ ตอนแรกก็ถอดใจครับ แต่ก็ทำงานต่ออีกปีนึงเก็บฝันไว้ก่อน

แล้วก็มาถึงการตัดสินใจครั้งที 2 ตอนนั้นอยากแต่งงานมาก เลยตั้งเป้าว่าต้องสอบติดปริญญาเอกให้ได้ เพื่อสร้างความมั่นคง และเป็นหลักประกันเพื่อไปขอว่าที่พ่อตาแต่งงานกับลูกสาวหลังจากคบกันมาเกือบ 10 ปีแล้ว (หล่อจริงๆ เลยเรา) พอสอบติดจึงทำเรื่องขอลาและทุนการศึกษากับทางมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยก็ใจดีมากที่ให้พนักงานคนหนึ่งได้มีให้โอกาสเรียนต่อปริญญาเอกตามที่ตั้งใจครับ

win3

…ภาพรวมของชีวิตการเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างไรบ้างคะ

 ช่วงแรกๆ ค่อนข้างเครียดครับเพราะมีเรียน Course work ปีครึ่ง เหมือนเป็นการเคาะสนิม เรียน ทำการบ้าน ทำรายงาน สอบ อดหลับอดนอน อีกเรื่องที่สำคัญที่สุดของนิสิตปริญญาเอกในไทยหลายๆ คน คงหนีไม่พ้นการสอบให้ผ่านเกณฑ์ภาษาอังกฤษ ผมใช้เวลาศึกษาและสอบให้ผ่าน 1 ปีเต็มๆ

หลังจากนั้นก็เป็นเวลาหาหัวข้อ Thesis จริงๆ คิดหัวข้อมาก่อนแล้วว่าจะทำแนวไหนแต่พอมาเรียนจริงๆ งานมันเล็กมาก ในระดับ ป.เอก จึงใช้เวลานานพอสมควรในการอ่าน Paper รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง (ส่วนมากหนักไปทางไม่รู้เรื่อง) (หัวเราะ) พอได้แล้วก็ศึกษา วิเคราะห์ หาข้อมูล ฝึกเขียน Paper จนมาถึงการสอบโครงร่างฯ เป็นช่วงเวลาที่เครียดมากๆ อีกช่วงหนึ่งครับ เพราะเนื้อหาที่จะใช้สอบยังไม่แน่นตามสมควรแต่ก็พยายามจนผ่านมาได้

และตอนนี้ก็กำลังอยู่ในช่วงหนักมาก ช่วงหนึ่งของชีวิตครับ คือช่วงทำ Thesis และ Journal paper สุดท้าย มันทั้งเครียดและกดดัน เพราะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย พร้อมปัญหามากมายร้อยแปดแต่มันก็เป็นแค่บททดสอบหนึ่งที่เราต้องผ่านมันให้ได้

win4

…เมื่อมาเรียน ป.เอกแล้ว มีการแบ่งเวลาในชีวิตยังไงบ้างคะ

ใช้เวลาเต็มที่กับทุกๆ ด้านนะครับ ช่วงเรียนแรกๆ ก็ยังมีชิวอยู่บ้าง แต่ช่วงที่เราต้องโฟกัสก็จะเต็มที่กับมัน แต่เวลาให้กับครอบครัวก็ยังสำคัญเป็นที่ 1 เสมอ เพราะเค้าเป็นแรงบันดาลใจให้เราตัดสินใจเรียนต่อ

แต่พอเวลาเหลือในการเรียนเริ่มงวดเข้ามาก็พยายามคุยกับครอบครัวว่าช่วงนี้ต้องขอเวลาให้กับการเรียนอย่างเต็มที่มากขึ้นอีกหน่อยนะ ครอบครัวก็เข้าใจครับ

ยิ่งช่วงนี้กลับมาทำงานแล้วด้วย เวลาทำ Thesis ก็จะน้อยลง แต่ก็จะพยายามแบ่งให้ชัดเจนเลยครับกลางวันทำงาน กลางคืนทำ Thesis นอนดึกตื่นเช้าเป็นหมีแพนด้ากันไป  เรายังมีเวลาพักผ่อนอีกเยอะครับ อีกแค่ไม่กี่เดือนเองเราก็จะได้พักผ่อนและไปทำอะไรที่เราอยากทำแล้วอดทนอีกนิดเดียวwin7

…ช่วยนิยามคำว่า Super Busy ในแบบของนักศึกษาปริญญาเอกหน่อยค่ะ

Super Busy มักจะมาพร้อม Deadline ทุกทีครับ (หัวเราะ) ยิ่งช่วงแรกๆ ที่เข้าเรียน ได้รับ Assignment จาก Advisor ให้ส่งความก้าวหน้าแล้วมีกำหนดส่งชัดเจน จะเข้าสู่โหมด Busy ทันที ต้องรีบอ่าน ต้องรีบค้น รีบศึกษาให้เร็วที่สุด แต่ก็มักไม่เร็วตามที่ใจคิดเนื่องจากทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษหมด (ไอ้เราก็เก่งซะด้วย)

พอถึง 3 วันสุดท้ายก่อน Deadline คราวนี้หล่ะ Super Busy ของแท้ ทำงานแทบไม่ได้คุยกับใคร หมกตัวแต่ในห้อง กาแฟต้องพร้อม กระทิงแดงต้องมา กล้วยหอมต้องมี เครียด ตื่นเต้น หงุดหงิด กระวนกระวายสุดๆ แต่ก็ผ่านมาได้หลายครั้ง บางช่วงมีแอบต่อรองกับ Advisor บ้าง หายไปบ้าง แต่ก็พยายามติดต่อตลอดผ่านเพื่อนบ้าง อีเมล์บ้าง โทรศัพท์บ้าง

ช่วงนี้ก็กลับมา Super Busy อีกครั้งเพราะตั้งเป้าว่าจะสอบจบไม่เกินต้นปีหน้า แต่ก็มีวิธีจัดการกับความคิดตัวเองดีขึ้น เพราะเครียด ตื่นเต้น หงุดหงิด กระวานกระวายไปก็ไม่ช่วยทำให้อะไรดีบางทีทำให้แย่ลงด้วยซ้ำ

win1

…สิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกคืออะไรคะ

การเอาชนะใจตัวเองครับ ประโยคสั้นๆ แต่สำคัญที่สุดในการเรียนปริญญาเอกหรือทำงานอะไรก็แล้วแต่

ซึ่งหลายครั้งก็เอาชนะตัวเองไม่ได้จนทำให้สูญเสียหลายอย่างไป โดยเฉพาะ “เวลา”

พอเริ่มเอาชนะใจตัวเองได้ในเรื่องเล็กๆ มันก็เริ่มเอาชนะในเรื่องที่ใหญ่ขึ้นๆ เรื่อยๆ

ช่วงหลังๆ มานี้ ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น ราบรื่นมากขึ้น และคิดว่าถ้าเอาชนะใจตัวเองไปเรื่อยๆ แบบนี้ คาดว่าจะเรียนจบได้ในไม่ช้าครับ

…คิดว่าทำอย่างไรที่จะผ่านทุกด่านของการเรียนปริญญาเอกไปได้คะ

“แค่ทำมันครับ (Just do it)” อย่าหยุด ทำเรื่อยๆ ทำมากทำน้อยก็ขอให้ได้ทำ บางครั้งอาจจะมีพักบ้าง ผ่อนบ้าง แต่ต้องรีบกลับมาทำต่อให้เร็วที่สุด และถ้า “ทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวาน” ได้จะดีมากครับ เพราะหมายความว่ามันจะดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน นอกจากนั้นสิ่งที่บอกกับตัวเองอยู่เสมอก็คือต้อง “เชื่อ” เชื่อว่าตัวเองทำได้ เวลาเหนื่อย ท้อ หมดแรง

ผมชอบฟังเพลง “ความเชื่อ” ของ Body slam โดยเฉพาะท่อน “ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป” ตั้งเป็นเสียงเรียกเข้ากันเลยทีเดียว เวลามีคนโทรเข้ามาเราก็ได้รับพลังตลอดเวลาจากเสียงเพลง เชื่อว่ามันต้องผ่านไปได้แน่นอนครับ

…เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ

ในวันสอบจบ (ถ้าผ่านนะ) (หัวเราะ) คงต้องร้องไห้ก่อนเลยอย่างแรก ร้องแน่ๆ เพราะว่ากว่าจะผ่านจุดนี้มาได้ต้องพบกับเรื่องราวและอุปสรรคมากมายเหลือเกิน และต้องขอบคุณภรรยา ครอบครัว อาจารย์ที่ปรึกษา หัวหน้า และเพื่อนๆ ทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นกำลังใจที่ดีเสมอมา จากนั้นคงต้องรีบไปทำเรื่องโอนจากสายสนับสนุนเป็นสายวิชาการก่อนเลย จะได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสมใจซะที แค่นึกก็ตื่นเต้นแล้วครับ

…ขอบคุณเรื่องราวดีๆ ความคิดเห็นดีๆ เราขอเป็นกำลังใจให้ “วิน” ประสบความสำเร็จในการก้าวเดินตามหาความฝัน

…แม้มันจะเหน็ดเหนื่อย และยาก แต่มันคุ้ม เราเชื่อเช่นกันว่า วินจะต้องผ่านทุกอุปสรรคไปได้ในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน

‪คอลัมน์แขกรับเชิญ‬ ::: ‪‎A Super Busy Day‬ ‎with a PhD Student‬ ::: เร

ray6“ในค่ำคืน ที่ฟ้านั้นไม่มีดาวอยู่ตรงนี้ ฉันยังคงก้าวไป
ยังคงมีรักแท้ นัยว่าแสงนำไปในคืนที่หลงทาง
กับที่ๆความฝันนั้นพร้อมเป็นเพื่อนตาย
เส้นทางนี้ ฉันยังมีจุดหมาย
ตราบใดที่ปลายท้องฟ้า มีแสงรำไร จะไปจนถึงแสงสุดท้าย”

สวัสดีค่ะ แขกรับเชิญของเพจวันนี้เป็นนักศึกษาปริญญาเอกหนุ่มสุดคูลและเท่ห์มาก ชื่อ เร กำลังเรียน PhD in Computer Science ที่ Claude Bernard University Lyon 1, France

เร เป็นสมาชิกของเพจนี้ที่แอคทีฟมาก หมั่นคอมเมนต์ และให้กำลังใจเพื่อนๆในเพจอยู่เสมอray1

เร คือเจ้าของจุดยืน “รักในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่รัก”

และวันนี้แอดมินขอเปิดตัว เร ด้วยเพลงประจำตัว ที่เรบอกว่าเปิดฟังบ่อยมากโดยเฉพาะช่วงเรียนปริญญาเอก คือ เพลงแสงสุดท้าย ของตูน bodyslam

วันนี้เราจะได้รู้จัก เร มากขึ้น และจะได้ทราบถึงลักษณะ รูปแบบและ ชีวิตการเรียนปริญญาเอกในฝรั่งเศส ด้วย

ช่วยแนะนำตัวค่ะ:

สวัสดีครับ ผม เรวัตร มากคงแก้ว (เร) ครับ ผมเรียนปริญญาเอก สาขา Computer Science ทำงานวิจัยด้าน Data Mining โดยใช้ Algorithm จำพวก Machine Learning ครับ ที่ Claude Bernard University Lyon 1, France เป็นหลักสูตร 3 ปี แต่ส่วนใหญ่ นักศึกษา มักใช้เวลาในการเรียนจนจบอยู่ที่ ราวๆ 4 ปี

แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนต่อปริญญาเอกที่ฝรั่งเศส:

ผมชอบทวีปยุโรป ครับ มันสวยดี 555 และข้อต่อมาคือ ฝรั่งเศสมีระบบการเรียนที่แตกต่างจากอเมริกาและอังกฤษครับ เลยทำให้ผมสนใจ และอยากได้ประสบการณ์ที่แตกต่างเหล่านั้น

ray4วิธีการสมัครเข้าเรียนต่อ:

ในการเข้ามาศึกษาเราจะต้องผ่านการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งการสอบสัมภาษณ์ที่นี่คือการสอบจริง แบบไม่มีข้อเขียน โดย แอดไวเซอร์จะทำการสอบสัมภาษณ์โดยตรงกับนักศึกษา ด้วยคำถามที่แอดไวเซอร์ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า โดยคำถามจะเป็นคำถามที่เกี่ยวกับงานวิจัยที่เราเคยทำ โดยตอนสมัครเราจะต้องส่งงานวิจัยที่ได้เคยทำและตีพิมพ์ไปแล้วตอนปริญญาโทให้กับทางแอดไวเซอร์พิจารณา

ดังนั้นงานวิจัยตอนปริญญาโทจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เราต้องใช้เปเปอร์งานวิจัยที่ตีพิมพ์แล้วในการสมัครเรียนต่อ แอดไวเซอร์จะดูงานวิจัยที่เราเคยทำและตีพิมพ์แล้วเป็นหลัก ในการรับเข้าศึกษาต่อ หลักๆ จะดูว่า หัวข้อเปเปอร์ตรงกับเขาหรือไม่ จากนั้นก็คุณภาพของประเด็นที่เราทำและความเข้มข้นของการทำวิจัย ครับ หลังจากสอบสัมภาษณ์เสร็จ ทางแอดไวเซอร์จะทำการแจ้งผลเลยว่าผ่านหรือไม่ผ่าน

เร จบปริญญาโท ที่เมืองไทย:ray3

ครับ ผมจบ ปริญญาโท ที่คณะวิทยาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก ครับ (แผนวิจัย) ตอนเรียน โท ทำวิจัยแบบหนักๆหนึ่งปีเต็ม ลักษณะการทำก็เหมือนกับที่กำลังทำวิจัย ป.เอก อยู่ คือ กินนอนอยู่กับงานวิจัยเลยครับ และตีพิมพ์เพื่อขอจบ

มาต่อ ป.เอก ที่นี่ ก็ได้สานต่อหัวข้องานวิจัยเดิมครับ Data mining โดยใช้อัลกอริทึมจำพวก Machine learning แต่ถึงอย่างไรก็ยังต้องอ่านใหม่อีกมากเพราะอัลกอริทึมจำพวก Machine learning มันมีมากมายและหลากหลาย

เขียนธีสิสเป็นภาษาอะไร:

เป็นภาษาอังกฤษครับ (เนื่องจากเป็นสายวิทย์ฯ)

เตรียมตัวเรื่องภาษาอังกฤษ แค่ไหน? อย่างไร?

ผมเรียนภาษาอังกฤษใหม่ตอนเข้าเรียน ป.โท ครับ โดยเรียนที่ BSC พญาไท และเมื่อไม่ได้อยู่ในห้องเรียนก็เรียนต่อเอง โดยถ้าอยากดูทีวี ก็จะดูทีวีภาษาอังกฤษ ถ้าอยากอ่านหนังสือพิมพ์ก็อ่านภาษาอังกฤษ ถ้าอยากฟังวิทยุฟังเพลงก็ฟังภาษาอังกฤษ ครับ ส่วนภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับงานวิจัย อันนี้เวลาเราทำไปมากๆ อ่านไปมากๆ เราจะซึมซับไปเอง เพราะมันเป็นศัพท์เฉพาะสาขาวิชา ที่ค่อนข้างยาก ต้องอาศัยการอ่านเปเปอร์ และหนังสือเฉพาะสาขาวิชาที่เราเรียน ครับ

ต้องใช้ภาษาฝรั่งเศสในชีวิตประจำวัน:

ชีวิตประจำวัน ผมใช้ ภาษาอังกฤษครับ เพราะปray7กติ ผมทำวิจัยหนักแทบไม่ได้ไปไหน (ชีวิตประจำวันคือ งานวิจัย ครับ!!) ดังนั้นชีวิตจะอยู่แต่กับงานวิจัยเท่านั้น ซึ่งสาขาผม ใช้ภาษาอังกฤษ ในการทำวิจัย จึงไม่มีปัญหาอะไร หลังจากเสร็จงานวิจัยตามเป้าหมายของแอดไวเซอร์แล้วก็จะเริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศสจริงจังต่อไป และเริ่มท่องเที่ยวในช่วงหลังของการศึกษาครับ ผมวางแผนไว้แบบนั้นครับ

ความท้าทายเวลาไปเรียนที่โน่นคืออะไร? ต้องปรับตัวเยอะไหม?

สำหรับผม ไม่ได้ ท้าทาย อะไรมากครับ เพราะผมทำวิจัยหนักตั้งแต่ ป.โท พอมาต่อเอกที่นี่ ก็ยังคงทำวิจัยหนักเหมือนเดิม ซึ่งการทำวิจัยในสาขาผม ลักษณะการทำงานหรือสภาพแวดล้อมในการทำวิจัย มันจะคล้ายคลึงกันทั่วโลกครับ ดังนั้น ผม จึงแทบไม่ได้ปรับตัวอะไรมากนักครับ

ภาพรวมของชีวิตการเรียนปริญญาเอกที่นี่:ray5

ชีวิตการเรียนปริญญาเอกที่นี่ จะค่อนข้างมีความเครียดและกดดันสูง จากแอดไวเซอร์ คอมเม้นจากแอดไวเซอร์แต่ละครั้งค่อนข้างแรง (เคยน้ำตาซึมมาแล้ว) ดังนั้นจิตใจของนักศึกษาปริญญาเอกจึงเป็นสิ่งสำคัญ นักศึกษาต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งและแน่วแน่ (กัดไม่ปล่อย ตายเป็นตายต้องทำให้ได้! แต่ไม่เคยตายซักทีนะ 555)

หากเราไม่เห็นด้วยในคอมเม้นของแอดไวเซอร์อาจเสนอความเห็นได้บ้างแต่พองาม แต่ถ้าแอดไวเซอร์ยังคงยืนยัน เราก็ต้องทำตามอย่าขัดแย้งเด็ดขาด เพราะการเรียนปริญญาเอกนั้น แอดไวเซอร์ คือพระเจ้า!

ส่วนกุญแจสำคัญในการเรียน คือ ความรัก ความชอบ และความหลงใหล ในงานวิจัยที่เรากำลังทำอยู่นั่นเอง กุญแจอันนี้ช่วยให้ผมทำวิจัยได้ค่อนข้างเร็ว (โดยเวลาหนึ่งปีเศษๆ ผมทำได้ 3 เปเปอร์) เนื่องจากหากเรารัก เราหลงใหลในสิ่งใดแล้ว เราจะสามารถที่จะอยู่กับมันได้ทั้งวันทั้งคืน ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญในการทำวิจัยปริญญาเอก การทำวิจัยปริญญาเอกไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่ง แต่จำเป็นต้องเป็นคนที่รักในสิ่งที่เราทำอยู่ นั่นคือกุญแจ !!

ช่วยนิยามคำว่า Super Busy สำหรับนักศึกษาปริญญาเอก:

นิยามคำว่า Super Busy สำหรับผมคือ การได้ assignment จาก แอดไวเซอร์ และมี เดทไลน์ ในการส่งความคืบหน้าที่แน่ชัดกำหนดมาเรียบร้อย หลังจากได้มาเสร็จนั่นคือช่วงเวลาแห่งคำว่า Super Busy! เนื่องจากการสั่งงานแต่ละครั้งมักโดนจัดเต็มที่จาก แอดไวเซอร์ ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราจะสามารถทำได้ตามกำหนดเวลาหรือไม่ เพราะเกือบทุกครั้งจะเป็นงานที่ยาก ที่เราต้องอ่านๆๆ ใหม่เยอะมากๆๆ ดังนั้น เมื่อได้คำสั่งมา เราต้องรีบอ่าน รีบค้นคว้า รีบศึกษา รีบทำให้เร็วที่สุด เพื่อกันความเสี่ยงที่จะทำได้ไม่ทันกำหนดไว้ก่อน มันจึงทำให้เราเครียด กังวล และยุ่งมากๆๆ เวลาแบบนี้ แทบจะไม่ได้ทำอะไรหรือไปไหนเลย ต้องรีบไปซื้อกับข้าวของกินมาตุนไว้ก่อน แล้วขังตัวเองทำงานจนกว่าจะเสร็จ บ่อยครั้งน้ำไม่ได้อาบฟันไม่ได้แปรงกันเลยทีเดียว นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอด แทบไม่ได้ลุกไปไหน เหนื่อยไม่ไหวก็นอน ตื่นมาก็ทำงานต่อทันที ทำแบบนี้ซ้ำๆ จนกว่างานจะเสร็จ ถ้าทำเสร็จก่อนเวลา เวลาที่เหลือก็จะได้พักผ่อนบ้าง

เรียนรู้อะไรบ้างจากการทำงานวิจัย:

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานวิจัยคือ ความรักความหลงใหล จะทำให้เราผ่านมันไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก คล้ายกับการเล่นเกมส์ เกมส์บางเกมส์ยาก แต่เราชอบเล่นเกมส์ เราก็จะหาหนทางที่จะเล่นมันจนจบผ่านไปได้ มันคือแบบเดียวกันกับการทำวิจัย

“คิดนอกกรอบ” กรอบคือสิ่งที่คนสร้างขึ้น ดังนั้นคนก็สามารถเปลี่ยน แก้ไข หรือสร้างขึ้นใหม่ได้เสมอ จงอย่ายึดติดอะไรมากนัก งานวิจัยคือการสร้างสิ่งใหม่ ดังนั้นถ้าเรายึดติดกับแนวคิดเดิมๆ มันจะทำให้เราไม่สามารถค้นหาสิ่งใหม่ได้ดีนักray2

แอดมินขอขอบคุณ เร มากที่มาแบ่งปันประสบการณ์ต่างๆตั้งแต่การสมัครเรียน รวมถึงข้อคิดดีๆระหว่างการเรียนมากมาย เหล่านี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายคนที่กำลังเลือกและตัดสินใจที่จะเรียนต่อปริญญาเอกได้ลงมือที่จะเดินตามฝันบ้าง…

แอดมินเชื่อว่า ตราบใดที่เรามีความฝัน ความเชื่อและศรัทธาในตัวเอง ไม่มีอะไรที่เราจะทำไม่ได้ ง่ายๆแบบนั้นเลยจริงๆ

‪#‎ขอบคุณเรสำหรับรูปบรรยากาศมหาวิทยาลัย‬ ‪#‎โต๊ะทำงาน‬ ‪#‎ห้องแลป‬ ‪#‎บรรยากาศเมืองLyon‬ ‪#‎โมเมนต์ต่างๆของการเรียนปริญญาเอก‬
‪#‎ขอบคุณสำหรับเพลงที่แนะนำ‬
https://www.youtube.com/watch?v=BqLhkRaze_k
‪#‎แอดมินเปิดฟังแล้วอินมาก‬ ‪#‎เป็นเพลงที่ช่างเหมาะกับชีวิตปริญญาเอก‬
‪#‎แอดมินเชื่อว่าแสงรำไรที่ปลายท้องฟ้าอยู่ไม่ไกลเกินที่เรจะเดินทางไปถึง‬ ‪#‎แอดมินขออวยพรให้เรโชคดี‬

‪คอลัมน์แขกรับเชิญ ::::‬ วีเจจ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี

‪#‎คอลัมน์แขกรับเชิญ‬ ‪#‎ASuperBusyDay‬ ‪#‎WithAPhDStudent‬
‪#‎วันที่ยุ่งหัวฟูกับนักศึกษาปริญญาเอก‬

post006

วันนี้ แอดมินขอนำเสนอคอลัมน์ใหม่ประจำเพจ ชื่อ
#วันที่ยุ่งหัวฟูกับนักศึกษาปริญญาเอก

และแขกรับเชิญที่จะมาเปิดคอลัมน์ใหม่ให้เราในวันนี้ คือ ‪#‎วีเจจ๋า‬ พิธีกร นางแบบ และ นักแสดงคนสวยระดับซุปเปอร์สตาร์ของเมืองไทย ที่รัก ทุ่มเทและให้ความสำคัญกับการศึกษามาโดยตลอด

ในมิติการแสดง จ๋า เป็นศิลปินที่ได้ค้นพบและเติมเต็มศักยภาพของตนเองไปอยู่ในจุดที่เรียกว่าแทบจะสูงสุดแล้ว ด้วยรางวัลเกียรติยศระดับชาติและนานาชาติที่การันตีความสามารถของเธอมากมายนับไม่ถ้วน

และสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างที่สุด คือ จ๋า ไม่เคยคิดหยุดพัฒนาตนเอง และจ๋าได้ตัดสินใจเดินบนเส้นทางปริญญาเอก เพื่อเรียนรู้และเติมเต็มศักยภาพของตนเองในด้านวิชาการด้วย

วันนี้ และ เวลานี้ จ๋า ทุมเททั้งตัวและหัวใจให้กับการเขียนวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก ในสาขา Political Science (International Program) ที่ สถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

จากที่ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับจ๋า แอดมินชื่นชมและประทับใจในทุกคำตอบของจ๋า ที่ลึกซึ้ง จริงแท้ และกลั่นออกมาจาก “ใจ” ของยอดนักสู้ตัวจริง

และ “ใจ” เช่นนี้แหละ ที่เป็น แหล่งพลังงานสำคัญที่จะพาผู้เรียนไปถึงเป้าหมายแห่งความสำเร็จได้ในที่สุด

ไม่ว่าวันนี้ จ๋า จะยุ่งหัวฟูแค่ไหน จ๋า ได้ให้เวลากับเรา ที่นี่ ตรงนี้ ค่ะ

ก็แค่ปริญญาเอก: ตอนนี้ชีวิตการเรียนปริญญาเอก เป็นอย่างไรบ้าง เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แบ่งเวลายังไงคะ

จ๋า: ตอนนี้ชีวิตยุ่งเหยิงมากค่ะ งานเยอะมาก และทีสิสก็อยู่ในช่วงใกล้หมดเวลามากๆแล้ว ต้องโทษตัวเองที่ก่อนหน้านี้แบ่งเวลาไม่ดี งานแบบเรามันควบคุมเวลายาก เช่นกองถ่าย โดยเฉพาะหนังผี บางครั้งเลิกเกือบเช้า ใช้พลังไปจนหมด

พอวันรุ่งขึ้นกว่าจะรวบรวมสติได้ก็บ่ายแล้ว ก็เสียเวลาเยอะอยู่ ตอนหลังก็พยายามรับงานน้อยลง แต่บางครั้งก็เลี่ยงยากเพราะความรับผิดชอบต่อเนื่อง บางครั้งเราว่างให้ แต่คิวคนอื่นไม่ได้ ก็ต้องยอม แต่เวลาที่มีในกองก็เอาเอกสารไปนั่งอ่าน เข้าหัวสัก 20%ก็ยังดีpost005

ตอนนี้ถ้าเลือกได้ก็พยายามไม่รับงานให้ว่างติดๆกันให้ได้ สักทีละ 2 วัน สมาธิจะได้เข้าที่ค่ะ

ก็แค่ปริญญาเอก: ให้ช่วยนิยามคำว่า “วันที่ยุ่งหัวฟู” ในมุมของนักศึกษาปริญญาเอก

จ๋า: อย่างที่เข้าใจกันดีว่า งานเขียนปริญญาเอก กว่าจะได้แต่ละบรรทัด แต่ละย่อหน้า มันต้องอ่านเยอะมาก ต้องวิเคราะห์ ต้องค้นคว้าเพิ่มและรับผิดชอบในองค์ความรู้ที่ใส่ลงไป

บางครั้งผละออกจากมันแค่วันเดียวก็ต้องมาเริ่มจับต้นชนปลายใหม่ตลอด สมาธิไม่ดีก็จำไม่ได้ว่าทำอะไรไว้ตรงไหน

วันที่ยุ่งหัวฟู คือ วันที่ต้องกองหนังสือไว้รอบตัว ทำชาร์ต ติดโพสอิท ถ่ายรูปแคปหน้าจอมือถือ ทานข้าวก็ที่โต๊ะ คือทำทุกอย่างจริงๆ ปวดคอ ไมเกรนขึ้น แล้วก็ยังไปได้ทีละนิดๆ บางครั้งก็ต้องรอข้อมูลที่ขอไว้ ต้องแปล ต้องหาหนังสือ ความสามารถทางการพิมพ์และใช้เครื่องมือในคอมก็ต่ำ

สำหรับจ๋า ยุ่งหัวฟูคือ ยุ่งสลบไปเลยจริงๆ…

ก็แค่ปริญญาเอก: มีสิ่งไหนที่ได้เรียนรู้ในระหว่างการทำวิจัยปริญญาเอกบ้าง

จ๋า: เราได้เรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้การเริ่มจากศูนย์ เรียนรู้การเริ่มใหม่ เรียนรู้การลดอีโก้ เรียนรู้การหัดยอมรับความจริงจากมุมต่างๆ เรียนรู้ที่จะอดทน และเรียนรู้ความรับผิดชอบในอีกแบบหนึ่ง

รวมถึงยอมรับว่า เวลา มีผลต่อชีวิตมากๆ ปัจจัยต่างๆเปลี่ยนไปตามเวลา ข้อมูลของเราก็เช่นกัน ยิ่งทำช้าก็ยิ่งต้องแก้ไปเรื่อยๆ อดทนไปเรื่อยๆ และเวลาไม่เคยรอเรา

ก็แค่ปริญญาเอก: คิดว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่างไปได้อย่างไร

จ๋า: ใจ เลยค่ะ คือถ้าใจไม่เอาแล้ว ยังไงก็ทำไม่ได้ กายก็ส่วนหนึ่ง ต้องแข็งแรง จริงๆไมเกรนขึ้นนี่ก็ต้องพักเหมือนกัน แต่ใจสำคัญกว่า ถ้าใจไม่ไหว ยังไงก็ไม่รอด

ก็แค่ปริญญาเอก: วันนี้ ต้องขอขอบคุณ จ๋า มากๆ ที่สละเวลามาพูดคุยกัน เชื่อว่าทุกคำตอบจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายคนในที่นี้

แอดมินขอส่งกำลังใจให้จ๋า สู้ๆ และ ประสบความสำเร็จดังที่มุ่งหวังและตั้งใจในเส้นทางปริญญาเอกนี้ ในเร็ววันค่ะ

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬
‪#‎ขอบคุณสำหรับรูปในวันที่ยุ่งหัวฟูค่ะ‬
‪#‎วันไม่แคร์สื่อ‬ ‪#‎แต่ทำยังไง้ก็สวยอยู่ดี‬