ดร.เฟรน ศิริอักษร จักรบวรพันธ์ ::: PhD in Communication Systems Engineering, University of Sussex, U.K.::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์

แขกรับเชิญคนล่าสุดของเพจก็แค่ปริญญาเอกเป็น ดร.สาวเก่ง ที่มีอายุเพียง 26 ปี เธอเพิ่งผ่านการสำเร็จการศึกษาจาก University of Sussex โดยใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอกของเธอเป็นอย่างไร ไปพูดคุยกับเธอกัน

j3.jpgแนะนำตัวนิดนึงค่ะ

ชื่อ ศิริอักษร จักรบวรพันธ์ หรือ เฟรน ค่ะ จบปริญญาตรีสาขา Telecommunication and Electronics Engineering จากมหาวิทยาลัยอัญสัมชัญ ระดับปริญญาโท MSc in Digital Communication Systems Engineering (with Distinction) จาก University of Sussex, U.K. ปริญญาเอก PhD in Communication Systems Engineering สาขา Fibre Optic Communication Engineering จาก University of Sussex, U.K.

ขอแสดงความยินดีด้วยกับความสำเร็จนะคะ ทราบว่าเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ เลย รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

ขอขอบคุณนะคะ สิ่งแรกที่รู้สึกเลยคือ ตื้นตันใจมากๆคะ รู้สึกภูมิใจกับตัวเองมากค่ะ เป็นการ
ยกภูเขาออกจากอกไปแทบทั้งหมดเลยค่ะ ทันทีที่ได้ยินผลการสอบ viva จาก examiners ว่า ขอแสดงความยินดีด้วย ดร. คนใหม่ (ยิ้ม)

ช่วยเล่าบรรยากาศตอนสอบ viva ให้เราฟังหน่อยค่ะ

สดๆ ร้อนๆ เพิ่งผ่านมาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้เองค่ะ คือเรามีเวลาก่อนเตรียมตัวไปสอบประมาณ 1 เดือนค่ะ แต่ยอมรับเลยว่า ณ จุดๆ นั้น เราไม่มีกระจิตกระใจอยากจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเลยค่ะ มีความรู้สึกว่า เหมือนมันไม่น่าจะยาก เราอ่อนล้ามากกับการทำปริญญาเอก เขียน report มาตลอด มีรุ่นพี่ส่งคำถามที่ใช้ในการสอบที่ผ่านมาให้เราเตรียมตัว แต่เรารู้สึกว่า ไม่อยากไปโฟกัสกับตัวอย่างคำถามเหล่านั้น

ช่วงก่อนสอบ เราไม่แตะหนังสือ ไม่อ่านอะไรทั้งนั้น ปล่อยไปเรื่อยๆ ไม่ซีเรียสกับมัน พอมาวันสอบจริงๆอาจารย์ที่ปรึกษาบอกจะเริ่ม 9โมงครึ่ง จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่เริ่มสอบ เพราะจะต้องรอ external examiner ที่เดินทางมาจาก University of Cambridge พอกระทั่ง 11โมงครึ่ง อาจารย์ก็เรียกเข้าห้องสอบ เราตั้งสมาธิก่อนสอบเพียงแค่นั้นเอง เพราะคิดว่า น่าจะตอบคำถามได้ เพราะเราเป็นคนเขียนงานเอง แก้งานเองน่าจะรู้จุดบกพร่อง หรือคาดเดาว่า จุดไหนสามารถโดนถามได้

ใช้เวลาประมานเกือบ 2 ชม. ในการสอบค่ะ อาจารย์สอบทั้ง 2 ท่าน 1 ในนั้นเป็น Professor ที่ Sussex อยู่แล้ว ก็ถามมาถามไป สลับกันแทบจะทุกหน้าทุกบท เราก็ตอบได้เกือบหมด พอสอบเสร็จสิ้น อาจารย์ก็ให้เราออกไปนอกห้องสอบประมาน เกือบ 10 นาทีต่อมา ก็เรียกให้เราไปฟังผล

พอกลับมาถึงห้องสอบ external examiner ก็กล่าวแสดงความยินดีกับเราว่า Congratulations on your degree แต่ก็ยังมี minor corrections ประมาณ 3-4 จุดแต่ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก เป็นเพียงการแก้คำใช้คำให้ดีขึ้น หรือให้อธิบายขยายความผลลัพธ์ที่ได้ให้ชัดเจนขึ้นเพียงเท่านั้น

ความรู้สึกตอนนั้น หลังจากทราบผลคือ อึนๆ ไปหมดเลยคะ ความตั้งใจของเราตั้งแต่เด็กๆ เป็นจริงจนได้ ทั้งนี้ คิดว่า ความสำเร็จครั้งนี้มาจากความพยายามตั้งใจของเราค่ะ

j2

ทำไมถึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอก

หลังจากเรียนจบปริญญาโท เราก็เห็นผลการเรียนของเรา รวมถึงความตั้งใจที่ยังอยากจะมุ่งมั่นหาทุนการศึกษาเพื่อศึกษาในสาขาที่ใกล้เคียงกันในระดับที่สูงขึ้น โชคดีมากๆค่ะ ที่ตอนหลังจบปริญญาโท มีทุนการศึกษาที่ชื่อว่า Chancellor’s International Research Scholarship (CIRS) เปิดรับนักศึกษาต่างชาติเพื่อเข้าศึกษาระดับปริญญาเอกจำนวน 10 ทุน เราจึงลองส่งผลการเรียนปริญญาโทที่ควบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 (Distinction) ของประเทศอังกฤษ พร้อมทั้งเสนอโครงงานวิจัยที่สนใจจะทำ

ปรากฏว่า โชคดีมากๆ ที่ได้รับทุนการศึกษานั้น โดยเป็นทุนที่ดีมากๆค่ะ ไม่มีข้อผูกมัดหลังเรียนจบ แล้วยังสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าเล่าเรียน เต็มจำนวนเป็นระยะเวลา 3.5 ปี เราเลยไม่ลังเลที่จะตัดสินใจรับทุนค่ะ

ระหว่างเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างไรบ้างคะ เล่าให้เราฟังหน่อย

ยอมรับเลยคะว่า ช่วงปีเเรกของนักเรียนปริญญาเอกจะเป็นอะไรที่หนักมาก ณ ตอนนั้นยังไม่ค่อยที่จะเข้าใจหัวใจสำคัญของงานที่ต้องการศึกษาวิจัย มันจะต้องเป็นอะไรที่ใหม่กับวงการวิชาการ

ปีแรกของปริญญาเอกนั้น เราจะต้องอ่านหนังสือเป็นกองๆ เพื่อเข้าใจในเนื้อหาทฤษฎีอย่างลึกลึ้ง รวมทั้งยังคงต้องอ่านงานวิจัยเก่าๆ ที่ผ่านมา เพื่อที่จะมาดูว่าเราสามารถนำอะไรของงานเหล่านั้นมาต่อยอดขยายความได้อีก ยังจำได้เลยว่า ช่วงนั้นทั้งร้องไห้ทั้งคิดถึงเมืองไทยทั้ง ท้อแท้ แต่มักจะพูดปลอบใจตัวเองอยู่ตลอดว่า เราไม่ได้มาเรียน เรามาเพื่อทำงานวิจัยชิ้นนึงให้กับทางมหาวิทยาลัย เลยทำให้มีกำลังใจที่จะอดทนและสู้ต่อได้อย่างมากคะ

หลังจากสอบจบปีการศึกษาแรกแล้ว เราเริ่มคลิกกับงานวิจัยเราแล้ว รู้แล้วว่า จะเดินเส้นทางไหนต่อ ทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะสนิทกับ supervisor ของเรามาก จะเข้าพบท่านแทบจะทุกวันเลยค่ะ นักเรียนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยเข้าหาอาจารย์ที่ปรึกษาคะ จึงทำให้เกิดการล่วงเวลาของการส่งงานเขียน ฉะนั้น เราจึงมักไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ค่ะ เราถามอาจารย์ที่ปรึกษาทุกๆ อย่างที่ไม่เข้าใจ แม้แต่เมื่อมีข้อสงสัยเล็กๆน้อยๆ เราก็มักจะถามหมด ไม่เช่นนั้นคงจะเข้าใจเนื้องานไม่ถ่

พอเริ่มปีสอง เราก็เริ่มเข้าตัวเนื้อหาโดยไม่รีรอ เพราะคิดว่าเข้าใจคำถามของงานวิจัยตัวเองแล้ว ก็เริ่มทำการ simulation พอได้ผลมาก็เอามาวิเคราะห์ แล้วเขียนผลที่ได้ ให้อาจารย์ที่ปรึกษาอ่าน พออาจารย์พอใจในผลการทดลองแล้วเราก็นำมาเขียนลงเป็น chapter ในเล่มวิทยานิพนธ์ พอเริ่มอีกการทดลองนึงได้ผลลัพธ์มาก็ส่งให้อาจารย์ตรวจดู แล้วก็นำมาเขียนเพิ่มในเล่มอีก

ยอมรับเลยว่า ณ ตอนนั้น คิดว่า เราจะยอมเสียสละเวลามานั่งเขียนงานทุกครั้ง หลังจากที่ได้ผลมาแล้ว เพื่อที่ว่า จะเป็นการเบาแรงเขียนงานในช่วงปีท้ายๆ แบบที่นักศึกษาคนอื่นๆ ทำกัน ข้อดีของการทำไปเขียนงานไปคือ เราจะได้ไม่ลืมผลการทดลองที่เราได้มา เมื่อต้องการที่จะศึกษางานของเราเพิ่มเติมก็จะได้เข้าใจไม่ยาก

j4.jpg
ระหว่างเรียนเจออุปสรรคอะไรบ้างไหม

อุปสรรคในการเรียนปริญญาเอกคือ ใจของตัวเราเองค่ะ อุปสรรคนี้ เจอบ่อยมากๆ ค่ะ

บางวันใจเราก็ท้อแท้ ถามตัวเองตลอดว่า จะมาเรียนทำไม อยู่เมืองไทย ได้เจอคนที่เรารักแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว บางวันคิดว่า ตัวเองไม่มีศักยภาพพอที่จะทำปริญญาเอกได้ เพราะดูเหมือนงานเราไม่ค่อยคืบหน้าเลย ทุกอย่างล้วนมาจากปัญหาทางจิตใจเรามากกว่าค่ะ

สิ่งที่คิดว่าหนักที่สุดคือ คิดว่าขาดกำลังใจจะสู้ต่อ คำว่า กำลังใจ สำคัญกับนักศึกษาปริญญาเอกทุกคนมากๆ โดยเฉพาะนักเรียนไทยในต่างแดน แม้เราจะอยู่ที่อังกฤษมาหลายปีตั้งแต่เรียนโท แต่สุดท้ายก็ไม่เคยอดร้องไห้ได้เลย คิดว่าตัวเองคิดผิดที่เลือกทางเดินชีวิตที่มาเรียนปริญญาเอก คิดอยู่ตลอดว่า อีกตั้ง 3ปีครึ่งถึง 4ปีแน่ะ หรืออาจจะมากกว่านั้น

พอคิดแบบนี้แล้ว มันเลยทำให้ใจเรากลัวไปหมดไม่อยากสู้ต่อ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คงจะมุ่งมั่นตั้งใจตั้งแต่เเรก โดยไม่ย่อท้อ ไม่คิดที่จะขอยกเลิกทุน เพราะไม่ไหว แต่โดยส่วนตัวแล้ว ก็เชื่อว่า อุปสรรคที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนเเรงกระตุ้นให้เราได้ฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง

ผ่านช่วงเวลาที่ยากมาได้อย่างไร

เราพยายามเลิกคิดที่จะท้อแท้ แล้วตั้งใจมุ่งมั่นอยู่ตลอดว่า ความสุขของฉันคือ การเรียนจบเอกอย่างภาคภูมิใจ ดังนั้น จึงคิดที่จะจบให้ได้ภายในระยะเวลาการเรียนปริญญาเอก ขั้นต่ำ 2 ปี แม้จะต้องแลกกับความเหนื่อยตลอดระยะเวลานี้ ที่ไปทำงานมหาลัยทุก 7 วันต่อสัปดาห์ โดยไม่มีวันหยุดก็ตาม แต่เราก็เชื่อว่า ฉันจะต้องทำมันให้ได้และจะต้องเอาใบปริญญากลับไปเมืองไทย พร้อมทั้งได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวที่ไทยให้ได้เร็วที่สุด

การเรียนปริญญาเอกจบภายใน 2 ปี เป็นสิ่งที่น้อยคนจะทำได้ มีเคล็ดลับอย่างไรคะ  

สิ่งแรกที่เราต้องทำคือตั้งเป้าหมายค่ะ เพราะการมีเป้าหมายมันเหมือนกับการที่เรามีแรงกระตุ้นในการทำงานให้บรรลุจุดประสงค์ค่ะ อย่างเฟรนเอง มีความตั้งใจที่จะจบภายใน 2 ปีเพื่อที่ว่าเราจะได้สามารถเริ่มทำงานได้เร็วมากขึ้น ทำให้มีประสบการณ์ในการทำงานทางด้านวิชาการตั้งแต่อายุยังน้อยค่ะ ดังนั้น เราเลยมีแรงผลักดันในการค้นคว้างานวิจัย

เฟรนยอมรับว่า ตัวเองใช้เวลาประมานกว่า 50ชั่วโมงต่ออาทิตย์ ในการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย เข้าแลปทุกวันไม่มีวันหยุด อาจจะดูเหมือนหนักไปแต่สำหรับเราคิดว่า โอเคเลย

เราจะเข้าออฟฟิตตั้งแต่เช้า 7โมงครึ่ง ถึงบ่ายแก่ๆ จากนั้นจะเดินเล่นในเมืองแวะซุปเปอร์มาร์เก็ต เข้าฟิตเนส ออกกำลังกายทุกวัน เราคิดว่า ชีวิตช่วงนั้นแม้จะไม่ได้เที่ยวตามเมืองต่างๆ แต่เราก็มีความสุข กับวงจรการใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวัน ได้ทำงานให้เสร็จเร็วมากขึ้น ได้ทั้งออกกำลังกาย เดินเที่ยวเล่นในตัวเมือง ก็ผ่อนคลายไปได้ไม่น้อยค่ะ

คิดว่าอะไรที่ทำให้คุณเรียนสำเร็จ

เพราะความมานะมุ่งมั่นตั้งใจของเรา รวมถึงเเรงกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ความเหงา ที่กดดันจิตใจเราอยู่ตลอด จึงทำให้เราไม่ย่อท้ออีกต่อไป

การเรียนปริญญาเอกทำให้คุณได้พัฒนาทักษะอะไรบ้างคะ

สิ่งเเรกเลยคือ การเรียนรู้และหาคำตอบด้วยตัวเอง เมื่อก่อนที่เราเรียนระดับปริญญาตรี โท นั้นมักจะมีอาจารย์นำความรู้มาถ่ายทอดให้เรา แต่ในครั้งนี้เราจะต้องศึกษาเองอย่างถ่องแท้ แล้วต้องสามารถที่จะถ่ายทอดให้ตัวเราเองได้เข้าใจด้วย ไม่ใช่ว่า จะเป็นฝ่ายรับข้อมูลอย่างเดียว เราจะต้องศึกษาอ่านตำราเนื้อหาเรื่องเดียวกัน จากหลายๆ ฐานข้อมูล แล้วนำมาสรุปเป็นคำพูด ความเข้าใจของเราเอง หากทำเช่นนี้ได้เราจะสามารถพัฒนาทักษะในอีกหลายๆ ด้านให้ตัวเราเองได้อีกเยอะ

เมื่อเรียนจบแล้ว คิดว่า จะนำทักษะความรู้นั้นมาใช้อย่างไร

การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด และการเรียนรู้นั้นจะต้องมาจากการศึกษาวิจัยค้นคว้า แล้วนำมารวบรวมให้ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราจะสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เราได้มานั้นให้ได้ดีด้วย จึงจะถือว่าเป็นการต่อยอดที่สมบูรณ์ค่ะ

มีข้อคิดอะไรอยากฝากอะไรถึงผู้ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่บ้าง 

อยากจะบอกเพื่อนๆ ท่านอื่นๆ ว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ หากเรายังคงมีความเพียรพยายามและมุมานะอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นแล้ว ความขยันอดทนจะช่วยให้เราบรรลุความตั้งใจทุกอย่าง ไม่ใช่ความเก่งเพราะคนเก่งถ้าไม่ขยันก็ยากที่จะประสบความสำเร็จค่ะ

สุภาษิตที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ยังคงเป็นอะไรที่คลาสสิกมากๆ หากเราตั้งใจที่จะทำอะไรแล้วโดยมุ่งมั่นให้ถึงที่สุด ผลตอบแทนของความเพียรพยายามนั้นจะให้ความสุขที่แท้จริงกับเราอย่างแน่นอนค่ะ

———

#เพจก็แค่ปริญญาเอก ขอแสดงความยินดีกับ ดร.เฟรน ที่จะเข้าพิธีรับปริญญาบัตรอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฏาคมปี 2018 นี้ค่ะ และ ขอขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิด และประสบการณ์อันมีค่า

เพจก็แค่ปริญญาเอก ยินดีเปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เชิญชวน inbox มาหาเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆคนอื่นกันค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s