คอลัมน์แขกรับเชิญ :: A Super Busy Day with a PhD Student :: วันที่ยุ่งหัวฟูของนักศึกษาปริญญาเอก

phd1.jpg

ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ผมชื่อหนุ่ม ปิยณัฐ สร้อยคำ ผมจบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นได้รับทุนให้เปล่าจากรัฐบาลอินเดียไปเรียนต่อปริญญาโทด้านเดียวกันที่มหาวิทยาลัยออสมาเนีย เมืองไฮเดอราบาด

ภายหลังเข้าทำงานเป็นนักวิชาการที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ก่อนที่จะได้รับทุนเรียนดีทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งประเทศไทย (ทุน สกอ.) มาศึกษาต่อด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ปัจจุบันผมกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ที่มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ สกอตแลนด์ หลังสำเร็จการศึกษา ผมเลือกกลับไปใช้ทุนที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี บ้านเกิดของผมเองครับ

phd3ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

จริงๆแล้วก็สงสัยตัวเองเหมือนกันครับ ว่าทำไมผมจึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก ทั้งๆที่ผมเองเป็นคนที่ชอบทำงาน และทำกิจกรรมมาโดยตลอด จุดเปลี่ยนสำคัญคงจะเป็นช่วงก่อนเรียนจบปริญญาโทที่ตอนนั้นผมกำลังเข้าสู่วัยเบญจเพสและคิดหนักใน 3 เรื่องคือ ชีวิตส่วนตัว การทำงานในอนาคต และการแสวงหาความรู้

เรื่องแรกคือชีวิตส่วนตัว ผมเองนั้นเป็นคนชอบเดินทาง ชอบท่องเที่ยวไปยังรัฐต่างๆ สมัยเรียนที่อินเดีย ซี่งผมรู้สึกว่ายังอยากหาประสบการณ์ให้มากขึ้น ในใจตอนนั้นเลยพยายามหาทางที่จะได้ใช้ชีวิตในต่างแดนอีกสักระยะ ผมจึงคิดว่าการเรียนปริญญาเอกคงจะช่วยให้ผมได้เดินทางท่องโลกมากขึ้น เลยตัดสินใจเรียนปริญญาเอกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตัวเอง
phd12เรื่องที่สองคือ การทำงานในอนาคต ผมเคยคิดว่าถ้าหากเข้าสู่ระบบราชการ กว่าที่ผมจะเติบโตในหน้าที่การงานมันต้องใช้เวลานาน ผมเลยคิดไปเองเลยว่าถ้าไปเรียนปริญญาเอก ใบปริญญาจะทำให้ผมเดินเร็วกว่าคนอื่นๆ พอมาตอนนี้ผมว่าผมคิดผิดครับ เพราะไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายๆ การเรียนปริญญาเอกก็เป็นอีกเส้นทางหนี่ง ซี่งไม่ได้การันตีความสำเร็จ ความก้าวหน้า หรือความช้าและเร็วในชีวิตเลยครับ

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องเชิงวิชาการหน่อยๆ คือด้วยความที่ผมสนใจเรื่องนโยบายการต่างประเทศอินเดียและเอเชียใต้ มาตั้งแต่สมัยปริญญาตรี และพอปริญญาโท ก็ได้ทุนไปเรียนที่อินเดีย ในใจเลยคิดว่าไหนๆ ก็เดินทางสายนี้แล้ว หากมีโอกาสก็ควรเดินไปให้ถึงที่สุด เพราะหากทำได้ ผมก็จะสามารถเป็นทรัพยากรบุคคลทางด้านอินเดียและเอเชียใต้ศึกษาของไทยได้ เลยตัดสินใจหาทุนเรียนต่อปริญญาเอกครับ

phd11ชีวิตการเรียนปริญญาเอกในช่วงนี้ เป็นอย่างไรบ้างคะ super busy ไหม

ช่วงนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเรียนแล้วครับ ผมเพิ่งส่งร่างสุดท้ายของวิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม รอบที่ 4 ให้อาจารย์ที่ปรึกษาไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างรอความเห็นของอาจารย์ เลยพอมีเวลาได้พักหายใจอยู่บ้างครับ แต่ก่อนหน้านี้ก็วุ่นๆ ตามประสาครับ

ช่วยเล่าให้ฟังว่า การใช้ชีวิตในต่างแดน เป็นอย่างไรบ้าง

หลายคนอาจจะสนุกกับการใช้ชีวิตต่างแดน แต่สำหรับผม ผมเหงานะ ชีวิตในต่างแดนค่อนข้างเหงาเพราะเมืองที่ผมอยู่เป็นเมืองที่เล็กมาก อยู่ตอนบนของสก็อตแลนด์ ปลายติ่งทะเลเหนือ เล็กขนาดที่ไม่มีห้างสรรพสินค้า ไม่มีร้านขายของเอเชีย ไกลขนาดที่รถไฟเข้าไม่ถึง ชีวิตกลางคืนก็แทบจะไม่มี คนไทยก็ไม่มากแทบจะนับหัวได้ ส่วนสภาพอากาศก็ค่อนข้างหม่น ยิ่งช่วงหน้าหนาวที่มีช่วงกลางวันแค่ 6 ชั่วโมงแถมฝนตก ลมแรง ยิ่งต้องฝึกความอดทนค่อนข้างสูง

phd7.jpgด้วยสภาพเช่นนี้เลยทำให้ผมต้องปรับตัวให้เข้ากับความเงียบอยู่เยอะทีเดียว แต่มันก็ดีตรงที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองมากขึ้นและหัดทำกับข้าวได้หลากหลายเมนูเลยครับ

แต่ผมว่าผมก็โชคดีนะ หลังจากได้ใช้ชีวิตแบบมีสีสันตอนเรียนโทที่อินเดีย พอมาเรียนเอกที่สก็อตแลนด์ ก็ได้ลองใช้ชีวิตเทาๆ ซี่งอย่างน้อยมันก็ทำให้ผมรู้ว่าผมชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ทำอะไรได้ และทำอะไรไม่ได้บ้าง

เมื่อมาเรียน ปริญญาเอกแล้ว มีการแบ่งเวลาในชีวิตอย่างไรบ้าง

เรื่องการแบ่งเวลานี่ไม่ค่อยมีหลักตายตัวเลยครับ คือแต่ละปีชีวิตปริญญาเอกมันจะมีเส้นทาง รูปแบบ และความเร่งรัดที่ต่างกันออกไป  ในช่วงปีแรกๆ ผมแทบจะไม่แบ่งเวลาอะไรเลย ทำทุกอย่างผสมผสานปนเปกันไปหมด เวลากิน เวลานอน ก็ไม่เป็นระบบ อาจเป็นเพราะในช่วงปีต้นๆ ผมยังจับทางการเรียนไม่ได้

แต่พอช่วงปีท้ายๆ ชีวิตเริ่มดีขึ้นมาหน่อย เพราะผมเริ่มรู้แน่ชัดว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ งานมีเหลือมากน้อยเท่าไหร่ และเริ่มรู้ว่าขีดความสามารถที่จะทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละวัน อยู่ในระดับไหน

ผมเลยพยายามตื่นให้ได้ก่อน 8 โมง ทำธุระให้เรียบร้อย แล้วเริ่มอ่านเขียนงานตั้งแต่ 9 โมง ถึงบ่าย 4 โมงเย็น พักเที่ยงได้ 1 ชั่วโมง พอตกเย็นมา ผมก็วางทุกงาน ไปออกกำลังกายบ้าง ดูหนังบ้าง กินข้าวกับเพื่อนบ้าง และพยายามนอนไม่เกินเที่ยงคืนครับ ชีวิตในปีหลังๆผมจะเป็นแบบนี้มาตลอด เลยคิดว่าผมน่าจะเจอการแบ่งเวลาที่เหมาะกับตัวเองแล้วครับ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมเชื่อในเรื่องนาฬิกาของชีวิตมากขึ้น ว่าแต่ละคนมีกรอบเวลาในการเดินของตนเอง จะเร็วบ้าง จะช้าบ้างก็ไม่เป็นไร แต่อย่าให้นาฬิกาของคนอื่นมาขีดเส้นเวลาชีวิตของเราครับ

phd2.jpgสิ่งที่ยากที่สุด ในการเรียนปริญญาเอกคืออะไร

ผมว่าสิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนปริญญาเอกคือการบอกตัวเองว่าให้เดิน เดินไปเรื่อยๆ ทั้งที่เราไม่รู้ว่าเรากำลังเดินไปไหน แต่เราต้องบอกตัวเองว่า ให้เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ในจังหวะและความเร็วที่คิดว่าเราจะสามารถประคองตัวเองไปให้ถึงฝั่งโดยไม่ล้มไปเสียก่อนครับ

ถ้าหากถามว่าผมเจอปัญหาอะไรที่หนักมากที่สุดในตอนเรียนปริญญาเอก ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์ครับ คือก่อนมาเรียนผมได้ตกลงใช้ชีวิตกับคนคนหนี่งและมีพันธะสัญญาต่อกันว่า หลังเรียนจบจะได้สร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ ซึ่งข้อตกลงนี้เป็นที่รับรู้ของทั้งสองครอบครัวครับ

แต่ด้วยความห่างไกลของระยะทาง เวลาที่แตกต่างกัน บริบทที่เปลี่ยนไป จึงทำให้มีช่องว่างที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดความไม่ชัดเจนในความสัมพันธ์ ผมว่ามันลำบากมากที่จะบอกว่าใครถูกหรือผิดเพราะเป็นเรื่องของคนสองคน แต่ปัญหานี้มันก็ส่งผลมากจนทำให้ชีวิตการเรียนปริญญาเอกของผมสั่นคลอนไปเยอะ

phd8.jpg

ในช่วงปีที่เกิดเรื่อง แม้ภายนอกผมจะดูปรกติ แต่ผมกลายเป็นคนเก็บตัวมากขึ้น เข้าสังคมน้อยลง ตื่นเช้ามาแค่ปั่นงานให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อตกเย็นก็ต้องดื่มให้หนักที่สุดเผื่อที่จะหลับไปให้ง่ายที่สุดเช่นกัน น้ำหนักทะยานพุ่งขึ้น ผมไม่ปริปากบอกใครในสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งคนในเมืองเดียวกัน รูมเมท และเพื่อนที่มหาวิทยาลัยก็ล้วนแต่ไม่มีใครรู้ ว่า ณ ตอนนั้นผมแทบไม่ค่อยไหวแล้ว นี่รวมถึงพ่อแม่ซึ่งผมไม่ได้บอกเพราะผมรู้ว่าพวกท่านจะเป็นห่วงผมที่สุด

ไม่รู้ว่าโชคดีหรือไม่ ผมสามารถผลักตัวเองให้ทำร่างแรกของวิทยานิพนธ์เสร็จและส่งให้ที่อาจารย์ปรึกษาดู ในวันที่ผมเดินเข้าไปคุยความคืบหน้า อาจารย์ที่ปรึกษาผมถามว่าผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมตอบท่านด้วยรอยยิ้ม

จังหวะนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาถามผมอีกครั้งว่า “นี่ยิ้มจริงๆ หรือ เพียงแค่ยิ้ม” ผมได้ยินแค่นั้น ผมแทบกลั้นน้ำตาตัวเองไม่ได้ มันเหมือนมีคนมาแตะเข้าไปจังๆ ที่ความรู้สึก วันนั้นเป็นวันแรกที่ผมเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้ใครสักคนฟัง

phd4

และผมเข้าใจเลยว่าผมโชคดีมาก ที่ผมได้ “ครู” ดี เพราะนอกจากจะสังเกตถึงปัญหาส่วนตัวผ่านงานเขียนของผมแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษายังใช้เวลาร่วม 4 ชั่วโมงในการให้แนวทางผมสำหรับรื้อวิทยานิพนธ์ใหม่ทั้งเล่ม ที่หากพูดแบบสายวิทยาศาสตร์ นี่เป็นวิทยานิพนธ์ที่ผลการทดลองล้มเหลว ซึ่งเท่ากับว่า ปัญหาของความสัมพันธ์มันก็ส่งผลค่อนข้างมากต่อการเรียนเช่นเดียวกัน

ผมคิดว่าแต่ละคนล้วนแล้วแต่เจอปัญหาและอุปสรรคที่แตกต่างกัน ปัญหาที่ผมเจออาจจะเป็นปัญหาเล็กๆของใครหลายๆคน แต่ผมว่าวิธีการจัดการกับปัญหาที่เข้ามานี่สำคัญมากครับ

phd5.jpgผ่านด่านปัญหาในการเรียนมาได้อย่างไร

เอาเรื่องการจัดการความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวก่อนนะครับ ผมว่า ก่อนอื่นเลยคือการยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันได้เกิดขึ้นจริงและได้จบลงแล้ว การยอมรับถึงปัญหาเหล่านั้นจะช่วยให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดได้ดีกว่าการพยายามลืมครับ

หลังจากยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ได้แล้ว ผมปรับตัวเองใหม่ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการสร้างสมดุลย์ระหว่างการเรียน การงานและการใช้ชีวิต ออกกำลังกายบ่อยครั้ง กินอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้อยลง ทำให้น้ำหนักลงไปเยอะเลยครับ

แม้ตัวผมเองจะไม่ค่อยบ่นพร่ำเพรื่อ แต่เมื่อสังเกตอารมณ์ตัวเองว่ามีความกังวลแล้ว ผมจะพูดคุยและระบายสิ่งที่ผมรู้สึกให้คนรอบข้างฟัง โดยเฉพาะเพื่อนสนิท รวมถึงปรึกษานักจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยซึ่งมีให้บริการสำหรับนักศึกษา ผมว่าการรู้จักแสวงหาความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมในเวลาที่จำเป็น มีความสำคัญมากสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกครับ

นอกจากนี้ ผมว่าการคิดบวกและยิ้มรับกับสิ่งที่เข้ามาก็มีความจำเป็นครับ ผมยังคงมีความหวังและเป้าหมายให้กับชีวิตเหมือนเดิม แต่ก็ยินดีกับความล้มเหลวและความผิดหวังที่ช่วยหล่อหลอมผมให้กลายเป็นคนใหม่ที่เข้มแข็งมากขึ้นครับ

phd1.1อะไรคือบทเรียนสำคัญ ที่ปริญญาเอกให้กับคุณ

ผมว่า บทเรียนที่สำคัญที่สุดของชีวิตปริญญาเอกคือ คือกระบวนการการเรียนรู้ที่จะผิดหวัง

เวลาเรามีความตั้งใจที่จะผลิตงานสักชิ้น เราจะแน่วแน่มากๆ และเมื่อทำสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเอง ความเป็นอัตตาที่ถ่ายทอดลงไปในงานจะมีสูงมาก มากจนคิดว่า งานที่เราทำคือที่สุดแล้ว บางคนอาจเลยเถิดไปจนคิดว่าเก่งและรู้มากกว่าคนอื่น

ดังนั้น วิธีการกำหราบความคิดนี้ คือการนำงานของเราเข้าไปถูกทดสอบ ไปถูกวิพากษ์ ไปถูกตั้งคำถาม จากทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาบ้าง กรรมการภายนอกบ้าง เป้าหมายของกระบวนการนี้คือการฝึกให้เราเรียนรู้ที่จะแพ้ จะผิดหวัง จะปรับแก้งานตามคำแนะนำ และที่สำคัญจะผสมผสานระหว่างความเป็นตัวเองและความเป็นผู้อื่นในงานของเราได้อย่างไร

ผมว่าท้ายที่สุด หัวใจของการเรียนปริญญาเอกคงจะเป็น การที่เราเข้าใจงานของเราให้มากและซับซ้อนที่สุด และในขณะเดียวกันเราต้องทำให้คนอื่นเข้าใจงาของเรา ให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว คิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ

อย่างแรกเหรอครับ ผมคงจะกลับบ้านไปกราบพ่อและแม่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งสองท่านคือคนที่อยู่เคียงข้างผมในทุกช่วงการตัดสินใจ ตั้งแต่การเลือกเรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศส สมัยมัธยมฯปลาย หรือแม้กระทั่งการตัดสินในเรียนเกี่ยวกับอินเดีย

ซึ่งผมต้องขอบคุณพ่อและแม่ที่ให้อิสระผมในการเลือกตัดสินใจในทุกเรื่องด้วยตัวเอง และอดทนต่อคำถามถึงอนาคตของผมที่คนรอบข้างถามเข้ามาอย่างถาโถม หลังจากนั้นคงทยอยไปหาเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ครูบาอาจารย์ที่คอยให้กำลังใจครับ

phd6.jpgมีคำแนะนำอะไรสำหรับคนที่สนใจสมัครเรียนปริญญาเอก

สิ่งแรกที่ผมอยากแนะนำในการเตรียมตัวเพื่อเข้าศึกษาในระดับปริญญาเอกคือ การเขียนเหตุผลว่าทำไมถึงอยากเรียนและอยากเรียนเกี่ยวกับอะไร เพราะเมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกท้อ จะได้กลับมาย้อนอ่านเหตุผลที่เคยให้กับตัวเองไว้เพื่อสร้างกำลังใจ ผมคิดว่า Passion คือสิ่งสำคัญที่สุดในการศึกษาระดับนี้ และจะเป็นสิ่งที่ประคองให้เราสามารถเดินไปจนถึงฝั่งได้

หลังจากแน่วแน่แล้วว่าจะเรียนปริญญาเอก วิธีการสมัครเข้าศึกษาผมคิดว่ามี 2 ทางใหญ่ๆครับ คือช่องทางที่ 1 ผ่านการสมัครเข้าไปในโครงการวิจัย ที่อาจารย์ในแต่ละมหาวิทยาลัยมองหานักศึกษาเข้าไปร่วมทำงานด้วย ในส่วนนี้เราสามารถสามารถยื่นใบสมัครของเราตามประกาศได้เลยครับ แต่ข้อเสียคือหัวข้อที่มีให้อาจจะไม่ตรงใจกับสิ่งที่เราอยากทำ

ช่องทางที่ 2 ซี่งเป็นวิธีที่ผมเลือกใช้ในปัจจุบัน คือเลือกเรื่องที่ใช่ และไปแสวงหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่ชอบ แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นต้องพยายามคิดให้ตกผลึกถึงหัวข้อวิจัยที่เราจะทำ อาจขอความคิดเห็นจากอาจารย์สมัยปริญญาตรีหรือปริญญาโท เพื่อมาปรับปรุงแนวทางด้วยครับ เมื่อได้หัวข้อที่คมชัดแล้ว ก็เตรียมเค้าโครงงานวิจัยของเราให้เรียบร้อย เพื่อส่งไปยังว่าที่อาจารย์ที่ปรึกษาของเราในอนาคต หากได้รับการตอบรับจากอาจารย์ที่ปรึกษาก็ดำเนินการสมัครเข้าศึกษาต่อได้เลยครับ

และเมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว ต้องฝึกตัวเองให้เป็น Independent Scholar คือสามารถที่จะวางแผนและกำหนดทางเดินของตนเอง ไปพร้อมๆกับการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ผมว่าหลักๆของการเรียนปริญญาเอกคงเตรียมตัวประมาณนี้ครับ

phd1.1…………………..
เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณข้อคิด ประสบการณ์ ที่ล้ำค่า จากคุณหนุ่ม ปิยณัฐ สร้อยคำ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจจะก้าวเดินบนเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนี้ หรือสำหรับผู้ที่กำลังอยู่ระหว่างเส้นทางนี้ และเราขอส่งกำลังใจให้กับคุณหนุ่มในช่วงโค้งสุดท้ายของการเรียนปริญญาเอก มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกัน

เลือกเรียนต่อปริญญาเอก สาขาอะไรดี?


คำถาม: การเรียนต่อปริญญาเอก จะต่อสาขาอะไรก็ได้ หรือว่าต้องเป็นสาขาที่ต่อเนื่องจากปริญญาโทคะ ขอบคุณค่ะ
คำตอบ: การเรียนปริญญาเอกคือการเรียนที่เฉพาะเจาะจง หากมีพื้นฐานความรู้ปริญญาตรีและโทในสาขาวิชาเดียวกันเป็น background อยู่ ก็จะทำให้การเรียน “ง่าย” ขึ้น ในแง่ความเข้าใจ องค์ความรู้ หรือ ศัพท์วิชาการต่างๆ ที่คุ้นเคยอยู่

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่จำเป็นเสมอไป อาจจะเปลี่ยนสาขาก็ได้ เพราะในระดับปริญญาเอก หัวข้อวิจัยที่สนใจ มีความสำคัญและจะเป็นตัวกำหนดว่าผู้เรียนควรเรียนสาขาใด
ผู้สมัครควรพิจารณาเหตุผลให้ชัดว่า ทำไมจึงเปลี่ยนสายการเรียน และถ้าต้องอ่านและทำงานหนักเพิ่มขึ้น จะโอเคมั้ย แต่ถ้าใจรัก สนใจ ในหัวข้อวิจัยในสาขาใหม่นี้ ก็สามารถทำได้

อีกทั้งควรพิจารณาด้วยว่า สาขาที่เปลี่ยนนั้น เปลี่ยนมาก หรือยังอยู่ใน area ใกล้เคียงสาขาเดิม และการเปลี่ยนนี้จะส่งผลต่อการสมัครงานในอนาคตหรือไม่ หมายถึง งานที่อาจต้องการการจบวุฒิตรี โท และเอกในสาขาเดียวกัน

หากพิจารณาแล้วเห็นว่าการเปลี่ยนสาขาวิชาในปริญญาเอก จะตอบโจทย์ชีวิตของเราในปัจจุบันและในอนาคตมากที่สุด ก็สามารถเปลี่ยนได้ค่ะ

สุดท้ายก็ต้องดูด้วยว่ามหาวิทยาลัย/คณะ ที่สมัคร เขารับเข้าเรียนหรือไม่ ถ้าเขารับก็แสดงว่าผู้สมัครสามารถเรียนได้ มีโอกาสจบได้ และสำเร็จได้ค่ะ

พิจารณาให้รอบด้าน มีเหตุผลรองรับการตัดสินใจของตัวเอง ขอให้โชคดีค่ะ 🙂
เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD

คำถาม-คำตอบกับเพจก็แค่ปริญญาเอก :: แนะนำที่เรียน

#คำถาม: สวัสดีครับ ช่วยแนะนำที่เรียนป.เอก ในไทยแบบเรียนไม่หินมากได้ไหมครับ?
หรือ ถ้าไปเรียนที่ออสเตรเลียจะจบง่ายกว่าไหมครับ?
มีที่ไหนที่ง่ายที่สุดไหมครับ? ช่วยตอบด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

#คำตอบ: “เรียนแบบไม่หินมาก” “ง่ายกว่าไหม” “ง่ายที่สุด”
แต่ละคนให้นิยามและมีมุมมองที่ไม่เหมือนกันค่ะ !!
ลองถามตัวเองดูอีกครั้งว่าจะเรียนปริญญาเอกไปเพื่ออะไร
ถ้าต้องการพัฒนาตัวเอง “ความง่าย” ไม่ใช่ประเด็นหลักในการนำทางค่ะ

เพราะถ้าเริ่มต้นจากการหา “ความง่าย” จาก ปริญญาเอก ไม่น่าใช่ค่ะ
ปริญญาเอกไม่ใช่การเรียนภาคบังคับ
ลองกลับไปถามใจตัวเองดูว่า จะเรียนปริญญาเอกไปเพื่ออะไร
ขออนุญาตตอบตรงๆ แต่อยากให้คิดว่าเป็นการแชร์ต่างมุมแล้วกันค่ะ 😊

ถามใจตัวเองดูอีกสักครั้ง
เพราะการเรียนปริญญาเอก เป็นการลงทุนที่ยาวนาน
ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเงิน แต่หมายถึงทุกอย่าง

ความต้องการจากภายในของตัวเอง
และการเริ่มต้นที่ถูกต้อง
จึงจะพาเราไปถึงจุดหมาย
และมีความสุขตลอดการเดินทาง

ขอให้โชคดีค่ะ 😊

คำถามคำตอบกับเพจก็แค่ปริญญาเอก: การเลือกสถาบันเพื่อศึกษาต่อ

รวบรวมคำถามจากหลังไมค์มาแบ่งปันหน้าไมค์ค่ะ…
คำถาม: สวัสดีค่ะ เพจก็แค่ปริญญาเอก มีเรื่องอยากขอคำแนะนำค่ะ คือ มีความตั้งใจ มุ่งมั่น และอยากที่จะเรียนปริญญาเอกมาก พร้อมทั้งที่บ้านก็สนับสนุนให้เรียนอย่างเต็มที่ แต่ในสาขาที่สนใจจะเรียนต่อ มีเปิดรับหลายที่ หลายสถาบันอยากขอคำแนะนำว่า เราควรจะเลือกสถาบันที่จะเรียนต่ออย่างไรดีคะ เราควรใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสินใจดี

เพราะเท่าที่ทราบมาทุกสถาบันต่างก็มีจุดเด่น-จุดด้อยแตกต่างกันไป เมื่อมองภาพรวมแล้ว แต่ละสถาบันดีสูสีกันเลยค่ะ ทำให้ยากแก่การตัดสินใจที่จะเลือกเรียนต่อค่ะ รบกวนขอคำแนะนำด้วยนะคะ ขอบคุณมากเลยค่ะ

คำตอบ: จากคำถามที่ถามถึง การเลือก “สถาบัน” เพื่อเรียนต่อปริญญาเอก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญทีเดียว เพราะ สถาบันที่ดี มีคุณภาพ ก็จะสามารถประสิทธิประสาทวิชาที่ดี มีสิ่งแวดล้อมและระบบที่เอื้ออำนวยนำพาให้ผู้เรียนได้พัฒนาตัวเองและสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพได้

เกณฑ์ในการเลือกโดยทั่วไป ก็ควรดู ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะสาขาวิชาที่จะศึกษา คุณภาพของอาจารย์ที่ปรึกษาที่จะทำวิจัยด้วย คณาจารย์ผู้สอน เพื่อนร่วมชั้นเรียน อัตราการจบของนักศึกษารุ่นก่อนๆ ระยะเวลาที่นักศึกษารุ่นก่อนๆใช้ในการสำเร็จปริญญาเอกโดยเฉลี่ย และคุณภาพของงานวิจัยว่าเป็นที่ยอมรับมากน้อยเพียงไร

นอกจากนี้ ผู้เรียนมีหน้าที่ศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึง ลักษณะและรูปแบบการเรียนการสอนของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจมีความต่างกันในรายละเอียด เช่น ใช้ระบบอังกฤษที่เน้นเฉพาะวิจัย หรือ ระบบอเมริกันที่มีการเรียนการสอน มีการสอบวัดคุณสมบัติ ก่อนการทำวิจัย

อีกทั้งต้องศึกษาด้วยว่าระยะเวลาการจัดการเรียนการสอนเป็นแบบในเวลา (full-time) หรือ เป็นช่วงเย็นวันธรรมดา หรือ วันเสาร์-อาทิตย์ (part-time) ฯลฯ

สุดท้าย ให้เลือกสถาบันที่เหมาะกับผู้เรียนที่สุด ก่อนเลือกทุกอย่างอยู่ในมือเรา หากเลือกไปแล้ว ก็ต้องว่ากันไปตามนั้น อยากให้ใช้เวลาให้นานในช่วงเลือก เพื่อที่จะได้ไม่เสียใจในภายหลังค่ะ

เห็นผู้ถามใช้คำว่า “ดีสูสี” อยากให้ลองเขียนบนกระดาษว่า แต่ละที่ มีข้อดี/ข้อเสียอะไรบ้าง เพราะบางทีเมื่อเห็นรายละเอียดต่างๆปรากฎบนกระดาษจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้น่าจะนำไปปรึกษาผู้ที่สามารถให้ข้อมูลสำคัญ เฉพาะเจาะจงกับเรื่องนี้อีกสัก 2-3 คนด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจของเราเหมาะสม ถูกต้องแล้ว

ขอให้โชคดีในการเริ่มต้นค่ะ

#เพจก็แค่ปริญญาเอก #JustaPhD

‎คำถามปริญญาเอก ::: ‪‎คำถามประจำวัน

12227591_1651116701811732_2140955658537636645_n

คำถาม:

สวัสดีครับ พี่ๆทั้งสอง ผมกำลังเรียนปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์ ตอนนี้มีปัญหาหนักหน่วงในการทำธีสีส แก้ปัญหามานานแล้วไม่ได้สักที จนท้อ ไม่อยากทำ ไม่อยากเรียน จะลาออกแล้วครับ ผมอยากถามว่าพี่ทั้งสองผ่านจุดนี้มายังไงครับ ผมหมดไฟแล้วจริงๆครับ ปัญหาที่หนักหน่วงตอนนี้ มีอยู่ 4 ข้อด้วยกันครับ

1) หาวิธีในการทำแลปไม่ได้ ทำหลายวิธีแล้ว ไม่ได้ผลตามที่ต้องการสักที จนรู้สึกท้อครับ

2) หมดไฟ หมดกำลังใจ เพราะตอนช่วงที่ได้ทุน ได้ใช้พลังที่มีทั้งหมด ทำแลปให้สามารถเขียนรายงานความก้าวหน้าด้วยความรีบเร่ง จนทำรายงานปิดทุนเสร็จครับ และตอนนี้เลยรู้สึกหมดแรงมาก

3) ได้รับแรงกดดันจากทุกคน อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม โดนดุบ่อยมากครับ

4) ผมชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เช่น ทำไมคนนี้ทำได้ เราทำไม่ได้ อะไรประมาณนี้ ผมรู้นะครับว่ามันไม่ดี พยายามไม่คิดแต่มันเลิกไม่ได้ ร้ายที่สุดถึงกับมองว่าตัวเองไม่ควรเรียนปริญญาเอก ความรู้ไม่ถึง วิเคราะห์ผลไม่ได้ ผมควรทำยังไงให้เลิกคิดดีครับ ผมไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย คิดมากอีกด้วย

คำตอบ:

ท้อ หมดไฟ หมดกำลังใจ หมดแรง กดดัน เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับปริญญาเอก หมดความมั่นใจในตัวเอง และคิดมาก

ปัญหาฟังดูคุ้นๆไหมคะ? สำหรับแอดมินปัญหาเหล่านี้คุ้นมาก อ่านแล้วรู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปในวันที่มืดมิดวันนั้นของตัวเองเลยค่ะ

ก่อนอื่นอยากปลอบใจผู้ที่ถามมาก่อนนะคะว่า “It is perfectly OK not to feel OK.”

ผู้เรียนปริญญาเอกเกือบทุกคนย่อมมีช่วงเวลาแบบนี้นะคะ (ใครไม่เจอ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก อิอิ..)

ประเด็นสำคัญคือผู้เรียนต้องไม่ติดอยู่กับความรู้สึกแบบนี้นานจนเกินไป

เราต้องสามารถพาตัวเองออกมาจากกับดักและวังวนของความคิดและความรู้สึกด้านลบนี้ให้ได้โดยเร็ว

เราต้องมี ‪#‎Resilience ‪#‎ความยืดหยุ่น ‪#‎ความสามารถในการคืนกลับสู่สภาพเดิม หลังจากถูกโค้ง งอ กด ทับ ยืด ‪#‎ความสามารถในการฟื้นสภาพจากอาการป่วย ผิดหวัง ซึมเศร้า เคราะห์กรรม ความทุกข์ต่างๆนานา

‪#‎เพราะความยืดหยุ่นเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเรียนปริญญาเอกให้สำเร็จ

ทุกเหตุการณ์ที่ว่าแย่ ที่ว่าร้าย มันมีที่แย่กว่านี้ ร้ายกว่านี้ และเคยเกิดขึ้นในชีวิตจริงของผู้เรียนปริญญาเอกหลายๆคน

ผู้ที่ยืดหยุ่น กลับคืนสู่สภาพเดิมได้เร็ว เท่านั้น คือ ผู้สำเร็จ

ไม่ว่าจะเป็น

ผลแล็ปล้มเหลว

อาจารย์ที่ปรึกษาขีดฆ่างานด้วยปากกาจนเต็มหน้ากระดาษ (กระทั่งแอบงงว่านั่นคือสงครามกลางเมืองบนกระดาษ หรือมันคืออัลลัย?)

กรรมการวารสารฯปฏิเสธการตีพิมพ์เปเปอร์เป็นครั้งที่ 7

อาจารย์ให้แก้ไขงานด่วนจนต้องล้มเลิกแผนพาครอบครัวไปเที่ยว

หรือ ผลการสอบป้องกันคือผ่านโดยมีเงื่อนไขให้ไปปรับแก้ขนานใหญ่ อาจเป็น กรอบแนวคิดที่ผิดทั้งหมด หรือ ระเบียบวิธีวิจัยที่ผิดทั้งหมด เฮือก !!

เพราะชีวิตจริงปริญญาเอก ไม่ใช่ นิทานเจ้าชายเจ้าหญิง

Once upon the time…

ที่มีเนื้อหาสั้นๆ คาดเดาเนื้อเรื่องได้ ตัวเอกของเรื่องพบเจอความโหดร้ายหนึ่งครั้ง เอาชนะได้เสมอ และในที่สุด เจ้าชายเจ้าหญิงก็ครองคู่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป…

…and they lived happily ever after.

ผู้เรียนปริญญาเอกจำนวนมาก ไม่ได้มีชีวิตดี๊ดี แบบเจ้าชายเจ้าหญิงในนิทาน

ไม่มีใครสามารถคาดเดา เอาแน่ เอานอน กับ ชีวิตปริญญาเอกได้

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้เรียนต้องกังวล จมทุกข์ สังหรณ์ และคอยระแวดระวังกับเหตุการณ์ร้ายๆ ที่หวั่นว่าอาจเกิดขึ้นตลอดเวลา

ความไม่แน่นอนนี้แหละ คือโอกาส ที่ทำให้เราตระหนักรู้ว่า เราจำเป็นจะต้องอยู่ให้มีความสุขในทุกๆวันมากกว่า

เหตุการณ์ตรงหน้าหรือภายภาคหน้าคืออะไรไม่สำคัญ เท่ากับว่า เราจะมี “วิธีจัดการ” กับเหตุการณ์นั้นๆอย่างไรมากกว่า

อยู่ที่เราจะเลือกมองว่า…

ชีวิตปริญญาเอก เต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านลบ ที่ทำให้เราท้อ ถอย หมดไฟ และหมดแรง

หรือเราจะเลือกมองว่า ชีวิตปริญญาเอกเต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านบวกที่ยาก และเป็นพื้นที่แห่งโอกาสให้เราฝึกฝนความอึด ทรหด ทนทาน

เพราะความยากไม่จำเป็นต้องหมายถึง แย่ เจ็บปวด หรือ ทุกข์ทรมาน เสมอไป

ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ด้านลบ หรือ ประสบการณ์ด้านบวกที่ยาก

ประเด็นสำคัญ คือ เราต้องผ่านประสบการณ์เหล่านี้ไปให้ได้ เพราะถ้าเราผ่านไปได้ ก็เท่ากับว่าเราได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญบทหนึ่งในชีวิต ทักษะต่างๆที่ฝึกฝนมาดีแล้ว อาจจำเป็นต้องนำไปใช้อีกในอนาคต

การผ่านปัญหาไปได้ คือ การเคลียร์ทุกปัญหา เผชิญหน้าทุกเหตุการณ์แบบตัวต่อตัว อย่าเก็บ หมักหมม ดองเค็ม ไว้ในใจ เพราะทุกสิ่งที่ค้างอยู่จะขวางชีวิตเราไม่ให้ไปต่อ

ทุกปัญหาเป็นเรื่อง “ปกติ”

กล้าหาญ ยอมรับ ใช้ทุกปัญหาเป็นฐานในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตทางปัญญา อารมณ์ และจิตวิญญาณ

อย่าใช้พลังไปกับการรักษาหน้า รักษาภาพพจน์ อับอาย อัปยศอดสู ทุกข์เพราะให้ความสำคัญกับปัจจัยแวดล้อมภายนอกมากเกินไป

ทุ่มเทพลังงานไปกับการเรียนรู้ เข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง หาทางออก เคลียร์ทุกปัญหาแบบแมนๆ

เพราะเมื่อเราผ่านไปได้ เราจะกลายเป็นคนใหม่ที่ฉลาดขึ้น เข้าใจตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และเข้าใจความหมายของการดำรงอยู่มากขึ้น

วันนี้ หากเจอปัญหา เลือกที่จะท้อ ถอย ล้ม แบนราบ กู่ไม่กลับ หรือ เลือกที่จะกลับฟื้นคืนสู่สภาพเดิมให้ไว

#เพราะความยืดหยุ่นเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเรียนปริญญาเอกให้สำเร็จ

‪#‎เพราะชีวิตปริญญาเอกไม่ดี๊ดีเหมือนในนิทาน

 

แอดมินขอขอบคุณสำหรับตัวอย่างคำถามจริงที่หยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา ขออนุโมทนาบุญในการแชร์เรื่องราว ในกรณีที่หยิบยกเรื่องราวต่างๆทางหลังไมค์ขึ้นมาบนหน้าเพจ แอดมินจะไม่ระบุชื่อ ไม่ระบุสถาบันใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ

Credit photo: http://www.mormontemplepics.com/13069/happilyeverafter