แบ่งปันประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก โดย ดร.พัด ผู้ก่อตั้งเพจก็แค่ปริญญาเอก

การตัดสินใจเริ่มเรียนปริญญาเอกของฉันวางอยู่บนความตั้งใจที่อยากจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ในวันที่ตัดสินใจสมัครเรียน ทุกอย่างดูง่ายราวกับถูกจัดมาให้แล้ว มหาวิทยาลัยในอังกฤษเดินทางมาออกนิทรรศการที่เมืองไทย พร้อมกับว่าที่อาจารย์ที่ปรึกษาที่เดินทางมาด้วย ฉันได้มีโอกาสคุยกับอาจารย์ถึงหัวข้องานวิจัยที่สนใจ อาจารย์สัมภาษณ์ฉันในวันนั้นเลย พร้อมกับแนะนำวิธีการยื่นใบสมัครและกระบวนการเรียนปริญญาเอกทั้งหมดอย่างคร่าวๆ

หลังจากคุยกันพักหนึ่ง เขาพูดกับฉันเลยว่า “ฉันเห็นปริญญาเอกอยู่ข้างหน้าเธอแล้ว!!” แค่เพียงประโยคเดียวของเขานั้น เป็นแรงจูงใจและกำลังใจสำคัญที่ทำให้ฉันผ่านขั้นตอนการสมัคร การเตรียมและส่งเอกสารที่มีรายละเอียดจำนวนมากไปได้ ด้วยใจที่สบายๆ และในที่สุด ฉันก็นำตัวเองเดินทางไปอังกฤษ และไปนั่งอยู่ในห้องทำงานของอาจารย์ที่ปรึกษา

“คำถามการวิจัยของเธอ คืออะไร?” หัวใจที่สำคัญที่สุดของการวิจัย คือ คำถามการวิจัย ถ้าเธอเริ่มต้นได้ดี งานวิจัยก็จะดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง อาทิตย์หน้ามาพบฉัน พร้อมกับคำถามการวิจัยของเธอนะ” นี่คือคำพูดของอาจารย์ในวันแรกที่ฉันเข้าพบเพื่อปรึกษาเรื่องงานวิจัย เป็นประโยคที่ฉันยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ และยังคงนำไปใช้กับนักศึกษาปริญญาเอกของฉันเองอย่างต่อเนื่อง

ฉันจำได้ดีว่าในการเข้าพบครั้งนั้น ฉันถือโครงร่างการวิจัยที่เขียนขึ้น จำนวน 7-8 หน้า โครงร่างที่พยายามตั้งใจทำเป็นอย่างมากตั้งแต่ตอนสมัครเรียน อาจารย์อ่านแล้วชมว่า เป็นความพยายามที่ดี แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะเริ่มต้นทำวิจัยได้

148947

ชีวิตจริงปริญญาเอก เริ่มต้นทันทีในเย็นวันนั้น เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันนอนไม่หลับไป 3 วัน วนเวียนอยู่กับการคิดๆๆ ค้นๆๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่จะต้องนำไปตอบอาจารย์ให้ได้ว่า “คำถามการวิจัยของเธอ คืออะไร?”

หลังจากคิด และ ค้น ซ้ำๆ อยู่หลายรอบ ทั้งอ่านงานของตัวเอง พร้อมกับการหาตัวอย่างงานวิจัยที่ทำสำเร็จไปแล้ว โดยดูตัวอย่างการตั้งคำถามของงานแต่ละเล่ม ในคืนวันที่ 4 ก่อนล้มตัวลงนอน เมื่อหัวกำลังจะถึงหมอน เกิดความรู้หนึ่งแว่บเข้ามาในหัว ฉันคิดคำถามงานวิจัยออก จึงรีบลุกขึ้นมาจดไว้ในสมุดโน้ต และเมื่อนำไปปรึกษาอาจารย์ในวันนัดพบ อาจารย์พิจารณาแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาบอกว่า “มันใช่ !!”

จากจุดนั้นคือจุดที่การวิจัยเริ่มต้น ฉันค่อยๆ เรียนรู้ เข้าใจ ซึมลึกกับกระบวนการเรียนปริญญาเอกแบบเน้นการทำวิจัย ทุกด่านที่พานพบคือการเรียนรู้ใหม่ การฝ่าฟันและก้าวข้ามในแต่ละขั้นตอนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บางขั้นตอนก็ต้องทำซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนกว่าจะเจอสิ่งที่ “ใช่” และในหลายครั้งก็มักจะมีสิ่งที่ “ใช่กว่า” รออยู่เสมอ ชีวิตของฉันในฐานะนักศึกษาปริญญาเอกวนเวียนอยู่กับการเข้าห้องสมุด อ่าน เขียน อ่าน เขียน แก้ไข เรียบเรียง ปรับปรุง อยู่เช่นนั้น ตั้งแต่ปีแรก จนงานเสร็จสมบูรณ์พร้อมส่ง

IMG_4932.JPG

สำหรับฉัน การเรียนปริญญาเอก ในช่วงอายุระหว่าง 25 จนถึง 29 ปี เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตัวเอง เพราะเป็นช่วงวัยที่ฉันยังไม่มีภาระใดๆ เป็นวัยที่มีสมาธิจดจ่อและทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มที่ จะว่าไปแล้วในช่วงวัยนั้นของฉัน ฉันเองก็ยังไม่เคยได้เผชิญกับความ “จริง” ของชีวิต ยังไม่เคยพบเจอมรสุมหรืออุปสรรคใดๆ ในชีวิตเลย เพราะชีวิตส่วนใหญ่ก็เติบโตมาโดยอยู่ในอ้อมกอดและการดูแลของพ่อแม่

การเรียนปริญญาเอก ที่ต้องอยู่ห่างจากครอบครัว จากบ้านเกิดเมืองนอน เป็นเวลากว่า 4 ปี  จึงเปรียบเสมือน บททดสอบฉบับย่อของชีวิต หลายอย่าง หลายเหตุการณ์ของการเรียนปริญญาเอก ดูจะเป็นความ “ทุกข์” แรกๆ ที่ชีวิตต้องเผชิญ

ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปในตอนนี้ ทุกข์ที่เกิดขึ้นระหว่างเรียนที่เคยคิดว่าทุกข์เหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ถูกอาจารย์ไล่ให้กลับมาแก้ไขงาน หรือตอนที่อยากจะจบแต่ก็ยังจบไม่ได้เสียที ต่างๆเหล่านั้น ในความเป็นจริงก็เป็นเพียง “ทุกข์” แบบเทียมๆ แต่ถึงแม้จะเป็นทุกข์เทียม ในขณะวินาทีตรงนั้น ใจก็รู้สึก “ทุกข์” เสียเต็มประดา

การเรียนปริญญาเอก คือ การฝึกใจตนเอง เพราะคนเราถ้าไม่เจอ “ทุกข์” เสียบ้าง ก็จะไม่รู้จักชีวิต ไม่ได้เข้าถึงและสื่อสารกับตัวเองอย่างแท้จริง ดังนั้น การเรียนปริญญาเอกสำหรับฉัน คือ “โอกาส” ของการฝึกฝนและขัดเกลา โอกาสในการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ได้มองโลกอย่างที่โลกเป็น ได้เข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้งกว่าเดิม  ประสบการณ์ 4 ปีของการเรียนปริญญาเอกจึงเป็นเวลาของการบ่มเพาะปัญญาของตัวฉันอย่างแท้จริง

148950.jpg

มองย้อนกลับไป เส้นทางการเรียนปริญญาเอกของฉัน ไม่ได้พบเจอปัญหาใดๆ ที่หนักหน่วง ฉันต้องขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษาและกัลยาณมิตรที่คอยแนะนำ แบ่งปันประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ อยู่เสมอ ฉันมีกลุ่มรุ่นพี่ รุ่นน้อง และเพื่อนๆนักเรียนไทยที่เรียนปริญญาเอก มีกลุ่มเพื่อนต่างชาติที่เรียนปริญญาเอกในคณะเดียวกัน และต่างคณะ จำนวนมาก

ในการเรียนปริญญาเอก การมีชุมชนที่ไว้ใจได้ ที่สามารถเล่าและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตปริญญาเอกสู่กันฟัง มีความสำคัญมาก ตลอดเส้นทางการเรียนรู้ ฉันได้มองเห็นรุ่นพี่ที่เดินอยู่ข้างหน้า ที่ยินดีแชร์ขั้นตอน เทคนิค วิธี และประสบการณ์ที่เขาเผชิญอยู่ มองไปข้างตัว ก็มีเพื่อนจำนวนมากเดินร่วมทาง รวมถึงรุ่นน้องที่เดินตามหลังมาติดๆ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกำลังใจที่ทำให้ฉันไม่ท้อ และเดินถึงจุดหมายได้ในที่สุด

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญและส่งผลต่อความสำเร็จในการเรียนปริญญาเอกก็คือ ตัวเอง การเรียนปริญญาเอกด้วยใจที่สบายๆ ไม่เร่งรีบ ไม่บีบคั้นตัวเอง ในวันที่ต้องทำงาน ก็ทำงาน และในวันที่พักผ่อน ก็พักผ่อน

IMG_0032

วินัยในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้งานสำเร็จ ในทุกวันที่ผ่านไป การมีสติระลึกรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ พร้อมๆ ไปกับการจับจ้องที่เป้าหมาย และลงมือทำอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งเราเองสามารถวางใจได้ว่าต้องมีวันนั้นวันแห่งความสำเร็จของเราอย่างแน่นอน

โดยธรรมชาติแล้ว ฉันไม่ใช่คนสมองดี เฉียบไว แหลมคม ปัจจัยที่ทำให้ฉันเรียนได้ดีในการเรียนระดับอื่นที่ผ่านมา ก็เพราะความมีวินัยกับความสม่ำเสมอ โชคดีที่สองข้อนี้เป็นลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างเวิร์คมากสำหรับการเรียนปริญญาเอก ตลอดระยะเวลาการเรียน ฉันส่งงานตรงตามที่นัดหมายกับอาจารย์ทุกครั้ง ตั้งใจปรับปรุงแก้ไข ทำตามคำแนะนำของอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ จนอาจารย์ที่ปรึกษาพูดบ่อยๆว่าอยากให้ลูกศิษย์ของเขาทุกคนเป็นเหมือนฉัน

อย่างไรก็ตาม ฉันพบว่าหลายทักษะที่จำเป็นในการทำวิจัยระดับปริญญาเอก กลับเป็นทักษะที่ฉันไม่เชี่ยวชาญ หรือ ไม่เคยฝึกมาก่อนเลย เป็นธรรมดาเมื่อเราพบเจองานที่ตัวเราไม่ชำนาญ ไม่มีทักษะ ก็ทำให้งานต้องชะงักไปบ้าง ช้าไปบ้าง

อย่างไรก็ตาม ปริญญาเอกมีเวลาและพื้นที่ให้กับการฝึกปรือตนเองเสมอ ตราบใดที่เรามุ่งมั่น จดจ่อ มีสติ และตั้งใจกับงานที่อยู่ตรงหน้า เราก็จะสามารถก้าวข้ามในที่สุด

pad1
ฉันมีโอกาสได้พัฒนาตนเองในช่วงการเรียนปริญญาเอกนี้เยอะพอควร ทักษะต่างๆที่ฉันยังไม่รู้ หรือ ไม่มีติดตัวมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง คิดสร้างสรรค์ หรือ การตั้งคำถามใหม่ๆ และการมองโลกให้รอบด้าน เหล่านี้เป็นสิ่งที่ฉันต้องค่อยๆ ฝึกปรือ และเมื่อได้ทำบ่อยเข้า ก็กลับกลายเป็นเชี่ยวชาญในที่สุด

ถึงแม้ชีวิตจะดูราบรื่น แต่ก็มีวันที่ผิดหวังและร้องไห้กับปริญญาเอกอยู่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ในปีสุดท้ายของการเรียน ในวันที่เข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อรับฟังคอมเม้นต์ที่มีต่องานเล่มสมบูรณ์ที่ส่งไป ในใจนั้นคิดไว้ว่า เล่มนี้น่าจะเป็นเล่มที่ “ใช่” และใกล้เคียงกับเล่มจริงที่จะส่งเพื่อขึ้นสอบที่สุดแล้ว ประเมินไว้ว่า หากจะต้องแก้ไข ก็คงมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฉันฝันหวานและวางแผนไว้เลยว่าหลังจากวันนี้ฉันจะไปเที่ยวๆๆ และพักให้เต็มอิ่มเลย แต่ปรากฎว่า อาจารย์ที่ปรึกษาวิจารณ์งานเยอะมาก ให้ฉันกลับมาแก้ไขโดยให้รื้อโครงสร้างและรูปแบบการเขียนของบทที่เป็นผลการวิจัยทั้งหมด ให้เปลี่ยนการเรียงลำดับหัวข้อใหม่ เอาประเด็นย่อยขึ้นไปเป็นประเด็นหลัก แล้วเอาประเด็นหลักลงมาอยู่ใต้ประเด็นย่อย

ณ ตอนนั้น ฉันแทบจะล้มทั้งยืน ฉันรู้สึกต่อต้าน ไม่อยากทำ มองว่าสิ่งที่อาจารย์ให้แก้ไขนั้นเยอะเกินไป ทำไม่ไหวแน่ๆ เดินกลับมาบ้าน น้ำตาตกใน อกหักอยู่หลายวัน ไม่แตะเอกสารการเรียนใดๆเลย กว่าจะทำใจ และกลับมาแก้ไขงานอีกครั้ง ก็แทบแย่ แต่พอลงมือทำจริงๆ ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด และงานที่ได้รับการแก้ไขก็ดีขึ้นจริงๆ กับเหตุการณ์นี้ ถ้ามองย้อนกลับไป จะเห็นว่า ความผิดหวังของฉันเกิดขึ้น ก็เพราะฉันไปคาดหวัง และยึดติดไว้แน่นว่าสิ่งนี้คือใช่แน่แล้ว ครั้นพอไม่ได้ก็เลยผิดหวังมาก

อีกวันที่พีคที่สุด คือ คืนก่อนวันที่จะไปปรินท์งานเพื่อยื่นส่งเล่มสมบูรณ์ให้กับมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยจะจัดส่งให้กรรมการสอบอ่าน และเพื่อขึ้นสอบจบ ในคืนนั้น
ฉันจำได้ว่าฉันไม่ยอมหลับยอมนอน จมอยู่กับความคิดที่ว่าฉันจะต้องนั่งตรวจทานทุกอย่างโดยละเอียดอีกครั้ง ถึงแม้ว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ ฉันก็ได้ตรวจเช็คทบทวนไปแล้วหลายรอบ

ในคืนนั้น น้องสาวฉัน (พัน) อยู่กับฉัน เขาบอกกับฉันว่า ให้นอนได้แล้ว พรุ่งนี้จะได้สดชื่น ไปปริ้นท์งานจะได้ไม่เบลอ ทันใดนั้น ฉันก็เริ่มร้องไห้หนักมาก หาว่าน้องไม่เข้าใจฉัน ฉันจะปล่อยให้งานเว้นช่องไฟผิดๆ ได้อย่างไร ตลอดการตรวจงานทั้งคืนจนถึงตี 4 ฉันเจอจุดที่ผิดทั้งหมด 4 จุด อันประกอบด้วย การเว้นช่องไฟผิด การลืมจุดฟูลสต็อบ 2 ที่ และ อีกจุดคือ ลืมใส่เครื่องหมายปิดคำสัมภาษณ์ ทันทีที่เจอจุดผิด อาการของฉันคือ ใจสั่น มือสั่น ร้องไห้ เป็นมากถึงขั้น จะโยนงานลงถังขยะ พูดอยู่นั่นแล้วว่า เห็นไหมๆๆ งานของฉันไม่ดีพอ !!
IMG_7913มื่อมองย้อนกลับไป ฉันว่ามันตลกมาก อาการของฉันคล้ายเป็นคนบ้า มันเหมือนกับอาการของคนที่กลัวความสำเร็จ เหมือนกับคนที่ปีนเขามาชิลล์ๆ จนพอใกล้ถึงจุดสูงสุด แหงนมองขึ้นไปเห็นยอดเขา เกิดอาการขาสั่น กลัว ไม่กล้าไปต่อ และเตรียมที่จะปีนลงเขาท่าเดียว

โชคดีที่มีน้องสาวอยู่ด้วย เป็นกำลังใจ พูดให้ฉันถอยมาดูภาพทั้งหมดในมุมกว้าง ภาพของชีวิตปริญญาเอกตลอดระยะเวลา เกือบ 4 ปี ที่ฉันทำมาทั้งหมด
แล้ววันนี้ก็เป็นแค่อีกวันที่ต้องก้าวไปต่อ เพื่อไปให้ถึงซึ่งจุดที่ฉันตั้งเป้ามาโดยตลอด มันเป็นแค่อีกก้าวเดียวเท่านั้น ทันทีที่ฉันเข้าใจอะไรมากขึ้น เข้าใจว่า ความสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง และฉันก็ได้ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ฉันจึงยอมวางวิทยานิพนธ์ของฉันลง ปล่อยมือจากการยึดมันเอาไว้ และยอมเข้านอน เพื่อหลับและตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่ควรทำ และในวันรุ่งขึ้น ฉันก็สามารถส่งงานของฉันที่หน้าเคาน์เตอร์รับงานของนักศึกษาปริญญาเอก

ณ ที่นั้น ฉันเห็นภาพเพื่อนหลายคนที่กำลังเปิดเช็คดูจุดฟูลสต็อป ดูเลขหน้า ดูการเว้นช่องไฟ หลายคนดูเครียด ลนลานเมื่อพบจุดผิดของตัวเอง เมื่อฉันส่งงานเรียบร้อย จึงเดินไปหาเพื่อน รู้ซึ้งลงไปในใจของเขาเลยว่า เขากำลังคิดอะไรอยู่ บอกกับเขาว่าฉันก็เพิ่งผ่านขั้นตอนนี้มาเมื่อคืน และบอกถึงความคิดที่ทำให้ฉันก้าวข้ามจุดนั้นมาได้

การสอบปากเปล่าเพื่อจบของฉันนั้น ผ่านไปอย่างเรียบร้อย ในวันนั้นที่ทราบผลว่าผ่าน เป็นวันที่ฉันอิ่มเต็มสมบูรณ์จากภายใน ฉันจำได้ว่าเมื่อทุกอย่างสำเร็จเรียบร้อย ใจมันว่าง เบาสบาย รู้ลงไปอย่างลึกซึ้งเลยว่า ความรู้ที่ค้นพบ ก็เป็นแค่จุดเล็กๆจุดหนึ่ง และในโลกนี้ ยังมีอะไรอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้ ในเวลานั้น ฉันรู้สึกสบาย กายและใจไม่ได้ฟูพองเกินเลยจากสิ่งที่ได้รู้มา และ ก็ไม่ได้แฟบเล็กกับความรู้สึกที่ว่าฉันไม่รู้อะไรเลย นี่ล่ะมั้ง คือ ความรู้สึกอิ่มเต็มอยู่ในทีกับสิ่งที่มีและได้รับจากการลงมือทำด้วยตัวเอง

pad2

ละจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ปริญญาเอกสำหรับฉัน ก็เป็นเพียง “แค่ปริญญาเอก” และฉันเชื่ออยู่เสมอว่า ดร.ก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และ ยังต้องพัฒนาและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา จะหยุดตัวเองและความรู้ไว้ที่ปริญญาเอกไม่ได้

ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประสบการณ์เหล่านี้ของฉัน จะช่วยย่นย่อระยะทางของการศึกษาปริญญาเอกของใครหลายๆคน และที่สำคัญช่วยเสริมสร้างพลังจากภายใน ให้ลุกขึ้นมาและก้าวไป จนถึงปลายทางให้จนได้

ทุกบทเรียนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตปริญญาเอกก็เพื่อให้เราได้เรียนรู้ ตราบใดที่เรามีใจที่ตั้งมั่น มีสติ จดจ่อกับทุกขั้นตอนของการเรียนรู้นี้ เราจะสามารถก้าวข้าม และผ่านทุกด่านไปได้อย่างแน่นอน

ผศ.ดร.พัด ลวางกูร
PhD in Politics and International Studies,University of Leeds, ประเทศอังกฤษ

————————————–
ติดตามข้อคิดและมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาปริญญาเอก จาก ดร.พัด และ ดร.พัน ผู้ก่อตั้งเพจก็แค่ปริญญาเอก ได้ที่เพจก็แค่ปริญญาเอก https://www.facebook.com/justaphd/
https://justaphdblog.com/

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s