คอลัมน์แขกรับเชิญ :: A Super Busy Day with a PhD Student :: วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก

phd1.jpg

ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ผมชื่อหนุ่ม ปิยณัฐ สร้อยคำ ผมจบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นได้รับทุนให้เปล่าจากรัฐบาลอินเดียไปเรียนต่อปริญญาโทด้านเดียวกันที่มหาวิทยาลัยออสมาเนีย เมืองไฮเดอราบาด

ภายหลังเข้าทำงานเป็นนักวิชาการที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ก่อนที่จะได้รับทุนเรียนดีทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งประเทศไทย (ทุน สกอ.) มาศึกษาต่อด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ปัจจุบันผมกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ที่มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ สกอตแลนด์ หลังสำเร็จการศึกษา ผมเลือกกลับไปใช้ทุนที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี บ้านเกิดของผมเองครับ

phd3ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

จริงๆแล้วก็สงสัยตัวเองเหมือนกันครับ ว่าทำไมผมจึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก ทั้งๆที่ผมเองเป็นคนที่ชอบทำงาน และทำกิจกรรมมาโดยตลอด จุดเปลี่ยนสำคัญคงจะเป็นช่วงก่อนเรียนจบปริญญาโทที่ตอนนั้นผมกำลังเข้าสู่วัยเบญจเพสและคิดหนักใน 3 เรื่องคือ ชีวิตส่วนตัว การทำงานในอนาคต และการแสวงหาความรู้

เรื่องแรกคือชีวิตส่วนตัว ผมเองนั้นเป็นคนชอบเดินทาง ชอบท่องเที่ยวไปยังรัฐต่างๆ สมัยเรียนที่อินเดีย ซี่งผมรู้สึกว่ายังอยากหาประสบการณ์ให้มากขึ้น ในใจตอนนั้นเลยพยายามหาทางที่จะได้ใช้ชีวิตในต่างแดนอีกสักระยะ ผมจึงคิดว่าการเรียนปริญญาเอกคงจะช่วยให้ผมได้เดินทางท่องโลกมากขึ้น เลยตัดสินใจเรียนปริญญาเอกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตัวเอง
phd12เรื่องที่สองคือ การทำงานในอนาคต ผมเคยคิดว่าถ้าหากเข้าสู่ระบบราชการ กว่าที่ผมจะเติบโตในหน้าที่การงานมันต้องใช้เวลานาน ผมเลยคิดไปเองเลยว่าถ้าไปเรียนปริญญาเอก ใบปริญญาจะทำให้ผมเดินเร็วกว่าคนอื่นๆ พอมาตอนนี้ผมว่าผมคิดผิดครับ เพราะไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายๆ การเรียนปริญญาเอกก็เป็นอีกเส้นทางหนี่ง ซี่งไม่ได้การันตีความสำเร็จ ความก้าวหน้า หรือความช้าและเร็วในชีวิตเลยครับ

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องเชิงวิชาการหน่อยๆ คือด้วยความที่ผมสนใจเรื่องนโยบายการต่างประเทศอินเดียและเอเชียใต้ มาตั้งแต่สมัยปริญญาตรี และพอปริญญาโท ก็ได้ทุนไปเรียนที่อินเดีย ในใจเลยคิดว่าไหนๆ ก็เดินทางสายนี้แล้ว หากมีโอกาสก็ควรเดินไปให้ถึงที่สุด เพราะหากทำได้ ผมก็จะสามารถเป็นทรัพยากรบุคคลทางด้านอินเดียและเอเชียใต้ศึกษาของไทยได้ เลยตัดสินใจหาทุนเรียนต่อปริญญาเอกครับ

phd11ชีวิตการเรียนปริญญาเอกในช่วงนี้ เป็นอย่างไรบ้างคะ super busy ไหม

ช่วงนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเรียนแล้วครับ ผมเพิ่งส่งร่างสุดท้ายของวิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม รอบที่ 4 ให้อาจารย์ที่ปรึกษาไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างรอความเห็นของอาจารย์ เลยพอมีเวลาได้พักหายใจอยู่บ้างครับ แต่ก่อนหน้านี้ก็วุ่นๆ ตามประสาครับ

ช่วยเล่าให้ฟังว่า การใช้ชีวิตในต่างแดน เป็นอย่างไรบ้าง

หลายคนอาจจะสนุกกับการใช้ชีวิตต่างแดน แต่สำหรับผม ผมเหงานะ ชีวิตในต่างแดนค่อนข้างเหงาเพราะเมืองที่ผมอยู่เป็นเมืองที่เล็กมาก อยู่ตอนบนของสก็อตแลนด์ ปลายติ่งทะเลเหนือ เล็กขนาดที่ไม่มีห้างสรรพสินค้า ไม่มีร้านขายของเอเชีย ไกลขนาดที่รถไฟเข้าไม่ถึง ชีวิตกลางคืนก็แทบจะไม่มี คนไทยก็ไม่มากแทบจะนับหัวได้ ส่วนสภาพอากาศก็ค่อนข้างหม่น ยิ่งช่วงหน้าหนาวที่มีช่วงกลางวันแค่ 6 ชั่วโมงแถมฝนตก ลมแรง ยิ่งต้องฝึกความอดทนค่อนข้างสูง

phd7.jpgด้วยสภาพเช่นนี้เลยทำให้ผมต้องปรับตัวให้เข้ากับความเงียบอยู่เยอะทีเดียว แต่มันก็ดีตรงที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองมากขึ้นและหัดทำกับข้าวได้หลากหลายเมนูเลยครับ

แต่ผมว่าผมก็โชคดีนะ หลังจากได้ใช้ชีวิตแบบมีสีสันตอนเรียนโทที่อินเดีย พอมาเรียนเอกที่สก็อตแลนด์ ก็ได้ลองใช้ชีวิตเทาๆ ซี่งอย่างน้อยมันก็ทำให้ผมรู้ว่าผมชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ทำอะไรได้ และทำอะไรไม่ได้บ้าง

เมื่อมาเรียน ปริญญาเอกแล้ว มีการแบ่งเวลาในชีวิตอย่างไรบ้าง

เรื่องการแบ่งเวลานี่ไม่ค่อยมีหลักตายตัวเลยครับ คือแต่ละปีชีวิตปริญญาเอกมันจะมีเส้นทาง รูปแบบ และความเร่งรัดที่ต่างกันออกไป  ในช่วงปีแรกๆ ผมแทบจะไม่แบ่งเวลาอะไรเลย ทำทุกอย่างผสมผสานปนเปกันไปหมด เวลากิน เวลานอน ก็ไม่เป็นระบบ อาจเป็นเพราะในช่วงปีต้นๆ ผมยังจับทางการเรียนไม่ได้

แต่พอช่วงปีท้ายๆ ชีวิตเริ่มดีขึ้นมาหน่อย เพราะผมเริ่มรู้แน่ชัดว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ งานมีเหลือมากน้อยเท่าไหร่ และเริ่มรู้ว่าขีดความสามารถที่จะทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละวัน อยู่ในระดับไหน

ผมเลยพยายามตื่นให้ได้ก่อน 8 โมง ทำธุระให้เรียบร้อย แล้วเริ่มอ่านเขียนงานตั้งแต่ 9 โมง ถึงบ่าย 4 โมงเย็น พักเที่ยงได้ 1 ชั่วโมง พอตกเย็นมา ผมก็วางทุกงาน ไปออกกำลังกายบ้าง ดูหนังบ้าง กินข้าวกับเพื่อนบ้าง และพยายามนอนไม่เกินเที่ยงคืนครับ ชีวิตในปีหลังๆผมจะเป็นแบบนี้มาตลอด เลยคิดว่าผมน่าจะเจอการแบ่งเวลาที่เหมาะกับตัวเองแล้วครับ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมเชื่อในเรื่องนาฬิกาของชีวิตมากขึ้น ว่าแต่ละคนมีกรอบเวลาในการเดินของตนเอง จะเร็วบ้าง จะช้าบ้างก็ไม่เป็นไร แต่อย่าให้นาฬิกาของคนอื่นมาขีดเส้นเวลาชีวิตของเราครับ

phd2.jpgสิ่งที่ยากที่สุด ในการเรียนปริญญาเอกคืออะไร

ผมว่าสิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนปริญญาเอกคือการบอกตัวเองว่าให้เดิน เดินไปเรื่อยๆ ทั้งที่เราไม่รู้ว่าเรากำลังเดินไปไหน แต่เราต้องบอกตัวเองว่า ให้เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ในจังหวะและความเร็วที่คิดว่าเราจะสามารถประคองตัวเองไปให้ถึงฝั่งโดยไม่ล้มไปเสียก่อนครับ

ถ้าหากถามว่าผมเจอปัญหาอะไรที่หนักมากที่สุดในตอนเรียนปริญญาเอก ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์ครับ คือก่อนมาเรียนผมได้ตกลงใช้ชีวิตกับคนคนหนี่งและมีพันธะสัญญาต่อกันว่า หลังเรียนจบจะได้สร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ ซึ่งข้อตกลงนี้เป็นที่รับรู้ของทั้งสองครอบครัวครับ

แต่ด้วยความห่างไกลของระยะทาง เวลาที่แตกต่างกัน บริบทที่เปลี่ยนไป จึงทำให้มีช่องว่างที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดความไม่ชัดเจนในความสัมพันธ์ ผมว่ามันลำบากมากที่จะบอกว่าใครถูกหรือผิดเพราะเป็นเรื่องของคนสองคน แต่ปัญหานี้มันก็ส่งผลมากจนทำให้ชีวิตการเรียนปริญญาเอกของผมสั่นคลอนไปเยอะ

phd8.jpg

ในช่วงปีที่เกิดเรื่อง แม้ภายนอกผมจะดูปรกติ แต่ผมกลายเป็นคนเก็บตัวมากขึ้น เข้าสังคมน้อยลง ตื่นเช้ามาแค่ปั่นงานให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อตกเย็นก็ต้องดื่มให้หนักที่สุดเผื่อที่จะหลับไปให้ง่ายที่สุดเช่นกัน น้ำหนักทะยานพุ่งขึ้น ผมไม่ปริปากบอกใครในสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งคนในเมืองเดียวกัน รูมเมท และเพื่อนที่มหาวิทยาลัยก็ล้วนแต่ไม่มีใครรู้ ว่า ณ ตอนนั้นผมแทบไม่ค่อยไหวแล้ว นี่รวมถึงพ่อแม่ซึ่งผมไม่ได้บอกเพราะผมรู้ว่าพวกท่านจะเป็นห่วงผมที่สุด

ไม่รู้ว่าโชคดีหรือไม่ ผมสามารถผลักตัวเองให้ทำร่างแรกของวิทยานิพนธ์เสร็จและส่งให้ที่อาจารย์ปรึกษาดู ในวันที่ผมเดินเข้าไปคุยความคืบหน้า อาจารย์ที่ปรึกษาผมถามว่าผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมตอบท่านด้วยรอยยิ้ม

จังหวะนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาถามผมอีกครั้งว่า “นี่ยิ้มจริงๆ หรือ เพียงแค่ยิ้ม” ผมได้ยินแค่นั้น ผมแทบกลั้นน้ำตาตัวเองไม่ได้ มันเหมือนมีคนมาแตะเข้าไปจังๆ ที่ความรู้สึก วันนั้นเป็นวันแรกที่ผมเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้ใครสักคนฟัง

phd4

และผมเข้าใจเลยว่าผมโชคดีมาก ที่ผมได้ “ครู” ดี เพราะนอกจากจะสังเกตถึงปัญหาส่วนตัวผ่านงานเขียนของผมแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษายังใช้เวลาร่วม 4 ชั่วโมงในการให้แนวทางผมสำหรับรื้อวิทยานิพนธ์ใหม่ทั้งเล่ม ที่หากพูดแบบสายวิทยาศาสตร์ นี่เป็นวิทยานิพนธ์ที่ผลการทดลองล้มเหลว ซึ่งเท่ากับว่า ปัญหาของความสัมพันธ์มันก็ส่งผลค่อนข้างมากต่อการเรียนเช่นเดียวกัน

ผมคิดว่าแต่ละคนล้วนแล้วแต่เจอปัญหาและอุปสรรคที่แตกต่างกัน ปัญหาที่ผมเจออาจจะเป็นปัญหาเล็กๆของใครหลายๆคน แต่ผมว่าวิธีการจัดการกับปัญหาที่เข้ามานี่สำคัญมากครับ

phd5.jpgผ่านด่านปัญหาในการเรียนมาได้อย่างไร

เอาเรื่องการจัดการความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวก่อนนะครับ ผมว่า ก่อนอื่นเลยคือการยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันได้เกิดขึ้นจริงและได้จบลงแล้ว การยอมรับถึงปัญหาเหล่านั้นจะช่วยให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดได้ดีกว่าการพยายามลืมครับ

หลังจากยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ได้แล้ว ผมปรับตัวเองใหม่ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการสร้างสมดุลย์ระหว่างการเรียน การงานและการใช้ชีวิต ออกกำลังกายบ่อยครั้ง กินอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้อยลง ทำให้น้ำหนักลงไปเยอะเลยครับ

แม้ตัวผมเองจะไม่ค่อยบ่นพร่ำเพรื่อ แต่เมื่อสังเกตอารมณ์ตัวเองว่ามีความกังวลแล้ว ผมจะพูดคุยและระบายสิ่งที่ผมรู้สึกให้คนรอบข้างฟัง โดยเฉพาะเพื่อนสนิท รวมถึงปรึกษานักจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยซึ่งมีให้บริการสำหรับนักศึกษา ผมว่าการรู้จักแสวงหาความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมในเวลาที่จำเป็น มีความสำคัญมากสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกครับ

นอกจากนี้ ผมว่าการคิดบวกและยิ้มรับกับสิ่งที่เข้ามาก็มีความจำเป็นครับ ผมยังคงมีความหวังและเป้าหมายให้กับชีวิตเหมือนเดิม แต่ก็ยินดีกับความล้มเหลวและความผิดหวังที่ช่วยหล่อหลอมผมให้กลายเป็นคนใหม่ที่เข้มแข็งมากขึ้นครับ

phd1.1อะไรคือบทเรียนสำคัญ ที่ปริญญาเอกให้กับคุณ

ผมว่า บทเรียนที่สำคัญที่สุดของชีวิตปริญญาเอกคือ คือกระบวนการการเรียนรู้ที่จะผิดหวัง

เวลาเรามีความตั้งใจที่จะผลิตงานสักชิ้น เราจะแน่วแน่มากๆ และเมื่อทำสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเอง ความเป็นอัตตาที่ถ่ายทอดลงไปในงานจะมีสูงมาก มากจนคิดว่า งานที่เราทำคือที่สุดแล้ว บางคนอาจเลยเถิดไปจนคิดว่าเก่งและรู้มากกว่าคนอื่น

ดังนั้น วิธีการกำหราบความคิดนี้ คือการนำงานของเราเข้าไปถูกทดสอบ ไปถูกวิพากษ์ ไปถูกตั้งคำถาม จากทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาบ้าง กรรมการภายนอกบ้าง เป้าหมายของกระบวนการนี้คือการฝึกให้เราเรียนรู้ที่จะแพ้ จะผิดหวัง จะปรับแก้งานตามคำแนะนำ และที่สำคัญจะผสมผสานระหว่างความเป็นตัวเองและความเป็นผู้อื่นในงานของเราได้อย่างไร

ผมว่าท้ายที่สุด หัวใจของการเรียนปริญญาเอกคงจะเป็น การที่เราเข้าใจงานของเราให้มากและซับซ้อนที่สุด และในขณะเดียวกันเราต้องทำให้คนอื่นเข้าใจงาของเรา ให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ

อย่างแรกเหรอครับ ผมคงจะกลับบ้านไปกราบพ่อและแม่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งสองท่านคือคนที่อยู่เคียงข้างผมในทุกช่วงการตัดสินใจ ตั้งแต่การเลือกเรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศส สมัยมัธยมฯปลาย หรือแม้กระทั่งการตัดสินในเรียนเกี่ยวกับอินเดีย

ซึ่งผมต้องขอบคุณพ่อและแม่ที่ให้อิสระผมในการเลือกตัดสินใจในทุกเรื่องด้วยตัวเอง และอดทนต่อคำถามถึงอนาคตของผมที่คนรอบข้างถามเข้ามาอย่างถาโถม หลังจากนั้นคงทยอยไปหาเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ครูบาอาจารย์ที่คอยให้กำลังใจครับ

phd6.jpgมีคำแนะนำอะไรสำหรับคนที่สนใจสมัครเรียนปริญญาเอก

สิ่งแรกที่ผมอยากแนะนำในการเตรียมตัวเพื่อเข้าศึกษาในระดับปริญญาเอกคือ การเขียนเหตุผลว่าทำไมถึงอยากเรียนและอยากเรียนเกี่ยวกับอะไร เพราะเมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกท้อ จะได้กลับมาย้อนอ่านเหตุผลที่เคยให้กับตัวเองไว้เพื่อสร้างกำลังใจ ผมคิดว่า Passion คือสิ่งสำคัญที่สุดในการศึกษาระดับนี้ และจะเป็นสิ่งที่ประคองให้เราสามารถเดินไปจนถึงฝั่งได้

หลังจากแน่วแน่แล้วว่าจะเรียนปริญญาเอก วิธีการสมัครเข้าศึกษาผมคิดว่ามี 2 ทางใหญ่ๆครับ คือช่องทางที่ 1 ผ่านการสมัครเข้าไปในโครงการวิจัย ที่อาจารย์ในแต่ละมหาวิทยาลัยมองหานักศึกษาเข้าไปร่วมทำงานด้วย ในส่วนนี้เราสามารถสามารถยื่นใบสมัครของเราตามประกาศได้เลยครับ แต่ข้อเสียคือหัวข้อที่มีให้อาจจะไม่ตรงใจกับสิ่งที่เราอยากทำ

ช่องทางที่ 2 ซี่งเป็นวิธีที่ผมเลือกใช้ในปัจจุบัน คือเลือกเรื่องที่ใช่ และไปแสวงหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่ชอบ แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นต้องพยายามคิดให้ตกผลึกถึงหัวข้อวิจัยที่เราจะทำ อาจขอความคิดเห็นจากอาจารย์สมัยปริญญาตรีหรือปริญญาโท เพื่อมาปรับปรุงแนวทางด้วยครับ เมื่อได้หัวข้อที่คมชัดแล้ว ก็เตรียมเค้าโครงงานวิจัยของเราให้เรียบร้อย เพื่อส่งไปยังว่าที่อาจารย์ที่ปรึกษาของเราในอนาคต หากได้รับการตอบรับจากอาจารย์ที่ปรึกษาก็ดำเนินการสมัครเข้าศึกษาต่อได้เลยครับ

และเมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว ต้องฝึกตัวเองให้เป็น Independent Scholar คือสามารถที่จะวางแผนและกำหนดทางเดินของตนเอง ไปพร้อมๆกับการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ผมว่าหลักๆของการเรียนปริญญาเอกคงเตรียมตัวประมาณนี้ครับ

phd1.1…………………..
เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณข้อคิด ประสบการณ์ ที่ล้ำค่า จากคุณหนุ่ม ปิยณัฐ สร้อยคำ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจจะก้าวเดินบนเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนี้ หรือสำหรับผู้ที่กำลังอยู่ระหว่างเส้นทางนี้ และเราขอส่งกำลังใจให้กับคุณหนุ่มในช่วงโค้งสุดท้ายของการเรียนปริญญาเอก มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกัน

ธีรติร์ บรรเทิง  ::  คอลัมน์แขกรับเชิญ  ::  A Super Busy Day with a PhD Student  ::  วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก  ::

วันนี้ “ก็แค่ปริญญาเอก” ได้มีโอกาสพบปะกับ ว่าที่ ดร. คนเก่ง ต้น ธีรติร์ บรรเทิง นักศึกษาปริญญาเอก Ph.D. in Journalism and Communication จาก Tsinghua University ระหว่างที่เขาเดินทางกลับมาเมืองไทยเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะบินลัดฟ้ากลับไปศึกษาต่อ

“ก็แค่ปริญญาเอก” ไม่รอช้า รีบคว้าตัวเขามาให้สัมภาษณ์พูดคุย ให้ชาว Just a PhD ได้ทำความรู้จักกัน   

14_%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c

ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ  

สวัสดีครับ ผมชื่อธีรติร์ บรรเทิง (ต้น) จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโทสาขานิเทศศาสตรพัฒนาการ จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกชั้นปีที่ 3 ของ School of Journalism and Communication, Tsinghua University ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับ การสร้างแบรนด์แห่งชาติของจีนในประเทศไทยครับ

2.jpg

ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอกคะ

โดยส่วนตัวเป็นคนชอบเรียนครับ หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโทแล้วเราคิดว่าอยากเรียนต่อในระดับสูงเพื่อให้เข้าใจสังคมในวงกว้างมากขึ้น เลยตัดสินใจว่าจะเรียนต่อครับ

ตอนนั้นมีหลายประเทศที่อยากไป เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รัสเซีย ญี่ปุ่น เคยลงทุนเรียนภาษาญี่ปุ่นถึงสองปีระหว่างเรียนปริญญาตรี จนสอบผ่าน JLPT ระดับต้นมาแล้ว และลงเรียนภาษารัสเซียที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกหนึ่งปี

แต่จุดหักเหของเราตอนนั้นอยู่ที่หลังจากจบปริญญาโท ได้มีโอกาสทำงานที่ http://www.eduzones.com เป็นเว็บไซต์ด้านการศึกษาซึ่งเราเป็นนักข่าวตอนนั้น จะต้องออกไปทำข่าวด้านการศึกษาในที่ต่างๆ

แล้วพอดีทางศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชิญนักข่าวไปทำข่าวเสวนาเกี่ยวกับอาเซียน จีน และสหรัฐอเมริกา และได้ฟังนักวิชาการหลายท่าน โดยเฉพาะรองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนในประเทศไทย เราเลยได้แรงบันดาลใจมาจากท่านครับ

หลังจากนั้นเราก็ศึกษาข้อมูลการเรียนต่อที่จีนเพิ่มมากขึ้นและทราบว่า ไทยเรามีนักวิชาการที่ไปร่ำเรียนตะวันตกมากมายแต่ไม่ค่อยมีนักวิชาการด้านจีนศึกษาที่จบปริญญาเอกจากจีน จึงเป็นแรงผลักดันให้ค้นหาหลักสูตรที่เราสนใจและลองสมัครเรียนต่อดู

6_หน้าคณะวารสารศาสตร์ ชิงหวากับเพื่อนๆและอาจารย์.jpg

ช่วยเล่าถึงการสมัครเรียนต่อปริญญาเอกที่จีนหน่อยค่ะ

การสมัครเรียนต่อระดับปริญญาเอกในประเทศจีนนั้น หลายมหาวิทยาลัยจะต้องทำการติดต่อหาอาจารย์ที่ปรึกษาคนจีนให้รับเราเข้าศึกษาก่อนครับ แล้วถึงจะสมัครเข้ากระบวนการสอบด่านต่างๆของทางมหาวิทยาลัย โดยเรามองไปที่มหาวิทยาลัยใหญ่ๆของจีนก่อน

โดยที่มหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) มีคณาจารย์ที่ผมสนใจงานของเขา เลยทำการสมัครเรียนที่นี่ และได้รับโอกาสจากทางมหาวิทยาลัยให้ได้รับทุนการศึกษาตลอดระยะเวลาการศึกษาครับ

พอได้มาเรียนแล้วไม่ผิดหวังที่มาเรียน มหาวิทยาลัยมีทรัพยากรทางการศึกษาที่ครบครัน มีกิจกรรมทางวิชาการตลอดเวลา รวมทั้งกิจกรรมของนักเรียนซึ่งทำให้เราสนุกและไม่เบื่อเลยครับ

12_ในห้องเรียนกับเพื่อนปริญญาเอกและอาจารย์.jpg

ช่วงนี้ ภาพรวมของชีวิตการเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างไรบ้างคะ super busy ไหมคะ

ตอนนี้อยู่ในช่วงเทอมสองของชั้นปีที่ 3 ครับ โดยเราได้เรียนรายวิชา สอบวัดคุณสมบัติ (Comprehensive Exam) และก็สอบโครงร่างวิทยานิพนธ์เสร็จสิ้นแล้ว ที่เหลืออยู่ตอนนี้คือกำลังพยายามตีพิมพ์บทความสองเรื่องซึ่งเป็นข้อบังคับนักเรียนทุกคนของคณะจึงจะสามารถขอสอบจบและสำเร็จการศึกษาได้ครับ

5_ในวันที่ยุ่งๆกับการทำวิทยานิพนธ์.jpg

ถ้าถามว่ายุ่งไหมส่วนตัวมองว่า เลยช่วงเวลาที่เรายุ่งมากไปแล้ว คือช่วงของการคิดและพัฒนาโครงร่างวิทยานิพนธ์ครับ ซึ่งต้องคิดเยอะมากครับ เริ่มจากการเขียนบรรณานุกรม รวบรวมงานสำคัญในสาขาวิจัยก่อนเลยครับ นั่งไล่อ่านไปเรื่อยๆเพื่อประกอบเป็นแนวคิดและทฤษฎีในงานวิจัยของเราครับ

ส่วนตัวพบว่า ถ้าเราสนุกกับเรื่องที่เราทำ แม้จะยากแค่ไหน เราก็จะสามารถผ่านมันไปได้ครับ

1.jpg

เมื่อมาเรียน ป.เอกแล้ว มีการแบ่งเวลาในชีวิตอย่างไรบ้างคะ

ส่วนตัวเรื่องของการแบ่งเวลาจำเป็นมากครับ เพราะในแต่ละวันมีสิ่งที่เราจะต้องทำหลายอย่าง ต้องกำหนด deadline ส่งงานของตัวเอง เพราะการเรียนระดับปริญญาเอกตนเป็นที่พึ่งแห่งตนครับ จะต้องคิดกระบวนการทำวิจัยเอง

เมื่อเราไม่เข้าใจงานวิจัยตรงไหน เมื่อไปปรึกษาอาจารย์ของเรา อาจารย์ท่านจะไม่บอกมาตรงๆ ครับ แต่จะส่งบทความมาให้เราอ่านให้เราไปคิดต่อยอดเอาเอง ตรงนี้ส่วนตัวมองว่า อาจารย์ท่านต้องการฝึกเรา ให้เราแสวงหาความรู้เอาเองจากการอ่าน ทบทวนซ้ำๆ  เพื่อฝึกเรา

และเราก็พบว่า สิ่งนี้เป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้องค์ความรู้ต่างๆ ของเรื่องที่เราเรียนซึมซับเข้าสมองเราได้เป็นอย่างดี เมื่ออยากทบทวนเรื่องที่เราต้องการหาในครั้งต่อไป ก็จะทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น

11_ออกกำลังกายในมหาวิทยาลัย.jpg

แต่เรียนอย่างเดียวก็ทำให้ล้าได้ครับ จึงต้องหาสมดุลของร่างกาย เช่นทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ น้องๆในมหาวิทยาลัย หรือการไปออกกำลังกาย ซึ่งส่วนตัวเกือบทุกวัน จะไป Weight Training ที่ยิมของมหาวิทยาลัย มีปั่นจักรยาน RPM ฝึกปอดและพัฒนากล้ามเนื้อหัวใจ และมีวิ่งรอบสนามกีฬาบ้างครับ

10_งานสงกรานต์ปักกิ่ง.jpg
ทำ thesis เกี่ยวกับอะไรคะ และทำไมถึงสนใจทำเรื่องนี้

ตอนนี้กำลังทำวิจัยด้านการสร้างแบรนด์ประเทศ (Nation Branding) ของประเทศจีนในประเทศไทยครับ เรื่องของการสร้างแบรนด์ประเทศ เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศ

ซึ่งการที่ประเทศหนึ่งจะมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมต่ออีกประเทศหนึ่งได้จำเป็นที่จะต้องให้คนในประเทศนั้น มีความชื่นชอบ มีทัศนคติที่ดี และมีแนวโน้มของการสนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ที่สำคัญหลากหลาย ในด้านหลักๆก็จะมีด้านการสื่อสารระหว่างประเทศ (International Communication)

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านทางการทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) รวมทั้งการตลาด (Marketing) เป็นต้น โดยเป็นงานวิจัยที่ทำอยู่มีความคาดหวังว่าจะสามารถช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนให้ดีขึ้น นำมาซึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญทางการค้าการลงทุน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและนำมาเป็นโมเดลพัฒนาประเทศเราในอนาคตครับ

ที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับต้นๆของไทยเราครับ และโอกาสอันดีที่มหาวิทยาลัยชิงหวาเองก็มีศูนย์วิจัยภาพลักษณ์แห่งชาติจีนตั้งอยู่ งานวิจัยหลายเรื่องเราก็ได้มีโอกาสได้ศึกษาเพิ่มเติมจากที่นี่ครับ

4_ในหอสมุดสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัย.jpg

นอกจากนี้ส่วนตัวได้เปิดเพจ Facebook ที่ชื่อ “Brand China ยุทธศาสตร์ชาติจีน www.facebook.com/brandingchina ซึ่งจะแบ่งปันข่าวด้านการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ของจีนในแง่มุมต่างๆ และเขียนบทความวิเคราะห์เป็นระยะเพื่อรวมรวมไว้เป็นฐานองค์ความรู้ของตัวเอง

และยังมีเพจ Facebook มองการศึกษาโลก www.facebook.com/tonsung.eduzones ไว้แบ่งปันข่าวด้านการศึกษาต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับทุนการศึกษาซึ่งเปรียบได้กับกลยุทธ์ด้านการทูตสาธารณะของประเทศต่างๆในการกระจายชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักผ่านนักเรียนทุนด้วยครับ

13_อาจารย์และเพื่อนต่างชาติ.jpg

คิดว่าสิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกคืออะไรคะ

สิ่งที่ยากในการเรียนระดับปริญญาเอก ส่วนตัวมองว่าคงจะเป็นเรื่องของภาษาในการเข้าถึงงานวิจัยเชิงลึก โดยเฉพาะในภาษาจีน ซึ่งเรื่องการทูตสาธารณะที่จีนเป็นเรื่องที่มีผู้นิยมทำวิจัยกันมากในหลายมหาวิทยาลัย เพราะจีนเองก็ต้องการพัฒนาภาพลักษณ์ของตนเองให้ดีขึ้นในเวทีโลก

รัฐบาลจีนมีงบประมาณลงมาสนับสนุนการทำวิจัยเรื่องนี้เป็นพิเศษทีเดียวครับ หลายๆ มหาวิทยาลัยมีการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้น เพื่อดึงดูดนักเรียนต่างชาติ มีการเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษ มีความร่วมมือกับต่างชาติ เพื่อทำลายกำแพงด้านภาษาจีน สำหรับหลายคนที่มองว่า ภาษาจีนเป็นภาษาที่ยากโดยให้โอกาสกับชาวต่างชาติมากขึ้น โดยเขามองว่าชาวต่างชาติเปรียบได้กับทูตที่สื่อสารเรื่องราวของประเทศของเขาไปยังประเทศต่างๆ นับว่าเป็นอีกกลยุทธ์ที่ไทยเราจะต้องเรียนรู้และพัฒนาให้เท่าทันครับ

3.jpg

คิดว่าทำอย่างไรจึงจะผ่านด่านความยากของการเรียนปริญญาเอกไปได้คะ

สิ่งที่จะทำให้ผ่านไปได้อย่างแรกเลยคือ ต้องอดทนครับ และส่วนตัวยังยึดถือคติที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ในภาษาจีนอาจกล่าวได้ว่า 求人不如求己 (qiúrén bùrú qiú jǐ) หรือ พึ่งคนอื่นไม่สู้พึ่งตนเอง ไม่มีใครสามารถมาเรียนแทนเราได้ เราเลือกมาเรียนแล้วเราก็ต้องทำให้สำเร็จด้วยตัวเราเอง งานวิจัยที่เราทำเป็นเรื่องที่เราต้องรู้ดีและเข้าใจที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เราเรียนจบได้ครับ

เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ

เมื่อเรียนจบแล้วคิดว่าอยากจะพักผ่อนไปเที่ยวทะเลหรือภูเขาซักเดือนหนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มนำความรู้ที่ได้เรียนมาไปทำให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างครับ

9.jpg

มีคำแนะนำอะไรสำหรับคนที่สนใจสมัครเรียนปริญญาเอก ควรเริ่มต้นเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เมื่อคิดที่จะมาเรียนต่อปริญญาเอก อยากให้ถามตัวเองก่อนว่า เราจะเรียนเพื่อนำความรู้ไปทำอะไร เพราะการเรียนปริญญาเอกเราต้องอยู่กับงานวิจัยไปตลอด 3-4 ปี หรือตลอดชีวิตการทำงานหลังสำเร็จการศึกษา จะต้องอ่านเอกสาร ร่วมงานประชุมวิชาการ เขียนบทความวิจัย เขียนใหม่หลายรอบ เพื่อให้งานของเรามีความสมบูรณ์ รวมถึงการให้คำปรึกษากับคนหลากหลายฐานะระดับการศึกษา

ถ้าเรามองว่า เราชอบค้นคว้าในบางเรื่องที่เราสนใจ เป็นคนขี้สงสัยและอยากได้คำตอบของสิ่งนั้น การเรียนปริญญาเอกอาจจะตอบโจทย์คุณในเบื้องต้นก็ได้ครับ

15_หน้าหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย.jpg

ช่างเป็นคำแนะนำที่ยอดเยี่ยม และเป็นแรงบันดาลใจที่ดีสำหรับผู้ที่สนใจอยากศึกษาต่อปริญญาเอกค่ะ

“ก็แค่ปริญญาเอก” ขออวยพรให้ต้นประสบความสำเร็จในการเรียนในเร็ววัน เพื่อจะได้กลับมาเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศไทยของเราต่อไปค่ะ

แขกรับเชิญคนต่อไปที่จะมาพูดคุยเกี่ยวกับการศึกษาปริญญาเอก จะเป็นใคร ติดตามได้ ที่นี่ที่เดียว !

 

“ลูกขวัญ” ณพวรรณ ปัญญา :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: A Super Busy Day with a PhD Student :: วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอเปิดบ้านต้อนรับ “ว่าที่ดร.” คนล่าสุดที่จะมาพูดคุยกับเรา “ลูกขวัญ” ณพวรรณ ปัญญา นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ไปรู้จักกับเธอกัน…kwan1.jpgแนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ “ลูกขวัญ” ณพวรรณ ปัญญา ตอนนี้เรียนปริญญาเอก สาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม (Doctor of Philosophy Program in Environmental Management) คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)

ขวัญจบ ปริญญาตรี สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ จากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนปริญญาโท จบ Urban Environmental Management (UEM) จาก Asian Institute of Technology (AIT) และ รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง อีกใบค่ะ

12899919_1748988555347042_2031177584_n.jpgทำไมจึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

ถ้าตอบเป็นทางการหน่อยก็เพราะอยากเป็นอาจารย์ อยากเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ค่ะ แต่จริงๆ อารมณ์ช่วงที่ตัดสินใจสมัครประมาณอยากเอาชนะตัวเองด้วยค่ะ เพราะขวัญยื่นสมัครแบบขอทุน พอผ่านการคัดเลือกก็ขอลองดูสักตั้ง บอกตัวเองว่า สู้โว้ยค่ะ

เตรียมตัวสอบเข้าปริญญาเอกอย่างไร

การเตรียมตัวสอบมีสองส่วนค่ะ ส่วนแรก คือ การยื่นข้อเสนองานวิจัยที่เราจะทำ ส่วนที่สอง คือ การสอบสัมภาษณ์

เรื่องข้อเสนองานวิจัย ขวัญพยายามทบทวนอ่านงานให้เยอะค่ะ หาประเด็นที่เราสนใจจริงๆ เวลาคณะกรรมการถามเราก็จะตอบได้ เหมือนเป็นการวัดความสนใจของเรามากกว่า แต่พอมาเรียนแล้ว โลกทัศน์เปิดกว้างขึ้น เจออาจารย์เก่งๆ เราอาจเจอประเด็นที่น่าสนใจใหม่ๆเพิ่มเติมได้

ส่วนการสอบสัมภาษณ์ จำได้ว่าเดินเข้าไปในห้องสอบ คณะกรรมการนั่ง 6-7 ท่าน ตัวหดเลยค่ะ แต่ก็หายใจลึกๆ ทำสมาธิ ตอบคำถามด้วยความมั่นใจค่ะ สบตาคณะกรรมการ เป็นตัวเอง แนะนำตัว ตอบคำถามแบบการเล่าเรื่อง เป็นคนชอบคุยชอบเล่าอยู่แล้วค่ะ ก็มีเตือนสติตัวเองบ้าง อย่านอกเรื่องนะ อย่าตลกให้มากนะ

ในที่สุดขวัญก็ได้รับทุนส่งเสริมการศึกษาประเภทที่ 1 เป็นทุนเต็มค่ะ ตอนที่สอบอาจารย์ถามว่า ถ้าไม่ได้ทุนจะเรียนไหม ขวัญก็ตอบว่า เรียนค่ะ แต่คงต้องหางานทำไปด้วยเพราะไม่อยากรบกวนที่บ้านค่ะ ตั้งใจจะเรียนแล้ว ยังไงก็เรียนค่ะ

13170101_1766484376930793_1147793695_o

เพราะอะไรจึงเลือกเรียนสาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม

ขวัญคิดว่าสิ่งแวดล้อมเป็นศาสตร์ที่กว้างและเอามาประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายค่ะ เมื่อก่อนเคยคิดว่า สิ่งแวดล้อมคือเรื่องต้นไม้ ป่าไม้ พวกมลพิษต่างๆ เป็นหลัก และออกแนววิทยาศาสตร์มากกว่า แต่ตอนที่เรียนปริญญาโทที่ AIT จึงได้รู้ว่า สิ่งแวดล้อมมันครอบคลุมทุกอย่างจริงๆ และทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันไปหมด เช่น จะสร้างสวนสาธารณะ สร้างพื้นที่สีเขียว คุณต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง สร้างตรงไหนได้ประโยชน์ต่อเมืองมากที่สุด สร้างอย่างไรคนจะเข้ามาใช้มากที่สุด ต้องดูแลบริหารอย่างไร งบประมาณจากไหน ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร ระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมจึงสำคัญ

ตอนที่จบปริญญาโท ก็มาทบทวนว่าเราชอบอะไรกันแน่ สุดท้ายเลือกเรียนต่อสาขานี้ เพราะอยากรู้ให้มากขึ้นและลึกขึ้น ไม่ผิดหวังค่ะ ตอนนี้สนุกกับการเรียนมากๆ

ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับอะไร

ศึกษาเกี่ยวกับ การประเมินการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาในอนาคตค่ะ

12900017_1748988548680376_228105552_n

ภาพรวมของชีวิตการเรียนปริญญาเอกช่วงนี้เป็นอย่างไร

ขวัญเริ่มทำงานที่กระทรวงมหาดไทยตอนเรียนคอร์สเวิร์คหมดค่ะ และเพิ่งได้รับอนุมัติให้ลาเรียนตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วงก่อนลาเรียนสาหัสสากรรจ์มากค่ะ งานวิจัยหยุดนิ่งแทบไม่มีความก้าวหน้า เหนื่อยล้าจากงานประจำ กลับถึงบ้านก็สุดจะฝืนใจนั่งทำงาน ร่างก็เปื่อย ใจก็ป่วย จนทำให้ตัดสินใจขออนุญาตลาเรียนตามระเบียบของทางราชการ

ช่วงนี้เลยรู้สึกชีวิตดี๊ดี เริ่มกลับมานั่งอ่านงานตัวเอง ใจนิ่งมีสมาธิ ร่างกายพักผ่อนเต็มที่ จากที่เคยเครียด เบื่อ เหนื่อยมาก กลับมีความสุขที่ได้พัฒนางานตัวเองแบบค่อยเป็นค่อยไปค่ะ

เมื่อมาเรียนปริญญาเอกแล้วมีการแบ่งเวลาในชีวิตยังไงบ้าง

ในแต่ละวันขวัญจะเปิดคอมทำงานสองเวลาค่ะ คือสายๆ ประมาณสิบโมงเช้า และก็อีกทีตอนค่ำๆพยายามใช้เวลาหน้าจอคอมให้น้อยที่สุดคือ ครั้งละไม่เกินสองชั่วโมง เวลาที่เหลือก็จะอ่านหนังสือทบทวนงานตัวเอง วางแผนทำงานในวันต่อไป

แต่ก็มีบ้าง ที่เล่นอินเทอร์เน็ตเรื่อยเปื่อย นอนกลางวันบ้าง อะไรบ้างค่ะ ส่วนงานอดิเรก ถ้าอยู่กรุงเทพ ก็มีออกกำลังกายตอนเช้า วิ่ง ปั่นจักรยาน ทำอาหาร ฝึกเล่นดนตรี แต่ถ้ากลับบ้านที่เชียงใหม่ก็ชอบไปออกทริปขี่ม้า เข้าป่า

12910236_1748978625348035_485592134_n (1).jpg

ช่วยนิยามคำว่า Super Busy ในแบบของนักศึกษาปริญญาเอก

Super Busy คือ ช่วงที่มีเรื่องให้ทำเยอะแยะไปหมดจนไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี ใจเต้นตุ๊บๆ มือสั่นระรัว ใช้ชีวิตอยู่หน้าจอคอมแบบลืมวันลืมคืน ลืมกินลืมนอนค่ะ โอ้ว ไม่นะ ขวัญไม่อยากมีชีวิตแบบนั้นอีกแล้ว ฮ่าๆๆ

คิดว่าสิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกคืออะไร

การจัดการกับอารมณ์ค่ะ คือ เราต้องอยู่กับเรื่องเดิมๆทุกวัน ขณะเดียวกันก็มีปัญหาใหม่ๆเข้ามาทุกวันเช่นกัน เป็นปกติที่จะเบื่อ เหนื่อย เซ็ง ท้อ สำหรับขวัญ การจัดการอารมณ์ จึงสำคัญที่สุด รองลงมา ก็คงเป็นการจัดการเวลากับระเบียบวินัยในตัวเอง

คิดว่าทำอย่างไรจึงจะผ่านไปได้

ยึดหลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือ ทางสายกลาง พยายามใช้ชีวิตแบบไม่ตึงไม่หย่อนจนเกินไป แต่ก็มีหลุดๆบ้างนะคะ ก็พยายามดึงสติตัวเอง เตือนตัวเองตลอดว่ามี อีกหลายคนที่เค้าอยากจะมาเรียนแบบเรา แต่เค้าไม่มีโอกาส ในเมื่อเราได้โอกาสนี้มาแล้ว ก็ต้องทำให้ดีที่สุด เหนื่อยก็พัก เดี๋ยวค่อยเริ่มใหม่

12476534_1748988552013709_154471470_n.jpgเมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดจะทำอะไรเป็นสิ่งแรก

จากเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง พอจบปริญญาตรีก็เก็บใบปริญญาใส่กระเป๋ามาตามล่าหาความฝันที่กรุงเทพ ได้ทุนเรียนปริญญาโท จนปัจจุบันกำลังเรียนปริญญาเอก วันนี้มาไกลเหลือเกินค่ะ

ถ้าจบสิ่งแรกที่อยากจะทำเอาพวงมาลัยไปกราบคุณแม่ ครูบาอาจารย์ ผู้บริหารที่ทำงาน และผู้ใหญ่ที่นับถือ ที่ให้โอกาส และสนับสนุนขวัญมาตลอด ให้เวลากับครอบครัว คุณแม่ กัลยาณมิตร และหาโอกาสทำกิจกรรมเพื่อสังคม คืนความรู้สู่สังคมต่อไปค่ะ

ขอบคุณ “ลูกขวัญ” สาวคนเก่งที่มาแบ่งปันคำแนะนำ และประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของเธอกับเราที่นี่ เราเชื่อว่าสิ่งที่เธอเรียนรู้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อไปแน่นอน ขออวยพรให้ “ลูกขวัญ” ประสบความสำเร็จดังตั้งใจทุกประการ

แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ เร็วๆ นี้

สุขพิชญา จรัญชล :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: a super busy day with a PhD student

phos2สวัสดีค่ะ แนะนำตัวหน่อยค่ะ
โฟส สุขพิชญา จรัญชล ค่ะ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนศรียานุสรณ์ จ.จันทบุรี และจบการศึกษาระดับปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอนนี้กำลังศึกษาปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์ ณ University of Alberta ประเทศแคนาดาค่ะ

ทำไมจึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอกคะ

จุดเริ่มต้นเกิดจากในสมัยเด็กๆ โฟสชอบดูการ์ตูน และมีความใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นนักบินอวกาศ หลังจากนั้นจึงได้ค้นพบว่าตนเองชอบวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะชอบสาขาไหน เมื่อโฟสเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้โฟสได้ตกหลุมรักฟิสิกส์เข้าอย่างจัง หลังจากได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการสอวน.สาขาฟิสิกส์ หรือโครงการส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ค่ะ

พอจบระดับมัธยมศึกษา โฟสได้มีโอกาสรับทุนเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีและโท จากโครงการพสวท. หรือ โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โฟสได้รับทุน แบบไม่มีข้อผูกมัด จากประเทศแคนาดา จึงตัดสินใจมาศึกษาต่อปริญญาเอกที่นี่ การเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ต่างประเทศ เป็นอีกช่องทางในการเปิดโลกทัศน์มุมมองการทำวิจัยในระดับนานาชาติมากขึ้นค่ะ

โฟสเตรียมตัวเพื่อสมัครเรียนปริญญาเอกอย่างไรบ้างคะ  

โฟสเริ่มด้วยการดูงานวิจัยของแลปต่างๆ ที่สอดคล้องกับงานที่ทำตอนที่เรียนปริญญาตรีและโทค่ะ โฟสคิดว่า หากได้มีโอกาสเรียนในประเทศที่ไม่เคยไป ก็ย่อมได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆมากขึ้นค่ะ โฟสจึงทำการค้นข้อมูลและพบว่า สถาบันนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศแคนาดา มีการทำวิจัยในด้านที่โฟสทำมาตั้งแต่ปริญญาตรี ซึ่งสถาบันนี้ตั้งอยู่ใน University of Alberta เป็นมหาลัยติดอันดับหนึ่งในห้าของประเทศแคนาดา เมื่อเข้าไปเช็คข้อมูลในเว็บภาควิชา พบว่า มีทุนมากมายเลยค่ะ จากนั้นโฟสจึงยื่นสมัครมาที่นี่ที่เดียว

ตอนยื่นสมัครต้องเตรียมตัวอย่างไร

ในด้านการเตรียมตัวนั้น โฟสก็เตรียมตัวสอบภาษาอังกฤษ และเตรียมเอกสารอื่นๆ ในเวลาเดียวกันค่ะ โดยเอกสารหลักๆ คือ คะแนนภาษา, CV, Statement of Purpose, Letter of recommendation 3 ฉบับ (ทางไปรษณีย์), Transcript เป็นต้น

สิ่งสำคัญในตอนนั้น นอกจากเรื่องคะแนนภาษา ที่จะต้องได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว คือ การเช็คเรื่อง Letter of recommendation ค่ะ เพราะทางมหาวิทยาลัยต้องการเเบบส่งไปรษณีย์ โดยควรจะไปติดต่ออาจารย์เนิ่นๆ เพื่อจะได้มีเวลาและเอกสารส่งไปถึงมหาวิทยาลัยครบตามเวลาที่กำหนดค่ะ

phos3
ถ่ายภาพกับ Professor Emeritus Arthur B. Mcdonald นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ปี 2015
ชีวิตการเรียนปริญญาเอกตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ

โฟสกำลังเรียนปีสองของระดับปริญญาเอกค่ะ โดยกำลังเรียนวิชาตัวสุดท้ายในเทอมนี้ และผ่านการเรียนรู้กระบวนการต่างๆ ในแลปมากมาย จนเห็นภาพรวมของงานวิจัย แต่เนื่องจากงานวิจัยเป็นทางด้านชีวฟิสิกส์ จึงทำให้ต้องศึกษาเรื่องราวมากมายในทางด้านชีววิทยาและเคมี โดยเทอมที่แล้วค่อนข้างหนักมาก เพราะว่า โฟสเข้าแลปชีวเคมีทุกวันเลย ทั้งๆ ที่เป็นเด็กฟิสิกส์ แต่แล้วเมื่อเรียนรู้กับมันและเวลาผ่านไปก็พบว่า ชีวเคมีก็เป็นอะไรที่สนุกเช่นกันค่ะ

เมื่อมาเรียนปริญญาเอกแล้ว มีการแบ่งเวลาในชีวิตอย่างไรบ้างคะ

โฟสชอบคำพูดนึงที่มีใจความประมาณว่า คนเราทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน เราสามารถแบ่งเวลาได้เป็น 8 ชั่วโมงสำหรับการนอน 8 ชั่วโมง สำหรับการเรียน และ ทำงาน และจะมีเวลาอื่นๆอีก 8 ชั่วโมง โฟสก็พยายามใช้สูตรนี้เช่นกันค่ะ แต่ว่า บางครั้งช่วงเวลาสำหรับการเรียน และทำงานในแลปมันอาจมากกว่า 8 ชั่วโมง อย่างเทอมที่แล้วมีโหดสุดคือ ทำแลป 13 ชั่วโมงรวด มีเวลาพักรวมๆในนี้ประมาณเพียงครึ่งชม.เท่านั้น อีกวันก็ทำ 11 ชั่วโมงรวมสองวันทำแลป 24 ชั่วโมงพอดีเลยค่ะ

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หากดูตามสูตรเวลาข้างต้น แม้ว่าจะเรียนและทำงานถึง 13 ชั่วโมงก็แสดงว่า โฟสยังมีเวลาอื่นๆอีกถึง 3 ชั่วโมงค่ะ และมันก็คงไม่ได้โหดขนาดนี้ในทุกวัน เพราะปกติก็ประมาณ 10 ชั่วโมงกำลังดี

ดังนั้น การบริหารเวลาของโฟสในเทอมนี้ก็คือ 24 ชั่วโมงของวัน โฟสจะแบ่งเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงเอาไว้สำหรับตนเองในทุกๆวัน เป็นของขวัญให้กับตนเองสำหรับสิ่งที่อยากทำ เช่น การร่วมกิจกรรมในมหาวิทยาลัยที่ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์มุมมองใหม่ๆที่อาจมีประโยชน์ในอนาคต การสวดมนต์ทำสมาธิ การนั่งพักชมธรรมชาติให้สมองโลดแล่นในปาร์คข้างๆ แลป หรือการออกกำลังกายดูแลสุขภาพตนเอง โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะพยายามออกกำลังกายครั้งละครึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละสองครั้ง โดยบางครั้งไอเดียดีๆ ในการทำแลปของโฟส มันก็มาจากตอนที่กำลังว่ายน้ำค่ะ

ถ้าเราเลือกที่จะจัดเวลาก่อน โฟสคิดว่า เราก็จะสามารถเป็นผู้เลือกและจัดการเวลา แทนที่ว่า เวลาจะจัดการเราค่ะ

ช่วยนิยามคำว่า Super Busy ในแบบของนักศึกษาปริญญาเอกหน่อยค่ะ

ขอแบ่ง Super Busy เป็นสองแบบค่ะคือ หนึ่ง “Super Busy” ที่ใจด้วยความคิดมโนต่างๆ และ สอง Super Busyด้วยการทำสิ่งต่างๆมากมาย โดยการลงมือทำ

โฟสนึกถึงคำพูดนึงของ อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวมีใจความประมาณว่า  ถ้าข้าพเจ้ามีเวลา 6 ชั่วโมงในการตัดต้นไม้ ข้าพเจ้าจะใช้ 4 ชั่วโมงแรกไว้ลับขวานและในวันนี้ที่เรากำลังบอกตนเองว่า “Super Busy” นั้น เรากำลัง “Super Busy” กับการใช้เวลาทั้ง 6 ชั่วโมงในการตัดต้นไม้อยู่หรือเปล่า

โฟสเชื่อว่า คนเราทุกคนมีศักยภาพที่จะผ่านเรื่องราวมากมายไปได้ ขอเพียงแค่มีสติ มีการวางแผนที่ดี วางแผนที่เฉียบคมมองเห็นเป็นรูปธรรม จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาลงมือทำ ณ วินาที อย่างมีความสุข

ถึงแม้ว่าจะดูว่าตัวเราจะ “Super Busy” จากการทำสิ่งต่างๆมากมาย แต่เราจะไม่ “Super Busy” ที่ใจด้วยความคิด มโนภาพมากมายถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ลงมือทำไปอย่างเต็มที่ทุกวินาทีตรงนี้ ด้วยใจที่เบาๆ แล้วผลจะเป็นอย่างไร นั่นแหละค่ะ ของจริง

คิดว่าสิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกคืออะไรคะ

สิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกสำหรับโฟสคือ “การชนะใจตนเอง”ค่ะ

โฟสขอขอบคุณที่งานวิจัยที่ทำ  ทำให้สัมผัสถึงการทำงานแบบจริงๆ โฟสได้คลุกคลีกับพี่ๆ นักวิจัยอาวุโสและพี่ๆ ที่มาทำวิจัยหลังปริญญาเอกมากมาย

แลปของโฟสค่อนข้างเป็นทางด้านบูรณาการ จึงได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายตั้งแต่ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ไปจนกระทั่งถึงการเขียนโปรแกรม ในเวลาไม่ถึงปีแรกของการทำแลป โฟสใช้สมุดแลปเล่มใหญ่ 200 หน้าไปหมดเกลี้ยงเลยค่ะ เป็นเด็กฟิสิกส์ แต่ก็ต้องมาเรียนรู้เรื่องการสังเคราะห์โปรตีน การทำปฎิกิริยาต่างๆ และอื่นๆ

รุ่นพี่ก็มีเรียนจบปริญญาเอกภายใต้อาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสิ้น 3 คน และใช้เวลาอย่างต่ำ 6 ปีกันทั้งนั้น 

ในตอนแรกๆ ที่มาเรียนนั้น มันดูเหมือนว่า อะไรมันก็ดูยากไปซะหมด ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านเนื้อหาวิชาการ การลงมือทำแลป การแก้ปัญหาในแลป การเรียนในสถานที่ต่างภาษาและวัฒนธรรม 

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความยากทั้งหมดที่ผ่านมานั้น มันจะไม่ยากเลย ถ้าหากเราชนะใจตนเองค่ะ ค่อยๆทำไป ค่อยๆเรียนรู้ไปด้วยใจเบาๆสบายๆ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจและไม่หยุดเดิน อะไรๆ มันก็สามารถที่จะเป็นไปได้ค่ะ

phos1
บรรยากาศมุมโปรดในมหาวิทยาลัย
คิดว่าทำอย่างไรถึงจะผ่านด่านการเรียนปริญญาเอกไปได้คะ

ในมุมมองของโฟส การเรียนปริญญาเอกก็เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ยืนต้นค่ะ ซึ่งย่อมใช้เวลาไม่น้อย กว่าที่ต้นไม้ต้นนั้นจะเติบใหญ่ ต้นไม้ยืนต้น ในยามที่เป็นต้นกล้าก่อนที่จะเเข็งแรงสามารถลงดินได้นั้น เราย่อมดูแลมัน ค่อยๆรดน้ำเบาๆ ไม่มากไป ไม่น้อยไป ไม่ให้โดนแดดแรงจัด เหมือนโฟสในช่วงปีแรกที่มาเรียนปริญญาเอก ขอขอบคุณกำลังใจจากครอบครัวและเพื่อนๆทุกๆคน ในช่วงแรกๆ โน่นก็ไม่เข้าใจ นี่ก็ไม่เข้าใจ มีการปรับตัวมากมาย และในเรื่องเนื้อหาวิชาการก็เน้นทยอยอ่าน ทยอยเรียนโดยรู้กำลังตน เหมือนกับการรดน้ำต้นไม้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากไปหรือน้อยไป ใส่ปุ๋ยบ้าง แล้ววันนึงต้นไม้ก็จะโตและแข็งแรงขึ้นค่ะ

เมื่อปีแรกผ่านไป ต้นกล้าต้นนี้ก็สูง ลำต้นพอตั้งได้ดี ก็สามารถลงดินได้ สิ่งที่เราทำเสมอเพื่อให้ต้นไม้โตขึ้น ก็คือการรดน้ำใส่ปุ๋ย ในปริมาณที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ต้นไม้ต้นนี้ก็จะเติบใหญ่ แข็งแรง มั่นคง สามารถเป็นที่พักพิงและมอบอากาศบริสุทธิ์แด่เหล่าสิ่งมีชีวิตมากมาย

ซึ่งการที่เราจะทำมันได้อย่างต่อเนื่องในระยะเวลาที่นาน ในมุมมองของโฟสก็คือ การสนุกกับมันหรือการรู้ว่าผลลัพธ์มันจะมีประโยชน์ต่อผู้คนมากมาย

ในเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนั้น มันค่อนข้างใช้เวลาหลายปี แต่หากเราสนุกกับมันแล้ว เราย่อมทำมันได้เรื่อยๆอย่างมีความสุขค่ะ ในทุกวันนี้เวลาโฟสทำแลป บางครั้งก็ฟังเพลงไปด้วย หากไม่มีคนอยู่ในแลปก็อาจร้องเพลง แทบเรียกได้ว่า เกือบเปิดคอนเสิร์ตกันได้เลย จึงทำให้บางครั้งเพลิน ดึกดื่นจนลืมเวลาเลยทีเดียวค่ะ

เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ  

สิ่งแรกที่โฟสจะทำหลังจากจบปริญญาเอกคือ จะไปขอบคุณผู้ชายและผู้หญิงคู่นึงที่รักโฟสและโฟสรัก ซึ่งคือ คุณพ่อและคุณแม่ค่ะ หากไม่มีท่านทั้งสองคน ก็คงไม่มีโฟสในวันนี้ ขอบคุณการเลี้ยงดู การอบรมสั่งสอนจนเติบใหญ่ ขอบคุณกำลังใจในทุกๆเวลา และขอบคุณที่ให้โฟสได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่ค่ะ

ฝากอะไรถึงชาว Just a PhD หน่อยค่ะ

โฟสขอส่งกำลังใจให้กับทุกๆท่านนะคะ ค่อยๆทำไป ค่อยๆเรียนรู้ไปด้วยใจเบาๆสบายๆ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ อะไรๆมันก็สามารถที่จะเป็นไปได้ค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณโฟส กับมุมมองและข้อคิดดีๆ ในการเรียนปริญญาเอก ที่มาแบ่งปันกับเราที่นี่ แขกรับเชิญคนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ที่เดียว

ร้อยตำรวจเอก อภิชาติ วงษ์ศรี :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: a super busy day with a PhD student ::

วันนี้ “ว่าที่ดร.” ที่เราจะไปสัมภาษณ์พูดคุยด้วย เป็นผู้กองหนุ่มอนาคตไกล นักศึกษาปริญญาเอก สาขารัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration) มหาวิทยาลัยศรีปทุม ไปทำความรู้จักกับเขากัน

ช1.jpg

ช่วยแนะนำตัวด้วยค่ะ

ครับ สวัสดีครับ ผม ร้อยตำรวจเอก อภิชาติ วงษ์ศรี ตำแหน่ง รองสารวัตร สถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงครับ ชื่อเล่นชื่อ “เอ็ม” นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 62 ปริญญารัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต(ตร.) เกียรตินิยมอันดับ 2 จาก โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และปัจจุบันศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผ่านการสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ไปเมื่อเร็วๆนี้ครับ

ช4

ทำไมถึงคิดมาเรียนปริญญาเอกคะ           

ที่ตัดสินใจเรียนเพราะ “ขี้เกียจ” ใช่ครับ ฟังไม่ผิดหรอกครับ เหตุผลฟังดูแปลกๆ แต่ตัดสินใจไปเรียนเพราะขี้เกียจจริงๆ เพราะคิดว่า ในอนาคตก็คงต้องเรียน แต่ไม่อยากไปเรียนตอนแก่หรือไปเรียนตอนที่แบบว่า มีครอบครัว หรือมีลูกแล้ว เพราะกลัวไม่มีเวลาให้ครอบครัวครับ

ส่วนการจบปริญญาเอก ในด้านหน้าที่การงานของตำรวจ ถึงแม้จะไม่มีการปรับขั้นเงินเดือน หรือเงินเพิ่มพิเศษอะไรเลยก็ตามในสายงานนี้ แต่คาดว่าในอนาคต วิสัยทัศน์ และความรู้จากการศึกษาปริญญาเอก สามารถนำไปช่วยพัฒนาองค์กรตำรวจ เพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ชีวิตการเรียนปริญญาเอกช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ

ช่วงนี้ก็อยู่ในช่วงทำดุษฎีนิพนธ์ครับ เพิ่งสอบผ่านโครงร่างวิทยานิพนธ์ผ่านไป คณะกรรมการมีมติให้ผ่าน และมีข้อแก้ไขไม่มากนัก จากนี้ก็คงจะต้องวุ่นกับการเก็บข้อมูลกับกลุ่มประชากรตัวอย่าง และเก็บข้อมูลการสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คิดดูแล้วคงจะวุ่นน่าดู ยิ่งงานของตำรวจเวลาน้อยๆ ด้วย แอบหนักใจอยู่เล็กน้อย แต่ก็คิดว่า ไหวครับ

ช5

เมื่อมาเรียน ป.เอกแล้ว มีการแบ่งเวลาในชีวิตยังไงบ้างคะ

ช่วงแรกๆ ก็ค่อนข้างแบ่งเวลายากครับ เพราะช่วงที่เริ่มเรียนนั้น เป็นนายเวรผู้บังคับการตำรวจรถไฟ ก็จะไม่ค่อยเวลา แต่ก็พยายามหาเวลาไปเรียน coursework ให้ได้ แต่โชคดีที่ผู้บังคับการท่านเข้าใจและสนับสนุนในการศึกษา เวลาที่จำเป็นจะต้องไปเรียน ท่านก็จะอนุญาตให้ไป

เมื่อจบภาค coursework แล้ว ก็เป็นช่วงของการทำวิจัย เมื่อไม่ได้มีภารกิจ ก็จะไปตามห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่างๆ ยิ่งโดยเฉพาะบทที่ 1และ2 ที่ต้องหากรอบแนวคิด จากหนังสือและงานวิจัยต่างๆ ต้อง review หนักมาก ห้องก็จะเป็นไปด้วยหนังสือ บนโต๊ะทำงานก็จะเต็มไปด้วยเอกสารการเรียน เป็นอะไรที่รกสุดๆ เลย

แต่ก็มีการแบ่งเวลาสำหรับงานอดิเรกบ้างครับ ผมชอบออกกำลังกาย เล่นฟุตซอล วิ่ง เวทเทรนนิ่ง ตีแบด เล่นบาส ยูโด ไปเรื่อยครับ เป็นการพักผ่อนสมองจากการเรียนและงานวิจัย

ช7.jpg

คิดว่าสิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกคืออะไรคะ

สำหรับผม สิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอก ไม่ใช่เนื้อหา หรือความยากของการวิจัย แต่สิ่งที่ยากคือ “เวลา” ตราบใดที่ไม่มีเวลา ยุ่งวุ่นวายอยู่กับภาระหน้าที่การงาน หรือภาระอย่างอื่น และไม่สามารถจัดสรรมันให้เพียงพอกับการเรียนปริญญาเอก รับรองว่า ทุกๆ อย่างของปริญญาเอกจะยากเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ถ้าเรามีเวลาเพียงพอ แม้จะยากก็ยังค่อยๆ เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และค้นคว้ามันได้ครับ

คิดว่าทำอย่างไรที่จะผ่านไปได้คะ

กัดติดครับ ยิ่งในช่วงทำวิจัย หลายคนปล่อยทิ้ง ถอดใจกับการศึกษาค้นคว้า มันทำให้งานวิจัยไม่คืบหน้า พอไม่คืบหน้าก็ท้อแท้ เพราะฉะนั้นอย่าทิ้งมันครับ กัดติดมัน กระตุ้นตัวเองตลอดเวลา หยิบมันขึ้นมาทำ วางแผนกิจกรรมที่จะต้องทำ แล้วทำตามแผน เท่านี้ผมคิดว่าปริญญาเอก ก็อยู่ไม่ไกลแล้วล่ะครับ

ผมมีแนวความคิดนึงว่า “เราไม่ได้เรียนปริญญาเอกคนเดียว” เพราะคนอื่นก็เรียนด้วย คนอื่นในที่นี้คือ คุณพ่อ คุณแม่ พี่ ป้า น้า อา ครอบครัว เพื่อน เจ้านาย ทุกคนร่วมเรียนกับเราเพื่อให้เราได้จบเอก คนเหล่านี้รอความสำเร็จของเราอยู่ ถ้าเราล้มหมายความว่า เราก็ทำเค้าผิดหวังและล้มลงเดียว ผมจึงคิดว่าเราไม่ได้เรียนเพียงลำพังครับ

เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ

ฉลองสิครับ ที่บ้านรอฉลองอยู่ นี่ถามทุกวันเลย เมื่อไหร่จบ ฮ่าๆๆ

———-
เพจก็แค่ปริญญาเอกขออวยพรให้ ผู้กองเอ็ม ประสบความสำเร็จในโดยเร็วค่ะ
แขกรับเชิญคนต่อไปที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์แบบ Super busy จะเป็นใคร
ติดตามได้ที่นี่ที่เดียว!

เจษฎานันท์ เวียงนนท์ :: คอลัมน์แขกรับเชิญ :: A Super Busy Day with a PhD Student :: วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก ::

วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก เปิดพื้นที่ต้อนรับ “ว่าที่ดร.” คนล่าสุด ที่จะมาจับเข่าพูดคุยกับเรา สาวสวย บุคลิกทั้งหวานและเท่คนนี้ คือ เจษ เจษฎานันท์  เวียงนนท์ นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สหสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

jessy5นอกเหนือจากการเรียน เจษยังเป็นมีงานอดิเรกเป็นช่างถ่ายภาพฝีมือระดับเทพอีกด้วย เพจก็แค่ปริญญาเอก รับรองว่า คุณจะมีความสุขถ้าได้อ่านแนวคิดดีๆ จากสาวคนนี้ เราไปคุยกับเธอกัน…

ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอกคะ

ที่ตัดสินใจเรียนปริญญาเอก เพราะอยากใช้ความรู้ด้านนี้ทำงานเป็นหลักค่ะ เป็นอาชีพที่นอกจากว่าเราทำงานแล้วได้ตัง งานเรายังให้ประโยชน์อะไรกับคนอื่นได้ด้วย เพราะเป็นงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จริงๆในสายงาน จบ ป.ตรี ป.โทก็ทำได้ดีแล้วค่ะแต่การต่อยอดเพื่อนำไปใช้งานจริง บางที ก็ต้องการในส่วนของความเชี่ยวชาญและความชำนาญเฉพาะทางด้วย ก็จะทำให้ทำงานได้กว้างขึ้นอีก ถือว่ามาเรียนเพื่อฝึกวิทยายุทธและกำลังภายในอีกขั้นหนึ่ง

jessy.jpg

ตอนนี้การเรียนเป็นยังไงบ้างคะ

ภาพรวมการเรียนช่วงนี้กำลังไปได้สวยค่ะ หลังจากที่ฝ่าฟันผ่านปัญหาและอุปสรรคมามากมายเหลือเกินกว่าจะได้หัวข้องานวิจัยที่ลงตัว สุดท้ายก็เลือกสิ่งที่เราถนัด ดีกว่าสิ่งที่อยากทำแต่ไม่ถนัด ตอนนี้กำลังเก็บข้อมูลภาคสนาม เตรียมสอบโครงร่างค่ะ

jessy1.jpg

แบ่งเวลาในการเรียนกับชีวิตส่วนตัวอย่างไรคะ

การแบ่งเวลาของชีวิตนี่สำคัญมากค่ะ งานที่ทำประจำต้องหยุดหมดทุกอย่าง เพื่อมาโฟกัสเรื่องเรียน ต้องยอมแลกค่ะ

เคยผ่านช่วงที่ทำงานด้วยเรียนด้วย มันยากมากและเมื่อเราต้องเลือกเมื่อมีงานสำคัญมาชนกันเราก็ตองเลือกการเรียนก่อนค่ะ

ตอนนี้งานอดิเรกคือการถ่ายภาพ จริงๆมันก็คือสิ่งที่รักอีกอย่างหนึ่ง แต่เราต้องเลือกสิ่งที่”ต้อง”ทำก่อนสิ่งที่”ชอบ”ทำ เพราะเราไม่ได้มาถึงจุดนี้เพื่อเราคนเดียว ทำเพื่อครอบครัวด้วย

jessy4.jpg

ช่วยนิยามคำว่า Super Busy ในแบบของนักศึกษาปริญญาเอกหน่อยค่ะ

คำว่า super busy นี่คือ คนเรียนปริญญาเอกจะรู้และเข้าใจพวกเดียวกัน สิ่งที่เป็นอยู่บ่อยๆ และบางทีก็เป็นต่อเนื่องแบบหลายๆวัน มันคือ ภาวะของการที่ต้อง อดนอนต่อกันหลายๆคืน

กลางวันต้องไปเรียน เสาร์อาทิตย์อ่านหนังสือสอบ กลับบ้านต้องหอบ Journalไปอ่านด้วย บางที แม้กระทั่งตอนฝันก็ยังฝันเรื่องเรียน (หัวเราะ)

พอวันหยุดทีนี่จะดีใจมาก ต้องวางแผนหาวันหยุด ให้ตัวเองพักร่างกันเลยทีเดียวค่ะ

jessy3.jpg

คิดว่าสิ่งที่ยากในการเรียนปริญญาเอกคืออะไรคะ

การเอาชนะใจตัวเอง ท่ามกลางแรงเสียดทาน แรงกดดันจากภายนอก ท่ามกลางสภาวะย่ำแย่ทั้งร่างกายและการเงิน

กำลังใจจากรอบข้างมากมายแค่ไหนก็สู้กำลังใจของตัวเองไม่ได้หรอกค่ะ เราต้อง Strong อึดถึกทนเท่านั้น ถึงจะรอด

แล้วคิดว่าทำอย่างไรที่จะผ่านมันไปได้คะ

อย่างแรกคือ  ต้องบอกตัวเองว่า เราจะผ่านมันไปได้ด้วยดี และเราต้องทำได้

ไม่ใช่นั่งมโนเฉยๆ ต้องลงมือทำโดยต้องวางแผนก่อนนะคะ เวลาคือสิ่งที่มีค่าที่สุด ราคาแพงที่สุด แล้วการผ่านไปจะไม่เปล่าประโยชน์

เจษจะยึดคติที่ว่า “สิ่งไหนเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ” คิดบวกไว้ดีกว่าคิดลบๆ บั่นทอนตัวเอง ถึงโลกจะไม่สวยอย่างที่เป็นแต่โลกที่โหดร้ายจะทำอะไรเราไม่ได้ แล้ววันนึงเราก็จะพุดได้ว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง”

เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ

เมื่อเรียนจบแล้ว อย่างแรกที่จะทำคือ ทำงานเอาเงินคืนแหล่งทุน ก็คือพ่อแม่นี่ล่ะค่ะ
เราจบนี่เราดีใจมากแค่ไหน คนที่บ้านเราลุ้นและเกร็งกว่าเราอีกนะคะ

jessyy5.jpg

….บทสนทนาของเราจบลงด้วยรอยยิ้มหวานของเธอ เพจก็แค่ปริญญาเอก รู้สึกได้ถึง พลังความสุขในการเรียนของหญิงสาวคนนี้ เจษมีความมุ่งมั่น หลงใหลในสิ่งที่ตนเรียนรู้ และยังเป็นสาวคิดบวก มองโลกในแง่ดี เราขอให้เจษเดินทางไปให้ถึงวันแห่งความสำเร็จนั้นในเร็ววัน

แขกรับเชิญคนต่อไป ที่จะมาเปิดมุมมองใหม่ๆ ด้านการศึกษาให้กับคุณ จะเป็นใคร ติดตามได้ที่นี่ ที่เดียว !!!

คอลัมน์แขกรับเชิญ :: A Super Busy Day with a PhD Student :: วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก

pakorn1

ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ผม ภากร กัทชลี ชื่อเล่นชื่อ ปอ หรือจะเรียกแบบคนจีนว่า ผ้าข่า (帕卡)ก็ได้นะครับ ฟังเหมือนชาวเขายังไงไม่รู้ ฮ่าฮ่า เพราะที่จีนเขาทับศัพท์เลียนเสียงมาจากชื่อภาษาอังกฤษว่า Pagon แต่ผมก็ชอบชื่อนี้นะ ไม่เหมือนใครดี

ตอนนี้กำลังศึกษาปริญญาเอกปีที่ 2 สาขา Computer Science and Technology ที่มหาวิทยาลัยซีเตี้ยน  หรือมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ซีอาน – Xidian University (Xi’an University of Electronic Science and Technology) เมืองซีอาน มณฑลส่านซี ประเทศจีน ภายใต้ทุนการศึกษารัฐบาลจีน (CSC Scholarship)

pakorn6.png

ทำไมถึงมาเรียนปริญญาเอก

ตอนสมัยเรียนปริญญาตรี มีความจำเป็นที่ต้องทำงานและเรียนไปพร้อมกัน เนื่องจากครอบครัวมีปัญหาทางด้านการเงิน จึงต้องรับผิดชอบค่าเล่าเรียน ค่าหอพัก ค่าใช้จ่ายส่วนตัวด้วยตนเอง ดังนั้นจึงรู้สึกว่า ยังให้ความสำคัญกับการเรียนไม่มากพอ พอเรียนจบปริญญาตรี เลยอยากจะเรียนต่อในระดับที่สูงกว่านี้ เพื่อทุ่มเทกับการเรียนให้เต็มที่ จึงตัดสินใจเรียนต่อในระดับปริญญาโท ซึ่งตอนนั้นก็เรียนปริญญาโทที่จีน ด้วยทุนการศึกษารัฐบาลจีนเช่นเดียวกันครับ หลังจากจบปริญญาโท ก็ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอกเลย เพราะยังรู้สึกอยากพัฒนาความรู้ในสิ่งที่เราสนใจให้สูงที่สุด และที่สำคัญคือค้นพบว่า อยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยครับ

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง?

ต้องบอกก่อนว่า ผมเป็นบุคคลพิเศษ (ฮ่าฮ่า) Stuttering person หรือถ้าพูดง่ายๆก็คือ พูดติดอ่าง ดังนั้นผมจึงมีปัญหาในด้านทักษะการพูดมาตั้งแต่วัยเด็ก พอมาเรียนต่างบ้านต่างเมือง ก็ยิ่งมีปัญหา เพราะพอเราต้องสื่อสารด้วยภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาบ้านเรา (ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ) ทำให้เราที่มีปัญหาทางด้านการพูดอยู่แล้ว อายที่จะพูด จึงทำให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น แต่พอมาเรียนปริญญาเอกที่นี่ อาจารย์ที่ปรึกษาพยายามช่วยแก้ปัญหาด้วยการให้เรามีวิชาสอนของเราเอง ทั้งสอนนักศึกษาจีนและนักศึกษาต่างชาติ ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ซึ่งเป็นการบังคับให้เราฝึกพูดและกล้าที่จะพูดสื่อสารกับคนอื่นมากขึ้น ขณะนี้ทักษะการพูดทั้งภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ จึงค่อนข้างดีขึ้นมากครับ

ทักษะอื่นที่พัฒนาอย่างมาก นอกจากการพูด คือ ทักษะทางด้านภาษาอังกฤษและภาษาจีน แน่นอนอยู่แล้วว่าในการทำวิจัย เราจะต้องอ่านงานวิจัยและตำราค่อนข้างเยอะ ซึ่งผมเรียนหลักสูตร International จึงต้องอ่านเปเปอร์ หนังสือภาษาอังกฤษ และต้องเขียนรายงาน เตรียมการสอนเป็นภาษาอังกฤษด้วย ทักษะภาษาอังกฤษจึงค่อนข้างดีขึ้น แม้จะยังไม่ดีที่สุดก็ตาม แต่ก็จะพัฒนาไปเรื่อยเรื่อยครับ ทักษะภาษาจีนก็เช่นกัน แม้จะไม่ได้เรียนเป็นภาษาจีน (ตอน ปโท ก็เรียนเป็นภาษาอังกฤษ) แต่ด้วยความที่อยู่จีนมาค่อนข้างนานกว่า4ปี หากไม่ได้ภาษาจีนเลย ก็อายคนอื่นเขา จึงพยายามบังคับตนเองให้ศึกษาภาษาจีนมากขึ้น พยายามพูดคุยสื่อสารกับคนจีนให้มากขึ้นกว่าเดิมครับ

นอกจากนี้แล้ว การเรียนปริญญาเอก ทำให้ผมมีความรับผิดชอบและวางแผนในชีวิตมากยิ่งขึ้น มิเช่นนั้นอาจเรียนไม่จบตามกำหนดได้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังกังวลอยู่ครับ ฮ่าฮ่า

pakorn2

ระหว่างเรียน พบเจออุปสรรค ความท้าทายอะไรบ้าง?

อย่างที่เล่าไปครับ ว่าผมมีปัญหาทางด้านการสื่อสารทางการพูดมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นอุปสรรคที่ยากที่สุด ที่จะต้องก้าวผ่านไปให้ได้

การเปลี่ยนสายวิจัย ก็เป็นหนึ่งในอุปสรรคที่หนักหนาเช่นเดียวกันที่กำลังประสบอยู่ตอนนี้ครับ คือจริงๆแล้ว สายวิจัยที่ผมสนใจและทำมาตั้งแต่ปริญญาโท คือสาย ontologies and semantic web แต่พอมาเรียนปริญญาเอกที่นี่ เป็นความผิดพลาดของผมเองที่ไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ดีว่า สายวิจัยที่ผมจะทำอยู่อีกคณะหนึ่ง ก็คือ Management Science

ซึ่งตรงนี้ขอฝากไว้สำหรับคนที่จะมาเรียนปริญญาเอกที่จีนนะครับ หากอยากทำวิจัยทางสาย Web technology, IT, knowledge management หรือทางสาย Ontologies and Semantic web แบบที่ผมทำตอนปริญญาโท ส่วนใหญ่ที่จีน จะอยู่ใน Management Science ไม่ใช่ Computer Science ครับ ดังนั้นผมจึงต้องหาแลปใหม่

ตอนเริ่มเรียนปีแรก ซึ่งมีแลป Wireless security รับผมเข้าไปอยู่ในสังกัด ต้องบอกว่า ผมไม่เคยมีความรู้ทางด้าน Wireless และ Networks เลย และที่เมืองจีน จะเน้นทำวิจัยด้วย Math ซึ่งผมไม่ถนัดอีกต่างหาก ดังนั้นปีแรกของการเรียนปริญญาเอก จึงค่อนข้างยากมาก เพราะต้องพยายามอ่านเปเปอร์ อ่านตำรา ศึกษาความรู้ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังโดนแรงกดดันพอสมควรจากเพื่อนร่วมแลป เพราะส่วนใหญ่จะเป็นเด็กหัวกะทิของจีน และผมเป็นต่างชาติคนเดียวในแลปด้วย แต่โชคดีที่อาจารย์ที่ปรึกษาค่อนข้างให้โอกาส เลยมีกำลังใจสู้ครับ จนตอนนี้ปีสอง ก็ตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำวิจัยทางด้าน Trust models in P2P networks  ซึ่งท้าทายมากครับ ว่าจะสามารถทำสำเร็จ จนได้รับปริญญาเอกอย่างที่หวังไว้หรือไม่

อุปสรรคอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่คนมาเรียนที่จีน น่าจะได้มีโอกาสพบกันทุกคน นั่นคือ ความแตกต่างของวัฒนธรรม โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันในแลป เรามักจะได้รับการเพิกเฉยจากคนจีน ถามอะไรไป ก็ไม่ค่อยตอบ เหมือนกั๊กความรู้เอาไว้ ซึ่งตรงนี้เป็นปกติของคนจีน เพราะเขาคิดว่า เราควรช่วยเหลือตัวเราเองครับ ดังนั้น อย่าไปคิดให้ขุ่นมัวครับหากเจอแบบนี้ เราก็พยายามทำของเราให้ดีที่สุด เท่าที่เราทำได้ และใช้ข้อดีของคนไทยให้เป็นประโยชน์ นั่นคือ เฟรนด์ลี่ พยายามใจดีสู้เสือครับ กลับไทย พยายามมีของฝากมาติดไม้ติดมือให้อาจารย์ที่ปรึกษา ให้คนในแลปสักหน่อย ชีวิตจะราบรื่นขึ้นครับ

นอกจากนี้การใช้ชีวิตต่างบ้านต่างเมือง ก็มักจะมีปัญหาเข้ามาแบบคาดไม่ถึงเช่นกัน อย่างที่เมืองจีน ของจะหายกันค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ จักรยาน ดังนั้น ต้อง Strong ครับ

วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก เป็นอย่างไร

วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก สำหรับผมช่วงนี้ คือ การอ่านงานวิจัย อ่านตำรา หาข้อมูล และขบคิดปัญหา ลองผิดลองถูกเกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่เราต้องทำ และเขียนรายงานความคืบหน้าของสิ่งที่เราทำในทุกวัน และนอกจากนี้ ก็จะมีเตรียมสอนบ้าง อย่างในเทอมนี้ ไม่มีคลาสสอนเป็นของตนเอง แต่จะมีสอนร่วมกับ ดร.ท่านอื่น ในบางคาบ บางสัปดาห์ ดังนั้นก็ต้องเตรียมการสอนไว้ล่วงหน้าครับ

นอกจากการเรียนและการสอนแล้ว หากเบื่อ ผมก็จะเปลี่ยนมาหัวฟูกับสิ่งอื่นแทน ก็คือ การทำอาหารไทย และตอบคำถาม หาข้อมูล หาข่าวรับสมัครทุนรัฐบาลจีน ไปแชร์ในกลุ่มนักศึกษาทุนรัฐบาลจีน ที่ผมได้สร้างกลุ่มนี้เอาไว้สำหรับนักศึกษาไทยที่สนใจทุนรัฐบาลจีน ตั้งแต่สมัยที่เริ่มสมัครทุนปริญญาโท ซึ่งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมคลายเครียดได้ดีเลยครับ

สุดท้าย อยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง

การเรียนปริญญาเอก หากจะมองว่าง่ายก็ง่าย หากจะมองว่ายากก็ยากมากแบบที่เราไม่คิดมาก่อนว่ามันจะยากเพียงนี้ แต่ทุกอย่างอยู่ที่ใจของเราครับ หากเราสู้และบอกกับตนเองว่าเราต้องทำได้ เราก็จะทำได้ครับ และถ้าหากเรามีความเครียดเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเปรียบเสมือนเงาตามตัวของคนเรียนปริญญาเอก เราต้องรู้จักจัดการกับเงานี้ให้ได้

อย่างตัวผมเอง เมื่อปีที่แล้ว ผมมาเรียนปริญญาเอกที่นี่ปีแรก ซึ่งมีปัญหาความเครียดกับการเรียน การใช้ชีวิตมาก จนเป็นโรคเครียด ต้องหาหมอที่จีน ต้องกินยาอยู่เป็นเดือน แต่สุดท้ายผมก็ผ่านมาได้ ซึ่งมองกลับไปตอนนี้ มันง่ายมากเลย แค่เราคิดให้ได้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุของความเครียด เราก็ออกมาจากตรงนั้น ปล่อยวางตรงนั้น หาอะไรทำเพื่อให้เราลืมความเครียด ให้เราได้ผ่อนคลายบ้าง อย่าจมปรักกับความเครียดนั้น   อย่างในเคสของผม เพื่อนคนจีนได้ชวนไปทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน คือ ปีนหน้าผา เดินป่า ก็ทำให้จิตใจกลับมาดีขึ้น มีกำลังใจในการเรียน ใช้ชีวิตที่นี่มากขึ้น อ้อ แล้วผมคิดว่าการทำอาหารไทย ก็ช่วยให้จิตใจดีขึ้นมากเช่นกันนะครับ เพราะการได้ทานอาหารไทย ในยามที่เราอยู่ต่างบ้านต่างเมือง มันทำให้เรารู้สึกมีพลังมากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

และถ้าหากท้อ หากหมดกำลังใจ ให้นึกถึงครอบครัวของเรา คนที่เรารัก และเป้าหมายของเราที่เราฝันไว้   เพื่อจุดไฟกำลังใจในตัวเราให้เพิ่มขึ้นมาอีกครั้งครับ สำหรับ เส้นทางปริญญาเอกของผม ณ ตอนนี้ยังอีกยาว แต่ก็ไม่ท้อครับ จะเดินต่อไปเรื่อยเรื่อยจนสุดทาง สู้ด้วยกันนะครับ ^_^

pakorn3.png

สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่สนใจเรียนต่อปริญญาเอกที่เมืองจีน โดยเฉพาะสำหรับทุนการศึกษารัฐบาลจีน ที่มีให้ทั้ง ปริญญาโท และปริญญาเอก สำหรับปีการศึกษา 2016/2017 ตอนนี้มหาวิทยาลัยในจีนกำลังทยอยเปิดรับสมัครแล้ว สามารถสอบถามมาได้ที่กลุ่มนักศึกษาทุนรัฐบาลจีนครับ https://www.facebook.com/groups/799665870071741/ หรือสอบถามมาที่ผมโดยตรงก็ได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาครับ

ติดตามผลงานของปอ ได้ที่นี่ค่ะ

(1) สำหรับคนที่จะสมัครทุนปริญญาเอก

https://www.facebook.com/groups/799665870071741/permalink/996579030380423/

(2) บทสัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ CRI ของจีน เวอร์ชั่นภาษาไทย

http://thai.cri.cn/247/2015/01/02/121s228327.htm

http://thai.cri.cn/221/2015/01/09/223s228551.htm

…ขอบคุณ ปอ ที่มาแชร์ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกในประเทศจีน ช่วยเปิดมุมมอง เปิดโลกทัศน์ให้กับเรามากมาย ที่นี่ค่ะ

#ก็แค่ปริญญาเอก ขออวยพรให้ ปอ ประสบความสำเร็จ เข้มแข็ง สามารถฝ่าฟันทุกอุปสรรค เราเชื่อว่า คุณประโยชน์มากมายที่ปอได้สร้างสรรค์ไว้ และจะสร้างสรรค์ต่อไป จะเป็นพลังที่ดีเยี่ยมส่งให้ปอสำเร็จการศึกษาในเร็ววันค่ะ

…ติดตามสาระข้อมูลดีๆ ใน #คอลัมน์แขกรับเชิญ ได้อีก ในครั้งหน้าค่ะ แอดมินเชื่อว่าการได้เปิดรับฟังประสบการณ์ที่หลากหลายจากเพื่อนร่วมทาง จะทำให้การเดินทางสู่ความสำเร็จของผู้เรียนปริญญาเอกไม่โดดเดี่ยวและเดียวดายจนเกินไป

…หากใครมีมุมมองเกี่ยวกับปริญญาเอกที่อยากแบ่งปัน ทางเพจยินดีเป็นพื้นที่กลาง ส่งผ่านประสบการณ์กันมาได้หลังไมค์นะคะ