ความฝัน

เราทุกคนมีความฝัน แต่เราฝันถึงอะไรกันอยู่?

16 วันที่ผ่านมา ทำให้เราฝันถึงอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมบ้างไหม? 

……

16 วันที่ผ่านมา กับการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศ 

เป็นการยากที่จะยอมรับกับความจริงว่า พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นตัวอย่างของความดีทั้งปวงบนโลก ได้ทรงเสด็จกลับสู่สวรรคาลัยแล้ว

หยาดน้ำตาที่ยังไม่เหือดแห้ง ความทุกข์โศกอาลัยที่ไม่มีความสูญเสียครั้งใดจะเสมอเหมือน

ตลอดเวลา 16 วัน ที่ผ่านไปอย่างเนิบนาบ เชื่องช้า

เราได้หยุดทบทวนกับอดีต กับประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ประชาชนคนไทยมีพระองค์เป็นที่พึ่งตลอดมา 

เราได้ซาบซึ้งกับพระราชกรณียกิจ และโครงการในพระราชดำริจำนวนสี่พันกว่าโครงการที่พระองค์ได้ทรงเหน็ดเหนื่อยตรากตรำพระวรกาย มุ่งมั่นและทุ่มเททำเพื่อพลิกฟื้นชีวิตของประชาชนของพระองค์ให้ดีขึ้น 

เราได้หันกลับมาเห็นความสำคัญของการทำความดี การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปัน และความสมานสามัคคี  

……

นานเท่าไหร่แล้ว ที่เราไม่ได้หยุดนิ่ง สงบจิตสงบใจเช่นนี้ 

นานเท่าไหร่แล้ว ที่เราไม่ได้มีโอกาสทบทวนอย่างแท้จริง ถึงชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่ “อดีต”จนถึง “ปัจจุบัน” 

นานเท่าไหร่แล้ว ที่เราไม่ได้หันมาใส่ใจสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมชาติรอบข้างตัวเรา 

นานเท่าไหร่แล้ว ที่เราไม่ได้ทบทวนกับ “ความฝัน” และ “อนาคต” อย่างจริงจังเช่นนี้ 

……

ที่ผ่านมา โลกแบบทุนนิยม ผลักดันและเร่งเร้าให้คนบนโลกมี “ความฝัน” 

แต่ความฝันแบบที่โลกทุนนิยมหยิบยื่นให้นั้น ล้วนเป็นความฝันที่ไม่มีที่สิ้นสุด  

เป็น “ความฝัน” ให้เราต้องมีบ้านที่ใหญ่ขึ้น ข้าวของเครื่องใช้ที่มีประสิทธิภาพขึ้น หรูหราขึ้น และแพงขึ้น 

ยิ่งหาได้มาก ยิ่งต้องมีให้มาก 
มากและมากขึ้น อย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

……

แต่ความฝันเช่นนั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่พ่อหลวงสอนเรา

พระองค์ท่านใช้ชีวิตเป็นแบบอย่างให้เราเห็นถึง “ความพอเพียง” และ “ความพอดี” 

ไม่ว่าจะเป็น หลอดยาสีพระทนต์ ดินสอทรงงาน ฉลองพระบาท หรือรถยนต์พระที่นั่ง ในวันสุดท้าย 

……

ความสำเร็จ หรือเงินทองที่คนบนโลกโหยหา 

อยากได้ อยากครอบครอง จนยอมทำทุกอย่าง

แม้บางครั้ง ต้องเอาเปรียบคนอื่นบ้าง 

แม้บางครั้ง ต้องสูญเสียตัวตนของตัวเองไปบ้าง 
แต่ความร่ำรวยและความมั่งคั่งนั้น หอมหวานเสียจนคนจำนวนมาก อดใจไม่อยู่ 

กับ “ความฝัน” ที่จะ “มี” และ “เป็น” อย่างที่ โลกทุนนิยมบอก 

แต่ความสำเร็จ ในการ “มี” และ “เป็น” เช่นนั้น ไม่ยั่งยืน 

……

สิ่งที่พ่อหลวงบอกกับเราในวันสุดท้าย เมื่อท่านได้จากไป คือ ความจริงที่ว่า “ความดี” ต่างหากที่จะยังอยู่ และผลของ “ความดี” นั้น จะผลิดอกออกผล แผ่ไปอย่างไพศาล 

สิ่งที่ทั่วทั้งโลกแซ่ซ้องสรรเสริญ คือ พระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์นี้ ที่ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ คือการทำประโยชน์เพื่อประชาชนของพระองค์ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ 

……

แล้วตัวเราหล่ะ จะฝันอย่างไรต่อ หลังจากพระองค์ท่านได้จากไป 

แทนที่เราจะฝัน ถึงการมีบ้านหลังโต รถราคาแพง 

แทนที่เราจะฝันแค่ให้ตัวเรา มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

แทนที่เราจะฝัน แค่การกอบโกย ฉกฉวยเอาสิ่งต่างๆ เข้าสู่ตัว 

……

ทำไมเราไม่ฝัน ถึงการมีสังคมที่ดี มีคุณภาพ

ทำไมเราไม่ฝัน ถึงการที่ตัวเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมรอบข้าง ให้ดีขึ้นได้  

ทำไมเราไม่ฝัน ถึงการขับเคลื่อนและพัฒนา ให้สังคมและประเทศดีขึ้นได้ด้วยสองมือของเราเอง

……

เพราะสิ่งที่ “คนรุ่นเรา”ควรทำ 

คือการร่วมมือและมุ่งมั่น “พัฒนา” ประเทศชาตินี้ 

เพราะสิ่งที่ “คนรุ่นเรา”ควรทำ 

ไม่ใช่การกอบโกย ทำลายทรัพยากร เพื่อประโยชน์ของเราเฉพาะในวันนี้ 

แต่ควรเป็นการ “ทำ” เพื่อส่งมอบประโยชน์ต่อไปให้คนรุ่นหลัง 

เพื่ออย่างน้อยในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี ที่เราจะมีชีวิตเหลืออยู่ 

เราจะได้ภูมิใจว่า มีบางอย่างที่ดีที่เราได้ลงมือทำเพื่อคนอื่น 

หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ต้องให้ “คนรุ่นหลัง” มานั่งแก้ปัญหาในสิ่งที่ “คนรุ่นเรา” สร้างไว้ 

……

อย่าปล่อยให้ 16 วันนี้ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ถึงเวลาที่ต้องทบทวนแล้วว่า 

ทุกวันนี้ เรามีชีวิตอยู่เพื่อตัวเราเอง 

หรือเพื่อสังคมและคนรอบข้าง 
เพราะวันนี้ เราได้รู้แล้วว่า การมีชีวิตอยู่ 

เพื่อทำประโยชน์ให้ผู้อื่นอย่างแท้จริงนั้น

มีความหมายมากเพียงไร

……

……

และท้ายนี้ ขอน้อมนำบทเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” หนึ่งในบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีความหมายลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง เป็นบทเพลงหนึ่งที่จะจารึกอยู่ในใจเราทุกคนตลอดไป 

……

……

ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ

ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว

ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ

ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง

จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด

จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง

จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง

จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

ไม่ท้อถอยคอยสร้างสิ่งที่ควร

ไม่เรรวนพะว้าพะวังคิดกังขา

ไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา

ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไป

นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง

หมายผดุงยุติธรรมอันสดใส

ถึงทนทุกข์ทรมานนานเท่าใด

ยังมั่นใจรักชาติองอาจครัน

โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่

เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน

คงยืนหยัดสู้ไปใฝ่ประจัญ

ยอมอาสัญก็เพราะปองเทิดผองไทย

…..

#เพจก็แค่ปริญญาเอก

Credit photo: Nation