GUEST BLOG POST ::: การเรียนปริญญาเอกในประเทศอังกฤษ โดย Watcharabon Buddharaksa

uk 001

ว่าด้วยระบบการยืมหนังสือข้ามห้องสมุดของมหาวิทยาลัยในอังกฤษ

การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ดีและมีคุณภาพนั้นนอกเหนือไปจากความพร้อมด้านคุณภาพของผู้สอน ความขยันใคร่รู้ของผู้เรียน อาคาร/สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียน-การสอนแล้ว “ห้องสมุด” หรือขุมทรัพยากรทางปัญญานับได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่มหาวิทยาลัยจะละเลยการลงทุนและพัฒนาไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมหาวิทยาลัยนั้นๆตั้งใจจะสถาปนาตัวเองเป็น Research-based University ด้วยแล้ว การสร้างสรรค์ห้องสมุดให้มีความพร้อมสูงสุดเพื่อตอบสนองการค้นคว้าและเรียนรู้ทางวิชาการแขนงต่างๆยิ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง (หรือสำคัญที่สุดด้วยซ้ำ)

บันทึกชิ้นนี้ตั้งใจกล่าวถึง “ระบบ“ที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งของห้องสมุดในมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษ (กรณีเฉพาะมหาวิทยาลัยยอร์ก) ที่เป็นการเพิ่มศักยภาพในการให้บริการและเป็นการ “ลดช่องว่าง” ของความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยที่มีขนาดและทรัพยากรที่แตกต่างกัน ระบบที่ว่านั้นก็คือ “ระบบการยืมหนังสือข้ามห้องสมุด” หรือที่เรียกว่า Interlending System (ทั้งนี้เข้าใจว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆก็จะมีการให้บริการแบบเดียวกันนี้ แต่อาจจะเรียกชื่อแตกต่างกันไปเท่านั้นเอง)

 ระบบ Interlending นั้นเป็นการบริการให้นักศึกษาสามารถ request หนังสือ รวมถึงบทความในวารสารที่ไม่สามารถหาได้ในห้องสมุดของยอร์ก โดยที่ห้องสมุดจะทำการไปติดต่อยืมจากห้องสมุดอื่นที่มีหนังสือ/บทความที่เราต้องการนำมาให้เรายืมได้ หากเป็นกรณีที่เราต้องการใช้บทความ หรือต้องการเพียงบางบทของหนังสือเท่านั้น เราสามารถเลือกให้เจ้าหน้าที่จัดการถ่ายเอกสารแล้วส่งมาให้เราทางไปรษณีย์ (ตามที่อยู่ที่เราแจ้งมหาวิทยาลัยเอาไว้) ได้เลย

การขอใช้บริการนั้นก็สะดวกสบายและไม่ต้องวุ่นวายกับแบบฟอร์มหรือว่าต้องไปพบเจ้าหน้าที่ห้องสมุด (ซึ่งถ้าเป็นที่ไทยมักจะชอบทำหน้าตาไม่รับแขกอยู่เสมอๆ) นักศึกษาสามารถ log in เข้าระบบห้องสมุดและกรอกข้อมูลหนังสือที่ต้องการในส่วนของ Interlending Service ได้เลย โดยเราจะต้องบอกชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง ปีที่พิมพ์และสำนักพิมพ์ (หรือ ISBN ได้ด้วยก็จะดีมาก) ค่าบริการนั้นคิดเล่มละ 2 ปอนด์ แต่สำหรับนักศึกษาปริญญาเอกนั้นสามารถติดต่อ Department ของตนเพื่อขอสนับสนุนค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ โดยภาควิชาจะมี workorder number 8 หลักให้เรา และเมื่อเรากรอกข้อมูลทุกครั้งเมื่อใส่เลขตรงนี้ไป ค่าบริการสองปอนด์นั้นก็จะเป็นอันยกเว้นไป

หนังสือที่เรา request ไปนั้นโดยรวมแล้วใช้เวลาราวๆ 1 สัปดาห์ (ช้าหรือเร็วกว่านั้นแล้วแต่กรณี) ก็จะถูกส่งมาถึงห้องสมุดของยอร์กและจะมีอีเมล์แจ้งให้เราได้ทราบว่าหนังสือที่สั่งไปนั้นมาถึงแล้ว เราสามารถยืมได้ครั้งแรกเป็นเวลา 1 เดือน แต่สามารถยืมต่อได้เรื่อยๆหากห้องสมุดต้นทางไม่มีคนอื่นมา request หนังสือเล่มนั้นซะก่อน ด้วยระบบบริการเช่นนี้ทำให้แม้ว่านักศึกษาจะเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีขนาดเล็กหรือมีห้องสมุดที่ไม่พร้อมนัก ก็ยังสามารถใช้หนังสือเล่มที่ต้องการได้ทัดเทียมกับผู้ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยอื่นๆ โดยอาจจะต้องใช้เวลารอหนังสือบ้างเล็กน้อยเท่านั้น

ตลอด 2 ปี 8 เดือน (นับถึงวันที่เขียน) ที่ผมมาเรียนที่ยอร์กนั้นผมได้ใช้บริการ Interlending ไปแล้ว 74 รายการ หนังสือเล่มใดก็ตามที่ผมต้องการใช้และยอร์กไม่มี ก็สามารถนำมาใช้ได้โดยสะดวก โดยมากหนังสือจะมาจาก British Library ที่ Boston Spa หรือบางครั้งก็มาจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ความประทับใจที่พบเจอจากบริการนี้มีหลายครั้งมาก แต่ครั้งที่ประทับใจมากที่สุดก็คือครั้งหนึ่งในปี 2010 เมื่อผม request หนังสือเกี่ยวกับกรัมชี่เล่มหนึ่งที่เพิ่งวางขายในอเมซอนไปไม่นาน ทางห้องสมุดยอร์กได้อีเมล์มาแจ้งว่าทาง British Library นั้นยังไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มดังกล่าวและถามกลับมาว่าเรายังจะคอยหรือไม่ หรือว่าจะยกเลิกรายการไปเลย ผมตอบเมล์ไปว่าสามารถคอยได้เพราะไม่ได้รีบใช้อะไร ผ่านไปเพียงสามวันหลังจากนั้นทางห้องสมุดยอร์กเมล์กลับมาบอกว่าหนังสือเล่มนั้นทาง British Library ได้ซื้อแล้วส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษมาให้ผมใช้ที่ยอร์กก่อนเป็นคนแรก (โดยยังไม่ได้เข้าห้องสมุดของ British Library เลยด้วยซ้ำไป)

ผมได้แต่จินตนาการว่าหากระบบห้องสมุดของมหาวิทยาลัยที่ไทยทำเช่นนี้ได้บ้าง โดยอาจจัดให้มีเครือข่ายความร่วมมือโดยรัฐบาล ห้องสมุดแห่งชาติและมหาวิทยาลัยของรัฐ (และเอกชน) ที่ต่างๆ หากทำเช่นนี้ได้จริงก็จะลดความเหลื่อมล้ำของทรัพยาการของมหาวิทยาลัยในกรุงเทพและต่างจังหวัดไปได้อย่างมาก การค้นคว้าและการทำวิจัยก็ก้าวหน้าและเป็นกิจกรรมทางปัญญาที่แท้จริง ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่เน้นการกรอกภาระงานและแบบประเมินมากมายอย่างที่เป็นอยู่ในบ้านเราทุกวันนี้ 😦

ว่าด้วยระบบติดตามความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ของ York

การเรียนปริญญาเอกในระบบอังกฤษ มีกลไกบางประการที่สำคัญที่โดยส่วนตัวคิดว่ามหาวิทยาลัยในไทยน่าจะนำไปใช้อย่างเคร่งครัดนั่นก็คือระบบติดตามความก้าวหน้า (Monitoring) วิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอกซึ่งในแต่ละมหาลัยก็จะมีวิธีการและชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ที่มหาวิทยาลัยยอร์กเรียกระบบนี้ว่า Thesis Advisory Panel Meeting หรือที่เด็กที่นี่เรียกกันง่ายๆว่า แทป” (TAP) 

การแทปนั้นมหาลัยบังคับให้นักเรียนป.เอกทุกคนต้องมีอย่างน้อยสองครั้งต่อปี โดยมีองค์ประชุมคือ Supervisor และ Second supervisor ทั้งนี้บางภาควิชาอาจจะมีคนที่สามเพิ่มเข้ามา โดยมากเป็น Chair of Research หรือ Postgraduate Director แต่ที่ภาควิชาการเมือง (Department of Politics) นั้นโดยหลักแล้วจะจัดให้มีแทปโดยอาจารย์แค่สองคนเท่านั้น

การแทปนั้นเป็นระบบที่บังคับให้นักเรียนป.เอกต้องมารายงานว่าในรอบหกเดือนโดยประมาณที่ผ่านไปนั้นตนได้ทำงานอะไรไปบ้างหรือว่ามีความคืบหน้าในการวิจัยและเขียนงานหรืออื่นๆอย่างไรบ้าง และในอีกหกเดือนข้างหน้าเราจะทำอะไรต่อ และฟังความคิดเห็น/ข้อวิจารณ์จากอาจารย์ทั้งสองท่าน ทั้งนี้ผลการแทปแต่ละครั้งจะถูกส่งไปยังมหาลัยเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐานให้ตรวจสอบได้ว่านักเรียนแต่ละคนนั้นมีความก้าวหน้าอย่างไร (หรือไม่ก้าวหน้าอย่างไร) ระบบนี้มีข้อดีอย่างมากคือเป็นการกระตุ้นนักเรียนป.เอกให้อยู่ on track ที่ถูกต้องในการทำงานวิจัยของตน ใครที่ช้าไปก็จะถูกกระตุ้น ใครที่ออกทะเลไปก็ถูกตบแต่งให้เข้าร่องรอยได้ แต่ทั้งนี้ความน่ากลัวของระบบแทปก็คือว่ามันสามารถมีอำนาจสั่งหยุดนักเรียนป.เอกที่มีผลงานไม่เข้าเป้าให้ไม่อนุญาตให้ทำการวิจัยต่อไปได้ (เหมือนบ้าน AF ที่ถูกโหวตออกประมาณนั้น) ดังนั้นนักเรียนป.เอกที่นี่จึงต้องมีชีวิตอยู่แบบเสียวสันหลัง/ขวัญผวาอย่างน้อยทุกๆหกเดือนเมื่อถึงเวลาที่ตนจะต้องเข้าแทปในแต่ละครั้ง

หากมหาวิทยาลัยไทยได้นำระบบ monitor ที่จริงจังเข้ามาใช้กับนักศึกษาปริญญาเอก รวมถึงกำหนด limit ความยาวของ thesis ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ก็จะช่วยให้นักเรียนป.เอกมีวินัยในการทำงานและเรียนจบได้เร็วมากยิ่งขึ้น แต่การจะทำระบบแบบนั้นได้อาจารย์ที่ปรึกษาเองก็ต้องอุทิศเวลาและพลังกาย/ใจในการอ่านงานและคอมเม้นต์ให้นักศึกษาอย่างมากด้วยเช่นกัน อย่างกรณีของผมนั้นอาจารย์ที่เป็น second supervisor นั้นอยู่ระหว่างการ on leave และไม่ได้อยู่ที่ยอร์ก เค้าก็ยังเสียสละเวลาเดินทางกลับมาแทปให้ หรือบางครั้งที่ไม่สามารถเดินทางกลับมาได้จริงๆ การจัดแทปที่เป็น video conference ก็เป็นสิ่งที่ทำได้และผมได้เคยมีประสบการณ์นั้นมาแล้วเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ ซึ่งก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด

ท้ายสุดทุกครั้งที่มีการแทป second supervisor จะขอให้ supervisor หลักของเราออกไปจากห้อง และสอบถามเราว่ามีปัญหาหรือข้อคับข้องใจเกี่ยวกับการทำงานของ sup ของเราบ้างหรือไม่ หากมีก็ขอให้บอกได้เลยและเค้าจะไม่บอก sup แต่จะรายงานไปยังมหาลัยให้ ระบบนี้ดีตรงที่ว่าถ้ามีความขัดแย้งกันตั้งแต่ต้นๆระหว่างนักเรียนกับ sup ก็จะสามารถแก้ไขได้ทัน หรือเปลี่ยน sup ได้ทัน (หากเป็นไปได้) โดยไม่เสียเวลาในการทำงานวิจัย

ว่าด้วยระบบการพัฒนาและสนับสนุนนักวิจัย

การเรียนปริญญาเอกในระบบอังกฤษแบบดั้งเดิม (Traditional British PhD) นั้นเป็นอย่างที่หลายคนพอทราบก็คือเป็นปริญญาเอกโดยการวิจัย (Research degree) ที่เน้นการวิจัยและเขียนงานขนาดใหญ่ภายใต้จำนวนคำที่กำหนด ซึ่งโดยปกติแล้วปริญญาเอกสายสังคมศาสตร์จะมี word limit อยู่ที่ไม่เกิน 100,000 คำ (หรือราวๆ 250-300 หน้า แล้วแต่ขนาดฟอนต์ หรือการเว้นบรรทัด)

โดยที่นักเรียนวิจัย (Research student) นั้นจะไม่ได้มีคอร์สเวิร์คจำนวนมากให้ต้องเรียนแบบระบบอเมริกัน แต่จะมีวิชาบังคับนิดหน่อยเท่านั้นในปีแรก อย่างเช่นที่ภาควิชาการเมืองนั้นก็จะบังคับให้นักเรียนวิจัยปีแรกต้องเรียนวิชา Political Research and Analysis และ Personal and Professional Skills นอกเหนือจากนั้นก็แล้วแต่อาจารย์ที่ปรึกษาของแต่ละคนจะสั่งให้นักเรียนวิจัยไป sit in หากยังเห็นว่าจำเป็นต้องปูพื้นฐานทางทฤษฎีหรือว่าวิชานั้นๆมีประเด็นสำคัญต่องานวิจัยของเรา นอกเหนือจากการเรียนวิชาเหล่านี้ชีวิตของเด็กวิจัยก็หนีไม่พ้นห้องสมุดซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ ด้วยเหตุที่เป็นระบบการศึกษาที่เน้นการวิจัยด้วยตนเองเป็นหลัก

ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและน่าศึกษาเป็นแบบอย่างสำหรับมหาวิทยาลัยไทยก็คือระบบพัฒนานักวิจัย ซึ่งที่ยอร์กนั้นจัดให้มีหน่วยงานที่เรียกว่า Researcher Development Team (RDT) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดคอร์สอบรมให้กับนักเรียนปริญญาเอกและ academic staff ตลอดทั้งปีการศึกษาเพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะในด้านต่างๆให้กับนักเรียนวิจัยให้มีความพร้อมสูงสุดในการทำวิจัย ตลอดจนความพร้อมในการก้าวเข้าไปสู่ตลาดแรงงานหลังสำเร็จการศึกษาอีกด้วย คอร์สอบรมของ RDT นั้นจะจัดการสอนโดยทีมพัฒนานักวิจัยที่ไม่ได้สังกัดภาควิชาใดในมหาวิทยาลัยเป็นการเฉพาะเจาะจงแต่มีหน้าที่ในการสอน/อบรมคอร์สของ RDT เท่านั้น คอร์สอบรมนั้นก็มีลักษณะหลากหลายมีทั้งที่เป็นการอบรมชนิดครึ่งวัน 3 ชั่วโมงจบหรืออบรมเต็มวัน หรือบางครั้งก็มีคอร์สชนิดหลายวันจบก็มี นักเรียนวิจัยจะสามารถเข้าไปเลือกรายวิชาที่สนใจได้ผ่านทางเว็บไซต์ Skillsforge (ระบบข้อมูลส่วนตัวของนักเรียนวิจัยที่หลักๆแล้วใช้บันทึกการประชุมทุกครั้งกับ supervisor) เราสามารถจองคอร์สที่สนใจได้ออนไลน์และสามารถยกเลิกได้ก่อน 48 ชั่วโมงก่อนคอร์สจะเริ่ม หากยกเลิกคอร์สไม่ทันจะต้องเสียค่าปรับซึ่งวิธีนี้เป็นการป้องกันการจองที่เรียนแล้วไม่มาเรียนเพราะจะเป็นการกันที่ผู้อื่น

คอร์สของ RDT นั้นก็จะมีหลากหลายทั้งคอร์สที่มุ่งพัฒนาทักษะส่วนตัวของเราเช่น การนำเสนอในที่สาธารณะ การจัดการกับปัญหา การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ การทำงานเป็นทีม คอร์สเกี่ยวกับระบบการเรียนปริญญาเอกเช่น การเริ่มต้นการวิจัย เตรียมความพร้อมสู่การอัพเกรด เตรียมพร้อมเพื่อสอบจบ ทำอย่างไรให้งานได้ตีพิมพ์ เป็นต้น ส่วนตัวแล้วคิดว่าระบบเช่นนี้มหาวิทยาลัยที่เมืองไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ไม่ยากอะไร อาจตั้งหน่วยงานเล็กๆขึ้นมาสักหน่วยหนึ่งที่อิสระจากงานสอนหรืองานวิจัยอื่นๆเพื่อทำหน้าที่ส่งเสริม/สนับสนุนให้นักวิจัยทั้งระดับปริญญาโทและเอกในไทยได้มีศักยภาพในการวิจัยและมีความพร้อมเข้าสู่การต่อสู้ในตลาดงานได้อย่างมีคุณภาพ

Credit Text: from Watcharabon Buddharaksa https://politicsofsocialrelations.wordpress.com/

 

การสอบของนักศึกษาปริญญาเอกในประเทศอังกฤษ‬

ตลอดระยะเวลาการศึกษา นักศึกษาจะมีการสอบรวมทั้งหมด 2 ครั้ง:

ครั้งแรก เป็นการสอบเพื่อเลื่อนขั้นเป็นนักศึกษาปริญญาเอก (upgrading to doctoral student status) เนื่องจากเมื่อแรกสมัครเข้าเรียน นักศึกษาทุกคนจะได้รับสถานะเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทเท่านั้น การสอบเลื่อนขั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาเห็นพ้องต้องกันว่านักศึกษาได้เขียนข้อเสนองานวิจัยเป็นเค้าโครงที่น่าพอใจ เมื่อนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาจะอนุญาตให้นักศึกษาสอบเลื่อนขั้นเป็นนักศึกษาปริญญาเอก

โดยการสอบจะมีอาจารย์ภายในคณะ/มหาวิทยาลัย ที่ไม่ใช่อาจารย์ที่ปรึกษา จำนวน 2 ท่านมาดำเนินการสอบ โดยส่วนใหญ่นักศึกษาควรสอบเลื่อนขั้นให้ผ่านภายในปีแรกของการศึกษา

การสอบครั้งที่สอง เรียกว่าการสอบ Viva Voce เกิดขึ้นหลังจากการเขียนเล่มเสร็จสมบูรณ์ การสอบครั้งนี้มีความสำคัญมาก เพราะเปรียบเสมือนการชี้เป็นชี้ตายแก่นักศึกษา

กรรมการภายนอกมหาวิทยาลัยและภายในมหาวิทยาลัย รวม 2 ท่าน จะเป็นผู้ตัดสินงานของนักศึกษาว่ามีคุณภาพเพียงพอที่จะเป็นผลงานระดับปริญญาเอกหรือไม่

ตัวอย่างผลการตัดสินของกรรมการผู้สอบ อาจแบ่งเป็น หลายระดับ ดังนี้

ระดับที่หนึ่ง: สอบผ่านและอนุมัติให้ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต โดยไม่มีข้อแก้ไข

ระดับที่สอง: สอบผ่านโดยมีเงื่อนไขที่จะต้องแก้ไขข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และอนุญาตให้ใช้เวลาทำให้เสร็จภายในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน (น้อยหรือมากกว่าเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับที่กรรมการสอบกำหนด)

ระดับที่สาม: สอบผ่านโดยมีเงื่อนไขที่จะต้องแก้ไขข้อบกพร่อง ซึ่งเป็นข้อบกพร่องจำนวนมาก ดังนั้นต้องส่งงานอีกครั้งหนึ่ง (resubmit) ในกรณีนี้อนุญาตให้ใช้เวลาทำให้เสร็จภายใน 2 ปี แต่นักศึกษาไม่จำเป็นต้องสอบปากเปล่าอีกครั้ง

ระดับที่สี่: ดุษฎีนิพนธ์ผ่านแต่สอบตกการสอบปากเปล่า โดยให้เวลากลับมาสอบใหม่ภายในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี (ถึงแม้จะไม่ค่อยมีให้เห็น แต่ก็มีอยู่เพื่อที่จะให้ผู้เรียนตระหนักว่า การ well-performed ในวันสอบก็มีความสำคัญ)

ระดับที่ห้า: สอบไม่ผ่านโดยเห็นว่าผลงานไม่มีคุณค่าเทียบเท่ามาตรฐานดุษฎีนิพนธ์และไม่มีทางใดจะแก้ไขได้ จึงตัดสินให้ผลงานมีคุณค่าเพียงพอแค่ใบปริญญาในระดับ M.Phil. แทน

ระดับที่หก: สอบตกโดยไม่อนุญาตให้สอบใหม่ หรือไม่สามารถให้ปริญญาระดับที่ต่ำกว่าใดๆได้
…………………
ท้ายที่สุด สำหรับคนที่กำลังเรียนอยู่ ถ้าประเมินตัวเองว่า เราได้ทำเต็มที่แล้ว และประเมินงานว่า เป็นงานที่ดีงานหนึ่ง มีคุณภาพเพียงพอ ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวหรือกังวลไปมากนัก เพราะผลที่ดีก็เกิดจากเหตุที่ดี ขอเป็นกำลังใจให้ผู้เรียนฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปให้ถึงเส้นชัย

Credit: Phillips, Estelle, Pugh, Derek.S. (2005) How To Get A Phd: a handbook for students and their supervisors

exam11

‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬

9 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอกในประเทศอังกฤษ

IMG_01741. การเรียนปริญญาเอกในประเทศอังกฤษเป็นการเรียนแบบเน้นการทำวิจัย (Research degree) ต่างจากสหรัฐอเมริกา ที่ใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบเรียนรายวิชาและการทำวิจัย (Academic Degree)

2. ถึงแม้จะเป็นการเรียนแบบเน้นการทำวิจัยอย่างเดียว มหาวิทยาลัยจะบังคับให้นักศึกษาลงเรียนวิชาระเบียบวิธีวิจัย อีกทั้งสนับสนุนให้นักศึกษาเข้าเรียนในบางวิชาร่วมกับนักศึกษาระดับปริญญาโท ตามที่อาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาเห็นว่าเหมาะสมและจะเป็นประโยชน์กับหัวข้อวิจัย

3. โดยส่วนใหญ่ หลักสูตรปริญญาเอกในประเทศอังกฤษ มีระยะเวลา 3 ปีสำหรับนักศึกษา full-time และ มีระยะเวลา 5 ปี สำหรับนักศึกษา part-time

4.เกณฑ์การรับเข้าเรียนในหลักสูตรระดับปริญญาเอก คือผู้สมัครต้องจบปริญญาตรีด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสองเป็นอย่างน้อย หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การทำวิจัยมาก่อน หรืออาจเคยมีผลงานตีพิมพ์มาแล้ว แต่ทั้งนี้ ก็อาจพิจารณาเป็นรายกรณีไป โดยสอบถามความเห็นของอาจารย์ที่ปรึกษาด้วย

5. หลักสูตรปริญญาเอกอีกรูปแบบ คือ professional doctorate เช่น DBA (Doctor of Business Administration) ที่เน้นทั้ง coursework และ research training หลักสูตร professional doctorate นี้แตกต่างกับหลักสูตรปริญญาเอกแบบ PhD เพราะหัวข้อวิจัยมักเน้นการนำไปประยุกต์ใช้ในสาขาวิชาชีพนั้นๆ เน้นการผลิตนักปฏิบัติที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่านักปรัชญา (philosopher)

6. ประเทศอังกฤษมี หลักสูตรการเรียนการสอนแบบเน้นการทำวิจัย (Research degree) ในระดับปริญญาโทด้วย เรียกว่า Master of Research (M.Res.) และ Master of Philosophy (M.Phil.) โดย หลักสูตร M.Res. ใช้เวลาเรียน 1 ปีสำหรับนักศึกษา full-time และ 18 เดือนสำหรับนักศึกษา part-time และ หลักสูตร M.Phil. ใช้เวลาเรียน 2 ปี สำหรับนักศึกษา full-time และ 3 ปีสำหรับนักศึกษา part-time หลักสูตรปริญญาโทแบบนี้ไม่มีการเรียนรายวิชา เน้นการทำวิจัย เหมาะกับผู้ที่เคยมีประสบการณ์วิจัย หรือ ผู้ที่ต้องการเตรียมพร้อมตนเองในด้านการทำวิจัยก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาเอก

7. การเรียนปริญญาเอกในรูปแบบดั้งเดิมของอังกฤษที่เน้นเฉพาะการวิจัย (traditional PhD) ในปัจจุบัน ถูกวิพากษ์ว่าแคบเกินไป เรียนจบแล้วหางานยาก โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบันที่ผู้เรียนจบอาจต้องการไปสมัครทำงานในสายอาชีพอื่น รวมถึง การสมัครเข้าเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องยาก ต่างกับในอดีต ที่ ดีกรีปริญญาเอก เป็น “a licence to teach” และส่วนใหญ่ผู้ที่จบไปต้องมีอาชีพเป็นอาจารย์เท่านั้น

8. ด้วยเหตุนี้ ประเทศอังกฤษจึงเริ่มปรับหลักสูตรเพื่อตอบโจทย์สังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ผู้ที่จบหางานง่ายขึ้น เพื่อดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ และเพื่อแข่งขันกับ “American PhD” โดยปรับแนวทางการเรียนการสอนให้มีการเรียนรายวิชา มีการ training ต่างๆ บวกกับการทำวิจัย เพิ่มระยะเวลาหลักสูตรจาก 3 ปี เป็น 4 ปี (1 ปี สำหรับ training + 3 ปี สำหรับ research) ตัวอย่างโครงการปริญญาเอกแบบใหม่มีชื่อว่า “New Route PhD” หารายละเอียดหลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้ที่ http://www.newroutephd.ac.uk/index.html

9. ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา หน่วยงาน Higher Education Funding Council of England (HEFCE) ได้เริ่มวัดอัตราการจบการศึกษาภายในระยะเวลา 4 ปีของนักศึกษาปริญญาเอก เป็นหนึ่งในเกณฑ์การวัดคุณภาพของมหาวิทยาลัย กล่าวคือ หากมหาวิทยาลัยใดมีอัตราการจบการศึกษาภายในระยะเวลา 4 ปี สูงจะได้รับทุนสนับสนุนและได้รับการจัดลำดับอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ดีและมีความสามารถ ในขณะที่ หากอัตราการจบการศึกษาระดับปริญญาเอกภายในเวลา 4 ปี อยู่ในเกณฑ์ต่ำ หน่วยงานให้ทุนจะงดให้การสนับสนุนและมหาวิทยาลัยจะถูกจัดลำดับอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีคะแนนต่ำด้วย นโยบายที่นำมาปฏิบัตินี้ตั้งอยู่บนฐานความคิดที่ว่าการเรียนปริญญาเอกนั้นเปรียบเสมือนการฝึกฝนการทำวิจัย (research training) กล่าวได้ว่า เป้าหมายของการผลิตปริญญาเอกในปัจจุบันต่างจากยุคก่อนที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยแบบลึกซึ้งเพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่ที่เป็นต้นแบบ โดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาในการทำ แต่ ในปัจจุบันการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นต้นแบบถึงแม้สำคัญ แต่ต้องได้มาพร้อมกับทักษะอื่นๆ ด้วย เช่น ความสามารถในการจัดการเวลา และทักษะการสื่อสาร เป็นต้น

‪#‎JustaQuickNote‬ ‪#‎เพจก็แค่ปริญญาเอก‬ ‪#‎JustaPhD‬

‪‎Facts and Figures‬ ‪::: ‎Oxford University‬ ‪:::

22 1. มหาวิทยาลัย Oxford เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เริ่มการเรียนการสอนในปี 1096 หลังจาก University of Bologna (1088) ประเทศอิตาลี และ University of Paris, ประเทศฝรั่งเศส

2. มหาวิทยาลัย Oxford เป็นมหาวิทยาลัยแบบ collegiate ประกอบไปด้วยส่วนกลาง (ที่มีอำนาจดูแลคณะวิชา ศูนย์วิจัย ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์) และ 38 colleges ที่มีอำนาจปกครองตัวเอง มีงบประมาณของตัวเอง เป็นอิสระจากส่วนกลาง

3. นักศึกษาทั้งระดับต่ำกว่าบัณฑิตศึกษาและบัณฑิตศึกษาจะได้รับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ คณะวิชา (departments) และ colleges หลังจากส่วนกลางรับนักศึกษาเข้ามาแล้ว แต่ละ college จะเลือกและรับนักศึกษาเข้าไปอยู่ใน college ของตัวเอง ในส่วนของ college จะดูแลเรื่องที่พัก อาหาร ห้องสมุด กีฬา กิจกรรมทางสังคม รวมถึง tutorial teaching ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีด้วย แต่ละ college มีวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ระบบ college นี้ นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัย Oxford เป็นศูนย์รวมนักศึกษาและอาจารย์จากหลากหลายสาขาวิชาให้มีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยนมุมมอง และใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่แตกต่างจากคณะวิชาที่เน้นเฉพาะด้านวิชาการ

4. มหาวิทยาลัย Oxford มีหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (graduate programmes) มากกว่า 300 หลักสูตร

5. ปัจจุบันมหาวิทยาลัย Oxford มีจำนวนนักศึกษาทั้งหมด 22,348 คน แบ่งเป็นระดับต่ำกว่าบัณฑิตศึกษา 11,703 คน และระดับบัณฑิตศึกษา 10,173 คน

6. ร้อยละ 60 ของนักศึกษาเป็นนักศึกษาต่างชาติที่มาจาก 140 ประเทศทั่วโลก 5 ลำดับแรก มาจาก ประเทศสหรัฐอเมริกา (1,437), จีน (920), เยอรมันนี (830), แคนาดา (403) และอินเดีย (373)

7. ปัจจุบันมีนักศึกษาจากประเทศไทย 70 คน ศึกษาระดับต่ำกว่าบัณฑิตศึกษา 18 คน ระดับบัณฑิตศึกษา 51 คน และอื่นๆ อีก 1 คน

8. สถิติการรับเข้าเรียนเมื่อปี 2012-2013 จำนวนใบสมัครเฉพาะระดับบัณฑิตศึกษา 19,969 ใบ มหาวิทยาลัยรับเข้าเรียนทั้งหมด 4,623 คน คิดเป็นร้อยละ 23

9. ในปีการศึกษา 2015-2016 มหาวิทยาลัย มีทุนการศึกษาแบบเต็ม สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มากกว่า 950 ทุน

10. ชุดยูนิฟอร์มดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย เรียกว่า “subfusc” นักศึกษาจะต้องใส่ในพิธีแรกเข้าสู่มหาวิทยาลัย ช่วงฤดูกาลสอบ รับปริญญา และในพิธีการสำคัญต่างๆของมหาวิทยาลัย ล่าสุดเมื่อพฤษภาคม 2015 มีการทำ referendum เกี่ยวกับการใส่ชุด“subfusc” เข้าสอบ นักศึกษาลงคะแนน vote ท่วมท้น เห็นด้วยให้คงไว้ซึ่งการใส่ยูนิฟอร์มเพื่อเข้าสอบ

11. กำหนดให้ติดดอกคาร์เนชั่น ที่ “subfusc” เวลาเข้าสอบ โดยกำหนดความหมายให้ติด ดอกสีขาว สำหรับการสอบครั้งแรก ดอกสีแดง สำหรับการสอบครั้งสุดท้าย และ ดอกสีชมพูสำหรับการสอบครั้งอื่นๆ

12. มหาวิทยาลัย Oxford มีระบบห้องสมุดที่ใหญ่และดีที่สุดในอังกฤษ มีจำนวนห้องสมุดรวมกันมากกว่า 100 ห้องสมุด ห้องสมุดที่เก่าแก่ที่สุด คือ the Bodleian (ใช้ถ่ายทำเรื่อง Harry Potter) ก่อตั้งขึ้นในปี 1602 เป็นห้องสมุดที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก British Library บรรจุหนังสือมากกว่า 11 ล้านเล่ม โดยชั้นวางหนังสือยาวรวมกันกว่า 250 กิโลเมตร ห้องสมุดแห่งนี้ยังมีหนังสือใหม่เข้ามากว่า 5,200 เล่มต่อสัปดาห์

13. มหาวิทยาลัย มี สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย (university press) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเก่าแก่เป็นอันดับสองรองจาก Cambridge University Press

14. นักศึกษาของมหาวิทยาลัย Oxford ใช้เวลาในการเรียนโดยเฉลี่ยร้อยละ 40 มากกว่านักศึกษามหาวิทยาลัยอื่นๆในประเทศอังกฤษ แต่ก็ยังมีเวลาในการทำกิจกรรมพิเศษต่างๆ ภายใต้สโลแกน Work hard, play hard

15. มหาวิทยาลัยมีจำนวนชมรมมากกว่า 400 ชมรม มีความหลากหลายและเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าร่วมตามความสนใจ ชมรม Quidditch (ควิดดิช) เป็นอีกชมรมที่เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากเรื่อง Harry Potter

16. ประชากรเมือง Oxford มีทั้งหมดประมาณ 150,000 คน หนึ่งในสี่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย Oxford และ Oxford Brookes สองมหาวิทยาลัยของเมือง

17. ผู้นำของโลกมากกว่า 30 คนเรียนจบที่นี่ เช่น บิล คลินตัน, ออง ซาน ซูจี, และ อินทิรา คานธี (ฮิวจ์ แกรนท์ ก็จบจากที่นี่ ^^)

18. นายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษจำนวน 26 คน เรียนจบจากที่นี่ รวมถึง เดวิด คาเมรอน คนปัจจุบัน

ox8

ox7

Cr: www.ox.ac.uk; www.telegraph.co.uk; www.oushop.com

‪#‎JustaPhD‬ ‪#‎ก็แค่ปริญญาเอก‬