ดร. พรพรรณ วิรัช ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แขกรับเชิญที่หอบเอาความสดชื่นสดใสมาพบเราวันนี้ เป็น ดร. สาวสวย เจ้าของโรงเรียนกวดวิชาในจังหวัดเชียงใหม่ เธอสำเร็จการศึกษาด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร จาก มช. เราเชื่อว่าข้อคิดและมุมมองจากเธอ จะทำให้คุณมีกำลังใจฝ่าฟันไปให้ถึงปริญญาเอก…

แนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อพรพรรณ วิรัช ชื่อเล่นชื่อ หนู ค่ะ ปัจจุบันเป็นเจ้าของสถาบันกวดวิชา Future Learning Center เชียงใหม่ค่ะ ได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วิศวกรรมกระบวนการอาหาร) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร แขนงวิศวกรรมกระบวนการอาหาร) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ค่ะ

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

ต้องเกริ่นก่อนว่า ตอนเรียนปริญญาโท ตัวเองรู้สึกว่ามีความสุขมากตอนเรียนหนังสือ ตอนทำวิจัย ตอนเขียนผลการทดลอง ตอนได้คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมาย แต่พอเรียนจบกลับมีความรู้สึกปริ่มอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งหลังจากจบปริญญาโทได้ประมาณ 1 ปี ก็ได้ทราบข่าวจากอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งว่า สาขาวิศวกรรมอาหาร มช. กำลังจะเปิดหลักสูตรปริญญาเอกเป็นครั้งแรก สนใจเข้ารับการศึกษาหรือไม่ ก็เลยตอบอาจารย์ท่านนั้นอย่างไม่ลังเลเลยว่า ตกลงค่ะ เรียนค่ะ

ตอนนั้นเรารู้สึกว่า เรามีความสุขกับการได้เรียนรู้ในตำรา ที่เราค้นพบว่า มีเรื่องสนุกให้ได้รู้ ได้ค้นพบ ตอนนั้นคือเรามี Passion กับการเรียนมาก ๆ อยากเรียนรู้ อยากทดลอง ที่สำคัญอยากที่จะท้าทายตนเองว่า เราจะไปได้ไกลแค่ไหนกัน เหมือนเป็นการตัดสินใจลงสนามแข่ง แต่ไม่ได้แข่งกับใคร คนที่แข่งด้วยคือ ตัวเอง นี่แหละค่ะ

ทำ thesis เรื่องเกี่ยวกับอะไร

เรื่อง Heat penetration and retrogradation during storage of legumes mixed brown glutinous rice product packed in retort pouch and can เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการถ่ายโอนความร้อนในผลิตภัณฑ์ข้าวเหนียวกล้องผสมถั่ว โดยเริ่มศึกษาตั้งแต่คุณสมบัติเบื้องต้น การพัฒนาสูตร การฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และศึกษาแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ ด้วยเทคนิคพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ มาเป็นเครื่องมือ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการถ่ายโอนความร้อน

ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 6 ปีค่ะ เป็นการเรียนที่ยาวนานมากค่ะ เพราะนอกจากงานวิจัยที่ทำจะยากมากแล้ว ก็ยังต้องแบ่งเวลาเรียน และทำงานไปพร้อมกันด้วย เพราะตอนนั้นก็เริ่มทำงานเป็นติวเตอร์แล้วค่ะ จึงต้องจัดสรรเวลา เพื่อทำทุกอย่างให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดค่ะ

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด  

ต้องขอขอบคุณโชคชะตา หรืออะไรก็ตามที่ทำให้ได้พบกับอาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมที่ดีมากๆ ค่ะ นอกจากจะให้คำปรึกษาในเรื่องงานวิจัยแล้ว ก็ยังเป็นที่พึ่งทางใจด้วยค่ะ เวลาท้อแท้ งานวิจัยไม่เป็นไปตามที่หวัง ผลแลปเฟล อาจารย์ที่ปรึกษาก็ยิ้ม และอยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจตลอดค่ะ

ดังนั้นปัญหาที่หนักที่สุดก็คงเป็นเรื่องการศึกษาแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ ด้วยเทคนิคพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับตัวเอง จึงต้องใช้เวลาในการศึกษานานมาก แอบท้อ แอบร้องไห้บ่อยมาก แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็คงพูดกับตัวเองว่า “เราคือเธอในอนาคต สู้ ๆ นะ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน” เพราะในเมื่อเราพยายามที่สุดแล้ว ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ ก็จะเลือกทำเหมือนเดิมอยู่ดี เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้แล้วในตอนนั้นค่ะ

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

คิดว่าเพราะตัวเองเป็นคนคิดบวก ไม่กดดันตัวเอง ปัญหาทุกอย่างต้องมีทางออกเสมอ แต่อาจต้องใช้เวลาค่ะ ด้วยความที่เป็นติวเตอร์สอนเด็ก ๆ เยอะมาก วันนึงมีเด็กมาถามว่า “สงสารครูจังที่ต้องมาสอนหนู หนูโง่มากเลยค่ะ” อยากจะบอกว่าคำพูดนี้เป็นคำพูดที่ติดอยู่ในใจตลอดมา และเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองเรียนจนจบได้

ตอนนั้น ตอบเด็กคนนั้นไปว่า “ไม่มีใครโง่หรอก คนเราแค่มีความถนัดต่างกัน เรื่องง่ายสำหรับคนอื่น อาจเป็นเรื่องยากสำหรับเรา แต่เรื่องง่ายสำหรับเรา อาจเป็นเรื่องยากสำหรับคนอื่น แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราพยายาม เราจะพัฒนาได้ และถ้าพยายามจนถึงที่สุดแล้ว ผลจะเป็นยังไง ก็จะไม่เสียใจเลย”

หลังจากนั้น ก็เลยย้อนกลับมาดูตัวเองว่าพยายามมากพอหรือยัง ทำได้ดีกว่านี้อีกไหม แล้วก็ลงมือทำทุกอย่างให้ดีที่สุดค่ะ

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะ ความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไรบ้าง?

ตอบตรง ๆ ก็คือ ไม่ได้ใช้ความรู้ทางวิชาการเชิงลึกมาประยุกต์ให้กับงานที่ทำ แต่เป็นตรรกะ ทักษะ และกระบวนการคิดค่ะ

การเรียนปริญญาเอก ไม่ได้มีแค่เรียน และวิจัย แต่สิ่งที่ได้รับมากกว่านั้นคือ การจัดการความคิดให้เป็นระบบ การมองภาพรวมของสิ่งที่จะทำ รู้ว่าควรโฟกัสตรงจุดไหน การจัดลำดับการทำงาน การจัดการแก้ไขปัญหา ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาไม่ได้ในตำรา แต่เกิดจากการหล่อหลอมอย่างไม่รู้ตัว ที่เกิดขึ้นระหว่างทางในขณะที่กำลังศึกษาปริญญาเอกค่ะ และหนูคิดว่า นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ได้รับจากการเรียนปริญญาเอกค่ะ

สุดท้าย มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรไว้ให้ผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอก

การจบปริญญาเอก ไม่ได้เป็นดัชนีชี้วัดว่าคุณฉลาดกว่าคนอื่น แต่เปรียบเสมือนการเดินทางต่อไปอีกทาง ที่เราต้องเผชิญกับสิ่งใหม่ที่เราอาจจะไม่คุ้นชิน หรือต้องเรียนรู้ใหม่อยู่ตลอดเวลา มีอุปสรรคที่ต้องคอยฝ่าด่าน ซึ่งเป็นบททดสอบตัวเราเองว่าจะผ่านไปได้อย่างไรให้ถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ จริง ๆ เส้นทางแห่งการเรียนรู้มีเยอะแยะมากมายเลยค่ะ ไม่จำเป็นต้องเรียนต่อ ดร.ก็ได้ เดินไปตามทางที่เราชอบ มีความสุข และค้นหาสิ่งใหม่เสมอ เชื่อว่าสิ่งนี้แหละค่ะ คือการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ นั่นคือ การที่เราขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้าและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณแรงบันดาลใจและการถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของ ดร.หนูมากค่ะ

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อน ๆ คนอื่นกันค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s