เลือกเรียนต่อปริญญาเอก สาขาอะไรดี?


คำถาม: การเรียนต่อปริญญาเอก จะต่อสาขาอะไรก็ได้ หรือว่าต้องเป็นสาขาที่ต่อเนื่องจากปริญญาโทคะ ขอบคุณค่ะ
คำตอบ: การเรียนปริญญาเอกคือการเรียนที่เฉพาะเจาะจง หากมีพื้นฐานความรู้ปริญญาตรีและโทในสาขาวิชาเดียวกันเป็น background อยู่ ก็จะทำให้การเรียน “ง่าย” ขึ้น ในแง่ความเข้าใจ องค์ความรู้ หรือ ศัพท์วิชาการต่างๆ ที่คุ้นเคยอยู่

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่จำเป็นเสมอไป อาจจะเปลี่ยนสาขาก็ได้ เพราะในระดับปริญญาเอก หัวข้อวิจัยที่สนใจ มีความสำคัญและจะเป็นตัวกำหนดว่าผู้เรียนควรเรียนสาขาใด
ผู้สมัครควรพิจารณาเหตุผลให้ชัดว่า ทำไมจึงเปลี่ยนสายการเรียน และถ้าต้องอ่านและทำงานหนักเพิ่มขึ้น จะโอเคมั้ย แต่ถ้าใจรัก สนใจ ในหัวข้อวิจัยในสาขาใหม่นี้ ก็สามารถทำได้

อีกทั้งควรพิจารณาด้วยว่า สาขาที่เปลี่ยนนั้น เปลี่ยนมาก หรือยังอยู่ใน area ใกล้เคียงสาขาเดิม และการเปลี่ยนนี้จะส่งผลต่อการสมัครงานในอนาคตหรือไม่ หมายถึง งานที่อาจต้องการการจบวุฒิตรี โท และเอกในสาขาเดียวกัน

หากพิจารณาแล้วเห็นว่าการเปลี่ยนสาขาวิชาในปริญญาเอก จะตอบโจทย์ชีวิตของเราในปัจจุบันและในอนาคตมากที่สุด ก็สามารถเปลี่ยนได้ค่ะ

สุดท้ายก็ต้องดูด้วยว่ามหาวิทยาลัย/คณะ ที่สมัคร เขารับเข้าเรียนหรือไม่ ถ้าเขารับก็แสดงว่าผู้สมัครสามารถเรียนได้ มีโอกาสจบได้ และสำเร็จได้ค่ะ

พิจารณาให้รอบด้าน มีเหตุผลรองรับการตัดสินใจของตัวเอง ขอให้โชคดีค่ะ 🙂
เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD

คำถาม-คำตอบกับเพจก็แค่ปริญญาเอก :: แนะนำที่เรียน

#คำถาม: สวัสดีครับ ช่วยแนะนำที่เรียนป.เอก ในไทยแบบเรียนไม่หินมากได้ไหมครับ?
หรือ ถ้าไปเรียนที่ออสเตรเลียจะจบง่ายกว่าไหมครับ?
มีที่ไหนที่ง่ายที่สุดไหมครับ? ช่วยตอบด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

#คำตอบ: “เรียนแบบไม่หินมาก” “ง่ายกว่าไหม” “ง่ายที่สุด”
แต่ละคนให้นิยามและมีมุมมองที่ไม่เหมือนกันค่ะ !!
ลองถามตัวเองดูอีกครั้งว่าจะเรียนปริญญาเอกไปเพื่ออะไร
ถ้าต้องการพัฒนาตัวเอง “ความง่าย” ไม่ใช่ประเด็นหลักในการนำทางค่ะ

เพราะถ้าเริ่มต้นจากการหา “ความง่าย” จาก ปริญญาเอก ไม่น่าใช่ค่ะ
ปริญญาเอกไม่ใช่การเรียนภาคบังคับ
ลองกลับไปถามใจตัวเองดูว่า จะเรียนปริญญาเอกไปเพื่ออะไร
ขออนุญาตตอบตรงๆ แต่อยากให้คิดว่าเป็นการแชร์ต่างมุมแล้วกันค่ะ 😊

ถามใจตัวเองดูอีกสักครั้ง
เพราะการเรียนปริญญาเอก เป็นการลงทุนที่ยาวนาน
ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเงิน แต่หมายถึงทุกอย่าง

ความต้องการจากภายในของตัวเอง
และการเริ่มต้นที่ถูกต้อง
จึงจะพาเราไปถึงจุดหมาย
และมีความสุขตลอดการเดินทาง

ขอให้โชคดีค่ะ 😊

คำถามคำตอบกับเพจก็แค่ปริญญาเอก: การเลือกสถาบันเพื่อศึกษาต่อ

รวบรวมคำถามจากหลังไมค์มาแบ่งปันหน้าไมค์ค่ะ…
คำถาม: สวัสดีค่ะ เพจก็แค่ปริญญาเอก มีเรื่องอยากขอคำแนะนำค่ะ คือ มีความตั้งใจ มุ่งมั่น และอยากที่จะเรียนปริญญาเอกมาก พร้อมทั้งที่บ้านก็สนับสนุนให้เรียนอย่างเต็มที่ แต่ในสาขาที่สนใจจะเรียนต่อ มีเปิดรับหลายที่ หลายสถาบันอยากขอคำแนะนำว่า เราควรจะเลือกสถาบันที่จะเรียนต่ออย่างไรดีคะ เราควรใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสินใจดี

เพราะเท่าที่ทราบมาทุกสถาบันต่างก็มีจุดเด่น-จุดด้อยแตกต่างกันไป เมื่อมองภาพรวมแล้ว แต่ละสถาบันดีสูสีกันเลยค่ะ ทำให้ยากแก่การตัดสินใจที่จะเลือกเรียนต่อค่ะ รบกวนขอคำแนะนำด้วยนะคะ ขอบคุณมากเลยค่ะ

คำตอบ: จากคำถามที่ถามถึง การเลือก “สถาบัน” เพื่อเรียนต่อปริญญาเอก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญทีเดียว เพราะ สถาบันที่ดี มีคุณภาพ ก็จะสามารถประสิทธิประสาทวิชาที่ดี มีสิ่งแวดล้อมและระบบที่เอื้ออำนวยนำพาให้ผู้เรียนได้พัฒนาตัวเองและสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพได้

เกณฑ์ในการเลือกโดยทั่วไป ก็ควรดู ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะสาขาวิชาที่จะศึกษา คุณภาพของอาจารย์ที่ปรึกษาที่จะทำวิจัยด้วย คณาจารย์ผู้สอน เพื่อนร่วมชั้นเรียน อัตราการจบของนักศึกษารุ่นก่อนๆ ระยะเวลาที่นักศึกษารุ่นก่อนๆใช้ในการสำเร็จปริญญาเอกโดยเฉลี่ย และคุณภาพของงานวิจัยว่าเป็นที่ยอมรับมากน้อยเพียงไร

นอกจากนี้ ผู้เรียนมีหน้าที่ศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึง ลักษณะและรูปแบบการเรียนการสอนของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจมีความต่างกันในรายละเอียด เช่น ใช้ระบบอังกฤษที่เน้นเฉพาะวิจัย หรือ ระบบอเมริกันที่มีการเรียนการสอน มีการสอบวัดคุณสมบัติ ก่อนการทำวิจัย

อีกทั้งต้องศึกษาด้วยว่าระยะเวลาการจัดการเรียนการสอนเป็นแบบในเวลา (full-time) หรือ เป็นช่วงเย็นวันธรรมดา หรือ วันเสาร์-อาทิตย์ (part-time) ฯลฯ

สุดท้าย ให้เลือกสถาบันที่เหมาะกับผู้เรียนที่สุด ก่อนเลือกทุกอย่างอยู่ในมือเรา หากเลือกไปแล้ว ก็ต้องว่ากันไปตามนั้น อยากให้ใช้เวลาให้นานในช่วงเลือก เพื่อที่จะได้ไม่เสียใจในภายหลังค่ะ

เห็นผู้ถามใช้คำว่า “ดีสูสี” อยากให้ลองเขียนบนกระดาษว่า แต่ละที่ มีข้อดี/ข้อเสียอะไรบ้าง เพราะบางทีเมื่อเห็นรายละเอียดต่างๆปรากฎบนกระดาษจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้น่าจะนำไปปรึกษาผู้ที่สามารถให้ข้อมูลสำคัญ เฉพาะเจาะจงกับเรื่องนี้อีกสัก 2-3 คนด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจของเราเหมาะสม ถูกต้องแล้ว

ขอให้โชคดีในการเริ่มต้นค่ะ

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD

‎คำถามปริญญาเอก ::: ‪‎คำถามประจำวัน

12227591_1651116701811732_2140955658537636645_n

คำถาม:

สวัสดีครับ พี่ๆทั้งสอง ผมกำลังเรียนปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์ ตอนนี้มีปัญหาหนักหน่วงในการทำธีสีส แก้ปัญหามานานแล้วไม่ได้สักที จนท้อ ไม่อยากทำ ไม่อยากเรียน จะลาออกแล้วครับ ผมอยากถามว่าพี่ทั้งสองผ่านจุดนี้มายังไงครับ ผมหมดไฟแล้วจริงๆครับ ปัญหาที่หนักหน่วงตอนนี้ มีอยู่ 4 ข้อด้วยกันครับ

1) หาวิธีในการทำแลปไม่ได้ ทำหลายวิธีแล้ว ไม่ได้ผลตามที่ต้องการสักที จนรู้สึกท้อครับ

2) หมดไฟ หมดกำลังใจ เพราะตอนช่วงที่ได้ทุน ได้ใช้พลังที่มีทั้งหมด ทำแลปให้สามารถเขียนรายงานความก้าวหน้าด้วยความรีบเร่ง จนทำรายงานปิดทุนเสร็จครับ และตอนนี้เลยรู้สึกหมดแรงมาก

3) ได้รับแรงกดดันจากทุกคน อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม โดนดุบ่อยมากครับ

4) ผมชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เช่น ทำไมคนนี้ทำได้ เราทำไม่ได้ อะไรประมาณนี้ ผมรู้นะครับว่ามันไม่ดี พยายามไม่คิดแต่มันเลิกไม่ได้ ร้ายที่สุดถึงกับมองว่าตัวเองไม่ควรเรียนปริญญาเอก ความรู้ไม่ถึง วิเคราะห์ผลไม่ได้ ผมควรทำยังไงให้เลิกคิดดีครับ ผมไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย คิดมากอีกด้วย

คำตอบ:

ท้อ หมดไฟ หมดกำลังใจ หมดแรง กดดัน เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับปริญญาเอก หมดความมั่นใจในตัวเอง และคิดมาก

ปัญหาฟังดูคุ้นๆไหมคะ? สำหรับแอดมินปัญหาเหล่านี้คุ้นมาก อ่านแล้วรู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปในวันที่มืดมิดวันนั้นของตัวเองเลยค่ะ

ก่อนอื่นอยากปลอบใจผู้ที่ถามมาก่อนนะคะว่า “It is perfectly OK not to feel OK.”

ผู้เรียนปริญญาเอกเกือบทุกคนย่อมมีช่วงเวลาแบบนี้นะคะ (ใครไม่เจอ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก อิอิ..)

ประเด็นสำคัญคือผู้เรียนต้องไม่ติดอยู่กับความรู้สึกแบบนี้นานจนเกินไป

เราต้องสามารถพาตัวเองออกมาจากกับดักและวังวนของความคิดและความรู้สึกด้านลบนี้ให้ได้โดยเร็ว

เราต้องมี ‪#‎Resilience ‪#‎ความยืดหยุ่น ‪#‎ความสามารถในการคืนกลับสู่สภาพเดิม หลังจากถูกโค้ง งอ กด ทับ ยืด ‪#‎ความสามารถในการฟื้นสภาพจากอาการป่วย ผิดหวัง ซึมเศร้า เคราะห์กรรม ความทุกข์ต่างๆนานา

‪#‎เพราะความยืดหยุ่นเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเรียนปริญญาเอกให้สำเร็จ

ทุกเหตุการณ์ที่ว่าแย่ ที่ว่าร้าย มันมีที่แย่กว่านี้ ร้ายกว่านี้ และเคยเกิดขึ้นในชีวิตจริงของผู้เรียนปริญญาเอกหลายๆคน

ผู้ที่ยืดหยุ่น กลับคืนสู่สภาพเดิมได้เร็ว เท่านั้น คือ ผู้สำเร็จ

ไม่ว่าจะเป็น

ผลแล็ปล้มเหลว

อาจารย์ที่ปรึกษาขีดฆ่างานด้วยปากกาจนเต็มหน้ากระดาษ (กระทั่งแอบงงว่านั่นคือสงครามกลางเมืองบนกระดาษ หรือมันคืออัลลัย?)

กรรมการวารสารฯปฏิเสธการตีพิมพ์เปเปอร์เป็นครั้งที่ 7

อาจารย์ให้แก้ไขงานด่วนจนต้องล้มเลิกแผนพาครอบครัวไปเที่ยว

หรือ ผลการสอบป้องกันคือผ่านโดยมีเงื่อนไขให้ไปปรับแก้ขนานใหญ่ อาจเป็น กรอบแนวคิดที่ผิดทั้งหมด หรือ ระเบียบวิธีวิจัยที่ผิดทั้งหมด เฮือก !!

เพราะชีวิตจริงปริญญาเอก ไม่ใช่ นิทานเจ้าชายเจ้าหญิง

Once upon the time…

ที่มีเนื้อหาสั้นๆ คาดเดาเนื้อเรื่องได้ ตัวเอกของเรื่องพบเจอความโหดร้ายหนึ่งครั้ง เอาชนะได้เสมอ และในที่สุด เจ้าชายเจ้าหญิงก็ครองคู่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป…

…and they lived happily ever after.

ผู้เรียนปริญญาเอกจำนวนมาก ไม่ได้มีชีวิตดี๊ดี แบบเจ้าชายเจ้าหญิงในนิทาน

ไม่มีใครสามารถคาดเดา เอาแน่ เอานอน กับ ชีวิตปริญญาเอกได้

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้เรียนต้องกังวล จมทุกข์ สังหรณ์ และคอยระแวดระวังกับเหตุการณ์ร้ายๆ ที่หวั่นว่าอาจเกิดขึ้นตลอดเวลา

ความไม่แน่นอนนี้แหละ คือโอกาส ที่ทำให้เราตระหนักรู้ว่า เราจำเป็นจะต้องอยู่ให้มีความสุขในทุกๆวันมากกว่า

เหตุการณ์ตรงหน้าหรือภายภาคหน้าคืออะไรไม่สำคัญ เท่ากับว่า เราจะมี “วิธีจัดการ” กับเหตุการณ์นั้นๆอย่างไรมากกว่า

อยู่ที่เราจะเลือกมองว่า…

ชีวิตปริญญาเอก เต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านลบ ที่ทำให้เราท้อ ถอย หมดไฟ และหมดแรง

หรือเราจะเลือกมองว่า ชีวิตปริญญาเอกเต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านบวกที่ยาก และเป็นพื้นที่แห่งโอกาสให้เราฝึกฝนความอึด ทรหด ทนทาน

เพราะความยากไม่จำเป็นต้องหมายถึง แย่ เจ็บปวด หรือ ทุกข์ทรมาน เสมอไป

ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ด้านลบ หรือ ประสบการณ์ด้านบวกที่ยาก

ประเด็นสำคัญ คือ เราต้องผ่านประสบการณ์เหล่านี้ไปให้ได้ เพราะถ้าเราผ่านไปได้ ก็เท่ากับว่าเราได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญบทหนึ่งในชีวิต ทักษะต่างๆที่ฝึกฝนมาดีแล้ว อาจจำเป็นต้องนำไปใช้อีกในอนาคต

การผ่านปัญหาไปได้ คือ การเคลียร์ทุกปัญหา เผชิญหน้าทุกเหตุการณ์แบบตัวต่อตัว อย่าเก็บ หมักหมม ดองเค็ม ไว้ในใจ เพราะทุกสิ่งที่ค้างอยู่จะขวางชีวิตเราไม่ให้ไปต่อ

ทุกปัญหาเป็นเรื่อง “ปกติ”

กล้าหาญ ยอมรับ ใช้ทุกปัญหาเป็นฐานในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตทางปัญญา อารมณ์ และจิตวิญญาณ

อย่าใช้พลังไปกับการรักษาหน้า รักษาภาพพจน์ อับอาย อัปยศอดสู ทุกข์เพราะให้ความสำคัญกับปัจจัยแวดล้อมภายนอกมากเกินไป

ทุ่มเทพลังงานไปกับการเรียนรู้ เข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง หาทางออก เคลียร์ทุกปัญหาแบบแมนๆ

เพราะเมื่อเราผ่านไปได้ เราจะกลายเป็นคนใหม่ที่ฉลาดขึ้น เข้าใจตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และเข้าใจความหมายของการดำรงอยู่มากขึ้น

วันนี้ หากเจอปัญหา เลือกที่จะท้อ ถอย ล้ม แบนราบ กู่ไม่กลับ หรือ เลือกที่จะกลับฟื้นคืนสู่สภาพเดิมให้ไว

#เพราะความยืดหยุ่นเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเรียนปริญญาเอกให้สำเร็จ

‪#‎เพราะชีวิตปริญญาเอกไม่ดี๊ดีเหมือนในนิทาน

 

แอดมินขอขอบคุณสำหรับตัวอย่างคำถามจริงที่หยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา ขออนุโมทนาบุญในการแชร์เรื่องราว ในกรณีที่หยิบยกเรื่องราวต่างๆทางหลังไมค์ขึ้นมาบนหน้าเพจ แอดมินจะไม่ระบุชื่อ ไม่ระบุสถาบันใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ

Credit photo: http://www.mormontemplepics.com/13069/happilyeverafter