9 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอกในประเทศอังกฤษ

IMG_01741. การเรียนปริญญาเอกในประเทศอังกฤษเป็นการเรียนแบบเน้นการทำวิจัย (Research degree) ต่างจากสหรัฐอเมริกา ที่ใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบเรียนรายวิชาและการทำวิจัย (Academic Degree)

2. ถึงแม้จะเป็นการเรียนแบบเน้นการทำวิจัยอย่างเดียว มหาวิทยาลัยจะบังคับให้นักศึกษาลงเรียนวิชาระเบียบวิธีวิจัย อีกทั้งสนับสนุนให้นักศึกษาเข้าเรียนในบางวิชาร่วมกับนักศึกษาระดับปริญญาโท ตามที่อาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาเห็นว่าเหมาะสมและจะเป็นประโยชน์กับหัวข้อวิจัย

3. โดยส่วนใหญ่ หลักสูตรปริญญาเอกในประเทศอังกฤษ มีระยะเวลา 3 ปีสำหรับนักศึกษา full-time และ มีระยะเวลา 5 ปี สำหรับนักศึกษา part-time

4.เกณฑ์การรับเข้าเรียนในหลักสูตรระดับปริญญาเอก คือผู้สมัครต้องจบปริญญาตรีด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสองเป็นอย่างน้อย หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การทำวิจัยมาก่อน หรืออาจเคยมีผลงานตีพิมพ์มาแล้ว แต่ทั้งนี้ ก็อาจพิจารณาเป็นรายกรณีไป โดยสอบถามความเห็นของอาจารย์ที่ปรึกษาด้วย

5. หลักสูตรปริญญาเอกอีกรูปแบบ คือ professional doctorate เช่น DBA (Doctor of Business Administration) ที่เน้นทั้ง coursework และ research training หลักสูตร professional doctorate นี้แตกต่างกับหลักสูตรปริญญาเอกแบบ PhD เพราะหัวข้อวิจัยมักเน้นการนำไปประยุกต์ใช้ในสาขาวิชาชีพนั้นๆ เน้นการผลิตนักปฏิบัติที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่านักปรัชญา (philosopher)

6. ประเทศอังกฤษมี หลักสูตรการเรียนการสอนแบบเน้นการทำวิจัย (Research degree) ในระดับปริญญาโทด้วย เรียกว่า Master of Research (M.Res.) และ Master of Philosophy (M.Phil.) โดย หลักสูตร M.Res. ใช้เวลาเรียน 1 ปีสำหรับนักศึกษา full-time และ 18 เดือนสำหรับนักศึกษา part-time และ หลักสูตร M.Phil. ใช้เวลาเรียน 2 ปี สำหรับนักศึกษา full-time และ 3 ปีสำหรับนักศึกษา part-time หลักสูตรปริญญาโทแบบนี้ไม่มีการเรียนรายวิชา เน้นการทำวิจัย เหมาะกับผู้ที่เคยมีประสบการณ์วิจัย หรือ ผู้ที่ต้องการเตรียมพร้อมตนเองในด้านการทำวิจัยก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาเอก

7. การเรียนปริญญาเอกในรูปแบบดั้งเดิมของอังกฤษที่เน้นเฉพาะการวิจัย (traditional PhD) ในปัจจุบัน ถูกวิพากษ์ว่าแคบเกินไป เรียนจบแล้วหางานยาก โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบันที่ผู้เรียนจบอาจต้องการไปสมัครทำงานในสายอาชีพอื่น รวมถึง การสมัครเข้าเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องยาก ต่างกับในอดีต ที่ ดีกรีปริญญาเอก เป็น “a licence to teach” และส่วนใหญ่ผู้ที่จบไปต้องมีอาชีพเป็นอาจารย์เท่านั้น

8. ด้วยเหตุนี้ ประเทศอังกฤษจึงเริ่มปรับหลักสูตรเพื่อตอบโจทย์สังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ผู้ที่จบหางานง่ายขึ้น เพื่อดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ และเพื่อแข่งขันกับ “American PhD” โดยปรับแนวทางการเรียนการสอนให้มีการเรียนรายวิชา มีการ training ต่างๆ บวกกับการทำวิจัย เพิ่มระยะเวลาหลักสูตรจาก 3 ปี เป็น 4 ปี (1 ปี สำหรับ training + 3 ปี สำหรับ research) ตัวอย่างโครงการปริญญาเอกแบบใหม่มีชื่อว่า “New Route PhD” หารายละเอียดหลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้ที่ http://www.newroutephd.ac.uk/index.html

9. ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา หน่วยงาน Higher Education Funding Council of England (HEFCE) ได้เริ่มวัดอัตราการจบการศึกษาภายในระยะเวลา 4 ปีของนักศึกษาปริญญาเอก เป็นหนึ่งในเกณฑ์การวัดคุณภาพของมหาวิทยาลัย กล่าวคือ หากมหาวิทยาลัยใดมีอัตราการจบการศึกษาภายในระยะเวลา 4 ปี สูงจะได้รับทุนสนับสนุนและได้รับการจัดลำดับอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ดีและมีความสามารถ ในขณะที่ หากอัตราการจบการศึกษาระดับปริญญาเอกภายในเวลา 4 ปี อยู่ในเกณฑ์ต่ำ หน่วยงานให้ทุนจะงดให้การสนับสนุนและมหาวิทยาลัยจะถูกจัดลำดับอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีคะแนนต่ำด้วย นโยบายที่นำมาปฏิบัตินี้ตั้งอยู่บนฐานความคิดที่ว่าการเรียนปริญญาเอกนั้นเปรียบเสมือนการฝึกฝนการทำวิจัย (research training) กล่าวได้ว่า เป้าหมายของการผลิตปริญญาเอกในปัจจุบันต่างจากยุคก่อนที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยแบบลึกซึ้งเพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่ที่เป็นต้นแบบ โดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาในการทำ แต่ ในปัจจุบันการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นต้นแบบถึงแม้สำคัญ แต่ต้องได้มาพร้อมกับทักษะอื่นๆ ด้วย เช่น ความสามารถในการจัดการเวลา และทักษะการสื่อสาร เป็นต้น

‪#‎JustaQuickNote‬ ‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬

‪‎Facts and Figures‬ ‪::: ‎Oxford University‬ ‪:::

22 1. มหาวิทยาลัย Oxford เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เริ่มการเรียนการสอนในปี 1096 หลังจาก University of Bologna (1088) ประเทศอิตาลี และ University of Paris, ประเทศฝรั่งเศส

2. มหาวิทยาลัย Oxford เป็นมหาวิทยาลัยแบบ collegiate ประกอบไปด้วยส่วนกลาง (ที่มีอำนาจดูแลคณะวิชา ศูนย์วิจัย ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์) และ 38 colleges ที่มีอำนาจปกครองตัวเอง มีงบประมาณของตัวเอง เป็นอิสระจากส่วนกลาง

3. นักศึกษาทั้งระดับต่ำกว่าบัณฑิตศึกษาและบัณฑิตศึกษาจะได้รับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ คณะวิชา (departments) และ colleges หลังจากส่วนกลางรับนักศึกษาเข้ามาแล้ว แต่ละ college จะเลือกและรับนักศึกษาเข้าไปอยู่ใน college ของตัวเอง ในส่วนของ college จะดูแลเรื่องที่พัก อาหาร ห้องสมุด กีฬา กิจกรรมทางสังคม รวมถึง tutorial teaching ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีด้วย แต่ละ college มีวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ระบบ college นี้ นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัย Oxford เป็นศูนย์รวมนักศึกษาและอาจารย์จากหลากหลายสาขาวิชาให้มีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยนมุมมอง และใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่แตกต่างจากคณะวิชาที่เน้นเฉพาะด้านวิชาการ

4. มหาวิทยาลัย Oxford มีหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (graduate programmes) มากกว่า 300 หลักสูตร

5. ปัจจุบันมหาวิทยาลัย Oxford มีจำนวนนักศึกษาทั้งหมด 22,348 คน แบ่งเป็นระดับต่ำกว่าบัณฑิตศึกษา 11,703 คน และระดับบัณฑิตศึกษา 10,173 คน

6. ร้อยละ 60 ของนักศึกษาเป็นนักศึกษาต่างชาติที่มาจาก 140 ประเทศทั่วโลก 5 ลำดับแรก มาจาก ประเทศสหรัฐอเมริกา (1,437), จีน (920), เยอรมันนี (830), แคนาดา (403) และอินเดีย (373)

7. ปัจจุบันมีนักศึกษาจากประเทศไทย 70 คน ศึกษาระดับต่ำกว่าบัณฑิตศึกษา 18 คน ระดับบัณฑิตศึกษา 51 คน และอื่นๆ อีก 1 คน

8. สถิติการรับเข้าเรียนเมื่อปี 2012-2013 จำนวนใบสมัครเฉพาะระดับบัณฑิตศึกษา 19,969 ใบ มหาวิทยาลัยรับเข้าเรียนทั้งหมด 4,623 คน คิดเป็นร้อยละ 23

9. ในปีการศึกษา 2015-2016 มหาวิทยาลัย มีทุนการศึกษาแบบเต็ม สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มากกว่า 950 ทุน

10. ชุดยูนิฟอร์มดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย เรียกว่า “subfusc” นักศึกษาจะต้องใส่ในพิธีแรกเข้าสู่มหาวิทยาลัย ช่วงฤดูกาลสอบ รับปริญญา และในพิธีการสำคัญต่างๆของมหาวิทยาลัย ล่าสุดเมื่อพฤษภาคม 2015 มีการทำ referendum เกี่ยวกับการใส่ชุด“subfusc” เข้าสอบ นักศึกษาลงคะแนน vote ท่วมท้น เห็นด้วยให้คงไว้ซึ่งการใส่ยูนิฟอร์มเพื่อเข้าสอบ

11. กำหนดให้ติดดอกคาร์เนชั่น ที่ “subfusc” เวลาเข้าสอบ โดยกำหนดความหมายให้ติด ดอกสีขาว สำหรับการสอบครั้งแรก ดอกสีแดง สำหรับการสอบครั้งสุดท้าย และ ดอกสีชมพูสำหรับการสอบครั้งอื่นๆ

12. มหาวิทยาลัย Oxford มีระบบห้องสมุดที่ใหญ่และดีที่สุดในอังกฤษ มีจำนวนห้องสมุดรวมกันมากกว่า 100 ห้องสมุด ห้องสมุดที่เก่าแก่ที่สุด คือ the Bodleian (ใช้ถ่ายทำเรื่อง Harry Potter) ก่อตั้งขึ้นในปี 1602 เป็นห้องสมุดที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก British Library บรรจุหนังสือมากกว่า 11 ล้านเล่ม โดยชั้นวางหนังสือยาวรวมกันกว่า 250 กิโลเมตร ห้องสมุดแห่งนี้ยังมีหนังสือใหม่เข้ามากว่า 5,200 เล่มต่อสัปดาห์

13. มหาวิทยาลัย มี สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย (university press) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเก่าแก่เป็นอันดับสองรองจาก Cambridge University Press

14. นักศึกษาของมหาวิทยาลัย Oxford ใช้เวลาในการเรียนโดยเฉลี่ยร้อยละ 40 มากกว่านักศึกษามหาวิทยาลัยอื่นๆในประเทศอังกฤษ แต่ก็ยังมีเวลาในการทำกิจกรรมพิเศษต่างๆ ภายใต้สโลแกน Work hard, play hard

15. มหาวิทยาลัยมีจำนวนชมรมมากกว่า 400 ชมรม มีความหลากหลายและเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าร่วมตามความสนใจ ชมรม Quidditch (ควิดดิช) เป็นอีกชมรมที่เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากเรื่อง Harry Potter

16. ประชากรเมือง Oxford มีทั้งหมดประมาณ 150,000 คน หนึ่งในสี่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย Oxford และ Oxford Brookes สองมหาวิทยาลัยของเมือง

17. ผู้นำของโลกมากกว่า 30 คนเรียนจบที่นี่ เช่น บิล คลินตัน, ออง ซาน ซูจี, และ อินทิรา คานธี (ฮิวจ์ แกรนท์ ก็จบจากที่นี่ ^^)

18. นายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษจำนวน 26 คน เรียนจบจากที่นี่ รวมถึง เดวิด คาเมรอน คนปัจจุบัน

ox8

ox7

Cr: www.ox.ac.uk; www.telegraph.co.uk; www.oushop.com

‪#‎JustaPhD‬ ‪#‎ก็แค่ปริญญาเอก‬

คำถาม & คำตอบ ::: การสมัครเรียนต่อปริญญาเอก

d22กำลังอยู่ในช่วงต้องตัดสินใจค่ะว่าจะเรียนต่อปริญญาเอกหรือไม่
ทางบ้านสนับสนุนให้เรียนค่ะ แต่ตัวเองไม่อยาก
เพราะไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเองเลย
แค่ตอนเรียนโท เวลาพรีเซนต์ก็จะไม่รอดแล้วค่ะ
คำถามไหนที่ควรถามตัวเองมากที่สุดเพื่อรู้ว่าตัวเองควรเรียนต่อหรือไม่คะ?

ก็แค่ปริญญาเอก:

…เพราะการตัดสินใจเรียนปริญญาเอกไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
…เพราะการตัดสินใจเรียนปริญญาเอกต้องมาจากแรงจูงใจภายในตัวเอง
…เพราะการตัดสินใจเรียนปริญญาเอกต้องมาพร้อมความมุ่งมั่นที่เพียงพอ
…เพราะการเรียนปริญญาเอก ไม่ใช่เรื่องของ “ความสามารถ” แต่เป็นเรื่องของ “ความอยาก” และ “ความมั่นใจ” ลึกๆ ของผู้เรียน ว่า จะสนุก มันส์ และเต็มที่กับการเรียนรู้ครั้งนี้ และจะพาตัวเอง “รอด” ไปถึงฝั่งฝันได้

การเริ่มต้นด้วยคำถามที่ถูกต้อง จึงสำคัญมาก กับ ผู้ที่คิดจะเริ่มเรียน :

คำถามเกี่ยวกับปริญญาเอก:
ผู้ที่คิดจะเริ่มเรียน รู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วหรือไม่ว่า “ปริญญาเอก” คืออะไร?
เข้าใจใน “ธรรมชาติ และ สาระเนื้อหาของการศึกษาปริญญาเอก” ตามความเป็นจริงที่ “ปริญญาเอก” เป็น
ไม่ได้เข้าใจ หรือ ตีความปริญญาเอก ในแง่ที่ “ดี” เกินความเป็นจริง
หรือ เข้าใจ และ ตีความปริญญาเอก ในแง่ที่ “ไม่ดี” เกินความเป็นจริง..

คำถามเกี่ยวกับตัวเอง:

ชีวิตของคุณต้องการเติบโตไปเป็นอะไร อีกสิบปีข้างหน้าจากนี้ คุณเห็นภาพของตัวเองเป็นแบบไหน?
เมื่อชัดเจนในคำตอบข้างต้น ลองพิจารณาดูว่า “ปริญญาเอก” เป็น หนทางหนึ่ง ที่จะพาคุณไปสู่ภาพตรงนั้นหรือไม่?

คนบางคนมี “โอกาส” ทุกอย่างพร้อมในชีวิต แต่ความกลัว และความไม่มั่นใจ ทำให้ ยอมละทิ้ง บาง “โอกาส” ที่จะเติบโต…
คนบางคนไม่มี “โอกาส” แต่ทำทุกวิถีทาง เพื่อค้นหาความท้าทายใหม่ๆ และกล้าหาญเพียงพอที่จะก้าวไปเผชิญความยากลำบากเพื่อการพัฒนา
จริงๆแล้ว มนุษย์มีหน้าที่พัฒนาตัวเองให้เป็นตัวเองที่ดีที่สุด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง…ไม่ผ่านบทเรียนใดก็บทเรียนหนึ่ง…

ปริญญาเอก เป็นเพียงหนึ่งในเส้นทางหรือบทเรียน (ที่ยิ่งใหญ่และยาวนานเพียงพอ) ที่จะทำให้มนุษย์ได้พัฒนาตัวเองตรงนั้น (ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าผู้ที่คิดจะเรียน เข้าใจ “ธรรมชาติและสาระเนื้อหาของการเรียนปริญญาเอก” ตามความเป็นจริง)

ก่อนจะตัดสินใจว่า “ไม่”….
ย้ำถามตัวเองอีกสักครั้งว่า…

จะไม่มีวันไหนในอนาคตที่จะเสียดาย “โอกาส” ที่มีในวันนี้
จะไม่มีวันไหนในอนาคตที่จะเสียดายว่า…น่าจะตัดสินใจเรียนปริญญาเอกซะเลย ในเวลานี้ ในวัยนี้ ที่ยังมีความพร้อมในทุกด้าน ที่จะทุ่มเทเวลา (3-6ปี) เพื่อการเรียนรู้ และ พัฒนาไปเป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุด

ซื่อสัตย์กับความต้องการ ความเชื่อ แรงจูงใจในชีวิตลึกๆ ของตัวเอง
ก้มลงดูไปที่ “ใจ” ให้เวลาในการคุยและถามใจของตัวเองว่า:
เอาไงกันดีเรา? ใช่หรือไม่? สู้หรือเปล่า? และ ไหวไหม?

ไม่ว่าคุณเลือกทางใด ให้ “โอกาส” ตัวเองที่จะก้าวไปข้างหน้าทุกวัน…

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬

Credit photo: from www.etsy.com

ทำไมถึงมาเรียนปริญญาเอก?

1610910_1571981976391872_5136069419000061583_nในห้องสอบสัมภาษณ์ของผู้สมัครเรียนปริญญาเอก คำถามแรกที่นักศึกษามักจะเจอคือ “ทำไมถึงมาเรียนปริญญาเอก?”

คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้ยิน คือ ต้องการที่จะเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ พัฒนาทักษะในการวิจัย การวิเคราะห์และการแก้ปัญหา เพิ่มความมั่นใจในอาชีพการงาน หรือแม้แต่ต้องการที่จะเผชิญกับความท้าทายโดยทำในสิ่งที่ยากเพื่อหวังจะค้นพบศักยภาพใหม่ๆในตัวเอง

คำตอบเหล่านี้สะท้อนถึงแรงจูงใจที่เกิดขึ้นจากภายในของผู้สมัครเรียน ที่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น และความเอาจริงเอาจัง

การตัดสินใจเรียนปริญญาเอกด้วยแรงจูงใจเช่นนี้เป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้ผู้สมัครผู้นั้นมีโอกาสประสบความสำเร็จในการเรียน เพราะแรงจูงใจที่เกิดขึ้นจาก ความเชื่อ ความหวัง ความฝัน และความต้องการของตัวเองอย่างแท้จริงเท่านั้น ที่จะสามารถผลักดันและขับเคลื่อนให้ผู้เรียนมีความพยายามในการเดินไปสู่เป้าหมายอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ยากเข็ญเพียงใดก็ตาม

แต่หากเหตุผลของการเรียนต่อปริญญาเอกเกิดขึ้นจากแรงจูงใจภายนอกหรือแรงจูงใจแบบผิวเผิน เช่น เห็นเพื่อนเรียนเลยเรียนตามเพื่อน พ่อแม่บังคับให้มาเรียน หรืออยากแค่มีคำนำหน้าว่า ดร. แรงจูงใจเช่นนี้มักเป็นแรงขับเคลื่อนที่ไม่เพียงพอและไม่คงทนถาวรที่จะทำให้ผู้เรียนอดทนต่ออุปสรรคและความยากลำบากในระหว่างทาง และมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้เรียนล้มเลิกความพยายามก่อนจะบรรลุซึ่งเป้าหมายได้

ณ วันนี้ ก่อนจะตัดสินใจสมัครเรียน ลองถามตัวเองดูว่า เพราะเหตุผลใดถึงอยากเรียนปริญญาเอก?

และสำหรับผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ เมื่อใดที่รู้สึกท้อแท้ เหนื่อยล้า มืดมน หรือแม้แต่จะถอนตัว ขอให้ย้อนทบทวนถึงสิ่งที่ได้ตอบไว้กับตัวเอง ณ วันที่ตัดสินใจก้าวมาสู่เส้นทางนี้ว่า

“ทำไมถึงมาเรียนปริญญาเอก?”

Credit photo: from www.organicrunnermom.com