เลือกเรียนต่อปริญญาเอก สาขาอะไรดี?


คำถาม: การเรียนต่อปริญญาเอก จะต่อสาขาอะไรก็ได้ หรือว่าต้องเป็นสาขาที่ต่อเนื่องจากปริญญาโทคะ ขอบคุณค่ะ
คำตอบ: การเรียนปริญญาเอกคือการเรียนที่เฉพาะเจาะจง หากมีพื้นฐานความรู้ปริญญาตรีและโทในสาขาวิชาเดียวกันเป็น background อยู่ ก็จะทำให้การเรียน “ง่าย” ขึ้น ในแง่ความเข้าใจ องค์ความรู้ หรือ ศัพท์วิชาการต่างๆ ที่คุ้นเคยอยู่

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่จำเป็นเสมอไป อาจจะเปลี่ยนสาขาก็ได้ เพราะในระดับปริญญาเอก หัวข้อวิจัยที่สนใจ มีความสำคัญและจะเป็นตัวกำหนดว่าผู้เรียนควรเรียนสาขาใด
ผู้สมัครควรพิจารณาเหตุผลให้ชัดว่า ทำไมจึงเปลี่ยนสายการเรียน และถ้าต้องอ่านและทำงานหนักเพิ่มขึ้น จะโอเคมั้ย แต่ถ้าใจรัก สนใจ ในหัวข้อวิจัยในสาขาใหม่นี้ ก็สามารถทำได้

อีกทั้งควรพิจารณาด้วยว่า สาขาที่เปลี่ยนนั้น เปลี่ยนมาก หรือยังอยู่ใน area ใกล้เคียงสาขาเดิม และการเปลี่ยนนี้จะส่งผลต่อการสมัครงานในอนาคตหรือไม่ หมายถึง งานที่อาจต้องการการจบวุฒิตรี โท และเอกในสาขาเดียวกัน

หากพิจารณาแล้วเห็นว่าการเปลี่ยนสาขาวิชาในปริญญาเอก จะตอบโจทย์ชีวิตของเราในปัจจุบันและในอนาคตมากที่สุด ก็สามารถเปลี่ยนได้ค่ะ

สุดท้ายก็ต้องดูด้วยว่ามหาวิทยาลัย/คณะ ที่สมัคร เขารับเข้าเรียนหรือไม่ ถ้าเขารับก็แสดงว่าผู้สมัครสามารถเรียนได้ มีโอกาสจบได้ และสำเร็จได้ค่ะ

พิจารณาให้รอบด้าน มีเหตุผลรองรับการตัดสินใจของตัวเอง ขอให้โชคดีค่ะ 🙂
เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD

อะไรคือความเหมือนและแตกต่างระหว่างปริญญาโทและเอก?

red-sneakered-feet-walking-towards-phd.jpg

ปริญญาโทและปริญญาเอกมีความเหมือนกันตรงที่

ทั้งสองเป็นการเรียนในระดับอุดมศึกษา หรือ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า higher education ซึ่งหมายถึงการศึกษาในระดับที่สูงกว่าขั้นพื้นฐาน โดยปริญญาโทและเอกนั้นถูกจัดอยู่ในกลุ่มของการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (graduate studies/ postgraduate studies)

อันเป็นการเรียนที่ต่อยอดมาจากปริญญาตรี เป็นการเรียนในระดับที่ก้าวหน้าและสูงขึ้น โดยทั่วไปแล้วหมายถึง การเรียนที่แคบลง เฉพาะเจาะจง และมีความลึกซึ้งมากขึ้น รวมถึงเป็นการเรียนที่เน้นการฝึกนำความรู้ทางทฤษฎีไปวิเคราะห์ และทำความเข้าใจปรากฎการณ์ต่างๆ เรียนรู้ทักษะการประยุกต์และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ นอกเหนือจากการเรียนเพื่อเพิ่มพูนตัวความรู้เพียงอย่างเดียว ปริญญาโทและปริญญาเอกจึงเป็นการเรียนที่เน้นการนำศาสตร์ไปใช้ได้จริงอย่างเหมาะสม

สำหรับทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้นี้ อาจจะทำผ่านการเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาหรือไม่จำเป็นก็ได้ เพราะบางคนเรียนจบระดับปริญญาตรี พบอาชีพที่เหมาะกับตัวเอง มีโอกาสพัฒนาทักษะต่างๆในที่ทำงานจริง เมื่อฝึกฝนจนชำนาญก็ส่งผลให้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก โดยไม่ต้องจบปริญญาโทและปริญญาเอกเลยก็ได้

ด้วยเหตุนี้ ใบปริญญาจึงเป็นเครื่องหมายการันตีการสำเร็จการศึกษาในระบบ เพื่อแสดงให้ผู้จ้างงานทราบว่าบุคคลนี้ได้ใช้ช่วงระยะเวลาหนึ่งในการเพิ่มพูนความรู้ ฝึกฝนทักษะต่างๆ ตามมาตรฐานข้อเรียกร้องของมหาวิทยาลัยมาแล้ว แต่ใบปริญญาไม่สามารถสะท้อนทุกแง่มุมของบุคคลนั้นได้ หรือไม่สามารถการันตีความสำเร็จนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้ เพราะการที่จะก้าวหน้าในชีวิตได้หรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นกับใบปริญญาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าบุคคลนั้นจะต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ยังคงตั้งมั่นอยู่กับการฝึกฝน ขัดเกลา พัฒนาทักษะความรู้ให้เหมาะสมกับงานและชีวิตอย่างต่อเนื่อง

ปริญญาโทและปริญญาเอกมีความต่างกันตรงที่

ปริญญาโท เน้น การเรียนการสอนรายวิชา (Course work) ในระดับที่ก้าวหน้าและสูงขึ้น โดยอาจจะมีหรือไม่มีการทำวิจัยก็ได้

ปริญญาเอก เน้น การทำวิจัย (Research) ในระดับที่ก้าวหน้าและสูงขึ้น โดยอาจจะมีหรือไม่มีการเรียนการสอนรายวิชาก็ได้

จึงเห็นได้ชัดว่า การเรียนปริญญาเอก เป็นการเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะการทำวิจัยเป็นสำคัญ เพราะเชื่อว่าในที่สุดของการเรียนรู้ ผู้เรียนจำเป็นต้องค้นคว้าและสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ๆได้ด้วยตนเอง โดยให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติผ่านการทำวิจัยในหัวข้อที่มีขนาดเล็ก แต่ลงไปให้ลึกถึงแก่นของความรู้ และในที่สุดสามารถสร้างองค์ความรู้ในแบบฉบับของตัวเองและขยายองค์ความรู้นั้นให้เป็นประโยชน์ในวงกว้าง

ตลอดระยะเวลาการเรียนปริญญาเอก 3-6 ปี ทักษะที่จะได้รับ คือ ทักษะการวิจัย ทักษะในการแสวงหาความรู้ และการต่อยอดองค์ความรู้ด้วยตัวเอง

ในขณะที่ การเรียนปริญญาโท เป็นการเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ทราบในองค์ความรู้ที่เฉพาะเจาะจงและลึกซึ้งกว่าระดับอื่นๆที่ผ่านมา อีกทั้งได้ฝึกฝนประยุกต์ความรู้ทางทฤษฎีไปใช้ในบริบทต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม แต่ไม่ถึงกับต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ ลึกซึ้งถึงแก่นเท่ากับปริญญาเอก ในเชิงเปรียบเทียบ การเรียนในระดับปริญญาโทจึงจะมีความกว้างขวางในแง่ขององค์ความรู้มากกว่าการเรียนในระดับปริญญาเอกที่ใช้เวลาโดยส่วนใหญ่มุ่งศึกษาหัวข้อวิจัยเพียงเรื่องเดียวอย่างลึกซึ้ง

ในแง่นี้ ความรู้ในระดับปริญญาโทก็จะเหมาะและตอบโจทย์กับงานที่มีความกว้างและหลากหลาย และก็เพียงพอในการนำไปปรับใช้กับชีวิตและงานต่างๆ ได้ เพราะในความเป็นจริงเมื่อไปทำงานนั้นๆ ผู้เรียนจบไม่ว่าจะในระดับใด ก็จำเป็นต้องไปสั่งสมประสบการณ์และความชำนาญต่างๆ ในสายอาชีพนั้นๆ เพิ่มเติมอยู่ดี

ก่อนจะตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทหรือปริญญาเอก

ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของการศึกษาในแต่ละระดับ อีกทั้งต้องพิจารณาไปที่ความต้องการของตัวเองว่าสนใจทำอาชีพอะไร สายงานที่มีความชอบ มีความถนัดคืออะไร และสำหรับเส้นทางแห่งวิชาชีพของตนนั้น การเรียนต่อในระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกนั้นจะช่วยเอื้อประโยชน์ใดให้กับตัวผู้เรียนและให้กับงานนั้นๆ หรือไม่อย่างไร

เพราะในบางสายงาน การเรียนจบปริญญาเอกก็ไม่มีความจำเป็น หรืออาจถูกมองว่าเป็นความฟุ่มเฟือยที่เกินตัว เพราะผู้จ้างงานอาจไม่มีความสนใจพนักงานที่มีทักษะการวิจัย การถ่ายทอดความรู้ หรือการต่อยอดองค์ความรู้ ในขณะที่บางสายงาน ทักษะการวิจัย การถ่ายทอดความรู้ และ การต่อยอดองค์ความรู้ นั้นเป็นที่ต้องการอย่างมาก

แต่หากผู้เรียนมองทะลุลงไปและเห็นว่า ถึงแม้ผู้จ้างงานจะไม่สนใจ แต่ตัวผู้เรียนเองนั้นมีความสนใจที่จะเพิ่มพูนทักษะการวิจัย ต้องการเรียนรู้ ฝึกฝน เกี่ยวข้องอยู่กับ การวิจัยในประเด็นใดประเด็นหนึ่งในช่วงระยะเวลา 3-6 ปี

เพราะเห็นประโยชน์ของการฝึกฝนเคี่ยวกรำตัวเองในทางนี้ การเรียนปริญญาเอกก็จะเอื้อประโยชน์ที่สอดคล้องตามสิ่งที่ผู้เรียนเข้าใจและเห็นซึ่งประโยชน์แล้วนั้น

ดังนั้นการจะเรียนหรือไม่เรียนปริญญาเอกนั้น จะต้องพิจารณาไปที่ ฉันทะและความสนใจของผู้เรียน รวมถึง เส้นทางการเจริญเติบโตในสายวิชาชีพที่สนใจ และความต้องการของผู้จ้างงาน เป็นสำคัญ เพราะในประการแรก ถ้าผู้เรียนไม่ได้มีความรักชอบ ในการทำงานวิจัย ในการแสวงหาความรู้ และการแบ่งปันมุมมองใหม่ๆ ในเชิงวิชาการ และในประการที่สอง หากปริญญาเอกที่เรียนนั้นจะไม่ได้สร้างประโยชน์ใดให้กับงานหรือผู้จ้างงาน การไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งปริญญาเอกก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำหรือจำเป็นนัก 

ก่อนจะตัดสินใจเรียนปริญญาเอกจึงจำเป็นต้องตรวจสอบปัจจัยต่างๆของตัวเอง เช่น ความสนใจและความพร้อมของตัวเองด้วย  เพราะภาระในการทำวิจัยเพื่อให้แล้วเสร็จเพื่อบรรลุตามมาตรฐานของปริญญานั้น มีความท้าทายและความยากในตัวของมันเอง ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องจัดการกับสภาวะแวดล้อมและปัจจัยอื่นๆ ของตัวเองให้แล้วเสร็จก่อนตัดสินใจสมัครเรียน ต้องแน่วแน่ ชัดเจน กับตัวเองและทางที่เลือกเดินว่าใช่แล้ว ดีแล้ว เพราะเมื่อเจอความท้าทายข้างหน้า อย่างน้อยความตั้งใจและเข้าใจในเบื้องแรกก็จะทำให้ผู้เรียนมีกำลังใจที่จะมุ่งมั่นไปให้ถึงซึ่งความสำเร็จได้ในที่สุด

#เพจก็แค่ปริญญาเอก
@Copyright 2016 Dr. Pad Lavankura #เพจก็แค่ปริญญาเอก

ติดตามข้อคิด มุมมอง และเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจดีๆ เกี่ยวกับการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาได้ที่ Facebook ก็แค่ปริญญาเอก

Credit Photo from: https://www.timeshighereducation.com/news

 

11 ข้อควรรู้สำหรับการสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนปริญญาเอก

1. การสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนปริญญาเอกมีความสำคัญ ถึงแม้มหาวิทยาลัยจะพิจารณาเอกสารการสมัครอื่นๆ เช่น ประวัติการเรียน การทำงาน เค้าโครงการวิจัย หรือ ผลการสอบภาษาอังกฤษ ควบคู่ไปด้วย แต่การสอบสัมภาษณ์นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่มหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ที่ปรึกษาจะได้พบปะพูดคุย พร้อมกับประเมินความสามารถและศักยภาพของผู้สมัคร ซึ่งโดยส่วนใหญ่มีผลมากกับการรับเข้าเรียน

2. ระหว่างการสัมภาษณ์ หน้าที่ของคณะกรรมการหรืออาจารย์ที่ปรึกษา คือ ประเมินความเป็นไปได้ว่าผู้สมัครคนนี้จะสามารถศึกษาในระดับปริญญาเอกสำเร็จ ภายใต้ข้อกำหนดต่างๆของมหาวิทยาลัย อีกทั้งต้องประเมินว่าคณะวิชาของตนนั้น มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ สามารถให้คำปรึกษาในหัวข้อการวิจัยที่ผู้สมัครสนใจได้

3. รูปแบบการสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนปริญญาเอก มีความแตกต่างกันในแต่ละสถาบัน สาขาวิชา และประเทศ มีทั้งรูปแบบที่เป็นทางการ เช่น ผู้สมัครต้องนำเสนอเค้าโครงการวิจัย ตอบคำถามกับคณะกรรมการฯ และคณะกรรมการฯประเมินผลการตัดสินร่วมกัน และ รูปแบบที่ไม่เป็นทางการ เช่น ผู้สมัครอาจเพียงแค่พบปะพูดคุยกับว่าที่อาจารย์ที่ปรึกษาในบรรยากาศที่รีแลกซ์ เช่น ในร้านกาแฟภายในมหาวิทยาลัย เป็นต้น

4. ไม่ว่าการสัมภาษณ์จะเกิดขึ้นในบรรยากาศแบบใด ผู้สมัครจำเป็นต้องเตรียมประเด็นการพูดคุย ซักซ้อมการนำเสนอ หรือ การถาม-ตอบให้พร้อม อย่าประเมินค่าความสำคัญของการพบปะพูดคุย และสัมภาษณ์ ไว้ต่ำจนเกินไป เนื้อหาสาระของบทสนทนาล้วนมีความสำคัญ เพราะจะเป็นสิ่งที่คณะกรรมการฯ และอาจารย์ใช้เพื่อประเมินศักยภาพ ความรู้ และทักษะของผู้เรียนว่าเพียงพอหรือไม่ที่จะเรียนและทำงานวิจัยในสาขาวิชานั้นๆ ได้สำเร็จ เพราะมหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ที่ปรึกษาเองก็จะต้องพิจารณาด้วยว่า การลงทุน ลงแรง และเวลา ในการให้คำปรึกษา ดูแลโครงการวิจัยกับผู้สมัครคนนี้จะคุ้มค่า และในที่สุดจะสามารถสร้างคุณค่าและคุณประโยชน์ให้กับสาขาวิชาและแวดวงวิชาการได้

5. ประเด็นที่ผู้สมัครน่าจะต้องเตรียมเพื่อตอบคำถาม ได้แก่ ประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน เหตุผลในการเรียนต่อ เป้าหมายหรือแผนภายหลังการจบปริญญาเอก ความสนใจในงานวิชาการ ประสบการณ์การวิจัย สรุปงานวิจัยที่เคยทำมาในอดีต เช่น งานวิจัยในระดับปริญญาโท และเค้าโครงงานวิจัยที่สนใจในระดับปริญญาเอก นอกจากนี้ ถ้าเป็นไปได้ ผู้เรียนควรจะทบทวนงานวิจัยต่างๆในสาขาวิชาที่สมัครเรียน โดยเฉพาะงานวิจัยใหม่ๆ รวมถึงอ่านงานวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษา (ในกรณีที่ทราบว่าเป็นใคร) เพื่อแสดงว่าสนใจในสิ่งที่อาจารย์ทำ การทบทวนรายละเอียดเหล่านี้ไปล่วงหน้า จะทำให้ผู้สมัครสามารถพูดคุยในประเด็นต่างๆ ด้วยความมั่นใจ

6. อย่างไรก็ดี อย่ากังวลมากจนเกินไป การรับเข้าเรียนนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครจะต้องแสดงซึ่งความเชี่ยวชาญ หรือ ความเป็นผู้รู้ในสาขาวิชาอย่างแตกฉาน เพราะในทางหนึ่ง ยังมีระยะเวลาอีกหลายปีที่ผู้สมัครจะได้ฝึกฝนตนเองให้มีความเป็นผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญ โดยผ่านการเรียนปริญญาเอก การสัมภาษณ์จึงเป็นเพียงด่านทดสอบด่านแรกที่มหาวิทยาลัยและอาจารย์ใช้พิจารณาความสามารถ ความตั้งใจ และความใส่ใจของผู้สมัครที่จะพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญในเชิงวิชาการนั้นๆ

7. ผู้สมัครควรพิจารณาการแต่งกายให้สุภาพ และเตรียมเอกสารที่จำเป็นไปให้พร้อม เช่น เค้าโครงร่างการวิจัย เอกสารการสมัครอื่นๆ รวมถึงสมุดบันทึก และปากกา

8. หากผู้สมัครเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อทำการสอบสัมภาษณ์ ใช้โอกาสนี้ในการเยี่ยมชมมหาวิทยาลัย ห้องสมุด และ สถานที่โดยรอบ เพราะการสมัครเรียนปริญญาเอกในสถาบันหนึ่งๆนั้น คือ การที่ผู้สมัครไว้วางใจในสถาบัน ในอาจารย์ที่ปรึกษา และตัดสินใจแล้วว่าจะทุ่มเทเวลา พลังกาย พลังใจ และทรัพยากรต่างๆ ในการศึกษาวิจัย โดยร่วมมือกับสถาบันนี้ อาจารย์ที่ปรึกษาคนนี้ ดังนั้นในโอกาสที่ได้เข้าไปในมหาวิทยาลัย ใช้เวลาในการเยี่ยมชม ทัวร์มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่พูดคุยกับนักศึกษาปริญญาเอกรุ่นพี่ เพื่อที่จะได้เรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของสถาบันได้โดยเร็ว

9. อย่าเป็นผู้ถูกถามเพียงผู้เดียว ควรเตรียมคำถามที่ดีไว้ถามคู่สนทนาด้วย เพื่อแสดงถึงความสนใจและความกระตือรือล้นในการเรียน เช่น คำถามที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก รูปแบบการให้คำปรึกษา คอร์สอบรมเพื่อฝึกฝนทักษะต่างๆ ควบคู่ไปกับการทำวิจัย โอกาสในการสอน การนำเสนอผลงาน และ การตีพิมพ์ผลงานระหว่างการเรียน หรือ โอกาสในการสมัครรับทุนต่างๆ ที่อาจมี ในช่วงระหว่างเรียน เป็นต้น

10. หากเป็นการสอบสัมภาษณ์เพื่อแข่งขันรับทุนเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ควรมีการเตรียมตัวตอบคำถามในประเด็นต่างๆให้พร้อมที่สุด

11. ท้ายที่สุด ทักษะ ความรู้ และความชำนาญ มีความสำคัญ แต่ไม่เท่ากับทัศนคติและความตั้งใจที่ดี

คำถามคำตอบกับเพจก็แค่ปริญญาเอก: การเลือกสถาบันเพื่อศึกษาต่อ

รวบรวมคำถามจากหลังไมค์มาแบ่งปันหน้าไมค์ค่ะ…
คำถาม: สวัสดีค่ะ เพจก็แค่ปริญญาเอก มีเรื่องอยากขอคำแนะนำค่ะ คือ มีความตั้งใจ มุ่งมั่น และอยากที่จะเรียนปริญญาเอกมาก พร้อมทั้งที่บ้านก็สนับสนุนให้เรียนอย่างเต็มที่ แต่ในสาขาที่สนใจจะเรียนต่อ มีเปิดรับหลายที่ หลายสถาบันอยากขอคำแนะนำว่า เราควรจะเลือกสถาบันที่จะเรียนต่ออย่างไรดีคะ เราควรใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสินใจดี

เพราะเท่าที่ทราบมาทุกสถาบันต่างก็มีจุดเด่น-จุดด้อยแตกต่างกันไป เมื่อมองภาพรวมแล้ว แต่ละสถาบันดีสูสีกันเลยค่ะ ทำให้ยากแก่การตัดสินใจที่จะเลือกเรียนต่อค่ะ รบกวนขอคำแนะนำด้วยนะคะ ขอบคุณมากเลยค่ะ

คำตอบ: จากคำถามที่ถามถึง การเลือก “สถาบัน” เพื่อเรียนต่อปริญญาเอก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญทีเดียว เพราะ สถาบันที่ดี มีคุณภาพ ก็จะสามารถประสิทธิประสาทวิชาที่ดี มีสิ่งแวดล้อมและระบบที่เอื้ออำนวยนำพาให้ผู้เรียนได้พัฒนาตัวเองและสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพได้

เกณฑ์ในการเลือกโดยทั่วไป ก็ควรดู ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะสาขาวิชาที่จะศึกษา คุณภาพของอาจารย์ที่ปรึกษาที่จะทำวิจัยด้วย คณาจารย์ผู้สอน เพื่อนร่วมชั้นเรียน อัตราการจบของนักศึกษารุ่นก่อนๆ ระยะเวลาที่นักศึกษารุ่นก่อนๆใช้ในการสำเร็จปริญญาเอกโดยเฉลี่ย และคุณภาพของงานวิจัยว่าเป็นที่ยอมรับมากน้อยเพียงไร

นอกจากนี้ ผู้เรียนมีหน้าที่ศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึง ลักษณะและรูปแบบการเรียนการสอนของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจมีความต่างกันในรายละเอียด เช่น ใช้ระบบอังกฤษที่เน้นเฉพาะวิจัย หรือ ระบบอเมริกันที่มีการเรียนการสอน มีการสอบวัดคุณสมบัติ ก่อนการทำวิจัย

อีกทั้งต้องศึกษาด้วยว่าระยะเวลาการจัดการเรียนการสอนเป็นแบบในเวลา (full-time) หรือ เป็นช่วงเย็นวันธรรมดา หรือ วันเสาร์-อาทิตย์ (part-time) ฯลฯ

สุดท้าย ให้เลือกสถาบันที่เหมาะกับผู้เรียนที่สุด ก่อนเลือกทุกอย่างอยู่ในมือเรา หากเลือกไปแล้ว ก็ต้องว่ากันไปตามนั้น อยากให้ใช้เวลาให้นานในช่วงเลือก เพื่อที่จะได้ไม่เสียใจในภายหลังค่ะ

เห็นผู้ถามใช้คำว่า “ดีสูสี” อยากให้ลองเขียนบนกระดาษว่า แต่ละที่ มีข้อดี/ข้อเสียอะไรบ้าง เพราะบางทีเมื่อเห็นรายละเอียดต่างๆปรากฎบนกระดาษจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้น่าจะนำไปปรึกษาผู้ที่สามารถให้ข้อมูลสำคัญ เฉพาะเจาะจงกับเรื่องนี้อีกสัก 2-3 คนด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจของเราเหมาะสม ถูกต้องแล้ว

ขอให้โชคดีในการเริ่มต้นค่ะ

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD

8 ข้อควรคิดก่อนตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

เป็นที่ทราบกันดีว่า การเรียนปริญญาเอกเป็นการเรียนที่ต้องทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ เวลา และทรัพย์สิน เป็นอย่างมาก

การเรียนให้สำเร็จจะกินระยะเวลาประมาณ 3 – 5 ปี หรืออาจจะมากกว่านี้ในหลายๆกรณี

หลายคนด่วนตัดสินใจสมัครเรียน เพราะเข้าใจว่าการเรียนต่อปริญญาเอก คือ การเรียนที่ไล่ลำดับมาเรื่อยๆ จาก ตรี สู่ โท “ก็ควรไปสู่ เอก?!”

หรือเห็นว่า การเรียนต่อปริญญาเอก คือ “สิ่งที่น่าจะทำ” หลังจากจบปริญญาโทมาแบบ “ชิลล์ๆ”

หรือ บางคนเลือกเรียนปริญญาเอก เพราะเหตุผลอื่นๆ เช่น เบื่องาน เซ็งชีวิต แก้เหงา ฯลฯ

การตัดสินใจเรียนปริญญาเอกด้วยใจที่กระหายในความรู้ อยากพัฒนาตัวเอง เป็นสิ่งดี

แต่ การเข้าใจถึง “ธรรมชาติ” ของปริญญาเอกก่อนตัดสินใจ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจ ลดความเสี่ยงของการล้มแล้วลุกไม่ขึ้นระหว่างทาง

เพราะการเรียนปริญญาเอกมีความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญกับการเรียนในทุกระดับที่ผ่านมา และทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ

8 ข้อควรคิดก่อนตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

1. คุณมีความสนใจและต้องการพัฒนาตนเองผ่านการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องอยู่กับแนวคิด ทฤษฎี หนังสือ ตำรา บทความทางวิชาการ และข้อมูลต่างๆจำนวนมาก

2. คุณมีความสนใจที่จะศึกษาองค์ความรู้ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งอย่างลึกซึ้งจนสามารถต่อยอดสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มีคุณูปการต่อสาขาวิชานั้นๆได้

3. คุณมีความหลงใหลในหัวข้อวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากพอที่จะอยู่เพื่อค้นหาคำตอบในเรื่องเดียวนั้นเป็นระยะเวลา 3 – 5 ปี

4. คุณต้องการที่จะพัฒนามุมมองความคิดเชิงวิเคราะห์และสังเคราะห์ ให้มีความลุ่มลึก เป็นระบบ และมีโครงสร้างที่ชัดเจน

5. คุณสามารถน้อมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆต่องานของคุณ และพร้อมที่จะลงมือแก้ไขเพื่อสิ่งที่ดีที่สุด

6. คุณสามารถที่จะริเริ่มงานต่างๆด้วยตนเอง คิดเอง ทำเอง พึ่งพิงตนเอง และมีวุฒิภาวะพร้อมที่จะเผชิญและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง

7. คุณมีความอึดและอดทนเพียงพอกับวงจรชีวิตที่ประกอบไปด้วย การอ่าน คิด เขียน แก้ไข ปรับปรุง…อ่าน คิด เขียน แก้ไข ปรับปรุง…วงจรที่จะหมุนซ้ำๆ แบบนี้ตลอดช่วงระยะเวลาของการเรียน (หรืออาจจะตลอดไป หากคุณได้เลือกเดินบนเส้นทางนี้แล้ว)

8. คุณมองเห็น “คุณค่าที่แท้จริง” ของการเรียนปริญญาเอก รู้เป็นอย่างดีว่าสิ่งที่เลือกทำมีประโยชน์กับตัวเอง ผู้อื่น และสังคมในวงกว้าง เพราะการได้เลือกทำในสิ่งที่คุณมองเห็นประโยชน์และคุณค่า จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีที่จะทำให้คุณตั้งใจทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ โดยไม่หวั่นเกรงอุปสรรคใดๆ และสามารถเดินถึงเส้นชัยในที่สุด

อย่างไรก็ดี คุณไม่จำเป็นต้องมีครบทั้ง 8 ข้อ ถึงจะเริ่มเรียนปริญญาเอกได้ ทุกอย่างสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ในช่วงระยะเวลา 3-5 ปีของการเรียน

ขอแค่ผู้คิดจะเรียน เข้า “ใจ” และ มี “ใจ” ตั้งต้น ที่ถูกต้อง

ท้ายสุดนี้ การเรียนปริญญาเอกเป็นสิ่งที่ไม่มีการตัดสิน “ใจ” แทนกันได้

การเลือกที่จะเรียนหรือไม่เรียน อาจกลับมาอยู่แค่ที่ “การฟังเสียงหัวใจตัวเอง”

เข้าใจ “ธรรมชาติ” ของการเรียนปริญญาเอก เข้าใจ “ธรรมชาติ” ของตัวเอง

คำตอบที่ “ใช่” อยู่ที่ “ใจ”

#JustaPhD

GUEST BLOG POST ::: #1 การสมัครเรียนปริญญาเอก มันคนละเรื่องกับปริญญาตรีและปริญญาโท

ผมได้มีโอกาสช่วยเพื่อนที่กำลังสมัครเรียนต่อเขียน Statement of Purpose (SOP) มาหลายครั้งจนตั้งข้อสังเกตว่า การสมัครปริญญาเอกนั้น มีความแตกต่างจากการสมัครปริญญาตรีและโทอย่างสิ้นเชิง แท้ที่จริงแล้วเราไม่สามารถเอาประสบการณ์ จาก การเขียน SOP ของการสมัคร ปริญญาตรี และ ปริญญาโท เข้ามาใช้ในการเขียน SOP สำหรับการสมัครปริญญาเอก ยิ่งไปกว่านั้น ประสบการณ์ ในการเขียน SOP ในอดีตอาจเป็นผลเสียด้วยซ้ำ

การที่ผมกล่าวว่าการสมัครปริญญาเอกแตกต่างจากปริญญาตรีและโทนั้นเป็นเพราะ Admission Committee หรือกลุ่มที่จะพิจารณา Statement of Purpose นั้น ใช้เกณฑ์ในการคัดเลือกที่ไม่เหมือนการรับนักศึกษาเข้าปริญญาตรีและปริญญาโท

แล้วมันต่างกันอย่างไรล่ะ บางท่านอาจสงสัย?

ท่านอาจจะจำประสบการณ์ตอนเขียน Statement of Purpose ในการสมัครปริญญาตรีได้ ตอนนั้นแต่ละคนก็เพิ่งจบ มัธยมปลาย ทาง Admission Committee ต้องการให้เราเขียนถึง เรื่องราวของเรา อันรวมไปถึงความสนใจส่วนตัว หรือกิจกรรม วิชาที่เราสนใจเป็นพิเศษ และความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเรา ความท้าทายอยู่ที่ว่าใครจะสามารถ เอาเรื่องราวของตัวเองมาเรียบเรียงให้น่าสนใจและให้น่าประทับใจโดดเด่นได้มากที่สุด

แน่นอนทาง Admission Committee ก็จะสนใจ คะแนนสอบ (Standardized Tests) และ ผลการศึกษา (GPA) แต่ Statement of Purpose เป็นโอกาสที่ทาง Admission Committee จะได้รู้จักตัวตนของเราในเชิงลึก นอกเหนือจาก ตัวเลข และใบสมัคร

ผู้อ่านบางท่านที่ศึกษาต่อถึงระดับปริญญาโท อาจสังเกตว่า Statement of Purpose ของปริญญาโท จะเน้นที่ศักยภาพและประสบการณ์ ทำงานที่ผ่านมา ของเรารวมไปถึงการนำเอาความรู้ที่คาดว่าจะได้จากการเรียนปริญญาโทไปประยุกต์ ใช้ในชีวิตการทำงาน และ สายงานอาชีพนั้นๆ ทาง Admission Committee จึงอยากให้เราเล่าถึง สายงานอาชีพในอนาคต หรือ Career Path ของเราให้ชัดเจน ไม่แปลกใจเลยหาก เนื้อหา Course Work ในระดับปริญญาโทจะ เข้มข้นขึ้นมาอีกระดับนึง

สำหรับปริญญาเอกนั้นจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเรียนปริญญาเอก (Ph.D. หรือ Doctorate of Philosophy) นั้น ทางมหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนเป้าหมายทางการศึกษาจากการเรียนเพื่อให้มีความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน เป็นการเรียนเพื่อผลิตองค์ความรู้ใหม่ๆ

การผลิตองค์ความรู้ ดังกล่าวก็ คือการทำวิจัยโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ หรือ Scientific Method นั่นเอง

ประเด็นนี้สำคัญเพราะมีนัยยะ สำหรับการเขียน Statement of Purpose ของผู้สมัครเรียนปริญญาเอก รวมไปถึงวิธีการคัดเลือกผู้สมัครด้วย โดยทาง Admission Committee จะไม่ได้เน้น เรื่องราวส่วนตัว อันรวมไปถึงความสนใจส่วนตัวหรือกิจกรรม และความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเรา แต่จะเน้นถึงความสามารถของเราในการทำวิจัยทางสาขาวิชาที่เรา สมัคร

ผมอยากให้ผู้อ่านลองจินตนาการว่าองค์ความรู้ทั้งหมดในโลกเป็นวงกลมอันใหญ่ ทาง Admission Committee และ ทางมหาวิทยาลัย หวังว่า เหล่านักศึกษาปริญญาเอก จะสามารถ มีส่วนช่วยเหลือแต่งเติมวงกลมนั้นด้วยการผลิตความรู้จากวิทยานิพนธ์ ของเรานั่นเอง

ผู้อ่านอาจสังเกตว่า แต่ละคณะในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงขนาดใหญ่ จะรับนักศึกษาปริญญาตรีเป็นหลักร้อยในแต่ละปี ส่วนระดับปริญญาโทจะรับ ประมาณ 70-120 คนต่อปี แต่สำหรับระดับปริญญาเอกนั้น มักจะรับเพียง แค่ประมาณ 4-6 คนเท่านั้น

นั่นหมายความว่าหากเรามองในมุมการเงินของคณะ โปรแกรมปริญญาตรี และ ปริญญาโท เปรียบเสมือนถุงเงินหรือ Cash Cow ของคณะที่มีรายได้เข้ามา แต่ในทางตรงกันข้ามนักศึกษาปริญญาเอกนั้นจะได้ ทุนการศึกษาอันเป็นรายจ่ายของคณะ (Funding) ซึ่งหมายความว่า การศึกษาระดับปริญญาเอกนั้น แม้จะเป็นการเรียนก็จริงแต่ คณะก็จ้างนักศึกษาปริญญาเอกเหล่านั้นเข้ามา ฝึกงานการทำวิจัยนั่นเอง หรือจะมองอีกแง่หนึ่งคือทางคณะต้อง ลงทุน ในตัวนักศึกษาปริญญาเอกทุกคน โดยการให้ทุนการศึกษาต่อเนื่องคนละหลายปี

สรุปได้ว่า ถึงแม้ Application การสมัครเรียนปริญญาเอกจะมีคำถามมากมายหลากหลาย แต่สิ่งที่ ทาง Admission Committee ให้ความสนใจที่สุด และ เป็นสิ่งที่ ผู้สมัครควรให้ความสำคัญที่สุดในการเขียน Statement of Purpose คือ เราจะต้องสามารถตอบและทำให้ Admission Committee มั่นใจในตัวเราในประเด็นคำถามดังต่อไปนี้

1. ผู้สมัครคนนี้มีความสามารถที่จะทำวิจัย มากน้อยแค่ไหน

2. ผู้สมัครคนนี้มีความสนใจทางวิชาการที่สอดคล้องกับอาจารย์ในคณะมากน้อยแค่ไหน

3. ทางคณะสมควรลงทุนกับผู้สมัครคนนี้หรือไม่

การตอบคำถามใน 3 ประเด็นนี้คือ เนื้อหาหลักของ Statement of Purpose
ส่วนที่เหลือถือว่าเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้น

ดร. พอล

……………………………..

Guest Blog Post ::: #1: The Ph.D. is a Different Animal

If we think of academic degrees as animals, the Ph.D., (Doctor of Philosophy) is a different species from the M.A/M.S.. and B.A./B.S. degrees (Masters and Bachelors) and therefore admissions personnel, often professors in the program, are looking for something different.

While the admission essay for a BA program might inquire about your background, interests and uniqueness – and the MA program is about your ability to do graduate-level work for professional practice – the Ph.D. is fundamentally a research degree, so your ability to, and interest in, research is what matters the most.

In a B.A. program, you are receiving knowledge. The expectation is that you demonstrate learning, through analyzing, synthesizing existing knowledge. The M.A. degree is, in many cases, an extension of the B.A. Analysis and synthesis of knowledge for application is done at a more rigorous level. Of course, depending on the discipline, professional M.A. degrees (i.e., MBA, Law) prepare you to for professional practice.

However, the Ph.D. is fundamentally about creating knowledge and knowledge creation is done through research and the scientific method. If you imagine the large body of knowledge as a giant circle, the Ph.D. requires that you contribute a small piece to the larger existing body of knowledge.

Most academic programs accept a couple hundred B.A. students annually. Perhaps slightly less, but still a class of 70-150 M.A. students is quite common. Yet each year, only around 4-6 Ph.D. students are accepted, some times even less.

What you may not know is that tuition money from B.A. and M.A. programs will often be used to fund Ph.D. students. Wait. “They’re PAYING Ph.D. students to study?” you might ask. Somewhat. While many programs do pay Ph.D. students, they are not paying them just to study per se, but rather help professors conduct research. So for many programs, Ph.D. students are ‘research assistants’ (its also cheaper than hiring a full-time professor).

Therefore, programs make an investment in Ph.D. candidates and the most important thing for the admissions committee to do is to ensure that the candidate:

1) has the ability, intellectual rigor, to conduct research,

2) has research interests that are a fit with faculty.

When writing your PhD statement of purpose (some departments call it a statement of research interests), you’re not trying to highlight your unique background, life story, or ‘impress’ the committee with your actual statement. You impress the committee by describing, in sufficient details your research interests, why you have those interests, how your previous training (at B.A. or M.A. levels) has prepared you for more research (because that’s 99%, ok maybe 98% of a Ph.D. student’s life) and why your future career aspirations are primarily research-oriented.

As you put pen to paper for writing your statement of purpose, remember: The Ph.D. is a different animal.

Paul, Ph.D.,

……………………..

ขอขอบคุณ ดร.พอล Paul Hanvongse ที่กรุณาส่งบทความที่เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่สนใจจะก้าวเดินบนเส้นทางของการศึกษาระดับปริญญาเอก

เพจก็แค่ปริญญาเอก รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นสื่อกลางในการมอบข้อมูลดีๆให้กับทุกท่าน Guest Post ครั้งต่อไปจะเป็นใคร และเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร คอยติดตามกันนะคะ

ข้อคิดสำหรับ ‪‎มนุษย์เงินเดือน‬ กับ การเรียนต่อปริญญาเอก

workingman.jpg

เป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ดีๆ แต่อยากมี degree สูงขึ้น หันซ้ายแลขวา สมัครเรียนปริญญาเอกน่าจะดี…

‪#‎วัตถุประสงค์ในการเรียน‬

ก่อนสมัครเรียน ลองตอบคำถามที่ว่า จะเรียนปริญญาเอกไปทำไม? เพื่ออะไร? และ เพื่อใคร?

-อยากก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่ทำอยู่
-อยากเปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนสายงาน
-อยากให้เจ้านาย/คนในที่ทำงานยอมรับ
-อยากก้าวกระโดดในตำแหน่งหน้าที่การงาน
-แค่เท่ห์ (แต่กินไม่ได้)
-แค่เบื่อ ต้องการความท้าทาย ฯลฯ

‪#‎ระหว่างเรียน‬

เหล่านี้เป็นความจริงที่อาจต้องเผชิญ…

-บริหารเวลาไม่ได้
-งานก็ไม่เดิน
-เรียนก็ไม่ดี
-หมดความมั่นใจทั้งสองทาง
-เพื่อนร่วมงานก็เขม่น แถมเจ้านายก็ด่า
-เงินเดือนก็ไม่ขึ้น/ค่าเล่าเรียนก็ต้องจ่าย
-หน้าตาทรุดโทรม เท่ห์มั้ย?..ไม่แน่ใจ!!
-เบื่อหนักกว่าเดิม…

อย่าเรียนเพื่อหวังให้คนอื่นชื่นชม
อย่าเรียนเพื่อแค่เท่ห์ !!

เพราะในจุดวิกฤต

เป้าหมายเหล่านั้น…
กินไม่ได้ และไม่ช่วยอะไรเลย

‪#‎วิธีก้าวข้าม‬

ถ้าเลือกแล้วว่าจะทำทั้งสองทางคู่ขนานกันไป

ต้องแบ่งเวลา แบ่งค่าใช้จ่าย แบ่งจิตใจ แบ่งการทุ่มเทพลัง ในแต่ละเรื่องอย่างเหมาะสม

จำให้ได้ว่า…

-ที่ทำงานไม่ใช่ที่เขียนธีสิส
-เวลาเขียนธีสิสไม่โทรศัพท์นัดประชุมงาน
-หน้าจอธีสิสไม่เปิด facebook
-หน้าจองานไม่ค้นหา journal

สถานที่ เวลา กิจกรรม จัดสรรให้ถูกเรื่อง ให้เหมาะสม

รับผิดชอบกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อทำอย่างเต็มที่แล้ว ก็ปล่อยวาง
แค่ไหนแค่นั้น ค่อยว่ากันใหม่

ถ้าวันนี้มีเวลาให้ธีสิสเพียง 30 นาที
ก็เต็มที่กับเวลา 30 นาที ที่มี

พรุ่งนี้มีเวลา 4 ช.ม.
ก็เต็มที่กับ 4 ช.ม. ที่มี

ความรู้สึกของการ “ได้ทำอย่างเต็มที่” “พอใจแล้ว” จะนำมาซึ่งความอิ่มเอม สุขใจ และเป็นพลังบวกที่จะให้งานก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

ความกระวนกระวาย นู่นก็ “ไม่พอใจ” นั่นก็ “ไม่ได้ทำอย่างเต็มที่” จะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

ก้าวให้ข้าม…

ถึงแม้จะก้าวไปไม่เร็วนัก แต่รับรองว่าไม่นานจะเห็นผลเป็นชิ้นเป็นอัน จนตัวเองอาจจะประหลาดใจกับผลที่ได้รับก็เป็นได้

Credit photo: http://www.sitepoint.com/