‎การศึกษาระดับอุดมศึกษาในเยอรมนี‬

วันนี้มีบทความดีๆ ที่เขียนโดย☆คุณดาว☆ แฟนเพจของ ‘ก็แค่ปริญญาเอก’

ปัจจุบันคุณดาวศึกษาปริญญาเอกด้านการศึกษาอยู่ที่ประเทศเยอรมนี และยังเป็นเจ้าของเพจและ youtube channel EINS by DAO ด้วยค่ะ

******************
ค่าเรียนก็แสนถูก ค่ากินค่าอยู่ก็ไม่ได้แพงกว่า แต่ทำไมคนไม่ค่อยมาเรียนต่อที่เยอรมนีกันน้า ?

คำถามนี้คงตอบได้ไม่ยากค่ะ เพราะเหตุผลหลักๆน่าจะมาจากเรื่องภาษา ระบบการเรียนที่แตกต่าง และการเข้าไม่ถึงข้อมูลเพราะไม่มีหน่วยงานกลางช่วยจัดการนั่นเอง ฉะนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงระบบการศึกษาที่นี่ให้พอเป็นที่เข้าใจกันนะคะ

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าในอดีตระบบการศึกษาขั้นอุดมศึกษาที่นี่ไม่เหมือนชาติใดในโลกเลย คือเขาจะไม่ได้แบ่งเป็นปริญญาตรี ปริญญาโท แต่คนที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยจะเรียนทีเดียวไปเลยประมาณ 5-6 ปี จบมาได้วุฒิที่เรียกว่า Diplom หรือ Magister แล้วแต่สาขาที่เรียน ตรงนี้พอมันเป็นคนละระบบกับประเทศอื่นๆก็เลยยุ่งยากพอสมควรเวลาจะเทียบวุฒิกัน คนเรียนจบกลับไปก็ยุ่ง ยิ่งคนจะมาเรียนต่อที่นี่ก็ยิ่งยุ่งเพราะไม่รู้ว่าจะมาแทรกกันตรงไหน

เจ้าของเพจคิดว่าทางประเทศเยอรมนีเองก็เล็งเห็นถึงปัญหาจุดนี้จึงได้มีการปฎิรูประบบกันใหม่ โดยจัดการเรียนเป็นระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกเหมือนกับนานาประเทศ

ปริญญาตรีใช้เวลาเรียน 3 ปี บางคณะอาจกำหนดให้เรียน 4 ปี สำหรับเราคนไทยถ้าจบมัธยมปลายบ้านเราแล้วจะมาเรียนต่อ ป.ตรีที่นี่จะต้องมาสอบเข้า Stidienkolleg เพื่อเรียนปรับพื้นฐานก่อนเป็นเวลาหนึ่งปี เรียนจบสอบผ่านก็เอาผลการเรียนไปสมัครเข้ามหาวิทยาลัยกันต่อไป

ปริญญาโทใช้เวลาเรียนตามหลักสูตร 2 ปี ถ้าจบปริญญาตรีมาจากประเทศไทยก็สามารถสมัครเข้าเรียนต่อได้เลย ข้อกำหนดหรือเงื่อนไขในการรับสมัครของแต่ละที่ก็แตกต่างกันไป บางมหาวิทยาลัยต้องการคนที่มีความรู้ภาษาเยอรมันมาแล้ว บางที่ไม่มีความรู้ภาษาเยอรมันก็สมัครเรียนมาก่อนได้ ถ้าเขารับแล้วเขาค่อยบังคับให้ไปเรียนภาษา นักเรียนไทยที่นี่ส่วนใหญ่จะมาเรียนปริญญาโทกันเพราะไม่ต้องมาเรียนปรับพื้นฐานเหมือนปริญญาตรี

ปริญญาเอกของที่นี่น่าจะเป็นระบบในแบบที่คนบ้านเราไม่คุ้นเคยมากที่สุด เพราะบ้านเรายังพูดติดปากว่าเรียน ป.เอก และนึกภาพว่าเป็นหลักสูตรที่ต้องเข้าห้องเรียน มีการสอบและการเขียนวิทยานิพนธ์กันในตอนหลัง

แต่จริงๆแล้วระบบการเรียนปริญญาเอกดั้งเดิมของเยอรมนีเองไม่ได้เป็นอย่างนั้น ที่นี่จะเน้นการทำปริญญาเอกเป็นรายบุคคล หรือที่เรียกว่า Individuelle Promotion คือคนที่อยากทำปริญญาเอกจะต้องหาหัวข้อที่ตัวเองสนใจอยากจะศึกษาหรือทำวิจัย จากนั้นจึงหาว่ามีโปรเฟสเซอร์ท่านใดที่สนใจในด้านนั้นๆบ้าง จากนั้นเราจะต้องติดต่อเจรจากับโปรฯโดยตรง ถ้าเขาสนใจและยินดีเป็นที่ปรึกษาให้ เขาจะออกจดหมายให้เราใช้ประกอบการลงทะเบียนอย่างเป็นทางการกับทางมหาวิทยาลัย

ดังนั้นการสมัครเรียนปริญญาเอกจึงทำได้ตลอดเวลาไม่ต้องอิงรอบปีการศึกษาแต่อย่างใด และจริงๆจะไม่มีการเข้าชั้นเรียน ต่างคนต่างไปศึกษาวิจัยงานของตัวเอง แต่บางครั้งโปรฯอาจแนะนำให้เราไปลงเรียนเพิ่มเติมความรู้ในบางวิชาได้

สำหรับหลักสูตรปริญญาเอกที่มีชั้นเรียนต้องเข้าห้องเรียนแบบที่บ้านเราคุ้นเคยนั้นก็มีเปิดมากขึ้นในปัจจุบัน อันนี้ก็ต้องหาข้อมูลให้ดีเพราะมีกำหนดเปิดและปิดรับสมัครที่ชัดเจน

**********************
สนใจรายละเอียดและข้อมูลดีๆเกี่ยวกับการศึกษาต่อในเยอรมนีไปที่เพจและช่องยูทูปของ ☆คุณดาว☆ได้ที่:

https://www.facebook.com/pages/EINS-by-DAO/303940562980549

https://www.youtube.com/channel/UCrIXKxGf78VaBRpa7Sz0hiA

9 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอกในประเทศอังกฤษ

IMG_01741. การเรียนปริญญาเอกในประเทศอังกฤษเป็นการเรียนแบบเน้นการทำวิจัย (Research degree) ต่างจากสหรัฐอเมริกา ที่ใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบเรียนรายวิชาและการทำวิจัย (Academic Degree)

2. ถึงแม้จะเป็นการเรียนแบบเน้นการทำวิจัยอย่างเดียว มหาวิทยาลัยจะบังคับให้นักศึกษาลงเรียนวิชาระเบียบวิธีวิจัย อีกทั้งสนับสนุนให้นักศึกษาเข้าเรียนในบางวิชาร่วมกับนักศึกษาระดับปริญญาโท ตามที่อาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาเห็นว่าเหมาะสมและจะเป็นประโยชน์กับหัวข้อวิจัย

3. โดยส่วนใหญ่ หลักสูตรปริญญาเอกในประเทศอังกฤษ มีระยะเวลา 3 ปีสำหรับนักศึกษา full-time และ มีระยะเวลา 5 ปี สำหรับนักศึกษา part-time

4.เกณฑ์การรับเข้าเรียนในหลักสูตรระดับปริญญาเอก คือผู้สมัครต้องจบปริญญาตรีด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสองเป็นอย่างน้อย หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การทำวิจัยมาก่อน หรืออาจเคยมีผลงานตีพิมพ์มาแล้ว แต่ทั้งนี้ ก็อาจพิจารณาเป็นรายกรณีไป โดยสอบถามความเห็นของอาจารย์ที่ปรึกษาด้วย

5. หลักสูตรปริญญาเอกอีกรูปแบบ คือ professional doctorate เช่น DBA (Doctor of Business Administration) ที่เน้นทั้ง coursework และ research training หลักสูตร professional doctorate นี้แตกต่างกับหลักสูตรปริญญาเอกแบบ PhD เพราะหัวข้อวิจัยมักเน้นการนำไปประยุกต์ใช้ในสาขาวิชาชีพนั้นๆ เน้นการผลิตนักปฏิบัติที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่านักปรัชญา (philosopher)

6. ประเทศอังกฤษมี หลักสูตรการเรียนการสอนแบบเน้นการทำวิจัย (Research degree) ในระดับปริญญาโทด้วย เรียกว่า Master of Research (M.Res.) และ Master of Philosophy (M.Phil.) โดย หลักสูตร M.Res. ใช้เวลาเรียน 1 ปีสำหรับนักศึกษา full-time และ 18 เดือนสำหรับนักศึกษา part-time และ หลักสูตร M.Phil. ใช้เวลาเรียน 2 ปี สำหรับนักศึกษา full-time และ 3 ปีสำหรับนักศึกษา part-time หลักสูตรปริญญาโทแบบนี้ไม่มีการเรียนรายวิชา เน้นการทำวิจัย เหมาะกับผู้ที่เคยมีประสบการณ์วิจัย หรือ ผู้ที่ต้องการเตรียมพร้อมตนเองในด้านการทำวิจัยก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาเอก

7. การเรียนปริญญาเอกในรูปแบบดั้งเดิมของอังกฤษที่เน้นเฉพาะการวิจัย (traditional PhD) ในปัจจุบัน ถูกวิพากษ์ว่าแคบเกินไป เรียนจบแล้วหางานยาก โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบันที่ผู้เรียนจบอาจต้องการไปสมัครทำงานในสายอาชีพอื่น รวมถึง การสมัครเข้าเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องยาก ต่างกับในอดีต ที่ ดีกรีปริญญาเอก เป็น “a licence to teach” และส่วนใหญ่ผู้ที่จบไปต้องมีอาชีพเป็นอาจารย์เท่านั้น

8. ด้วยเหตุนี้ ประเทศอังกฤษจึงเริ่มปรับหลักสูตรเพื่อตอบโจทย์สังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ผู้ที่จบหางานง่ายขึ้น เพื่อดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ และเพื่อแข่งขันกับ “American PhD” โดยปรับแนวทางการเรียนการสอนให้มีการเรียนรายวิชา มีการ training ต่างๆ บวกกับการทำวิจัย เพิ่มระยะเวลาหลักสูตรจาก 3 ปี เป็น 4 ปี (1 ปี สำหรับ training + 3 ปี สำหรับ research) ตัวอย่างโครงการปริญญาเอกแบบใหม่มีชื่อว่า “New Route PhD” หารายละเอียดหลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้ที่ http://www.newroutephd.ac.uk/index.html

9. ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา หน่วยงาน Higher Education Funding Council of England (HEFCE) ได้เริ่มวัดอัตราการจบการศึกษาภายในระยะเวลา 4 ปีของนักศึกษาปริญญาเอก เป็นหนึ่งในเกณฑ์การวัดคุณภาพของมหาวิทยาลัย กล่าวคือ หากมหาวิทยาลัยใดมีอัตราการจบการศึกษาภายในระยะเวลา 4 ปี สูงจะได้รับทุนสนับสนุนและได้รับการจัดลำดับอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ดีและมีความสามารถ ในขณะที่ หากอัตราการจบการศึกษาระดับปริญญาเอกภายในเวลา 4 ปี อยู่ในเกณฑ์ต่ำ หน่วยงานให้ทุนจะงดให้การสนับสนุนและมหาวิทยาลัยจะถูกจัดลำดับอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีคะแนนต่ำด้วย นโยบายที่นำมาปฏิบัตินี้ตั้งอยู่บนฐานความคิดที่ว่าการเรียนปริญญาเอกนั้นเปรียบเสมือนการฝึกฝนการทำวิจัย (research training) กล่าวได้ว่า เป้าหมายของการผลิตปริญญาเอกในปัจจุบันต่างจากยุคก่อนที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยแบบลึกซึ้งเพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่ที่เป็นต้นแบบ โดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาในการทำ แต่ ในปัจจุบันการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นต้นแบบถึงแม้สำคัญ แต่ต้องได้มาพร้อมกับทักษะอื่นๆ ด้วย เช่น ความสามารถในการจัดการเวลา และทักษะการสื่อสาร เป็นต้น

‪#‎JustaQuickNote‬ ‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬

‪‎Facts and Figures‬ ‪::: ‎Oxford University‬ ‪:::

22 1. มหาวิทยาลัย Oxford เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เริ่มการเรียนการสอนในปี 1096 หลังจาก University of Bologna (1088) ประเทศอิตาลี และ University of Paris, ประเทศฝรั่งเศส

2. มหาวิทยาลัย Oxford เป็นมหาวิทยาลัยแบบ collegiate ประกอบไปด้วยส่วนกลาง (ที่มีอำนาจดูแลคณะวิชา ศูนย์วิจัย ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์) และ 38 colleges ที่มีอำนาจปกครองตัวเอง มีงบประมาณของตัวเอง เป็นอิสระจากส่วนกลาง

3. นักศึกษาทั้งระดับต่ำกว่าบัณฑิตศึกษาและบัณฑิตศึกษาจะได้รับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ คณะวิชา (departments) และ colleges หลังจากส่วนกลางรับนักศึกษาเข้ามาแล้ว แต่ละ college จะเลือกและรับนักศึกษาเข้าไปอยู่ใน college ของตัวเอง ในส่วนของ college จะดูแลเรื่องที่พัก อาหาร ห้องสมุด กีฬา กิจกรรมทางสังคม รวมถึง tutorial teaching ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีด้วย แต่ละ college มีวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ระบบ college นี้ นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัย Oxford เป็นศูนย์รวมนักศึกษาและอาจารย์จากหลากหลายสาขาวิชาให้มีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยนมุมมอง และใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่แตกต่างจากคณะวิชาที่เน้นเฉพาะด้านวิชาการ

4. มหาวิทยาลัย Oxford มีหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (graduate programmes) มากกว่า 300 หลักสูตร

5. ปัจจุบันมหาวิทยาลัย Oxford มีจำนวนนักศึกษาทั้งหมด 22,348 คน แบ่งเป็นระดับต่ำกว่าบัณฑิตศึกษา 11,703 คน และระดับบัณฑิตศึกษา 10,173 คน

6. ร้อยละ 60 ของนักศึกษาเป็นนักศึกษาต่างชาติที่มาจาก 140 ประเทศทั่วโลก 5 ลำดับแรก มาจาก ประเทศสหรัฐอเมริกา (1,437), จีน (920), เยอรมันนี (830), แคนาดา (403) และอินเดีย (373)

7. ปัจจุบันมีนักศึกษาจากประเทศไทย 70 คน ศึกษาระดับต่ำกว่าบัณฑิตศึกษา 18 คน ระดับบัณฑิตศึกษา 51 คน และอื่นๆ อีก 1 คน

8. สถิติการรับเข้าเรียนเมื่อปี 2012-2013 จำนวนใบสมัครเฉพาะระดับบัณฑิตศึกษา 19,969 ใบ มหาวิทยาลัยรับเข้าเรียนทั้งหมด 4,623 คน คิดเป็นร้อยละ 23

9. ในปีการศึกษา 2015-2016 มหาวิทยาลัย มีทุนการศึกษาแบบเต็ม สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มากกว่า 950 ทุน

10. ชุดยูนิฟอร์มดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย เรียกว่า “subfusc” นักศึกษาจะต้องใส่ในพิธีแรกเข้าสู่มหาวิทยาลัย ช่วงฤดูกาลสอบ รับปริญญา และในพิธีการสำคัญต่างๆของมหาวิทยาลัย ล่าสุดเมื่อพฤษภาคม 2015 มีการทำ referendum เกี่ยวกับการใส่ชุด“subfusc” เข้าสอบ นักศึกษาลงคะแนน vote ท่วมท้น เห็นด้วยให้คงไว้ซึ่งการใส่ยูนิฟอร์มเพื่อเข้าสอบ

11. กำหนดให้ติดดอกคาร์เนชั่น ที่ “subfusc” เวลาเข้าสอบ โดยกำหนดความหมายให้ติด ดอกสีขาว สำหรับการสอบครั้งแรก ดอกสีแดง สำหรับการสอบครั้งสุดท้าย และ ดอกสีชมพูสำหรับการสอบครั้งอื่นๆ

12. มหาวิทยาลัย Oxford มีระบบห้องสมุดที่ใหญ่และดีที่สุดในอังกฤษ มีจำนวนห้องสมุดรวมกันมากกว่า 100 ห้องสมุด ห้องสมุดที่เก่าแก่ที่สุด คือ the Bodleian (ใช้ถ่ายทำเรื่อง Harry Potter) ก่อตั้งขึ้นในปี 1602 เป็นห้องสมุดที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก British Library บรรจุหนังสือมากกว่า 11 ล้านเล่ม โดยชั้นวางหนังสือยาวรวมกันกว่า 250 กิโลเมตร ห้องสมุดแห่งนี้ยังมีหนังสือใหม่เข้ามากว่า 5,200 เล่มต่อสัปดาห์

13. มหาวิทยาลัย มี สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย (university press) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเก่าแก่เป็นอันดับสองรองจาก Cambridge University Press

14. นักศึกษาของมหาวิทยาลัย Oxford ใช้เวลาในการเรียนโดยเฉลี่ยร้อยละ 40 มากกว่านักศึกษามหาวิทยาลัยอื่นๆในประเทศอังกฤษ แต่ก็ยังมีเวลาในการทำกิจกรรมพิเศษต่างๆ ภายใต้สโลแกน Work hard, play hard

15. มหาวิทยาลัยมีจำนวนชมรมมากกว่า 400 ชมรม มีความหลากหลายและเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าร่วมตามความสนใจ ชมรม Quidditch (ควิดดิช) เป็นอีกชมรมที่เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากเรื่อง Harry Potter

16. ประชากรเมือง Oxford มีทั้งหมดประมาณ 150,000 คน หนึ่งในสี่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย Oxford และ Oxford Brookes สองมหาวิทยาลัยของเมือง

17. ผู้นำของโลกมากกว่า 30 คนเรียนจบที่นี่ เช่น บิล คลินตัน, ออง ซาน ซูจี, และ อินทิรา คานธี (ฮิวจ์ แกรนท์ ก็จบจากที่นี่ ^^)

18. นายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษจำนวน 26 คน เรียนจบจากที่นี่ รวมถึง เดวิด คาเมรอน คนปัจจุบัน

ox8

ox7

Cr: www.ox.ac.uk; www.telegraph.co.uk; www.oushop.com

‪#‎JustaPhD‬ ‪#‎ก็แค่ปริญญาเอก‬

การสมัครเรียนต่อปริญญาเอกต่างประเทศ (ตอนที่2) FAQs (คำถามที่พบบ่อย)

การสมัครเรียนต่อปริญญาเอกต่างประเทศ
FAQs (คำถามที่พบบ่อย)

1. การสมัครเรียนต่ออเมริกากับเอเชียที่มีมหาลัยชั้นนำ เช่น ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, หรือฮ่องกง ต่างกันอย่างไร

A: USA ไม่ใส่ใจเรื่อง GPA มากนัก มองในภาพรวม เช่น ผลงานวิจัยและผลสอบ GRE มากกว่า เพราะต้องการคนไปทำวิจัยมากกว่าคนที่ไปสอบได้คะแนนเต็ม ส่วนเอเชียจะเน้น GPA อย่างมากและเป็นเงื่อนไขที่แทบผ่อนผันไม่ได้ และการแข่งขันเข้าเรียนของ USA น่าจะสูงกว่า

2. คะแนน TOEFL ควรสอบได้เท่าไหร่ ?

A: สำหรับสายวิทย์ ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำได้ก็เพียงพอแล้ว ค่าสอบค่อนข้างแพงเพราะฉะนั้นประหยัดเงินไว้บ้างจะดีกว่า

3. เลือกมหาวิทยาลัยที่สมัครอย่างไรดี?

A: 1. living expense หรือค่าครองชีพถ้าใช้ทุนตัวเอง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนในเมืองใหญ่แพงมาก

2. ranking จาก USnews, rank 1-50 เป็น top-tier, 51-100 เป็น second-tier เลือกทั้งที่พอเรียนได้, ดี และดีมากเผื่อไว้ การจะเลือกดีมากน้อยแค่ไหนอาจจะวัดคร่าว ๆ ได้จากการตอบรับจาก email ที่ส่งไปหา professor ต่าง ๆ

4. อะไรบ้างที่มีผลต่อการรับเข้าเรียนปริญญาเอกในอเมริกา?

A: ปัจจัยแบ่งได้เป็นสองแบบ ปัจจัยทางเรากับทางมหาลัย

ทางฝั่งมหาลัย

ถ้ามีทุนไปเองย่อมมีโอกาสมากกว่าเพราะเป็นของฟรี การหาทุนให้เรียนสำหรับที่ USA ถือเป็นความรับผิดชอบของ professor ทำให้ professor อาจจะไม่พร้อมรับนักเรียนเพิ่มถ้าไม่มีทุน มีนักเรียนอเมริกันสมัครเรียนมากหรือน้อยแค่ไหน ถ้ามีน้อยโควต้านั้นก็สามารถให้แก่ต่างชาติได้

ทางฝั่งเรา

งานวิจัยที่มีคุณภาพ ตีพิมพ์ในวารสารที่เป็นที่รู้จัก ยิ่งถ้าเป็น journal paper ที่มี impact factor ยิ่งแทบจะรับทันที

Research interest พอไปกันได้กับ professor ซักคนหรือไม่

จบจากมหาวิทยาลัยในไทย ชื่อมหาวิทยาลัยไม่ค่อยมีผลนัก เอาเข้าจริง ๆ ชาวต่างชาติรู้จัก AIT มากกว่า Chula ซะอีก

GRE quantitative part

สรุปคือ proceeding หรือ journal paper บอกอะไรเกี่ยวกับตัวเราได้มากกว่า GPA หรือ transcript

5. สมัครเรียนข้ามสายได้หรือไม่?

คำตอบคือได้ แต่ควรจะเขียนใน SoP ว่าทำไมคุณถึงสนใจอยากจะข้ามสายและมีคุณมีประสบการณ์หรือทักษะอะไรที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำวิจัยในสายที่คุณสมัครเรียนต่อ

งานวิจัยของอเมริกาค่อนข้างเปิดกว้างต่อไอเดียใหม่ ๆ และจริง ๆ แล้ว professor คาดหวังที่ PhD student จะนำไอเดียใหม่ ๆ จากการเรียนปริญญาตรีและโทสาขาอื่น ๆ มาประยุกต์แก้ปัญหาวิจัยที่ professor สนใจอยู่ ไม่ว่าไอเดียนั้นจะเคยมีคนทำมาก่อนหรือไม่ก็ตาม…..

แอดมินขอขอบคุณผู้เขียนบทความชิ้นนี้ มา ณ ที่นี้

ผู้ใดสนใจเขียนและส่งบทความเกี่ยวกับการศึกษาปริญญาเอกในแง่มุมต่างๆที่จะเป็นความรู้และเป็นประโยชน์ เชิญ Inbox เข้ามาได้นะคะ แอดมินยินดีที่จะเป็นศูนย์กลางในการแชร์ข้อมูลค่ะ

การสมัครเรียนต่อปริญญาเอกต่างประเทศ

วันนี้มีบทความดีๆ เกี่ยวกับการสมัครเรียนต่อปริญญาเอกต่างประเทศ (โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา) มานำเสนอค่ะ

ทางเพจได้รับความกรุณาจากนักศึกษาปริญญาเอก ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นสมาชิกเพจ ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม แต่มีความตั้งใจดีอย่างที่สุด ที่อยากแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับ “ขั้นตอน กระบวนการ วิธีการ สมัครเรียนต่อปริญญาเอกต่างประเทศ” ให้กับสมาชิกในเพจนี้

แอดมินขอขอบคุณผู้เขียนบทความนี้สำหรับหัวใจที่งดงาม และการเขียนที่เป็นเลิศและมีประโยชน์มากมายนี้ค่ะ

เนื่องจากบทความนี้มีความยาวพอสมควร แอดมินจะขอแบ่งเนือหาของบทความออกเป็น 2 ตอน และจะขอลงต่อเนื่องใน 2 โพสท์ นะคะ

************************************

1. เริ่มตัดสินใจเรียนต่อและวางแผน

ก่อนอื่นขอให้คิดให้รอบคอบว่าอยากเรียนต่อปริญญาเอกเพราะอะไรและทำไมถึงอยากเรียนต่อต่างประเทศ สิ่งที่สำคัญคือความมุ่งมั่นที่จะเป็นแรงใจผลักดันให้เรียนจบได้ วันไหนที่คุณรู้สึกท้อแท้ก็จะยังมีพลังใจที่สู้ต่อ การได้รับเลือกให้เข้าเรียนไม่ได้หมายความว่าคุณดีพอแล้วที่จะเรียนจบ มันหมายความว่าคุณมีศักยภาพที่จะพัฒนาตัวเองจนเป็น PhD. ได้

อีกอย่างหนึ่งคือการเรียนปริญญาเอกถ้าไม่ชอบงานวิจัยหรือคิดว่าจบไปเพื่อทำเงิน, การจบแค่ปริญญาโทมากสุดก็พอ ขอให้หาข้อมูลให้ดี ๆ ถึงอนาคตว่าอยากจะทำอะไรหลังเรียนจบ การลงทุนมีความเสี่ยงและ PhD = permanent head-damage จริง ๆ แล้วใน statement of purpose (ที่จะกล่าวถึงทีหลัง) คณะกรรมการจะดูด้วยว่าคุณจบแล้วจะไปทำอะไร มีผลต่อการพิจารณารับเข้าเรียนต่ออย่างมาก

การวางแผนจะเรียนต่อปริญญาเอกแนะนำว่าวางแผนให้ไวที่สุด ยิ่งก่อนเริ่มเรียนปริญญาโทไม่ว่าจะที่ไทยหรือต่างประเทศยิ่งดี ควรจะบอกอ. ที่ปรึกษาปริญญาโทเลยว่าต้องการจะต่อปริญญาเอกโดยเฉพาะการต่อปริญญาเอกที่อเมริกา เพื่อที่จะได้มี publication เยอะ ๆ ตั้งแต่ตอนสมัคร มันมีผลกว่า GPA ของคุณซะอีก

สิ่งที่ควรคิดก่อนจะเริ่มวางแผนทำอะไรก็ตามคือเงิน ควรจะมีเงินเผื่อไว้อย่างน้อยที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนและกินอยู่ได้อย่างน้อย ๆ 1 ปีเพราะปีแรกอาจจะไม่ได้งานทำเลยในทันทีและการทำงานนอกมหาวิทยาลัยผิดกฏหมาย หลังสอบ qualifying exam ผ่านมักจะเป็นช่วงที่อ. ที่ปรึกษาเริ่มให้ทุน ถ้าไม่มีทุนส่วนตัวพอควรจะหาทุนที่ไทยไปเช่นทุนก.พ. เป็นต้น แต่ดูให้ดี ๆ ว่ามีข้อผูกมัดต้องกลับมาทำงานใช้ทุนหรือเปล่า และอย่าลืมว่าค่าสมัครสอบและสมัครเรียนก็เป็นเงินมากพอสมควร

2. เตรียมตัวสมัคร สิ่งที่ต้องทำคือ

2.1 เขียน cover letter/resume ไปหา professor หลาย ๆ คน (ประมาณ 20-100 คน ไม่ได้พูดเล่น เพื่อนคนนึงทำจริง ๆ ถึง 100 คน)
2.2 เขียน statement of purpose
2.3 สอบภาษาอังกฤษ TOEFL/IELTS, GRE
2.4 recommendation letter จาก 3-4 professors เป็นอย่างน้อย
2.5 สมัครเรียนผ่านระบบออนไลน์

สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกก่อนเลยคือเปิดอินเตอร์เนตไปสำรวจ professor ที่ทำในหัวข้อที่เราสนใจจะทำแล้วส่ง email ไปแสดงความสนใจที่จะเรียน Ph.D. ต่อด้วย พร้อมแนบ cover letter กับ resume

ตรงนี้จะช่วยให้เรารู้ว่าเราควรจะสมัครเรียนที่นี่ดีไหม (ค่าสมัครแพงเมื่อคิดเป็นเงินไทย ตกราว ๆ $70-140) แม้ว่า professor อาจจะตอบมาแบบแบ่งรับแบ่งสู้ กึ่งสนใจแต่ขอดูไปก่อน บางครั้งเรามีจุดเด่นที่น่าสนใจแต่ GPA ไม่ผ่านเกณฑ์ ใบสมัครของเราก็จะโดนสกรีนออกโดยเลขาโดยที่ professor ไม่ได้แม้แต่จะเห็นใบสมัครเราด้วยซ้ำไป แต่ถ้า professor สนใจเราจาก email เขาสามารถที่จะดึงใบสมัครแล้วต่อรองกับภาควิชาเพื่อรับเราได้

มีครั้งนึงหลังจากสมัครออนไลน์ไปเสร็จอยู่ระหว่างรอผล มี professor คนนึงที่ไม่เคยติดต่อเลยจาก University of Illinois Urbana-Champaign ที่สมัครไป email มาขอ interview โดยเล่าว่า GPA ตอนป.ตรีต่ำกว่าเกณฑ์ที่ทางมหาลัยจะรับได้ซึ่งไม่ได้มีบอกในข้อมูลการสมัครแต่อย่างใด แกจึงจะอาศัยวิธีนี้ช่วยให้เข้าไปเรียนได้เพราะแกสนใจหัวข้อวิจัยที่เคยทำมา จึงทำให้รู้ว่า professor มีผลต่อการรับเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอกค่อนข้างมาก

ส่วน professor อีกคนนึงตอบว่าหัวข้อที่สนใจจะทำด้วยเป็นงานวิจัยที่ professor คนนี้เลิกทำไปแล้ว

Email ที่ส่งไปควรเขียนหัวข้อให้ชัดเจนและกระทัดรัดตรงไปตรงมาแต่สุภาพเพราะสำหรับทาง professor email ของเราคือ junk mail ของเขาที่ได้รับวันนึงมหาศาลมากโดยเฉพาะถ้าเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดัง เนื้อความใน email ควรกระชับเช่นกันว่า email มาเพื่ออะไร ส่วนที่ต้องการโฆษณาหรือประวัติเราสามารถใส่ใน resume ได้โดยไม่ต้องพิมพ์ใน email ถ้าไม่จำเป็น
Statement of purpose

แนะนำว่าให้เขียนเองแล้วหาคนช่วย review ให้ จะมี website ต่าง ๆ ที่สมาชิกผลัดกัน review ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สิ่งที่ควรเขียนใน SoP คือ

1. แนะนำตัวคร่าว ๆ พร้อมด้วยจบไปแล้วจะทำอะไรพร้อมด้วย motivation (ไม่ใช่เงินทอง ชื่อเสียงมหาลัย)

2. Research interests มีอะไรบ้าง แนะนำว่าอย่าเขียนเจาะจงหรือกว้างจนเกินไป

3. สิ่งที่ทำมาในอดีต แนะนำว่าอะไรที่มีใน transcript เช่น GPA อย่าเขียนซ้ำเพราะเสียเวลาอ่าน ยกเว้นแต่จะสำคัญจนต้องเน้นจริง ๆ
ขอเล่าเสริมนิดนึงว่า GPA บางทีก็บอกอะไรไม่ได้เลยเพราะมหาวิทยาลัยนอก USA มีมาตรฐานไม่เท่ากัน ที่ตลกที่สุดคือ professor ที่เป็นคณะกรรมการเคยบอกว่าไม่รู้จักมหาวิทยาลัยไทยเลยแม้แต่มหาลัยชื่อดังจนแกต้องไปเปิดอินเตอร์เนตเช็ค ranking ของมหาลัย!!

4. ถ้าจะเขียนอะไรให้มี support evidence/logics ด้วย เช่นจะเขียนว่างานวิจัยที่เคยทำมาสำคัญมากก็ต้องมีอะไรมายืนยันเช่นตีพิมพ์ในวารสารชื่อดังหรือมีการไปประยุกต์ใช้จริงในโปรเจคต์ต่าง ๆ เน้นเขียนเป็น facts อย่าเขียนแนว emotion

5. อย่าเขียนแนวไทย ๆ ที่วนไปวนมาน้ำท่วมทุ่งเพราะคณะกรรมการต้องอ่านใบสมัครเยอะมาก อาจจะเลิกอ่านกลางคันหรืออ่านด้วยอคติ

TOEFL/IELTS GRE

คำแนะนำคือถ้าเรียนสายวิทย์ สอบ GRE ส่วน quantitative ให้ได้เยอะที่สุด เกือบเต็มยิ่งดีเพราะคณะกรรมการจะเชื่อ GRE มากกว่า GPA ถ้าไม่ได้จบจากมหาลัยใน USA หรือชื่อดังในต่างประเทศ

สำหรับสายวิทย์ที่คิดว่า analytical skill ค่อนข้างดีจะสอบ TOEFL ได้เปรียบกว่า

IELTS จะเน้นทักษะภาษาล้วน ๆ แต่ TOEFL ต้องอาศัยการวิเคราะห์และสังเคราะห์ด้วย

ถ้าจะเรียนตามศูนย์ภาษาเพื่อสอบพวกนี้แนะนำว่าให้เรียนคลาสขนาดไม่เกิน 10-15 คนและมีคนไทยเรียนยิ่งน้อยยิ่งดีและควรจะเป็นคนต่างชาติสอน เหตุผลคือคุณไม่ได้เรียนภาษาเพียงเพื่อสอบให้ผ่านแต่ต้องไปใช้เรียนต่อและใช้ชีวิตด้วย ทักษะพวกนี้ได้จากการพูดคุยทำกิจกรรมระหว่างเรียน อ.ที่เป็นคนไทยอาจจะไม่ได้มีสำเนียงเหมือนอเมริกันและคนไทยในคลาสบางครั้งก็จับกลุ่มพูดแต่ภาษาไทยทำให้เราไม่ได้พัฒนา การสอบได้ TOEFL เกือบเต็มไม่ได้หมายความว่าทักษะภาษาอังกฤษของคุณดีพอแล้ว มีหลายคนที่สอบได้เกือบเต็มแต่มาเรียนก็ยังต้องปรับตัวเรียนรู้ภาษาอีกที

Recommendation letter

แนะนำว่าให้ศึกษาว่า letter ที่จะส่งไปมหาลัยในอเมริกาเขียนยังไง อะไรที่ควรจะบอกในจดหมายแนะนำ

สิ่งที่ professor ทางอเมริกาอยากรู้คือทักษะในการทำวิจัยโดยเฉพาะในฐานะ independent researcher , analytical skill, mathematical skill สำหรับสายวิทย์ อาจจะรวมถึงความอึดถึก, ความมุ่งมั่น, จิตใจเข็มแข็งไม่ล้มเลิกง่าย ๆ เพราะฉะนั้นในจดหมายควรมีสิ่งเหล่านี้พูดถึงอยู่ถ้าเรามีจุดเด่นด้านนั้น ๆ อยู่

Mentor skill กับ teaching skill/experience ที่เขียนไปอาจจะช่วยให้ได้ teaching assistant ง่ายขึ้น

อ. บางคนอาจจะขอให้คุณร่างจดหมายแนะนำให้เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องศึกษาการเขียนเองด้วย

ถ้าอ. เขียนเองและให้คุณเช็คดูได้คุณก็ควรจะเช็คตามข้างต้น

สมัครเรียนออนไลน์

แนะนำว่าให้ควรสมัครเข้า Fall semester ซึ่งมักจะปิดรับประมาณก่อนสิ้นปี เช็ควันดี ๆ เพราะแต่ละมหาลัยจะมี deadline ไม่ตรงกันและควรจะเผื่อเวลาที่ต้องใช้ในการส่งจดหมายไปยังอเมริกาด้วย คุณจะสมัครเข้า Spring semester ก็ได้แต่เปิดรับน้อยกว่า

บางมหาลัยใช้ระบบ rolling basis นั่นหมายความว่ามาก่อนได้ก่อน ถ้าคุณดีพอเขาก็รับเลยโดยไม่รอจนหมดเขต เพราะฉะนั้นถ้าพร้อมแล้วก็รีบยืนใบสมัครไปให้เรียบร้อยเลย ไม่งั้นโควต้าอาจจะหมดก่อนหมดเขตรับสมัครและคุณจะพลาดโอกาสทันทีแม้ว่าเขาอยากจะรับคุณ

ติดตามอ่านตอนที่ 2 ในโพสท์หน้านะคะ

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬
‪#‎ปันประสบการณ์‬ ‪#‎ร่วมกันสร้างcommunityดี๊ดี‬