ดร.ตูน อนัญญา โพธิ์ประดิษฐ์ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

วันนี้เพจก็แค่ปริญญาเอก ได้รับเกียรติจาก ดร.ตูน หรือ อาจารย์ ดร. อนัญญา โพธิ์ประดิษฐ์  ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ และกรรมการผู้รับผิดชอบหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี

ดร.ตูน ผ่านการศึกษาและวิจัยหลังปริญญาเอกจาก Center for Ecological Research ของ Kyoto University ประเทศญี่ปุ่น สำเร็จการศึกษา ปริญญาเอก Ph.D (Environmental Science) จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท M.Sc. (Environmental Science) จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ส่วนปริญญาตรี ดร.ตูนเล่าว่า มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าจะค้นพบตัวเอง เริ่มตั้งแต่ Med tech มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช

เรามาทำความรู้จักกับ ดร. ตูนกัน

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

อยากแยกเหตุผลเป็น 2 ประเด็น คือ 1. การเดินทางเพื่อแสวงหาการยอมรับนับถือ และ 2. การตามหาความเป็นตัวเองและการเดินทางค้นหาสิ่งที่ขาดตกบกพร่องในวัยเด็กที่ผ่านมา

ประเด็นแรก อาจารย์เองเกิดมาแปลกๆ อยากใช้คำว่าไม่ปกติ ในยุคสมัยที่ผู้หญิงข้ามเพศยังถูกมองว่าเป็นมนุษย์ประหลาด กระบวนการคิดในวัยนั้นค้นพบว่า การศึกษาที่สูงและการเป็นบุคคลที่มีค่าย่อมได้รับการยอมรับนับถือ เป็นการยากมากที่จะทำให้สังคมยอมรับนับถือคนกลุ่มนี้ได้อย่างบริสุทธิ์ใจ มันยากลำบากกว่าที่ผู้ชายหรือผู้หญิงทั่วไปทำหลายสิบเท่าจริง ๆ กว่าจะทำให้สังคมมองว่าเราดี

มันอาจมี 2 ทาง คือการประสบความสำเร็จอย่างมากทางการเงิน และอีกประการคือการประสบความสำเร็จอย่างมากทางการศึกษา หรือไม่ก็ทั้งสองทาง ในขณะนั้น ง่ายที่สุดคือ อาจารย์เลือกที่จะเรียน ให้สูงที่สุดในสาขาเราสนใจ

ประเด็นที่ 2 ในวัยเด็กที่อาจารย์เป็นเด็กเรียนเก่งมากมาย แต่กลับล้มเหลวในการมุ่งไปสู่จุดหมาย คำนี้อาจฟังดูแปลก อาจารย์จะกำลังพยายามอธิบายว่า ครอบครัวอาจารย์ น่ารักมากไม่เคยบังคับ ไม่เคย บงการ ให้เลือกที่จะทำ เลือกที่จะเรียนรู้ และผิดพลาดด้วยตัวเอง

ดังนั้น พื้นฐาน ปริญญาตรี จึงเห็นว่าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความคลั่งไคล้ ที่เร้าเข้ามาในขณะนั้น แต่อะไรล่ะที่ใช่ตัวเอง จนจบปริญญาโท จึงรู้ว่า เราน่าจะเหมาะกับ สาขาวิชานี้ เมื่อรู้ตัวก็ดูเหมือนจะช้าไปมาก เมื่อเพื่อนๆ หลายคน จบ ดร.  ไปแล้ว เพื่อนอีกหลายคนก็เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ บ้าง แต่ก็คิดว่า เราต้องไปต่อเพราะเราต้องปฏิบัติการตาม ประเด็นที่ 1 ไง

อาจารย์ตูนเริ่มเดินตามเป้าหมายอย่างไร

การเรียนปริญญาเอกเกิดขึ้นทันทีที่จบปริญญาโท ความที่เป็นคน ชอบป่า ชอบภู ชอบธรรมชาติ อาจารย์ มักมองย้อนรอยกับความเจริญ บางครั้งอาจดูเป็นคนในกลุ่มลัทธิต่อต้านความเจริญ อาจารย์อยากรู้ว่า การเดินเข้าไปใช้ชีวิต หมกตัวกลมกลืนอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีวิถีเดิมๆ เราจะมีความสุขจริงหรือไม่ จึงพัฒนาหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่แหวกแนวจากพี่ ๆ น้อง ๆ ชาวจุฬาในยุคนั้น

หัวข้อ Thesis คืออะไร

“ผลกระทบจากการคงอยู่ของชุมชนต่อพื้นที่ป่าอนุรักษ์โดยรอบ: กรณีศึกษาอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ”

หัวข้อนี้ถูกพัฒนาขึ้น ขณะนั้นได้ทุนแลกเปลี่ยนไปเป็น Exchange Ph.D. Student ที่ Tokyo Institute of Technology ประเทศญี่ปุ่น ครั้งแรกเขียนว่า จะทำในป่าผลัดใบเขตร้อน ทั้งประเทศ Professor เห็นหัวข้อและโครงร่าง ท่านถามว่า คุณจะเรียน Ph.D. หรือขอ Nobel prize แล้วในที่สุด ก็เป็นเรื่องนี้แหละ แต่เลือกทำเพียงพื้นที่เดียวใช้เวลาเก็บข้อมูลและเขียน paper อยู่ 2 ปี รวมทั้งหมด ก็ 4.5 ปี จบเร็วที่สุดในรุ่นเลยค่ะ ซึ่งก็หาได้ยากนะในจุฬา เรามักจบกันที่ 6-7 ปี (หัวเราะ)

ระหว่างเรียนพบเจอปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด

หนักที่สุดที่เจอคงเป็นช่วงที่เขียนงานวิจัยอยู่ที่โตเกียว ตอนอยู่ที่นั่น 1 ปี มันมีทั้งสนุกมากและทุกข์มากจริงๆ นะ การที่ต้องเร่งกับตัวเองให้ต้นฉบับบทความวิจัยเสร็จตามไทม์ไลน์ มันทำให้ไม่เคยได้นอนเต็มที่ หลับ ๆ ตื่น ๆ หวาดระแวง

เช่น เซนเซ ต้องการกราฟใหม่ในวันพรุ่งนี้ ต้องรื้อข้อมูลมากมาย รื้อแล้วแล้วรื้ออีก หรือเราต้องการ วิเคราะห์ข้อมูลอะไรบางอย่าง มันลึกซึ้งมากจนเราต้องร้องให้ออกมา ซ้ำแล้วซ้ำอีก

 แต่เมื่อเวลาผ่านไปย้อนกลับไปมองมันก็แค่เกมส์อะไรสักเกมส์ ที่เรากำลังเล่น และจะต้องผ่านมันไป เชื่อว่า ดร. หลายคนคงผ่านอารมณ์เช่นเดียวกันมากน้อยแตกต่างตาม professor เลยนะ ว่าเรากำลังมีใครเป็นแม่พิมพ์

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะพูดกับตัวเองว่าอย่างไร

มันคงมองย้อนกลับไปอย่าง ขำ ๆ และ ตลกในการเครียดเกือบตายเมื่อวันนั้น แต่วันนี้ของการมีชีวิตจริงกับหน้าที่การงานและการดำรงชีวิตอยู่มันยากและโหดร้ายกว่ามาก  

คิดว่าเพราะปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

การต้องการความยอมรับนับถือในตนเองและครอบครัว เป็นอันดับแรก ตอนนั้นไม่เคยคิดอะไรอีกเลยนอกจากอยากจบให้เตี่ย แม่ และทุกคนในครอบครัวดีใจ และความปราถนาอย่างยิ่งที่จะใช้คำว่า “ดร.” เพื่อการถูกยอมรับในสังคม

แรงผลักที่แรงกล้าที่จะใช้ “ดร.” นำหน้าของอาจารย์น่าจะมากมายกว่าคนหลายคน เพราะ อาจารย์ไม่ชอบเขียนคำนำหน้าว่า “นาย” จึงพยายามสุด ๆ  

ปัจจุบัน ได้ใช้ทักษะความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ อย่างไร

อาจารย์เรียนจบ ดร. ก็ อายุมากละ แต่ก็ได้พิจารณาว่า การที่เราทำอะไรมาหลายอย่างแล้วค่อยเจอตัวเอง มันเกิดประสบการณ์หลากหลายดีนะ  นอกจากกระบวนการ องค์ความรู้และทักษะเชิงวิชาการที่ซึมซับมาแบบ ไม่รู้ตัว และประสบการณ์ชีวิตนี่เองที่เราสามารถใช้ประมวลเข้ากับความเป็น ดร. และส่งทอดต่อให้กับนักศึกษาปริญญาเอก ที่เรากำลังสร้างให้เขาเหล่านั้นเป็นแบบเรา

อาจารย์โชคดีที่เมื่อเรียนจบเอกแล้วได้มีโอกาสเข้ามาดูแลหลักสูตรปริญญาเอก ทันทีซึ่งน้อยคนจะมีโอกาสแบบนี้ ยอมรับว่าเหนื่อยและยากมากที่จำเป็นต้องพานักศึกษาของเราให้ผ่านด่านต่างๆ ไปทีละขั้น ๆ เพื่อที่จะสร้างให้เป็น ดร. ที่ดี  ความรู้ในระดับปริญญาเอกมันใช้ได้จริงนะ อาจารย์ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองมากในทุกมุม ทั้งบุคลิกภาพโดยรวม และ connection ที่ดีที่ได้มาในขณะทำการศึกษาวิจัย  

มีข้อคิดอะไรอยากฝากสำหรับผู้เรียนปริญญาเอก

อยากบอกทุกคนว่า ความรู้ในระดับปริญญาเอก ที่ได้เก็บสะสมมา มันเหมือนเป็นขุมพลังจากข้างใน มันจะผลักดันให้เราพยายามต้องเข้าใจทุกสิ่ง ทั้งที่เกี่ยวกับเราโดยตรงและโดยอ้อม

เพราะเรากำลังถูกคาดหวังจากสังคมรอบข้าง ดังนั้น สภาวะข้างในของเรามันขับเคลื่อนให้แสวงหาความรู้ อย่างไรก็ตาม บางคนไม่ได้ใช้ความรู้ ที่เรียนมาในสาขาที่เกี่ยวข้อง แต่เชื่อเหลือเกินว่า ปริญญาเอกก็สร้างจิตสำนึกหนึ่งที่ผูกมั่นไว้ เสมอ เราจะมีกรอบการคิดการพิจารณาที่เป็นระบบได้ดี

แน่นอนในยุคสมัยปัจจุบัน การเรียน ดร. มีหลากหลาย ทั้งที่ยากที่สุดต้องการสร้างนักวิชาการแท้ๆ ออกมา กับอีกประเภทหนึ่งคือผู้หลักผู้ใหญ่ มาพัฒนาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำไปต่อยอดในงานของตนเอง ประเภทหลังอาจดู สบายๆ หน่อย อย่างไรก็ตาม ปลายทางที่ประสงค์คือจุดเดียวกัน คือผลลัพธ์แห่งความสำเร็จ และการค้นหาความศรัทธาในตนเองเป็นสำคัญ

การเป็น ดร. ที่แท้แล้วคือเหมือนรวงข้าวที่อ่อนน้อมเมตตา ดร. ที่ถูกฝึกมาดีจะลดอัตตาลง แต่เราก็มองเห็นมากมายที่ ดร. บางท่านมีอัตตาสูงขึ้น อันนั้นอาจารย์เรียกว่าไม่ได้รับการขัดเกลาอย่างแท้จริง

ข้อคิดประจำตัวที่อาจารย์ใช้อยู่เสมอคือพุทธศาสนสุภาษิต ที่กล่าวว่า

ลพฺภา ปิยา โอจิตฺเตน ปจฺฉา

ตระเตรียมตนให้ดีเสียก่อนแล้ว ต่อไปจะได้สิ่งอันเป็นที่รัก

เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่าของ อาจารย์ ดร.ตูน เป็นอย่างสูงค่ะ 

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ คนอื่นกัน…

One thought on “ดร.ตูน อนัญญา โพธิ์ประดิษฐ์ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

  1. สนใจการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกค่ะ ติดต่อมานะคะ จะรอ 🙂
    ย่อๆ: ผศ. ดร. มัทนา พี่เมย์ ค่ะ จบจาก University of Groningen, The Netherlands 🇳🇱 ตอนไปเรียนพกลูกไปเลี้ยงและเรียนไปด้วยอีกสองคนค่ะ ชีวิตทั้งการเลี้ยงเด็กแบบ Dutch culture และความสตรองแบบ Dutch PhD institutes มีมุมมองแชร์มากมายๆๆๆๆๆ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s